ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๙ อธิบายเรื่องราชทูตไทยไปยุโรป ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ กับ จดหมายเหตุ ของหม่อมราโชทัย ม.ร.ว. กระต่าย เรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐

พิมพ์ในงารทำบุญฉลองอายุครบ ๖๐ ปี ของนายพินเทพเฉลิม บุนนาค เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๗

พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

คำนำ[แก้ไข]

ในงารทำบุญฉลองอายุนายพินเทพเฉลิม บุนนาค ครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ในเดือนตุลาคม ปีชวด พ.ศ.๒๔๖๗ นี้ ลูกหลานมีหม่อมเพี้ยน เทวะกุล ณกรุงเทพ ท.จ. ในพระวรวงศเธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ แลหม่อมพร้อย กฤดากร ณกรุงเทพ ในนายพลตรี หม่อมเจ้าอมรทัต เปนต้น พร้อมกันจะพิมพ์หนังสือเปนของสนองคุณสำหรับบิดาแลตาจะได้ถวายเจ้านายแลจ่ายแจกชำร่วยเปนที่ระลึกแก่ญาติมิตร จึงให้มาแจ้งความยังหอพระสมุดวิชิรญาณสำหรับพระนคร ขอให้กรรมการช่วยเลือกเรื่องหนังสือแลจัดการพิมพ์ให้ตามความประสงค์

ในการเลือกหาเรื่องหนังสือสำหรับงารนี้ ลำบากอยู่สักหน่อยด้วยเมื่อมาบอกใกล้ต่อกำหนดกับงารไม่ถึงเดือน จำต้องเลือกหาเรื่องหนังสือซึ่งจะพิมพ์ได้ทันตามกำหนดเปนสำคัญ ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้พิมพ์หนังสือจดหมายเหตุของหม่อมราโชทัย เรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษ เมื่อปีมะเสง พ.ศ.๒๔๐๐ ด้วยเห็นว่าหนังสือเรื่องนี้แต่งดี แลข้าพเจ้าได้แต่งอธิบายเรื่องลักษณการทูตแต่โบราณลงไว้ ข้างต้นด้วยอิกส่วน ๑ แม้จะได้เคยพิมพ์ก็ช้านานมาแล้ว แลได้พิมพ์ไว้กับเรื่องอื่น ควรจะแยกออกพิมพ์เปนประชุมพงศาวดารภาค ๑ ต่างหาก จะได้รวบรวมอยู่ในหนังสือชุดนั้น ซึ่งมีผู้พอใจอ่านกันเปนอันมาก ถึงผู้ที่เปนแต่ได้ไปอ่านก็เชื่อว่าคงจะพอใจอ่านทั่วกัน กรรมการหอพระสมุดฯ ขอถือโอกาศนี้อำนวยพรแก่นายพินเทพเฉลิม ขอให้เจริญสรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลชนมสุขสถาพรทุกประการเทอญ

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๗

สารบารพ์[แก้ไข]

อธิบายเรื่องราชทูตไทยไปยุโรปแต่โบราณมา หน้า ๑ ตำนานนักเรียนสยามที่ศึกษาภาษาอังกฤษ ๒๘ ขึ้นจดหมายเหตุของหม่อมราโชทัย ๓๗ ตอนที่ ๑ ว่าด้วยราชทูตออกจากกรุงเทพ ฯ จนถึงเมืองสิงคโปร์ ๓๗ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองสิงคโปร์ไปถึงเมืองไกโร ๔๕ ตอนที่ ๓ ว่าด้วยราชทูตออกจากไกโร ไปถึงเกาะมอลตา แลเมืองยิบรอลตา เมืองไวโคแลเมืองปอร์ดสมัท ๕๘ ตอนที่ ๔ ว่าด้วยราชทูตไปจากเมืองปอร์ดสมัท ถึงเมืองลอนดอน แลดูการเล่นต่าง ๆ ๖๓ ตอนที่ ๕ ว่าด้วยราชทูตนำพระราชสาส์นขึ้นไปเฝ้ากวีน ๗๒ ตอนที่ ๖ ว่าด้วยพระนางเจ้าเชิญราชทูตไปเลี้ยงโต๊ะ ๗๘ ตอนที่ ๗ ว่าด้วยที่ว่าราชการ ชื่อปาลิเมนต์ แลเมืองเบอรมิงฮัม เมืองแมนเชสเตอร เมืองลิเวอปูล แลเมืองชิฟิลด์ ๘๓ ตอนที่ ๘ ว่าด้วยเฝ้ากวีนที่วังบักกิงฮัม แลดูการรำเท้า การ ซ้อมทหาร แลการอาวาหเจ้าลูกเธอหญิงใหญ่ ๙๒ ตอนที่ ๙ ว่าด้วยกวีนให้เจ้าหญิงลูกเธอ ปรินเซสกับปรินส์เฟรดดริก วิลเลียมลาไปเมืองปรูเซีย แลราชทูตไปดูคุก ดูคลัง แลดูแม่น้ำเทมส์ ๙๙ ตอนที่ ๑๐ ว่าด้วยกวีนตั้งขุนนาง แลราชทูตเข้าเฝ้าทูลลา ราชทูตไปดูที่ขังคนบ้า แลบริติชมิวเซียม ๑๐๓


(๒) ตอนที่ ๑๑ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองลอนดอนไปถึงท่าโดเวอ แลว่าด้วยประเทศเครดบริเตน หน้า ๑๐๗ ตอนที่ ๑๒ ว่าด้วยผู้รับใช้ปรนนิบัติราชทูตที่โฮเต็ล แลราชทูต ออกจากลอนดอนจะกลับมาเมืองไทย มาแวะที่เมือง ฝรั่งเศส ๑๑๕ ตอนที่ ๑๓ ว่าด้วยราชทูตอยู่เมืองสุเอส แล้วกลับมาถึง เมืองคาลี แลเมืองสิงคโปร์ จนถึงกรุงเทพ ฯ ๑๒๒ ตอนที่ ๑๔ ต่อจดหมายเหตุของหม่อมราโชทัย ว่าด้วยแขก เมืองที่มาส่งราชทูตเข้าเฝ้า ๑๓๐ ใบเพิ่มที่ ๑ บาญชีคนที่ไปกองทูต ๑๓๓ ใบเพิ่มที่ ๒ บาญชีเครื่องราชบรรณาการ แลสิ่งของส่งไป พระราชทาน ๑๓๕






อธิบายเรื่องราชทูตไทยไปยุโรป[แก้ไข]

?ในสมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี เคยมีราชทูตไทยไปถึงยุโรปหลายคราว ตามที่มีจดหมายเหตุปรากฎนั้น ราชทูตไทยไปถึงยุโรปครั้งแรกเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ โปรดให้ทูตานุทูตเชิญพระราชสาส์นออกไปยังประเทศฮอแลนด์ เจริญทางพระราชไมตรีกับเจ้ามอริสในราชวงศ์ออเรนช์ เมื่อปีมะแม พ.ศ.๒๑๕๐ ตรงกับคฤศตศก ๑๖๐๗ ต่อนั้นมายังมีราชทูตไทยได้ออกไปยุโรปในรัชกาลอื่น ๆ อิก แต่ในเรื่องราชทูตที่ไปมากับประเทศสยาม จะเปนราชทูตที่พระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศแต่งเข้ามาก็ดี ฤๅราชทูตไทยไปเจริญทางพระราชไมตรีถึงต่างประเทศก็ดี ตอนไหน ๆ ไม่เลื่องฦๅรู้แพร่หลายเท่าเมื่อสมเด็จพระนารายน์มหาราชมีทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ กรุงฝรั่งเศส เพราะพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ มีรับสั่งให้สร้างสิ่งที่รฦกไว้เฉลิมพระเกียรติยศหลายอย่าง เปนต้นแต่ให้ตีเหรียญแลเขียนรูปภาพราชทูตไทยเข้าเฝ้าที่พระราชวังเวอซาย แลให้แต่งหนังสือทั้งเรื่องราชทูตฝรั่งเศสเข้ามากรุงสยาม แลเรื่องราชทูตสยามคราวโกษาปานออกไปเมืองฝรั่งเศสพิมพ์ไว้ หนังสือเหล่านั้นแพร่หลายทั้งในภาษาฝรั่งเศส แลได้เปนภาษาอื่นยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ จึงได้ทราบเรื่องกันยิ่งกว่าคราวอื่น ๆ

เรื่องราชทูตไทยไปเมืองฝรั่งเศสครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช ได้ความตามหนังสือจดหมายเหตุของฝรั่งในครั้งนั้นว่าไปถึง ๔ คราว คราวแรกไปเมื่อคฤศตศก ๑๖๘๑ ตรงกับ ( ปีระกา จุล ศักราช๑๐๔๓) พ.ศ.๒๒๒๔ ราชทูตเชิญพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้า หลุยที่ ๑๔ แลโป๊ปณกรุงโรม ออกพระพิพัฒน์ราชไมตรีเปนตัวราชทูตออกหลวงศรีวิสารสุนทรเปนอุปทูต ออกขุนนครวิชัยเปนตรีทูต ไปในเรือกำปั่นฝรั่งเศสเรือลำนั้นไปแตกที่เกาะมดะคัศดาคนที่ไปหายสูญไปหมด ต่อมาอิก ๒ ปีถึง พ.ศ. ๒๒๒๖ ทูตไทยเปนคราวที่ ๒ ทูตที่ไปคราวนี้ได้ความว่าเปนแต่ขุนนางผู้น้อยในกรมท่าคน๑ ในกรมอาสาจามคน ๑ โดยสานเรือกำปั่นฝรั่งเศสไปสืบข่าวทูตไทยไปคราวแรกที่หายไปนั้น ทูต ๒ คนไปถึงกรุงปารีศ เข้าใจว่าเห็นจะถือศุภอักษรเสนาบดีกรุงศรีอยุธยา ไปด้วย จึงปรากฎว่ารัฐบาลฝรั่งเศสต้อนรับ แต่ไม่ได้เชิญพระราชสาส์นไป จึงมิได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยที่๑๔ โดยฐานทูต เปนแต่ให้เข้าไปคอยเฝ้าเวลาเสด็จออกทรงพระดำเนิร ได้หยุดทรงปราไสย แต่ครั้งนั้นเมื่อพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ได้ทรงทราบว่า สมเด็จพระนารายน์มหา ราชจะใคร่มีทางพระราชไมตรีก็ทรงยินดี โดยเปนโอกาศที่จะแผ่พระเกียรติยศ ให้มาปรากฎทางประเทศทิศตวันออก จึงแต่งให้เชวะเลียเดอโชมองเปนราชทูต เชิญพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการมาเจริญทางพระราชไมตรี ยังสมเด็จพระนารายน์มหาราช ทูตฝรั่งเศส มาด้วยเรือรบ รับทูตไทยทั้ง ๒ คนกลับมาส่งด้วย มาถึงปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ ครั้นถึงเดือนธันวาคม ทูตฝรั่งเศสจะกลับไป สมเด็จพระนารายน์มหาราชจึงทรงแต่งให้พระวิสูตรสุนทร คือโกษาปาน เปนราชทูตเชิญพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการ ไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ โกษาปานไปคราวนี้นับเปนทูตไทยไปคราวที่ ๓ ไปเรือรบฝรั่งเศสกับเชวะเลียเดอโชมองด้วยกัน ไปถึงเมืองฝรั่งเศสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ที่พระราชวังเวอซาย เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ โกษาปานอยู่ในเมืองฝรั่งเศส ๗ เดือน กลับเมื่อเดือนมีนาคม เมื่อโกษาปานจะกลับจากเมืองฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ทรงแต่งให้มองสิเออเดอลาลุแบร์ เปนราชทูตเชิญพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวาย สมเด็จพระนารายน์มหาราชอิกครั้ง ๑ มาเรือรบแลรับโกษาปานกลับมาส่งด้วย มาถึงปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๒๓๐ ถึงเดือนธันวาคม เมื่อทูตฝรั่งเศสจะกลับไป* สมเด็จพระนารายน์มหาราชทรงแต่งราชทูตเชิญพระราชสาส์น แลเครื่องราชบรรณา การไปถวายพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ แลโป๊ปณกรุงโรมอิกคราว ๑ นับ เปนคราวที่ ๔ (ใครเปนราชทูต ข้าพเจ้ายังหาพบชื่อไม่ ชื่อที่ ปรากฎในหนังสือบาดหลวงตะชาด์ผู้ไปกับทูตคราวนั้นเรียกว่า "ออกขุนชำนาญ" เห็นจะไม่ใช่ตัวราชทูต) พาเด็กนักเรียน ๕ คน

  • ที่ปรากฎว่าทูตฝรั่งเศสมาถึงในเดือนกันยายน แลกลับไปในเดือนธันวาคม เหมือนกันทั้ง ๒ คราว เพราะการใช้เรือใบต้องไปมาให้ได้ฤดูมรสุม.

ออกไปเล่าเรียนในวิชาในประเทศฝรั่งเศสด้วย ราชทูตไทยไปถึงเมืองฝรั่งเศสเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ ทางนี้สมเด็จพระนารายน์มหาราชสวรรคต พระเพทราชาได้ราชสมบัติ เกิดรบพุ่งกับทหารฝรั่งเศสที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยขับไล่ทหารฝรั่งเศสไปหมด แต่ข่าวยังไม่ทราบออกไปถึงยุโรป เมื่อทูตไทยไปถึงฝรั่งเศส พระเจ้า หลุยที่ ๑๔ ไม่เสด็จอยู่ในพระนคร รัฐบาลฝรั่งเศสจึงจัดให้ทูตไปเฝ้าโป๊ปอินโนเซนต์ที่ ๑๑ ที่กรุงโรมก่อน ทูตได้เข้าเฝ้าโป๊ปเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๓๑ แล้วจึงกลับมาเมืองฝรั่งเศส ได้เข้าเฝ้าพระเจ้า หลุยที่ ๑๔ แล้วพักอยู่ในเมืองฝรั่งเศสเกือบปี ๑ จนปลายปีมะเสง พ.ศ.๒๒๓๒ ฝรั่งเศสจึงได้จัดส่งมาขึ้นที่เมืองมะริด ซึ่งเปนเมืองท่าของกรุงสยามทางทเลหน้านอกในเวลานั้น เรื่องราชทูตไทยไปเมืองฝรั่งเศสครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช มีเนื้อความดังแสดงมานี้.

ในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายน์มหาราชแล้ว สมเด็จพระเพทราชาธิราชทรงแต่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสอิกครั้ง ๑ เมื่อปีมะโรง จุลศักราช ๑๐๕๐ เหมือนอย่างครั้งโกษาปานออกไปเมื่อในแผ่นดินก่อนอันความที่กล่าวนี้เพราะผู้แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารลงศักราชปีสมเด็จพระนารายน์มหาราชสวรรคตผิด เร็วไป ๖ ปี จึงหลงเอาทูตที่ไปกับมองสิเออลาลุแบร์ มาลงผิดรัชกาลไป จะเปนความจริงไม่ได้ ด้วยในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาเกิดวิวาทขาดทางไมตรีกับฝรั่งเศสมา แต่เริ่มรัชกาลดังกล่าวมาแล้ว มีจดหมายเหตุฝรั่งกล่าวอิกแห่ง ๑ ว่าเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระเจ้าฟีลิบที่ ๕ พระเจ้าแผ่นดินสะเปนให้ราชทูตเชิญพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการ เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๒๖๑ ต่อมามีในจดหมายเหตุของพวกสะเปนว่า มีเรือกำปั่นหลวงพาทูตไทยออกไปถึงเมืองมนิลาอันเปนหัวเมืองขึ้นของสะเปนทางตวันออก แต่ทูตไทยไปเกิดความไม่พอใจในการที่รับรองกลับมากรุงศรีอยุธยาเสีย ไม่ได้ออกไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนถึงยุโรป จึงเข้าใจว่าตั้งแต่สิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายน์มหาราชแล้ว ไม่ได้มีทูตไทยไปถึงยุโรปอิกจนตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ถึงกระนั้นก็ดีราชทูตไทยที่ไปเจริญทางพระราชไมตรีถึงต่างประเทศที่อยู่ในอาเซียด้วยกัน ยังมีไปเนือง ๆ ไม่ขาด คือ ไปเมืองจีน เมืองอัดแจ แลเมืองลังกาเปนต้น ประเพณีการทูตทั้งที่รับราชทูตต่างประเทศ แลที่แต่งราชทูตไปต่างประเทศ จึงคงมีแบบแผนติดต่อแต่ครั้งกรุงเก่ามาจนถึงในชั้นกรุงรัตนโกสินทรนี้

ประเพณีการทูตที่ถือเปนแบบแผนในประเทศนี้ เห็นจะมีนิติได้มา ทางมัชฌิมประเทศแต่โบราณทีเดียว เพราะดูคล้ายคลึงกับที่ถือเปนประเพณีทั้งประเทศมอญพม่าแลลังกาทวีป บางข้อผิดตรงกันข้ามกับประเพณีทูตของฝรั่ง เปนต้นว่าตามประเพณีของฝรั่งเขาถือว่าราชทูตเปนผู้แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ไปยังประเทศโน้น พระราชสาส์นเปนแต่หนังสือสำคัญสำหรับแสดงว่า ผู้เชิญไปเปนราชทูต เพราะฉนั้นการรับรองเขาให้เกียรติยศแก่ตัวราชทูต ส่วนพระราชสาส์นนนั้นจะเอาไปอย่างไรไม่ถือเปนข้อสำคัญ แต่ประเพณีของไทยเราแต่โบราณ ถือว่าพระราชสาส์นต่างพระองค์พระมหากษัตริย์ ราชทูตผู้จำทูลพระราชสาส์นเปนแต่อย่างข้าราชการที่ไปตามเสด็จ แบบแผนข้อที่กล่าวนี้ถ้าพิจารณาดูในเรื่องราชทูตไทยไปส่งพระอุบาลีที่เมืองลังกา ซึ่งพิมพ์อยู่ในหนังสือเรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีปนั้น ก็จะเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่พระราชสาส์นออกจากพระราชวัง ก็แห่แหนอย่างกระบวรเสด็จ พระราชสาส์นไปยับยั้งที่ไหนก็จัดเปนที่ประทับ ถึงเวลาเสด็จออกมีประโคม แล้วทูตานุทูตเข้าไปถวายบังคมพระราชสาส์น อย่างเข้าเฝ้าทุกวัน แม้ขุนนางต่างประเทศที่มาต้อนรับราชทูตก็ให้เข้าไปถวายบังคมพระราชสาส์น อย่างว่าพาเข้าเฝ้า เคารพพระราชสาส์นไปโดยอาการอย่างนี้ จนได้ถวายถึงพระหัดถ์พระมหากษัตริย์ประเทศโน้นแล้วจึงเปนเสร็จกิจ ถึงพระราชสาส์นมาแต่ต่างประเทศ ตั้งแต่เข้ามาถึงในพระราชอาณาเขตเราก็เคารพอย่างเดียวกัน ที่ประเพณีฝรั่งกับไทยผิดกันในข้อเคารพพระราชสาส์น ดังกล่าวนี้ ถึงเคยเปนเหตุเกิดประดักประเดิด ครั้งเชวะเลียเดอโชมองเปนราชทูตของพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ เข้ามาครั้งแรกในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช มีความ ปรากฎอยู่ในหนังสือจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศสคราวนั้นว่า ตั้งแต่ทูตถึงเมืองสมุทปราการ ไทยก็รับรองแห่แหนพระราชสาส์นเปนสำคัญ แต่ส่วนทูตนั้นเปนแต่จัดเรือรับตามพระราชสาส์นไป เมื่อถึงที่สำนักในระยะทาง เจ้าพนักงารไทยเข้าไปถวายบังคมพระราชสาส์นแล้วจึงเชิญขึ้นไว้ในห้องซึ่งจัดตกแต่งเปนที่พักของพระราชสาส์น ครั้นเมื่อจะเชิญพระราชสาส์นกลับลงเรือก็เข้าไปถวายบังคมพระราชสาส์น แล้วจึงเชิญลงเรือไป ราชทูตแปลกใจ ครั้นสืบถามได้ความว่าประเพณีไทยถือว่าพระราชสาส์นสำคัญกว่าราชทูต จึงคิดอุบายจะให้ไทยเคารพต่อราชทูตเหมือนกับเคารพพระราชสาส์น คราวนี้ก่อนเวลาจะเชิญพระราชสาส์นลงเรือ ราชทูตให้เอาเก้าอี้เข้าไปตั้ง แล้วไปนั่งอยู่เคียงข้างพระราชสาส์น เมื่อเจ้าพนักงารไทยถวายบังคมแล้ว จึงยกพานพระราชสาส์นส่งให้เจ้าพนักงารไทยเชิญไปลงเรือ ในวันหลังเมื่อพักอยู่ที่ขนอนหลวงใต้วัดโปรดสัตว์ ถึงวันจะแห่พระราชสาส์นเข้ากรุง ฯ ราชทูตคิดจะให้เปนเกียรติยศยิ่งขึ้นไปอิกชั้นหนึ่ง คราวนี้ให้บาดหลวงเดอชัวซี (ซึ่งเตรียมมาจะให้เปนราชครูผู้สอนคฤศตสาสนาถวายสมเด็จพระนารายน์ ฯ ) เข้าไปยืนอยู่ด้วย เมื่อขุนนางไทยเข้าไปถวายบังคมพระราชสาส์นแล้ว ราชทูตไม่ให้ไทยเชิญพระราชสาส์น ให้บาดหลวงเดอชัวซี เชิญพานพระราชสาส์นเดิรมากับราชทูต เข้าในเงาพระกลดที่กั้นพระราชสาส์นมาด้วยกัน หวังจะให้ไทยนับถือว่ามีบรรดาศักดิ์สูง มาส่งพระราชสาส์นให้ไทยต่อเมื่อถึงเรือบุษบกซึ่งจัดลงมารับพระราชสาส์น การที่คิดเลี่ยงหลีกให้ไทยถวายบังคมราชทูตด้วยได้ในครั้งนั้น ดูเปนที่พอใจของราชทูตมาก

ประเพณีการทูตตามแบบโบราณ นอกจากข้อที่กล่าวมาแล้วยังมีอย่างอื่นอิก จะลองเรียบเรียงลงไว้ต่อไปนี้ ตามที่ได้พบในจดหมายเหตุเก่า คือ :-

ว่าด้วยพระราชสาส์นตามแบบโบราณ ต้องจารึกลงในแผ่นสุพรรณบัตร เขียนจำลองลงแผ่นกระดาษแต่สำเนา ซึ่งส่งไปกับศุภอักษรของเสนาบดี การที่จารึกลงแผ่นทองถือว่าเปนเครื่องหมายแห่งไมตรี แม้หนังสือสัญญาทางไมตรีที่มีต่อกันในระหว่างประเทศก็ใช้จารึกในแผ่นสุพรรณบัตร แลการที่หมายสำคัญใช้ประทับยอดหัวแหวนกดรอยไว้ในแผ่นทองแทนประทับตรา ด้วยเหตุนี้จึงเปนคำพูดกันว่า "เปนทองแผ่นเดียวกัน" แล "เปนสุวรรณปัถพีอันเดียวกัน" มาแต่โบราณ ประเพณีอันนี้ไม่มีในประเทศฝรั่งแลประเทศจีน

ว่าด้วยทูตที่จำทูลพระราชสาส์นประเพณีของไทยเราแต่โบราณ ถ้าหากมีพระราชสาส์นแล้วจำต้องแต่งทูตานุทูตเชิญไป ที่จะส่งพระราชสาส์นไปด้วยประการอย่างอื่น แม้แต่จะมอบให้ราชทูตต่างประเทศที่เชิญพระราชสาส์นมา เชิญกลับไปก็ไม่ได้ ถ้าหากจะไม่แต่งทูตานุทูตไปก็ไม่มีพระราชสาส์นทีเดียว ถ้าเช่นนั้นให้เสนาบดีมีศุภอักษรไปถึงเสนาบดีประเทศโน้นให้นำกระแสรับสั่งขึ้นกราบทูล ศุภอักษรนั้นมอบให้ทูตต่างประเทศถือกลับไป หรือส่งไปอย่างไรก็ได้ ความที่กล่าวในข้อนี้จะเห็นตัวอย่างได้ในเรื่องราชทูตไปลังกา เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ ซึ่งพิมพ์อยู่ในเรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีปนั้นเหมือนกัน คือ เมื่อส่งพระอุบาลี พระอริยมุนี ไปกับคณะสงฆ์คราวแรก มีราชทูตเชิญพระราชสาส์นไปด้วย ต่อมาคราวส่งพระวิสุทธาจารย์ พระวรญาณมุนี กับคณะสงฆ์ไปเปลี่ยนคณะสงฆ์ชุดก่อน ก็มีราชทูตเชิญพระราชสาส์นไปด้วย คราวนี้เมื่อพระเจ้าเกียรติสิริราชสิงหะให้ราชทูตลังกาเชิญพระราชสาส์นพาพระอริยมุนี กับคณะสงฆ์ที่ไปคราวแรกกลับมาส่ง ข้างกรุงศรีอยุธยาจะไม่แต่งทูตไปลังกาอิก จึงมีแต่ศุภอักษรเสนาบดีไทยให้ราชทูตลังกาถือไปถึงเสนาบดีในลังกาทวีป ให้ทูลกระแสรับสั่งตอบพระราชสาส์นแก่พระเจ้าเกียรติสิริราชสิงหะ.

แต่ประเพณีฝรั่งในเรื่องมีพระราชสาส์น เขาไม่ถือว่าจำเปนจะต้องมีราชทูตเชิญไป ด้วยเหตุนี้ในครั้งกรุงเก่าเมื่อแรกบริษัทฝรั่งต่างชาติเข้ามาค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา มักจะทูลขอให้พระเจ้าแผ่นดินประเทศของตนมีพระราชสาส์นทรงฝากฝัง ขอให้พวกพ่อค้าค้าขายได้โดยสดวก พระเจ้าแผ่นดินก็มีพระราชสาส์นให้พวกพ่อค้าของบริษัทถือมา ฝ่ายไทยเราเคารพนับถือพระราชสาส์นเปนสำคัญ เมื่อรู้ว่ามีพระราชสาส์นมาแต่พระเจ้าแผ่นดินต่างประเทศ ก็รับรองแห่แหนพระราชสาส์น แลรับรองพ่อค้าซึ่งเปนผู้เชิญพระราชสาส์นให้เข้าเฝ้าแหนได้ จนเลยเข้าใจกันในพวกฝรั่งทั่วไปในครั้งนั้นว่า ถ้าจะให้ไทยรับรองให้ดีแล้วจำต้องมีพระราชสาส์นถือมาด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อบาดหลวงฝรั่งเศสจะเข้ามาตั้งสั่งสอนสาสนาคฤศตัง จึงทูลขอพระราชสาส์นพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ แลมหาสมณสาส์นของโป๊ปเชิญมาอันเปนต้นเหตุอย่าง ๑ ซึ่งจะแต่งทูตไทยออกไปประเทศฝรั่งเศสแล กรุงโรมเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช.

ว่าด้วยพาหนะที่รับพระราชสาส์นไปยังต่างประเทศเพราะประเพณี ไทยแต่โบราณ ถือว่าพระราชสาส์นต่างพระองค์ดังกล่าวมาแล้ว ก็จำต้องไปด้วยพาหนะของหลวงในประเทศนี้ จนถึงอาณาเขตของประเทศโน้น พอเข้าในอาณาเขตแล้วเจ้าของประเทศก็ต้องเปนธุระรับรองแห่แหนต่อไปให้สมพระเกียรติยศ ด้วยเหตุนี้ถ้าหากว่าทูตเชิญพระราชสาส์นไปทางเรือ ต้องไปด้วยเรือหลวง จะโดยสานเรือผู้อื่นไปนั้นไม่ได้ ความข้อนี้ เมื่อครั้งกรุงเก่าแต่แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถมาจนแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช มีเรือกำปั่นหลวงไปค้าขายถึงต่างประเทศเสมอ เรือกำปั่นหลวงเหล่านั้นเคยรับทูตไทยไปจนถึงประเทศยี่ปุ่นแลเปอเซีย แลประเทศอื่น ๆ ที่ยังเปนอิศระอยู่ในอินเดียเนือง ๆ แต่ไม่มีเรือกำปั่นหลวงเคยออกไปถึงยุโรป เมื่อจะแต่งราชทูตออกไปยุโรปในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ จึงต้องคิดเปนวินัยกรรม ให้ราชทูตเชิญพระราชสาส์นไปเรือกำปั่นหลวงจากกรุงศรีอยุธยาเพียงถึงเมืองบันตัม (ใกล้ที่ตั้งเมืองเบตาเวียทุกวันนี้) อันเปนหัวเมืองใหญ่ของฮอลันดาในครั้งนั้น โดยถือว่าเข้าในอาณาเขตของฮอลันดาแล้ว แต่นั้นรัฐบาลฮอลันดาเอาเรือรบรับทูตไทยไปจนถึงยุโรป มาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช เมื่อทูตไทยเชิญพระราชสาส์นไปเมืองฝรั่งเศสคราวแรก เข้าใจว่าก็คงไปด้วยเรือกำปั่นหลวง ไปจากเมืองมะริดจนถึงเมืองปอนดิเจรีอันเปนหัวเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ซึ่งมีอยู่ในอินเดีย แล้วจึงลงเรือกำปั่นของฝรั่งเศสแต่นั้นไปกำปั่นนั้นไปแตกที่เกาะมะดะคัศคาดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อโกษาปานจะไปเมืองฝรั่งเศส ผ่อนประเพณีลงมาอิกชั้นหนึ่ง เพราะมีเรือรบของประเทศโน้นมารับ จึงให้ทูตไปในเรือรบฝรั่งเศสตั้งแต่ออกจากอ่าวสยามไป ต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ เมื่อทูตไทยไปลังกาครางแรกก็ไปด้วยเรือกำปั่นหลวง เรือลำนั้นไปชำรุดที่หน้าเมืองนครศรีธรรมราช ทูตกับพระอุบาลีต้องกลับเข้ามากรุงศรีอยุธยาเสียคราวหนึ่ง จะไปอิกคราวนี้ ที่จริงไปในเรือกำปั่นของพ่อค้าฮอลันดา แต่ถือว่าเพราะเจ้าของเรือรับอาสาพาทูตไปส่งเมืองลังกา เหมือนอย่างที่ทูตลังกามาประเทศนี้ มิใช่อาศรัยโดยสานไปก็ไม่เสียประเพณี แต่ทูตที่ไปเมืองจีนก็ดี หรือเมืองญวนก็ดี ยังคงไปเรือหลวงตลอดมาจนในชั้นกรุงรัตนโกสินทร.

ว่าด้วยยศราชทูตที่ไปเจริญทางพระราชไมตรียังต่างประเทศประเพณีฝรั่งกับประเพณีไทยในข้อนี้ก็ผิดกัน คือที่ฝรั่งถือว่าทูตเปนผู้ไปแทนพระองค์ ไทยถือว่าทูตเปนแต่ผู้เชิญพระราชสาส์นไป ตำแหน่งแลหน้าที่ทูตของฝรั่งกับของไทยจึงต่างกัน ตำแหน่งทูตของฝรั่งมียศเปน ๓ ชั้น ชั้นสูงสุดเปนเอกอรรคราชทูต ชั้นที่ ๒ เปนอรรคราชทูต ชั้นที่ ๓ เปนราชทูต การที่ฝรั่งจะแต่งทูตไปต่างประเทศ ถือเอาการที่ไป หรือประเทศที่ไปเปนสำคัญ ถ้าสำคัญอย่างยิ่ง ทูตที่ไปก็เลือกสรรค์บุคคลชั้นสูงให้เปนตำแหน่งเอกอรรคทูต ถ้าสำคัญไม่ถึงอย่างยิ่ง ทูตที่ไปก็เปนแต่เพียงชั้นอรรคราชทูต หรือราชทูตตามสมควรแก่การแลประเทศที่ไปนั้น จะยกตัวอย่างเช่นราชทูตฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชเชวะเลีย เดอ โชมอง ที่เข้ามาคราวแรกมียศเปนเอกอรรคราชทูต แต่มองสิเออลาลุแบร์ ที่เข้ามาคราวที่ ๒ มียศเปนแต่เพียงอรรคราชทูต เพราะการที่ทูตเข้ามาครั้งที่ ๒ ไม่สำคัญเหมือนทูตที่เข้ามาคราวแรก แต่ถึงยศจะเปนชั้นใด ทูตฝรั่งคงเปนตัวทูตแต่คนเดียว ผู้ที่มาด้วยเปนแต่บริวารของทูต เช่นเปนเลขานุการเปนต้น

ส่วนประเพณีทูตานุทูตไทยที่ไปจำทูลพระราชสาส์นยังต่างประเทศ แต่โบราณ ยศราชทูตไม่มีชั้นสูงต่ำอย่างแบบฝรั่ง ทูตคงไปเปนคณะ ๓ คน เหมือนกันทุกคราว เรียกว่า ราชทูตคน ๑ อุปทูตคน ๑ ตรีทูตคน ๑ นับเปนทูตด้วยกันทั้ง ๓ คน บรรดาศักดิ์ราชทูตตามที่ปรากฎในจดหมายเหตุครั้งกรุงเก่า เปนชั้นออกพระเปนอย่างสูง ที่บรรดา ศักดิ์เพียงชั้นออกขุนเปนราชทูตก็มี พิเคราะห์ตามราชทินนามของทูตานุทูตที่ปรากฎ เช่นคราวโกษาปาน ราชทูตเปนออกพระวิสูตรสุนทรอุปทูตเปนออกหลวงศรีวิสารวาจา ตรีทูตเปนออกขุนกัลยาณราชไมตรีทูตไทยไปเมืองจีนในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช ราชทูตเปนที่ออกขุนสิริราชไมตรี ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ ราชทูตไปลังกาคราวแรกเปนที่พระสุธรรมไมตรี อุปทูตเปนขุนวาทีพิจิตร ตรีทูตเปนหมื่นพิพิธเสนหา ราชทินนามที่กล่าวมานี้เห็นได้ว่าล้วนเปนนามแต่งขึ้นสำหรับผู้เปนทูตทั้งนั้น จึงเข้าใจว่าประเพณีเก่าเมื่อเลือกสรรค์ผู้ที่จะเปนทูตานุทูตแล้ว จึงทรงตั้งราชทินนามสำหรับไปรับราชการในคราวนั้น เมื่อไปราชการทูตมีบำเหน็จความชอบกลับมาก็ได้เลื่อนยศบรดาศักดิ์สูงขึ้นไป ดังเช่นโกษาปานเปนที่ออกพระวิสูตรสุนทรราชทูตไปเมืองฝรั่งเศส กลับมาก็ได้เลื่อนเปนพระยาโกษาธีบดี จตุสดมภ์กรมพระคลังเมื่อก่อนสมเด็จพระนารายน์มหาราชสวรรคต เพียงสักสองสามเดือนเท่านั้น.

ว่าด้วยอำนาจของราชทูตที่ไปต่างประเทศ ประเพณีฝรั่งกับไทยก็ผิดกันเปนข้อสำคัญ ข้างประเพณีฝรั่ง การที่จะพูดจาว่าขานอย่างใดในกิจที่ไปนั้น มอบไปในราชทูตเบ็ดเสร็จ แจ้งไปในพระราชสาส์นแต่ว่า ถ้าราชทูตจะพูดว่ากล่าวประการใด ขอให้ถือว่าเหมือนเปนพระวาจาของพระเจ้าแผ่นดินประเทศโน้นตรัส เชื่อฟังได้ดุจกัน แต่ฝ่ายประเพณีทูตของไทย กิจการอันใดที่จะว่ากล่าวกับประเทศโน้น เสนาบดีมีศุภอักษรให้ราชทูตถือไปถึงเสนาบดีประเทศโน้นในคราวเดียวกับที่ทูตเชิญพระราชสาส์นไป ทูตเปนแต่ผู้จะพูดจาชี้แจงไขข้อความตามศุภอักษร นั้น ความที่กล่าวในข้อนี้จะเห็นตัวอย่างได้ในสำนักพระราชสาส์นแลศุภอักษรเสนาบดี ซึ่งมีไปมาในระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุตอันพิมพ์อยู่ในหนังสือพระราชวิจารณ์นั้น

ว่าด้วยประเพณีการรับทูตต่างประเทศ ตามที่สังเกตเห็นในจดหมายเหตุครั้งกรุงเก่า ตั้งแต่ทูตเข้ามาถึงในพระราชอาณาเขต การกินอยู่เปนของหลวงทั้งสิ้น เห็นจะเปนด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าแขกเมือง เมื่อมีทูตเข้ามาถึง โดยฉะเพาะที่เปนราชทูตจำทูลพระราชสาส์น จำต้องให้ทูตพักรออยู่ที่ปลายแดนก่อน เพื่อตระเตรียมการรับรองหลาย ๆ วัน ถ้าทูตมาทางทเลก็ต้องคอยอยู่ที่ปากน้ำ เพราะทางในกรุง ฯ จะต้องจัดเรือกระบวรลงไปรับพระราชสาส์นแลทูตานุทูตแห่ขึ้นมา ทั้งจะต้องจัดหอพระราชสาส์น แลที่สำนักทูตตามระยะทาง คือ ที่เมืองสมุทปราการแห่ง ๑ ที่เมืองพระประแดงแห่ง ๑ ที่เมืองธนบุรีแห่ง ๑ ที่เมืองนนทบุรีแห่ง ๑ ที่เมืองประทุมธานีแห่ง ๑ ที่ขนอนหลวงใต้วัดโปรดสัตว์อิกแห่ง ๑ ในเวลาที่ทูตคอยอยู่ที่ปากน้ำนั้น มีเจ้าพนักงารลงไปเยี่ยมเยียนแลส่งสิ่งของเสบียงอารหารไปเลี้ยงดู ครั้นเมื่อรับขึ้นมาถึงที่สำนักตามระยะทางก็มีข้าราชการไปต้อนรับทักทายทุกระยะ จนกระทั่งถึงขนอนหลวงที่ใต้วัดโปรดสัตว์ ถึงนั่นแล้วก่อนจะเข้าไปในกรุง ทูตยังต้องคอยอยู่ที่ขนอนหลวงอิกหลายวัน เพราะต้องแปลพระราชสาส์นแลศุภอักษร ตรวจทำบาญชีสิ่งของเครื่องราชบรรณาการ แลตระเตรียมตกแต่งถนนหนทางในพระนครรับแขกเมือง แลหาฤกษ์วันดีที่จะเสด็จออกรับแขกเมืองด้วย เมื่อถึงกำหนดจึงจัดเรือกระบวรแห่พร้อมด้วยเรือข้าราชการเปนกระบวรใหญ่ลงมารับพระราชสาส์นทั้งทูตานุทูตแลเครื่อง ราชบรรณาการ แห่เข้าพระนครไปขึ้นที่ท่าประตูไชย อยู่ตรงวัดพุทไธศวรรย์ข้าม เชิญพระราชสาส์นขึ้นราชรถ ทูตานุทูตขึ้นเสลี่ยงบ้าง คานหามบ้าง ขี่ม้าบ้าง ตามควรแก่บรรดาศักดิ์ มีกระบวรช้างม้าแลพลเดิรเท้าแห่ไปยังพระราชวัง ให้ราชทูตพักคอยอยู่ที่ศาลาลูกขุน ทูตลังกาว่าเวลาเมื่อทูตคอยอยู่ศาลาลูกขุนนั้นมีเจ้าพนักงารนำดอกไม้มงคลมาพระ ราชทานราชทูต แต่ทูตฝรั่งหาปรากฎว่ามีไม่.

การเสด็จออกรับแขกเมืองถวายพระราชสาส์น เปนการเต็มยศใหญ่ มียืนช้าง ยืนม้า แลทหารนั่งกัลบาตที่สนามในพระราชวังหลายกอง จำนวนคนนับพัน แม้ชาวต่างประเทศ แขก ฝรั่ง จีน จาม ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ป่าวร้องให้แต่งตัวเปนสง่าราศี พากันมาประชุมที่สนามในคอยรับแขกเมืองด้วย แต่ที่เสด็จออกรับแขกเมืองนั้นต่างกันเปน ๒ อย่าง เสด็จออกสีหบัญชรให้แขกเมืองเข้าเฝ้าในท้องพระโรงอย่าง ๑ เสด็จออกมุขเด็จให้แขกเมืองเฝ้าที่ชาลาหน้าพระที่นั่งอย่าง ๑ เมื่อทูตฝรั่งเศสเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช ทูตเข้าเฝ้าในท้องพระโรง แต่เมื่อทูตลังกาเข้ามาเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ตามที่กล่าวพรรณาไว้ในจดหมาย เหตุของราชทูต ปรากฎว่าเสด็จออกมุขเด็จพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทราชทูตเฝ้าที่ชาลาหน้าพระที่นั่ง.

อันลักษณะเสด็จออกรับแขกเมืองเปน ๒ อย่างนี้ อธิบายไว้ในหนังสือระยะทางของเชวะเลีย เดอ โชมอง ราชทูตฝรั่งเศสว่า ถ้าเปนราชทูตมาแต่ประเทศใหญ่ เช่นราชทูตจีน แลราชทูตเปอเซียเปนต้นโปรดให้เข้าเฝ้าในท้องพระโรง ถ้าราชทูตที่มาแต่ประเทศน้อย เช่นทูตตังเกี๋ย ทูตอัดแจ แลทูตกรุงศรีสัตนาคนหุต ทูตเชียงใหม่ เสด็จออกที่มุขเด็จ ความที่กล่าวนี้จะถูกผิดอย่างไรไม่พบหลักฐานที่จะสอบสวน.

ว่าด้วยกิริยาที่แขกเมืองเข้าเฝ้า มีกล่าวชี้แจงไว้ในหนังสือจดหมายเหตุราชทูตฝรั่งเศสมาครั้งสมเด็จพระนารายน์มหาราชเลอียด ลออ ด้วยว่าเมื่อทูตฝรั่งเศสเข้ามาครั้งแรก เวลาพักรออยู่ที่ขนอนหลวงราชทูตถามถึงขนบธรรมเนียมที่จะเข้าเฝ้า เจ้าพนักงารกำกับทูตชี้แจงให้ฟัง ราชทูตฝรั่งเศสไม่พอใจในขนบธรรมเนียมบางอย่างร้องขอให้แก้ไข จึงโปรดให้เจ้าพระยาวิชเยนทรไปปรึกษาหารือกัน แล้วราชทูตฝรั่งเศสจึงได้เข้าเฝ้า.

ประเพณีทูตเข้าเฝ้าอย่างเดิม ตามที่ทูตฝรั่งเศสพรรณาไว้นั้นเมื่อทูตไปถึงพระราชวังแล้ว พักคอยอยู่ที่ศาลาลูกขุนใน ครั้นจวนเสด็จออก เจ้าพนักงารกรมวังกับกรมท่ามาพาทูตเข้าไปพักอยู่ที่ทิมดาบแห่ง ๑ ในบริเวณพระมหาปราสาท เจ้าประเทศราชแลขุนนางผู้ใหญ่เข้าไปคอยเฝ้าอยู่ในท้องพระโรงหมอบเปน๒ ฝ่ายตั้งเครื่องยศสำหรับตัวทุกคน ขุนนางชั้นรองลงมาหมอบอยู่ที่ทิมคดหน้าพระมหาปราสาท ครั้นเวลาเสด็จออกพอสุดเสียงประโคมแล้วเจ้าพนักงารจึงมาพาทูตไป เมื่อทูตถึงหน้าพระมหาปราสาท ทูตต้องคุกเข่าลงถวายบังคมที่ชาลาหน้าพระมหาปราสาท ๓ ครั้ง แล้วคลานขึ้นบันไดพระมหาปราสาท เข้าในพระทวารถึงหน้าพระที่นั่งในท้องพระโรงต้องถวายบังคมอิก ๓ ครั้ง แล้วคลานขึ้นไปถึงที่ตำแหน่งเฝ้าจึงถวายบังคมอิก ๓ ครั้ง ถ้าทูตเฝ้าที่ชาลาหน้ามุขเด็จ ขุนนางผู้ใหญ่หมอบเฝ้าที่ทิมคด ขุนนางผู้น้อยหมอบเฝ้าในชาลา ทูตเข้าไปจากศาลาลูกขุนถึงหน้าฉานถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วคลานเข้าไปในชาลาตรงหน้าพระที่นั่งถวายบังคมอิก ๓ ครั้ง ขึ้นไปถึงที่ตำแหน่งเฝ้าถวายบังคมอิก ๓ ครั้ง เรื่องทูตถวายบังคมที่กล่าวนี้พิเคราะห์ดูเห็นว่าเพราะกิริยาแสดงความนอบน้อมของชาวประเทศทาง ตวันออกเปนทำนองเดียวกันทุกประเทศ คือคงอยู่ในคุกเข่าลงก้มกราบนับว่าเปนอันถวายบังคมเหมือนกัน แต่กิริยานอบน้อมของฝรั่งที่ยืนคำนับ นั้นผิดกันไกล ทูตฝรั่งเข้าเฝ้าเปนสามัญครั้งกรุงเก่า จะให้ทำอย่างไรยังหาพบอธิบายไม่ ได้พบแบบแผนแต่ในกรุงรัตนโกสินทรนี้ แขกเมืองฝรั่งเข้าเฝ้าไม่ต้องหมอบคลาน ยอมให้เดิรไปถึงที่ควรถวายบังคมแล้วนั่งลงยกมือขึ้นถวายบังคม ๓ ครั้ง เข้าใจว่าเปนครั้งกรุงเก่าก็จะอย่างเดียวกัน.

แบบแผนทางเมืองพม่า ในเรื่องทูตฝรั่งเข้าเฝ้ามีในจดหมายเหตุของนายพันเอกยูล ซึ่งเปนเลขานุการทูตอังกฤษ คราวเซออาเธอแฟรไปเฝ้าพระเจ้ามินดง เมื่อคฤศตศก ๑๘๕๕ พรรณาไว้ถ้วนถี่ ปรากฎว่า ทูตอังกฤษเกี่ยงไม่ยอมไปนั่งคอยที่ศาลาลูกขุน พม่าจึงให้ทูตอังกฤษเข้าไปคอยอยู่ในท้องพระโรงแต่ก่อนเสด็จออก ทำนองจะเกี่ยงกันด้วยเรื่องพม่าจะให้คลานเข้าไปนั้นเอง ฝรั่งไม่ยอมคลาน พม่าก็ไม่ยอมให้เดิร จึงตกลงเปนผ่อนผันให้เข้าไปคอยอยู่ก่อน แต่ต้องถวายบังคมเหมือนกัน

ลักษณะถวายพระราชสาส์นโดยปรกตินั้น ทูตไม่ได้ถวายต่อพระหัดถ์ เวลาทูตเข้าเฝ้าตั้งพานพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการไว้ข้างหน้าทูต ครั้นทูตเข้าไปถึงที่เฝ้า ถ้าเปนทูตจีน แลแขก ฝรั่ง โกษาธิบดีทูลเบิก ถ้าเปนทูตลาวจะเปนมหาดไทยฤๅโกษาธิบดีทูลเบิก ข้อนี้สงสัยอยู่ เมื่อทูลเบิกแล้ว จึงมีพระราชปฏิสัณฐาร.

ลักษณะพระราชปฏิสัณฐารทูตก็มีแบบโบราณว่า ทรงปฏิสัณฐาร ๓ นัดเปนธรรมเนียม แลเปนธรรมเนียมลงไปจนถึงข้อความของพระราช ปฎิสัณฐาร คือดำรัสถามว่า พระเจ้าแผ่นดินฝ่ายโน้น กับทั้งพระราชวงศ์ทรงสบายดีอยู่หรือนัด ๑ ว่าทูตานุทูตเดิรทางมาสดวกดีอยู่หรือ เดิรทางมาช้านานเท่าใดจึงมาถึงนัด ๑ ว่าประเทศโน้นฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลบ้านเมืองมีความสุขสมบูรณ์ไพร่บ้านพลเมืองมีความสุขอยู่หรือนัด ๑ แบบพระราชปฏิสัณฐารอย่างนี้ เข้าใจกันซึมทราบมาแต่ก่อน จนอาจจะแต่งลงเปนบทเสภา เมื่อสมเด็จพระพันวะษาเสด็จออกรับทูตล้านช้างได้ดังนี้.

?ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ชำเลืองพระเนตรผายผัน เห็นราชทูตมาถวายบังคมคัล กับทั้งเครื่องสุวรรณบรรณา จึงตรัสประภาษปราไส ว่ามาในป่าไม้ใบหนา กี่วันจึงถึงพระภารา มรรคายากง่ายประการใด อนึ่งกรุงนาคบุรี เข้ากล้านาดีหรือไฉน หรือฝนแล้งเข้าแพงมีไภย ศึกเสือเหนือใต้สงบดี ทั้งองค์พระเจ้าเวียงจันท์ ทรงธรรม์เปนสุขเกษมศรี ไม่มีโรคายายี อยู่ดีหรืออย่างไรในเวียงจันท์ฯ

แบบแผนทางเมืองพม่ายิ่งหนักมือไป ถึงพระเจ้าแผ่นดินไม่ต้องมีรับสั่งว่ากระไร เพียงพยักพระพักตรเท่านั้น ผู้สนองพระโอษฐ์ก็รับสั่งมาแจ้งพระราชปฎิสัณฐารแก่ทูตตามข้อความที่กล่าวมา.

เมื่อมีพระราชปฎิสัณฐารนัดหนึ่งโกษาธิบดีก็รับพระราชโองการมาบอกแก่กรมท่าขวาหรือซ้าย อันเปนเจ้าหน้าที่ๆ บอกล่ามๆ แปลบอกทูต ทูตจะกราบทูลว่ากระไรก็ต้องย้อนกลับโดยนัยอันเดียวกัน แล้วมีพระราชปฎิสัณฐาร นัดที่ ๒ ที่ ๓ ต่อไป ครั้นมีพระราชปฎิสัณฐารแล้วเจ้าพนักงารจึงยกพานหมากกับเสื้อผ้ามาตั้งพระราชทานทูตานุทูต เปนสัญญาว่าเสร็จการเฝ้า พอตั้งพานหมากแล้วไม่ช้าก็ปิดบานพระบัญชรเสด็จขึ้น มีประโคม แลข้าราชการกับทูตานุทูตถวายบังคมอิก ๓ ครั้ง แล้วทูตจึงออกจากท้องพระโรง เมื่อทูตออกมาจากเฝ้าแล้ว เจ้าพนักงาร พาไปดูสิ่งสำคัญในพระราชวัง คือพระยาช้างเผือกเปนต้น ปรากฎเหมือนกันทั้งคราวราชทูตฝรั่งเศสแลราชทูตลังกา แล้วจึงพาทูตกลับไปพัก แบบเมืองพม่าก็เหมือนกันอย่างนี้

การที่ขอร้องแก้ไขในครั้งเมื่อทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายน์มหาราชนั้น คือ

ข้อ๑ ขอให้ขุนนางนายเรือรบกับพวกบาดหลวงได้เฝ้าด้วยได้รับ อนุญาตให้พวกนั้นเข้าไปนั่งคอยเฝ้าอยู่ในท้องพระโรงกับขุนนางไทยตั้งแต่ ก่อนเสด็จออก ไม่ได้เข้าไปพร้อมกับทูต เพราะตำแหน่งไม่นับว่า เปนทูต

ข้อ ๒ เรื่องถวายพระราชสาส์น ทูตขอถวายเองต่อพระหัดถ์ จึงเอาพระราชสาส์นไว้ให้บาดหลวง เดอ ชัวซี เชิญเข้ามากับตัวทูตครั้นถึงในท้องพระโรงราชทูตจึงรับพานพระราชสาส์นถือเข้าไปถวายที่พระ บัญชร ปรากฎในจดหมายเหตุของทูตว่า พระบัญชรสูง ทูตส่งถวายไม่ถึง สมเด็จพระนารายน์ต้องชโงกพระองค์ออกมารับพระราชสาส์นด้วยไม่เคยมีประเพณีถวายพระราชสาส์นเช่นนั้นมาแต่ก่อน

ข้อ ๓ กิริยานอบน้อม ยอมให้ถวายคำนับอย่างฝรั่ง ไม่ต้องถวายบังคม ข้อนี้พรรณาไว้ในจดหมายเหตุทูตฝรั่งเศสว่า เมื่อเชวะเลีย เดอ โชมอง เข้าเฝ้านั้น เจ้าพระยาโกษา กับเจ้าพระยาวิชเยนทร์เปนผู้นำท่านทั้ง ๒ นั้นคลานเข้าไปถวายบังคมที่ใดทูตก็ถวายคำนับ ก้มศีร์ษะลงอย่างต่ำที่สุดแล้วเดิรต่อไปจนถึงที่เฝ้าจึงนั่งลงแล้วใส่หมวก กิริยาที่ทูตใส่หมวกเฝ้าในท้องพระโรงที่กล่าวนี้ ชรอยขุนนางไทยที่เข้าเฝ้าจะสวมลอมพอก ทูตจึงทำตาม ความที่กล่าวข้อนี้สมด้วยรูปโกษาปานเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ในรูปนั้นพวกทูตไทยก็สวมลอมพอกทั้งนั้น ที่เมืองพม่า เสด็จออกแขกเมืองขุนนางก็สวมลอมพอกเข้าเฝ้าเหมือนกัน

ยังมีความอิกข้อ ๑ ซึ่งปรากฎในครั้งทูตฝรั่งแรกเข้ามาในกรุง รัตนโกสินทรนี้ คือที่ไม่ยอมให้ทูตขัดกระบี่แลสวมรองเท้าเข้าเฝ้าประเพณีอันนี้ก็เห็นจะมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า เมืองพม่าก็ห้ามอย่างเดียวกันด้วยเปนการฝ่าฝืนประเพณีบ้านเมืองในสมัยนั้น เข้าใจว่าทูตฝรั่งเศสจะได้รับยกเว้นข้อนี้ด้วย อิกประการ ๑ เสื้อผ้าที่สมเด็จพระนารายน์พระราชทานทูตฝรั่งเศสนั้น กล่าวในจดหมายเหตุของทูตว่า ครั้งนั้นโปรดให้ยักเยื้องธรรมเนียมเก่า ต่อทูตเฝ้าแล้วจึงให้ข้าราชการนำแพรแลผ้าอย่างดีไปพระราชทานยังที่พัก เจ้าพนักงารแจ้งกระแสรับสั่งว่าทูตมาแต่เมืองหนาว มาถึงเมืองนี้เปนเมืองร้อน จึงโปรดให้นำแพรผ้ามาพระราชทานให้ทำเครื่องแต่งตัวให้สบาย ครั้นจะตัดทำเปนเครื่องแต่งตัวมาให้เสร็จก็เกรงจะไม่ถูกใจทูต ให้ทำเอาตามชอบใจเถิด ตามความที่ปรากฎดังกล่าวมานี้เข้าใจได้ว่า เสื้อผ้าที่พระราชทานแขกเมือง ซึ่งยังมีเปนธรรมเนียมมาจนกรุงรัตนโกสินทรนี้ ที่จริงเปนของพระราชทานให้แขกเมืองใช้เวลาแขกเมืองอยู่ในกรุง ฯ มิใช่พระราชทานให้ไปใช้สอยในบ้านเมืองของตน

การที่ราชทูตเข้าเฝ้านั้น เฝ้าเสด็จออกเต็มยศใหญ่แต่ ๒ คราวคือ เฝ้าเมื่อมาถึงดังพรรณามาแล้วคราว ๑ เฝ้าเมื่อทูลลาจะกลับไปบ้านเมืองอิกคราว ๑ แต่ในเวลาทูตพักอยู่ในกรุง ฯ ยังได้เข้าเฝ้าเวลาอื่นอิก ตามแต่กิจที่จะโปรดให้เข้าเฝ้าเปนพิเศษ เช่นทูตลังกาได้เข้าเฝ้าที่พระที่นั่งทรงปืน เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์เสด็จออกทอดพระเนตรเครื่องราชบรรณาการที่จะจัดส่งไปลังกานั้นเปนต้น ราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาคราวแรกครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ก็ได้เข้าเฝ้าในกรุงศรีอยุธยาอิกคราว ๑ เฝ้าแล้วมีการเลี้ยงพระราชทาน แต่เลี้ยงลับหลังพระที่นั่ง แล้วตามเสด็จขึ้นไปเมืองลพบุรี ได้เฝ้าที่พระราชวังแลที่ตำหนักทเลชุบศรอิกหลายครั้ง ลักษณะที่ทูตเข้าเฝ้าในที่รโหฐานครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์นั้น ก็ว่าเสด็จออกที่พระบัญชร ทูตนั่งเฝ้าข้างนอก ความที่กล่าวข้อนี้ เมื่อไปพิจารณาดูที่ประทับของสมเด็จพระนารายน์ ทั้งที่พระที่นั่งสุทธาศวรรย์ในพระนารายน์ราชนิเวศน์แลที่ตำหนักทเลชุบศร เห็นแผนที่เปนอย่างเดียวกัน คือ ห้องในซึ่งเปนห้องเสด็จอยู่ อยู่ในหลังขวาง อย่างพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ท้องพระโรงเปนมุขอย่างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แต่พื้นเสมอกัน แลพระที่นั่งของสมเด็จพระนารายน์เล็กกว่ามาก ตรงผนังหลังขวางต่อท้องพระโรงมีพระบัญชรอยู่เตี้ย ๆ พอตั้งพระแท่นที่ประทับข้างใน เข้าใจว่าโดยปรกติถ้าเสด็จออกให้ขุนนางเฝ้าในท้องพระโรงคงประทับที่พระ บัญชรนี้ ตรงสุดมุขไปข้างหน้าท้องพระโรงยังมีพระบัญชรที่เสด็จออกมุขเด็จอิกแห่ง ๑ ให้ข้าราชการเฝ้าในชาลาหน้าพระลาน การที่ราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้าที่ลพบุรีดังพรรณานั้น ก็คือเฝ้าอย่างเสด็จออกในท้องพระโรงเปนสามัญนั้นเอง ไม่ได้จัดการพิเศษอย่างใด

ทูตเข้าเฝ้าแล้ว จึงกำหนดวันไปเฝ้าพระมหาอุปราชา แลไปหาขุนนางผู้ใหญ่บางคน แต่ที่เปนหัวหน้าในราชการ เพราะต้องมีของถวายแลของกำนันไปให้ทุกแห่ง ลักษณะที่พระมหาอุปราชเสด็จออกรับแขกเมือง ก็จำลองแบบวังหลวงทุกอย่าง แม้ที่สุดจนข้อที่ทรง ปฏิสัณฐารก็เปนอย่างเดียวกัน ฝ่ายลักษณะที่ขุนนางผู้ใหญ่รับทูต ถ้าทูตเป็นผู้น้อย เช่นทูตลังกาที่เข้ามาขอสงฆ์ไปหาเจ้าพระยาชำนาญบริ รักษ์ เจ้าพระยาชำนาญ ฯ นั่งเตียงให้ทูตนั่งกับพื้นกับข้าราชการผู้ใหญ่ในกรมท่าด้วยกัน ถ้าทูตเปนฝรั่งแต่มียศสูง เช่น เชวะเลีย เดอโชมอง ไปหาเจ้าพระยาพระคลัง จัดตั้งโต๊ะเก้าอี้รับอย่างฝรั่ง เมื่อทักทายปราไสกันแล้ว จึงเลี้ยงอาหารทูต บางแห่งก็มีระบำดนตรีให้ดูด้วยประเพณีทางเมืองพม่าก็อย่างนี้เหมือนกัน นายพันเอกยูลว่า เมื่อ เซออาเธอแฟร เปนทูตอังกฤษไปเมืองพม่า ไปหาขุนนางผู้ใหญ่ในวันเดียวกัน ต้องกินเลี้ยงในตอนเช้าวันนั้นถึง ๕ ครั้ง เมื่อเสร็จการเฝ้าแหนหาสู่ดังกล่าวมาแล้ว ก็เปนเสร็จพิธีรับทูต ต่อนั้นทูตก็ไปดูสถานที่ต่าง ๆ แลถ้ามีการแห่แหนเจ้าพนักงารก็พาไปดู แต่มิได้เข้าเฝ้าแหนในการพิธีนั้น

เมื่อทูตเข้าเฝ้าทูลลาจะกลับไป เปนเวลาที่ได้พระราชทานบำเหน็จ บำเหน็จที่พระราชทานต่างกันตามชั้นยศผู้ที่เปนทูตานุทูต เชวะเลีย เดอโชมอง ราชทูตฝรั่งเศสได้พระราชทานพานทองเครื่องยศกับของอื่น ๆ อิกหลายสิ่ง คราวทูตลังกาได้พระราชทานสิ่งของต่าง ๆ มีพรรณาไว้ในศุภอักษรหลายสิ่ง แต่มิใช่เปนเครื่องยศขุนนางชั้นสูง.

ลักษณะการแต่งทูตแลรับทูตแต่โบราณตามที่ปรากฎในหนังสือเก่า ตรวจได้เนื้อความดังพรรณามาฉนี้.

มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร เมื่อในรัชกาลที่ ๑ เปนเวลามีศึกสงครามวุ่นวายในยุโรป ตั้งแต่เกิดจลาจลในประเทศฝรั่งเศสติดต่อมาจนรบกับ เอมเปอเรอ นะโปเลียนที่ ๑ ทางข้างประเทศนี้ก็รบกับพม่าติดพันกันอยู่ ทูตฝรั่งพึ่งมีเข้ามาต่อเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ก็เปนแต่ทูตของขุนนางผู้สำเร็จราชการหัวเมืองขึ้นของประเทศโปรตุเกศแลอังกฤษแต่งมา ไม่มีปัญหาที่จะต้องแต่งราชทูตไปจำทูลราชสาส์นตอบแทน ทูตฝรั่งที่ผู้เปนใหญ่ในประเทศแต่งมาในกรุงรัตนโกสินทรมีเข้ามาครั้งแรกในรัชกาลที่ ๓ เมื่อประธานาธิบดีของประเทศสหปาลีรัฐอะเมริกา แต่งให้นายเอดมอนด์ รอเบิต เปนทูตเชิญอักษร สาส์นกับเครื่องบรรณาการเข้ามาถวาย ขอทำหนังสือสัญญาทางพระราช ไมตรี เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๓๗๕ ในคราวนั้นทำนองจะคิดเห็นกันว่าประธานาธิบดีเปนแต่ผู้ซึ่งราษฎรเลือกขึ้นตั้งเปนหัวหน้าอยู่ชั่วคราว มิใช่พระมหากษัตริย์เสวยราชย์ตามราชประเพณี ประกอบกับที่ประเทศ สหปาลีรัฐอะเมริกา อยู่ห่างไกลสุดหล้าฟ้าเขียว พ้นวิสัยที่จะแต่งทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีได้ ก็มิได้มีทูตไทยไปตอบแทน จึงยุติได้ว่าตั้งแต่สิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายน์มหาราชมา ตลอดเวลากว่า ๑๖๐ปีไม่ได้มีทูตไทยออกไปถึงยุโรปอิกเลย จนถึงรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทรจึงได้มีทูตไทยไปยุโรปอิก เมื่อปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๐๐ ตรงกับคฤศต ศก ๑๘๕๗.

เรื่องราวอันเปนเหตุที่ทูตไทยจะไปยุโรปครั้งแรกเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นั้น ด้วยเมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๓๙๘ สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษทรงแต่งให้ เซอ ยอน เบาริง เปนราชทูตเชิญพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวชวนให้กรุงสยามทำหนังสือสัญญาตามแบบอย่างทางพระราชไมตรีในระหว่างต่างประเทศที่มีอิศระเสมอกัน ทูตอังกฤษเข้ามาคราวนั้นเข้าใจด้วยกันทั้งฝ่ายไทยแลฝ่ายอังกฤษ ว่าเปนการสำคัญกว่าทูตที่เคยเข้ามาคราวก่อน ๆ ด้วยปนครั้งแรกที่เปนราชทูตเชิญพระราชสาส์น ของพระเจ้าแผ่นดินอันเปนมหาประเทศ ๑ ในยุโรป เข้ามายังกรุง รัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์เห็นว่า เซอยอนเบาริงเข้ามาคราวนั้นเปนอย่างเดียวกับราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี เมื่อแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชครั้งกรุงเก่า จึงโปรดให้จัดการรับรองตามแบบอย่างครั้งสมเด็จพระนารายน์รับราชทูตฝรั่งเศส ฝ่ายข้างเซอยอนเบาริงที่เข้ามานั้นก็ปราถนาจะให้ไทยรับรองให้เกียรติสูงกว่าเมื่อยอนครอเฟิดแล เฮนรีเบอร์นีเปนทูตของผู้สำเร็จราชการหัวเมืองอินเดียของอังกฤษเข้ามาแต่ก่อน เตรียมหาจดหมายเหตุครั้งสมเด็จพระนารายน์รับราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาไว้สอบทานการที่ไทยรับรอง เมื่อเห็นว่าการรับรองเปนทำนองเดียวกันก็พอใจ ได้กล่าวความอันนี้ไว้ในจดหมายเหตุของเซอยอนเบาริงที่เข้ามาในคราวนั้น.

ความปรากฎในจดหมายเหตุของเซอยอนเบาริงว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เข้าเฝ้าในที่รโหฐานได้มีรับสั่งปรารภว่า มีพระราชประสงค์จะทรงแต่งทูตานุทูต ไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนถึงเมืองอังกฤษ แต่ยังขัดข้องอยู่ด้วยไม่มีเรือที่จะไปถึงยุโรป แลทรงหารือเซอยอนเบาริงถึงลักษณะพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการที่จะส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ว่าอย่างไรจะสมควรในสมัยนั้น เซอยอนเบาริงทูลว่า พระราชสาส์นนั้นถ้าทรงพระราชนิพนธ์เปนภาษาอังกฤษเห็นจะดีด้วยยังไม่มีพระเจ้าแผ่นดินประเทศใดในทิศตวันออกนอกจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะได้ทรงศึกษาทราบภาษาอังกฤษ สมเด็จพระราชินีวิกตอเรียคงจะทรงยินดีที่จะได้รับพระราชสาส์นเช่นนั้น ส่วนเครื่องราชบรรณาการนั้นเห็นว่าถ้าให้เปนของฝีมือไทยทำ เปนสิ่งของเครื่องใช้สอยตามประเพณีในกรุงสยามจะสมควรกว่าอย่างอื่น ได้ความตามจดหมายเหตุของเซอยอนเบาริงดังกล่าวมานี้.

ต่อมาอิกปี ๑ ถึงปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ คฤศตศก ๑๘๕๖ นายพลแยกสันประธานาธิบดีแห่งสหปาลีรัฐอะเมริกา แต่งให้นายเตาวน์เซนด์แฮริสเปนราชทูต สมเด็จพระเจ้านะโปเลียนที่ ๓ เอมเปอเรอฝรั่งเศสแต่งให้นายมองติคนีเปนราชทูต เข้ามาชวนทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีอย่างเดียวกับประเทศอังกฤษ ในส่วนทางประเทศอะเมริกาจะมีเรื่องราวเปนสาขาความอย่างไรบ้างข้าพเจ้ายังหาทราบไม่ แต่ทางข้างฝรั่งเศสนั้นเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะได้ดำรัสปรารภกับราชทูตฝรั่งเศส ถึงพระราชประสงค์ที่จะใคร่แต่งราชทูตไทยไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนถึงประเทศฝรั่งเศส ราชทูตทูลความนั้นไปยังเอมเปอเรอนะโปเลียนที่๓ ความปรากฎว่าเอมเปอเรอมีรับสั่งให้รัฐบาลฝรั่งเศสบอกมายังเสนาบดี ถ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงแต่งราชทูตไปประเทศฝรั่งเศสเอมเปอเรอก็จะทรงยินดีที่จะให้เรือรบฝรั่งเศสมารับราชทูตไป แลให้กลับมาส่งเหมือนอย่างครั้งพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบพระประสงค์ของเอมเปอเรอนะโปเลียนที่ ๓ ทรงพระราชดำริห์ว่า อังกฤษได้มาเจริญทางพระราชไมตรีก่อน จะแต่งทูตไทยไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนประเทศฝรั่งเศส ไม่บอกให้อังกฤษทราบเสียก่อนหาควรไม่ จึงโปรดให้เสนาบดีบอกไปยังรัฐบาลอังกฤษว่า เดิมมีพระราชประสงค์จะแต่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรียังประเทศอังกฤษ การขัดข้องอยู่ด้วยเรื่องเรือที่ทูตจะไป จึงยังหาได้แต่งทูตไปไม่ บัดนี้ไทยได้ทำสัญญาทางพระราชไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส ๆ จะให้เรือรบมารับราชทูตไทยไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทน จึงโปรดให้แจ้งความมาให้ทราบ เพราะมีพระราชประสงค์ในทางพระราชไมตรีต่อประเทศอังกฤษเหมือนกัน ถ้าหากว่ารัฐบาลอังกฤษส่งเรือมารับราชทูตไทยเหมือนอย่างฝรั่งเศส ก็จะทรงยินดีที่จะแต่งราชทูตไทยไปยังประเทศอังกฤษอย่างเดียวกันรัฐบาลอังกฤษตอบมาว่าสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงยินดีที่จะให้เรือรบมารับแลส่งราชทูตไทยแลจะต้อนรับราชทูตไทยให้สมควรแก่พระเกียรติยศด้วยประการทั้งปวงด้วยเหตุนี้จึงโปรดให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ เปนราชทูต เจ้าหมื่นสรร เพธภักดี เปนอุปทูต จมื่นมณเฑียรพิทักษ์เปนตรีทูต๑ เชิญพระราช

๑ รายชื่อผู้ที่ไปในราชการทูตครั้งนั้น ได้สืบมาพิมพ์ไว้ข้างท้ายจดหมายเหตุ

สาส์นแลเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย เจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนประเทศอังกฤษ เมื่อปีมะเสง พ.ศ. ๒๔๐๐ ส่วนประเทศฝรั่งเศสในระยะนั้นพระเจ้านะโปเลียนมีการสงครามจึงต้องรอมาจนปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ โปรดให้พระยาศรีพิพัฒน์ เปนราชทูตเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เปนอุปทูต พระณรงค์วิชิต เปนตรีทูต เชิญพระ ราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้านะโปเลียนที่ ๓ เอมเปอเรอฝรั่งเศส เจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนประเทศฝรั่งเศส.

หม่อมราโชทัย กระต่าย ได้เปนตำแหน่งล่ามในคณะทูตที่ไปประเทศอังกฤษเมื่อปีมะเสงนพศก คราวพระยามนตรีสุริยวงศ์เปนราชทูตนั้น จึงแต่งจดหมายเหตุระยะทางที่พิมพ์ต่อไปในสมุดเล่มนี้

ท่านทั้งหลายผู้อ่านเรื่องราชทูตไทยไปเมืองลอนดอนที่หม่อมราโช ทัยแต่ง โดยฉะเพาะผู้ที่เปนนักเรียนภาษาต่างประเทศในชั้นหลัง ถ้าไม่รู้ฐานะของหม่อมราโชทัย น่าจะไม่เห็นราคาตามสมควรของหนังสือเรื่องนี้ บางทีถึงอาจจะมีผู้ยิ้มเยาะว่า หม่อมราโชทัยช่างไปตื่นเอาของจืด ๆ เช่นลครม้า แลทางรถไฟสายโทรเลข มาแต่งพรรณาดูเปนวิจิตรพิสดารไปด้วยความพิศวง ราวกับท้าวเสนากุฎเข้าเมือง ผู้ที่จะคิดเห็นเช่นกล่าวมานี้ ต้องนึกถึงฐานะของหม่อมราโชทัยว่าเมื่อแต่งหนังสือเรื่องนี้ เปนเวลาแรกที่ไทยจะได้ไปพบเห็นของเหล่านั้นจึงแต่งพรรณาโดยตั้งใจจะเล่าให้ไทยซึ่งยังไม่มีใครเคยเห็นเข้าใจว่า ของเหล่านั้นเปนอย่างไร ถ้าอ่านด้วยรู้ฐานะเช่นว่านี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงจะยอมเปนอย่างเดียวกันทุกคน ว่าหม่อมราโชทัยแต่งพรรณาดีมิใช่น้อยยกตัวอย่างแม้แต่ตรงว่าด้วยละคอนม้าชาวเราที่ได้ดูละคอนม้าในชั้นหลัง อ่านหนังสือเรื่องนี้คงจะรับเปนพยาน ว่าที่หม่อมราโชทัยพรรณาเข้าใจได้ซึมทราบเหมือนกับจะหลับตาเห็นละคอนม้าที่หม่อมราโช ทัยได้ดูทุกอาการที่เล่น ถึงพวกที่เคยได้ไปถึงประเทศอังกฤษ หรือแม้ที่เคยอ่านเรื่องราวแบบธรรมเนียมอังกฤษ ถ้าอ่านตรงหม่อมราโชทัยพรรณาถึงสถานที่ หรือการพิธีเช่นลักษณะที่อยู่โฮเต็ลก็ดี หรือพิธีเปิดปาร์เลียเมนต์ก็ดี เมื่อคิดเทียบดูกับที่ตนรู้ก็จะเห็นได้ว่า หม่อมราโชทัยพรรณาดีเพียงใด เปนแต่ใช้ถ้อยคำอย่างเก่า ๆ เพราะคำใหม่ที่เราใช้กันยังไม่เกิดในเวลานั้น ยังมีความสำคัญอิกข้อหนึ่ง ซึ่งยากที่นักเรียนในเวลานี้จะเข้าใจได้ ว่าผู้ที่ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษถึงสามารถจะได้เปนล่ามไปในราชการทูต แลอาจจะแต่งหนังสือเล่าถึงกิจการของฝรั่งได้ดังหม่อมราโชทัยแต่งหนังสือเรื่องนี้ ในสมัยนั้นหายากสักเพียงใด เว้นแต่จะได้เคยทราบเรื่องตำนานการที่ไทยเรียนภาษาฝรั่งกันแต่ก่อนอัน เปนเรื่องน่ารู้อยู่บ้าง เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจะลองสาธกแก่ท่านทั้งหลายตามที่ได้สดับมา.

ความจริงในชั้นกรุงรัตนโกสินทรนี้ พึ่งมีไทยเรียนรู้ภาษาอังกฤษมาไม่ช้านัก เมื่อในรัชกาลที่ ๒ มีแต่พวกฝรั่งกฎีจีนซึ่งเปนเชื้อสายโปตุเกศครั้งกรุงเก่ายังเรียนรู้ภาษาโปตุเกศอยู่บ้าง คนพวกนี้ที่รับราชการในตำแหน่งเรียกว่า "ล่ามฝรั่ง" ในกรมท่ามีอัตราในบาญชีเบี้ยหวัด ๕ คน ที่เปนหัวหน้าล่ามเปนที่ขุนเทพวาจา รับเบี้ยหวัดปีละ ๗ ตำลึง พวกล่ามฝรั่งเหล่านี้จะมีความรู้ตื้นฦกสักเพียงไรทราบไม่ได้ แต่รู้ภาษาโปตุเกศเท่านั้น หน้าที่ก็ไม่สู้มีอันใดนัก เพราะราชการที่เกี่ยวข้องกับโปตุเกศมีแต่การค้าขายทางเมืองมาเก๊า นาน ๆ เจ้าเมืองมาเก๊าจะมีหนังสือมาสักครั้งหนึ่ง ส่วนภาษาอังกฤษถึงแม้ว่ามีเรือกำปั่นอังกฤษไปมาค้าขายอยู่ในสมัยนั้นบ้าง นายเรือรู้ว่าไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ในเมืองนี้ ก็หาแขกมลายูเข้ามาเปนล่าม เพราะฉนั้นการที่ไทยพูดจากับอังกฤษที่เข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ ก็ดี หรือพูดจาทางราชการที่เกี่ยวข้องกับอังกฤษที่เมืองเกาะหมากแลสิงคโปร์ก็ดี ใช้พูดจากันแต่ด้วยภาษามลายู แม้จนเมื่อผู้สำเร็จราชการอินเดียของอังกฤษให้หมอ ยอน ครอเฟิด เปนทูตเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทรเมื่อปีมะเสง พ.ศ. ๒๓๖๔ ตรงคฤศตศก ๑๘๒๑ ในตอนปลายรัชกาลที่ ๒ ก็ต้องพูดจาราชการกับไทยทางภาษามลายู ความปรากฎในจดหมายเหตุที่ ครอเฟิดแต่งไว้ว่า การที่พูดจากับรัฐบาลไทยครั้งนั้น ทูตต้องพูดภาษาอังกฤษแก่ล่ามที่เอามาด้วย ล่ามต้องแปลเปนภาษามลายูบอกหลวงโกชาอิศหาก หลวงโกชาอิศหากแปลเปนภาษาไทยเรียนเจ้า พระยาพระคลัง ๆ ตอบว่ากระไรก็ต้องแปลย้อนกลับไปเปนต่อ ๆ อย่างเดียวกัน ครั้นต่อมาเมื่อครอเฟิดกลับไปแล้ว ได้ไปเปนเรสิเดนต์อยู่ที่เมืองสิงคโปร์ อังกฤษเกิดรบกับพม่าครั้งแรกเมื่อปลายรัชกาลที่ ๒ ครอเฟิดจะบอกข่าวการสงครามมาให้ไทยทราบ ต้องให้แปลหนังสือพิมพ์ข่าวภาษาอังกฤษเปนภาษาโปตุเกศเสียก่อน แล้วจึงส่งเข้ามายังกรุงเทพ ฯ เพราะภาษามลายูถ้อยคำมีน้อย ไม่พอจะแปลความในหนังสือพิมพ์ข่าวภาษาอังกฤษเข้าใจได้แจ่มแจ้ง ครั้นต่อมาถึงต้นรัชกาลที่ ๓ ผู้สำเร็จราชการอินเดียของอังกฤษให้เฮนรีเบอนีร์เปนทูตเข้ามาขอทำหนังสือสัญญา เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๖๘ ตรงกับ คฤศตศก ๑๘๒๕ การที่พูดจากับไทยสดวกขึ้นกว่าครั้งครอเฟิดหน่อยหนึ่ง ด้วยเบอร์นีพูดภาษามลายูได้ ถึงกระนั้นหนังสือสัญญาที่ทำก็ต้องใช้ภาษาต่าง ๆ กำกับกันถึง ๔ ภาษา คือภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาโปตุเกศ แลภาษามลายู เพราะไม่มีภาษาใดที่จะเข้าใจดีได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย.

ในรัชกาลที่ ๔ นั้น เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๗๑ ตรงกับคฤศต ศก ๑๘๒๘ พวกมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาตั้งในกรุงเทพ ฯ เปนทีแรกอันนี้เปนต้นเหตุที่ไทยจะได้เรียนภาษาอังกฤษเปนเดิมมา ด้วยลัทธิของพวกมิชชันนารีอเมริกันไม่ได้ตั้งตัวเปนสมณะเหมือนพวกบาดหลวงวางตนเปนแต่เพียงมิตรสหาย ใช้การสงเคราะห์ เปนต้นว่าช่วยรักษาโรคแลช่วยบอกกล่าวสั่งสอนวิชาการต่าง ๆ ให้แก่ผู้อื่นเปนเบื้องต้นของการสอนสาสนา เพราะฉนั้นเมื่อคนทั้งหลายรู้จักคุ้นเคยจึงชอบสมาคมคบหากับพวกมิชชันนารีอเมริกันมาแต่แรก.

ในสมัยนั้นผู้มีสติปัญญาที่เปนชั้นสูงอยู่ในประเทศนี้แลเห็นอยู่แล้ว ว่าการสมาคมเกี่ยวข้องกับฝรั่งต่างประเทศคงจะต้องมียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน แลภาษาอังกฤษจะเปนภาษาสำคัญทางประเทศตวันออกนี้ มีเจ้านายบางพระองค์แลข้าราชการบางคนปราถนาจะศึกษา วิชาการแลขนบธรรมเนียมของฝรั่ง แลจะเล่าเรียนให้รู้ภาษาอังกฤษ จึงพยายามเล่าเรียนศึกษากับพวกมิชชันนารีอเมริกันตั้งแต่เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ที่สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นยังทรงผนวชเปนพระราชาคณะอยู่พระองค์ ๑ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลานั้นยังเปนเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์พระองค์ ๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เวลานั้นยังเปนหลวงสิทธินายเวรมหาดเล็ก แล้วได้เลื่อนเปนจมื่นไวยวรนาถอิกองค์ ๑ แต่สมเด็จเจ้าพระยาทางภาษารู้แต่พอพูดอังกฤษได้บ้าง ไม่เชี่ยวชาญเหมือนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แลพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ท่านทั้ง ๓ ที่กล่าวมานี้ศึกษาได้ความรู้การฝรั่งต่างประเทศ ทันได้ใช้วิชาช่วยราชการมาแต่เมื่อในรัชกาลที่ ๓ เพราะเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๓ ตรงกับคฤศตศก ๑๘๕๐ รัฐบาลอังกฤษให้เซอเชมสะบรุกเปนทูตมาด้วยเรือรบ ๒ ลำ จะเข้ามาขอแก้หนังสือสัญญาที่เบอร์นีได้มาทำไว้เซอ เชมสะบรุกเข้ามาครั้งนั้นไม่เหมือนกับครอเฟิด แลเบอร์นีที่มาแต่ก่อนด้วยเปนทูตตรงมาจากประเทศอังกฤษ การที่มาพูดจาแลหนังสือที่มีมาถึงรัฐบาลไทย ใช้ภาษาอังกฤษ กิริยาอาการที่มาก็ทนงองอาจผิดกับทูตแต่ก่อน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชดำริห์หาผู้ที่สันทัดอย่างธรรมเนียมฝรั่ง ให้พอที่จะรับรองโต้ตอบกับเซอเชมสะบรุกได้ ความปรากฎในจดหมายเหตุกระแสรับสั่งในเรื่องเซอเชมสะบรุก (ซึ่งหอพระสมุดพิมพ์ เมื่อ ร.ศ. ๑๒๙ พ.ศ. ๒๔๕๓) ว่า.-

" ทรงพระราชดำริห์ *** เห็นว่าผู้ใดมีสติปัญญาก็ควรจะเอาเข้ามาเปนที่ปฤกษาด้วย การครั้งนี้เปนการฝรั่ง สมเด็จพระ เจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทราบอย่างธรรมเนียมฝรั่งมาก ควรจะเอาเปนที่ปฤกษาใหญ่ได้ แต่ก็ติดประจำปืนอยู่ที่เมืองสมุทปราการ ( ด้วยครั้งนั้นไม่ไว้พระทัย เกรงอังกฤษจะเอาอำนาจมาบังคับให้แก้หนังสือสัญญาอย่างทำแก่เมืองจีน จึงให้ตระ เตรียมรักษาป้อมคูให้มั่นคง ) จมื่นไวยวรนาถ ( คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ) ก็เปนคนสันทัดหนักในอย่างธรรมเนียมฝรั่ง ก็ลงไปรักษาเมืองสมุทปราการอยู่ ให้พระยาศรีพิพัฒน์ (คือสมเด็จเจ้า พระยาบรมมหาพิชัยญาติ เปนผู้รั้งราชการกรมท่า ด้วยเจ้าพระยา พระคลังลงไปสักเลขอยู่ที่เมืองชุมพรในเวลานั้น) แต่งคนดีมีสติปัญญาเข้าใจความ เชิญกระแสพระราชดำริห์ลงไปปฤกษา" แลการที่มีหนังสือโต้ตอบกับเซอเชมสะบรุกครั้งนั้น ปรากฎว่าหนังสือที่มีมาเปนภาษาอังกฤษ ให้หมอยอน (คือหมอยอน เตเลอ โยนส์ มิชชันนารีอเมริกัน) แปลเปนภาษาไทยกับล่ามของสมเด็จเจ้าพระยา ฯ อิก ๒ คน เรียกว่า โยเสฟ เปนฝรั่งยุเรเซียนคน ๑ เรียกว่าเสมียนยิ้ม (คือ เชมส์ เฮ) อังกฤษอิกคน ๑ ส่วนหนังสือที่ไทยมีตอบเซอเชม สะบรุกนั้น ร่างในภาษาไทยถวายทรงแก้ไขก่อน แล้วให้หมอยอนกับล่ามช่วยกันแปลเปนภาษาอังกฤษ แล้วส่งไปถวาย " ทูลกระหม่อมพระ" คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรวจสอบอิกชั้นหนึ่งเพราะ ในทางภาษาอังกฤษทรงทราบดีกว่าผู้อื่นที่เล่าเรียนด้วยกันในครั้งนั้น

ไทยที่ศึกษาวิชาความรู้กับมิชชันนารีอเมริกัน เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ยังมีอิกแต่ไปเรียนทางวิชาอื่น เช่นกรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงกำกับกรมหมออยู่ในเวลานั้น ทรงศึกษาทางวิชาแพทย์ฝรั่งจนได้ประกาศนิยบัตร ถวายเปนพระเกียรติยศมาจากมหาวิทยาลัยแห่ง ๑ ในประเทศอเมริกา กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศอิกพระองค์ ๑ ว่าทรงศึกษาการช่างฝรั่ง แต่จะทรงศึกษากับใครแลทรงสามารถเพียงใดหาทราบไม่ ยังนายโหมด อมาตยกุลที่ได้เปนพระยากระสาปนกิจโกศล เมื่อในรัชกาลที่ ๕ อิกคน ๑ ได้ศึกษาเรื่องเครื่องจักรแลวิชาประสมธาตุจากพวกมิชชันนารีอเมริกัน แลหัดชักรูปจากบาดหลวงหลุยลานอดีฝรั่งเศส แต่เมื่อยังถ่ายด้วยแผ่นเงิน เปนผู้เรียนรู้วิชาฝรั่งมีชื่อเสียงมาจนรัชกาลที่ ๕ แต่ผู้ที่เล่าเรียนแต่ทางวิชาช่างไม่สู้จะเอาใจใส่ในทางภาษาจึงไม่ใคร่รู้ภาษา ถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็เพราะเอาใจใส่ในวิชาต่อเรือกำปั่นเสียมาก จึงไม่ใคร่สันทัดทางภาษา อังกฤษ.

ผู้ที่เล่าเรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยเมื่อในรัชกาลที่ ๓ นอกจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว มีปรากฎอิกแต่ ๒ คน คือหม่อมราโชทัยผู้ที่แต่งหนังสือเรื่องนี้คน๑ เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีเถาะจุลศักราช ๑๑๘๑ พ.ศ.๒๓๖๒ เดิมเปนแต่หม่อมราชวงศ์กระต่ายบุตรหม่อมเจ้าชอุ่ม ในเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์เปนข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียรเรียนตามเสด็จจนรู้ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ หม่อมเจ้าชอุ่มได้เปนกรมหมื่นเทวานุรักษ์ หม่อมราชวงศ์กระต่ายได้เปนหม่อมราโชทัยแล้วจึงได้เปนตำแหน่งล่ามไปเมืองอังกฤษกับพระยามนตรีสุริยวงศ์ ชุ่มบุนนาค เมื่อทูตไทยไปคราวแรกนั้น ครั้นกลับจากราชการทูตทราบว่าได้พระราชทานพานทองเล็ก แล้วได้เปนอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่างประเทศคนแรก อยู่มาจนอายุได้ ๔๙ ปี ถึงอนิจกรรมในปลายรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ อิกคน ๑ ชื่อนายดิศเปนมหาดเล็กข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ฝึกหัดวิชาเดิรเรือ แลเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเรียกกันว่า "กัปตันดิก" มีชื่ออยู่ในหนังสือ เซอยอนเบาริงแต่งเรื่องเมืองไทย คนนี้ในรัชกาลที่ ๔ ได้เปนที่ขุนปรีชา ชาญสมุท เปนล่ามของจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ตรีทูตไปเมืองอังกฤษด้วยต่อมาได้เปนที่หลวงสุรวิเศษ เปนครูสอนภาษาอังกฤษแก่พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแทบทุกพระองค์อยู่มาจนใน รัชกาลที่ ๕ ไทยที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษในเมืองไทยเมื่อในรัชกาลที่ ๓ มีปรากฎแต่ ๔ ด้วยกันดังกล่าวมานี้ ยังมีไทยที่ได้ออกไปเล่าเรียนถึงยุโรปเมื่อในรัชกาลที่ ๓ อิกคน ๑ ชื่อนายฉุน เปนคนที่สมเด็จเจ้า พระยา ฯ เลี้ยงมา เห็นว่าฉลาดเฉลียวจึงฝากเรือกัปตันอังกฤษออกไปฝึกหัดวิชาเดิรเรือกำปั่น ได้ไปเรียนอยู่ในเมืองอังกฤษจนได้ประกาศนีย บัตรเดิรเรือทเลได้แล้วจึงกลับมา ( เข้าใจว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ) ได้เปนที่ขุนจรเจนทเล แลได้เปนล่ามของพระยามนตรีสุริยวงศ์เมื่อไปเปนราชทูตด้วย ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ ได้เปนหลวงชลธารพินิจจัย ตำแหน่งเจ้ากรมคลอง แล้วเลื่อนเปนพระชลธารพินิจจัย

ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปนพระราชธุระบำรุงการเล่าเรียนภาษาฝรั่ง มาแต่แรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เรื่องนี้มีภาษิตสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ดำรัสว่า " ในรัชกาลที่ ๑ ใครแขงแรงในการศึกสงครามก็เปนคนโปรด ในรัชกาลที่ ๒ ใครแต่งบทกลอนดีก็เปนคนโปรด ในรัชกาลที่ ๓ ใครศรัทธาสร้างวัดก็เปนคนโปรด แลในรัชกาลที่ ๔ ถ้าใครเรียนรู้ภาษาฝรั่งก็เปนคนโปรด " ดังนี้ แต่ในสมัยเมื่อราชทูตไทยออกไปประเทศอังกฤษเมื่อคราวปีมะเส็ง ผู้ที่เริ่มเล่าเรียนภาษาฝรั่งขึ้นในรัชกาลที่ ๔ ยังอยู่ในเวลาเล่าเรียน หรือพึ่งเริ่มจะเข้ารับราชการในตำแหน่งต่ำ ยังไม่มีผู้ใดซึ่งเปนข้าราชการชั้นสูงจะสามารถรับหน้าที่ทำการได้อย่างหม่อมราโชทัย ด้วยเหตุทั้งปวงดังกล่าวมานี้จึงควรนับว่า จดหมายเหตุของหม่อมราโชทัยเปนหนังสือแต่งดีแลน่าอ่านด้วยประการทั้งปวง.


ตอนที่ ๑ แต่ราชทูตออกจากกรุงเทพ ฯ จนถึงเมืองสิงคโปร์

?ข้าพระพุทธเจ้า หม่อมราโชทัย กระต่าย ได้รับพระราชทานจดหมายรายเรื่องความตามระยะทางที่พวกราชทูตกราบถวายบังคมลาออกจากกรุงเทพมหานคร ไปจำเริญทางพระราชไมตรีพระเจ้ากรุงลอนดอน ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย.

ใจความว่า ณวันศุกร์ เดือน ๙ ขึ้น ๓ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๑๙ ปีมะเสงนพศก (พ.ศ. ๒๔๐๐) เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระยามนตรีสุริยวงศ์ ราชทูต เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี อุปทูต จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ ตรีทูต หม่อมราโชทัย ล่าม จมื่นราชมาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ผู้กำกับเครื่องมงคลราชบรรณาการ๑ พร้อมกันในพระบรมมหาราชวัง เชิญพระราชสาส์นขึ้นใส่พระยานุมาศแห่ไปถึงท่าพระ แล้วเชิญลงเรือพระที่นั่งชลพิมานไชย ล่องลงไปเมืองสมุทปราการ.

?วันเสาร์ เดือน ๙ ขึ้น ๔ ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมันตพงศ์พิสุทธ มหาบุรุษรัตโนดม ว่าที่สมุหพระกลาโหม ให้เชิญพระราชสาส์นแลรับเครื่องราชบรรณาการ ลงเรือพระที่นั่งกลไฟสยามอรสุมพลเสร็จ เวลาเช้าโมงหนึ่ง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยา

๑ บาญชีผู้ที่ไปราชการทูตครั้งนั้น ทั้งบาญชีสิ่งของเครื่องราชบรรณาการ แลของซึ่งส่งไปพระราชทาน มีรายลเอียดแจ้งอยู่ในใบเพิ่มข้างท้ายหนังสือนี้


๓๙ ศรีสุริยวงศ์ แลพวกขุนนางทั้งผู้มีชื่อซึ่งจะไปด้วยราชทูตนั้น รวม ๒๗ คนลงในเรือแล้วให้ใส่ไฟใช้จักรออกไปถึงเรือรบอังกฤษเปนเรือกลไฟชื่อ เอนกวนเตอ จักรท้าย ยาวสองร้อยสิบสี่ฟิต กว้างสามสิบสามฟิตกินน้ำฦกสิบแปดฟิต ถ้าจะคิดอย่างไทย ฟิตหนึ่งสิบสี่นิ้วกับสามกระเบียดใหญ่ ยาวสองร้อยสิบสี่ฟิต คือ เส้นสิบสองวาสามศอกคืบกับกึ่งนิ้ว กว้างสามสิบสามฟิต คือ ห้าวาหกนิ้วกับสามกระเบียด กินน้ำ ฦกสิบแปดฟิต คือ สิบเอ็ดศอกกับนิ้วกึ่ง กำลังสามร้อยหกสิบแรงม้าคนในเรือกัปตัน ๑ ออฟฟิตเซอ ๒๐ ลูกเรือทหารคนใช้รวม ๑๘๖ คน เปนเรือกวีน๒ โปรดให้มารับพวกราชทูต เวลาเช้า ๓ โมงครึ่งกัปตันกับขุนนางนายทหาร จัดทหารถือปืนยืนเรียงเคียงกันคำนับพระราชสาส์น สองแถว ๆ ละหกคน มีคนตีกลองคนหนึ่ง พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ จึงขึ้นไปบนเรือเอนกวนเตอก่อน แล้วให้หม่อมราโชทัยเชิญพระบรมราชสาส์น จมื่น มณเฑียรพิทักษ์ เชิญพระบวรราชสาส์นขึ้นไปต่อภายหลัง กัปตันขุนนางแลทหารคำนับรับพระราชสาส์น แล้วให้ทหารยิงปืนใหญ่สลุตราชทูตสิบเก้านัด แล้วให้เชิญพระราชสาส์นขึ้นไว้บนโต๊ะในห้องข้างท้ายเปนที่พวกราชทูตอยู่ ครั้นขนเครื่องราชบรรณาการขึ้นบนเรือ เอนกวนเตอเสร็จแล้ว เวลาบ่ายโมงหนึ่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็ลงเรือพระที่นั่งสยามอรสุมพลกลับ ๒ คือสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย


๓๙ เข้ามากรุงเทพ ฯ เวลาบ่ายโมงเศษ กัปตันโอแกนแลแฮน ให้ใส่ไฟใช้จักรออกจากที่ทอดสมอนอกสันดอน ?พอเวลาสว่างขึ้นเปนวันอาทิตย์เดือน๙ขึ้น ๕ ค่ำถึงหน้าภูเขาสามร้อยยอด เวลาพลบถึงเกาะอ่างทองได้ลมดี กัปตันให้เอาจักรขึ้นแล่นใบไป ?วันจันทร์เดือน ๙ ขึ้น ๖ ค่ำ เวลาย่ำรุ่งถึงเกาะพงัน ครั้นเวลาสายขัดลมเรือไม่เดิร บางทีก็ถอยหลัง บางทีเดิรไปสักหน่อยจนถึงบ่ายสองโมงจึงมีลมแล่นออกไปได้ถึงแหลมกลุมพุกพอพลบ ?วันอังคาร เดือน ๙ ขึ้น ๗ ค่ำ สว่างที่อ่าวยางตรงเกาะกระ๓ ขณะนั้นขัดลม จนบ่ายสองโมงเศษจึงได้ลมแล่นต่อไป พ้นเกาะกระประมาณยี่สิบห้าไมล์ คือพันร้อยสิบห้าเส้น พอค่ำ ?วันพุธ เดือน ๙ ขึ้น ๘ ค่ำ มาสว่างตรงแหลมหน้าเมืองตานีเวลาพลบถึงหน้าเมืองกลันตัน ลมทวนหน้า กัปตันให้ใส่ไฟใช้จักรต่อไป ?วันพฤหัสบดี เดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ำ มาสว่างที่หน้าเมืองตรังกานูพ้นอ่าวตรังกานูออกไปมีเกาะชื่อเกาะฝ้าย เรือทวนน้ำทวนลม จนเวลาค่ำจึงถึงเกาะตังโกรัน พวกจีนเรียกเกาะเต๊า เปนแขวงเมืองตรังกานู กัปตันให้เอาจักรขึ้น ใช้ใบไป ?วันศุกร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๐ ค่ำ สว่างพ้นเกาะตังโกรันออกไปประมาณยี่สิบห้าไมล์ คือพันร้อยยี่สิบห้าเส้น เรือทวนน้ำทวนลมก้าวไม่ออก กัปตันให้ทหารหัดปืนใหญ่ทำท่ารบต่าง ๆ ให้ราชทูตดู เวลา ๓ เกาะกระอยู่หน้าเมืองนครศรีธรรมราช

๔๐ บ่ายโมงหนึ่งให้เอาจักรลงที่ แล้วใส่ไฟใช้จักรต่อไป เวลาทุ่มเศษถึงหน้าเมืองปะหัง ?วันเสาร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เวลาย่ำรุ่งถึงเกาะหม้อใต้เมืองปะหังหน่อยหนึ่ง เวลาย่ำค่ำถึงเกาะนาก พวกจีนเรียกแต้ปั้ว ?วันอาทิตย์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เวลาสว่างถึงศิลาขาว ที่ศิลาขาวนั้น เปนศิลางอกขึ้นพ้นน้ำบ้าง อยู่ใต้น้ำบ้าง เปนที่น่ากลัวเรือเข้าเรือออกจะโดนก็จะเปนอันตราย จึงก่อหอคอยสูงจุดโคมไว้บนนั้น เรือเข้าออกจะได้เห็นเปนที่สังเกต มีคนผลัดเปลี่ยนกันรักษาอยู่ที่นั้นเปนนิจเวลาเช้า ๔ โมง ถึงเมืองสิงค์โปร์รวม ๙ วัน กัปตันให้ชักธงพระจอมเกล้าขึ้นบนปลายเสากระโดงหน้าแล้วให้ทอด สมอลง กัปตันก็ลงเรือโบตขึ้นไปหาออนเนอ เรบล์ลันแดล เจ้าเมือง ๆ ให้มิศเตอแมกเนียลงมาทักถามข่าวราชทูตที่ในเรือรบ มิศเตอแมกเนีย บอกว่าเจ้าเมืองสิงคโปร์ให้มาแจ้งความแก่ท่านราชทูตว่าได้ยินข่าวราชทูตจะออกมานานแล้ว เจ้าเมืองสิงคโปร์ตั้งใจคอยอยู่ทุกวันมิได้ขาด แต่วันนี้ราชทูตมาถึงเปนวันอาทิตย์ เจ้าเมืองเสียใจนักด้วยจะจัดแจงเชื้อเชิญแลยิงสลุตรับยังไม่ได้ ขอเชิญพักอยู่ในเรือรบสักคืนหนึ่งก่อน ต่อรุ่งขึ้นวันจันทร์จึงจะจัดทหารตั้งกระบวรรับราชทูตให้เปนเกียรติยศแก่พระเจ้าอยูหัวกรุงสยาม ราชทูตตอบว่าชอบแล้วเมื่อเรือกลไฟเข้าถึงกรุงเทพ ฯ พระเจ้าอยู่หัวแลท่านเสนาบดีผู้ใหญ่ก็ได้จัดแจงให้เราออกมา เราก็มีความปราถนาจะออกมาให้ถึงโดยเร็วจะใคร่พบรู้จักกับเจ้าเมืองแลขุนนางด้วยแต่วันนี้เปนวันอาทิตย์จะของด


๔๑ ต่อเวลาพรุ่งนี้จะจัดแจงรับทูตานุทูตนั้น ตามแต่เจ้าเมืองสิงคโปร์จะจัดแจงให้สมควรแก่พระเกียรติยศเถิด พูดกันเท่านั้นแล้วมิศเตอแมกเนีย ก็ลากลับไป ?วันจันทร์ เดือน ๙ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เวลาเช้าโมงครึ่ง เจ้าเมืองสิงคโปร์ให้จัดเรือโบตลำหนึ่ง หน้าเรือปักธงพระจอมเกล้า ท้ายเรือปักธงอังกฤษ มีขุนนางฝ่ายทหารขัดกระบี่อยู่หน้าเรือคนหนึ่งอยู่ท้ายเรือคนหนึ่ง คนตีกระเชียงสิบเล่ม คนถือขอถ่อง่ามคอยรับเรือสองคน คนถือหางเสือคนหนึ่ง รวมอังกฤษสิบห้าคน ออกมารับราชทูตที่เรือรบ พวกราชทูตทั้งหกคนแต่งตัวใส่หมวกยอดทอง ใส่เสื้อเข้มขาบนุ่งผ้ายกทอง ใส่สนับเพลาคาดเข็มขัดราตคต ใส่ถุงเท้ารองเท้า ๔ เมื่อราชทูตจะลงเรือขึ้นไปในเมืองนั้น ที่เรือเอนกวนเตอ มีทหารสิบสองคน ถือปืนปลายหอกยืนคำนับส่ง ครั้นพวกราชทูตทั้งหกคนลงเรือโบตออกไปห่างกำปั่นประมาณสามเส้นเศษ ที่ในเรือรบยิงปืนใหญ่นัดหนึ่ง ให้ขุนนางที่บนเมืองรู้เปนสัญญาว่าราชทูตลงเรือมาแล้ว เมื่อราชทูตถึงท่าหน้าเมือง มิศเตอแมกแกนซี ที่สองเจ้าเมืองกับมิศเตอแมกเนียแลจีนกิมจิ๋ง เปนที่พระพิเทศพานิชสยามพิชิตภักดี๕ ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ เปนผู้ช่วยดูแลว่ากล่าวในที่กงสุล ๔ สมัยนั้นยังไม่ใช้รองเท้าถุงเท้ากันในกรุง ฯ จึงกล่าวนับเข้าในเครื่องแต่งตัวทูต ๕ ต่อมาได้เปนที่พระยาอัษฎางคตทิศรักษาผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี ครั้นในรัชกาลที่ ๕ เลื่อนเปนพระยาอนุกูลสยามกิจ กงสุลเยเนราลสยามที่เมืองสิงคโปร์. ๖


๔๒ ไทยอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ ลงมายืนคอยรับราชทูตอยู่ เมื่อพวกขุนนางไทยจะขึ้นจากเรือนั้น มิศเตอ แมกเนีย ลงมายืนถึงที่ริมเรือแล้วยื่นมือให้ราชทูตแลขุนนางไทยจับประคองขึ้นไป ครั้นขึ้นไปบนตลิ่งพร้อมกันแล้ว มิศเตอ แมกแกนซีบอกว่า เจ้าเมืองก็ลงมาคอยรับอยู่ด้วย แต่บัดนี้หาสู้สบายไม่ ขอลาขึ้นไปก่อน ให้ข้าพเจ้ากับมิศเตอแมกเนียคอยรับราชทูตแทน ครั้นพูดกันเท่านั้นแล้ว นายทหารก็เป่าแตรสัญญา ให้ทหารปืนใหญ่หน้าป้อมสี่กระบอกยิงสลุต ๑๙ นัด ที่ปืนใหญ่นั้นมีทหารรักษาอยู่กระบอกละ ๕ คนสี่กระบอกรวมทหารยี่สิบคนทางที่ราชทูตขึ้นนั้นมีทหารปืนปลายหอกยืนคำนับอยู่สองแถวๆ ละหกสิบ ห้าคนสองแถวร้อยสามสิบคนมีคนเป่าแตรตีกลองตีฉาบอิกยี่สิบสี่คนมา ตามส่งราชทูตด้วย รถที่มารับพวกราชทูตห้ารถ แต่รถราชทูตอุปทูตรถหนึ่ง เปนรถมีประทุนเทียมด้วยม้าเทศคู่หนึ่ง ครั้นมาถึงตึกที่พักชื่อเลศเปนแรนศโฮเต็ล เปนตึกสำหรับเศรษฐีนายห้างขุนนางคนไปมาเช่าอาศรัย เจ้าเมืองสิงคโปร์จัดทหารแต่งตัวถือปืนปลายหอกผลัดเปลี่ยนกันเดิรยาม ตรวจตรารักษาพวกราชทูตทั้งกลางวันกลางคืนสามสิบคน มีรถประจำอยู่สำหรับให้ใช้สามรถ ในตึกนั้นมีเตียงที่นอนครบทุกนาย แล้วเวลาเช้า ๓ โมงเลี้ยงเข้า เที่ยงเลี้ยงน้ำชา มีขนม นมโค น้ำตาลทราย ผลไม้ต่าง ๆ บ่าย ๓ โมงเลี้ยงเข้าเย็น เวลา ๒ ทุ่มเลี้ยงน้ำชา มีของเหมือนเลี้ยงกลางวันอิกครั้งหนึ่ง มีเครื่องสำหรับใช้ต่าง ๆ เปนอันมาก เจ้าเมืองสิงคโปร์ให้มิศเตอ แมกเนีย มาเยี่ยมเยียนถามข่าวอยู่เนือง ๆ แลขุนนางอื่นก็ไปมามิได้ขาด


๔๓ ?ณวันอังคารเดือน ๙ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เวลาเช้า ๓ โมงเศษเซอแมกกอศแลนด์ เปนขุนนางสำหรับตัดสินความในเมืองสิงคโปร์มาเยี่ยมราชทูตถึงตึกที่อยู่ เมื่อมานั้นแต่งตัวใส่เสื้อสักหลาดแดงกรอมลงไปถึงเท้า มีคนถือกระบองหุ้มเงินนำหน้าคู่หนึ่ง เวลา ๔ โมงเช้ามิศเตอ แมกเนีย เอารถหกรถมาเชิญพวกราชทูตไปบ้านเจ้าเมือง พวกราชทูตทั้งหกคน แต่งตัวเหมือนเมื่อแรกขึ้นมาจากกำปั่นเสร็จแล้ว มิศเตอแมกเนีย ก็เชิญให้ขึ้นรถพาไปบ้านเจ้าเมืองบนยอดภูเขา เมื่อถึงนั้นมีทหารปืนปลายหอกยืนอยู่หน้าบันไดสองแถว ๆ ละหกคน คนหนึ่งผลัดเปลี่ยนกันเดิรถือกล้องส่องคอยดูเหตุการณ์ ซึ่งจะมีมาในท้องทเลจะได้รู้โดยเร็ว ครั้นรถประทับหน้าบันไดแล้ว พวกราชทูตก็พากันขึ้นไปหาเจ้าเมือง ต่างทักทายปราไสกันตามธรรมเนียม แล้วลาเจ้าเมืองไปบ้านพระพิเทศพานิช อยู่ที่นั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจึงกลับมาตึกที่สำนัก ?วันพุธ เดือน ๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาเช้า ๔ โมงเศษ เจ้าเมืองมาเยี่ยมราชทูตถึงที่อยู่พูดจากันแล้วก็ลากลับไป ประมาณสิบนาฑีตารองเจ้าเมืองชื่อ มิศเตอ แมกแกนซี มาหาราชทูต ถามข่าวสุขทุกข์กันตามธรรมเนียม. ?รุ่งขึ้นณวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรมค่ำ ๑ เวลาเช้า ๔ โมง มิศเตอ แมกเนีย มาเชิญพวกราชทูตไปเที่ยวดูถิ่นฐานบ้านเมือง แลไปหา เซอแมกกอศแลนด์ผู้ชำระความ แล้วกลับมาตึกที่พัก บ่ายโมง


๔๔ หนึ่งพวกกงสุลหลายชาติมาเยี่ยมราชทูต เวลาบ่าย ๔ โมงพวกราชทูตไปหา มิศเตอแมกแกนซี เวลาทุ่มหนึ่งพระพิเทศพานิชเชิญพวกราชทูตไปหกคนไปกินโต๊ะ เลี้ยงอย่างอังกฤษ มีอังกฤษ ๑๑ คน ไทย ๖ คน จีน ๒ คน แขก ๒ คน รวมกัน ๒๐ คน ?วันศุกร์ เดือน ๙ แรม ๒ ค่ำ เวลา ๔ โมงเย็น จีนจงฮวดนายห้างพระยาพิศาลศุภผล๖ เชิญราชทูตไปกินโต๊ะเลี้ยงอย่างจีน มีไทย ๖ คน จีน ๒ คน นวม ๘ คน เวลา ๒ ทุ่มกัปตันกิมเสง๗ จีนเชิญพวกราชทูตไปกินโต๊ะที่บ้านบนยอดภูเขา เมื่อไปนั้นจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ จมื่นราชามาตย์ไปรถเดียวกัน รถนั้นล้าหลัง คนขับรถพาหลงทางไปไม่ถูกก็คืนกลับที่สำนัก ที่กัปตันกิมเสงเลี้ยงโต๊ะมีปี่พาทย์อย่างอังกฤษวงหนึ่ง ๒๘ คน มีพวกอังกฤษรำเท้า ผู้ชายผู้หญิงเต้นเปนคู่กันประมาณ๓๐ คู่๘พวกอังกฤษที่ไปกินโต๊ะประมาณร้อยห้าสิบเศษล้วนแต่ผู้ดีทั้งสิ้น พวกราชทูตไทย ๔ คน จีนประมาณยี่สิบเศษ แขกเทศ ๗ คน แขกมลายู ๑๕ คนพวกราชทูตดูอังกฤษรำเท้าอยู่จนห้าทุ่มเศษจึงกินโต๊ะครั้นเสร็จพักอยู่สักยี่สิบนาฑีก็กลับมาตึกที่อยู่ ๖ พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น) ๗ ที่เรียกกัปตัน เปนยศหัวหน้าจีน ๘ เปนการมีบอล เลี้ยงโต๊ะ คือ ซัปเปอ




ตอนที่ ๒ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองสิงคโปร์ ไปถึงเมืองไกโร แว่นแคว้นอายฆุบโต๙

?วันเสาร์ เดือน ๙ แรม ๓ ค่ำ มีคนอังกฤษผู้ดีมาเยี่ยมราชทูตหลายคน จนถึงเวลาบ่าย ๕ โมงเศษพวกราชทูตก็ขึ้นรถพร้อมกันออกจากที่สำนักไปลงเรือที่ท่า มีทหารถือปืนยืนคำนับสองแถว ๆ ละหกสิบคนมีทหารเป่าแตรเปนสัญญาบอกให้ทหารปืนใหญ่สามกระบอก ยิงสลุตสิบเก้านัด มิศเตอแมกแกนซี ๑ มิศเตอแมกเนีย ๑ เซอแมก กอสแลนด์ ๑ พระพิเทศพานิช ๑ ขุนนางอังกฤษฝ่ายกรมท่า ๑ ลงมาส่งที่เรือ ในเรือนั้นมีขุนนางฝ่ายทหารกำกับเรือคน ๑ คนถือขอถ่อง่ามคอยรับเรือสองคน คนตีกระเชียงสิบคน พวกราชทูตก็ลงเรือมาถึงเรือกลไฟแล้ว กัปตันจึงบอกว่าคนไปค้างอยู่บนเมืองสิงคโปร์เก้าคน ยังให้ไปตามหาอยู่ ในเวลานี้ยังจะไปมิได้ แล้วเดือนก็มืดนัก ต่อเกือบสว่างจึงค่อยไป ถึงเวลาสิบเอ็ดทุ่มจึงให้ถอนสมอใช้จักรไปสว่างที่ในอ่าวเรียว. ๑๐ ?ณวันอังคาร เดือน ๙ แรม ๖ ค่ำ เวลาห้าโมงเช้าถึงเกาะ แคสปา บ่ายโมงเศษถึงเกาะเมนดานออยู่ข้างซ้ายมือ พ้นออกไป ๙ คือ อิยิปต์ เรียกอายฆุบโต ตามในหนังสือไบเบลที่พวกมิชชันนารีแปล. ๑๐ ไปหนทางเรือแล่นใบแต่ก่อน ต้องไปทางเกาะชวา.



๔๖ ข้างขวามือหน่อยหนึ่งมีอิกสองเกาะ เรียกเกาะเหนือเกาะใต้ ถัดสองเกาะออกไปมีอิกเกาะหนึ่งชื่อเตบละ ?วันพุธ เดือน ๙ แรม ๗ ค่ำ เช้าโมงเศษถึงเกาะชื่อวาตเชอ บ่ายสองโมงถึงช่องยะกะตรา๑๑ บ่ายสี่โมงถึงแหลมแอนเยอ กัปตันให้ทอดสมอลงตรงหน้าป้อม ป้อมนั้นเปนด่านเมืองยะกะตรามีบ้านเรือนอยู่ไม่มากนัก ทั้งตึกทั้งโรงประมาณสองร้อยหลัง ที่ใต้ป้อมลงไปมีหอคอยสูงจุดโคมบนยอด สำหรับให้เรือเข้าออกเห็นเปนสำคัญ ที่หน้าป้อมกำปั่นอเมริกันเที่ยวหาปลาวาฬเข้าไปทอดพักอยู่สองลำ เมื่อเรือกลไฟเอนกานเตอทอดสมอลงแล้ว มีเรือลูกค้าแล่นใบบ้าง เรือกระเชียงบ้าง เอาผลไม้เผือกมันแลสัตว์มีชีวิต คือวานรแลนกเป็ดไก่สัตว์อื่นอิกหลายอย่างออกมาขายเปนหลายลำ แล้วมีเรือโบตดาดผ้าตีกระเชียงออกมาลำหนึ่ง ถึงจอดเข้าข้างเรือกลไฟ แล้วตัวนายขึ้นมาบอกแก่ขุนนางที่ในเรือ ว่าเราเปนเจ้าท่าจะมาหากัปตัน ขุนนางในเรือจึงเข้าไปบอกกัปตันว่า นายเจ้าท่ามาหาท่าน กัปตันก็สั่งให้เข้ามา ครั้นนายเจ้าท่ามาถึงแล้วคำนับพูดจาไต่ถามตามการ สักครู่หนึ่งก็ลาไป กัปตันจึงให้ชักธงวิลันดาขึ้นบนปลายเสาหน้า แล้วยิงปืนใหญ่สลุต๒๑นัด ฝ่ายข้างบนป้อมก็ยิงตอบ ๒๑ นัด แล้วกัปตันจึงเชิญพวกราชทูตลงเรือโบตตีกระเชียงไปถึงท่า แล้วพาเดิรขึ้นไปใกล้เรือนนายเจ้าท่าฝ่ายนายเจ้าท่ารู้ก็ออกมารับเชิญให้เข้าไปในตึก แล้วกัปตันกับนาย ๑๑ ชื่อเมืองยะกะตรา เปนชื่อเก่าของภูมิลำเนาที่ตั้งเมืองเบตาเวีย ที่เกาะชวา.


๔๗ เจ้าท่าจึงนำราชทูตไปเที่ยวเดิรดูตำบลบ้านตามทางประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วนำไปที่โรงอาบน้ำ น้ำนั้นไหลลงมาจากภูเขาเย็นใสสอาดนัก ครั้นพวกราชทูตอาบน้ำแล้ว แวะไปนั่งอยู่ที่ตึกเจ้าท่าครู่หนึ่ง พอค่ำก็ลา กลับมาลงเรือ เรือยังทอดค้างอยู่หน้าด่านคืนหนึ่ง ?รุ่งขึ้นวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๘ ค่ำ เวลาสี่โมงเช้าจึงถอนสมอใช้จักรออกจากที่นั้น ไปจนเย็นหาพ้นเกาะยะกะตราไม่ เกาะนั้นอยู่ซ้ายมือเมื่อออกไป ข้างขวามือแลเห็นภูเขาที่เกาะสุมาตราเวลาค่ำลงลมดี กัปตันให้เอาจักรขึ้น ใช้ใบไป ?วันศุกร์ เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำ ไม่แลเห็นฝั่งเห็นเกาะเห็นภูเขาเลย วันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๔ ค่ำเวลาเที่ยง ต้นหนวัดแดดบอกว่า เรือเราเดี๋ยวนี้ตรงเกาะลังกาแล้ว แต่ไกลนักแลไม่เห็น วัน พฤหัสบดีเดือน ๑๐ ขึ้น ๘ ค่ำ เวลาค่ำขัดลมเรือไม่เดิร ราชทูตให้ถามกัปตันว่า เราขัดลมดังนี้ถ้าจะใช้ไฟไม่ได้ฤๅ กัปตันตอบว่าถ่านมีน้อยถ้าใช้ไฟถ่านจะหมดเสีย เกลือกเปนเหตุการณ์ไปข้างหน้าเราก็จะได้ความขัดสน ประการหนึ่งถ่านหมดเรือก็จะโคลงนัก ?ณวันเสาร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๐ ค่ำเวลาค่ำจึงได้ลมดีวันอาทิตย์เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ เวลาสองยามเศษ เกิดลมสลาตันจัดนัก คลื่นใหญ่สูงกว่าเรือ พัดเสมออยู่จนถึงวันจันทร์เดือน ๑๐ แรม ๔ ค่ำ เวลาค่ำต้นหนบอกว่า พรุ่งนี้พอสว่างจะเห็นฝั่งข้างแหลมแอฟริกา ครั้นรุ่งขึ้นเวลาสว่างก็เห็นฝั่ง ที่ฝั่งนั้นมีภูเขาทรายสูง เรียกที่นั้นชื่อว่ายาดา


๔๘ ฟูม เปนปากทางที่จะเข้าในทเลแดง ขณะนั้นลมสลาตันยังพัดจัดอยู่เวลาเช้าสองโมงเศษเห็นกำปั่นสองเสาครึ่ง เปนเรือฝรั่งเศส แล่นตามเรือเอนกวนเตอเข้าไปลำหนึ่ง เรือเอนกวนเตอ แลเรือฝรั่งเศสนั้นต้องลดใบ เอาแต่ใบชั้นต้นไว้ด้วยลมแรงนัก มิศเตอเรมันด์ต้นหนบอกว่ายังอิกสองสามชั่วโมงทเลก็จะราบไม่มีคลื่น ครั้นแล่นไปจนเวลาสี่โมงเช้า กัปตันให้เอาจักรลง ใช้ไฟไปสักชั่วโมงหนึ่งลมก็สงบคลื่นเรียบเสมอเหมือนน้ำในแม่น้ำ เวลาบ่ายโมงเศษแลไม่เห็นฝั่งแลเกาะเลย ?ณวันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำเวลารุ่ง แลเห็นฝั่งเอเดนอยู่ฝั่งฟากแผ่นดินอาหรับ เช้าโมงเศษถึงหน้าป้อม ป้อมนั้นไม่ใหญ่ไม่โตนัก ตั้งอยู่บนภูเขา เมื่อกำปั่นเอนกวนเตอเข้าไปใกล้แล้ว ฝ่ายข้างบนป้อมชักธงขึ้นรับ แล้วยิงปืนสี่นัดกัปตันจึงสั่งให้ทอดสมอลงตรงหน้าป้อม ประมาณยี่สิบนาฑีแขกเปนเจ้าท่าลงเรือโบตแล่นใบออกมาถึงกำปั่น แล้วบอกกัปตันว่าที่นี้ไม่ดี ให้ไปทอดข้างภูเขาด้านตวันตกเถิด กัปตันจึงให้ถอนสมอ ยิงปืนใหญ่นัดหนึ่ง แล้วบนป้อมก็ยิงรับนัดหนึ่ง เรือเอนกวนเตอก็ใช้จักรแล่นอ้อมภูเขาไปทางทิศใต้ แล้วเลี้ยวไปข้างตวันตก เวลาเช้าสามโมงเศษถึงที่ทอดสมอ ในอ่าวที่ทอดสมอนั้น มีเรือกลไฟเรือใบทอดอยู่ประมาณสามสิบเศษ ครั้นบ่ายสามโมงพวกราชทูตพากันไปเที่ยวเล่นบนบก ที่บนบกมีโฮเต็ล คือ ตึกสำหรับให้คนเช่าอาศรัยแลขายเข้าปลาอาหาร มีรถมีม้ามีฬาสำหรับ


๔๙ ให้คนเดิรทางเช่าขี่ มีอูฐให้เช่าบรรทุกของ คนในประเทศนั้นเปนคนดำผมหยิก ชั่วมาก ใจก็ดุร้าย ยากจนนัก เมื่อกำปั่นถึงทอดท่าแล้วมีพวกเด็กมาว่ายน้ำอยู่ตามข้างเรือ ว่ายน้ำท่วงทีก็ผิดกับไทยว่ายทนอยู่ได้นาน ๆ ถึงสามสี่ชั่วโมง คนบนกำปั่นเอาเบี้ยทองแดงทิ้งลงไปในทเล ไม่ทันจมลงไปถึงพื้นดิน เด็กพวกนั้นก็แย่งชิงกันดำเอาได้ไม่สูญเลย ที่ประเทศนั้นร้อนนักด้วยฝนน้อย บางทีสามปีจึงจะตกลงสักครั้งหนึ่ง บนภูเขาต้นไม้แต่สักต้นหนึ่งก็ไม่มี ที่เอเดนนั้นอังกฤษตีเอาไว้เปนที่สำหรับไว้ถ่านศิลาใช้ในการเรือกลไฟ ที่เอเดนมีป้อมอยู่หลายป้อม มีทหารแลปืนใหญ่น้อยไว้รักษาเขตแดน ที่แดนต่อแดนให้เอาศิลาก่อกำแพงกั้นไว้ ถ้าคนชาติอื่นพลัดออกไปนอกกำแพงพวกคนดำเห็นก็ฆ่าเสีย เก็บเอาผ้าเอาของไป เรือเอนกวนเตอทอดท่ารับถ่านอยู่ที่เอเดน ถึงณวันเสาร์เดือน ๑๐ แรม ๙ ค่ำ เวลาสองทุ่มจึงให้ใส่ไฟใช้จักรออกจากที่ รุ่งขึ้นเวลาบ่ายสี่โมงถึงที่ช่องแคบ ชื่อแบบเอลแมนเดบ ในทางทเลแดงนั้นมีบ้านห่าง ๆ เมื่อเรือเอนกวนเตอใช้ไฟไปแลเห็นฝั่งบ้างแลไม่เห็นบ้าง บางทีก็แลไม่เห็นฝั่งถึงสองวันบ้างสามวันบ้าง ?ณวันพุธเดือน ๑๐ แรม ๑๓ ค่ำ ลมเปนพัดหลวงทวนหน้านักกัปตันให้ลดเสาเพลาลงเสียชั้นหนึ่ง จนถึงวันศุกร์เดือน ๑๐ แรม ๑๕ ค่ำ ลมยิ่งพัดกล้าขึ้น เรือเดิรได้แต่โมงละน๊อดหนึ่งบ้างครึ่งน๊อดบ้าง น๊อดหนึ่งคือสี่สิบห้าเส้น กัปตันจึงให้เอาเสากระโดงขึ้นที่แล่นก้าวไป ๗


๕๐ ลมจัดหนักขึ้นทุกวัน บางทีใบขาดเชือกขาด จนถึงวันจันทร์เดือน๑๑ขึ้น ๓ ค่ำ เวลาเช้าก่อนเที่ยงเรือเอนกวนเตอแล่นก้าวเข้าไป พอแลเห็นภูเขาที่ฝั่งข้างขวามือเห็นเรือใบหลายลำ ลำหนึ่งยาวประมาณห้าวาหกวา มีพวกแขกในลำเรือประมาณลำละ ๓๐คน๔๐คนแล่นตรงออกมาครั้นใกล้กำปั่นแล้วก็ชักใบกลับไป ขณะนั้นถ่านในเรือยังเหลืออยู่น้อยไม่พอใช้จนถึงท่าสุเอศ กัปตันจึงปฤกษาพวกขุนนางอังกฤษเห็นพร้อมกันว่าจะแวะเข้าที่บ้านเวช๑๒ วันอังคารเดือน๑๑ ขึ้น ๔ ค่ำจึงให้บ่ายเรือเข้าที่ตรงอ่าวบ้านเวช เวลาบ่ายโมงเศษถึงเกาะอยู่ตรงปากอ่าวเวช บ่าย ๕ โมงถึงท่าหน้าบ้านเวช กัปตันให้ทอดสมอลงห่างตลิ่งประมาณสี่เส้น ที่ริมฝั่งมีเรือนายบ้าน ชาวบ้านประมาณยี่สิบเรือน เรือนนั้นก่อด้วยก้อนศิลา เอาดินทำเปนใบสอ สัณฐานเหมือนเตาที่เผาหม้อเผาอิฐไม่มีหลังคา เอาแต่ใบไม้แลหญ้าขึ้นคลุมไว้พอร่มแดด ในประเทศนั้นฝนแล้ง บางคนว่าสี่ปีบ้างห้าปีบ้างจึงจะตกสักครั้งหนึ่ง คนที่นั้นใช้อูฐม้าแลฬาเปนพาหนะสำหรับขี่แลบรรทุกของ ของที่นั้นแพงนักฟองไก่สิบสี่ฟองเปนเงินรูเปียหนึ่ง คิดเปนเงินไทยสามสลึง คนอยู่ที่นั้นยากจนเข็ญใจด้วยเปนประเทศแล้ง มีแต่น้ำค้างตกมาก รุ่งขึ้นเวลาเช้ากัปตันจึงขึ้นไปดูฟืนบนบกสักครึ่งโมงแล้วกลับมาเรือ เวลาสายแขกพวกตุรเกเปนนายทหารลงมาหากัปตัน แล้วถามว่ากำปั่นนี้จะไป ๑๒ บ้านนี้อยู่ในแดนอาหรับขึ้นเตอรกี



๕๑ ข้างไหน กัปตันตอบว่าจะไปท่าสุเอศ นายทหารจึงว่ามีคนอยู่ที่นี่สักร้อยเศษ จะขอโดยสานไปท่าสุเอศด้วย จะให้เงินค่าโดยสานคนละสิบเหรียญ กัปตันตอบว่าจะให้ไปไม่ได้ ด้วยเรือนี้เปนเรือหลวง แขกนายทหารจึงถามว่าท่านมานี้ประสงค์สิ่งใด กัปตันตอบว่าเรามาจะต้องการซื้อน้ำซื้อฟืน นายทหารรับว่าได้แล้วก็ลาไป ประมาณสักครึ่งโมง มีเรือบรรทุกน้ำบรรทุกฟืนลงมาส่งที่กำปั่น น้ำนั้นใส่ในหนังแพะ หนังแพะนั้นลอกออกจากตัวแพะ แล้วเอามาเย็บเปนรูปอยู่เหมือนกับตัวแพะ เมื่อจะใส่น้ำเอากรอกลงไปทางคอแล้วเอาเชือกผูกเสีย ฟืนที่ได้มาน้อยนัก หาซื้ออิกก็ไม่ได้ กัปตันจึงว่าจะต้องไปที่เมืองโกไซอิกจึงจะได้ถ่านได้ฟืนพอใช้ รุ่งขึ้นณวันพฤหัศบดีเดือน ๑๑ขึ้น ๖ ค่ำเวลาเช้าสี่โมงเศษ กัปตันให้ใส่ไฟใช้จักรออกจากบ้านเวช ?วันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาเช้าสามโมงถึงเมืองโกไซเปนเมืองขึ้นแก่ตุรเก เรือเอนกวนเตอทอดสมอลงห่างตลิ่งประมาณสี่เส้น แล้วมีพวกตุรเกเปนนายด่าน ลงเรือโบตมีธงตุรเกปักท้ายเรือมา ถามกัปตันว่าท่านมานี้จะประสงค์สิ่งใดหรือ กัปตันโอแกแลแฮน ตอบว่า กวีนรับสั่งให้เรารับราชทูตไทยไปส่งถึงท่าสุเอศ บัดนี้ถ่านหมดลงเราจึงแวะมาปราถนาจะซื้อถ่านศิลา นายด่านรับว่าได้แล้วก็ลากลับไปกัปตันจึงให้ขุนนางอังกฤษขึ้นไปดูถ่านแล้วให้บอกเจ้าเมืองว่า กัปตันโอแกแลแฮนสั่งมาว่า ที่เรือรบจะยิงสลุตคำนับธงตุรเก เจ้าเมืองจะสลุตคำนับตอบหรือไม่สลุต เจ้าเมืองจึงตอบมาว่าจะคำนับตอบ ขุนนาง


๕๒ อังกฤษก็กลับมาแจ้งแก่กัปตันตามคำเจ้าเมืองว่า กัปตันจึงให้ทหารปืนใหญ่ยิงสลุต ๒๑ นัด ฝ่ายเจ้าเมืองโกไซก็ให้ยิงตอบ ๒๑ นัดเหมือน กัน ถึงเวลาบ่ายสี่โมงพวกราชทูตพากันไปเที่ยวเล่นบนบก ครั้นจวนค่ำแล้วก็กลับลงมากำปั่น รุ่งขึ้นเจ้าเมืองให้มาเชิญพวกราชทูตหกคนกัปตันโอแกแลแฮนหนึ่ง มิศเตอเรมันด์ต้นหนใหญ่หนึ่ง มิศเตอ ฟอเรอคิล์เปนขุนนางวัดแดดในกำปั่นรบหนึ่ง รวมไทยกับอังกฤษเก้าคนขึ้นไปกินโต๊ะที่บ้านเจ้าเมือง กับเข้าเลี้ยงนั้นตามธรรมเนียมของพวกตุรเก คล้าย ๆ กับเข้าแขกที่มาอยู่ในเมืองไทย ของมีหลายสิ่งแต่ยกมาตั้งทีละสิ่ง ของนั้นล้วนแล้วไปด้วยเนื้อแพะแลเนื้อแกะ ครั้นกินแล้วพวกคนที่รับใช้จึงเอากล้องใส่ยาจุดไฟเข้ามาคำนับส่งให้คนละอันน้ำกาแฟคนละถ้วย เมื่อสำเร็จแล้วเจ้าเมืองให้พาพวกราชทูตกับอังกฤษ ไปเที่ยวดูป้อมแลถิ่นฐานบ้านเมือง ป้อมนั้นก่อด้วยศิลาแต่ไม่แน่นหนาด้วยบางนัก ที่บนป้อมมีปืนใหญ่กระสุนสามนิ้วแปดกระบอก กระสุนสองนิ้วกึ่งกระบอกหนึ่ง ปืนกระสุนแตกกระบอกหนึ่ง บานประตูป้อมหุ้มเหล็ก ครั้นดูทั่วแล้วก็พากันลงจากป้อม ไปเที่ยวดูตามตลาดบ้านเรือนชาวบ้านชาวเมือง ทำสัณฐานคล้ายเรือนอังกฤษ ก่อด้วยศิลาเอาทรายกับดินถือต่างปูนบ้าง ถือปูนบ้าง แต่ไม่มีหลังคา เอาแต่สิ่งซึ่งบังแดดได้ขึ้นบังไว้ ที่เรือนเจ้าเมืองนั้นเอาไม้พาดทำขื่อให้ถี่แล้วก็เอาก้านอินตะผาลำเรียบให้ชิดเอาดินปนทรายดาดข้างบนบานหน้าต่าง



๕๓ ทำด้วยกระจก พื้นก็ดาดดินปนทรายเหมือนอย่างหลังคา ในประเทศนั้นคนตาบอดแลเจ็บตามาก ด้วยเปนเหตุเพราะเจ้าเมืองเก็บเอาผู้ชายไปหัดปืนเปนทหาร ถ้าคนยากจนมีบุตรเปนชายแล้ว ก็เอาของที่ร้ายแรงหยอดตาข้างขวาของบุตรให้บอดเสียจะได้ไม่ต้องเปนทหาร ด้วยตาข้างขวาบอดเล็งดูศูนย์ปืนไม่ได้ ครั้นเที่ยวดูบ้านช่องทั่วแล้วก็กลับมาลาเจ้าเมือง เจ้าเมืองจึงลงมาส่งถึงประตูบ้าน ต่างคำนับกันทั้งสองฝ่ายแล้วก็กลับมากำปั่น ?วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๙ ค่ำ บ่าย ๒ โมงได้ถ่านศิลาบรรทุกแล้ว กัปตันให้ถอนสมอใส่ไฟใช้จักรไปตามทางในที่ช่องแคบแลเห็นฝั่งทั้งสองข้าง พวกอังกฤษว่าบางแห่งแคบทีเดียวเพียงแปดไมล์ คือ สามร้อยหกสิบเส้น ที่กว้างก็เพียงสิบห้าไมล์ คือ หกร้อยเจ็ดสิบห้าเส้น ?วันพุธ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว ถึงท่าเมืองสุเอศเปนเมืองขึ้นแก่ไกโรชาติตุรเก กัปตันให้ทอดสมอลงหน้าเมืองแล้วชักธงพระจอมเกล้าขึ้นบนปลายเสาหน้า ประมาณไม่ถึงชั่วโมง รองกงสุลอังกฤษให้จัดเรือกลไฟเล็กลำหนึ่ง ออกมารับพวกราชทูตแลเครื่องราชบรรณาการ ตัวรองกงสุลก็ลงเรือโบตตามมาด้วย แล้วแจ้งความว่าบัดนี้กงสุลมีธุระขึ้นไปเมืองลอนดอน แต่ได้สั่งข้าพเจ้าไว้ว่า ถ้าราชทูตมาถึงเมื่อไรให้ข้าพเจ้าจัดแจงรับ อนึ่งทางรถไฟที่ทำมาแต่เมืองอาเลกซันเดอก็ยังไม่แล้ว จะต้องจัดรถเทียมม้าแลอูฐ บรรทุกเครื่องราช


๕๔ บรรณาการไปส่งจนถึงทางรถไฟ ทางสักยี่สิบห้าไมล์ คือพันร้อยยี่สิบห้าเส้น ถึงแล้วจึงจะได้บรรทุกรถไฟต่อไป ข้าพเจ้าให้จัดรถแลอูฐเตรียมไว้พร้อมแล้ว กัปตันโอแกแลแฮนจึงให้ยิงสลุต ๒๑ นัด เจ้าเมืองสุเอศก็ให้ยิงคำนับตอบ ๒๑ นัดเหมือนกัน เวลาเช้าสี่โมงครึ่งพวกราชทูต กัปตันโอแกแลแฮน พร้อมกันลงในเรือกลไฟเล็ก หน้าเรือปักธงพระจอมเกล้า ท้ายปักธงตุรเก ออกจากเรือรบเอนกวนเตอที่เรือรบเอนกวนเตอเสาหน้าชักธงช้างเผือก เมื่อเรือห่างกันออกมาประมาณสี่วา ทหารที่เรือเอนกวนเตอยิงสลุตส่งราชทูตอิก ๑๙ นัด เรือไฟเล็กใช้จักรมาตามร่องน้ำที่คดอ้อมวงเวียน ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงท่าจอด เมื่อจะขึ้นบกมีคนถือร่มขาวคันยาวกั้นให้ราชทูตคันหนึ่ง อุปทูตคันหนึ่ง รองกงสุลเชิญพวกราชทูตขึ้นพักบนโฮเต็ล จัดแจงเลี้ยงดูสำเร็จแล้ว บ่ายเกือบโมงรองกงสุลจึงเชิญพวกราชทูตทั้งนายแลไพร่ขึ้นรถหกรถ เทียมม้ารถละสี่ม้ามาตามระยะทางชั่วโมงหนึ่งคิดเปนทางห้าไมล์ คือ สองร้อยยี่สิบห้าเส้น มีตึกที่พักเปลี่ยนม้าครั้งหนึ่งเปลี่ยนทุกชั่วโมง เมื่อถึงที่เปลี่ยนม้าคำรบสี่ เวลาบ่ายห้าโมง กัปตันโอแกแลแฮนจึงเชิญพวกราชทูตหยุดพักรับอาหาร๑๓ ในโฮเต็ล เสร็จแล้วออกจากที่นั้นไปทางอิกพักม้าหนึ่งถึงทางรถไปพอค่ำ เมื่อถึงนั้นรถไฟไป ๑๓ ควรสังเกตตรงนี้ว่า คำ "รับอาหาร" ซึ่งคนชอบพูดกันชุมเมื่อในปลายรัชกาลที่ ๕ อยู่คราว ๑ ใช้มาแต่ในรัชกาลที่ ๔ แล้ว แต่ที่ใช้เก่าก่อนที่สุดนั้น ได้เคยเห็นในหนังสือเสภาแต่งในรัชกาลที่ ๓.



๕๕ เสียก่อนแล้ว ต้องหยุดพักคอยอยู่ในเรือนผ้าจนยามเศษรถไฟกลับมาถึงกัปตันโอแกแลแฮนจึงเชิญพวกราชทูตขึ้นรถไฟไป จนเวลาห้าทุ่มเศษถึงเมืองไกโร เปนเมืองอุปราชของเมืองตุรเก เจ้าเมืองไกโรชื่อ มฮัมหมัดซาอิดปาซา๑๔ ให้ขุนนางเอารถแปดรถมาคอยรับราชทูต มีคนถือกระบองหุ้มเงินขี่ม้านำหน้ารถม้าหนึ่ง ทหารขัดดาบขี่ม้าคู่หนึ่งคนเดิรถือคบไฟนำหน้าสองคู่ หลังคู่หนึ่ง คนถือโคมนำหน้ารถคู่หนึ่ง รถต่อลงมามีคนถือคบไฟรถละคู่ ไปจากรถไฟถึงที่โฮเต็ลชื่อ โอเรียนแตล จัดแจงให้พักอยู่ที่นั้น ?รุ่งขึ้นเจ้าเมืองไกโรให้ขุนนางเอารถเทียมม้าเทศรถละคู่สาม รถมาเชิญพวกราชทูตไปเที่ยวชมวัดแลวังเปนที่อยู่เปลี่ยนฤดู วัดนั้นใหญ่โตระโหฐานนัก เสาในโบถทำด้วยศิลาโมราทั้งแท่งใหญ่ประมาณหกกำ ยาวประมาณสี่วา พื้นแลผนังดาดศิลาโมราแผ่นหนึ่งยาวศอกคืบ กว้างศอกคืบ โบถนั้นทำสัณฐานกลมคล้ายวัดแขกที่ตะเกี่ย กว้างประมาณสามสิบวาเศษ ที่วังก็ใหญ่กว้างสนุกงดงาม เปนที่อยู่ตามฤดูร้อนแลฤดูหนาว ราชทูตเที่ยวดูรอบ แล้วก็กลับมาที่อยู่ เวลาบ่ายสามโมงเจ้าเมืองไกโรให้ขุนนางเอารถสามรถมาเชิญพวกราชทูตไปเฝ้าที่ในวัง เจ้าเมืองไกโรแต่งรับราชทูตที่ประตูมีทหารขี่ม้าใส่เสื้อเกราะทองเหลืองตะพายปืนถือดาบยืนสองแถว ๆ ละหกสิบม้า ประตูชั้นในถือปืนปลายหอกสองแถว ๆ ละหกร้อยคน ปี่พาทย์สำหรับทหารปืน ๑๔ ฝรั่งเรียกว่า เสดปาซา ที่อนุญาตให้ขุดคลองสุเอศ.


๕๖ ปลายหอกยี่สิบสี่คน ที่สนามในมีทหารปืนใหญ่ขี่ม้าประจำอยู่กระบอกละยี่สิบสี่ม้า ปืนใหญ่หกกระบอก รวมหทารร้อยสี่สิบสี่ม้า ปี่พาทย์สำหรับปืนใหญ่ยี่สิบสี่คน พวกราชทูตเข้าไปถึงชั้นไหน ทหารก็คำนับตามธรรมเนียมทุกชั้น ครั้นถึงที่เจ้าเมืองไกโรออกขุนนาง พวกราชทูตพร้อมกันลงจากรถ แล้วมีขุนนางสามคนออกมาเชิญให้เข้าไปข้างในขณะนั้นเจ้าเมืองไกโรออกมานั่งอยู่บนที่ ครั้นเห็นราชทูตเจ้าเมืองไกโรจึงลุกยืนขึ้นรับ แล้วเชิญพวกราชทูตให้นั่งบนที่อันเดียวกันกับเจ้าเมืองไกโร แต่ที่เจ้าเมืองไกโรนั่งเบาะหมอนทำด้วยโหมดเทศ ที่พวกราชทูตนั่งเบาะหมอนทำด้วยแพรดวงอย่างหนาเปนแพรฝรั่งเศส เจ้าเมืองไกโรให้เอากล้องมาให้พวกราชทูตสูบคนละคัน น้ำกาแฟคนละถ้วย แล้วพูดจาปราไสกันอยู่ครู่หนึ่งราชทูตก็ลาออกมาภายนอกขุนนางนายทหารจึงสั่งให้ทหารให้เดิรกระบวรต่างๆ ให้พวกราชทูตดู เสร็จแล้วราชทูตก็ลามาจากวัง ขุนนางจึงนำไปที่สวนแห่งหนึ่ง มีที่สำหรับเจ้าเมืองไกโรประพาสหลายแห่ง มีสระน้ำสระหนึ่ง กว้างประมาณสองเส้น มีเกาะกลาง ตามขอบสระก่อด้วยศิลาอ่อนทำเปนรางน้ำไหลได้รอบ ในพื้นรางจำหลักเปนรูปสัตว์น้ำต่าง ๆ แล้วก่อระเบียงรอบสระกว้างประมาณสามวา ทิศตวันตก ทิศตวันออก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทั้งสี่ทิศทำเปนมุขสำหรับเจ้าเมืองไกโรประทับ มีที่นั่งที่นอนพร้อมทุกแห่ง พวกราชทูตเที่ยวดูรอบแล้วก็ลากลับมาที่สำนัก ?วันศุกร์เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เวลาสี่โมงเช้าราชทูตออกจากเมืองไกโรไปขึ้นรถไฟ เจ้าเมืองไกโรให้ขุนนางเจ้าพนักงารตามมา


๕๗ ส่งด้วยสองคน บ่ายโมงหนึ่งถึงที่พัก เจ้าพนักงารจึงเชิญพวกราชทูตแลกัปตันโอแกแลแฮนขึ้นไปรับอาหาร๑๕ บนโฮเต็ลกลางทางเสร็จแล้วก็ขึ้นรถไฟต่อไป บ่ายสามโมงถึงแม่น้ำไนล์ น้ำที่นั้นฦกสิบเจ็ดวากว้างสองร้อยวา รถไฟไปถึงริมฝั่งมีตะพานเลื่อนรถลงแพเหล็กชักข้ามฟากไปตามสายโซ่ที่ขึงไว้ ครั้นถึงท่าฟากข้างหนึ่งแล้ว ก็เลื่อนรถขึ้นจากแพไปตามทาง จนบ่ายห้าโมงเศษถึงเมืองชายทเล เปนท่ากำปั่นจอด ชื่อเมืองอาเล็กซันเดอ เปนเมืองขึ้นแก่เมืองไกโร ขุนนางในเจ้าเมืองไกโรจึงเชิญพวกราชทูตเข้าพักอยู่ในวัง ชื่อมูแซเฟีย ฮอเนอ อาเล็กซันเดรีย เปนวังที่ประทับของเจ้าเมืองไกโร รุ่งขึ้นเวลาเช้าขุนนางสามนายจึงนำราชทูตไปที่วังอิกแห่งหนึ่งอยู่ริมชายทเล มีตึกใหญ่หลังหนึ่งกั้นเปนห้องเล็กห้องใหญ่ประมาณยี่สิบห้อง พื้นในห้องปูด้วยไม้ลายต่าง ๆ บางห้องก็ฝังทองเหลืองเปนลวดลาย บางห้องก็ปูด้วยศิลาอ่อน บางห้องก็ปูพรมเครื่องแต่งห้องต่าง ๆ กัน คือเก้าอี้นั่ง เก้าอี้นอน โต๊ะ เตียง บางทีเปนทองเหลือง บางทีเปนไม้ลายบางทีทำด้วยศิลาลาย แต่เตียงนอนของเจ้าเมืองไกโรนั้นทำด้วยเงิน กว้างสี่ศอก ยาวสี่ศอก มุ้งแพรปักทอง ที่นอนเย็บด้วยเยียระบับ ของทั้งปวงที่ใช้ในวังนั้นเปนของฝรั่งเศสบ้าง เปนของอังกฤษบ้าง พวกราชทูตเที่ยวดูทั่วแล้วก็กลับมาที่อยู่ ๑๕ ตรงนี้ใช้ว่า "รับอาหาร" อิก เห็นจะเปนเพราะที่คำพูดกับผู้ดีมักพูดว่า รับพระราชทานฤๅรับประทาน เมื่อมิใช่ของพระราชทานฤๅของประทานตัดตอนนั้นออกเสีย จึงคงแต่คำ "รับ" ๘


ตอนที่ ๓ ว่าด้วยราชทูตออกจากไกโรไปถึงเกาะมอลตา แลเมืองยิบรอเตอ ,แลเมืองไวโค ,แลเมืองปอร์ดสมัท, ในอิงแคลนด์

?วันอาทิตย์เดือน ๑๑ แรมค่ำ ๑ บ่ายสองโมง ทูตานุทูตพร้อมกันมาลงกำปั่น ขณะนั้นกัปตันโอแกแลแฮนมาส่งราชทูตถึงท่าแล้วก็ลาคืนหลังยังเรือกลไฟเอนกวนเตอ กลับมาทางทเลแดงอ้อมแหลมคุดโฮบไปเมืองเองแคลนด์ คือเมืองอังกฤษ แต่กำปั่นที่มาคอยรับราชทูตมีสองลำ ลำหนึ่งเปนกำปั่นรบ ชื่อเดศเปอเรต ลำหนึ่งเปนเรือเร็วสำหรับเจ้าแลขุนนางผู้ใหญ่๑๖ ชื่อกาเรดอก ต่อด้วยเหล็ก เดิรเร็วถึงโมงละสิบสองน๊อด คือห้าร้อยสี่สิบเส้น ห้องที่อยู่ก็งดงาม ราชทูตเลือกเอาเรือกาเรดอก เรือนั้นจักรข้างยาวยี่สิบฟิต คือสิบแปดวาศอกคืบหกนิ้ว ปากกว้างยี่สิบห้าฟิต คือสามวาสามศอกแปดนิ้วกับสามกระเบียด กินน้ำฦกแปดฟิต คือสี่ศอกคืบสิบนิ้ว กำลังสามร้อยห้าสิบแรงม้า มีขุนนางอยู่ในเรือสิบนายทั้งกัปตัน คนเลวห้าสิบห้าคน รวมหกสิบห้าคน ราชทูตแลคนใช้ลงในเรือกาเรดอก ๑๖ เรืออย่างนี้เรียกว่า เดสแปดชโบต




๕๙ พร้อมแล้ว กัปตันเกลเวอริง๑๗ ก็ให้ใส่ไฟใช้จักรออกจากท่าเมืองอาเลกซันเดอไปตามทเลชื่อเมดิเตอราเนียน ?วันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ แรม ๕ ค่ำ เวลาแปดทุ่มครึ่ง ถึงเมืองเกาะชื่อมอลตาขึ้นแก่อังกฤษ รุ่งขึ้นเวลาเช้าสี่โมงอังกฤษเจ้าเมืองชื่อเซอวิลเลียมริด ให้เอาเรือโบตสามลำมารับพวกราชทูตขึ้นไปบนตลิ่งแล้วที่ป้อมหน้าเมืองก็ยิงสลุตรับ ๑๙ นัด พวกราชทูตก็ขึ้นรถไปที่บ้านเจ้าเมือง พูดจาไถ่ถามทุกข์สุขกันแล้วเจ้าเมืองจึงพาข้าหลวงเที่ยวดูในเรือนทุก ๆ ห้อง แล้วจัดแจงเชิญพวกราชทูตไปสำนักอยู่ที่โฮเต็ล ?วันศุกร์ เดือน ๑๑ แรม ๖ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมง เจ้าเมืองให้มาเชิญพวกราชทูตไปดูหัดทหาร ๆ ที่หัดวันนั้นสองพันคน ดูทหารแล้วเลยไปดูอู่ จนบ่ายห้าโมงเจ้าเมืองให้มาเชิญพวกราชทูตหกคนไปกินโต๊ะกับขุนนางอังกฤษสิบห้าคน ?วันจันทร์ เดือน ๑๑ แรม ๙ ค่ำ เวลาเที่ยง พวกข้าหลวงพร้อมกันไปลงเรือกาเรดอก บนป้อมหน้าเมืองจึงให้ยิงสลุตส่งราชทูต ๑๙ นัด กัปตันเกลเวอริงก็ให้ใส่ไฟใช้จักรไปจากเกาะมอลตา. ?วันศุกร์ เดือน ๑๑ แรม ๑๓ ค่ำ เวลาสี่ทุ่มถึงเมืองยิบรอเตอ รุ่งขึ้นเช้าสี่โมง กัปตันเกลเวอริงให้ชักธงพระจอมเกล้าขึ้นเสากลางธงพระปิ่นเกล้าขึ้นเสาหน้า บนป้อมหน้าเมืองก็ยิงปืนสลุตคำนับ ๒๑ นัด อยู่ประมาณ๑๕ นาฑี อังกฤษเจ้าเมืองชื่อเซอแยมส์เฟอรคัดซอน ให้รถ ๑๗ นายนาวาตรี เกลเวอริง รับทูตไปคราวนี้ เปนเหตุให้คุ้นเคยชอบพอกันมาก เมื่อไปถึงเมืองอังกฤษ ทูตขอต่อรัฐบาลให้มาเปนผู้อยู่กับทูตอิกคนหนึ่ง


๖๐ สามรถมารับพวกราชทูตขึ้นบนบก พวกราชทูตแต่งตัวนุ่งห่มเหมือนขึ้นที่เมืองสิงคโปร์แล้วลงจากกำปั่นไปขึ้นรถ เมื่อราชทูตจะขึ้นรถมีทหารปืนปลายหอกยืนคำนับสองแถว ๆ ละห้าสิบคน ปี่พาทย์สำหรับทหารสี่สิบคน ครั้นขึ้นรถพร้อมกันแล้วคนขับรถก็ขับรถไปถึงบ้านเจ้าเมืองๆจัดแจงต้อนรับตามธรรมเนียม พูดจากันเสร็จแล้วราชทูตก็ลามาโฮเต็ลที่พักบ่ายสองโมง เจ้าเมืองให้เอารถมาสามรถเชิญพวกราชทูตไปดูป้อม ป้อมนั้นมั่นคงแน่นหนานักด้วยเปนภูเขาข้างในภูเขาเจาะรวงเปนอุโมงค์รอบไป ที่ในอุโมงค์กว้างประมาณเจ็ดศอก สูงประมาณหกศอกแล้ว เจาะช่องปืนเปนระยะห่างกันประมาณสามวาถึงข้าศึกจะยิงบ้างก็ไม่ถูกทหารบนป้อมด้วยภูเขานั้นสูง ยิงก็จะเตลิดขึ้นไปข้างบน ฝ่ายข้างบนยิงปักปลายปืนลงมาได้ถนัด ราชทูตดูป้อมแล้วไปดูหัดทหาร ๆ ที่หัดนั้นสองพันคน ที่ยิบรอเตออยู่ข้างแผ่นดินสะเปน แต่เปนเมืองขึ้นแก่อังกฤษตั้งอยู่ปากช่องทเลแขงแรงคับขัน มีทหารอยู่รักษาทุกถนนพร้อมด้วยศัสตราวุธ ?วันอาทิตย์ เดือน ๑๒ ขึ้นค่ำ ๑ เวลาเช้า เจ้าเมืองมาเยียนราชทูตที่โฮเต็ล ไต่ถามสุขทุกข์แล้วก็ลากลับไป รุ่งขึ้นเช้าสี่โมงครึ่งเจ้าเมืองให้รถห้ารถมารับพวกราชทูตไปส่งถึงท่าที่กำปั่นจอด เมื่อไปถึงท่าเมืองมีทหารยืนคำนับคอยส่งอยู่สองแถวประมาณร้อยคนมีปี่พาทย์วงหนึ่ง นายทหารใหญ่กับขุนนางลงมาส่งถึงกำปั่นหลายคน ครั้นราชทูตลงในกำปั่นแล้ว ทหารบนป้อมก็ยิงสลุต ๑๙ นัด กัปตันเกลเวอริงจึงให้ถอนสมออกจากเมืองยิบรอเตอไป


๖๑ ?รุ่งขึ้นเช้าบังเกิดลมใหญ่พัดแรงจัดไปจนดึก เหลือกำลังจักรข้อเสือเครื่องไฟหักออกไป กัปตันให้เอาโซ่ขันเข้าไว้มั่นคงแล้วก็ใช้ไฟต่อไป ?วันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลาบ่ายโมงเศษถึงเมืองไวโค ๑๘ อยู่ฟากฝรั่งเศสแต่ขึ้นแก่เมืองโปตุกัล กัปตันเห็นลมพัดกล้าอยู่จึงให้แวะเข้าทอดสมอพักอยู่ที่หน้าเมือง แล้วจะได้เอาถ่านศิลาเติมด้วย เมื่อกำปั่นเข้าพักอยู่เจ้าเมืองแลขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนก็ลงมาเยี่ยมราชทูตถึงในกำปั่น ?วันเสาร์เดือน๑๒ขึ้น๗ค่ำเวลาสี่โมงเช้าออกจากเมืองไวโค ?วันอังคารเดือน๑๒ขึ้น๑๐ค่ำ เวลายามหนึ่งถึงท่าเมืองปอรด์ สมัท เปนท่าขึ้นที่จะไปลอนดอน แต่เรือยังไม่ได้เข้าประทับท่า ด้วยเปนเวลากลางคืน กัปตันให้ทอดสมอลงห่างตลิ่งประมาณสิบห้าเส้น รุ่งขึ้นเวลาเช้ากัปตันเกลเวอริงให้ชักธงพระจอมเกล้าขึ้นเสากลาง ธงพระปิ่นเกล้าขึ้นหน้าเสา ธงอังกฤษอยู่ข้างท้าย ประมาณครึ่งชั่วโมง แอดมิรัลแม่ทัพเรือ๑๙ จึงลงมาเยียนถามข่าวราชทูตที่ในกำปั่น แล้วแจ้งความว่ากวีนมีรับสั่งมาว่า ถ้าราชทูตไทยมาถึงเมื่อไรก็ให้จัดแจงรับโดยอย่างยิ่ง จะได้เปนพระเกียรติยศแก่พระเจ้ากรุงสยาม ด้วยพระเจ้ากรุงสยามกับพระเจ้ากรุงลอนดอนนี้ มีพระทัยรักกันเหมือนพระญาติพระวงศ์อันสนิท แต่จะรับให้เหมือนไทยนั้นไม่ได้ ด้วยของ ๑๘ เมืองไวโค เปนเมืองท่าแห่งหนึ่งในไปรตุกอลอยู่ห่างฝรั่งเศส ๑๙ นายพลเรือเอก เซอยอชสีมัว เปนผู้บัญชาการทหารที่เมืองปอร์ดสมัท


๖๒ ที่ใช้แลเครื่องแห่แหนไม่เหมือนกัน จะต้องรับตามธรรมเนียมข้างยุโรปแล้วแอดมิรัลเล่าความว่า กวีนรับสั่งให้ประกาศว่า ที่ทางแห่งใด ๆ ซึ่งเปนที่ต้องห้ามแลเปนที่ต้องเสียเงินจึงจะดูได้ ถ้าพวกราชทูตไทย ปราถนาจะดูก็ให้ได้ดูโดยสดวก อย่าให้ห้ามปรามขัดขวางเลย แล้วแอดมิรัลก็ลากลับไป กัปตันเกลเวอริงจึงให้ถอยกำปั่นเข้าไปเทียบท่าทหารบนป้อมก็ยิงปืนใหญ่สลุต ๑๙ นัด เวลาเช้าสี่โมง แอดมิรัลจึงพาอังกฤษคนหนึ่งลงมาหาราชทูตแล้วบอกว่า เลอร์ดกลาเรนดอน ให้ข้าพเจ้านำคนนี้ชื่อมิศเตอเฟาล์๒๐มาอยู่ด้วยท่านจะได้ปรนิบัติรับกิจการธุระทั้งปวง ด้วยคนนี้รู้ธรรมเนียมข้างอินเดีย ได้เคยไปอยู่เมืองพม่าถึงสิบแปดปี บอกเท่านั้นแล้วแอดมิรัลก็ลากลับไป สั่งให้ทอดตพานปูผ้าแดงมีราวสองข้างลงมาจนถึงกำปั่น เวลาเช้าสี่โมงเศษราชทูตได้เชิญพระราชสาส์นขึ้นจากกำปั่นกาเรดอก แอดมิรัลให้ยิงสลุตคำนับธงพระจอมเกล้า ๒๑ นัด มีทหารถือปืนยืนสองแถวๆละหกสิบคน ปี่พาทย์ วงหนึ่งยี่สิบคน พวกราชทูตพร้อมกันทั้งหกคนขึ้นรถไปบ้านแอดมิรัล ๆ จึงเชิญพวกราชทูตกินโต๊ะกับขุนนางอังกฤษสิบเจ็ดคน แล้วให้พวกราชทูตไปอยู่ที่โฮเต็ลคืนหนึ่ง ๒๑ ๒๐ มิศเตอร์ เอดวาดเฟาล์คนนี้ เดิมเคยอยู่ทางประเทศพม่า รัฐบาลอังกฤษหาคนสันทัดธรรมเนียมไทยให้มาอยู่กับทูตไม่ได้ จึงเลือกมิศเตอร์เฟาล์ซึ่งเข้าใจขนบธรรมเนียมพม่า ด้วยเข้าใจว่าธรรมเนียมพม่าก็จะคล้าย ๆ กับไทย ด้วยเปนประเทศใกล้ชิดกัน มิศเตอร์ เฟาล์นี้ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ได้เปนหลวงสยามานุเคราะห์ ตำแหน่งกงสุลสยามณเมืองร่างกุ้ง อยู่มาจนรัชกาลที่ ๕ ๒๑ ในหนังสือพิมพ์อังกฤษว่า เมื่อแอดมิรัลเลี้ยงกลางวันแล้ว พาทูตไปดูอู่กำปั่นหลวงแล้วจึงไปส่งที่โฮเต็ลชื่อยอช เวลาค่ำวันนั้นจัดให้ทูตไปดูลครพูดที่โรงชื่อว่าทิเอเตอรอแยล เล่นเรื่องยิวเวส

ตอนที่ ๔ ว่าด้วยราชทูตไปจากเมืองปอรด์สมัท ถึงเมืองลอนดอนดูการเล่นต่าง ๆ

?วันพฤหัสบดีเดือน๑๒ขึ้น๑๒ค่ำเวลาเช้าห้าโมงมิศเตอร์เฟาล์จึงเชิญพวกราชทูตขึ้นรถเทียมม้าไปที่รถไฟ แล้วเชิญพระราชสาส์นแลทูตานุทูตกับสิ่งของเครื่องราชบรรณาการทั้งปวงขึ้นรถไฟต่อไป หนทางแต่เมืองปอรด์สมัทเปนท่าขึ้นจนถึงเมืองลอนดอน เปนทางเก้าสิบสี่ไมล์ครึ่ง คือสี่พันสองร้อยห้าสิบสองเส้น เวลาบ่ายสองโมงถึงเมืองลอนดอน๒๒ มีทหารขี่ม้าถือดาบมาคอยรับอยู่สามสิบสองคู่ เจ้าพนักงารจัดรถมาคอยรับห้ารถ เทียมม้ารถละคู่ แต่เปนรถอย่างดีสองรถ รถหนึ่งที่ราชทูตอุปทูตนั้นมีสักหลาดคลุมหน้ารถปักไหมทองเปนตราพระ จอมเกล้า ที่ประตูรถเขียนเปนธงช้างเผือก มีคนแต่งตัวใส่หมวกติดสายแถบทองยืนท้ายรถคนหนึ่ง รถที่สองตรีทูตกับหม่อมราโชทัยมีสักหลาดคุลมหน้ารถปักไหมเงินเปนตราพระจอมเกล้า ที่ประตูเขียนธงช้างเผือก มีคนแต่งตัวยืนท้ายรถคนหนึ่งเหมือนกัน๒๓ แต่รถนอกนั้นเปนรถธรรมดา พวกราชทูตขึ้นรถพร้อมกันแล้ว คนขับรถก็ขับม้า ๒๒ ไปรถไฟพิเศษ รถสายตวันตกเฉียงใต้ ลงที่สถานีวอเตอลูเมืองลอนดอน. ๒๓ ทหารม้าฮุสซาที่ ๑๑ แห่ รถนั้นรัฐบาลให้ห้างแอลเดเบิตทำขึ้นใหม่



๖๔ พาไปส่งถึงโฮเต็ล ๆ ที่ราชทูตอยู่นั้น ชื่อกลาริชโฮเต็ลเปนที่ดีอยู่ในเมืองลอนดอน ไม่มีโฮเต็ลอื่นดีขึ้นไปกว่านี้ ?รุ่งขึ้นวันศุกร์เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๓ ค่ำเวลาเช้าสี่โมง เลอรด์แชลบัน เปนที่สองรองเลอรด์กลาเรนดอน มาเยียนราชทูตไต่ถามทุกข์สุขแล้วก็กลับไป บ่ายโมงหนึ่งราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ พร้อมกันขึ้นรถสามรถไปหาเลอรด์กลาเรนดอน ซึ่งเปนผู้สำเร็จราชการข้างฝ่ายต่างประเทศ พูดจา ปราไสกันตามธรรมเนียมแล้ว ราชทูตก็ลามาโฮเต็ล พอบ่ายห้าโมงเลอรด์กลาเรนดอนมาเยียนราชทูตแล้วบอกว่า ถ้าท่านจะไปเที่ยวดูบ้านเมืองแลของสิ่งใด ๆ ข้าพเจ้าสั่งมิศเตอร์เฟาล์ไว้ว่า ให้พาไปเที่ยวดูตามชอบใจ๒๔ ครั้นเวลาค่ำมิศเตอเฟาล์เชิญให้พวกราชทูตไปดูละคอน๒๕ละคอน นั้นเล่นเรื่องอังกฤษรบกับพวกแขก แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งออกมาขี่ม้า แต่แรกนั่งขี่ก่อน แล้วก็ขับให้ม้าห้อวิ่งวงไปในสังเวียน พอม้าห้อเต็มฝีเท้าหญิงนั้นจึงลุกยืนขึ้น เมื่อกำลังม้าห้อมิได้หยุดแล้วยืนแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อเก่าออกทิ้งเสียใส่เสื้อใหม่ บางทีก็ยืนบนหลังม้าเท้าเดียวแล้วเต้นเปนฝรั่งรำเท้า เปลี่ยนท่าทางยักเยื้องต่าง ๆ บนหลังม้าเมื่อกำลังห้อ บางทียืนเอนตัวลงมาข้างม้าดูเหมือนจะตกแต่ว่าไม่ตก อาน ๒๔ ในหนังสือพิมพ์อังกฤษว่า ในวันนี้ลอร์ดแมเมืองลอนดอนมาหาราชทูต ขอเชิญไปในการเลี้ยงที่แมนซันเฮาส์ ในการถวายพระแสงดาบแก่เจ้าดุ๊กออฟเคมบริดช์ ๒๕ ละคอนโรงนี้ชื่อ แอสตลี แอมฟีทีเอเตอ จัดให้ทูตนั่งดูในบอกส์หลวง


๖๕ ที่ขี่ทำเหมือนแผ่นกระดานแล้วจึงหุ้มผ้า ครั้นหญิงนั้นขี่สิ้นกระบวรแล้วก็คืนเข้าโรง ชายคนหนึ่งจึงเปลี่ยนม้าตัวอื่นขี่ออกมา ให้ม้ารำเท้าก้าวข้างละสองทีเหมือนอย่างท่าคนที่รำเท้า ถ้าคนขี่เงยหน้า ม้าก็เงยหน้าขึ้นด้วย คนก้มลงม้าก็ก้มตาม คนเอนตัวไปซ้ายแลขวาม้าก็เอนตัวไปตาม แต่ทำท่ายักย้ายหลายอย่างแล้วจึงลงจากหลังม้า ม้าก็วิ่งกลับไปจะเข้าโรง เมื่อม้าถึงประตูโรงมีชายสองคนยกไม้คน ละข้างสูงพ้นดินประมาณสองศอกคืบขวางหน้าม้าไว้ ม้าก็กระโดดข้ามไม้เข้าในโรง แล้วมีหญิงคนหนึ่งขี่ม้าตัวอื่นออกมาทำท่านั่งบ้างยืนบ้าง ผิดกันกับหญิงคนก่อนหลายอย่าง แล้วก็กลับเข้าโรง ยังมีชายอิกสองคนขี่ม้าคู่เคียงกันออกมา แล้วขับม้าให้ห้อขนานหน้าเสมอกันไปแล้วเอามือเกี่ยวกันลุกขึ้นยืนรำเท้าบนหลังม้า บางทีคนหนึ่งขี่ทั้งสองตัวเท้าซ้ายยืนบนหลังม้าตัวนี้ เท้าขวายืนบนหลังม้าตัวโน้น อิกคนหนึ่งขึ้นไปหกคเมนบนศีร์ษะ บางทีคนหนึ่งยืนเหยียบเข่าคนหนึ่งไว้แล้วทำเอนตัวออกไปข้างม้า บางทีกระโดดเปลี่ยนท่าไปมาต่าง ๆ แต่ม้านั้นห้ออยู่เสมอมิได้หยุดจนสิ้นกระบวรแล้วก็กลับเข้าโรง ยังมีชายคนหนึ่งขี่ม้าหลังเปล่าออกมา ขับม้าให้ห้อไป แล้วจึงลุกขึ้นยืนบ้าง นั่งลงบ้าง หันหลังขี่บ้าง บางทีเท้าซ้ายเหยียบศีร์ษะม้าเท้าขวาเหยียบไหล่ บางทีห้อไปแล้วมีคนถือห่วงขวางหน้าอยู่ คนที่ขี่ม้าก็โดดลอดห่วงแล้วกลับไปยืนบนหลังม้าได้ดังเก่า บางทีก็ทำพลัดตก แต่ลงมายืนอยู่หาได้เจ็บช้ำไม่ แล้วกระโดดขึ้นขี่อิกในขณะม้ายังกำลังห้อมิได้หยุด ๙


๖๖ บางทีเอาผ้าแพรให้คนยืนถืออยู่สองข้างเปนสามระยะ เมื่อม้าห้อไปถึงแพรที่ขวางอยู่คนนั้นก็กระโดดข้ามได้ทุกระยะ ทำต่าง ๆ เปนน่าอัศจรรย์นัก แล้วก็คืนเข้าโรง ยังมีชายอิกคนหนึ่ง ชื่อมิศเตอกุ๊ก เปนคนชำนาญในการหัดม้า แต่อายุยังไม่ถึงสามสิบปี มือถือแส้อันหนึ่งเดิรนำหน้าม้าเดิรตามหลังออกมา แล้วว่าให้ม้าเดิรสองเท้า ม้าก็เดิรตามคำว่าให้ม้านั่งลง ม้าก็นั่งตามสั่ง ว่าให้ม้านอน ม้าก็ลงนอนตะแคงนิ่งอยู่ชายตลกคนหนึ่งวิ่งเข้าไปนอนในหว่างอกม้าแล้วยกเท้าม้าให้กอดตัวไว้ ม้าก็ทำตามทุกอย่าง คนตลกนั้นจึงลุกขึ้น แต่ม้ายังนอนอยู่ มิศเตอกุ๊กจึงสั่งม้าว่า ลุกขึ้นเถิด ม้าก็ลุกยืนขึ้น ชายตลกจึงพูดกับมิศเตอกุ๊กว่า ถ้าท่านดีแล้วจงว่าให้ม้ากลับเข้าโรงให้ได้เถิด เราจะห้ามไว้ให้หยุดมิศเตอกุ๊กจึงว่าดีแล้ว ๆ จึงร้องสั่งม้าว่ากลับไปโรงเถิด ม้าก็วิ่งไปตามสั่ง เมื่อม้าวิ่งไปถึงประตูโรง ชายตลกจึงร้องว่าอย่าเข้าไป ม้าก็หยุด ชงักอยู่ มิศเตอกุ๊กจึงเรียกม้าให้กลับมาลูบหน้าลูบหลังแล้วว่ากลับไปโรงเถิด ม้าก็วิ่งกลับไปอิก คนตลกก็ห้ามไว้ถึงสามครั้ง แล้วจึงว่ากับมิศเตอกุ๊กว่า ท่านให้ไปเถิดคราวนี้เราไม่ห้ามแล้ว มิศเตอกุ๊กก็สั่งให้ม้ากลับไป ม้าก็วิ่งเข้าโรง พวกคนชายหญิงไปดูอยู่ที่นั้นประมาณห้าร้อยเศษ ก็ชอบใจตบมือขึ้นพร้อมกัน๒๖ ๒๖ ผู้อ่านในสมัยนั้นจะเข้าใจได้ว่า ลักษณเล่นละคอนที่พรรณานี้ คือเซอคัสละคอนม้า นั้นเอง บางคนจะเห็นว่าตื่น พรรณาของจืด ๆ แต่ที่จริงสมัยนั้นเซอคัสยังไม่เคยมีมาทางประเทศนี้ เปนแรกที่ไทยจะได้เห็น ควรชมว่าพรรณาดี อ่านเข้าใจซึมทราบเหมือนกับตาเห็น


๖๗ ที่ในเมืองเองแคลนด์มีละคอนอยู่หลายแห่ง ล้วนวิเศษต่างๆ กันบางเรื่องมีหญิงรูปงามแต่งเปนเทวดาฝรั่งเหาะเลื่อนลอยมา แต่ไม่เห็นสิ่งใดเปนสายไยยนต์ที่คนจะอาศรัยได้ ดูเลื่อนลอยมาแต่กาย บางทีก็ออกมาจากภูเขา บางทีผุดขึ้นมาจากดิน บรรดาคนที่แต่งเปนเทวดาล้วนมีรัศมีออกจากกายสิ้นทั้งนั้น พวกราชทูตดูอยู่ประมาณสองยาม ละคอนเลิกก็พากันกลับมาที่สำนัก ?รุ่งขึ้น ( ณวันเสาร์เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ) มิศเตอเฟาล์จัดรถห้ารถให้ราชทูตทั้งนายแลไพร่รวมยี่สิบเจ็ดคนไปเที่ยวดูสัตว์ที่ขังเลี้ยงไว้ในสวน คือสัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า งูแลปลาหอยต่าง ๆ หลายพันอย่าง บางอย่างก็เหมือนสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศไทย บางอย่างก็ผิดกันไม่เคยได้พบเห็น เปนต้นว่าราชสีห์แลสัตว์อื่นใหญ่บ้างเล็กบ้างถ้าสัตว์มีกำลังดุร้ายก็ขังไว้ในคอกทำด้วยเหล็ก เปนสัตว์เชื่องก็ขังไว้ในคอกทำด้วยไม้ เปนจรเข้แลสัตว์น้ำอย่างอื่นที่ใหญ่ก็ใส่ไว้ในสระเปนปลาเปนหอยก็ใส่ไว้ในอ่างแก้ว เปนงูฤๅสัตว์เล็ก ๆ ที่คล้ายกับกิ้งก่าก็ใส่ไว้ในตู้กระจก เปนนกก็ใส่กรง ถ้านกใหญ่เหมือนนกตะกรุมนกกาเรียนแลนกอื่น ๆ อิก ที่ใหญ่ก็ตัดขนปีกเสียไม่ให้บินได้ แล้ว ปล่อยเที่ยวเดิรอยู่ในคอก เปนวานรเปนค่างบ่างชนี ก็ใส่ไว้ในกรงเหล็ก ราชทูตเที่ยวดูอยู่จนค่ำ แล้วกลับมาโฮเต็ล๒๗ ๒๗ ในหนังสือพิมพ์อังกฤษว่า วันนี้เวลาเช้าราชทูตไปห้างคาราด ช่างเครื่องเพ็ชรพลอย บ่ายไปดูสวนเลี้ยงสัตว์ ค่ำไปดูละคอนโรงชื่อว่า ปรินซิสทิเอเตอ (ที่เจ้า พระยามหินทร ฯ เอาชื่อมาเรียกละคอนของท่าน ) วันจันทร์เดือน ๑๒ แรมค่ำ ๑ เช้าไปห้างแฮนค๊อกช่างเครื่องเพ็ชรพลอย ค่ำไปดูละคอนโรงชื่อ โอลิมปิค


๖๘ ?วันอังคารเดือน ๑๒ แรม ๒ ค่ำ พวกราชทูตไปดูเรือกลไฟต่อด้วยเหล็กพึ่งจะแล้ว เรือลำนี้ใหญ่โตนัก๒๘ ยาวหกร้อยเก้าสิบเอ็ดฟิต คือห้าเส้นหกวาคืบสามนิ้วกับสามกระเบียด กว้างร้อยสิบแปดฟิต คือสิบแปดวาคืบกับสองกระเบียดสูงห้าสิบสี่ฟิต คือแปดวาศอกสี่นิ้วกับสองกระเบียด มีท่อ (ปล่อง) ไฟห้าท่อ เสากระโดงหกเสา มีทั้งจักรท้ายจักรข้าง ในลำนั้นกั้นเปนห้องเล็กห้องใหญ่ มีอุโมงค์เดิรไปแต่ท้ายตลอดศีร์ษะ ดาดฟ้าสี่ชั้นทำด้วยเหล็ก แล้วเอาไม้ทาบข้างบนเจ้าของเรือบอกว่าจะบรรทุกคนได้สักหมื่นหนึ่งพร้อมทั้งเสบียงอาหารด้วย แต่กำปั่นลำนี้มิใช่กำปั่นรบ ต่อไว้รับจ้างคนที่จะไปธุระแลเที่ยวเล่นต่างบ้านต่างเมือง เปนกำปั่นกุมปนี ราชทูตดูกำปั่นแล้ว มิศเตอร์เฟาล์ก็นำไปดูอุโมงค์ใต้น้ำ (เทมส์) ในอุโมงค์นั้นยาวสองพันฟิต คือสิบห้าเส้นเจ็ดวาศอกกับสี่นิ้ว กว้างสี่สิบฟิต คือหกวากับสิบสี่นิ้ว ฦกแต่ปากอุโมงค์จนถึงพื้นล่างเจ็ดสิบหกฟิต คือสิบเอ็ดวาสองศอกกับห้านิ้ว ทำเปนสองทาง ๆ หนึ่งเปนทางรถ อิกทางหนึ่งเปนทางคนเดิร ตามริมทางขายของเล่นของกินต่าง ๆ ดูสนุก สว่างแจ้งด้วยแสงไฟก๊าด คนเดิรไปมามิได้ขาดอนึ่งเรือกลไฟที่ขึ้นล่องอยู่ในลำแม่น้ำ ถ้ามาถึงตรงนั้นคนที่อยู่ในอุโมงค์ก็รู้ ด้วยจักรพัดน้ำดังได้ยินถนัด พวกราชทูตเที่ยวซื้อของเล่นอยู่ในอุโมงค์ จนเย็นแล้วกลับมาที่สำนัก ๒๘ คือ เรือลำชื่อ เครตอีสเติน


๖๙ ?รุ่งขึ้น(วันพุธเดือน๑๒แรม๓ ค่ำ) เวลายามหนึ่งเลอรด์มายอร์ผู้สำเร็จราชการฝ่ายกรมเมืองเชิญราชทูตทั้ง ๓ ไปกินโต๊ะ มีขุนนางแลเศรษฐีกินโต๊ะกันประมาณสามร้อยคน ?วันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ แรม ๔ ค่ำ มิศเตอเฟาล์มาแจ้งกับราชทูตว่า เลอรด์กลาเรนดอนให้หนังสือกำหนดมาว่า ราชทูตจะได้เฝ้ากวีนณวันพุธเดือน ๑๒ แรม ๑๐ ค่ำเวลาบ่ายโมงหนึ่ง ที่วังชื่อวินด์เซอกาศตล์ ?วันจันทร์ เดือน ๑๒ แรม ๘ ค่ำเวลาเช้า เจ้าพนักงารชื่อ มิศเตอนอมันแมกโดแนลด์ มาทำบาญชีแล้วรับเครื่องราชบรรณาการไปจากโฮเต็ล ?รุ่งขึ้นราชทูต อุปทูต หม่อมราโชทัย ไปหาเลอรด์กลาเรนดอนแลเลอรด์แชลบัน ไต่ถามด้วยการที่จะเฝ้ากวีนนั้นจะทำประการใด เลอรด์กลาเรนดอนบอกว่า กวีนรับสั่งว่า แต่ก่อนราชทูตไทยยังไม่เคยมีมาถึงเมืองอังกฤษเลย ด้วยเปนเมืองไกลกัน ครั้งนี้มีราชทูตมาถึงกวีนยินดีนัก อยากจะได้เห็นธรรมเนียมไทยที่เฝ้าแลคำนับ ในพระ เจ้าแผ่นดินนั้นทำประการใด ขอให้พวกราชทูตเฝ้าแลคำนับตามธรรมเนียมไทยเถิด พูดจาไต่ถามได้ความเสร็จแล้วราชทูตก็ลากลับมาโฮเต็ล



๗๐ ครั้นเวลาค่ำเลอรด์กลาเรนดอนมีหนังสือมาแจ้งแก่ราชทูตว่าเมื่อเวลาบ่ายพระญาติของกวีนคนหนึ่ง เปนเจ้าหญิงชื่อดัชเชสดินิมัส๒๙ บังเกิดโรคเปนปัจจุบันขึ้น ถึงแก่กรรมในทันใด เดี๋ยวกวีนมีความเศร้าโศกนัก การที่จะเสด็จออกรับราชทูตในวันพุธยังไม่ได้ ขอเลื่อนไปอิกสักแปดวัน ?วันศุกร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ มิศเตอเฟาล์เชิญราชทูตไปที่โกโลเซียม๓๐ เปนที่สำแดงให้เห็นว่า เย่าเรือนแม่น้ำแลถนนทั่วทั้งเมืองลอนดอนนั้นเปนอย่างไร เมื่อพวกราชทูตไปถึงแล้วเจ้าของที่จึงเชิญให้เข้านั่งในที่แห่งหนึ่ง นั่งได้ประมาณสิบหกคนแล้วหันจักรที่นั้นก็ลอยขึ้นไปสูงประมาณสิบวา ครั้นถึงชั้นบนจึงให้ออกเดิรดูตามเฉลียงรอบโดยกลม แลเห็นเปนภูมิฐานลอนดอนกว้างใหญ่สุดสายตา มีถนนแลตึกบ้านร้านตลาดลำแม่น้ำเรือขึ้นล่อง ในเวลากลางคืนจุดโคมสว่างไปทั้งทางบกทางเรือ ฝ่ายอากาศเบื้องบนก็มีดวงจันทร์รัศมีสว่างกระจ่างแจ้งเหมือนจริง ถ้าไม่มีคนบอกคนที่ดูก็จะสำคัญว่าจริง ด้วยแลดูเหมือนฟ้าแลดินที่ได้เห็นอยู่กับจักขุของตัวไม่มีสำคัญสิ่งใดจะให้รู้ว่าเปนของทำด้วยฝีมือแลปัญญามนุษย์ ครั้นดูทั่วแล้วก็เข้าในที่พร้อมกัน ใช้จักรกลับคืนลงมาดังเก่า. ๒๙ ดัชเชส เดอ นิมัว ๓๐ วันนี้มีในหนังสือพิมพ์อังกฤษว่า ตอนเช้าไปห้างแมบปินบราเธอ ช่างทำเครื่องเงิน



๗๑ มิศเตอเฟาล์จึงพาไปดูหนัง หนังนั้นวิเศษนัก ทำเปนบ้านเมืองข้างอินเดีย ดูบ้านเรือนป้อม ดูผู้คนถนนแม่น้ำภูเขาต้นไม้ใหญ่โตเหมือนจริงเมื่อเปลี่ยนตัวหนังก็ไม่ทันเห็นว่าเปลี่ยนกันอย่างไรดูเปนน่าอัศจรรย์นัก ราชทูตดูอยู่จนสี่ทุ่มเศษ หนังเลิกก็พากันกลับมา ?ครั้นรุ่งขึ้น (วันเสาร์เดือน ๑๒ แรม ๑๓ ค่ำ) เช้าสามโมงมิศเตอเฟาล์พาพวกราชทูตไปดูวังแก้ว ชื่อกฤศเตลแปเลศ ไปจากโฮเต็ลด้วยรถเทียมม้า ทางสองชั่วโมงเศษ ที่นั้นทำเปนเรือนแก้วสี่ชั้น ฝาแลหลังคาล้วนแล้วไปด้วยแก้ว แต่เสากับเครื่องบนทำด้วยเหล็กสูงหกสิบหกฟิต คือสิบวากับสิบสามนิ้วกึ่ง กว้างสี่ร้อยห้าสิบหกฟิต คือสามเส้นสิบสี่วาศอกกับแปดนิ้วกึ่ง ยาวพันแปดร้อยสี่สิบแปดฟิต คือสิบห้าเส้นกับเจ็ดศอกสิบนิ้ว ข้างในทำเปนสวนปลูกต้นไม้ต่าง ๆ แล้วทำเปนรูปคนรูปสัตว์ไว้เปนอันมาก แลมีเครื่องกลไฟต่าง ๆ ไว้ดูเปนตัวอย่าง ราชทูตเที่ยวดูอยู่จนเวลาเย็น มิศเตอเฟาล์จึงให้จัดแจงอาหารเลี้ยงดูสำเร็จแล้วก็กลับมา ?วันอังคารเดือนอ้ายขึ้นค่ำ ๑ มิศเตอเฟาล์พาราชทูตไปที่โปลิติกนิก ที่นั้นมีรูปกวีนแลปรินส์อาลเบิตกับลูกเธอ ทั้งชายทั้งหญิงเก้าองค์ มีรูปคนชาติอื่นก็หลายชาติ มีคนดำน้ำอด เดิรในน้ำหายใจในน้ำก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านผู้ฟังคงสงสัยว่าเปนความเท็จหาจริงไม่ ต่อเมื่อใดข้าพเจ้าผู้จดหมายเรื่องราวนี้ได้อธิบายให้ท่านแล้วจึงจะเห็นจริง ครั้นจะกล่าวไว้ในหนังสอนี้ก็ยืดยาวนัก ราชทูตดูของประหลาดทั่วแล้วก็กลับมาโฮเต็ล


ตอนที่ ๕ ว่าด้วยราชทูตนำพระราชสาส์นขึ้นไปเฝ้ากวีน

?วันพฤหัสบดี เดือนอ้ายขึ้น ๓ ค่ำเวลาเช้าห้าโมงเศษ มิศเตอเฟาล์ กัปตันเกลเวอริง สองนายมาเชิญราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ขุนจรเจนทเล ขุนปรีชาชาญสมุท แปดคนพร้อมกัน ราชทูตก็เชิญพระราชสาส์นขึ้นรถเทียมม้าสามรถไปจากโฮเต็ลทางไมล์หนึ่ง คือสี่สิบห้าเส้นถึงที่รถ ไฟ เยนเนอรัลกัศต์เปนนายทหารใหญ่รักษาพระองค์๓๑ กับขุนนาง ฝ่ายทหารอิกสองคนมาคอยรับอยู่ที่นั้นด้วย จึงเชิญพวกราชทูตเข้าหยุดพักในตึก เปนที่ประทับของกวีนสักครู่หนึ่ง๓๒ แล้วเชิญให้ขึ้นรถไฟไปทางยี่สิบสามไมล์ คือพันสามสิบห้าเส้นถึงที่พักใกล้วังวินด์เซอ ราชทูตลงจากรถไฟหยุดพักอยู่ที่นั้นครู่หนึ่ง แล้วเชิญพระราชสาส์นขึ้นรถเทียมม้า มีทหารขัดกระบี่ขี่ม้านำหน้าคู่หนึ่ง คนขี่ม้าชักรถ ๆ ละสองคน เทียมม้าทุกรถ ไปประมาณห้านาฑีถึงวังวินด์เซอ เปนวังสำหรับกวีนอยู่ในฤดูหนาว ๓๑ นายพลตรี เซอ เอดวาดคัสต์ เจ้าพนักงารการพระราชพิธี. ๓๒ คือ ห้องที่ประทับที่สถานีรถไฟ.




๗๓ เมื่อราชทูตเข้าไปถึงในวังมีทหารปืนปลายหอกยืนคำนับอยู่สองแถว ประมาณสามร้อยคน พวกปี่พาทย์ยี่สิบสองคน๓๓ แล้วเยนเนอรัลกัศต์เชิญพวกราชทูตลงจากรถขึ้นไปพักอยู่ในห้องแห่งหนึ่งบนตึกที่กวีนเสด็จอยู่ ตึกนั้นใหญ่โตกว้างขวาง มีห้องหลายสิบห้องกั้นลดเลี้ยวไปมาเดิรถึงกันได้ตลอด เยนเนอรัลกัศต์ชวนราชทูตพูดจาอยู่จนบ่ายโมงหนึ่ง๓๔ ได้ยินเสียงปี่พาทย์ประโคมขึ้น แล้วมีขุนนางมาบอกว่ากวีนเสด็จออกแล้ว ให้เชิญราชทูตเข้าฝ้าเถิด เยนเนอรัลกัศต์ก็กำกับนำทูตานุทูตไปสู่ห้องที่เฝ้า เมื่อถึงประตูมีทหารแต่งตัวใส่เสื้อปักทอง ถือขวานด้ามยาวปลายเปนกฤชยืนรักษาอยู่ทั้งสองข้างประตู ราชทูตจึงเชิญพระบรมราชสาส์นแลพระบวรราชสาส์นรวมลงพานเดียวกัน แล้วเชิญเดิรเข้าไปในที่เฝ้า เมื่อถึงประตูชั้นใน อุปทูต ตรีทูต หม่อมราโชทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ขุนจรเจทเล ขุนปรีชาชาญสมุท เจ็ดคนพร้อมกันถวายบังคม แล้วคลานตามเข้าไปจนถึงที่เฝ้า ราชทูตจึงเชิญพานพระราชสาส์นขึ้นวางบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าที่นั่งธโรน ห่างประมาณแปดศอกแล้วคลานถอยออกมาถึงที่เฝ้าไกลกวีนประมาณสิบศอก พร้อมกันถวายบังคม แล้วราชทูตก็อ่านคำทูลเบิกตามภาษาไทย ใจความว่าคือคนนั้นเปนที่นั้น ๆ ได้รับพระบรมราชโองการแลพระบวรราชโองการ ๓๓ ทหารราบรักษาพระองค์กรมสก๊อตฟุสเลีย เปนกองเกียรติยศ. ๓๔ ทูตพักคอยที่ในห้อง เตเปสตรี. ๑๐


๗๔ เชิญพระราชสาส์นนำเครื่องมงคลราชบรรณาการ แต่พระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ ออกมาจำเริญพระราชไมตรีในพระเจ้ากรุงลอนดอน ครั้นจบ มิศเตอเฟาล์จึงอ่านคำที่แปลออกจากไทยเปนภาษาอังกฤษ ถวายจนจบสิ้นข้อความ แล้วพวกราชทูตพร้อมกันถวายบังคมอิกครั้งหนึ่ง ราชทูตจึงคลานไปเชิญพานพระราชสาส์นซึ่งตั้งไว้บนโต๊ะ เดิรเข้าไปถึงหน้าพระที่นั่งธโรน แล้วคุกเข่าชูพานพระราชสาส์นขึ้นถวาย กวีนก็รับเอาด้วยพระหัดถ์วางไว้ริมพระองค์ ราชทูตก็คลานถอยออกมาพร้อมกันถวายบังคมอิกครั้งหนึ่ง กวีนจึงทรงอ่านคำตอบ ใจความว่าเรามีความยินดีในการที่รับราชทูตซึ่งมาแต่พระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ เราหมายใจว่าพระองค์จะเปนที่ยั่งยืน ด้วยเราเห็นราชทูตนั้นเหมือนเปนของสำคัญแห่งไมตรีของพระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ แลหมายว่าพระองค์ท่านทั้งสองจะเปนญาติสัมพันธมิตรรักษาอาณาจักรแลราษฎรให้ดียิ่งขึ้นไป จึงได้เปลี่ยนทำหนังสือสัญญาแก่เรา เราก็เอาใจใส่มาก ด้วยหมายว่าหนังสือสัญญาที่ทำใหม่นี้จะให้เปนที่มั่นคงในทางพระราชไมตรี แลมีคุณยิ่งขึ้นไปทั้งสองพระนคร แลลูกค้าวานิชได้ค้าขายต่อกันทั้งสองฝ่าย อนึ่งเรายินดีนัก ด้วยรู้ว่าพวกขุนนางของเราที่ให้ไปรับท่านทั้งปวง ได้เอาใจใส่ในพวกราชทูตให้มีความสุขจนตลอดถึงเมืองอังกฤษ โดยความชอบธรรม



๗๕ ครั้นทรงอ่านจบแล้วส่งให้เลอรด์กลาเรนดอนเอามาประทานราชทูตแล้วรับสั่งให้บอกว่า กวีนมีพระทัยยินดีที่ได้รับเครื่องราชบรรณาการแลพระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์นั้น ขอบพระทัยนัก ราชทูตยังไม่ทันทูลตอบประการใด เลอรด์กลาเรนดอนจึงบอกว่าเวลานี้เสด็จออกรับแขกเมืองเปนการยศซึ่งจะพูดจาพิททูลสิ่งใดของดไว้ก่อน ยังจะโปรดให้เฝ้าอิก จึงค่อยพิททูลต่อภายหลัง วันนี้เชิญกลับไปก่อนเถิด พวกราชทูตพร้อมกันถวายบังคมแล้วคลานถอยหลังออกมาจากที่เฝ้า แลเมื่อกวีนเสด็จออกรับราชทูตนั้น ทรงเครื่องประดับแล้วไปด้วยเพ็ชร แต่เพ็ชรใหญ่ที่เลื่องลือ๓๕ ทำเปนเครื่องห้อยพระศอริมพระกรรณซ้ายขวาเสียบดอกไม้เพ็ชร มีระย้าห้อยลงมาถึงพระอังษา ทรงฉลองพระองค์ดำ ด้วยเปนการเศร้าโศกถึงพระญาติที่ถึงแก่กรรมเมื่อเสด็จออกมีขุนนางผู้ใหญ่แลหญิงที่เปนผู้ดียืนเฝ้าอยู่ประมาณสามสิบคน แต่ปรินส์อาลเบิต ซึ่งเปนเจ้าราชสามี แต่งพระองค์ทรงเครื่องพร้อมอย่างนายทหาร ทรงกางเกงแดง ทรงเสื้อสักหลาดดำ๓๖ ขัดพระแสงกระบี่ยืนอยู่ริมพระที่นั่งธโรนข้างซ้าย เครื่องราชบรรณาการนั้นเจ้าพนักงารจัดแจงมาตั้งเรียงถวายพร้อมทุกสิ่ง. ๓๕ เพ็ชรเม็ดนี้มีชื่อว่า "โกอินัวร์" ๓๖ เข้าใจว่าแต่งพระองค์เครื่องยศนายพลอังกฤษ เสื้อแดงกางเกงดำ เจ้านายที่ออกแขกเมืองวันนั้น นอกจากปรินส์อาลเบิต ยังมีปรินเซสรอแยล พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ กับปรินส์เฟรเดอริกวิลเลียม กรุงปรุสเซีย ที่ภายหลังเปนเอมเปอเรอเฟรเดอริก เวลานั้นจะไปทำงารวิวาหะกับราชธิดาพระองค์ใหญ่


๗๖ เมื่อพวกราชทูตออกจากที่เฝ้าแล้ว เจ้าพนักงารพาไปให้กินโต๊ะที่ห้องสำหรับเลี้ยงขุนนาง๓๗ โต๊ะที่เลี้ยงประมาณยาวเจ็ดวากว้างสี่ศอกเครื่องที่ใช้บนโต๊ะเปนเครื่องทองบ้างเงินบ้าง ขุนนางอังกฤษที่กินโต๊ะด้วยราชทูตยี่สิบเจ็ดคน ครั้นกินโต๊ะแล้วเจ้าพนักงารจึงพาราชทูตไปดูเครื่องอาวุธใหญ่น้อยต่าง ๆ ที่จัดแจงเรียบเรียงไว้ตามผนัง แล้วกลับมาพักอยู่ในห้องที่พักเดิม เยนเนอรัลกัศต์จึงให้พวกมโหรีมาทำให้ราชทูตฟังอยู่ประมาณสิบนาฑี ถึงเวลาบ่ายสามโมงราชทูตก็พากันขึ้นรถไฟกลับมากลาริชโฮเต็ล ?วันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๔ ค่ำ ราชทูตไปหาเลอรด์กลาเรนดอน ถามไถ่การซึ่งจะไปเยี่ยมเยียนใครบ้าง เลอรด์กลาเรนดอนว่าควรจะไปหาแต่เจ้าน้าของกวีน ซึ่งเปนมารดาดุกแกมบริช กับตัวดุกแกมบริชขุนนางนอกจากนั้นถ้ามาเยียนท่านก่อนท่านจึงไปเยียนตอบบ้างจึงจะควรด้วย (เอกอรรค) ราชทูตเปนใหญ่ ได้เชิญพระราชสาส์นแลถือรับสั่งมาด้วย ?วันเสาร์เดือนอ้ายขึ้น ๕ ค่ำ พวกราชทูตพากันไปหาดัชเชสแกมบริช น้าของกวีน กับดุกแกมบริช พูดจาไต่ถามกันตามธรรมเนียมแล้วก็ลากลับมา ๓๗ ห้องที่เลี้ยง เรียก "วอเตอลู แคลเลอรี"



๗๗ (ความแทรก) เมื่อตรวจสอบระยะทางราชทูตที่หม่อมราโชทัยแต่งกับหนังสือพิมพ์อังกฤษซึ่งออกในครั้งนั้น ในตอนทูตไทยเข้าเฝ้ากวีนมีเรื่องแปลกปรากฎในหนังสือพิมพ์อังกฤษ ๒ ข้อ เห็นควรจะคัดเนื้อความมาลงไว้ในหนังสือนี้ ไม่เห็นที่จะเอาเข้าตรงไหนเหมาะกว่า ข้าพเจ้าจึงแทรกลงตรงนี้ ความ ๒ ข้อนั้น คือว่าด้วยกิริยาที่หมอบคลานเข้าเฝ้าอย่าง ๑ กับเรื่องเลี้ยงทูตในห้องวอเตอร์ลู แคลเลอรีอิกเรื่อง ๑ เรื่องกิริยาที่ไทยหมอบคลานเข้าเฝ้ากวีน หนังสือพิมพ์อังกฤษพากันสรรเสริญทุกฉบับ ว่าราชทูตไทยมีอัธยาศรัยซื่อตรง เคยเคารพนบนอบเจ้านายของตนอย่างไร เมื่อมาเฝ้ากวีนก็เคารพนบนอบต่อกวีนเหมือนกับเจ้านายของตน ไม่เย่อหยิ่งเหมือนกับพวกแขกอินเดียที่ไปเมืองอังกฤษ เวลาเข้าเฝ้าแหน พวกนั้นกิริยากระด้างกระเดื่องจะเอาอย่างฝรั่งก็ใช่ จะเอาอย่างเพศภาษาของตนก็ไม่เอา ดูไม่เปนการเคารพนบนอบโดยเต็มใจ เรื่องเลี้ยงทูตที่ห้องวอเตอร์ลู แคลเลอรี เมื่อเฝ้าแล้วนั้น มีหนังสือพิมพ์ในเมืองไอรแลนด์ ลงว่า กวีนเสด็จมาประทับเสวยด้วยราชทูตไทยเอาบุหรี่ออกสูบต่อหน้าพระที่นั่ง รัฐบาลอังกฤษให้ลงพิมพ์แก้โดยทันทีว่า ที่หนังสือพิมพ์ลงนั้นหาจริงไม่ วันนั้นกวีนก็ไม่ได้ประทับเสวยที่นั้น ราชทูตไทยก็ไม่ได้เอาบุหรี่ออกสูบอย่างว่า



ตอนที่ ๖ ว่าด้วยพระนางเจ้าเชิญราชทูตไปเลี้ยงโต๊ะ

?วันจันทร์เดือนอ้ายขึ้น ๗ ค่ำ เลอรด์แชลบันให้หนังสือมาว่าสมเด็จพระนางเจ้ารับสั่งว่าจะเลี้ยงโต๊ะแล้วจะเสวยร่วมโต๊ะเดียวกันด้วยให้เชิญราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย ไปกินโต๊ะที่วังวินเซอณวันพุธเวลาสองทุ่ม ครั้นถึงวันพุธเดือนอ้ายขึ้น ๙ ค่ำ บ่ายห้าโมงเจ้าพนักงารจัดรถเทียมม้าสามรถมารับราชทูตไปถึงที่รถไฟ ก็ขึ้นรถไฟไปตามทางยี่สิบสามไมล์ คือพันสามสิบห้าเส้นถึงที่พัก เจ้าพนักงารจึงเชิญขึ้นรถม้าต่อไป เวลาย่ำค่ำกับสามสิบหกนาฑีถึงวังวินด์เซอ มิสเตอเฟาล์ จึงเชิญพวกราชทูตไปอยู่ห้องที่พัก ครั้นเวลาเกือบสองทุ่มจึงนำราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย ขุนจรเจนทเลล่ามไปคอยอยู่ในห้องแห่งหนึ่งเปนทางที่กวีนจะเสด็จ มิศเตอเฟาล์จึงบอกพวกราชทูตว่า ถ้ากวีนเสด็จมาถึงนี่แล้ว ก็จะก้มพระเศียรลง ให้พวกราชทูตก้มลงรับทุก ๆ คน ถึงเวลาสองทุ่ม กวีนกับปรินสอาลเบิต เจ้าหญิงลูกเธอองค์ใหญ่ชื่อปรินเซสรอยัล เจ้าชายลูกเธอที่สองชื่อปรินสเวลส์ แลเจ้าซึ่งจะมาเปนบุตรเขย ชื่อปรินสเฟรดดริกวิลเลียม กับดัชเชสเก็นต์มารดาของกวีน อิกพระญาติพระวงศ์ประมาณเก้าคนสิบคนตามเสด็จด้วย ครั้นถึงห้องที่พวกราชทูตยืนอยู่กวีนก็ก้มพระเศียรลง พวก



๗๙ ราชทูตแลขุนนางอังกฤษก็ก้มลงตามทุกคน กวีนจึงเสด็จเลยไปที่ห้องเลี้ยงโต๊ะ ราชทูตกับขุนนางทั้งปวงก็ตามเสด็จไป กวีนจึงเสด็จนั่งลงที่เก้าอี้กลาง ตรงกับพระยามนตรีสุริยวงศ์ราชทูต ต่อไปข้างซ้ายเลอรด์กลาเรนดอนนั่งตรงกับปรินสเฟรดดริกวิลเลียม ถัดไปเจ้าหมื่นสรรเพธภักดีอุปทูต นั่งตรงกับปรินเซสรอยัล ฝ่ายขวาจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ตรีทูต นั่งตรงกับปรินสอาลเบิต ต่อมาหม่อมราโชทัย นั่งตรงกับดัชเชสเก็นต์มารดาของกวีน แต่ขุนจรเจนทเล เลอรด์กลาเรนดอนให้นั่งอยู่ข้างหลัง คอยเปนล่าม เมื่อกินโต๊ะอยู่นั้นกวีนหาได้ตรัสประการใดด้วยราชทูตไม่ จนเสวยแล้วก็เสด็จจากเก้าอี้กลับไป พวกราชทูตแลขุนนางอังกฤษต้องยืนขึ้นก้มศีร์ษะคำนับทุกคน กวีนจึงเสด็จไปประทับอยู่ห้องแห่งหนึ่ง แล้วรับสั่งให้ขุนนางมาเชิญราชทูตไปเฝ้าในที่นั้น เมื่อพวกราชทูตไปถึง จึงพร้อมกันก้มศีร์ษะลงคำนับ กวีนก็เสด็จมายืนตรงหน้าราชทูตตรัสถามว่า ท่านมา ตามทางมีความสบายอยู่หรือ ราชทูตทูลว่ามีความสุขสบายมาก กวีนจึงรับสั่งว่า เราได้ยินคำว่าสบายนั้นเรามีความยินดีนัก แล้วเสด็จไปยืนตรงหน้าอุปทูตตรัสถามว่า พระเจ้าอยู่หัวที่หนึ่งในกรุงสยามทรงสบายอยู่หรือ อุปทูตทูลว่าทรงสบายอยู่ แล้วตรัสถามว่า ท่านไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ เปนแต่ได้ทรงเลี้ยงมาหรือ อุปทูตก็รับสั่ง แล้วเสด็จไปยืนตรงหน้าตรีทูตตรัสถามว่า พระเจ้าอยู่หัวที่สองในกรุงสยามทรงสบายอยู่หรือ ตรีทูตทูลว่าทรงสบายอยู่ แล้วเสด็จไปยืนตรงหน้า


๘๐ หม่อมราโชทัยตรัสถามว่าท่านพูดอังกฤษได้หรือ หม่อมราโชทัยทูลว่าพูดได้เล็กน้อย แล้วรับสั่งถามว่า ท่านเรียนในเมืองไทยหรือไปเรียนที่อื่น หม่อมราโชทัยทูลว่าเรียนในเมืองทัย แล้วผันพระพักตร์ไปรับสั่งด้วยมิศเตอเฟาล์แลกัปตันเกลเวอริงแล้วก็เสด็จกลับ ปรินสอาลเบิตจึงเสด็จมาจับมือราชทูตทั้งสามกับหม่อมราโชทัย แล้วตรัสไต่ถามถึงทุกข์สุขเสร็จแล้วก็เสด็จกลับไป ลูกเธอเจ้าหญิงใหญ่ เจ้า ชายรองเจ้าหญิงที่สาม จึงเข้ามาพูดจาแล้วก็หลีกออกไป เจ้าเฟรดดริกวิลเลียมจึงเข้ามาพูดต่อภายหลัง ครั้นเสร็จแล้วกวีนจึงเสด็จไปอยู่ในห้องอิกแห่งหนึ่ง รับสั่งให้หาราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย ไปเฝ้า กวีนโปรดให้นั่งบนเก้าอี้พระราชทานน้ำชากาแฟ ให้นั่งกินร่วมโต๊ะเดียวกัน พูดจาถามไถ่กันไปมาตามธรรมเนียม แล้วรับสั่งให้มีมโหรีอังกฤษให้ทูตานุทูตฟัง ถึงเวลาห้าทุ่มกวีนเสด็จขึ้น ราชทูตก็พากันกลับมาห้องที่พักนอนค้างอยู่ที่วังวินด์เซอคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเช้าสามโมงปรินสอาลเบิตจึงพาเจ้าลูกเธอเก้าองค์มารับของซึ่งพะราชทานออกไปแต่กรุงเทพ ฯ แต่กวีนหาได้เสด็จมาด้วยไม่ ปรินสอาลเบิตกับเจ้าราชบุตรรับของ แลตรัสด้วยราชทูตแล้วก็ลากลับไป เวลาเช้าสี่โมงเศษ พวกราชทูตกินอาหารเสร็จแล้วก็กลับมาจากวังวินด์เซอ ถึงโฮเต็ลที่พักในเมืองลอนดอน



๘๑ ?วันจันทร์ เดือนอ้ายขึ้น ๑๔ ค่ำ พวกราชทูตไปดูโรงหมอใหญ่ ชื่อกัลเลชออฟซาเยนส์๓๘ ที่ในโรงหมอสูงประมาณสิบวา กว้างสองเส้นทำเปนสี่ชั้น มีกระดูกคนทั้งชายทั้งหญิงแลเด็ก แลกระดูกคนโบราณสูงแปดศอก๓๙ กระดูกสัตว์ต่าง ๆ ก็มีมาก กระดูกเหล่านั้นเอามาลำดับ แล้วผูกด้วยลวดให้เปนรูปยืนอยู่ บางทีเอารูปทารกที่คลอดจากครรภ์มารดาแล้วก็ตาย รูปร่างวิปลาศผิดกับมนุษย์ธรรมดาไม่เคยมีหมอเห็นว่าทารกนั้นสิ้นชีวิตแล้ว จึงเอามาใส่ในชวดแช่เหล้าไว้ บางทีก็เอาสัตว์ประหลาทมาแช่ บางทีเปนของที่เกิดในตัวมนุษย์บ้าง แต่ ขวดที่แช่ของเหล่านั้นเหลือที่จะประมาณ มากมายนัก ดูในโรงหมอแล้วจึงไปดูที่ทำเงิน ตึกที่ทำเงินชื่อ รอยัลมินต์๔๐ ในนั้นใช้เครื่องกลไฟทำเร็วยิ่งกว่าคนทำด้วยมือหลายเท่า การที่ทำครั้นจะพรรณาก็จะมากมายยืดยาวนัก ดูที่ทำเงินแล้ว จึงไปดูที่แห่งหนึ่งชื่อเตาเวอ เปนตึกใหญ่มีรูปทหารขี่ม้าใส่เกราะเหล็กถืออาวุธต่าง ๆ มีเครื่องสำหรับฆ่าคนอย่างเก่าแต่โบราณ แลเครื่องสำหรับพันธนาการจำจอง มีห้องที่ขังเจ้านาย ๓๘ วิทยาลัยสอนวิชาแพทย์ ๓๙ จะเปน ๘ ฟิตมิใช่ศอก ๔๐ คือดูโรงกระสาปน์ ด้วยทูตไปคราวนั้น โปรดให้ไปว่าซื้อเครื่องจักรเข้ามาตั้งโรงกระสาปน์ในกรุงเทพ ฯ ด้วย ปรากฎว่าได้เครื่องพิมพ์เงินเหรียญเปนของรัฐบาลอังกฤษจัดถวายมาส่วน ๑ นอกนั้นว่าซื้อเครื่องจักรที่ห้างชื่อ เตเลอ เมืองเบอมิงฮัมเครื่องจักรนั้นที่มาตั้งโรงกระสาปน์แรก. ๑๑

๘๒ ซึ่งทำความผิด แล้วเจ้าพนักงารนำขึ้นไปดูชั้นบนที่ไว้เกราน์ สมมุติว่ามงกุฎของกวีน กับเครื่องทรงอิกหลายอย่าง แลเพ็ชรเม็ดใหญ่ประมาณเท่าฟองนกพิราบ ครั้นดูทั่วแล้วก็กลับมาโฮเต็ล ?วันอังคารเดือนอ้ายขึ้น ๑๕ ค่ำ เจ้าพนักงารนำราชทูตไปดูวังชื่อบักกิงฮำ เปนที่กวีนเสด็จอยู่ (ในเมืองลอนดอน) เมื่อฤดูร้อน ทำเปนตึกหลังเดียว ประมาณยาวสามเส้น กว้างสองเส้น สูงสิบวา ทำเปนสี่ชั้น มีรั้วเหล็กล้อมรอบ เมื่อไปถึงวังมีผู้หญิงคนหนึ่งออกมานำราชทูตเที่ยวดูทุกห้อง เว้นแต่ห้องที่บรรทมห้องเดียว ในที่นั้นมีห้องมากกว่าร้อยห้อง ชื่อต่าง ๆ กันทั้งสี่ชั้นกั้นเปนห้องใหญ่ห้องเล็กลดเลี้ยวสนุก งามด้วยลวดลายระบายเขียนแลลายปั้น แล้วเอาศิลาอ่อนมาทำเปนรูปมนุษย์แลรูปสัตว์ต่าง ๆ วางตั้งไว้เปนอันมาก เครื่องแต่งห้องก็ต่างกัน พื้นทำด้วยไม้ลายบ้าง ปูพรมบ้าง ฝาปิดกระดาษทำเปนลายศิลาบ้าง ลายทองบ้าง เก้าอี้แลโต๊ะเครื่องใช้ก็ต่างกันทุกห้อง ห้องที่เรียกว่าแพรเขียว เบาะหมอนก็ล้วนไปด้วยแพรเขียว ที่เรียกห้องแพรเหลือง ก็ล้วนแต่แพรเหลืองสิ้นทั้งนั้น ที่เรียกแพรอันใดเบาะแลหมอนก็ทำด้วยแพรอันนั้น มีเครื่องใช้ประจำอยู่ทุกห้อง ถ้าเสด็จอยู่ห้องไหนก็ใช้ของห้องนั้น ไม่ได้เอาของห้องนี้ไปใช้ห้องโน้นของทั้งปวงล้วนต่าง ๆ หลายอย่างหลายชนิด สุดที่จะพรรณาให้ถ้วนถี่ ราชทูตดูรอบแล้วก็กลับมาโฮเต็ล



ตอนที่ ๗ ว่าด้วยที่ว่าราชการ ชื่อปาลิเมนต์ แลเมืองเบอมิงฮัม เมืองแมนเชสเตอ เมืองลิเวอปูล แลเมืองชิฟิลด์

?วันพฤหัสบดี เดือนอ้ายแรม ๒ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมง มิศเตอเฟาล์ให้จัดรถมารับพวกราชทูตไปเฝ้ากวีนที่ปาลิเมนต์๔๑ ที่นั้นเปนตึกใหญ่โตกว้างขวาง ก่อด้วยศิลา สูงประมาณสามสิบวาเศษ มียอดแหลมสำหรับประชุมขุนนาง ครั้นไปถึงแล้วเจ้าพนักงารมาจัดแจงให้นั่งอยู่ตามที่อันควรจนเวลาบ่ายสองโมงกวีนจึงเสด็จมาเปนกระบวรแห่อย่างหลวงมีรถเจ้าเทียมม้ารถละสามคู่ ห้ารถนำมาก่อน ถัดมาถึงทหารแต่งตัวใส่เกราะเงิน ขี่ม้าตะพายปืนสองแถว ๆ ละยี่สิบห้าคน รวมสองแถว ห้าสิบคน ต่อมาทหารใส่เกราะเหล็ก ขี่ม้าถือดาบสองแถวหกสิบคนทหารแต่งตัวอย่างสกอดลันด์ ถือหวายเทศซ่นเงิน สองแถวหกสิบคนถือกระบองหุ้มเงินสองแถวหกสิบคน ถือขวานปลายเปนกฤชสองแถวสี่สิบคน แล้วถึงรถกวีนทรง สลักเปนลวดลายปิดทอง เทียมม้าสี่คู่บนหลังคารถทำเปนอย่างตราสำหรับเมือง บนท้ายรถมีทหารขัดกระบี่ยืนอยู่สี่คน ต่อไปหลังรถมีม้าแต่งเครื่องที่พระราชทานออกไปแต่ ๔๑ คือ ในพิธีเสด็จเปิดปาเลียเมนต์



๘๔ กรุงเทพ ฯ ม้าหนึ่ง๔๒ แล้วทหารแต่งตัวใส่เกราะตะพายปืนถือดาบขี่ม้าดำสี่แถวร้อยม้า เมื่อกวีนเสด็จถึงที่ปาลิเมนต์ มีทหารแต่งตัวอย่างสกอดลันด์ ถือขวานปลายเปนกฤช ยืนคอยรับเสด็จสองแถวยี่สิบคน ถือปืนปลายหอกสองแถวหกสิบคน ขุนนางเดิรนำเสด็จสองแถวสามสิบคน ขุนนางเชิญพระมาลากำมะหยี่คนหนึ่ง เชิญเกราน์ประดับเพ็ชรคนหนึ่ง เดิรนำเสด็จไปก่อน เมื่อกวีนเสด็จลงจากรถเจ้าซึ่งเปนสามีชื่อปรินสอาลเบิต จึงรับพระกรข้างซ้ายเดิรไปด้วยกันเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมก็ตามเสด็จด้วย เมื่อกวีนเสด็จดำเนิรไปนั้น มีกำมะหยี่แดงประมาณยาวสิบศอก กว้างสองศอก ริมปักทองผูกกับบั้นพระองค์ แล้วมีผู้หญิงถือชายกำมะหยี่นั้นคู่หนึ่ง ถัดออกไปขุนนางถืออิกสองคู่ แล้วมีทหารถือกระบองหุ้มเงินอิกสี่คู่ ก่อนกวีนยังไม่เสด็จเข้าไปนั้น เจ้าหญิงลูกเธอองค์ใหญ่ กับเจ้าหญิงน้องดุกแกมบริชเดิรเข้าไปก่อน ไปนั่งอยู่บนที่แห่งหนึ่งตรงหน้าพระที่นั่งธโรน แล้วกวีนจึงเสด็จไปขึ้นบนพระที่นั่งธโรน ปรินสอาลเบิตจึงนั่งลงบนที่ข้างซ้ายแต่ลดต่ำลงกว่าพระที่นั่งของกวีนหน่อยหนึ่ง เจ้าชายลูกเธอที่สอง ชื่อ ปรินสเวลส์ นั่งบนที่ข้างขวาสูงเท่ากับบิดา มีขุนนางคนหนึ่งเชิญพระแสงดาบยาว อิกคนหนึ่งเชิญเกราน์ประดับเพ็ชรสำหรับกษัตริย์ยืนอยู่ริมพระที่นั่งข้างขวา ฝ่ายซ้ายมีขุนนางยืนถือแส้หวายเทศอิกสี่คน ๔๒ ที่มีม้าจูงนี้ ควรสังเกตว่าจัดเปนการพิเศษสำหรับทูตไทย


๘๕ กวีนนั้นทรงฉลองพระองค์ขาว กระจังที่ใส่พระเศียร สร้อยระย้าใส่พระศอ กำไลใส่พระกร แลธำมรงค์ ล้วนประดับเพ็ชรสิ้นทั้งนั้น เมื่อเสด็จขึ้นบนพระที่นั่งธโรนแล้ว จึงทรงอ่านหนังสือประมาณหกนาฑีทรงอ่านแล้วก็เสด็จลงจากพระที่นั่งจะกลับคืนไปวังบักกิงฮำ เยนเนอรัลกัศต์จึงพาพวกราชทูตไปดูกระบวรแห่เสด็จอยู่ที่หน้าห้องแห่งหนึ่ง เมื่อรถทรงมาถึงที่นั้นพวกราชทูตพร้อมกันถอดหมวกก้มศีร์ษะลงคำนับกวีน แลปรินสอาลเบิต ก็ก้มพระเศียรลงรับ แล้วเสด็จเลยไป ราชทูตก็ขึ้นรถกลับมาที่อยู่๔๓ ?วันจันทร์ เดือนอ้ายแรม ๖ ค่ำ เวลาบ่ายสามโมง ราชทูตไปหาเลอรด์กลาเรนดอน แล้วบอกว่าจะลาไปเที่ยวดูที่ทางที่ทำสิ่งของประหลาทที่เมืองเบอมิงฮำ เมืองแมนเชสเตอ แลเมืองลิเวอปูลเลอร์ดกลาเรนดอนจึงตอบว่า ท่านจะไปดูการทั้งปวงนั้นชอบแล้ว เชิญไปเถิด ?วันอังคาร เดือนอ้ายแรม ๗ ค่ำ เวลาเที่ยง ราชทูต อุปทูตหม่อมราโชทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ห้านายกับล่ามเสมียนคนใช้รวมสิบคน แต่จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ตรีทูตป่วยอยู่หาได้ไปไม่ พวกราชทูตขึ้นรถไฟไปเมืองเบอมิงฮำก่อน ตามทางที่ไปจากลอนดอนนั้นมีนา เข้าโภชน์ เข้าสาลี นาหญ้า ไร่ผัก แลเปนสวนบ้าง ๔๓ แต่งพรรณาพิธีเปิดปาเลียเมนต์อังกฤษในหนังสือนี้ถูกต้องน่าชม



๘๖ บ้านบ้าง หนทางที่รถไฟไปบางทีต้องเข้าในภูเขา เจาะเปนอุโมงค์ยาวร้อยเส้นบ้าง สองร้อยเส้นบ้าง บางแห่งหกสิบเส้นบ้าง เจ็ดสิบเส้นบ้างในอุโมงค์นั้นมืดไม่เห็นสิ่งใดเลย บางแห่งทำเปนตะพานข้าม แล้วมีคลองน้ำไหล เรือเดิรได้บนตะพาน ใต้ตะพานเปนทางคนเดิร บางแห่งบนตะพานก็มีคลอง ใต้ตะพานก็มีคลอง เปนคลองเรือเดิรได้ทั้งสองชั้นตั้งแต่เมืองลอนดอนถึงเมืองเบอมิงฮำทางร้อยสิบสองไมล์ คือห้าพันสี่สิบเส้น เมื่อไปถึงเมืองแล้ว เจ้าเมือง๔๔ จึงมาหาราชทูต เชิญไปให้พักอยู่ที่โฮเต็ล โฮเต็ลนั้นชื่อกวีนส์โฮเต็ล รุ่งขึ้นเจ้าเมืองจึงจัดรถสามรถมารับราชทูตแลข้าหลวงไปดูที่ทำเครื่องทองเหลือง ที่ทำเบี้ยทองแดง ที่ทำแก้วทำกระจก ที่ทำเครื่องเหล็ก ที่ทำถาดกระดาษหีบกระดาษ ของต่าง ๆ ทำด้วยกระดาษแล้วทาน้ำมันเขียนลายทอง๔๕ราชทูตพักอยู่ในเมืองเบอมิงฮำสี่วัน ?วันอาทิตย์ เดือนอ้ายแรม ๑๒ ค่ำ เวลาเที่ยงแล้ว จึงพร้อมกันขึ้นรถไฟไปถึงเมืองแมนเชสเตอ ทางร้อยสิบไมล์ คือสี่พัน ๔๔ ที่ว่าเจ้าเมืองตรงนี้ คือแมย์ อธิบดีประชาภิบาล ชื่อนายยอน เรดคิลฟ. ๔๕ ในหนังสือพิมพ์อังกฤษว่า วันพุธตรงกับเดือนอ้ายแรม ๘ ค่ำ ทูตไปดูที่เหล่านี้ คือ ๑ ห้างวินฟิลด์ ( ทำเครื่องแก้ว ) ๒ ห้างฮีตันแอนสัน ทำเบี้ยทองแดง ๓ ห้างฮีตันบริษัท ทำของทองเหลือง ทองแดง ๔ ห้างเยนเนอแอนด์เบตตริช ทำเครื่องกระดาษ



๘๗ เก้าร้อยห้าสิบเส้น เจ้าเมืองก็มาคอยรับ๔๖ เชิญให้ทูตานุทูตไปพักอยู่ที่โฮเต็ลกวีนเหมือนอย่างเมืองเบอมิงฮำ ราชทูตพักอยู่เจ็ดวันได้ไปเที่ยวดูหลายตำบล คือที่ทำฝ้าย ที่ทอผ้า ที่ทำปืน ที่ทำของอื่นอิกหลายอย่าง๔๗ ค่ำไปดูโอปรา เล่นที่โรงแคลเลอรี อิลลัสเตรชัน รุ่งขึ้นวันพฤหัสบดีไปดูที่ทำการต่าง ๆ คือ ๑ ห้างเตเลอ ทำเครื่องจักรต่าง ๆ ทูตสั่งให้ทำเครื่องโรงกระสาปน์. ๒ ห้างรีฟทำเครื่องอาวุธ ๓ ห้างเอลกิงตัน แอนเมสัน ทำเครื่องเงิน วันเสาร์ไปดูห้างคอลลิส ช่างพิมพ์เงิน ค่ำไปดูโอปราอิกครั้ง ๑. ๔๖ แมย์ประชาภิบาลเมืองแมนเชสเตอ ชื่อ นายแมกกี. ๔๗ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษว่า วันจันทร์ตรงกับเดือนอ้ายแรม ๑๓ ค่ำ ทูตไปดูที่ต่าง ๆ ในเมืองแมนเชสเตอ ดังนี้ ๑ โรงจักรปั่นฝ้ายแลทอผ้าของเซอเอลกะนา อามิเตช ๒ ไปดูศาลากลาง ๓ โรงไว้สินค้าของนายวัตส ๔ โรงทำปืนของนายวิดเวอท รุ่งขึ้นวันอังคาร ไปดูที่ต่าง ๆ ในเมืองแมนเชสเตอ คือ ๑ โรงทำเครื่องจักร ของห้าง ชาบแอนด์ สต๊วต ๒ โรงจักร (ทอผ้า) ของห้าง แฟเบน วันพุธ ไปแต่ราชทูต ไปดูที่ต่าง ๆ คือ ๑ โรงทำรถพ่วงรถไฟ ของนายแอชบุรี ๒ โรงทำตะปูเกลียว ของนายแคลสโค ๓ ห้างทำเครื่องเพ็ชรพลอย ของนายเฟอนิส



๘๘ ?ณวันอาทิตย์ เดือนยี่ขึ้น ๕ ค่ำ เวลาเช้าสองโมงครึ่ง จึงขึ้นรถไฟออกจากเมืองแมนเชสเตอไปถึงเมืองลิเวอปูล ทางสี่สิบไมล์คือพันแปดร้อยเส้น เจ้าเมืองก็มาคอยรับเหมือนเมืองที่ว่ามาแล้วนั้น แต่ท่านผู้อ่านผู้ฟังจะสงสัยว่าเหตุใดเจ้าเมืองจึงจะรู้ได้มาคอยรับ ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบ ด้วยเมื่อราชทูตจะออกจากเมืองนี้ไปเมืองโน้น ฝ่ายเจ้าเมืองข้างนี้บอกไฟฟ้า ที่อังกฤษเรียกว่าเตลคราฟไปถึงเมืองข้างโน้น ว่าราชทูตจะไปเวลานั้น แลจะถึงเวลานั้น เพราะฉนี้เจ้าเมืองข้างโน้นรู้จึงได้มาคอยรับ เมื่อราชทูตไปถึงเมืองแล้ว รุ่งวันขึ้นวันหนึ่งเจ้าเมืองจัดรถมารับสามรถพาไปดูอู่สำหรับตั้วสิวกำปั่น อู่นั้นบางทีมีหลังคา บางทีก็ไม่มีหลังคาทำด้วยแก้วเพราะจะให้สว่างเสาแลขื่อเครื่องทั้งปวงทำด้วยเหล็กพื้นล่างข้างอู่ก่อด้วยศิลา เมื่อกำปั่นเข้าในอู่แล้วจึงปิดประตูเสีย สูบน้ำออกจนหมด ในอู่ก็แห้งดี คนเดิรยืนนั่งทำการได้ ที่เมืองลิเวอปูลมีอู่มากเรียง ๆ กันไปตามลำแม่น้ำ กำปั่นเข้าอู่ไว้ดูเสากระโดงสพรั่งดังต้นหมาก จะนับจะประมาณมิได้ เวลาค่ำเจ้าพนักงารนำไปดูละคอน ละคอนเมืองนั้นเล่นม้าคล้าย ละคอนในเมืองลอนดอน แต่ม้าดีกว่าม้าที่เมืองลอนดอน ใช้ให้ยิงปืนก็ได้แล้วให้รำเท้า ให้กินโต๊ะ ให้ก้มศีร์ษะหมอบลงคำนับราชทูตแลคนอื่น ๆ ม้าก็ทำตาม เจ้าของเห็นม้าเมิน จึงเอาผ้าเช็ดหน้าม้วนให้เล็กทิ้งไปแล้วใช้ให้ม้าไปเที่ยวหา ม้าก็เที่ยวดมเอากลิ่นหาผ้าได้คาบเอากลับ


๘๙ มาให้ เจ้าของทำเปนไม่เห็นแกล้งเดิรหนีเสีย ม้าก็เดิรตามไปจนเจ้าของรับเอา แต่ทำดังนั้นถึงสองครั้งสามครั้งม้าก็หาผ้าได้ทุกทีแล้วบอกม้าว่าเราจะเอาผ้านี้โยนขึ้นไป จงคอยรับเอา อย่าให้ตกถึงพื้นได้ แล้วม้วนผ้าโยนขึ้นไป ม้าก็เอาปากรับเอาไม่ตกเลย บางทีเล่นหกคะเมนไต่ลวดต่างๆ จะรำพรรณเรื่องละคอนให้สิ้นเห็นยืดยาวนักว่าแต่พอเปนสังเขป ยังวิเศษมากอยู่ พวกราชทูตพักอยู่ในเมืองลิเวอปูลสี่วัน๔๘ ?ณวันพฤหัสบดีเดือนยี่ขึ้น ๙ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมงครึ่ง พร้อมกันไปขึ้นรถไฟกลับมาเมืองแมนเชสเตอ รุ่งขึ้นเปนวันตรุษข้างอังกฤษชาวบ้านชาวเมืองเลิกการไม่ได้ค้าขาย แล้วเอากิ่งไม้ดอกมาปักในเรือนทุกบ้านทุกเมือง เวลาค่ำเลี้ยงโต๊ะชวนมิตรสหายญาติกามากินแล้วร้องเล่นเต้นรำเปนการสนุกต่าง ๆ ๔๙ ๔๘ รายการทูตไปเมืองลิเวอปูล ตามที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์อังกฤษนั้น แมย์ชื่อ นายโฮล์ม มารับไปพักที่โฮเต็ล ชื่อ อเดลฟี ในวันนั้นเซอเอดวาดคัซต์ ที่เปนพนักงารกรมพระราชพิธี ได้คุ้นเคยกับทูตแล้ว เชิญทูตไปเลี้ยงกลางวันที่ลิโซ คาสเตลบ้านสำหรับสกุล แล้วพาไปดูอู่เรือที่ตำบล เบอเกนเหด รุ่งขึ้นไปดูอู่เหนือ แล้วดูอู่ต่าง ๆ ลงมาจนสุดอู่ชื่อปรินส์ ดูท่าขึ้นที่ทำใหม่ แล้วไปดูโรงต่อเรือกำปั่นของนายยอนแลด ค่ำไปดูละคอนโรง ชื่อรอแยล แอมฟีทีเอเตอ วันอังคารไปดูตึกเซนต์ยอช เปนตึกที่ประชุมสำหรับเมือง แล้วไปห้างขายของของนายเฮาสเบิค แล้วไปดูโรงหล่อของห้างฮอสฟอล แล้วไปดูโรงจักรเลื่อยไม้ของนายนิโคลสัน แล้วไปดูโรงหล่อของห้างฟอเซตแอนด์เปรสตัน เวลาค่ำไปดูละคอนม้าโรงชื่อ เฮงเลอวะไรเอตีเซอคัส วันพุธแมย์เชิญไปเลี้ยงแบงเควตที่ศาลากลาง เชิญกงสุลต่างประเทศกับผู้มีบรรดาศักดิมาพบทูต. ๔๙ คือ คฤศต์มัส. ๑๒

๙๐ ?วันอาทิตย์ เดือนยี่ขึ้น ๑๒ ค่ำ บ่ายห้าโมงราชทูตขึ้นรถไฟออกจากเมืองแมนเชสเตอ ไปทางห้าสิบห้าไมล์ คือสองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบห้าเส้นถึงเมืองชิฟิลด์๕๐ เมืองนั้นทำเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทำด้วยเหล็ก ราชทูตพักอยู่สองวัน เที่ยวดูการงารเสร็จแล้ว ณวันอังคารเดือนยี่ขึ้น ๑๔ ค่ำ บ่ายโมงครึ่งออกจากเมืองชิฟิลด์ ขึ้นรถไฟมาเมืองเบอมิงฮำ ทางหกสิบไมล์ คือสองพันเจ็ดร้อยเส้น อยู่ในเมืองนั้นสองวัน ณวันพฤหัสบดีเดือนยี่แรมค่ำ ๑ บ่ายห้าโมงครึ่งออกจากเมืองเบอมิงฮำกลับมาเวลาสี่ทุ่มครึ่งถึงโฮเต็ลในเมืองลอนดอน เมื่อพวกราชทูตไปพักอยู่ที่เมืองใด ๆ เจ้าเมืองก็เอาใจใส่ให้เลี้ยงดูเปนสุขทุกแห่งทุกตำบล ?วันอังคาร เดือนยี่แรม ๖ ค่ำ หนาว ปรอทลงถึงที่ยี่สิบแปดน้ำแขง วันพฤหัสบดี เดือนยี่แรม ๑๔ ค่ำ มิศเตอกริศติ เปนบุตรเศรษฐีอยู่ในเมืองลอนดอน มาเชิญพวกราชทูตไปดูรำเท้าที่บ้าน ๕๐ รายการต่าง ๆ ที่ทูตไทยไปดูที่เมืองเชฟฟิลด์ ตามที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์อังกฤษ ดังนี้ ทูตพักที่โฮเต็ลรอแยล นายแยกสัน แมย์เมืองเชฟฟิลด์มาต้อนรับ วันจันทร์พาไปดู ๑ โรงถลุงเหล็กกล้า ชื่อ เอตนา ๒ โรงทำมีด ชื่อหาตฟอด ๓ โรงถลุงเหล็ก ชื่อวิกเกอ ๔ โรงทำมีด ของนายโยเสฟ รอเยอ ช่างหลวง เวลาค่ำไปดูละคอนแปนโตไมม์ ที่โรงทิเอเตอรอแยล วันอังคารไปห้างยอนเฉบเปิด.


๙๑ วันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ กวีนรับสั่งให้มาเชิฐพวกราชทูตทั้งหกคนไปที่ตึกสำหรับชักรูปให้ช่างชักรูปถวาย๕๑ ราชทูตทั้งสาม จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ห้าคนพร้อมกันขึ้นรถไปที่ตึกนั้น แต่หม่อมราโชทัย จับไข้อยู่ไปหาได้ไม่ นายช่างได้ชักรูปถวายแต่ห้ารูป


๕๑ ถ่ายรูปที่นายเมยัล ถนนรีเยนต์ แต่หนังสือพิมพ์อังกฤษว่า ถ่ายก่อนไปหัวเมือง ที่ว่าตรงนี้เห็นจะถ่ายใหม่อิก ในตอนกลับจากหัวเมือง ปรากฎว่า นายปาเกอแฮมมอนต์ จะเปนเศรษฐีฤๅพ่อค้าไม่ปรากฎ เชิญทูตไปเลี้ยงกลางวันเปนการประชุมใหญ่.








ตอนที่ ๘ ว่าด้วยเฝ้ากวีนที่วังชื่อบักกิงฮัม ดูรำเท้าแลการซ้อมทหารแลการอาวาหเจ้าลูกเธอหญิงใหญ่

?วันจันทร์ เดือน ๓ ขึ้น ๔ ค่ำ เวลายามหนึ่ง กวีนรับสั่งให้เชิญราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย ไปดูรำเท้าที่วังบักกิงฮัม๕๒ ขณะนั้นหม่อมราโชทัยกำลังป่วยอยู่ยังไปไม่ได้ เวลาสองทุ่มเศษราชทูตทั้งสามกับขุนจรเจนทเลล่าม มิศเตอเฟาล์ พร้อมกันไปที่วังบักกิงฮัม เจ้าพนักงารนำไปพักอยู่ในห้องต่อกันกับห้องที่รำเท้าประมาณ ยี่สิบนาฑี กวีนจึงเสด็จมาตรงประตูห้องที่ราชทูตอยู่ ราชทูตกับขุนนางอังกฤษยืนขึ้นพร้อมกันก้มศีร์ษะลงคำนับ กวีนก็ก้มรับ แล้วเสด็จเลยไปประมาณอิกสิบนาฑี ปรินสอาลเบิตจึงออกมาที่ราชทูตทั้งสาม พูดจาไต่ถามทักทายแล้วก็กลับไป เจ้าชายลูกเธอปรินสเวลส์จึงถามราชทูตว่าท่านมาอยู่ในเมืองลอนดอนนี้สนุกสบายอยู่หรือ ราชทูตตอบว่าสบายอยู่ ปรินสเวลส์จึงถามว่า ได้ไปดูละคอนแลของต่าง ๆ ทั่วแล้วหรือ ราชทูตว่าไปดูยังไม่ทั่ว ปรินสเวลส์จึงถามว่า เมื่อไรท่านจะกลับไปเมืองไทยราชทูตตอบว่าอิกสามขวบอาทิตย์สี่ขวบอาทิตย์ปรินสเวลส์ว่าท่านจะไป ๕๒ เปนการมีตามฤดูประจำปี




๙๓ แวะเมืองฝรั่งเศสด้วยหรือ ราชทูตว่าอยากจะใคร่แวะ แล้วปรินสเวลส์ก็กลับไปในห้องที่รำเท้า เจ้าพนักงารจึงเชิญราชทูตทั้งสามไปกินน้ำชาแลขนมในห้องที่สำหรับเลี้ยง ครั้นกินแล้วราชทูตจึงพากันมาดูรำเท้าอยู่ครู่หนึ่ง กวีนก็เสด็จขึ้น แล้วรับสั่งให้ขุนนางมาเชิญราชทูตทั้งสามไปเฝ้าที่ข้างใน จึงตรัสถามว่าสบายอยู่หรือ ราชทูตทูลตอบว่าสบายอยู่ จึงรับสั่งว่าป่วยหายแล้วหรือ ราชทูตทูลว่าข้าพเจ้าไม่ได้ป่วย ป่วยแต่ตรีทูต เดี๋ยวนี้หายแล้ว กวีนรับสั่งเท่านั้นแล้วเสด็จขน ราชทูตก็กลับมาโฮเต็ล ?วันพุธ เดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำ เวลาสี่ทุ่ม กวีนให้เชิญราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ไปดูรำเท้าอิกครั้งหนึ่ง ถึงเวลาพวกราชทูตพร้อมกันขึ้นรถไปที่วังบักกิงฮัมแล้วไปนั่งอยู่บนที่แห่งหนึ่ง ไกลจากที่รำเท้าประมาณสิบวา เยนเนอรัลกัศต์จึงถามราชทูตว่า ท่านดูรำเท้าชอบใจอยู่หรือ ราชทูตตอบว่าชอบใจแต่ดูหาถนัดไม่ เยนเนอรัลกัศต์จึงนำพวกราชทูตเข้าไปดูในที่ใกล้เปนที่สำหรับกวีนหยุดพัก พวกราชทูตยืนดูกวีนทรงรำเท้ากับเจ้าน้องของปรินสอาลเบิต บางทีก็เปลี่ยนทรงรำกับบิดาของปรินสเฟรดดริกวิลเลียม๕๓ ที่จะมาเปนเขย ราชทูตดูอยู่ประมาณครึ่งทุ่ม แล้วพากันกลับออกมานั่งอยู่ห้องนอก ครั้นกวีนรำเท้าสิ้นเพลงแล้ว ก็พาพระญาติพระวงศ์ออกไปเสวยที่ห้องนอกสำหรับเลี้ยง ๕๓ คือ ที่ภายหลัง เปนไกเซอวิลเลียมที่ ๑ เวลานั้นเปนน้องนาเธอ ยังไม่ได้ครองราชสมบัติ.


๙๔ พวกราชทูตจึงพากันไปคอยเฝ้าอยู่ที่ประตูเมื่อกวีนจะเสด็จกลับครั้นกวีนเสวยแล้วเสด็จออกมานอก ราชทูตก้มศีร์ษะคำนับพร้อมกันกวีนก็ก้มพระเศียรลงรับ แล้วเสด็จเลยไปที่ห้องรำเท้าราชทูตจึงพากันมานั่งอยู่บนที่ตามเดิม อยู่ประมาณสิบนาฑี เจ้าพนักงารจึงมาเชิญพวกราชทูตไปกินโต๊ะ ครั้นแล้วก็กลับมานั่งดูอยู่อิกประมาณครึ่งชั่วทุ่มกวีนจึงเสด็จขึ้น ราชทูตก็กลับมาโฮเต็ล ?รุ่งขึ้นเปนวันกำหนดซ้อมทหารที่สนาม ชื่อวูลวิชคำมอนมิศเตอเฟาล์จึงพาพวกราชทูตไปดู ที่สนามนั้นยาวประมาณสี่ร้อยเส้น กว้างประมาณสามร้อยเส้น มีทหารปืนใหญ่ปืนน้อย ทหารม้าสามพวก ม้าขาวหมู่ ๑ ม้าดำหมู่ ๑ ม้าแดงหมู่ ๑ พวกทหารเดิรเท้าแต่งตัวต่าง ๆ ตามหมวดตามกอง เปนหลายพวก มีปี่พาทย์ทุก ๆ หมวดพวกทหารม้ามีแตรมีกลองทุกหมวด เมื่อเดิรกระบวรดูเปนระเบียบเรียบร้อยงามสง่า ทหารม้าเดิรเปนตับเสมอไม่ได้ลักลั่น เมื่อห้อก็ห้อเสมอกันไปไม่มีม้าตัวใดขึ้นหน้าล้าหลัง เมื่อทำทีจะเข้ารบ ก็ดูเคล่า คล่องว่องไวรวดเร็วแขงแรงนัก ทำเปลี่ยนแปลงท่าทางต่าง ๆ เปนหลายอย่างหลายกระบวร ดูอยู่จนเลิกแล้วราชทูตก็พากันกลับมาโฮเต็ล ?วันจันทร์เดือน ๓ ขึ้น ๑๑ ค่ำกวีนรับสั่งให้เชิญราชทูตทั้งสามหม่อมราโชทัย ไปดูแต่งงารอาวาห์เจ้าลูกเธอหญิงใหญ่กับเจ้าเฟรดดริกวิลเลียม ที่วัดชื่อ ชาเปลรอยัล ถึงเวลาสี่โมงเช้าราชทูตทั้งสาม


๙๕ หม่อมราโชทัย พร้อมกันขึ้นรถไปคอยอยู่ที่วัด ประมาณยี่สิบนาฑีเจ้าหญิงมารดาเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมมาถึงเข้าไปในโบถ เวลาห้าโมงเช้ากวีนจึงเสด็จมา อิกประมาณห้านาฑีเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมจึงตามมาอิกครู่หนึ่งปรินสอาลเบิตจึงพาเจ้าลูกเธอหญิงใหญ่มา เจ้าหญิงนั้นทรงแต่งองค์ล้วนเครื่องเพ็ชร แต่เสื้อทรงเปนเสื้อขาว แล้วมีชายออกไปข้างหลังยาวประมาณสิบศอก มีหญิงสาวรูปงามอายุรุ่นราวคราวเดียว แต่งตัวเหมือนกันถือชายผ้านั้นสี่คู่ แต่เจ้าเฟรดดริกวิลเลียมแต่งอย่างนายทหาร ทีนี้ข้าพเจ้าจะแจ้งความไว้แต่ย่อๆพอเปนสังเขปว่า เมื่อแต่งงารเจ้าสององค์นั้นทำอย่างไรบ้าง ครั้นถึงพร้อมกันแล้ว เจ้าสององค์จึงพากันเข้าไปคุกเข่าซบหน้าลงไว้พระ ฝ่ายมินิสเตอซึ่งสมมุติว่าเปนพระครูผู้ใหญ่นั้น จึงประกาศว่า ถ้าใครรู้ความประการใดที่ไม่ควรจะให้เจ้าทั้งสองนี้เปนสามีภรรยากัน ก็ให้ผู้นั้นว่ากล่าวขึ้นในขณะนี้ ถ้าไม่ว่าแล้วก็ให้นิ่งเสียทีเดียวเถิดอย่าว่าอะไรเลย ครั้นไม่มีใครว่ากล่าวสิ่งใดแล้ว พระครูจึงถามเจ้าทั้งสององค์ว่า ถ้าใครได้ทำความในข้อที่ห้าม ก็ต้องให้การตามสัตย์ตามจริงในเวลานี้ อย่าปิดไว้ จะต้องให้การเมื่อวันพระเจ้าพิพากษาโทษ เจ้าทั้งสององค์นิ่งอยู่ แล้วพระครูผู้ใหญ่จึงถามเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมว่า ท่านจะรับเจ้าหญิงนี้เปนภรรยาแล้วจะอยู่ด้วยกันตามบัญญัติของพระเจ้า จะรักกันจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แลไม่สมัครสังวาสด้วยหญิงอื่นต่อไปจนสิ้นชีวิตจากกันหรือ เจ้า


๙๖ เฟรดดริกวิลเลียมก็รับคำ แล้วพระครูนั้นจึงถามเจ้าหญิงรอยัลว่า ท่านจะรับเจ้าชายนี้เปนสามีแล้วจะอยู่ด้วยกันตามบัญญัติของพระเจ้าจะรักกันจะฟังคำแลปรนิบัติกันให้เปนเกียรติยศ จะร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ไม่ไปสมัครสังวาสด้วยชายอื่นต่อไปจนตราบเท่าสิ้นชีวิตจากกันหรือเจ้าหญิง รอยัลก็รับคำ แล้วพระครูจึงถามว่าใครจะยกให้เจ้าหญิงนี้แต่งงารกับเจ้าชาย เจ้าอาลเบิตผู้บิดาของเจ้าหญิงรอยัลก็พาเจ้าหญิงไปมอบให้แก่พระครูผู้ใหญ่ ฝ่ายพระครูจึงรับมือเจ้าหญิงนั้นมาจากบิดา แล้วจับมือขวาของเจ้าเฟรดดริกวิลเลียม ให้มาจับมือขวาของเจ้าหญิงรอยัลแล้วพระครูจึงอ่านคำสัญญา ให้เจ้าเฟรดดริกวิลเลียมว่าตาม ใจความว่า ข้าพเจ้าชื่อปรินสเฟรดดริกวิลเลียม จะขอรับปรินเซสรอยัลเปนภรรยา ได้แต่งการอาวาหมงคลตั้งแต่วันนี้ไป จะดีชั่วจะมีจะจนจะทุกข์จะสุขด้วยกัน จะรักกันจนวันตายตามโอวาทของพระเจ้า แล้วเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมก็วางมือเจ้าหญิงรอยัล พระครูจึงให้เจ้าหญิงรอยัลเอามือขวาจับมือขวาของเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมไว้บ้าง พระครูจึงอ่านคำสัญญานั้น ให้เจ้าหญิงนั้นว่าตาม ความที่ว่าก็คล้ายกันกับความก่อนที่เจ้าเฟรดดริกวิลเลียมว่าแต่ผิดกันเล็กน้อยที่ว่าจะฟังถ้อยคำแลปรนิบัติตาม แล้วเจ้าสององค์ก็วางมือออกจากกัน เจ้าเฟรดดริกวิลเลียมจึงเอาแหวนที่เรียกว่าแหวนกล่าววางลงบนหลังสมุดให้แก่พระครู พระครูก็หยิบเอาแหวนนั้นกลับคืนให้แก่เจ้าเฟรดดริกวิลเลียม เจ้าเฟรดดริกวิลเลียมรับแหวนนั้นมาแล้วจึงสวมใส่ในนิ้วนางมือข้างซ้ายของ


๙๗ เจ้าหญิงรอยัล แล้วเจ้าเฟรดดริกวิลเลียมก็จับแหวนถือไว้ จึงกล่าวคำว่าเราจะรับท่านเปนภรรยาของเราด้วยแหวนวงนี้ เราคำนับท่านด้วยกายของเราแลทรัพย์สมบัติของเราที่มีอยู่ในโลกนี้ แล้วก็วางมือออกจากแหวนคุกเข่าลงทั้งสององค์ พระครูกับพวกศิษย์ก็สวดขึ้นพร้อมกัน เมื่อสวดจบลงแล้วจึงให้เจ้าสององค์จับมือกันไว้ แล้วพระครูจึงว่าพระเจ้า ได้โปรดให้เจ้าทั้งสองนี้เปนสามีภรรยากันแล้ว ตั้งแต่นี้ไปอย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำให้พลัดพรากจากกันเลย จนตราบเท่าสิ้นชีวิตจากกัน แล้วพระครูก็อวยพรให้ แต่บรรดาพวกศิษย์ทั้งปวงก็ร้องเพลงอวยพรขึ้นพร้อมกัน แล้วประโคมมโหรีปี่พาทย์เสียงสนั่นกึกก้องไปทั้งโบถ เมื่อสวดจบการเสร็จกันแล้ว เวลาบ่ายโมงหนึ่งกวีนจึงเสด็จกลับไปวังบักกิงฮัมพร้อมด้วยพระวงศานุวงศ์ทั้งสองฝ่าย ในเวลาทำการอาวาหที่ในโบถนั้น ผู้ซึ่งเข้าไปทั้งชายหญิงประมาณสองร้อยคน เข้าไปได้แต่พระญาติพระวงศ์กับเจ้าพนักงารแลพวกมโหรี อิกขุนนางผู้ใหญ่ทั้งภรรยาแต่ล้วนคนที่โปรดปรานมากจึงได้เข้าไป มิศเตอเฟาล์บอกราชทูตว่า ขุนนางแลเศรษฐีปราถนาจะใคร่เห็นการนี้มากนัก แต่ว่าถึงจะเสียเงินคนหนึ่งสักสองพันปอนด์ คิดเปนเงินบาทสองร้อยชั่งก็เข้ามาไม่ได้ ?ในค่ำวันนั้นกวีนให้เชิญราชทูตทั้งสาม หม่อมราโฃทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ไปฟังมโหรีสำรับใหญ่ที่วังบักกิงฮัม มีชายพวกหนึ่งหญิงพวกหนึ่งร้องขับกล่อมตามภาษาอังกฤษ กวีนแล ๑๓


๙๘ ปรินสอาลเบิตกับเจ้าลูกเธอชายหญิง ปรินสเฟรดดริกวิลเลียม พระวงศานุวงศ์ของกวีน แลขุนนางฝ่ายในฝ่ายหน้าไปประชุมกันหลายร้อยคน ถึงเวลาสี่ทุ่มกวีนโปรดให้พวกราชทูตไปกินน้ำชากาแฟขนมผลไม้ เจ้าพนักงารก็นำไปที่ห้องเลี้ยง ครั้นกินเสร็จจึงกลับมานั่งฟังอยู่ตามที่จนสองยามเศษกวีนเสด็จขึ้น ราชทูตก็กลับมาโฮเต็ล










ตอนที่ ๙ ว่าด้วยกวีนให้เจ้าหญิงลูกเธอปรินเซส กับปรินส์เฟรดดริกวิลเลียมลาไปเมืองปรูเซีย แลราชทูตไปดูคุกคลังแลแม่น้ำเทมส์

?วันเสาร์เดือน ๓ แรมค่ำ ๑ กวีนให้เชิญพวกราชทูตไปที่วังชื่อเซนต์เยมส์ เปนราชวังเก่า เดี๋ยวนี้กวีนไม่ได้เสด็จอยู่ โปรดให้ดุกแกมบริชอยู่วังนั้น กวีนจะให้เจ้าหญิงลูกเธอปรินเซสรอยัล กับปรินสเฟรดดริกวินเลียมซึ่งเปนสามีลาไปอยู่ด้วยกันที่เมืองปรูชา คือเมืองของเจ้าเฟรดดริกวิลเลียม ถึงเวลาบ่ายโมงเศษมิศเตอเฟาล์ กัปตันเกลเวอริง ก็พาพวกราชทูตขึ้นรถไปถึงวัง เจ้าพนักงารจึงให้พวกราชทูตคอยอยู่ที่ห้องใหญ่กับด้วยพวกขุนนางอังกฤษทั้งภรรยาพร้อมกันจนบ่ายสองโมงกวีนเสด็จออก เจ้าพนักงารเปิดประตู พวกเลอรด์แลพวกขุนนาง กับพวกราชทูต ก็เดิรตามกันเข้าไปเปนแถว กวีนเสด็จยืนอยู่ตรงหน้าพระที่นั่งธโรน ถัดไปข้างซ้ายปรินสอาลเบิต ต่อไป ปรินเซสรอยัล แล้วปรินสเฟริดริกวิลเลียมแลดัชเชสเกนต์มารดากวีนยืนเรียงกันไป แต่พวกพระญาติพระวงศนอกนั้น ยืนเรียงกันอยู่ข้างหลังกวีนอิกแถวหนึ่งประมาณยี่สิบเอ็ดยี่สิบสองคน เมื่อขุนนางเดิรเข้าไปใกล้ที่กวีนทรงยืนอยู่นั้น ขุนนางผู้เข้าไปจึงส่งก๊าด คือกระดาษที่



๑๐๐ เขียนชื่อแลตำแหน่งของตัวให้กับขุนนางผู้หนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ริมกวีน อ่านถวายว่าคนนั้นเปนขุนนางตำแหน่งนั้น แล้วจึงเดิรเข้าไปตรงกวีน ก้มศีร์ษะลงคำนับ กวีนก็ก้มพระเศียรย่อพระองค์ลงรับ แล้วต่อไปปรินสอาลเบิตแลเจ้าซึ่งยืนเรียงกันอยู่ทุก ๆ องค์ แล้วก็เลยมาออกประตูข้างหนึ่งไปคอยอยู่ข้างนอก แต่พวกราชทูต กวีนโปรดให้ดูอยู่ข้างในจนสำเร็จ พวกขุนนางกับภรรยาซึ่งเข้าไปนั้นประมาณพันคน กวีนเสด็จมายืนรับคำนับกับปรินสอาลเบิต ปรินเซสรอยัล ปรินส์เฟรดดริกวิลเลียม ดัชเชสเกนต์แลพระวงศานุวงศ์ แต่เวลาบ่ายโมงหนึ่งจนถึงบ่ายสี่โมงเศษจึงเสด็จขึ้น ๕๔ ?วันอังคาร เดือน ๓ แรม ๔ ค่ำเวลาในเที่ยง ปรินสเฟรดดริกวิลเลียมพาปรินเซสรอยัลกลับไปเมืองปรูชา ทางที่เจ้าทั้งสองจะลงไปเรือนั้น แต่บรรดาราษฎรทุกบ้านทุกเรือนจัดแจงตกแต่งปักดอกไม้กิ่งไม้ ยกธงทั้งสองฟากถนนจนตลอดถึงท่าที่จะลงเรือ แต่พวกราชทูตหาได้ไปดูไม่ ด้วยมีธุระไปเยี่ยมญาติฮารีปากษเอศแควร์๕๕ ในวันนั้นน้ำค้างแขงตกยังค่ำ ที่บนถนนหนาประมาณห้านิ้วหกนิ้วแลดูขาวสอาดเหมือนนาเกลือ ๕๔ เสด็จออกอย่างนี้เปนงารปีตามฤดู มิใช่การพิเศษ ๕๕ ฮารีปากษ์นี้ เคยเปนทูตนำสัญญาไทยทำกับอังกฤษมาแลก ภายหลังได้เปนเซอ แฮรีปากษ์ เปนผู้มีชื่อเสียงทางเมืองจีน.



๑๐๑ ?วันจันทร์ เดือน ๓ แรม ๑๐ ค่ำ เวลาเช้าสองโมง ราชทูตไปดู (คุกขังนักโทษ แลวันที่ไปดูนั้นมี) คนโทษถึงสิ้นชีวิตเขาผูกฅอแขวนที่หน้าคุก คนนั้นเปนโทษเพราะยิงคนตาย ?วันศุกร์ เดือน ๓ แรม ๑๔ ค่ำ มิศเตอเฟาล์พาพวกราชทูตไปดูคลังเงินคลังทอง๕๖ ที่คลังนั้นทำแน่นหนา ก่อด้วยศิลาแผ่นใหญ่ ๆ มีผู้รักษากวดขันมั่นคง ทองแลเงินซึ่งไว้ในคลังทำเปนลิ่ม ๆ ประมาณยาวศอกคืบ หน้าใหญ่สองนิ้ว หน้าน้อยนิ้วกึ่ง วางลำดับซ้อนกันขึ้นไปเหมือนกองอิฐ เปนหลายกอง ?วันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้นค่ำ ๑ พวกราชทูตไปหาเลอรด์ปามิศตอน ๕๗ ซึ่งเปนที่ผู้สำเร็จราชการทั่วทั้งเมือง แลเลอรด์กลาเรนดอนเปนผู้สำเร็จราชการฝ่ายกรมท่าบอกว่าจะขอลากลับคืนเข้ามากรุงเทพฯ เลอรด์กลาเรนดอนก็รับคำว่าแล้วจะกำหนดวันให้ ?วันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ มิศเตอเฟาล์พาพวกราชทูตไปลงเรือกลไฟเที่ยวดูตามลำแม่น้ำเทมส์ แม่น้ำนี้อยู่ในกลางเมืองลอนดอน เหมือนอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ นี้ แม่น้ำนั้นมีตะพานข้ามแปดแห่ง บางตะพานทำด้วยเหล็ก บางตะพานก่อด้วยศิลา ในจังหวัดที่ทำตะพาน เมื่อน้ำขึ้นฦกสิบเอ็ดศอก ลงฦกเจ็ดศอกเศษ พ้นตะพานลงไปน้ำฦกมาก กำปั่นใหญ่เข้าออกได้ แม่น้ำนั้น ๕๖ ที่ว่าคลังนี้ คือ แบงก์ออฟอิงแคลนด์ ธนาคารเมืองอังกฤษ ๕๗ เปนอรรคมหาเสนาบดี


๑๐๒ บางแห่งกว้าง บางแห่งเท่ากันกับแม่น้ำในกรุง ฯ บางแห่งก็แคบกว่าตามริมตลิ่งทั้งสองฟากลงเขื่อนเหล็กบ้าง เขื่อนศิลาบ้าง เขื่อนไม้บ้าง มีตึกแลอู่ตลอดไปตามลำน้ำ แต่กำปั่นที่อยู่ในอู่ แลกำปั่นขึ้นล่องไปมา ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก เปนเรือกลไฟบ้าง เรือใบบ้าง มากกว่าหมื่นลำ ราชทูตดูลงไปตามลำแม่น้ำทางประมาณหกร้อยเส้น แล้วจึงกลับขึ้นมาแวะดูกำปั่นเหล็กลำใหญ่ที่ต่อใหม่ เจ้าของเรือเห็นพวกราชทูตขึ้นไปบนกำปั่น ก็มีความยินดีมาต้อนรับ นำไปเที่ยวดูบอกกล่าวชี้แจงจนตลอดลำ แล้วราชทูตก็ลงเรือกลไฟกลับมาโฮเต็ล








ตอนที่ ๑๐ ว่าด้วยกวีนตั้งขุนนางแลราชทูตเข้าเฝ้าทูลลา ราชทูตไปดูที่ขังคนบ้า แลบริตอิชมิวเซียม

?รุ่งขึ้นวันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๖ ค่ำ กวีนรับสั่งให้เยนเนอ รัลกัศต์มาเชิญพวกราชทูตไปเฝ้าที่วังเซนต์เยมส์ เปนวันกำหนดพวกขุนนางเข้าเฝ้า แล้วจะโปรดตั้งขุนนางด้วย เวลาบ่ายสองโมงเศษพวกราชทูตก็ขึ้นรถไปคอยอยู่ที่วัง ถึงเวลาบ่ายสามโมงกวีนเสด็จมาให้เปิดประตู ขุนนางก็เข้าไปคำนับทุกคน แต่ขุนนางซึ่งจะรับเปนที่เซอนั้น เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงพระพักตร กวีนจึงเอาพระแสงดาบวางลงบนบ่าซ้าย แล้วยกมาวางลงบนบ่าขวา แล้วยื่นพระหัดถ์ออกมา ขุนนางคนนั้นจึงเอามือของตัวรองใต้ฝ่าพระหัดถ์ เอาปากจุบธำมรงค์ทีหนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดิรถอยหลังออกไป ไกลประมาณสามวา แล้วจึ่งกลับหน้าเดิรออกไป แต่ฝ่ายขุนนางหัวเมืองเข้าไปถึงก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งส่งหนังสือถวาย กวีนทรงรับเอา แล้วยื่นพระหัดถ์ให้ ทำเหมือนเช่นว่ามาแล้วทุก ๆ คน จนบ่ายสี่โมงเศษกวีนจึงเสด็จขึ้นเลอรด์กลาเรนดอนจึงบอกราชทูตว่า กวีนกำหนดให้พวกราชทูตเข้าเฝ้าทูลลาในวันพรุ่งนี้




๑๐๔ ?วันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาบ่ายสามโมง ราชทูตทั้งสาม หม่อมราโชทัย จมื่นราชามาตย์ นายพิจารณ์สรรพกิจ ขุนปรีชาชาญสมุทล่าม เจ็ดคนพร้อมกันขึ้นรถไปเฝ้าที่วังบักกิงฮัม กวีนโปรดให้พวกราชทูตเข้าไปเฝ้าในห้องเรียกว่าห้องจีน ห้องนั้นตกแต่งล้วนแต่ของจีนเปนเครื่องประดับประดา แลเครื่องใช้โต๊ะเก้าอี้เปนของจีนทั้งสิ้น กวีนกับปรินสอาลเบิตยืนเคียงกันอยู่ ครั้นพวกราชทูตคำนับพร้อมกันแล้ว กวีนจึงตรัสเรียกหม่อมราโชทัยเข้าไปแล้วตรัสว่าพวกราชทูตมาอยู่ในเมืองลอนดอนเราได้ยินว่ามีความสุขอยู่ แต่เสียดายนักที่ต้องมาถูกฤดูหนาว ราชทูตให้ทูลว่า ความหนาวนั้นไม่สู้เปนไรนัก ด้วยมาอยู่นานก็เคยไป กวีนจึงรับสั่งว่า เราปราถนาให้พวกท่านทั้งปวงไปจงดีมีความสุขตลอดถึงบ้านถึงเมืองเถิด เมื่อท่านทั้งปวงไปถึงแล้วจงกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามด้วย ว่าเราขอให้ทรงพระชนมายุยืนยาวอยู่ในราชสมบัติทั้งสองพระองค์ อนึ่งกิจการอันใดที่ท่านได้เห็นได้ยิน จงกราบทูลถวายชี้แจงให้ทรงทราบด้วย หม่อมราโชทัยก็บอกราชทูตตามรับสั่งแล้ว จึงทูลว่าถ้าพวกข้าพเจ้าได้กลับไปถึงกรุงเทพ ฯ แล้ว จะกราบทูลให้ถี่ถ้วน ว่าพระองค์ทรงพระเมตตาโปรดปรานรับรองให้มีความสุขสบายอย่างไรแลการอันใดที่พวกข้าพเจ้าได้เห็นได้ยิน ก็จะกราบทูลให้เสร็จสิ้นทุกประการ กวีนจึงรับสั่งว่าดีแล้ว ปรินสอาลเบิตจึงตรัสบ้าง ความก็คล้ายกับกวีนรับสั่ง แล้วพวกราชทูตก็ทูลลาออกมาขึ้นรถกลับไปโฮเต็ล


๑๐๕ ?วันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ พวกเลอรด์ ที่เปนขุนนางผู้ใหญ่เอาตราสำหรับที่ไปคืนถวายแก่กวีน๕๘ ทูลลาออกนอกราชการ ด้วยเกิดความขึ้นเพราะรับธุระฝ่ายฝรั่งเศส ?วันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ พวกราชทูตไปดูที่ขังคนบ้าทำเปนตึกใหญ่กว้างขวาง ในนั้นมีที่สำหรับสั่งสอนสาสนา เทศน์ให้คนบ้าฟังทุกวันอาทิตย์ ที่ในตึกเปนห้องใหญ่บ้าง ห้องเล็กบ้าง แต่บ้าที่คลั่งมากไม่ได้สติ ดิ้นโดดโลดโผนโดนเสาโดนไม้ทำร้ายแก่คนอื่น ดังนั้น ขังไว้ในห้องมีเบาะมีนวมตามพื้นแลฝา ถึงจะดิ้นรนประการใดเนื้อตัวก็ไม่เจ็บช้ำ ในตึกนั้นทำสอาดหมดจดงดงามประหนึ่งว่าเรือนเศรษฐี มีหมอแลคนคอยปรนิบัติรักษาประจำอยู่มิได้ขาด บ้าผู้ชายก็เอาไว้ส่วนชาย บ้าผู้หญิงก็เอาไว้ตามผู้หญิง มิให้ปนปะคละกัน ผู้ ปรนิบัตินั้นพูดจาสิ่งใดล้วนอ่อนหวานปลอบโยน มิให้คนบ้าเคืองใจเลย ?วันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๑๒ ค่ำ มิศเตอเฟาล์เชิญพระราชสาส์น ของกวีนกับสำเนาฉบับหนึ่งมาส่งให้ราชทูต ?วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ พวกเลอรด์คนใหม่เข้ารับตราสำหรับที่ว่าราชการแทนเลอรด์คนเก่า ?วันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ พวกราชทูตไปดูบริตอิชมิวเซียม เปนที่ไว้รูปสัตว์ต่าง ๆ คือสัตว์บก สัตว์น้ำ แต่เปนรูปสัตว์ ๕๘ คือการเปลี่ยนรัฐบาล พวกลิเบอรัลออกจากตำแหน่ง พวกคอนเซอเวติฟเข้าเปนรัฐบาล ๑๔


๑๐๖ ตายแล้วผ่าท้องเอายาใส่ไม่ให้เน่าเปื่อยเสียไป ดูเหมือนยังมีชีวิตอยู่เวลาค่ำไปดูอิกแห่งหนึ่ง ที่นั่นเรียกมาดำตุศซอรด์ ชั้นล่างเปนที่ขายของ ชั้นสองขชั้นสามทำเปนรูปปั้นด้วยขี้ผึ้งประสม มีรูปกวีน รูปปรินสอาลเบิต แลเจ้าลูกเธอทั้งเก้าองค์ กับพระวงศานุวงศ์ แลรูปกษัตริย์ต่างเมืองต่างชาติก็มีมาก รูปดุ๊ก รูปเลอรด์ รูปคนอื่น ๆ ยืนบ้าง นั่งบ้าง บางรูปก็กลอกหน้ากลอกตาได้ รูปผู้หญิงคนหนึ่งนอนหายใจดูเหมือนคนนอนหลับ รูปทั้งปวงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแลของอื่นตามยศ ล้วนของจริง ๆ ทั้งสิ้น ดูผิวพรรณสัณฐานเหมือนคนเปนนั่งพูดจาปราไสตามมิตรสหายไปมาเยี่ยมเยียนซึ่งกันแลกัน ?วันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลายามหนึ่งกับสิบนาฑี มี จันทรุปราคา จับข้างทิศอาคเนย์







ตอนที่ ๑๑ ว่าด้วยราชทูตออกจากเมืองลอนดอนไปถึงท่าโดเวอ แลกลับว่าด้วยประเทศเครดบริดติน

?วันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ มิศเตอเฟาล์มาแจ้งแก่ราชทูตว่า ได้รับหนังสือกำหนดมาว่า อิกสามวันพวกราชทูตจะได้ออกจากเมืองลอนดอน ๕๙ รุ่งขึ้นราชทูตไปลาเลอรด์มาลเมศเบอรี ผู้สำเร็จราชการฝ่ายเมืองต่างประเทศ แทนเลอรด์กลาเรนดอน ?วันพฤหัสบดี เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ เวลาเช้าสองโมง มิศเตอเฟาล์ เชิญราชทูตกับขุนนาง แลผู้มีชื่อพร้อมกันยี่สิบเจ็ดคนขึ้นรถไฟออกจากเมืองลอนดอน๖๐ ทางเจ็ดสิบสองไมล์ คือสามพันสองร้อยสามสิบเส้นถึงท่าโดเวอ มิศเตอเฟาล์จัดแจงให้ขึ้นไปกินอาหารบนโฮเต็ล ๕๙ ตั้งแต่ทูตไทยไปถึง รัฐบาลอังกฤษให้หมอคน ๑ ชื่อตวีดี เปนผู้คอยดู แลรักษาไข้เจ็บของพวกทูต หมอคนนี้ทำความเห็นยื่นรัฐบาลว่า ตั้งแต่เข้าฤดูหนาวพวกไทยไม่ใคร่สบาย อยู่ช้าไปเกรงจะทนหนาวไม่ได้ จึงกำหนดวันให้กลับ เรื่องนี้มีพวกที่ไปในกองทูตคราวนั้นเล่าว่า ใครไปเจ็บคน ๑ หมอฝรั่งมาตรวจว่าเพราะทนหนาวไม่ได้ เกรงจะเปนอันตราย พอหมอไปแล้วไทยที่เปนคนใช้คน ๑ ลุกขึ้นเปลื้องเสื้อผ้า นุ่งแต่กางเกงชั้นใน ว่าไม่เห็นหนาวอะไร อยู่นาเมืองไทยหนาวกว่านั้นอิก. อนึ่งปรากฎว่า เมื่อก่อนทูตจะออกจากลอนดอน ได้ไปส่งก๊าดเยี่ยมเอกอรรคราชทูตฝรั่งเศส แลเอกอรรคราชทูตเตอรกีด้วย ๖๐ ขาทูตกลับมีทหารแห่เหมือนขาไป



๑๐๘ พักอยู่จนเกือบบ่ายโมงหนึ่งจึงได้ลงเรือกลไฟออกจากท่าโดเวอข้ามทเลไปท่ากาลิศฟากข้างฝรั่งเศส แต่ท่าโดเวอถึงท่ากาลิศทางยี่สิบไมล์คือเก้าร้อยเส้น เมื่อไปถึงกลางทางแลดูเห็นฝั่งทั้งสองข้าง คือฝั่งอิงแคลนด์ฝั่งฝรั่งเศส ?ทีนี้จะกลับว่าด้วยภูมิประเทศ เกาะเมืองอังกฤษที่เรียกเครดบริดติน ถ้าจะวัดโดยยาวห้าร้อยแปดสิบไมล์ คิดอย่างไทยเปนหกสิบห้าโยชน์กับร้อยเส้น แต่โดยกว้างนั้น บางแห่งแคบบางแห่งกว้าง จะกำหนดแน่ไม่ได้ เกาะนั้นอยู่ในมหาสมุทอัตลันติกทิศตวันตกเฉียงเหนือแห่งเมืองไทย ที่ในเกาะเครดบริดตินมีภูเขามากต้นไม้น้อย มีหัวเมืองใหญ่อยู่ในเกาะแปดสิบห้าเมือง มีกำปั่นไปเที่ยวค้าขายแก่นานาประเทศประมาณสามหมื่นลำ ที่ในเกาะเครดบริดตินเมืองลอนดอนเปนเมืองหลวง ตั้งอยู่ฝ่ายทิศอาคเนย์แห่งเกาะนั้น ที่ในเมืองทำงดงามนัก แต่ไม่มีกำแพงล้อม มีแต่ป้อมใหญ่อยู่แห่งหนึ่งมีวัดประมาณหลายร้อยวัด ที่เปนวัดใหญ่ชื่อ ซันต์เปาโลหนึ่งแลเวศต์มินสเตอแอบเบหนึ่ง มีโรงละคอนใหญ่อย่างดีกว่าสิบแห่ง แต่ละคอนนั้นไม่ได้ไปเล่นที่อื่น ๆ เหมือนละคอนในเมืองนี้ เล่นอยู่แต่ในตึกที่ทำไว้สำหรับเล่นจนสองยามจึงเลิก ถ้าคนจะเข้าไปดูก็ต้องเสียเงินให้มากบ้างน้อยบ้างตามที่ดีแลไม่ดี ในตึกโรงละคอนนั้นทำเปนสี่ชั้นบ้างห้าชั้นบ้าง ถ้าคนมั่งมีก็อยู่ชั้นต่ำ ต้องเสียเงินมาก ด้วยเห็นตัวละคอนใกล้ สูงขึ้นไปเสียเงินน้อยลง แต่เห็นไกลออกไปทุกชั้น ด้วยที่สูง


๑๐๙ ?มีตึกเลี้ยงคนป่วยไข้ประมาณร้อยห้าสิบตึก มีที่สอนหนังสือเด็กประมาณสามร้อยตึกเศษ ที่แจกยาคนยากจนประมาณสองพันแห่งคุกใส่คนโทษมีอยู่สิบสี่คุก คนที่ติดคุกไม่ได้ใส่ตรวนจำจองเลย เปนแต่ขังไว้ไม่ให้ไปไหน ผู้คุมรักษากวดขัน ใช้ทำการอยู่ในนั้นไม่จ่ายให้ออกไปทำการข้างนอก คุกนั้นก่อด้วยศิลาหนาแน่นมั่นคงมากมีทหารคอยระวังรักษาอยู่เปนนิจ พร้อมด้วยเครื่องศัสตราอาวุธลูกกระสุนดินดำ ในคุกทำสอาด มีที่สอนสาสนาให้คนฟังทุกวันอาทิตย์มีหมอยาอยู่สำหรับรักษาโรค ที่นั่งที่นอนเสื้อกางเกงผ้าห่มนอนพร้อมทุกคน แต่อาหารการกินพาลจะขัดสน จ่ายแจกให้แต่พอเลี้ยงชีวิตถึงใครมีมิตรสหายญาติกา หามาส่งก็ไม่ได้ ด้วยผู้คุมไม่เปิดประตูให้เข้าไป เหตุฉนี้คนที่ติดคุกจึงต้องอดอยากลำบากมาก ?ในเมืองลอนดอนมีถนนหลายร้อยถนน ๆ ที่เปนถนนใหญ่ประมาณกว้างแปดวา ที่เปนถนนเล็กกว้างห้าวาบ้าง สี่วาบ้าง ถนนทั้งนั้นปูด้วยศิลาทำเหมือนแผ่นอิฐ แลปูตะแคงสำหรับรถแลม้าเดิรริมถนนทั้งสองข้างยกขึ้นสูงหกนิ้ว กว้างประมาณห้าศอก ปูด้วยศิลาใหญ่ หน้าศอกคืบสี่เหลี่ยมเปนทางคนเดิร แล้วมีพวกอำเภอ๖๑ คอยดูเหตุการณ์ เดิรประจำรักษาอยู่ทุกถนนทั้งกลางวันแลกลางคืน ตามสองข้างถนนมีเสาเหล็กสูงประมาณห้าศอก ปักห่างกันประมาณ ๖๑ ที่เรียกว่าพวกอำเภอตรงนี้ คือโปลิศ เวลานั้นในกรุงเทพ ฯ ยังไม่ได้จัดตั้งโปลิศ จึงไม่เรียกในที่นี้.


๑๑๐ สิบวา แต่ปักเยื้องกันเปนฟันปลา ไม่ปักเปนคู่ บนปลายเสาใส่โคมแก้วตามไฟในเวลากลางคืน ไฟที่ตามอังกฤษเรียกแคส เปนของประหลาทไม่ต้องใช้น้ำมันแลไส้เหมือนตะเกียงธรรมดา เปนแต่หลอดขึ้นไป เอาแต่ไฟจุดที่ปลายหลอดก็ติดสว่างดี เมื่อจะให้ดับก็บิดควงเสียอย่าให้ลมเดิรได้ ไฟก็ดับ อันไฟแคสนั้นอังกฤษใช้ทั่วไปทุกบ้านทุกเรือน เรือนทั้งปวงที่ในเมืองล้วนแต่ตึกทั้งนั้น ก่อด้วยศิลาบ้าง ด้วยอิฐบ้าง ทำเปนสามชั้นบ้าง สี่ชั้นบ้าง ห้าชั้นบ้าง หกชั้นบ้าง แต่หลังคาทำแบน ๆ บานหน้าต่างทำเปนสองชั้น บานไม้อยู่ชั้นนอก กระจกอยู่ชั้นใน แล้วมีม่านอิกชั้นหนึ่ง เปนแพรบ้าง เปนผ้าบ้าง ฝาผนังข้างในปิดกระดาษลายพื้นเรือนนั้นปูพรม ไม่ได้ปูเสื่อเลยทุกบ้านทุกเรือน ที่ฝาผนังมีเตาทำด้วยเหล็กสำหรับใส่ไฟให้อุ่น แล้วมีปล่องตลอดขึ้นไปจนพ้นหลังคาให้ควันขึ้นได้ไม่ให้อบอยู่ในเรือน คนในเมืองลอนดอนนั้นต่อมั่งมีเงินมากจึงจะมีเรือนอยู่ ด้วยที่ดินแพง ค่าจ้างคนทำเรือนก็ต้องเสียเงินมาก ถ้ามีเงินสองร้อยหรือสามร้อยชั่งแล้วไม่พอจะทำเรือนได้ ต้องเช่าเรือนอยู่ คนที่มีเงินเพียงยี่สิบสามสิบชั่งยังว่าเปนคนจน บางทีต้องเปนลูกจ้างทำการของนาย กินของนาย อยู่ในเรือนของนาย ตัวจะออกหากินต่างหากไม่ได้ ด้วยเข้าของสารพัดแพงนัก ทุนน้อยเท่านั้นจะทำอันใดก็ขัดสน ตามตึกชั้นล่างสองข้างถนนในพื้นเมืองเปนห้างร้านขายเครื่องทองเครื่องเงิน เครื่องแก้ว เครื่องเหล็ก เครื่องทองเหลืองทองแดง เครื่องศิลา เครื่องกระเบื้อง เครื่องไม้แลแพรผ้า เครื่องอื่น ๆ ก็มากมาย


๑๑๑ หลายอย่างต่าง ๆ ตามแต่ผู้ซื้อจะปราถนาสิ่งใดก็เที่ยวเลือกดู ซื้อได้ตามประสงค์ ?ในเมืองลอนดอนมีแม่น้ำอยู่กลางเมืองแม่น้ำหนึ่ง ชื่อเทมส์ไหลมาแต่ภูเขาข้างทิศตวันตกเฉียงเหนือ มาลงทเลข้างตวันออก ในแม่น้ำเทมส์มีเรือกลไฟหลายร้อยลำ เปนเรือจ้าง ตกแต่งห้องที่นอนที่นั่งงดงามวิจิตรบรรจง คอยรับส่งคนขึ้นล่องเที่ยวเล่นในลำน้ำตามสบายฝ่ายบนบกก็มีรถเทียมด้วยม้า ๆ เดี่ยวบ้าง คู่หนึ่งบ้าง สองคู่บ้าง คอยรับจ้างคนไปมาตามถนน รถเหล่านั้นทำต่าง ๆ กัน มีฝากระจกบ้างไม่มีฝาบ้าง บางรถข้างในนั่งได้สองคน บางรถนั่งได้สี่คน มีเบาะนั่งข้างหลัง ที่พิงก็ใส่นวมน่วมนุ่มอ่อนอุ่นเปนรถอย่างดี ยังรถอย่างอื่นเปน รถใหญ่ไม่สู้ดีนั้น นั่งข้างในได้ถึงสิบสองคน บนหลังคาก็นั่งได้อิกหลายคน แต่รถอย่างนั้นราคาถูก ผู้ดีไม่ชอบใจไป ด้วยคนมากมายหลายชนิด ?ยังรถวิเศษอิกอย่างหนึ่ง คือรถไฟสำหรับใช้ทางไกล ไปได้ตลอดทุกหัวเมืองที่อยู่ในเกาะเครดบริดติน ทางรถไฟนั้นทำด้วยเหล็กเปนทางตรง ถ้าถึงภูเขาก็เจาะเปนอุโมงค์ตลอดไปจนข้างโน้น ที่เปนเนินต่ำ ๆ ก็ตัดเนินลงเปนทางราบเสมอดิน ถ้าถึงแม่น้ำหรือคลอง ก็ก่อตะพานศิลาข้าม ถ้าเปนที่ลุ่มก็ถมขึ้นให้ดอนเสมอ แล้วทำเปนสองทางบ้าง สี่ทางบ้างเคียงกัน ทางรถไปทางหนึ่ง ทางรถมาทางหนึ่ง ไม่ให้ร่วมทางด้วยกลัวจะโดนกัน ที่เรียกว่ารถไฟนั้นใช่จะเปนรถไฟทุก


๑๑๒ รถหามิได้ เปนรถไฟอยู่รถเดียวแต่รถหน้า แล้วลากรถอื่นไปได้ถึงยี่สิบรถเศษ บางทีถ้าจะไปเร็วก็ลากแต่น้อยเพียงเจ็ดรถแปดรถ รถที่เดิรเร็วเดิรได้โมงละหกสิบไมล์ คือสองพันเจ็ดร้อยเส้นเปนกำหนด รถเหล่านั้นมีขอเหล็กเกี่ยวต่อ ๆ กันไป แต่จัดเปนสี่ชนิด ชนิดที่หนึ่งนั้นรถอันหนึ่งกั้นเปนสามห้อง ๆ หนึ่งนั่งได้สี่คน รวมสามห้องสิบสองคนพร้อมด้วยฟูกเบาะเมาะหมอน ทำด้วยแพรบ้าง บางทีทำด้วยสักหลาดแลหนังฟอกอย่างดี ตามฝาใส่กระจกมิดชิดไม่ให้ลมเข้าได้ ข้างในมี มุลี่แพรสำหรับบังแดด รถที่สองก็ทำเปนสามห้องเหมือนกัน แต่ห้องหนึ่งนั่งได้หกคน ที่ทางไม่สู้งามเหมือนรถที่หนึ่ง ยังรถที่สามเปนรถเลวไม่ได้กั้นห้อง รถอันหนึ่งมีอยู่แต่ห้องเดียว คนนั่งได้กว่ายี่สิบคนปนปะคละกันไป เก้าอี้ข้างในก็ไม่มีเบาะหมอน แลไม่สู้สอาดงดงามอิกรถที่ ๔ นั้นสำหรับบรรทุกของแลสัตว์มีม้าแลวัวเปนต้น ในขณะรถ ไฟเดิรอยู่นั้นจะมีคนมายืนอยู่หรือต้นไม้อันใดที่อยู่ริมทางก็ดี คนที่อยู่บนรถจะดูว่าคนผู้ใดต้นอะไรก็ดูไม่ทันรู้จักชัด ด้วยรถไปเร็วนัก ?ตามข้างทางที่รถไฟไปมีเสายาวหกศอก ปักห่างกันประมาณสามสิบวา บนปลายเสาใส่ลวดไฟฟ้าล่ามตลอดไปทุกหัวเมืองที่อยู่ในประเทศเกาะเครดบริดติน ไฟฟ้าอย่างนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่าเตลคราฟ สำหรับบอกเหตุการณ์กิจธุระสิ่งใดได้โดยรวดเร็ว แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของ ถ้าผู้ซึ่งอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทางไกลกัน เหมือนกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปเมืองนครราชสิมา แม้นจะบอกความข้อใดข้อหนึ่งไปให้คนที่


๑๑๓ อยู่เมืองโน้นรู้แล้ว คนข้างโน้นจะบอกตอบมาได้โดยเร็ว เหมือนเรานั่งพูดกันเล่นในที่ใกล้ แต่เราจะบอกเองไม่ได้ ต้องบอกความแก่ผู้รักษาอยู่ที่ต้นลวด ผู้รักษานั้นก็ทำตามลัทธิที่เคยทำ ถ้าคนอยู่ข้างโน้นจะตอบมาประการใด ก็ต้องบอกแก่ผู้รักษาข้างโน้นเหมือนกัน ข้างโน้นตอบมาแล้ว ผู้รักษาข้างนี้จึงบอกแก่เราให้แจ้ง การที่บอกกันไปมาดังนั้น ถึงใครจะดูก็ไม่เข้าใจ ด้วยไม่รู้ลัทธิ ต่อคนที่ได้เรียนจึงจะรู้ ?ที่ในเมืองลอนดอนมีที่หลายแห่งทำเปนป่าปลูกต้นไม้ใหญ่ ใต้ต้นตามพื้นแผ่นดินปลูกหญ้าคล้ายกับหญ้าแพรก ขึ้นเขียวสดงดงามสม่ำเสมอเหมือนปูพรม ไม่มีใครเข้าไปทำรกเรี้ยวในที่นั้นได้ แต่บรรดาป่าทั้งนี้มีชื่อหมดทุกป่า คือไฮด์ปากป่าหนึ่ง ครีนปากป่าหนึ่ง ครินวิชปากป่าหนึ่ง รีเยนต์สปากป่าหนึ่ง เซนต์เยมส์ปากป่าหนึ่ง วิกโตเรียปากป่าหนึ่ง ยังอิกที่เปนป่าเล็ก ๆ หลายแห่ง แต่ไฮด์ปากนั้นเปนที่ใหญ่โต มีแม่น้ำด้วนอยู่ในกลางแม่น้ำหนึ่ง ตามริมน้ำทำเปนหาดทราย แลเลี่ยนเตียนดีดูน่าสนุกนัก น้ำในแม่น้ำนั้นขึ้นเรี่ยเปี่ยมชายหาดอยู่เปนนิจ ที่ริมตลิ่งมีตึกอยู่แห่งหนึ่ง หน้าตึกมีเรือใบเรือกระเชียงจอดไว้สำหรับให้คนเช่าไปแล่นใบ แลตีกระเชียงเที่ยวเล่นในแม่น้ำนั้น ที่ไฮด์ปากเปนที่ประชุมชายหญิงทั้งผู้ดีแลคนจน เมื่อถึงเวลาเย็นแล้ว บางคนก็ขี่ม้าแลรถ บางคนก็เดิรเท้า ไปเที่ยวตากลมอากาศในป่านั้นเปนพวก ๆ บางคนเปนชายหนุ่มก็ชักชวนผู้หญิงสาว ๑๕


๑๑๔ แต่งตัวสอาดโอ่โถง ขึ้นขี่ม้าคนละม้าแล้วขับแข่งเปนคู่เคียงเรียงกันไป แต่ผู้หญิงอังกฤษขี่ม้าไม่คร่อมเหมือนอย่างผู้ชาย ขี่ไพล่ขาคล้ายกันกับผู้หญิงไทยชาวบ้านนอกขี่กระบือ แต่ขี่ดีไม่ใคร่จะตก ถึงม้าจะห้อหกทำพยศต่าง ๆ ก็ขี่ได้ ?คนที่เปนขุนนางแลเศรษฐีอยู่ในประเทศนั้น บางคนก็ชอบใจเที่ยวยิงสัตว์ จึงซื้อที่ปลูกต้นไม้ทำเปนป่าแล้วล้อมรั้วเอาสัตว์ที่ไม่ดุร้ายเหมือนอย่างเนื้อแลกระต่ายปล่อยไว้ในนั้น แล้วไปเที่ยวยิงเล่นตามสบาย บางทีก็ขี่ม้าไปยิงนกตามท้องนาบ้าง พวกที่เปนผู้ดีเหล่านั้น ถ้ายิงสัตว์ได้มาแล้ว ก็เอาไว้กินบ้าง แจกจ่ายให้ปันตามพวกพ้องมิตรสหายที่รักกันบ้าง บางคนที่ยากจน ได้มาแล้วก็เอาไปขายที่ตลาด ?ในตลาดนั้นมีเนื้อสัตว์หลายอย่าง คือเนื้อวัว เนื้อสมัน เนื้อ แกะ เนื้อหมู เนื้อกระต่าย เนื้อนก เนื้อห่าน เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อเต่า แลกุ้งปลา ของทั้งนี้มีเสมอทุกวันที่ในท้องตลาด ถ้าอยากกินเมื่อไรก็ซื้อได้ แต่ผลไม้มีน้อยอย่าง ไม่มากเหมือนเมืองไทย บรรดาของกินทุกสิ่งราคาแพงนัก ถ้าจะเลี้ยงโต๊ะสักครั้งหนึ่งก็เสียเงินหลายชั่งจึงจะพอ




ตอนที่ ๑๒ ว่าด้วยผู้รับใช้ปรนิบัติราชทูตที่โฮเต็ล แลราชทูตออกจากเมืองลอนดอนจะกลับมาเมืองไทย แลได้แวะที่เมืองฝรั่งเศส

?เมื่อพวกราชทูตไปอยู่ที่เมืองลอนดอนนั้น กวีนโปรดให้ไปอยู่ที่โฮเต็ลชื่อกลาริช มีที่กินอยู่นั่งนอนเปนสุขยิ่งกว่าอยู่ในบ้านเรือนของตัว เวลาเช้าตื่นนอนล้างหน้าแต่งกายใส่เสื้อเสร็จแล้วจึงเปิดประตูห้องออกไว้ พวกผู้หญิงสาว ๆ ก็เอาถ่านศิลาเข้าไปใส่ไฟให้แล้วเช็ดถูตู้เตียงสิ่งของทั้งปวงให้หมดจด ทั้งที่นั่งที่นอนก็ปูปัดจัดแจงน้ำกินน้ำใช้ใส่ที่พร้อมแล้วก็ลากลับไป ถึงเวลาเย็นก็มากระทำเหมือนเวลาเช้าแล้วเอาเทียนปักไว้ที่เชิงเทียนสองเล่มพอจุดตลอดรุ่ง เปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าใหม่ไว้ เอาผืนเก่าไปซักเสีย ทำดังนั้นเสมอทุกวันมิได้ขาด แล้วมีหมอคนหนึ่งมาตรวจตราดูแลทุกวัน ถ้าพวกราชทูตคนใดป่วยไข้หมอก็ให้ยารักษาจนหาย เมื่อเวลาเช้าก่อนกินเข้า คนที่คอยรับใช้ก็ยกถาดเงินใหญ่ใส่น้ำชา มีน้ำตาลทรายนมโคขนมปังอ่อนเนยเหลวมาให้ถึงในห้องเวลาสายสี่โมงจึงเลี้ยงเข้า เวลาเที่ยงเลี้ยงน้ำชา มีผลไม้แลขนมอิกหลายสิ่ง บ่ายสามโมงเลี้ยงเข้าเย็น เวลาค่ำเลี้ยงน้ำชาเหมือนกลางวันอิกครั้งหนึ่ง ในเวลาที่เลี้ยงหรือเวลาอื่นก็ดีพวกราชทูตจะปราถนากิน



๑๑๖ สิ่งใด ผู้รับใช้ก็ไปหาซื้อมาให้มิได้คิดว่าราคาถูกแลแพง ถ้าของไม่มีในเมืองหลวง จะมีอยู่หัวเมืองทางไกลกันเหมือนกรุงเทพ ฯ ไปพระพิษณุโลก ผู้รับใช้นั้นก็บอกไปโดยสายเตลคราฟ ฝ่ายคนที่อยู่ในเมืองโน้นรู้แล้วก็จัดแจงของนั้นฝากมากับรถไฟโดยเร็วไม่ทันข้ามวัน ก็ได้กินสมความปราถนา เมื่อพวกราชทูตอยู่ในเมืองอนดอนนั้น ถ้า ปราถนาจะไปเที่ยวแห่งใด ๆ ทางใกล้ก็ดี ทางไกลก็ดี จะไปด้วยรถเทียมม้าหรือรถไฟ หรือจะดูการงารแลของวิเศษสิ่งไรที่จะต้องเสียเงินก็ไม่ต้องเสียเลย ด้วยกวีนโปรดให้ใช้เงินหลวงแทนสิ้นทั้งนั้น ตั้งแต่วันราชทูตไปถึงเมืองลอนดอน ถ้าจะนับถึงสี่เดือนกับเจ็ดวันจึงได้กลับออกจากเมืองลอนดอนมาลงเรือที่ท่าโดเวอแล้วลงเรือกลไฟข้ามทเลไปขึ้นที่ท่ากาลิศ๖๒ ครั้นถึงท่ากาลิศฟากข้างฝรั่งเศสมิศเตอเฟาล์จึงนำพวกราชทูตขึ้นพักอยู่บนโฮเต็ลคืนหนึ่งรุ่งขึ้นกินอาหารพร้อมแล้ว เวลาเช้าสามโมงจึงขึ้นรถไฟไปเมืองปารีศ เปนเมืองหลวงของฝรั่งเศส ไปทางประมาณสองชั่วโมง มีป้อมแห่งหนึ่ง บ่ายโมงครึ่งถึงโฮเต็ลกลางทางหยุดรถกินของหวานน้ำชา บ่ายห้าโมงเศษถึงเมืองปารีศทางสองร้อยไมล์ คือเก้าพันเส้น มิศเตอเฟาล์ให้พวกราชทูตพักอยู่ที่โฮเต็ล ชื่อแครนด์โฮเต็ลดูลูฟรี ๖๒ การที่ราชทูตกลับทางประเทศฝรั่งเศสนั้น ปรากฎในจดหมายเหตุของรัฐบาลอังกฤษว่า แต่เดิมรัฐบาลจะจัดให้กลับมาเรือจากเมืองอังกฤษเหมือนเมื่อขาไป ราชทูตว่าเมื่อขาไปถูกคลื่นใหญ่ที่อ่าวบิศเคลำบากเต็มที ขากลับเปนฤดูหนาว เขาว่าคลื่นใหญ่ยิ่งกว่าขาไป ขอกลับทางประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลอังกฤษจึงจัดให้มาทางนั้น


๑๑๗ ?วันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๗ ค่ำ เจ้าพนักงารฝ่ายฝรั่งเศสมานำพวกราชทูตไปที่ลิมิวสิดูลูฟรี เปนตึกใหญ่ ในนั้นมีรูปเขียนรูปศิลาต่าง ๆ ทั้งผู้ชายแลผู้หญิง แลของต่างประเทศ คือของจีนของเมืองอื่น ๆ ก็มีมาก ดูแล้วจึงเลยไปหาเลอรด์เกาเล เปนกงสุล ๖๓ อังกฤษพูดจาปราไสกันแล้วลากลับมาที่อยู่ ?วันอาทิตย์ เดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เวลาบ่ายโมงเศษ เอมเปอเรอ คือพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสให้รถมารับพวกราชทูตสามรถ มีคนแต่งตัวใส่หมวกติดสายแถบทองเปนคนขับคนหนึ่ง ยืนท้ายรถสองคน ไปที่วังชื่อ ลิปาลิศเดศตูวิลิริศ ราชทูตคอยอยู่จนบ่ายสองโมง แอมเปอเรอกับเอมเปรศ ซึ่งเปนพระมเหษีเกี่ยวพระกรเสด็จมาด้วยกัน๖๔ มีขุนนางนำสี่คู่ เอมเปอเรอแต่งพระองค์อย่างนายทหาร ทรงฉลองพระองค์ดำกางเกงแดง แต่เอมเปรศนั้นแต่งตามธรรมเนียม พวกราชทูตพร้อมกันยืนขึ้นคำนับ เอมเปอเรอแลเอมเปรศเสด็จมายืนตรัสด้วยพวกราชทูตอยู่ประมาณห้านาฑีแล้วเสด็จกลับไป ราชทูตก็กลับมาโฮเต็ลที่พัก ?รุ่งขึ้นพวกราชทูตไปดูที่ฝังศพแนบโปเลียนบูนะปาต อยู่ในวัดใหญ่ แนบโปเลียนบูนะปาตคนนี้ได้เปนกษัตริย์ครองกรุงฝรั่งเศสเปนลุงของพระเจ้าฝรั่งเศสองค์นี้ แต่ศพยังหาได้ฝังไม่ ใส่หีบตั้งไว้ในห้องแห่งหนึ่ง หลุมที่จะฝังนั้นขุดลงไปฦกได้ประมาณสามวา กว้าง ๖๓ ลอร์ดเคาเล เปนเอกอรรคราชทูตอังกฤษ มิใช่กงสุล. ๖๔ พระเจ้านะโปเลียนที่ ๓ กับพระราชินี ยือยินี.


๑๑๘ ประมาณสี่วา ตามข้างหลุมก่อด้วยศิลาขาว ที่สำหรับใส่ศพตั้งอยู่กลาง ประดับด้วยโมราดำ แต่การที่ทำยังหาสำเร็จไม่๖๕ ?วันอังคาร เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำมิศเตอเฟาล์พาจมื่นมณเฑียรพิทักษ์ หม่อมราโชทัย นายพิจารณ์สรรพกิจ ไปเยี่ยมเจ้าแลขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองปารีศแทนราชทูต อุปทูต๖๖ ?วันพฤหัสบดี เดือน ๔ แรม ๑๒ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมง มิศเตอเฟาล์นำพวกราชทูต ไปขึ้นรถไฟออกจากเมืองปารีศ ครั้นถึงเวลาบ่ายเวลาค่ำหยุดพักกินอาหารที่โฮเต็ลตามระยะทาง รุ่งขึ้นวันศุกร์เดือน ๔ แรม ๑๓ ค่ำ เวลาเช้าโมงหนึ่งถึงท่าเมืองมาเซล์ เปนเมืองขึ้นแก่ฝรั่งเศส ทางแปดร้อยไมล์ คือสามหมื่นหกพันเส้น มิศเตอเฟาล์จึงให้พวกราชทูตขึ้นพักอยู่บนโฮเต็ล ชื่อเดสโกโลนิศ แล้วจึงเชิญให้ไปเยี่ยมเจ้าเมือง แลแอดมิรัล จนเวลาเย็นจึงกลับมาที่สำนัก กินอาหารเสร็จแล้วก็พร้อมกันมาลงเรือกลไฟชื่อกาเรดอก ซึ่งเคยรับราชทูตไปส่งเมืองปอรด์สมัท เมื่อมานั้นมิศเตอเฟาล์ก็ตามลงมาส่งถึงกำปั่นด้วย แล้วจึงลากลับไป ?วันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมงเศษ กำปั่นกาเรดอกได้ใส่ไฟใช้จักรออกจากท่าเมืองมาเซล์ วันจันทร์เดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ บ่ายโมงหนึ่งถึงสิกสิลี เปนชื่อฝั่ง ขณะนั้นมีสุริยุปราคา ๖๕ ที่ตึก แอนเวอลิด. ๖๖ ได้ความในรายงารมิศเตอเฟาล์ ว่าไปส่งก๊าศที่เจ้านะโปเลียน พระญาติของเอมเปอเรอ อรรคมหาเสนาบดี เสนาบดีว่าการต่างประเทศ แลเสนาบดีกระทรวงวัง.


๑๑๙ จับข้างทิศพายัพ เวลาแปดทุ่มถึงเมืองมอลตา รุ่งขึ้นเวลาเช้าสี่โมงเศษเจ้าเมืองให้จัดเรือโบตสามลำมารับพวกราชทูต เมื่อราชทูตลงจากกำปั่นแล้วที่บนป้อมหน้าเมืองยิงปืนใหญ่สลุตรับสิบเก้านัด ครั้นถึงฝั่งมีรถมาคอยรับอยู่สามรถ พวกราชทูตก็ขึ้นรถไปหาเจ้าเมือง พูดจาไต่ถามสุขทุกข์กันแล้ว เจ้าเมืองจึงว่า ค่ำวันนี้เวลาทุ่มหนึ่งขอเชิญท่านทั้งหกคนมากินโต๊ะกับข้าพเจ้า ราชทูตรับคำแล้วลามาโฮเต็ล บ่ายสองโมงจึงพากันไปบ้าน เลอรด์ไลออนส์เปนที่แอดมิรัล (ผู้บัญชาการทหารเรือ) ถึงเวลาทุ่มหนึ่งก็พร้อมกันขึ้นรถไปกินโต๊ะที่บ้านเจ้าเมืองสำเร็จแล้วก็ลากลับมาโฮเต็ล รุ่งขึ้นเช้าสี่โมง เจ้าเมืองกับแอดมิรัลแลขุนนางฝ่ายทหารอิกห้าคนมาเยี่ยมราชทูตที่โฮเต็ล ?วันศุกร์ เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ แอดมิรัลกับขุนนางรองมาหาราชทูต แล้วมอบล่ามคนหนึ่งให้มาส่งราชทูตด้วย จนถึงท่าเมืองสุเอศ ครั้นแอดมิรัลลากลับไปแล้ว พวกราชทูตพร้อมกันมาลงเรือโบตที่ท่า เมื่อเรือจะออกจากท่านั้นบนป้อมให้ยิงสลุตส่งสิบเก้านัด เวลาห้าโมงเช้ากำปั่นกาเรดอกได้ออกจากที่ทอดสมอเมืองมอลตา ?วันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ เวลาเช้าโมงเศษ ถึงเมืองอาเลกซันเดอ เจ้าเมืองให้จัดเรือโบตมารับพวกราชทูตสามลำ แล้วเชิญให้ขึ้นพักอยู่ในวัง ชื่อมูแซเฟียฮอเนอ อาเลกซันเดรีย แล้วขุนนางผู้ใหญ่ในเจ้าไกโรคนหนึ่งมาต้อนรับราชทูต แล้วแจ้งความว่าเจ้าไกโรไม่อยู่ ขึ้นไปธุระข้างปลายน้ำ เห็นจะช้าอยู่สักสี่ห้าวันจึงจะกลับมา


๑๒๐ เมื่อเจ้าไกโรจะไปได้สั่งไว้ว่า ถ้าพวกราชทูตไทยมาถึงแล้วให้รับรองเหมือนอย่างแต่ก่อน แล้วให้ขุนนางมารับใช้อยู่คนหนึ่ง ถ้าพวกราชทูตจะปราถนาสิ่งใด ก็ให้ดูจัดแจงให้ แล้วสั่งว่า ถ้าพวกราชทูต จะใคร่พบกันกับเจ้าไกโรขอเชิญคอยอยู่สักสี่ห้าวัน ราชทูตตอบว่า อยากจะพบกับเจ้าไกโรอยู่ แต่จะรอช้าวันนั้นไม่ได้ ด้วยกลัวกำปั่นรบจะมาคอย ขุนนางในเจ้าไกโรจึงว่า ถ้าท่านจะไปเมื่อไร เจ้าไกโรสั่งไว้กับขุนนางล่ามคนหนึ่ง ให้ตามไปส่งจนถึงกำปั่นรบด้วย พูดกันเท่านั้นแล้วก็ลาไป ราชทูตพักอยู่ที่วังสามคืน ?วันศุกร์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมงพร้อมกันขึ้นรถไฟไปจนบ่ายสี่โมงเศษถึงเมืองไกโร เจ้าพนักงารจัดรถมารับมีทหารขัดกระบี่ขี่ม้านำหน้าคู่หนึ่ง ตำรวจเดิรถือหวายคู่หนึ่ง นำไปส่งถึงโฮเต็ล ชื่อโอเรียนเตล ราชทูตพักอยู่ที่นั้น ถึงวันจันทร์ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ขุนนางล่ามที่เจ้าไกโรให้มาอยู่ด้วยราชทูตนั้นมาแจ้งความว่า ที่เมืองสุเอศบอกเตลคราฟมาว่า กำปั่นรบซึ่งมารับราชทูตนั้น บัดนี้ถึงเมืองสุเอศแล้ว ?รุ่งขึ้นเวลาเช้าสี่โมงครึ่ง พวกราชทูตทั้งนายแลไพร่พร้อมกันขึ้นรถไฟออกจากเมืองไกโร ไปจนบ่ายสี่โมงครึ่ง สิ้นทางรถไฟแปดสิบไมล์ คือสามพันหกร้อยเส้น ถึงที่รถเทียมม้าเจ้าพนักงารจัดให้พวกราชทูตขึ้นรถม้าต่อไป จนเวลายามหนึ่งถึงเมืองสุเอศ ครั้นเวลาเช้ากงสุลอังกฤษอยู่ที่เมืองสุเอศมาบอกความว่า กำปั่นที่มานี้มิ


๑๒๑ ใช่มารับราชทูต เปนกำปั่นที่มาเที่ยวหยั่งน้ำในทเล ว่าที่ไหนฦกที่ไหนตื้น พวกตุรเกส่องกล้องดูเห็นเปนเรือกลไฟ ก็สำคัญว่าจะมารับราชทูต จึงได้บอกเตลคราฟขึ้นไปถึงกงสุลที่เมืองไกโร ไม่รอรั้งฟังให้แน่ก่อน การอย่างนี้เปนผิดอยู่ อนึ่งเมืองนี้เปนเมืองเล็กน้อยโฮเต็ลก็คับแคบทั้งอาหารก็กันดาร ที่เมืองไกโรนั้นเปนเมืองใหญ่ อาหารจะบริโภคก็บริบูรณ์ ที่อยู่ที่กินก็เปนสุข ท่านจะกลับไปอยู่ที่เมืองไกโรหรือจะคอยอยู่ที่นี่ก็ตามแต่ใจ พวกราชทูตจึงปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า ซึ่งจะกลับไปกลับมานั้นจะเปนที่รำคาญใจแก่เจ้าพนักงารด้วย ต้องรับต้องส่งบ่อย ๆ จึงบอกกับกงสุลว่าถึงจะลำบากอดอยากบ้าง ได้มาแล้วจะคอยอยู่ที่นี่กว่ากำปั่นจะมารับ กงสุลจึงว่าถ้าท่านมีธุระอย่างไรจะประสงค์สิ่งใด ขอจงใช้คนไปบอกข้าพเจ้าให้ทราบด้วย พูดกันแล้วกงสุลก็ลาไป.






ตอนที่ ๑๓ ว่าด้วยพวกราชทูตอยู่เมืองสุเอศแขวงเมืองอายฆุบโต แล้วก็ไปเมืองมักหะแลเมืองคาลีแลเมืองสิงคโปร์

?ณวันศุกร์เดือน ๕ แรม ๔ ค่ำ กำปั่นเมล์มาถึงลำหนึ่ง กงสุลที่เมืองุเอศได้รับหนังสือฉบับหนึ่งมาแต่กัปตันกำปั่นรบที่จะมารับพวกราชทูต ในหนังสือนั้นว่า กำปั่นได้ออกจากเมืองกาลกัตตาแล้ว แลจะรีบมาให้ถึงเมืองสุเอศในวันแรม ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ราชทูตต้องพักอยู่ที่โฮเต็ลเมืองสุเอศจนถึงวันจันทร์เดือน ๕ แรม ๗ ค่ำ เวลากลางคืนเรือกลไฟชื่อ ไปเลเดศ เปนกำปั่นรบมาถึงท่าเมืองสุเอศ รุ่งขึ้นกัปตันจึงมาหาราชทูตแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้มารับพวกราชทูตไปส่งให้ถึงกรุงสยาม แต่บัดนี้การที่ในเรือยังหาเรียบร้อยไม่ จะต้องจัดแจงชำระขัดสีให้ดีก่อน วันพฤหัสบดี เวลาเช้าข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปซื้อเสบียงอาหารที่เมืองไกโร ต่อวันเสาร์เวลาเย็นจึงจะกลับมา วันอาทิตย์จึงจะได้เชิญท่านไปลงเรือ ถึงวันเสาร์เดือน ๕ แรม ๑๒ ค่ำ เวลาเช้ากัปตันบอกเตลคราฟมาแต่เมืองไกโรว่า ซึ่งสัญญาไว้ว่าจะกลับมาในเวลาเย็นวันนี้นั้น ยังหาได้ไม่ ด้วยรถไฟยังไม่ไป จะต้องคอยอยู่จนพรุ่งนี้ วันอาทิตย์เวลากลางคืนกัปตันจึงจะกลับมาถึงท่า ?วันจันทร์ เดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ เวลาบ่ายสี่โมง กัปตันดิกอเซ จึงเชิญพวกราชทูตลงเรือกลไฟเล็กออกจากท่าเมืองสุเอศ



๑๒๓ ถึงกำปั่นรบชื่อ ไปเลเดศ จักรท้าย ยาวสองร้อยสี่สิบฟิต คือเส้นสิบสามวาสามศอกกับห้านิ้วปากกว้างสามสิบเก้าฟิต คือห้าวาสามศอกคืบสิบเอ็ดนิ้วกับกระเบียดหนึ่ง กินน้ำฦกยี่สิบสามฟิต คือสามวาสองศอกสามนิ้วกับกระเบียดหนึ่ง กำลังสามร้อยห้าสิบแรงม้า คนในเรือกัปตันหนึ่ง ออฟฟิเซอสามสิบสาม ทหารลูกเรือคนใช้สองร้อยยี่สิบหกรวมสองร้อยหกสิบคน เมื่อราชทูตจะขึ้นบนกำปั่น มีทหารปืนปลายหอกยืนคำนับสองแถว ๆ ละสิบสองคน แล้วกัปตันให้ยิงปืนใหญ่สลุตราชทูตสิบเก้านัด พวกออฟฟิเซอมายืนรับพร้อมทุกตำแหน่ง ลุตเตนนันต์ให้จัดแจงรับของ ๆ พวกราชทูตขึ้นเสร็จแล้ว เวลาทุ่มเศษได้ใส่ไฟใช้จักรรอออกจากที่ทอดสมอหน้าเมืองสุเอศ ?วันจันทร์ เดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาบ่ายสองโมงครึ่งถึงท่าหน้าเมืองมักหะ เปนเมืองแขกชาติอาหรับ ถ่านศิลาหมดลง กัปตันจึงให้แวะเข้าทอดสมออยู่ห่างตลิ่งประมาณสองร้อยเส้น แล้วกัปตันลงเรือโบตขึ้นไปบนเมืองเที่ยวซื้อถ่านศิลาก็ไม่ได้ ซื้อได้แต่ฟืนเล็กน้อยแล้วกลับมาให้รับฟืนขึ้นเรือเสร็จ เวลายามเศษจึงให้ใช้จักรออกจากหน้าเมืองมักหะ ?วันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ เวลาสี่ทุ่มเศษถึงเมืองเอเดน รุ่งขึ้นเช้าสี่โมงกัปตันมาบอกราชทูตว่า จะรับถ่านลงเรือ ลอองจะปลิวเปื้อนนัก ถ้าท่านพากันขึ้นไปอยู่บนโฮเต็ลเห็นว่าจะเปนสุขกว่าอยู่ในกำปั่น ราชทูตก็รับคำ กัปตันจึงให้มิศเตอโฮป เปนขุนนาง


๑๒๔ นายทหารในเรือรบขึ้นไปอยู่ด้วยพวกราชทูต แล้วจึงจัดเรือโบตให้ไปส่งพวกราชทูตที่โฮเต็ล ชื่อปรินส์ ออฟ เวลส์ ?วันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ บ่ายสองโมง กัปตันมาแจ้งว่า ที่กำปั่นจัดแจงเครื่องจักรกล แลรับถ่านลงเสร็จแล้ว พวกราชทูตก็พร้อมกันกลับมาลงในกำปั่น แต่ลมยังพัดทวนหน้าแรงนัก ต้องรออยู่จนรุ่งขึ้นเวลาเช้าโมงเศษกัปตันให้ใส่ไฟใช้จักรออกมาจากหน้าเมืองเอเดน ลมเปนพัทยาทวนหน้าจัดนัก เรือเดิรได้แต่โมงละห้านอดหกนอด ถึงวันอังคารเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำลมจึงแปรเยื้องไปสักหน่อย พอใช้ใบได้แต่ไม่สู้เต็มใบดี ?วันศุกร์ เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ ได้ลมสลาตันเปนปัดตะโพกห้าโมงเย็นกัปตันให้พวกเด็ก ๆ ขึ้นหัดริบใบ เมื่อจะลงมาเด็กคนหนึ่ง พลัดตกจากร้านชั้นล่างเสากระโดงกลาง มากระทบกระดานที่ผูกรอกข้างแล้วตกน้ำลงไป กัปตันกับพวกลูกเรือวิ่งไปข้างท้ายปล่อยทุ่นลอยไปเด็กที่ตกน้ำก็ว่ายเข้ายืดทุ่นไว้ แล้วกัปตันให้เรือลงโดยเร็วรีบตีกระเชียงไปรับเด็กนั้นมาได้ เมื่อมาถึงหมอตรวจดูเห็นซี่โครงหักสองซี่ หมอก็เอาผ้ารัดตัวเข้าไว้ แล้วให้นอนอยู่บนเปล ให้กินยามาประมาณสิบห้าวันก็หายดี ?วันอังคาร เดือน ๖ แรม ๗ ค่ำ เวลาบ่ายสามโมงเกิดฝนตกลมสลาตันพัดนัก เสากระโดงหน้าชั้นบนหักสบั้นลงมา ใบเสาหน้า



๑๒๕ เสากลางเสาท้ายขาดฉีกเปนริ้วแร่งยับย่อยหมดทุกใบ คลื่นใหญ่ซัดเข้าในเรือ น้ำบนดาดฟ้าชั้นล่างฦกเพียงเข่า หีบใส่ของพวกอังกฤษพวกไทยลอย เข้าของเปียกน้ำเสียมาก ประมาณครึ่งโมงพายุจึงสงบ กัปตันให้เปลี่ยนเสาแลใบใหม่แล้วเสร็จในเวลาเดียว ?วันพฤหัสบดีเดือน ๖ แรม ๘ ค่ำ บ่ายโมงเศษถึงเมืองคาลี๖๗ อยู่ที่แหลมเกาะลังกาข้างทิศตวันตกเฉียงใต้ เปนที่ไว้ถ่านศิลาสำหรับใช้ในการเรือกลไฟ ฝ่ายอังกฤษ ชื่อมิศเตอเฮนรีโอเครดี เปนผู้สำเร็จราชการที่เมืองคาลี แจ้งว่าราชทูตไทยไปถึงก็ลงมาทักถาม แล้วเชิญให้ขึ้นพักอยู่บนเมือง เวลาบ่ายสี่โมงพวกราชทูตพร้อมกันลงเรือโบตไปถึงท่า ที่บนป้อมหน้าเมืองให้ยิงสลุตคำนับสิบเก้านัด แล้วเชิญราชทูตไปที่พัก ตามทางสองข้างตั้งแต่ท่าขึ้น มีทหารคนดำถือปืนปลายหอกยืนรายไปร้อยคน แล้วทหารอังกฤษเรียงต่อไปอิกห้าสิบคนรวมร้อยห้าสิบคน ถึงตึกใหญ่เปนที่สำหรับเจ้าเมืองมาพัก เจ้าพนักงารเชิญให้ราชทูตขึ้นอยู่ที่นั้น แล้วจัดโปลิศแมน คือคนรักษาถนนมาคอยระวังรักษาอยู่สองคน เวลาค่ำผู้สำเร็จราชการมาเชิญว่า พรุ่งนี้เวลาสี่โมงเช้าขอเชิญท่านทั้งหกคนไปกินโต๊ะที่บ้านข้าพเจ้า ราชทูตก็รับว่าจะไป รุ่งขึ้นเวลาเช้าสามโมงเศษ เจ้าพนักงารจัดรถมารับสามรถ พวกราชทูตหกคน กัปตันดิกอเซ มิศเตอโฮป เปนนายทหารในกำปั่นรบ ๖๗ ชื่อที่เรียกนี้ เปนภาษาโปรตุเกศ เล่ากันว่า แต่โบราณ โปรตุเกศแล่นเรือมาถึงที่นั้นขึ้นไปได้ยินเสียงไก่ขัน ไม่รู้จักชื่อเมือง จึงเรียกว่า คอลี แปลว่า ไก่.


๑๒๖ ไปเลเดศ หนึ่ง พร้อมกันขึ้นรถไปกินโต๊ะที่บ้านผู้สำเร็จราชการ ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้วก็ลาไปดูโรงทำน้ำมันมะพร้าว ทำด้วยเครื่องจักร ขูดคั้นแล้วไปด้วยจักรทั้งนั้น ทำเร็วกว่าทำด้วยคนหลายเท่า แล้วเลยไปนมัสการพระที่วัดบนเนินเขา ที่วัดมีพระปฏิมากรเหมือนวัดไทย แต่พระสงฆ์ไม่ได้ปลงผมในวันสิบสี่ค่ำ ตามแต่จะปลงวันไรก็ได้ สุดแต่อย่าให้ผมยาว บ่ายสามโมงก็กลับมาที่พัก จึงปรึกษากันว่า เราจำจะไปถวายนมัสการพระทันตธาตุจึงจะชอบ ด้วยเราได้มาถึงนี่แล้วครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกัน พระยามนตรีสุริยวงศ์จึงให้ล่ามบอกกัปตันดิกอเซ ๆ จึงตอบว่า การซึ่งท่านจะไปนั้น ข้าพเจ้าไม่ขัดขวางตามแต่ใจ แต่ข้าพเจ้าทราบว่าพระทันตธาตุอยู่ถึงเมืองแกนดี ถ้าจะไปด้วยรถเทียมม้าแต่เมืองคาลี ไปจนถึงเมืองแกนดีที่พระทันตธาตุ ทางถึงสองวัน แล้วจะต้องหยุดพักที่นั้นสักวันหนึ่งหรือสองวัน ทั้งไปทั้งมาเปนห้าวันหกวัน ในฤดูนี้เปนฤดูลมร้าย มักเกิดพายุใหญ่เนือง ๆ ถ้าเปนดังนั้น บรรดากำปั่นที่ทอดอยู่ในอ่าวนี้ลมก็ตีฟัดกระทบโดนกันแตกเสียหลายลำ แล้ว พวกกัปตันมีความกลัวไม่อาจเข้าทอดสมออยู่ช้าจนสามวันได้ ถ้าท่านจะไปเมืองแกนดีแล้วข้าพเจ้าจะเอากำปั่นออกไปแล่นอยู่ในทเลใหญ่ ถึงจะเกิดพายุพัดจัดแรงประการใด พอจะแก้ไขได้ไม่ขัดสน ด้วยท้อง ทเลเปนที่กว้าง ต่อถึงกำหนดหกวันข้าพเจ้าจึงจะกลับมารับท่านมิให้ผิดสัญญา ราชทูตมีความสงสัยว่า กัปตันเปนคนอังกฤษไม่นับถือพุทธสาสนาก็แกล้งพูดบิดพลิ้ว ด้วยไม่อยากจะให้ไป ในขณะนั้น


๑๒๗ พระสงฆ์เปนเจ้าอธิการอยู่วัดในเมืองคาลี ชื่อสิริสมณะ๖๘ กับนายคนหนึ่งเปนชาวเมืองลังกา ชื่อกรุณารัตน์ ทั้งสองคนพากันมาเยี่ยมราชทูตยังนั่งอยู่ที่นั้นด้วย เจ้าหมื่นสรรพเพธภักดี จึงถามเปนภาษามคธคนทั้งสองก็รับว่าจริงเหมือนคำกัปตันดิกอเซว่า พวกราชทูตจึงปรึกษากันว่าเราจะไปเมืองแกนดี เปนแต่เรามีความศรัทธาอุส่าห์จะไปนมัสการพระทันตธาตุ มิใช่ไปด้วยราชการ ซึ่งเราจะให้กำปั่นต้องไปแล่นอยู่ใน ทเล เสียถ่านใส่ไฟใช้เงินคอเวินแมนต์ลงมากนั้นหาชอบไม่ ครั้นเห็นพร้อมกันดังนั้น จึงว่าแก่กัปตันดิกอเซว่า ท่านจะต้องถอยกำปั่นเข้าออก ลำบากดังนั้น เราก็จะไม่ไปเมืองแกนดีแล้ว กัปตันดิกอเซก็มีความยินดีเปนอันมาก ?วันศุกร์เดือน ๖ แรม ๑๐ ค่ำ เวลาเช้าสี่โมงพวกราชทูตจะกลับมาลงกำปั่น ผู้สำเร็จราชการกับกำมโดร์แลขุนนางฝ่ายทหารอิกหลายคนมาส่ง แล้วลากลับไป แต่ผู้สำเร็จราชการตามลงมาส่งจนถึงกำปั่น เมื่อราชทูตจะมาลงเรือมีทหารยืนแลยิงสลุตเหมือนเมื่อแรกมาถึงเมือง เวลาเช้าห้าโมงเศษกัปตันดิกอเซใช้จักรออกจากท่าหน้าเมืองคาลี มาในทางทเลเจ็ดวัน คลื่นลมก็เรียบเปนปรกติดี จนวันศุกร์เดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ บ่ายสองโมงครึ่งถึงเมืองสิงคโปร์ เมื่อราชทูตถึงเมืองนั้นเจ้าเมืองไม่อยู่ ลงกำปั่นรบไปเที่ยวจับพวกอ้ายจีนสลัด ๖๘ พระสิริสมณะติสสะ เปนสังฆนายกฝ่ายมรัมวงศ์ที่เมืองคาลี นับถือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแต่ทรงผนวช ได้เข้ามากรุงเทพ ฯ เมื่อในรัชกาลที่ ๕.


๑๒๘ รุ่งขึ้นเวลาเช้าสี่โมง รองเจ้าเมืองจัดแจงเรือโบตสามลำ มาเชิญพวกราชทูตขึ้นบนเมือง เมื่อราชทูตไปถึงท่าขึ้น ทหารปืนใหญ่หน้าป้อมก็ยิงสลุตสิบเก้านัด แต่ทหารปืนปลายหอกที่จะยืนคำนับจัดแจงหาทันไม่แลโฮเต็ลที่เคยพักแต่ก่อนคนก็เช่าอยู่เต็มหมด พระพิเทศพานิชจึงเชิญให้พวกราชทูตไปพักอยู่ที่ตึกของพระพิเทศพานิชทำไว้บนยอดภูเขา แต่การเลี้ยงดูนั้นรองเจ้าเมืองจัดแจงส่งมาทุกเวลา แล้วให้ทหารมาประจำผลัดเปลี่ยนรักษาอยู่สิบสี่คน ตัวรองเจ้าเมืองก็ไปมาเยี่ยมเยียนราชทูตอยู่เนือง ๆ เวลาบ่ายสี่โมงจีนจงฮวดเชิญพวกราชทูตไปกินโต๊ะเลี้ยงตามอย่างจีน ?วันอาทิตย์ เดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ บ่ายห้าโมง เซอ แมก กอศแลนด์เชิญพวกราชทูตไปกินโต๊ะ เวลาสี่ทุ่มพระพิเทศพานิชเชิญไปกินอิกครั้งหนึ่ง ?วันจันทร์ เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลาเช้าโมงหนึ่ง พวกราชทูตพร้อมกันขึ้นรถมาลงกำปั่น รองเจ้าเมืองจัดทหารปืนยืนคำนับสองแถวประมาณร้อยเศษ แล้วให้ยิงสลุตส่งสิบเก้านัด รองเจ้าเมืองหนึ่งเซอแมกกอศแลนด์หนึ่ง พระพิเทศพานิชหนึ่ง จีนจงฮวดหนึ่ง ลงมาส่งถึงท่าแล้วลากลับไป ราชทูตก็ลงเรือมากำปั่น พวกราชทูตกราบถวายบังคมลาออกไปแต่กรุงเทพฯ จนถึงเมือง ลอนดอน ได้แวะหยุดพักตามหัวเมืองรายทางเปนหลายหัวเมือง แลได้ไปเที่ยวตามหัวเมืองที่อยู่ในประเทศอิงแคลนด์ก็หลายเมือง เจ้าเมืองทั้งนั้นก็รับรองให้เปนเกียรติยศทุก ๆ เมือง การที่เจ้าเมืองคำนับ


๑๒๙ รับรองทั้งนี้ ก็เพราะพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมไป กวีนแลคอเวินแมนต์จึงมีคำสั่งให้จัดแจงรับรอง พวกข้าหลวงได้มีความสุขเปนอันมาก ?เวลาสามโมงเศษ กัปตันดิกอเซให้ใส่ไฟใช้จักรออกจากเมืองสิงคโปร์ วันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำ เวลาเช้าห้าโมงเศษถึงที่ทอดสมอชายชำแระนอกสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา กัปตันดิกอเซให้เอาเรือโบตลงสามลำ พร้อมด้วยเชือกเสาเพลาใบ มีออฟฟิเซอกำกับเรือลำละคน แลคนตีกระเชียงลำละสิบคน เข้ามาส่งพวกราชทูตกับผู้มีชื่อรวมยี่สิบเจ็ดคน บ่ายโมงหนึ่งพวกราชทูตก็ลากัปตันลงจากกำปั่นรบไปเลเดส กัปตันให้ยิงสลุตส่งราชทูตสิบเก้านัด บ่ายสามโมงถึงเมืองสมุทปราการ และขึ้นหยุดพักที่ศาลากลาง พระยาสมุท บุรานุรักษ์ผู้สำเร็จราชการเมืองสมุทปราการ ได้เลี้ยงพวกราชทูตแลอังกฤษที่มาส่งเสร็จแล้ว จัดแจงผลไม้ต่าง ๆ กับสุราแลบุหรี่ให้แก่อังกฤษ ๆ ก็ลากลับออกไปกำปั่น พระยาสมุทบุรานุรักษ์ พระยามหาอรรคนิกร จัดเรือสำปั้นเก๋งทั้งสองลำ เรือเป็ดลำหนึ่ง ให้ขึ้นมาส่งพวกราชทูตเวลาสองทุ่มเศษได้ออกจากเมืองสมุทปราการ สองยามถึงกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยานี้ รุ่งขึ้นเวลาเช้าพร้อมกันเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ตรงหน้าพระสิงหบัญชรข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ฝ่ายทิศตวันตกในพระบรมมหาราชวังสิ้นความแต่เท่านี้ ขอเดชะ จดหมายเหตุของหม่อมราโชทัย จบเพียงนี้

๑๗ ตอนที่ ๑๔ ว่าด้วยรับแขกเมืองที่มาส่งราชทูตเข้าเฝ้า

?ได้เนื้อความตามใบบอกของ เซอร์รอเบิต จอมเบิค กงสุลอังกฤษในกรุงเทพ ฯ มีไปยังกระทรวงต่างประเทศที่กรุงลอนดอน เรื่องราชทูตไทยกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ แล้ว ว่ายังมีการรับพระราชสาส์นแลเสด็จออกรับแขกเมืองนายเรือรบที่มาส่งทูต มีเนื้อความดังนี้ ราชทูตไทยกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ ณวันศุกร์เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำ รุ่งขึ้นกรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แลเจ้าพระยา รวิวงศ์มหาโกษาธิบดี แจ้งความแก่เซอร์รอเบิต จอมเบิค ว่าจะโปรดให้เรือไฟหลวงลงไปรับพระราชสาส์น ซึ่งสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียมีตอบ แต่เรือรบอังกฤษเข้ามาจนเมืองสมุทปราการแล้วจะจัดเรือพระ ที่นั่งเอกไชย กับเรือกระบวรลงไปรับพระราชสาส์น แห่ขึ้นมาจากเมืองสุมทปราการจนถึงกรุงเทพ ฯ ๖๙ พวกขุนนางนายเรือรบนั้นก็จะจัดเรือไฟหลวงลงไปรับขึ้นมา ด้วยจะโปรดให้เข้ามาเฝ้าเปนการเต็มยศ ๖๙ จะเห็นได้ตรงนี้ว่า ประเพณีฝรั่งกับประเพณีไทย ถือในเรื่องพระราชสาส์นผิดกันอย่างไรในสมัยนั้น ที่จริงพระราชสาส์นที่กวีนวิกตอเรียตอบ เขามอบให้ราชทูตไทยแต่ที่เมืองลอนดอน แต่ประเพณีไทยเราถือว่า ต้องแห่แหนรับพระราชสาส์นเปน พระเกียรติยศ ทูตจึงมอบพระราชสาส์นไว้ในเรือรบอังกฤษที่มาส่ง เพราะจะต้องลงไปแห่แหนพระราชสาส์นตามประเพณีไทย.



๑๓๑ อนึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปเยี่ยมถึงเรือรบที่มาส่งราชทูตนั้นด้วย ?ครั้นณวันจันทร์เดือน ๗ ขึ้น ๑๒ ค่ำเวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเรือไฟจักรท้ายซึ่งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ต่อแล้วใหม่ ออกจากกรุงเทพ ฯ ไปถึงเรือรบอังกฤษ ชื่อไปเลดิศซึ่งทอดสมออยู่ที่สันดอน กัปตันดิกอเซจัดการรับเสด็จตามสมควรแก่พระเกียรติยศ เชิญเสด็จตรวจเรือ แล้วฝึกหัดยิงปืนใหญ่น้อยถวายทอด พระเนตร จนเวลาบ่ายสามโมงจึงเสด็จกลับ มีรับสั่งให้กัปตันดิกอเซกับนายเรือรบที่เปนผู้ใหญ่ตามเสด็จมาในเรือพระที่นั่ง พวกขุนนางนายเรือรบอังกฤษนอกจากนั้นมาในเรือไฟหลวงที่ออกไปรับ ?ณวันอังคารเดือน ๗ ขึ้น ๑๓ ค่ำเรือกระบวรแห่พระราชสาส์นสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียขึ้นมาถึงกรุงเทพ ?ณวันพุธเดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเปนการเต็มยศ โปรดให้ เซอร์รอเบิตจอมเบิค พากัปตันดิกอเซแลพวกขุนนางนายเรือรบกับทั้งพวกอังกฤษในสถานกงสุลเข้าเฝ้า มีพระราชปฏิสันฐารแลทรงขอบใจนายเรือรบที่รับราชทูตมาส่งถึงกรุงโดยสวัสดิภาพ ครั้นเฝ้าเต็มยศแล้วเสด็จออกที่เก๋งกรงนก โปรดให้พวกนายเรือรบเข้าเฝ้าที่รโหฐาน ทรงทักทายรายตัวทั่วกันแล้ว จึงโปรดให้จัดเลี้ยงอาหารเวลากลางวันในที่นั้น แล้วจึงได้กลับไป


๑๓๒ ในเวลาที่พวกนายเรือรบเข้ามาพักอยู่กรุงเทพ ฯ นั้น ปรากฎว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีการเลี้ยงเวลาค่ำ แล้วมีละคอนให้ดูคืนหนึ่งเจ้าพระยารวิวงศ์มหาโกษาธิบดีมีการเลี้ยงเวลาค่ำ แล้วมีมโหรีให้ฟังคืนหนึ่ง พวกนายเรือรบกลับไปณวันพฤหัสบดีเดือน ๗ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะเมียสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๒๐ พ.ศ. ๒๔๐๑










ใบเพิ่มที่ ๑ บาญชีคนที่ไปในกองทูต ๒๗ คน

(๑) ราชทูต พระยามนตรีศรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เปนบุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ร่วมมารดากับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ต่อมาได้เปนที่สมุหกลาโหมฝ่ายเหนือ (๒) อุปทูต เจ้าหมื่นสรรพเพธภักดี (เพ็ง ต้นสกุล เพ็ญกุล)เปนข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมาได้เปน พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ จางวางมหาดเล็ก ถึงรัชกาลที่ ๕ เปนพระยาราชสุภาวดี แล้วเลื่อนเปนเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง บัญชาการกรมพระสุรัสวดี (๓) ตรีทูต (เดิมกะว่า หลวงชาญภูเบศร์ แล้วเปลี่ยนเปน) จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ (ด้วง) เปนข้าหลวงเดิม ร่วมพระนมในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมามีความผิดต้องออกจากราชการ (๔) ล่ามหลวง หม่อมราโชทัย ชื่อหม่อมราชวงศ์ กระต่าย (อิศรางกูร ณกรุงเทพ) บุตรกรมหมื่นเทวานุรักษ์ ในเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (๕) ผู้กำกับเครื่องราชบรรณาการ จมื่นราชามาตย์ (ท้วม บุนนาค) เปนบุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ กลับมาได้เปนที่พระเพ็ชรพิไสยศรีสวัสดิ์ ปลัดเมืองเพ็ชรบุรี แล้วเลื่อนเปนพระยา



๑๓๔ เทพประชุน ปลัดทูลฉลองกระทรวงกลาโหม ในรัชกาลที่ ๕ เปนเจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (๖) ผู้กำกับเครื่องราชบรรณาการนายพิจารณ์สรรพกิจ(ทองอยู่ กัลยาณมิตร) เปนบุตรเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ต่อมาได้เปนหลวงเดชนายเวร (๗) ล่ามของราชทูต ขุนจรเจนทเล ชื่อฉุน ได้ไปเรียนวิชาเดิรเรือในยุโรป ในรัชกาลที่ ๕ ได้เปนหลวงชลธารพินิจจัย แล้วเลื่อนเปนพระชลธารพินิจฉัย เจ้ากรมคลอง (๘) ล่ามของอุปทูต ชื่อนายโนรี (๙) ล่ามของตรีทูต ขุนปรีชาชาญสมุท ชื่อดิศ เปนนายเรือในพระบวรราชวัง ภายหลังได้เปนหลวงสุรวิเศษ นายทหารหน้าในกรมพระราชวังบวรฯ เปนครูสอนภาษาอังกฤษเจ้านายวังหน้าจนรัชกาลที่ ๕ (๑๐) นายเทศ บุนนาค (คือ เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธ) บุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ อายุ ๑๗ ปี เปนนักเรียนส่งไปเรียนวิชา (๑๑) นายทด บุนนาค บุตรพระยามนตรี ฯ ราชทูต อายุ ๑๖ ปี เปนนักเรียนส่งไปเรียนวิชา นักเรียน๒ คนนี้เมื่อถึงเมืองอังกฤษราชทูตได้ขอให้รัฐบาลอังกฤษช่วยหาที่เล่าเรียน กระทรวงต่างประเทศอังกฤษสืบหาที่เล่าเรียน เดิมกะว่าจะให้ไปเรียนที่ราชวิทยาลัยในลอนดอน แต่จะเปนด้วยเหตุใดไม่ ปรากฎ เมื่อทูตกลับมา นักเรียนก็กลับมาหาได้อยู่เล่าเรียนไม่


๑๓๕ (๑๒) เสมียนของราชทูต นายบริบาลบรรยงก์ (๑๓) เสมียนของอุปทูต ขุนบุรินทามาตย์ (๑๔) เสมียนของตรีทูต ไม่ปรากฎชื่อ (๑๕) หมอยา จะเปนใครหาทราบไม่ (๑๖) เข้าใจว่าหมอนวด คนใช้ ๑๑ คน รวมทั้งสิ้น ๒๗ คน ใบเพิ่มที่ ๒ บาญชีเครื่องราชบรรณาการ แลสิ่งของส่งไปพระราชทาน

ที่ ๑ พระราชสาส์นจารึกในพระสุพรรณบัฏ ห่อในแผ่นทองคำแล้วใส่ในฝักทองคำลงยา ที่ ๒ พระราชสาทิศฉายาลักษณ์สองแผ่น แผ่นหนึ่งมีรูปพระ ราชฉายาของสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ทรงเครื่องต้นสำหรับพระเจ้าแผ่นดินพร้อมทุกสิ่ง เสด็จทรงนั่งเหนือพระบรมราชอาสน์ถ่ายไว้ในเครื่องถ่ายฉายบนแผ่นโลหะ แผ่นหนึ่งมีรูปพระราชฉายาของสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏ พระ จอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ทรงเครื่องปรกติ เสด็จทรงนั่งเหนือราชอาสน์ปรกติ กับพระนางเธอฝ่ายใน แลพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์บนพระเพลา ถ่ายไว้ในเครื่องถ่ายฉายบนแผ่นโลหะ

๑๓๖ ที่ ๓ พระมหามงกุฏลงยาประดับเพ็ชร์บ้าง ประดับทับทิมบ้าง ที่ ๔ พระสังวาลลายกุดั่นประดับทับทิม ทับบนแผ่นแพรเฉวียงซ้าย ที่ ๕ พระธำมรงค์นพรัตน ที่ ๖ ฉลองพระองค์พระกรน้อยมีดุมเพ็ชรเจ็ด ที่ ๗ ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ที่ ๘ รัดพระองค์กุดั่นประดับเพ็ชรบ้าง ทับทิมบ้าง มรกฎบ้าง สายทองมีประจำยามประดับทับทิม ที่ ๙ รัดพระองค์จรบาดตาดปักเลื่อม ที่ ๑๐ ประคตรัดพระองค์กรองทอง ที่ ๑๑ สนับเพลาเข้มขาบเชิงงอนลายทองคำลงยาราชาวดี ที่ ๑๒ ผ้าทรงยกทองผืนหนึ่ง ที่ ๑๓ ผ้าทรงกรวยเกี้ยวเขียนทองผืนหนึ่ง ที่ ๑๔ ผ้าทรงปูมอย่างดีสามผืน ที่ ๑๕ สังอุตราวัฏเครื่องทองคำลงยาราชาวดีมีดอกนพรัตน มังสีทองคำจำหลักลงยาเปนเครื่องรอง ที่ ๑๖ ขันน้ำกับพานรองทองคำลงยาราชาวดีสำรับหนึ่ง ที่ ๑๗ เครื่องชา ป้านเลี่ยมทองคำ จานทองคำลงยารองป้าน ถ้วยหยกมีฝา เรือทองคำรองถ้วย ถาดทองคำจำหลัก รอง สำรับหนึ่ง


๑๓๗ ที่ ๑๘ ถ้วยฝาทองคำลงยา ถ้วยฝาเงินถมยาดำตะทองรวมเปนสอง ที่ ๑๙ ซองบุหรี่ทองคำลงยา ที่ ๒๐ กันไกรเครื่องตัดผมอย่างไทย ซ่นประดับเพ็ชร ประดับทับทิม รวมเปนสอง พระสางเจียดงากรอบแลด้ามทองคำลงยา ประดับพลอย มรกฏคู่หนึ่ง ที่ ๒๑ เครื่อง ซ่อม, ช้อม, มีด, ทองคำประสม ด้ามประดับเพ็ชร สำรับหนึ่ง ที่ ๒๒ โต๊ะเงินใหญ่ ปากกาไหล่ทอง คู่หนึ่ง ที่ ๒๓ ดาบเหล็กลายฝักทองคำลงยา ที่ ๒๔ ดาบเหล็กลายฝักทองคำจำหลัก ที่ ๒๕ กฤชฝักนาก ที่ ๒๖ หอกอย่างสยาม ฝักเงินถมยาด้ามตะทอง ที่ ๒๗ ง้าวฝักเงินถมยาด้ามตะทอง ที่ ๒๘ ทวนด้ามกาไหล่ทอง คู่หนึ่ง ที่ ๒๙ พระกลดหนึ่ง บังพระสูรย์หนึ่ง ฉัตรห้าชั้นคู่หนิง ฉัตรสามชั้นคู่หนึ่ง ชุมสายคู่หนึ่ง เครื่องพื้นแพรปักทองแผ่ลวด ที่ ๓๐ พระราชยานกง ๑๘


๑๓๘ ที่ ๓๑ กลองมโหระทึกกับปี่งาสำรับหนึ่ง ที่ ๓๒ เครื่องม้าทองคำประดับพลอยสำรับหนึ่ง ที่ ๓๓ ฉากรูปพระแก้วมรกฏ ซึ่งเปนที่นมัสการในพระบรมมหา ราชวังเขียนสามรูป ตามอย่างทรงเครื่องในฤดูทั้งสาม ซึ่งมีหนังสือชี้แจงมาเปนนิทานด้วยนั้น ที่ ๓๔ ฉากเรื่องพระบรมราชาภิเษก ๔ แผ่น บาญชีนี้ได้มาจากห้องอาลักษณ์ เข้าใจว่าเปนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ นอกจากสิ่งของเครื่องราชบรรณาการที่พรรณาในบาญชี ยังมีตัวอย่างสิ่งสินค้าต่าง ๆ ซึ่งมีชื่อในหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี รวม ๖๗ สิ่ง ส่งไปในเครื่องราชบรรณาการด้วย สิ่งของเครื่องราชบรรณาการส่งไปครั้งนั้น ที่เปนเครื่องทองคำ เพ็ชร พลอย รักษาไว้ ในห้องเครื่องราชสมบัติที่พระราชวังวินด์เซอ ไทยที่ออกไปประเทศอังกฤษในชั้นหลัง ๆ ที่ได้รับอนุญาตไปดูพระราชวังวินด์เซอ เจ้าพนักงารเขายังพาไปดูเครื่องราชบรรณาการเหล่านี้ เข้าใจว่ายังอยูาประจำที่จนทุกวันนี้ สิ่งของส่งไปพระราชทาน พระมารดา พระภัศดา แลพระราชบุตร ราชธิดา ของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียจะกะอย่างไรหาทราบไม่ พบแต่บาญชีสิ่งของ ดังนี้ จี้มรกฏประดับเพ็ชร ๑


๑๓๙ แหวนครึ่งซีก เพ็ชร ๔ แหวนครึ่งซีกมรกฎ ๔ หีบทองคำลงยาใบใหญ่ ๑ หีบทองคำลงยาใบเล็กมีลิ้นชัก ๕ ตลับยานัดถุ์ทองคำลงยา ๑๐ ซองบุหรี่ทองคำลงยา ๓ กล้องไม้ราชวัง เครื่องทองคำลงยา ๒ ตลับทองคำลงยา ใส่ยาสูบสำหรับใช้กับกล้อง ๒ ป้านใหญ่เลี่ยมทองคำ ๒ หีบปักทองคำ ๓ ของพระราชทานลอร์ดคลาเรนดอนเสนาบดีว่าการต่างประเทศ ซองบุรี่ทองคำลงยา ๑ ตลับยานัดถุ์ ทองคำลงยาสี่เหลี่ยม ๑ ตลับยานัดถุ์ทองคำลงยากลม ๑ ที่ชาถมตะทองสำรับ ๑ สิ่งของพระราชทานให้ราชทูตไปสำหรับแจกผู้มีบรรดาศักดิ แต่ไม่มีชื่อปรากฎ มีแต่บาญชีสิ่งของคือ กฤชฝักทองคำ ๓ ดาบฝักถมตะทอง ๒ กาถมตะทอง ๒


๑๔๐ หีบถมตะทอง ๒๐ ซองบุหรี่ถมตะทอง ๒๐ ตลับถมตะทอง ๒๐ แพรลาย ๑๐ ม้วน ของพระราชทานโปรเฟศเซอวิลสัน คือ ฉากรูปพระแก้ว ๑ ฉากรูปพระเบญจา ๑ พระคัมภีร์ ๑

เครื่องราชบรรณาการฝ่ายพระบวรราชวัง

๑ ขันน้ำทองลงยา มีพานรอง ๒ กระโถนทองคำลงยา ๓ ซองบุหรี่ทองคำลงยา ๔ ฉลองพระองค์กรองทอง ๒ พระภูษา ๒ ๕ พระกลด ๒ ๖ พระแสงทวน คร่ำทอง เครื่องทองประดับทับทิม ๒ ๗ พระแสงตรี ๒ ๘ พระวอ



๑๔๑ ของกรมหลวงวงศา ฯ ประทาน ลอรด์คลาเรนดอน หอกคร่ำทอง ๑ ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ให้ลอรด์คลาเรนดอน ง้าว ๑ ของเจ้าพระยารวิวงศ์ ให้ลอรด์คลาเรนดอน หีบบุหรี่ถม ๑ ที่ชากาไหล่ทอง ประดับพลอย ๑