ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค 1/การบำรุงศาสนา

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สารบัญ
  1. พระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าเถรพุทธสาครฯ ปีมะแม พ.ศ. 1959 รัชกาลสมเด็จพระอินทราชาเจ้า (จารึกเจ้าเถรพุทธสาคร 1)
  2. สร้างพระพุทธบาทศิลาคู่ไว้ ณ เมืองชัยนาท เมื่อปีมะแม พ.ศ. 1970 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (จารึกรอยพระยุคลบาทวัดบวรฯ)
  3. สร้างพระอิศวรสำริดฯ ปีมะเมีย พ.ศ. 2053 ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (จารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร) · รูป
  4. พระราชทานสมณศักดิ์ให้มหานิสสัยพรหมราชปฤยฯ ปีฉลู พ.ศ. 2108 สมัยเสด็จมหาธรรมราชาธิบดีครองเมืองพิษณุโลก
  5. ทรงพระกรุณาให้สร้างพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานไว้ ณ วัดจุลามณี พิษณุโลก เมื่อปีวอก พ.ศ. 2223 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ (จารึกวัดจุฬามณี)
  6. เรื่องอัฏฐธรรมปัณหาของสมเด็จพระเพทราชา
    1. บานพแนก
    2. พระราชปุจฉาของสมเด็จพระเพทราชา
  7. บุรณะพระบรมธาตุเมืองชัยนาทเมื่อปีระกา พ.ศ. 2260 ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ
  8. ชลอพระพุทธไสยาศน์และสร้างพระวิหารวัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. 2271 ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ · รูป
  9. ทรงพระกรุณาให้สร้างบานประตูมุกสำหรับพระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2295 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ · รูป
  10. จดหมายเหตุระยะทางพระอุบาลีไปลังกาทวีป
  11. ทรงพระกรุณาให้สร้างบานประตูมุกการเปรียญวัดพระพุทธไสยาศน์ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. 2296 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ
  12. สร้างพระวิหารร่มพระแท่นศิลาอาศน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ พ.ศ. 2297 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ · รูป
  13. ทรงพระกรุณาให้สร้างบานประตูมุกพระวิหารพระชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2299 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ
  14. ตำนานสร้างพระพิมพ์และวิธีบูชา

ให้เจ้าเถรพุทธสาคร
เลื่อนขึ้นเป็นพระครูธรรมโมลีศรีราชบุตรในปีมะแม
พ.ศ. ๑๙๕๙ รัชกาลสมเด็จพระอินทราชาเจ้า


ศุภมัสดุ ๑๙๕๙ มเม[1] นักษัตร นวมิ โรจ กัตติก พุทธวาร ศุภมูหูตติ มาน บันทูล พระ ราชโองการ พระ ศรีสรพพัชญ สํดัจ บพิตรสุจริตศรัทธา อนุโมทนา พุทธฎีกา สํดัจ พระ สํฆราช บพิตร พระพรประสิทธิ พระ คุรุ ธรมฺมโลี ศรีราชบุตร นามกรโอย เจ้าเถรพุทธสาครนาม[2]

คำแปล — ศุภมัสดุ พุทธศักราช ๑๙๕๙ ศก[3] มะแมนักษัตร แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๒ วันพุธ ศุภมหุรดิฤกษ์ มีบัณฑูรพระราชโองการพระศรีสรรพเพชญ์สมเด็จบพิตรทรงสุจริตศรัทธาอนุโมทนาซึ่งพุทธฎีกาสมเด็จพระสังฆราชบพิตร พระพรประสิทธิ์นามกรให้แก่พระครูธรรมโมลีศรีราชบุตร นามเดิม เจ้าเถรพุทธสาคร

ไว้ ณ เมืองชัยนาท เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๑๙๗๐
ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒


ศักราช ๑๙๗๐ นับแต่กาลปรินิพพานแห่งสมเด็จพระเสฏฐสัพพัญญุตญาณาทิคุณคณาคณิตพิพิธรัตนปติมัณฑิตปรหิตกรวรสิริศากยมุนรโคดมสัมพุทธเจ้า เป็นปีที่ ๓๖ บริบูรณ์แห่งชนมายุของพระธรรมิกธรรมราชาธิราช ผู้เป็นเจ้าครองเมืองชัยนาถ[4] ฤดูร้อน เดือน ๖ ขึ้น ๔ ค่ำ วันพฤหัสบดี เวลาเช้า ๑๑ ชั้นฉาย ประกอบด้วยฤกษ์โรหิณีสมกับสาธิโยค พระบวรศีลญาณาธิคุณสมลังกตวนวาสีศรีสุเมธังกรโรยติสรวรสังฆนายก ผู้เป็นศิษย์แห่งพระอดิสัยมลวิรหิตศีลาทิคุณปติมัณฑิตรนากรวรญาณวนวาสีศรีสุเมธังกรสังฆราช อาศัยพระราชกำลังเกื้อกูลแห่งพระศรีสุริยพงศ์บรมบาลมหาธรรมราชาธิราช ผู้ทรงคุณอันไพศาล ทรงปรีชาญาณอันรุ่งเรือง ราชบุตรของพระสุรเดชพลธรวรธรรมราชาธิราชเจ้า ให้ดำเนินการสลักรอยพระบาททั้งคู่ของสมเด็จพระกวิสรวรสุคตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียบพร้อมด้วยมงคล ๑๐๘ แผ่ไปเต็มจักรลักษณ์อันวิจิตรต่าง ๆ เป็นที่ชื่นชูใจยิ่งนัก เช่นเดียวกับขนาดรัตนบทเจดีย์ที่พระบรมไตรโลกนารถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้ปรากฏบนยอดเขาสุมันตกูฏอันประเสริฐ เป็นมงกุฎแก้วของลังกาทวีป ที่ให้เกิดอภิรมย์แห่งใจ บนแผ่นศิลากว้างใหญ่นี้ อันพระมหาเถระวิทยวงศ์ ผู้เข้าใจในการจิตรกรรมเป็นอย่างดี นำมาจากเมืองสุโขทัย โดยพระราชานุเคราะห์แห่งพระมหาธรรมราชา ผู้พระชนกแห่งพระบรมบาลธรรมราชนรบดี รอยพระพุทธยุคลบาทอันประดับด้วยจักร สมบูรณ์ด้วยรูปสวัสดิมงคล เป็นที่เจริญตาเจริญใจนี้ อันพระสิริสุเมธังกรสังฆนายกองค์ประธานสงฆ์อำนวยการสลักโดยพระราชานุเคราะห์แห่งพระธีรราชธรรมราชาเจ้า เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้แสวงคุณงามความดีในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลก ด้วยเดชะการบุญนี้ ขอให้บรรดาผู้มีชีวิตจงประสบความสุข ขอให้ผู้รักษาแผ่นดินปลูกเลี้ยงรักษาแผ่นดินจงทั่วถึงโดยคุณธรรมเทอญ.[5]

และซ่อมแปลงพระมหาธาตุกับทั้งวัดบริพารเมืองกำแพงเพชร ปีมะเมีย
พ.ศ. ๒๐๕๓ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒


  1. ศักราช ๑๔๓๒[6] มะเมียนักษัตร อาทิตยพาร เดือนหก ขึ้นสิบสี่ค่ำ ได้หษตฤกษ์ เพลารุ่งแล้วสองนาฬิกา จึงเจ้าพรญาศรีธรรมาโศกราชประดิษฐานพระอิศวรเจ้านี้ไว้ให้ครองสัตว์สี่ตีนสองตีนในเมืองกำแพงเพชร และช่วยเลิกศาสนาพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ และพระเทพกรรม มิให้หม่นให้หมอง
  2. ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว และซ่อมแปลงพระมหาธาตุและวัดบริพารในเมืองนอกเมือง และที่แดนเหย้าเรือนถนนทะลาอันเป็นตรธานไปเถิงบางพาน ขุดแม่ไตรบางพร้อ อนึ่ง แต่ก่อนยอมขายวัวไปแก่ละว้า อันจะให้ขายดุจก่อนนั้นก็ห้ามมิให้ขาย อนึ่ง เมื่อทำนาไซร้ ย่อมเอาพืชข้าวในนานั้นปลูกเอง มิได้เอาข้าวในยุ้งไปหว่านไปดำทั้งหลาย
  3. อนึ่ง ท่อปู่พรญาร่วง[7] ทำเอาน้ำไปเถิงบางพานนั้น ก็ถมหายสิ้น และเขาญ่อนวานาทางพ้าและหาท่อนั้นพบ กระทำท่อเอาน้ำเข้าไปเลี้ยงนาให้เป็นนาเหมืองนาฝ่าย มิได้เป็นทางพ้ากัน ทำทั้งนี้ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จบพิตรพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์[8]

จารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร

ให้มหานิสสัยพรหมราชปฤย
เลื่อนขึ้นเป็นพระครูธรรมเฐียรเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๑๐๘
สมัยเสด็จมหาธรรมราชาธิบดีครองพิษณุโลก


ศุภมัสดุ ๑๔๘๖[9] ศก ฉลูนักษัตร บุษยมาส สุกกปักข ทวาทสมีดิถี ศุกรวาร มานพระราช...วานี เสด็จมหาธรรมราชาธิบดี ศรียุท...บรมบพิตร สุจริต...ท้าวอนุโมทนาด้วยพระพุทธฎีกา สมเด็จพระมหาสามิอนุราชบพิตร พระพรประสิทธิแก่พระครูธรรมเฐียร นามกรอวย มหานิสสัยพรหมราชปฤย นาม[10]

หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/46หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/47หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/48หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/49หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/50หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/51หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/52หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/53หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/54หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/55หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/56หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/57หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/58หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/59หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/60หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/61หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/62หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/63หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/64หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/65

Unknown temple (from Prachum Chotmaihet Samai Ayutthaya Vol 1).jpg

จารึกที่บานประตูมุก วัดบรมพุทธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/72หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/73หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/74หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/75หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/76หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/77หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/78หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/79หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/80หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/81หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/82หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/83หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/84หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/85หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/86หน้า:ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา (ภาค ๑) - ๒๕๑๐.pdf/87

วัดพระพุทธไสยาศน์ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๖
ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ[11]


"ศุภมัสดุ พระพุทธศักราช ๒๒๙๖ พระวษา ณ วัน ค่ำ ปีระกา เบญจศก พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งให้เขียนพระราชทานช่างผู้ได้ทำการมุกทั้งปวง เสื้อผ้าและเงินตราเป็นอันมาก เลี้ยงวันแลสองเพลา ค่าเลี้ยงมิได้คิดเข้าในพระราชทานด้วย คิดแต่บำเหนดประตูหนึ่งเป็นเงิน ๒๕+"

หมายเหตุ — บานประตูมุกนี้ บัดนี้ ได้นำมาติดตั้งเป็นประตูวิหารยอดในวัดพระศรีรัตนศาสดราม พระนคร

จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๗
ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ[12]


 ด้วยออกพระศรีราชไชยมหัยสูรินทบูรินท–
พิริยะพาหะพระท้ายน้ำ ยกเชื้อฝ่ายปู่พระเจ้าเชียง–
ตุง ฝ่ายย่าเปนบุตรเจ้าฝาไลค่า ได้กินเมืองละคอน
ฝ่ายตาเปนบุตรพญาแมน ได้กินเมืองเชียงใหม่ แล
ครั้งสมเดจพระณะรายเปนเจ้ามารบเมืองเชียงใหม่
ไม่ได้พระพุทธสิหิงค์ แล้วกวาดต้อนเอาแมนลาว
ทั้งนี้ลงมาเปนข้าพระเจ้ากรุงศรีอยุทยา แลทรง
พระมหากรุณาเปนที่สุดที่ยิ่ง ปลูกเรียงแตปูแล้ว
มาบิดาแล้วมาน้องให้เปนพญายมราชต่อ ๆ กัน
มา ได้เปนน้าเปนที่พึ่งแก่แมนลาวทั้งปวง แล้ว
อยู่ณะปีขาน อัฏศก มีโกหกชื่อ อายนักโสม ตั้งตัว
เปนใหญ่ในเมืองลานช้าง แล้วลาวลานช้างอยู่ใน
อำนาจมันสิ้น แลให้ลาวลานช้างแขงบ้างเมือง
แล้วจะเข้ามาณะกรุงศรีอยุธยา แล้วยกทัพเข้ามา
เถิงตำบลณะเข้าพังเหย แขวงเมืองนพบุรี ท่าน
ออกพระท้ายน้ำ เมื่อยังเปนหลวงทรงพลอยู่นั้น จึง
อาสาออกไปจับ ได้สัปยุทธกับอ้ายนักโสม ๆ ฟัน
ทุกคอ ก็หนีเข้า จึงจับเอาตัวนักโสมใส่กรงเหล็กเข้า
มาถวาย พระราชทานบำเหน็จรังวัลเปนอันมาก
แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นมาเปน
พญาสวรรคโลก จึงขึ้นมาตรวจการ เหนพระวิหาร
ร่มพระแท่นศิลาอาศน์ชำรุด จึงบอกเข้าไปขอพระ–
ราชทานทำฉลองพระเดชพระคุณ จึงมีพระราช
โองการมาณะพระบันทูลสูรสิงหนาฏตำรัสเหนือ–
เกล้าฯ ให้มีตราพระราชสีห์ขึ้นมาให้ทำ และให้
เมืองลับแล เมืองทุงยัง ช่วย แลได้รื้อพระวิหาร
แลกำแพงแต่ณะวัน ๑๓ ฯ  ค่ำ ปีจอ ฉอศก แล
ได้รื้อขุดก่อรากพระวิหารณะวัน ๑๐ จุลศักราช
๑๑๑๖ ปีจอ ฉอศก วันก่อผนังสำเรจแต่ณะวัน ๑๑
ค่ำ ปีกุญ สัพศก พุทธศักราชล่วงไปแล้วได้ ๒๒
ได้ยกเครื่องบนแลได้มาทำการนั้น แลชื่น เปน
ภรรยา ได้ช่วยเลี้ยงพระสงฆ์สามเณรแลคนเข้า
ทำการวัดด้วย แลนายบาง เสมียร เปนนายการ แลได้
ฉลองณะวัน ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๐ ปีขาร สำฤทธิ
ศก แลเดชพระบารมีปกหม แลคนทำการนั้นสดวก
หาผู้ใดเปนอันตรายหมีได้ แลเดชะได้มาทำพระ
เจดีย์ถาน ขอให้สำเรจแก่พระโพธิญานจงฉับพลัน
แลผู้ใดจะเข้ามานมัสการ จงอนุโมทนา กุศลที่เข้า
ได้สร้างหนีจงทูก ๆ คนเถิด จึงให้นายทองรัต เสมียน
ชานนคร ผู้เปนขุนษาระพากร จารึกไว้ณะวัน ค่ำ
จุลศักราช ๑๑๒๐ ปีขาน สำฤทธิศก"
 หมายเหตุ — คำว่า "พุทธศักราชล่วงไปแล้ว
ได้ ๒๒" หมายความว่า พุทธศักราชล่วงไป

๒๒๙๘ ปี กับเศษ ๑๑ เดือน ๓ วัน

วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๙
ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ[13]


"๏ ศุภมัศดุ พระพุทธศักราช ๒๒๙๙ พระวรรษา ๑๓ ฯ  ๑๐ ค่ำ ปีกุร สัพศก พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งให้เขียนลายมุกบานปรตูพระวิหารพระชินราช ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก ช่าง ๑๓๐ คน ถึง ณ วัน ๑๑ ค่ำ ปีกุร สัพศก ลงมือทำมุก ๕ เดือน ๒๐ วันสำเร็จ พระราชทานช่างผู้ได้ทำการมุกทังปวง เสื้อผ้ารูปพรรณทองเงินและเงินตราเป็นอันมาก เลี้ยงวันแล ๒ เพลา ค่าเลี้ยงมิได้คิดเข้าในพระราชทานด้วย คิดแต่บำเหน็จประตูหนึ่งเป็นเงินตรา +๒๖ "



ตำบลเมืองพิศณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่า ยังมีฤษี ๑๑ ตน ฤษีเป็นใหญ่ ๓ ตน ๆ หนึ่ง ฤษีพิลาไล ตนหนึ่ง ฤษีตาไฟ ตนฟนึ่ง ฤษีตางัว ตนหนึ่ง เป็นประธานแก่ฤษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งนี้จะเอาอันใดให้แก่พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤษีทั้ง ๓ จึงว่าแก่ฤษีทั้งปวงว่า เราจะกระทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์จึงทำเป็นเมฆพัตร อุทุมพรเป็นมฤตย์พิศม์อายุวัฒนะ พระฤษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณะชีพราหมณาจารย์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษา พระฤษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤษีทั้งปวงว่า ท่านจงไปว่านทั้งหลายอันมีฤทธิ์ เอามาให้ได้สัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกสรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิ ให้ได้ ๑๐๐๐ ครั้นเสร็จแล้ว ฤษีจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวงให้ช่วยกันบดยาทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง ทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤษีทั้ง ๓ องค์นั้นจึงบังคับฤษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นฝงเป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวงให้ประสิทธ์ทุกอัน จึงให้ฤษีทั้งนั้นเอาเกสรและว่านมาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิ์แล้วด้วยเนาวะหรคุณประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่ง ถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้ว จึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงคุณพระฤษีที่ทำไว้นั้นเถิด ฤษีไว้อุปเท่ห์ดังนี้

แม้อันตรายสักเท่าไรก็ดี ให้นิมนต์พระใส่ศีรษะ อันตรายทั้งปวงหายสิ้นแล ถ้าจะเข้าการณรงค์สงคราม ให้เอาพระใส่น้ำมันหอมเข้าด้วยเนาวะหรคุณ แล้วเอาใส่ผม ศักดิ์สิทธิ์ความปรารถนา ถ้าผู้ใดจะประสิทธิ์แก่หอกดาบศาสตราวุธทั้งปวง เอาพระสรงน้ำมันหอมแล้วเสกด้วยอิติปอโสภกูราติ เสก ๓ ที ๗ ที แล้วใส่ขันสำริด พิษฐานตามความปรารถนาเถิด ถ้าผู้ใดจะใคร่มาตุคาม เอาพระสรงน้ำมันหอมใส่ใบพลูทาประสิทธิ์แก่คนทั้งหลาย ถ้าจะสง่าเจราคนกลัวเกรง เอาใส่น้ำมัน หอมหุงขี้ผึ้ง เสกด้วยเนาวะหรคุณ ๗ ที ถ้าจะค้าขายก็ดี มีที่ไปทางบกทางเรือก็ดี ให้นมัสการด้วยพาหุง แล้วเอาพระสรงน้ำหอมเสกด้วยพระพุทธคุณอิติปิโสภกูราติเสก ๗ ที ประสิทธิ์แก่คนทั้งหลายแล ถ้าจะให้สวัสดีสถาพรทุกอัน ให้เอาดอกไม้ดอกบัวบูชาทุกวัน จะปรารถนาอันใด ก็ได้ทุกประการแล ถ้าผู้ใดพบพระเกสรก็ดี พระว่านก็ดี พระปรอทก็ดี ก็เหมือนกัน อย่าได้ประมาทเลย อานุภาพดังกำแพงล้อมกันภัยแก่ผู้นั้น ถ้าจะให้ความศูนย์ เอาพระสรงน้ำมันหอม เอาด้าย ๑๑ เส้นชุบน้ำมันหอมและทำไส้เทียนตามถวายพระ แล้วพิษฐานตามความปรารถนาเถิด ถ้าผู้ใดจะสระหัว ให้เขียนยันต์นี้ใส่ไส้เทียนเถิด ยันต์:—

Unalom sign (1).svg ทฺธิวิผม
อมพ
ปติพมงฺคุ
Unalom sign (2).svg อสํวิสุโลปุสพุภ
แล้วว่านโมไปจนจบ แล้วว่าพาหุง แล้วว่าอิติปิโสภกูราติ มหเชยฺยํมงฺคลํ แล้วว่าพระเจ้าทั้ง ๑๖ พระองค์ เอาทั้งคู่ กิริมิทิ กุรุมุทุ กรมท เกเรเมเท ตามแต่จะเสกเถิด ๓ ที ๗ ที วิเศษนัก ถ้าได้รู้พระคาถานี้แล้ว อย่ากลัวอันใดเลย ท่านตีค่าไว้ควรเมือง จะไปรบศึกก็คุ้มกันได้สารพัดศัตรูแล[14]

  1. มเม เป็นสำเนียงขอมเรียกปีมะแม เพราะขอมไม่มีสระแอ ฉะนั้น ขอมจึงเรียก คะแมร์ ว่า เขมร
  2. สำเนาจารึกลานทองในพระบรมธาตุเมืองพิจิตรเก่า
  3. พุทธศักราช ๑๙๕๙ มะแมนักษัตร ในที่นี้ นิยมตามพุทธศักราชของลังกาสิงหล
  4. คำว่า ผู้เป็นเจ้าครองเมืองชัยนาถ แปลจากศัพท์บาลีว่า ชยนาถิสสร และคำนี้เองให้ข้อสังเกตว่า พระศรีสุริยพงศ์บรมบาลมหาธรรมราชาธิราชมิได้ครองเมืองสองแคว (พิษณุโลก) แต่มาครองอยู่ที่ (ทวิสาข) ชัยนาถบุรี พระชนกของพระองค์ท่านคือที่ออกพระนามไว้ในพระราชพงศาวดารว่า พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ซึ่งเป็นพระเจ้าตาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า
  5. สำเนาคำแปลจารึกภาษามคธ
  6. หมายเหตุ — ศักราช ๑๔๓๒ เป็นมหาศักราช เทียบตรงกับพุทธศักราช ๒๐๕๓
  7. คำว่า ปู่พรญา ในจารึกนี้ มีปรากฏในจารึกสุโขทัย หลักที่ ๙ เป็นพระปู่ของพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าที่เป็นพระเจ้าตาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า ดังนั้น คำว่า พรญาร่วง ในจารึกนี้ น่าจะหมายถึง พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าองค์นั้น
  8. สำเนาจารึกฐานพระอิศวร กำแพงเพชร
  9. ศักราช ๑๔๘๗ เป็นมหาศักราช เทียบตรงกับพุทธศักราช ๒๑๐๘ วันศุกร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนยี่ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิบดี
  10. สำเนาจารึกลานเงินในพระเจดีย์เก่า จังหวัดพิษณุโลก
  11. สำเนาจารึกบานประตูมุกที่การเปรียญ วัดพระพุทธไสยาศน์ ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง นายยิ้ม ปัณฑยางกูร เสนอเพิ่มเข้ามา
  12. สำเนาจารึกพระแท่นศิลาอาศน์ พบในหมายรับสั่ง ร. ๓ จ.ศ. ๑๒๐๕ เล่มที่ ๑๙
  13. สำเนาหนังสือจารึกบานประตูประดับมุกที่วิหารพระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลก
  14. คัดจากเรื่อง เสด็จประพานต้นในรัชกาลที่ ๕ ครั้งแรก ฉบับปี ๒๔๘๙ หน้า ๙๔–๙๒