ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 2/ส่วนที่ 2
จักกล่าวลักษณมูลคดีวิวาทด้วยทาษสินไถ่ทาษชะเลย ชาย
หญิง เปนต้นที่จะให้เกิดคดีตามคำภีรพระธรรมสาตรว่า ทาสี จ ทาสํ ทาษอันควรจะใช้ได้มี ๗ ประการโดยพระบาฬีดั่งนี้
อธิบายว่า ทาสวฺณณา[4] อันว่าปรเพศแห่งทาษทังหลาย สตฺตมา มีเจตจำพวกอันควรจะใช้ได้นั้น ธเนน วิกิเนยฺยวา คือทาษไถ่มาด้วยทรัพย ๑ ปุตฺตทาสา คือลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ย ๑ มาตาปิตา จ ทาสกา คือทาษได้มาแต่ฝ่ายข้างบิดามานดา ๑ ทินฺนกา จ คือทาษมีผู้ให้ ๑ อฏฺฏทาสา จ คือทาษอันได้ด้วยช่วย[5] กังวลทุระทุกขแห่งคนอันต้องทันธโทษ ๑ ภตฺตกา จ คือทาษอันได้เลี้ยงไว้ในกาลเมื่อเข้าแพง ๑ ธชาหตา จ ทาสกา คือนำธงไชยไปรบศึกแล้วแลได้มาเปนทาษชะเลย ๑ ทาษ ๗ ประการดั่งนี้ควรจะใช้ได้
อนึ่งทาษอันมิควรจะใช้ได้นั้น ๖ ประการ มีบาฬีดังนี้
- มุญฺจนา ภิกฺขุทาสา จ พฺราหฺมณทานทาสกา[6]
- ทาโส เม ติ ภิกฺขุํ ภิกฺขุ อตฺถิสิลา อญฺเญชนา
- เขตฺตทาสา ติ ฉฏฺเฐว ทาสกมฺเม น ลพฺภเร
อธิบายว่า ฉฏฺฐ เอว ทาสา อันว่าทาษไม่ควรจะว่า ทาษไม่ควรจะใช้ มี ๖ ประการ มุญฺจนา[7] จ คือทาษอันโปรดเสียมิได้ใช้ ๑ ภิกฺขุทาสา จ คือทาษอันตนโปรดให้บวดเปนสมณ ๑ พฺราหฺมณทานทาสกา[8] คือทาษอันตนโปรดให้ไปแก่พราหมณหนึ่ง ทาโส เม ติ ภิกฺขุํ ภิกฺขุ คือภิกษุต่อภิษุจะว่ากัน[9] เปนทาษนั้นมิได้ ๑ อตฺถิสิลา อญฺเญชนา คือผู้อื่นอันมั่นในศิลาธิคุณมาพึ่งพำนักอยู่ จะว่าเปนทาษนั้นมิได้ ๑ เขตฺตทาสา คือผู้มาอาไศรยอยู่ในคามเขดที่เรือนสวนไร่นาแห่งตน ตนจะว่าผู้นั้นเปนทาษมิได้ ๑ เปน ๖ ประการด้วยกัน ทาษ ๖ ปรการนี้ ทาสกมฺเม น ลพฺภเร อันบุทคนมิควรจะพึ่งไช้ในทาษกรรมกรแห่งตนได้
ทีนี้จะกล่าวสาขคดีอันมีตามมูลคดีวิวาทโดยพระราชบัญญัติจัดเปนบทมาตราสืบมาดั่งนี้
ศุภมัศดุ ๑๓๕๙ มะแมนักสัตว อาสาทมาศ ศุกขปักษย เอกาทัศมีดฤษถี จันทวาร พระบาทสมเดจพระเจ้ารามาธิบดินทรนะรินทรบรมมหา[วซ 1] จักระพรรดิราเมศวรราชเดโชไชยะ พรหมเทพาดิเทพตรีภูวนาธิเบศ บรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว เสดจณพระธินั่งบุษบกมาลามหาไพชยณปราสาทโดยบูรรพาพิมุกข ทรงพระอนุสรคำนึงตามคำภีรพระธรรมสาตรแล้ว มีพระราชโองการมาณพระบันทูล[10] สุรสีหนาทพระราชบัญญัตไว้ว่า
ทาษควรจะใช้ในทาษกรรมมี ๗ ปรการในคำภีรพระธรรมสาตร คือข้าสีนไถ่ปรการ ๑ คือลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ย[11] ปรการ ๑ คือทาษได้มาแต่ บิดา
มารดา ปรการ ๑ คือทาษท่านให้ปรการ ๑ คือทาษอันได้ด้วยช่วยกังวลแห่งคนอันต้องทันธโทษประการ[12] ๑ คือทาษอันได้เลี้ยงมาเมื่อกาลทุภิกขะปรการ ๑ คือทาษอันได้ด้วยชะเลยปรการ ๑ เปนเจตปรการดั่งนี้
จักกล่าวลักษณทาษสีนไถ่ก่อน ไถ่ทาษมี ๓ ปรการโดยพระธรรมสาตรกล่าวดั่งนี้ ประการหนึ่งไถ่มิได้ขาดข้า (ประการหนึ่งไถ่ขาดข้า)[13] ปรการหนึ่งไถ่มิได้ใช้ อันว่าไถ่มิได้ขาดคา[วซ 2] นั้น คือว่าไถ่ฝากมีผู้ฃายนายประกัน ถ้ามันหลบลี้หนีหาย เอาแก่ผู้ฃายนายประกันได้ อันว่าข้าไถ่ขาดค่านั้น คือว่าไถ่เตมค่า แลท่านมิได้ปรกัน มันหลบหลีกหนีหาย จะเอาแก่ผู้ฃายนั้นมิได้ อันว่าไถ่ทาษมิได้ใช้นั้น คือว่าไถ่แล้วให้ผูกดอกเบี้ยไปก็ดี แลทาษนั้น[14] ฃอผูกดอกไปเองก็ดี ผู้[15] ไถ่มิได้ไช้
๑ มาตราหนึ่ง ถ้าผัวแลพ่อแม่นายเงินเอาชื่อลูกเมียข้าคนใส่ในกรมธรรฃาย ท่านว่าเปนสิทธิ แม้นว่าเจ้าสีนบอกก็ดี มิได้บอกก็ดี แก่ตัวเรือนเบี้ยซึ่งมีชื่ออยู่ในกรมธรรม์นั้น ท่านว่าเปนสิทธิได้โดยกระบิลเมืองท่าน เหดุว่าเจ้าผัวพ่อแม่นายเงินนั้นเปนอิศรภาพแล
๒ มาตราหนึ่ง เมียก็ดี ลูกก็ดี เอาชื่อ พ่อ
แม่ แลผัวใส่ในกรมธรรม์ฃาย ท่านว่ามิเปนสิทธิเลย เหดุว่า เมีย
ลูก นั้นมิได้เปนอิศระแก่ผัวแลพ่อแม่นั้นเลย
๓ มาตราหนึ่ง ผู้ใดขาดแคลนมีอาสนเอา พี่น้อง
ลูกหลาน ญาติไปฃายฝากประจำเชิงกระยาเบี้ย[16] แสนหนึ่ง ๒
๓ แสนขึ้นไป ให้ค่อยใช้ค่อยสอย อย่าให้ทำร้ายแก่ผู้คนท่าน ถ้ามันหมีดี ให้เอาไปเวนแก่ผู้ฃายคืนเรียกเอาเงิน ถ้าเจ้าเบี้ยมีคดีประการใด ๆ เอามันผู้ทาษให้ไปต่างตัว แลมันต้องตีจำ โซ่
ตรวน
ขื่อคา ทวนด้วยหนังจำตากแดดตากฝนแช่น้ำทาระกรรมต่างตัวก็ดี ต่าง บุตรภรรยา
พี่น้อง พ้องพันธุตนก็ดี ท่านว่า เจ้าเบี้ยนั้นมิชอบ ให้ผูกโทษแก่เจ้าเบี้ย เบี้ยค่าคนนั้นเท่าใด ให้ลดเสียกึ่งหนึ่ง ถ้าเอามันไปทวนด้วยลดหนังไซ้ จะเอาค่าตัวทาษนั้นมิได้เลย ถ้าฃายขาดค่า เจ้าเบี้ยนายเงินผิดระแวงราชการพระเจ้าอยู่หัวประการใด ถ้าต้องโทษแทนนายเงิน ท่านว่าหาโทษแก่เจ้าเบี้ยนายเงินมิได้ เพราว่าขาดค่าเปนสิทธิแล้ว ถ้าหนีหายตายไซ้ ตกแก่นายเงิน
๔ มาตราหนึ่ง ผู้ใดขายคนลูกเมียสิง[วซ 3] อันใดแก่ท่าน แลทำสารกรมธรรม์ให้เจ้าสีน ๆ ก็ภาซื่อให้เงินแก่ผู้ฃาย ๆ เอาเงินท่านไป แล้วมิได้เอาสิ่งอันฃายมาให้แก่ท่าน ๆ ว่าลวงท่าน ถ้าพิจารณาเปนสัจ ให้เอาต้นสีนตั้งใหมทวีคูน ยกทุนให้เจ้าของ เหลือนั้นเปน สีนไหม
พิไนย กึ่ง
๕ มาตราหนึ่ง ฃายทาษฝากประจำเชิงกระยาเบี้ย แลผู้ฝากรับเอาเงินไป ผู้ไถ่มิเตมใจเอาคนไปเวนแก่ผู้ฃายฝาก ๆ มิรับเอาคน มิคืนเงินให้เจ้าเงิน ๆ เอาคนนั้นไปไว้แก่กระลาการ ๆ เรียกผู้ฃายมาให้รับเอาคนคืนแล้วให้ส่งเงินแก่เจ้าเงิน ถ้าผู้ฃายบังอาจมิรับเอาคนไป ตกอยู่ในกลางกระลาการ มีผู้มาช่วยไถ่ส่งเงินทุนให้แก่เจ้าเงิน คนนั้นเปนสิทธิแก่ผู้ไถ่ ถ้าคนนั้นต้องพิภาษหายหนีเมื่อหน้า ให้ผู้ฃายฝากคนก่อนนั้นใช้ต้นเงินท่านจงถ้วนตามฃายก่อนนั้น อย่าให้ลด
๖ มาตราหนึ่ง ผู้ใดคึ่งเคียดแก่ข้าคนตนไซ้ ท่านให้ตีแต่ภอให้หลาบ ปราบแต่ภอให้กลัว ท่านมิให้ล้มตายเลย ถ้ามันคนร้ายสั่ง[17] สอนมิได้ ให้ฃายมันเสีย ถ้าตีมันตาย ให้ไหมโดยศักดิ มือ
ไม้
เหลก นั้นแล
๗ มาตราหนึ่ง เขนใจขาดแคลนเอา บุตรภรรยา
พี่น้อง พ้องพันธุญาติทาษ ชาย
หญิง ไปฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ประจำเชิงกระยาเบี้ย[11] ถ้า หญิง
ชาย ค่าตัวต่ำกว่า ๑๒
๑๔ แสน ให้ค่อย ใช้
สอย ผิดพลั้งสิ่งใด ทำแต่ภอควร อย่าให้เจ้าสีนข่มเหงใส่ ฃื่อ[18] คา
โซ่ตรวน ตีจำทำโดยอุก มีบาดเจบค้นหักบอดประการใด ท่านว่าเจ้าสีนมิชอบ แลให้ใหมผู้ทำนั้นเปนส่วน ทาษ
ไท ให้ยกแต่เบี้ยส่วนทาษนั้นไว้ เอาส่วนไทนั้นใหมผู้ทำเปน สีนใหม
พิไนย กึ่ง
๘ มาตราหนึ่ง มีอาสนฃายตัวฝากไว้แก่ท่านก็ดี ฃายเมียลูกหลานไว้แก่ท่านก็ดี เอาเงินท่านไป[19] มิได้ให้สารกรมธรรม์แก่ท่านมาให้ท่านใช้อยู่ ครั้นท่านตักเตือนจะเอาสารกรมธรรม์แก่มัน แต่มันผัด วัน
คืน อยู่ได้ ๙
๑๐ เดือนปีหนึ่ง ให้สิทธแก่เจ้าทาษเหมือนไถ่มาแต่ท้องสำเภา ถ้าเกิดลูก ชาย
หญิง ไซ้ ให้เอาเสมอลูกทาษเปนสิทธิ เพราะมันดูบงเหดุ[วซ 4] แก่ท่าน
๙ มาตราหนึ่ง ผู้ใดฃาดแคลนเอาลูกเมียญาติพี่น้องหลานเหลนผู้คนทาษไทไปฃายฝากไว้แก่ท่าน ๆ จะให้เบี้ยเงินแก่ผู้ฝาก ๆ ว่ายังมิเอา แลผู้ฝากว่าให้เอาคนไว้ก่อน แลผู้จะช่วยเอาตัวคนฝากไว้ใช้ มันทำให้ของท่านแตกหักหาย ท่านว่ายังมิให้เบี้ยเงินแก่ผู้ฃายมักง่ายใช้คน ถ้าของนั้นแต่แสนหนึ่งลงมา ท่านมิให้มันใช้เลย ถ้าของนั้นมากกว่าแสน[20] หนึ่งขน[วซ 5] ไป ให้ทำเปนสามส่วน ให้มันใช้ส่วนหนึ่ง สองส่วนนั้นเปนพับแก่เจ้าของ
ถ้าแลเจ้าเงินได้ให้เงินแก่ผู้ฃาย ๆ ได้ทำสารกรมธรรม์ให้แล้ว คนฝากมันทำให้ฃองท่านแตกหักหายไซ้ ให้มันใช้ของท่านจงถ้วน ถ้าเจ้าเงินใช้ให้มันเลี้ยงโคกระบือช้างม้าสัตวมีชีวิตร มันมิได้นำภาปล่อย[21] ปละละโคกระบือช้างม้า[22] นั้นไว้ทำให้ของท่านหาย ให้ใช้ของท่านจงถ้วน ถ้ามันติดตามโคกระบือท่านไป แลโจรผู้ร้ายตีด่า[23] มัดผูกมันผู้ทาษแล้วเอาวัวควายช้างม้านั้นไป ท่านมิให้มันไช้เลย ถ้าช้างม้าโคกระบือนั้นมากเหลือที่จะเลี้ยงรักษาแลหายด้วยประการใด ให้ทำเปนสองส่วน ให้มันใช้ส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งเปนพับแก่เจ้าเงิน ถ้าแลมีโจรผู้ร้ายปล้นตีชิงเอาช้างม้าโคกระบือในบ้านแลกลาง ทุ่ง
นา กลาง ป่า
ดง กลาง วัน
คืน เปนสัจไซ้ ท่านมิให้มันใช้เลย เพราะเหลือกำลังมันที่จะพิทักรักษาไว้
๑๐ มาตราหนึ่ง ทาษฝากเจ้าเงินให้เลี้ยง ช้างม้า
โคกระบือ สัตวให้เลี้ยงนั้นตาย เจ้าเงินจะคิดเอาค่าสัตวแก่ทาษนั้นมิได้
๑๑ มาตราหนึ่ง ฃายพี่น้องผู้คนไว้แก่ท่าน ๆ ใช้อยู่ ถ้าแต่สามขวบลงมา แลมันเปนผู้ร้ายคุมพวกพ้องปล้นสดมฆ่าฟันท่านตายให้เปนจุลาจลในแผ่นดินท่าน เอามาพิจารณาเปนสัจ ให้ผู้เปน[24] เชิงเบี้ยใช้จงเตมค่า เพราะมันฬ่อลวงเอาผู้ร้ายให้ท่านใช้ ถ้าพ้นสามขวบขึ้นไป จะเอาค่าคนคืนมิได้เลย เปนพับแก่นายเงินแล
๑๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมีทาษทาษี แลทรัพยอันจะคิดเอาแก่ทาษทาษีนั้นก็ยังมาก แลถ้อยความอันจะว่าแก่ทาษทาษีนั้นก็หลายกะทง แต่ยังอยู[วซ 6] ที่ตนนั้นมิได้ว่ากล่าว แลจะคิดเอาสิ่งของ[25] นั้น ครั้นฃายไปอยู่แก่ท่านผู้อื่นแล้ว แลจะคิดเอาสิ่งของนั้น แลจะว่าความนั้น มิพึงให้คิดเอาแลว่ากล่าวเลย
๑๓ มาตราหนึ่ง บุทคนผู้ใดเอาทาษแลบุตรไปฃายฝากไว้แก่ท่านมิขาดข้า แลนายเงินกุมเกาะประสมให้มีผัว มันมิยินมีศักขิพญาณรู้เหน ให้แบ่งค่าตัวเสียกึ่งหนึ่งให้แก่นายเงินกึ่งหนึ่ง เพราะทนงศักดิสำหาวเอาลูกหลานแลทาษท่านให้มีผัวมิชอบ
๑๔ มาตราหนึ่ง นายเงินให้ข้าคนตนไปนะรงคสงครามแทนตน แลมันไปได้ต่อรบด้วยฆ่าศึก ท่านมิให้เอาค่าตัวแก่มันเลย ถ้ามันมิได้รบพุ่ง[26] ด้วยฆ่าศึก มันกลับคืนมาได้ ให้ทำค่าตัวมันเปนสองส่วน ส่วนหนึ่งให้แก่นายเงิน ถ้ามันเกิดปัตเหดุตายเมื่อไปการณรงค์สงคราม เจ้าเงินจะเอาเงินแก่ผู้ฃายนั้นมิได้ เพราะเจ้าเงินให้มันไปแทนตัว
๑๕ มาตราหนึ่ง หมู่ฝ่าย ทหาร
พลเรือน ทุกขยากเปนทาษผู้มีชื่ออยู่ แลมีการณรงค์สงคราม เจ้าหมู่มุนนายกะเกนเอาไพร่ซึ่งทุกขยากเปนทาษผู้มีชื่อไปการณรงคสงคราม แลมันได้ต่อรบด้วยฆ่าศึกตายก็ดี แลมันเกิดอุบัดิเหดุใข้เจบตายในการณรงค์สงครามก็ดี เจ้าเงินจะเอาเงินแก่ผู้ฃายนั้นมิได้ เพราะเหดุว่าพระเจ้าอยู่หัวใช้ไปการณรงคสงคราม
๑๖ มาตราหนึ่ง เขนใจเอาบุตรภิริยาญาติพี่น้องพันธุทาษ ชาย
หญิง ไปฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ประจำเชิงกระยาเบี้ย ครั้นอยู่จำเนียรระนานมา ถึงเทษการไถนาเกี่ยวเข้าของท่าน แลมันผู้ทาษก็ดี ผู้ฃายก็ดี จะเอาเงินค่าตัวมันมาส่งแก่ท่านเมื่อในเทษการนั้น ท่านว่าทำน้ำจะเอาปลาทำนาจะเอาเข้าท่านมิให้รับเงินเลย แลเมื่อใดพ้นเทษการแล้ว ให้รับเงินตามมากแลน้อย ถ้ามันผู้ทาษผู้ฃายนั้นจะไปร้องฟ้องว่ากล่าวจะวางเงินในกลางสุภากระลาการเมื่อในเทษการทำนาอยู่นั้น ท่านมิให้สุภากระลาการโรงสารกรมใด ๆ รับเอาฟ้องมันว่ากล่าวเลย
๑๗ มาตราหนึ่ง ฃายลูกเมียข้าคนไว้แก่ท่าน ยังมิได้ทำสารกรมธรรม์ให้ คนนั้นหนี จะเอาแก่ผู้ฃาย ๆ ว่าฃายขาด ผู้ไถ่ว่าฃายฝาก ยังมิได้ทำหนังสือบริคน ถ้าเปนสัจว่าฃายฝากจริง แต่ว่ายังมิได้ทำสารกรมธรรม แลคนนั้นหนี ท่านว่าเอาต้นเงินจงถ้วน มี[27] ดอกเท่าใดอย่าให้เอาเลย เพราะว่าเจ้าเงินมิได้ทำสารกรมธรรม์ ถ้าพบทาษเมื่อ[28] ได จึ่งเอาแก่มันเมื่อนั้น
๑๘ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเอาผู้คนแลทาษ ชาย
หญิง ไปฃายฝากไว้แก่ท่านเปนเงินมากน้อยเท่าใด ๆ ก็ดี แลผู้ ช่วย
ไถ่ มีทุกขกังวล เอาตัวคนที่ฃายฝากไว้นั้นฃายต่อไปเจ้าหนึ่งอีก ครั้นพ้นทุกขกังวลแล้วไปช่วยไถ่เอามา ครั้นมีทุกขร้อนมาอีก เอาทาษไปฃายซ้ำอีกเล่า[29] ถ้าฃายมิได้เท่าค่าซึ่งเจ้าเก่าเอามาฃายนั้น แลอยู่นานไปผู้คนนั้นมีลูกผัวก็ดี แลเจ้าเบี้ยนายเงินเก่านั้นล้มตายก็ดี มิได้เอาตัวทาษนั้นคืนไปก็ดี เงินฃายยังมิเตมค่าเจ้าเก่าเอามานั้นให้เอาค่าแต่กึ่ง กึ่งหนึ่งนั้นให้ปราณีแก่ทาษผู้มีคุณ
๑๙ มาตราหนึ่ง ฃายทาษไทลูกหลานฝากไว้แก่ท่านเปน ๒
๓ แสนเท่าใดก็ดี เมื่อกันดาน[30] เข้ายากหมากแพง แลผู้ไถ่ได้เลี้ยงดูเมื่อยาก แลครั้นเฃ้าถูก ผู้ฃายจะให้เงินแก่ผู้ไถ่ ท่านให้เอาจงเตมค่าตัวทาษนั้นแก่ผู้ไถ่ ถ้าทาษนั้นเปนผู้หญิง แลอยู่ด้วยเปนช้านาน แลเกิดลูก เฃาแม่ลูกเปนสิทธแก่ผู้ไถ่ เพราะเฃาเลี้ยงมาเมื่อกันดารเมื่อยาก
๒๐ มาตราหนึ่ง ชาย
หญิง ก็ดี มีอาสนฃายตัวเองไว้แก่ท่านให้ท่านใช้ แลลูก ชาย
หญิง ติดตามพ่อแม่พี่ป้า[31] น้าอามาด้วย มิได้เข้าในอาสนตัวเบี้ยซื้อขาย อยู่มาบุตรนั้นใหญ่ขึ้นจะไป ถ้าอายุศมทารกนั้นเดือน ๑
๒ เดือนขึ้นไปเถิง ๗ ขวบ ให้คิดค่าน้ำนมเข้าป้อนให้ขัดค่าทารกนั้นออกแบ่งเปน ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งเปนค่าน้ำนม สองส่วนเปนค่าโภชนอันเลี้ยง ให้แก่เจ้าทาษนั้นจึ่งควร ถ้าบุตรติดตามพ่อแม่พีป้าน้าอามาแต่อายุศมพ้น ๗ ขวบขึ้นไปไซ้ จะคิดเอาค่าเข้านั้นมิได้ เพราะว่าใช้งานยื่น เข้า
น้ำ ได้อยู่แล้ว ถ้าบุทคนผู้นั้นหาทุกขทังวล[32] มิได้ แลผู้ไถ่นั้นวิงวอนฃอไถ่ทาษีท่านไปเอง อยู่นานมาเมื่อบุตรทาษีใหญ่แล้ว แลจะเอาคืนไปนั้น จะคิดเอาค่าน้ำนมค่าเลี้ยงนั้นมิได้
๒๑ มาตราหนึ่ง ฃายผู้คน ช้างม้า
วัวควาย แลทรัพยผ้าผ่อนแก่ท่าน รับเอาเงินแล้ว แลยังมิได้ส่งผู้คน ช้างม้า
วัวควาย ผ้าผ่อนแก่ท่าน แลอุบายว่าผู้คน ช้างม้า
วัวควาย ผ้าผ่อนนั้นหาย แลจะส่งเงินคืนให้แก่ท่าน ให้คิดเอาค่าป่วยการหมื่นหนึ่งเดือนละสามพัน
๒๒ มาตราหนึ่ง เขนใจขาดแคลนเอาบุตรภรรยาพี่น้องพ้องพันธุญาติทาษ ชาย
หญิง ช้างม้าโคกระบือสรรพสิ่งใด ๆ มาฃายแก่ท่าน ครั้นรับเอาเงินแล้ว ท่านให้เวนสิ่งอันฃายแต่ใน ๓ วัน ถ้าพ้นนั้นผู้ฃายมิได้ส่งซึ่งสิ่งอันฃายแก่ท่าน แลสิ่งอันฃายนั้นหนีหายตาย ท่านให้คืนสีนท่านจงถ้วน
๒๓ มาตราหนึ่ง คนฝากแลนายเงินใช้ไปค้าก็ดี ถ้ามันพลาดตีนมือตกจากต้นไม้แลเรือล่มเจบป่วยแขนหักฃาหักตาบอด แลมีผู้ช่วยได้ ถ้าเจ้าทาษพะยาบานหาย แลคนฝากจะออกจากเจ้าเงิน ๆ จะเอาค่ารักษามิได้เลย แลคนฝากเสีย แขน
ขา หักข้างหนึ่ง ให้ตั้งค่า[33] ๓ ส่วน ลดเสียส่วนหนึ่งตามค่ามากแลน้อย ถ้าแล แขน
ขา ก็ดีหักสองข้างก็ดี ตาบอดทังสองข้างก็ดี อย่าให้เอาค่าตัวเลย ถัาตาบอดข้างเดียว ตั้งเปน ๓ ส่วน ลดเสียสองส่วน เอาส่วนหนึ่ง เพราะเสียคนท่านไป ถ้าแลพ่อแม่พี่น้องปู่[34] ย่าตายายของคนฝากมารับคนปไรักษา[วซ 7] พะยาบานณบ้านเรือนของ พ่อแม่
พี่น้องป้าน้า[35] มันเอง แลคนท่านถอยคลายหายให้ตั้งค่า ๓ ส่วน ลดเสียสองส่วน เอาส่วนหนึ่ง เหดุมิได้รักษาพะยาบาน ถ้าอยู่เรือนเจ้าเงินแลตาย มิให้เอาค่า[36] คนฝากนั้นเลย ถ้าแลมันตกท้องมหาสมุทจะตาย แลมีผู้ช่วยได้ ให้ไถ่เอาเท่าค่า ถ้ามิถึงตาย[37] มีผู้ช่วยได้ ให้ตั้งค่าสองส่วน ให้แก่ผู้ช่วยส่วนหนึ่ง
๒๔ มาตราหนึ่ง เขนใจเอาลูกเมียผู้คนญาติพี่น้องไปฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ต่างดอกเบี้ย ผู้ไถ่ได้ใช้มาช้านาน แลทาษนั้นไข้เจบ ให้ผู้ไถ่ไปบอกแก่ผู้ฃาย ถ้ามิได้บอกแก่ผู้ฃาย แต่เจ้าเงินรักษาพะยาบาน มันถึงแก่กรรมตายณะ บ้าน
เรือน เจ้าเงิน ให้เอาค่าตัวมันทำเปน ๓ ส่วน ยกเสียสองส่วน ส่วนหนึ่งให้แก่เจ้าเงิน ถ้าบอกผู้ฃาย แลบิดามานดาญาติพี่น้องมันผู้เจบก็ดีได้มาช่วยรักษาพะยาบานด้วย แลมันทาษนั้นถึงกำม์ตาย ให้เอาค่าตัวมันทำเปน ๒ ส่วน ยกเสียส่วนหนึ่ง ๆ นั้นให้แก่นายเงิน ถ้าแลบอกผู้ฃายมิได้มาช่วยรักษาพะยาบาน แต่ผู้ไถ่รักษาพะยาบาน[38] แลมันถึงแก่กำม์ตาย ให้เอาค่าตัวมันนั้นทำเปน ๓ ส่วน ยกเสียส่วนหนึ่ง ให้ผู[วซ 8] ขายใช้สองส่วน[39] ถ้าแลนายเงินบอกผู้ฃาย ๆ ได้มาพิทักรักษา ถ้าแลนายเงินมิได้พิทักรักษา มันถึงกำมตาย ให้ทำค่าตัวมันเปน ๓ ส่วน ยกเสียสองส่วน ส่วนหนึ่งนั้นให้แก่นายเงิน ถ้าผู้ฃายจะรับมารักษา ผู้ไถ่มิให้มานั้น มันถึงกำม์ตาย จะเอาค่าตัวมันผู้ตายแก่ผู้ฃายนั้นมิได้เลย ถ้าผูกดอกเบี้ยมาป่วยเจบอยู่ณเรือนผู้ฃายแลบิดามานดายาติพี่น้องมัน แลมันถึงแก่กำม์ตาย ให้ทำค่าตัวมันเปน ๓ ส่วน ยกเสียส่วนหนึ่ง สองส่วนนั้นให้แก่นายเงินมัน ถ้ามันหนีไปตาย ให้เอาต้นสีนค่าตัวมันแก่ผู้ฃายจงถ้วน ค่าป่วยการมากน้อยเท่าใด อย่าให้เอาเลย
๒๕ มาตราหนึ่ง ราษฎรผู้[40] มีทุกขยาก เอา ลูกหลานพี่น้อง
ลูกเมีย ทาษ ชาย[วซ 9]
หญิง ไปฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ แลผู้ทาษนั้นออกทระพิศ ให้นายเงินบอกแก่ผู้ฃาย ๆ ได้ช่วยพิทักรักษาณะเรือนนายเงินมัน นายเงินมันมิได้พิทักรักษา ถ้ามันถึงแก่กำม์ตายณะเรือนเจ้าเงิน ๆ จะเอาเงินค่ามันผู้ออกธระพิศตายแก่ผู้ฃาย ท่านว่ามิให้เอาเลย เพราะว่านายเงินมันทิ้งคว่างเสีย แลมันถึงแก่ความตายเปนภับแก่เจ้าเบี้ย เพราะมันดูไพร่หลวงถูก ถ้าแลนายเงินมันบอกแก่ผู้ฃาย ๆ แลนายเงินนั้นได้พิทักรักษาพะยาบานด้วยกันณะเรือนนายเงินนั้น แลมันถึงแก่กำม์ตาย ให้เอาค่าตัวมันทำเปน ๓ ส่วน ยกเสียสองส่วน เอาส่วนหนึ่งให[วซ 10] แก่นายเงินมัน ถ้านายเงินมันได้ไปบอกผู้ฃาย ๆ มีทุกขทังวลไข้เจบประการใด ๆ มิได้มาอยู่รักษา แต่ได้มาเยี่ยมเยือน แลนายเงินมันได้พิทักรักษาพะยาบาน มันถึงกำม์ตาย ให้ตั้งค่าตัวมันทำเปนสองส่วน ให้ยกเสียกึ่ง ให้แก่นายเงินมันกึ่ง ถ้าแลนายเงินมันบอกแก่ผู้ฃาย ๆ มิได้มีทุกขยากประการใด แลละคว่างมันเสีย มิได้พิทักรักษา แต่นายเงินมันได้พิทักรักษาพะยาบาน แลมันถึงแก่กำตาย ท่านว่าผู้ฃายนั้นบังเหดุดูถูกแก่ข้าแผ่นดินท่าน ให้ทำค่าตัวมันเปนสามส่วน ยกเสียส่วนหนึ่ง ให้ผู้ฃายใช้สองส่วน ถ้าผู้ายมิได้มาพิทักรักษาพะยาบาน แลมันหากำมมิได้ รอดชีวิตร ค่าตัวมันมากน้อยเท่าใด ให้สิทธแก่นายเงินนั้น ถ้าผู้ฃายจะไถ่เอามันคืนไป ท่านมิให้เจ้ามันให้เลย
อหนึ่งถ้าผู้ฃายรับเอาตัวมัน[41] ไปรักษาอยู่ระเรือนผู้ฃาย ถ้านายเงินมันได้มาพิทักรักษาอยู่ด้วยผู้ฃาย มันถึงแก่กำม์ตาย ให้ทำค่าตัวมันเปน ๕ ส่วน ยกเสียสามส่วน เอาสองส่วนให้แก่นายเงินมัน ถ้านายเงินมันมิได้มาพิทักรักษา แต่ได้มาเยี่ยมเยือน มันถึงแก่กำมตาย ให้ทำค่าตัวมันเปน ๕ ส่วน ยกเสีย ๔ ส่วน เอาส่วนหนึ่งให้แก่นายเงินมัน ถ้าแลนายเงินมิได้มาเยี่ยมเยือนพิทักรักษาให้ ยา
กล้วย
อ้อย แต่เฃาผู้ฃายนั้นพิทักรักษาพะยาบาน มันถึงแก่กำม์ตายไซ้ ท่านว่าอย่าให้ค่าตัวมันผู้ตายแก่ผู้ไถ่นั้นเลย เพราะผู้ไถ่ทิ้งคว่างมันเสียดูไพร่หลวงถูก ถ้าแต่ผู้ฃายรักษารอดพ้น ๓ เดือน เบี้ยป่วย[42] การมากน้อยเท่าใด ท่านมิให้เอาเลย ให้ส่งตัวมันให้แก่นายเงินมันใช้ตามกระบิลเมือง แลให้ทำค่าตัวมันเปนสิบส่วน ให้นายเงินแต่ ๙ ส่วน ส่วนหนึ่งนั้นให้ยกไว้แก่ผู้ฃาย เหดุได้รักษาพะยาบาน
๒๖ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมีอาสนเอาลูน[วซ 11] ไปฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ประจำเชิงกระยาดอกเบี้ย แลเจ้า สีน
ทาษ นั้นมีทุกขทังวลเอาทาษนั้นไปเปน[24] เพื่อนด้วย แลมีโจรผู้ร้ายฟันแทงมันตายก็ดี เสือจรเข้าสรรพสัตวขบมันตายก็ดี ท่านว่ามันเปนทาษนายเงินเอามันไป อย่าให้เอาค่าตัวแก่มันผู้ฃายเลย เพราะมันไปด้วยนายเงิน ถ้าผู้ร้ายฟันแทงนายเงิน แลมันเข้าช่วยนายเงิน ๆ รอดจากความตาย แลมันผู้ช่วยนั้นตายไซ้ ท่านว่าอย่าเอาเงินค่าตัวมันเลย เพราะว่ามันตายแทนนายเงิน ถ้ามันผู้ช่วยนั้นมิตายแต่บาดเจบ ให้เอาค่าตัวมันทำเปน ๓ ส่วน ลดไว้แก่มันทาษผู้ต้องบาดเจบนั้น[14] สองส่วน เอาแต่ส่วนหนึ่ง
๒๗ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเอาลูกหลานพี่น้องมาฃายฝากไว้ให้ท่านใช้ประจำเชิงกระยาเบี้ย ครั้นอยู่จำเนียรกาลนานไป นายเงินให้ไปจ้างก็ดี มีผู้มาจ้างต่อนายเงินก็ดี แลนายเงินจะใคร่ได้สีนจ้างให้มันไป[43] จ้าง มีโจรผู้ร้ายปล้นสดม ฟัน
แทง ลูกจ้างตาย ท่านมิให้นายเงินเอาค่าตัวทาษซึ่งให้ไปจ้างนั้นเลย ท่านให้เอาแต่ค่าจ้างตามมากแลน้อย ถ้าแลนายเงินมิได้ให้มันจ้าง มันไปจ้างเองก็ดี พ่อแม่แลผู้ฃายให้มันไปจ้างก็ดี นายเงินมิได้รู้ มีโจรผู้ร้ายฆ่าฟันมันตาย ให้เอาค่าตัวมันผู้ตายแก่ผู้ฃายจงเตม เหดุนายเงินมิได้ให้ไปจ้างแลมิได้รู้ แลส่วนผู้จ้างนั้นให้คิดค่าจ้างให้แก่พ่อแม่มันทำบุญส่ง[44] ไปให้มันผู้ตาย ถ้าผู้จ้าง ๆ ตัวมันทาษเอง มิได้จ้างต่อเจ้าสีน แลพ่อแม่ผู้ฃายนั้นมิได้รู้ มีโจรผู้ร้ายฆ่าฟันมันตายก็ดี แลเสือจระเข้สรรพสัตวขบมันตายก็ดี ไข้เจบประการใดตายก็ดี ให้ผู้จ้างใช้ทาษท่านจงเตม
๒๘ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเอาลูกแลทาษไปฃายฝากไว้แก่ท่านแล้ว อยู่มาทาษซึ่งไปฃายฝากไว้แก่ท่านนั้นหนีมาหาตน ถ้าแลเจ้าเบี้ยนายเงินนั้นตามมาถามหา พรางว่ามิได้มา แล้วอยู่มานายเงินมาพบในเรือนตน ท่านว่าอำพรางเอาทาษท่านไว้ให้ป่วย[42] การ ยกไว้ในเวียง ๓ วัน นอกเวียง ๕ วัน พ้นนั้นให้ไหมวันละ ๑๑๐๐๐ ถ้าแลพ้นเดือนหนึ่งขึ้นไป ให้ไหมขวบค่าคนนั้นแล
๒๙ มาตราหนึ่ง ผู้ใดขาดแคลนเอาภรรยามาฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ประจำเชิงกระยาเบี้ย[11] ชายผู้ผัวมิได้ไปมาหาสู่ช่วยไถ่ทอดไว้เปนช้าหึงนานพ้นกำหนดปีหนึ่งแล้ว แลจะว่าเปนเมียของตนอีกนั้นมิได้ ถ้ามีผู้ช่วยไถ่ไปเปนเมีย แลหญิงมี ชู้
ผัว หาโทษมิได้
๓๐ มาตราหนึ่ง ผู้ใดยากจนมาฃายตัวฝากอยู่แก่ท่าน แลหาผู้ รับ
ประกัน มิได้ นายเงินเหนแก่มัน ช่วยมันไว้เปนทาษ อยู่มามันทาษนั้นหนี นายเงินจะว่ากล่าวแก่พี่น้องสังขาญาติมันซึ่งมิได้มีชื่อในสารกรมธรรม์นั้นมิได้เลย เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งน เหดุว่าสาขาญาติมันผู้ทาษนั้นมิได้ค้ำประกันมันผู้นั้น
๓๑ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมีทาษ ชาย
หญิง แลนายเงินเอาทาษนั้นไปฃายฝากไว้แก่ท่านข้างหนึ่ง มีหนังสือสัญาว่า ปี
เดือน นั้นจะเอาค่าตัวมันมาให้ ครั้นอยู่มา[45] ถึงกำหนด นายเงินได้เอาเงินมาให้ค่าตัวมันแก่นายเงินใหม่ นายเงินไหม่ว่ายังไม่รับเงินก่อน ยังเอนดูมันทาษนั้นอยู่ ครั้นอยู่มาทาษนั้นหนี ท่านให้นายเงินเก่าช่วยหาตัวมันส่งให้แก่ท่าน ถ้าสืบสวนเปนสัจว่าหาตัวมันมิได้จริงใซ้ นายเงินใหม่จะกล่าวเอาโทษแก่ท่านมิได้เลย
๓๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเอาลูกเมียข้าคนไปฃายฝากไว้แก่ท่านให้ใช้ อยู่มาทาษนั้นทำฉุกละหุกลักเอาทรัพยสิ่งของ ๆ ท่านได้หนีไป ถ้าผู้ขายหาตัวทาษมาส่งมิได้ ให้เอาต้นเงินจงเตม แลค่าป่วยการตามมากแลน้อย ถ้าได้ตัวมันมาพิจารณาเปนสัจว่ามันลักเอาทรัพยท่านไปจริง ก็ให้ใช้ทรัพยจงเตม ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที
๓๓ มาตราหนึ่ง เจ้าเงินจะเอาเงินค่าคนฝากแก่ผู้ฃาย ๆ ว่าขาดแคลนจะหาเงินให้มิได้ ฃอประกันเอาตัวคนฝากประจำเชิงกระยาเบี้ยนั้นออกมาจะฃายเอาเงินให้นายเงิน แลมิทันฃายคนนั้น หนี
ตาย ก็ดี ท่านว่าให้เอาตามพระราชกฤษฎีกาอันหนีแลตายนั้นแล
กล่าวลักษณทาษ ขายฝาก
ไถ่ฝาก ได้ ๓๓ มาตราเท่านี้
๑ มาตราหนึ่ง ฝูงทวยราษฎรเอาคนมาฃายฝากไว้แก่ท่านก็ดี แลกู้เงินท่านให้ข้าคนเข้าใช้ปรจำเชิงกระยาดอกเบี้ยแล้วรับผูกดอกเบี้ย[11] คืนเอาตัวมาไว้ใช้สอยยังสถานบ้านเรือนแห่งตนก็ดี แล้วทำดอกมิได้เอาตัวทาษนั้นกลับคืนมาให้เจ้าเบี้ยใช้สอยสืบไปเล่า แลมันผู้ทาษนั้นทำให้ทรัพยสิ่งของแตกหักหาย ให้ใช้ทรัพย[46] สิ่งของท่านนั้นโดยมากแลน้อย ถ้าแลทรัพยอันหายนั้นมาก แลมันหาทรัพยสิ่งสีนจะเสียมิได้ ถ้าค่าตัวมันนั้นยังมิถึงค่า ให้เอามันผู้ทาษนั้นออกฃายทอดตลาดจงสิ้นค่าให้แก่เจ้าเบี้ย ถ้าแลค่าตัวมันนั้นสิ้นค่าแล้ว ถ้าผู้ฃายมีความกรรุณารักใคร่มันจะไถ่เอามันไปใช้ ท่านให้ใช้ของท่านซึ่งมันทำให้แตกให้หายนั้นกึ่ง ถ้าแลมันผู้ฃายนั้นมิไถ่ แลส่วนมันผู้ทาษสิ้นค่าแล้ว แลผู้ใดจะไถ่มิได้เลย ท่านว่าเปนพับแก่เจ้า[47] เงินแล
๒ มาตราหนึ่ง ชายมีอาสนเอาเมียไปฃายฝากไว้แก่ท่านเปนเงินเท่าใด ๆ ก็ดี ฃอผูกดอกตามทำเนียม อยู่มาผัวตาย ยังแต่เรือนเบี้ย ท่านว่ากระยาเบี้ยยังดีอย่ ให้คิดต้นเงินแลดอกเบี้ยจงเตม
๓ มาตราหนึ่ง ขายผู้คนลูกเมียทาษ ทาษา
ทาษี ไว้แก่ท่าน มิได้ส่งคนนั้นให้แก่ผู้ไถ่ เอาไว้ผูกดอกเบี้ยก็ดี แลว่าเรือนเบี้ยหนีผู้ฝากหลายตายบ้าง ให้ใช้แต่ผู้ยัง ให้ปันต้นสีนแลเบี้ยป่วยการนั้นเปน ๔ ส่วน ให้แก่เจ้าเบี้ย[11] ๓ ส่วน[48] ปรานีแก่ผู้ฃายส่วนหนึ่ง
๔ มาตราหนึ่ง ฃายคนแก่กัน แลกรมธรรม์ว่าฃาบฝากก็ดี ฃายขาดก็ดี แลผู้ขายมิได้ส่งทาษนั้นแก่ผู้ไถ่ เอาคนนั้นไว้ผูกดอกเบี้ยก็ดี ส่งตัวข้าแล้วจ้างวานไปใช้ก็ดี แลผู้เอาไว้นั้นมิได้ส่งตัวทาษ แลเจ้าเงินไปทวงเอาตัวทาษแก่ผู้เอาไว้ ดอกเบี้ยแลค่าจ้างก็มิได้[49] แลผู้เอาไว้นั้นบอกว่าทาษหนีก็ดี ตายก็ดี ท่านให้คิดเอาต้นเงินแลเบี้ยป่วยการแลค่าจ้างแก่ผู้เอาคนท่านไว้จงถ้วน
๕ มาตราหนึ่ง ทาษเศรษฐีพญารีจีนตีนน้ำตีนบกย่อมนำ ซื้อ
ขาย สิ่งของในสำเภาในน้ำในท่าวัวต่างควายต่างเกวียรก็ดี ในตลาดก็ดี แลมันเอาผ้าผ่อนท่อนแพรพรรณแก้วแหวนไป ซื้อ
ขาย ค้าผูกดอก นายเงินมันก็ได้ดอกเบี้ย แลมันภาของท่านหนีไปดั่งนั้น แลเจ้าทรัพยจะเอาทรัพยสิ่งของแก่นายเงินมันนั้นมิได้ แลนายเงินมันจะเอาตัวแก่ผู้ให้ทรัพยสิ่งของแก่มันนั้นมิได้ ท่านให้เสียทังสองข้างให้ช่วยกันหาเอาตัวทาษของตน
๖ มาตราหนึ่ง เขนใจขาดแคลนเอา ญาติพี่น้อง
ลูกหลาน ไปฃายฝากไว้แก่ท่านก็ดี แลมันฃายตัวมันเองก็ดี มีสารกรมธรรม์กันไดไว้เปนคำนับให้ท่านใช้ประจำเชิงกระยาเบี้ย แลเจ้าเบี้ยมิได้เอามาใช้สอย[50] มันผูกดอกไปอยู่บ้านอื่นเมืองไกล มันผู้ทรัพยสิ่งสีนท่านผู้อื่นที่มันไปอยู่นั้น แลผู้ให้ทรัพยสิ่งสีนนั้นมิรู้ว่ามันผู้กู้นั้นเปนข้าคนของผู้ใด อยู่จำเนียร[51] กาลนานไป เจ้าทรัพยสิ่งสีนซึ่งให้กู้นั้นจะเอาทรัพยสิ่งสีนตนคืน มันผู้กู้นั้นมิให้ มันว่าเปนข้าคนของท่านก็ดี แลมีผู้ว่ากล่าวว่าเปนข้าคนผูกกระยาดอกเบี้ยมาแลมันหนีมาก็ดี พิจารณาเปนสัจว่าเปนข้าคนท่านจริงเปนช้าหึงนานมาแล้ว ท่านว่าเจ้าเบี้ยละคนตนไปทำกระยาดอกเบี้ยบ้านอื่นเมืองอื่นไกลดั่งนั้น ท่านให้เอาตัวผู้ทาษนั้นทวนด้วยลวดหนัง ๓๐ ที แลทรัพยเข้าของมันกู้ยืม[52] ท่านนั้นให้ทำเปนสองส่วน ให้มันเจ้าทาษใช้ส่วนหนึ่ง เพราะว่าเจ้าทาษคนละให้มันไปทำดอกเบี้ย บ้านอื่น[53]
เมืองไกล แลส่วนหนึ่งนั้นเปนพับแก่เจ้าสีนผู้ ให้กู้
ให้ยืม นั้นแล
กล่าวลักษณทาษ ฃายผูกดอก
ไถ่ผูกดอก ๖ มาตราเท่านี้
๑ มาตราหนึ่ง ทาษฃายฝากหญิงค่าสิบสองแสน ชายค่าสิบสี่แสน ถ้าหนีถ้าตาย ให้เอาแ่กผู้ฃาย ถ้าค่า หญิง
ชาย ฃายมากกว่าสิบ สอง
สี่ แสนขึ้นไป เจ้าเงินตีเจบปวดประการใดไซ้ จะเอาโทษแก่เจ้าเงินนั้นมิได้เลย เพราะค่าตัว[54] มันพ้นพระราชกฤษฎีกาพระอายการแล้ว เปนสิทธิแก่นายเงิน
๒ มาตราหนึ่ง ฃายข้าคนลูกเต้าตนขาดค่าแก่ท่านแล้ว แลมันหนีมายังตน ๆ เอาไว้ ๒
๓ วัน แลมิได้บอกแก่เจ้าเงิน แลนายเงินมันมาพบ ให้คิดเอาเบี้ยวัละ ๑๑๐๐๐ ถ้าแล ๒
๓ ขวบไซ้ ให้คิดเอาขวบค่าตัวมันแล
๓ มาตราหนึ่ง ฝูงทวยราษฎรทังหลายยากจนฃายคนแก่กันขาดข้ามิทันถึงเดือน คนนั้นหนี ท่านให้ผู้ฃายใช้เงินท่านจงเตมค่า ถ้าพ้นกว่าเดือน มันหลบหลี้หนีหายไป ท่านว่าเปนพับแก่นายเงินผู้ไถ่นั้น อนึ่งถ้ามันเปนพะยาธิใหญ่ก็ดี เปนบ้าหมูก็ดี แลมันเจบป่วยประการใด ๆ ก็ดี ท่านไว้กำหนดเดือนหนึ่งให้เอาคนนั้นไปเวนแก่ผู้ขาย ให้ผู้ฃายคืนเงินแก่ผู้ไถ่ ถ้าพ้นกว่าเดือนหนึ่งมันเจบป่วยเปนประการใด ๆ ท่านว่าเปนพับแก่ผู้ไถ่ จะว่าแก่ผู้ฃายนั้น[14] มิได้ ท่านไว้กำหนดเดือนหนึ่งจึ่งเอาเปนขาดค่า ถ้ามีผู้พิภาษว่าทาษนั้นเปนบ่าวไพร่ผู้คนตนไซ้ จึ่งให้ผู้ไถ่ไล่เอาเบี้ยแก่ผู้ฃาย
๔ มาตราหนึ่ง ฃายลูกขาดค่าแก่ท่านแล้วแลลักเอาไปเองดั่งนั้น ท่านให้ไหมดั่งโจร เหดุฃายขาดค่าแก่ท่านแล้วแลลักเอาไปให้ท่านได้ยาก
๕ มาตราหนึ่ง ฝูงทวยราษฎรเอาหญิงผู้คนลูกหลานพี่น้องไปฃายฝาก[55] ไว้แก่ท่าน แลผู้ไถ่นั้นก็เอาลูกหลานแลข้าคนเขาฃายฝากไว้นั้นไปฃายเปนขาดค่า[56] จำเนียรการนานมาหญิงทาษนั้นมีลูกแห่งที่ผู้ไถ่ขาดค่านั้นคน ๑
๒ ก็ดี ท่านว่าให้ พ่อ
แม่ แลเจ้าทาษผู้ฃายฝากนั้นเอาเงินไปส่งคืนให้แก่ผู้ไถ่ฝากนั้น แลให้ขุนสุภาวดีเรียกเอาคนแลลูกหลานเขาแก่มันผู้ไถ่ขาดค่านั้นส่งให้แก่เจ้า พ่อ
แม่ เจ้าข้าคน แลผู้เอาไปฃายขาดค่านั้นให้ใช้เงินแก่ผู้ไถ่ขาดค่า เพราะว่ามันผู้ไถ่ฝากเอาทาษฝากไปฃายเสียขาดข้ามีชอบแล
กล่าวลักษณทาษ ฃาย
ไถ่ ขาดค่า ๕ มาตราเท่านี้แล
๑ มาตราหนึ่ง[57] กู้นี่ฃายคนยังมิไ้ดส่งเงินซึ่งกู้แลฃาย ถ้าต่อสู้พิจารณาเปนสัจว่ายังมิได้ส่งเงิน ท่านว่าประบัดสีน[58] ท่านให้เอาทุณะทรัพยตั้งไหมทวีคูน ถ้าพิจารณาเปนสัจว่าได้ให้เงินซึ่งกู้แลขายแก่เจ้าเงินแล้วแลมาให้เรียก มักได้ท่านเท่าใด ให้เสียแก่ท่านเท่านั้น
๒ มาตราหนึ่ง หาว่ากู้นี่ถือสีนฃายคนไว้แก่ท่านได้ส่งเงินให้แก่เจ้านี่นายเงินหมีได้คืนสารกรมธรรม์ให้ เจ้านี่นายเงินกลับเกาะกุมทาษลูกนี่ไปใช้สอยจำจองตีโบย เมื่อพิจารณาเปนสัจว่า ทาษ
ลูกนี่ ได้ให้เงินแก่เจ้านี่ ๆ มิได้คืนสารกรมธรรม์ให้ ท่านว่ามันจะใคร่ได้ของท่านอีก ให้ไหมเท่ามักได้ ถ้าจำจองตีโบย[59] ก็ให้ไหมโดยจำจองตีโบยอีกโสดหนึ่ง ถ้ายังมิได้ให้เงินซึ่งกู้แลฃายแก่ท่านไซ้ ท่านว่าปรบัดสีนท่าน ให้เอาทุณะทรัพยตั้ง[60] ไหมทวีคูน
๓ มาตราหนึ่ง เมียเดิมเมียกลางเมียสุดขายตัวแก่กัน มีบริคนเปนคำนับ ถ้าได้โดยง่าย มีต้นแลดอกมากน้อยเท่าใด ให้เอาแต่ต้นสีนจงเตม ยกดอกเบี้ยเสีย เพราะเฃาร่วมสามีกัน
๔ มาตราหนึ่ง ฝูงทวยราษฎรอันมีสีนน้อยแลไถ่ ข้า
คน แก่ท่าน แลหาสีนจะให้ครบค่าคนก่อนมิได้ ก็ว่าให้ผู้ไถ่เอาไว้ก่อน คนนั้นก็หนีคืนมายังผู้ฃายเล่า ให้ผู้ขายนั้นคืนเบี้ยให้แก่ผู้ไถ่ ถ้าคนนั้นคืนมาแล้วแลล้มตายหนีให้ผู้ฃายนั้นใช้เงินแก่ผู้ไถ่เพราะให้เบี้ยค่าคนไปมิสิ้นแก่กัน แม้นซัดพลัดหนีไปตายแห่งอื่น เปนพับทังสองข้าง ต่างคนต่างจะเอาเงินอันยังเหลือ[61] อยู่แก่กันนั้นมิได้เลย
๕ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเปนทาษท่านแลอยู่ด้วยนายเงินนั้นค่าตัวมันน้อย นายเงินได้ใช้สอยมันช้านาน แลนายเงินค่นจนลง เอามันไปฃายฝาก[62] ไว้แก่ท่านผู้อื่น ค่าตัวมันนั้นมาก ครั้น[63] อยู่มาทาษนั้นมิชอบเนื้อพึงใจ แลมันจะส่งค่าตัว ให้มันส่งแต่ค่าตัวมันเดิม ซึ่งเงินมิครบนั้นให้เจ้าเงินไหม่เอาแก่เจ้าเก่า ถ้าแลมันทาษนั้นค่าตัวมันมาก แลเจ้าเงินเอามันไปฃายไว้แห่งอื่น[53] ข้าตัวนั้นน้อย แลมันมิชอบเนื้อพึงใจจะอยู่[64] ด้วยเจ้าเงินไหม่ แล[วซ 12] มันจะส่งค่าตัวมัน ท่านว่าให้ส่งแก่เจ้าเก่า ๆ มาให้แก่เจ้าเงินไหม่ เจ้าเงินเก่าเจ้าเงินไหม่คืนสารกรมธรรมให้แก่มัน
๖ มาตราหนึ่ง ผู้ใดตำเนิรคดีให้เรียกค่าหนี้สีน ทาษ
ไถ่ แลกระลาการเร่งรัดเอาเงิน หาผู้ใดจะมาช่วยไถ่มันมิได้ อยู่ในกระลาการเปนช้านานพ้นสามเดือนแล้ว มีผู้มาช่วยออกจากจำนำกระลาการ ท่านว่าเสมอช่วยมาแต่ท้องสำเภา แม้นมันมีลูกผัวก็ดี เปนสิทธิแก่ผู้ไถ่ ถ้าผู้ใดจะมาพิภาษว่าเปนลูกนี่สินผู้ใดนั้นมิได้เลย เพราะว่าช่วยไถ่มาจากกระลาการ
๗ มาตราหนึ่ง ทาษไถ่ฝากนั้น ถ้าเจ้าเบี้ยนายเงินขึ้งโกรธทุบตีได้ แต่อย่าให้พิการ ถ้าตีถึงฉินภินทหักพิการเปนสาหัศ ค่าอันไถ่นั้นให้แบ่งปันเปนสามส่วน หักเสียสองส่วน ได้คืนแต่ส่วนหนึ่งแก่ผู้ไถ่ ถ้าตีถึงสิ้นชีวิตร ก็ให้ตกไปตามกัน
๘ มาตราหนึ่ง เอาคนไปฃายฝาก ๒
๓ แห่งแลมีผู้พิภาษ ท่านว่าให้ผู้ไถ่ไล่เอาเบี้ย[11] แก่ผู้ขายโดยอันดับไป
ศุภมัศดุ ๑๓๘๗ ศกกุญนักสัตวมาฆะมาศะปัญจะมีดฤษถีอาทิตยวาร มีพระราชโองการสมเดจพระเจ้ารามาธิบดีศรีบรมจักระพรรดิราชเดโชไชยพรหมเทพาดิเทพตรีภูวะนาธิเบศบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวให้ตราพระราชประหญัตคำนับโฆษนาเผดียงแก่ชาวเจ้าเหง่ายุพราชราชนิกุลอดุลมนตรีพิริยโยธามาตยามุขทุกกระทรวงถบวงการทังหลายอันมีในแว่นแคว้นพระนครศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมยนี้
ถ้าไพร่ฟ้าทาษไทใคร ๆ หนีนายหนีเจ้า ๆ นายมาพบ ท่านบให้ยื้อชักเอาเองแต่สักอัน ท่านว่าให้เจ้าไพร่เจ้าทาษนั้นไปอายัดแก่มันผู้เอาไพร่ฟ้าข้าคนเฃาไว้นั้น ถ้าคนผู้เอาคนไว้นั้นตนบรู้ที่อยู่เขา ให้ไปว่าถึงมุนนาย[65] อะนาประชาบาล แลให้บอกแก่พระสุรัศวดีแลแพ่ง ให้เรียกหามาว่าโดยขนาดตามกระทรวงถบวงการนั้น
อนึ่งคนนั้นหนีไปนาน แลเจ้าไพร่เจ้าทาษพบในบ้านในเรือนถิ่นถานบ้านแห่งใด ๆ ให้อายัดแก่เจ้าบ้านเจ้าเรือนนั้น ถ้าเจ้าบ้านเจ้าเรือนเขาหมีรับอายัด ให้ประจำอยู่ ให้ไปบอกแก่สิบน้อยอายัดเอามายังกระลาการ ให้โฉนดฎิกาถึงมุนนายส่งมาว่าตามกระทรวงถบวงการ ถ้าพบในตลาด ควรให้อายัดไว้แก่เจ้าตลาด แลยื่นบัตรให้กระทรวงการให้โฉนดฎีกาเรียกหามาโดยความแผ่นดิน ถ้าพบในกลางถนนหนทางแลหาที่จะอายัดมิได้ ให้เอาคนนั้นไปยังกระลาการ แลให้นายยุกระบัตรกฎปากหลากคำไว้ แลคนนั้นยังรับว่าเปนทาษเปนไพร่ใคร ๆ ก็ดี ให้ตามมาว่าต่อกัน ส่วนตัวมันให้ใส่สังขลิกบันชรให้มั่นคง แลพ้นสามวันแล้วเร่งให้โฉนดฎีกาถึงมุนนายให้ออกมาว่าต่อกัน ถ้าพ้นเจดวันมุนนายมิออกมาว่าต่อกัน ให้กระลาการอายัดคนนั้นไว้แก่เจ้า ไพร่
ทาษ เก่านั้นก่อน เมื่อจะตามมาว่าจึ่งเรียกออกมาว่าโดยพระราชกฤษฎีกาท่านแล
ถ้าคนนั้นหนีมาหาเจ้าหานายเอง ให้เอาไปยังกระลาการ ให้นายยุกระบัตร[66] กฎคำเอาไว้ แลคนนั้นรับว่าเปนทาษเปนไพร่จริง ท่านให้เอานักการไปบอกที่[67] คนอยู่นั้น แลให้ตามมาว่าต่อกัน ส่วนตัวมันให้กระลาการเกาะไว้ ถ้าพ้นเจดวันแลมิออกมาว่าประการใด ให้กระลาการอายัดคนนั้นไว้แก่เจ้า ไพร่
ทาษ นั้นก่อน เมื่อ[28] จะตามมาว่าเมื่อใด จึ่งเอาออกมาว่าโดยความแผ่นดินท่านแล
๑ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมีทาษชายหญิง แลเจ้าเงินได้ใช้สอยมันทาษนั้นช้านาน ครั้นอยู่มา[45] มันทาษนั้น[14] หนีไปอยู่ในถิ่น[68] ถานบ้านเมืองเย่าเรือนท่านผู้อื่น[53] แลเจ้าทาษไปติดตามพบมันทาษนั้นในที่นั้น เจ้าทาษจะเอาตัวทาษนั้นมา แลเจ้าถิ่นถานบ้านเมืองเย่าเรือนมิให้ทาษท่านมา ท่านว่าตัวทาษนั้นตกอยู่แก่ผู้นั้น
๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมีทาษชายหญิงแลนายเงินใช้สอยมันทาษนั้นอยู่ช้านาน ครั้นอยู่มามันทาษนั้นหนีนายเงินไป แลมีผู้หนึ่งไปพบผู้ทาษนั้นในสถานที่กลางทาง แลผู้นั้นกับตัวมันทาษนั้นพูดจากันก็ดี แลมันทาษนั้นหนีท่านไปก็ดี แลท่านมิได้รู้ว่ามันทาษนั้นหนีนายเงิน แลเจ้าทาษไปพบ เจ้าทาษจะกล่าวเอาโทษแก่ท่านซึ่งเดิรไปด้วยทาษฃองตัวนั้นมิได้เลย เพราะว่ามันเปนคนเดิรทางไปด้วยกัน ถ้าผู้เดิรทางไปนั้นรู้ว่ามันผู้ทาษหนีนายเงิน แลผู้เดิรทางนั้นเปญาติกับมันทาษนั้น ท่านว่าเปนโจร เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหดุว่าเปนญาติกัน
๓ มาตราหนึ่ง ทวยราษฎรทังหลายมีกิจทังวลไปสถานที่ไกล[69] แลยังมิได้ถึงที่สำนักแห่งซึ่งมีกิจ แลไปอาไศรยอยู่ศาลาวัดวาอารามที่บ้านที่เย่าเรือนเคหาแห่งใด แลข้าคนท่านหนีมา ๆ อาไศรยอยู่ด้วยแห่งเดียวกัน แลเจ้าข้าคนตามมาพบผู้อาไศรยอยู่ด้วยมัน จะว่าลัก ข้า
คน ตนนั้นมิได้ เพราะว่าเปนที่อาไศรยแก่คนทังเมือง
๔ มาตราหนึ่ง พี่น้องลูกหลานเหลนตกเขนใจ ลุงป้าอาวอาน้าตายายช่วยไถ่มา แลมีผู้มาสู่ฃอยกยอให้มันมี[27] ผัวเกิดลูกชายหญิงเท่าใด จะเอาลูกมันเปนทาษนั้นมิได้ ถ้ามิได้ช่วยไถ่มันมา แต่เอามันมาเลี้ยงไว้ ถ้ามันมิสมักอยู่ ก็ตามใจมัน ถ้ามันกู้นี่ยืมสีนมากน้อยเท่าใด ให้คิดเอาแต่ต้น แลดอกเบี้ย[11] นั้นอย่าให้เอาแก่มันเลย
๕ มาตราหนึ่ง ทาษผู้ใดต้องพิภาษ ให้ผู้ไถ่นำถึงผู้ฃาย จึ่งจะพ้นโทษ ถ้าผู้ไถ่นำ[70] หาผู้ฃายมิได้ ทาษอันไถ่นั้นมิเตมค่า เมื่อไถ่นั้นหาผู้รู้เหนมิได้ แลผู้ไถ่นั้นต้องโทษโดยโจรทัณท ถ้าหาตัวผู้ฃายส่งมิได้ เมื่อไถ่นั้นมีผู้รู้เหน ไถ่เตมค่า ผู้ไถ่นั้นพ้นจากโทษโจร เสียแต่ตัวทาษได้ไปแก่นายเงินเดิมอันพิภาษนั้น
๖ มาตราหนึ่ง ทาษท่านหนีไป มีผู้ได้กลางทางก็ดี ทาษท่านหนีมาสู่ หมีรู้จักว่าทาษไท พี่[71]
น้อง ผู้ใด ให้เจ้าเรือนถามมันให้รู้ ผิ้[72] เจ้าทาษร่วมบ้านเมืองเดียวด้วยกัน ให้เจ้าเรือนส่งไปให้มันมาไถ่คืน ถ้าเจ้าทาษนั้นมิพึงมาไถ่เอา แลทาษนั้นหลบหนีล้มตาย ท่านว่าอย่าพึงใส่โทษผู้ได้นั้นเลย ผิ้ทาษนั้นมันว่านายเงินอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ให้ผู้ได้ทาษท่านนั้นไปบอกแก่เจ้าบ้านเจ้าเมืองให้รู้ ผิ้รู้จักเจ้าทาษแลผู้ได้บได้ไปบอกเจ้าทาษแลเจ้าบ้านเจ้าเมือง แลไว้ทาษท่านในเย่าเรือนเดือน ๑
๒ เดือน ทาษท่านหนีตายก็ดี ให้เจ้าเรือนใช้ทาษท่านแล
๗ มาตราหนึ่ง ทาษท่านก็ดี เมียท่านก็ดี หนีข้ามหัวเมือง ๆ หนึ่งก็ดี สองหัวเมืองก็ดี มากขึ้นไปก็ดี แลมีผู้เอาไว้ใช้การงาน แลผู้เอาไว้นั้นให้กฎหมายแก่ธรรมาธิกรให้เหนแล้ว แลให้ถามเอาถ้อยคำมันไว้ ถ้าแลเจ้าทาษเจ้าคนตามมาพบ ให้เสียค่าหัวคำนับตามชายแลหญิง ถ้าชายหนีข้ามมาหัวเมืองหนึ่ง ให้คิดเอาเงินค่ารักษามันไว้ ๑ | ๒๑ | ๒ ถ้าหญิง ๑|๑| ถ้าหนีมา ๒
๓
๔
๕ หัวเมือง ให้เอาค่ารักษา ถ้าชายคละ ๓|๓| ถ้าหญิงคละ ๒|๒| จึ่งให้ไปแก่เจ้ามันแล ถ้าแลมันทำมาหากินอยู่เปนช้านาน มีลูกหญิงชายเปนหลายคน แลเจ้าเงินจะเอาลูกมันไป ให้เจ้าบ้านคิดเอาค่ารักษาจงทุกคน เพราะท่านได้พิทักอักแอแก่ลูกมัน ถ้าหาบันดาศักดิมิได้ เอาทาษท่านไว้มิได้บอก แลกฎหมายไว้แก่ธรรมาธิกร ให้ปนับไหมเอาตามในระวางโจรแล ถ้าได้บอกแก่ธรรมาธิกร จะเอาผู้นั้นเปนโทษมิได้ เพราะว่าได้กฎหมายแก่[73] ธรรมาธิกรแล้ว
๘ มาตราหนึ่ง ทาษท่านหนีไปทังตรวน เมื่อท่าน[74] ได้ทาษมา ทาษบอกแก่นายเงินว่ามีผู้คัดถอนตรวนแล้วจึ่งมาส่ง[44] มิควนให้บำเหนจแก่ผู้ได้นั้นเลย เพราะถอดตรวนทาษท่านออกเสีย ถ้าเอาไปทังตรวน ให้เจ้าเงินมันให้บำเหนจแก่ผู้ได้โดยใกล้แลไกลนั้น
๙ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเปนทาษท่าน แลมันหนีภาเอาทรัพยสิ่งของท่านไปด้วย แลนายเงินไปตามได้ตัวมันมา ท่านให้มันใช้สิ่งของท่านจงถ้วน แลต้นเงินดอกเบี้ย[11] นั้นให้เอาแก่มันโดยกระบิลเมืองท่าน ถ้าเจ้าเบี้ย[11] ติดตามภบตัวมัน จะเอาตัวมา มีผู้ประกันไว้ แลทาษท่านหนีไซ้ ให้เอาทรัพยซึ่งมันลักนั้นแก่ผู้รับประกัน
อนึ่งเจ้าเบี้ยติดตามพบตัวมันถึงแก่กรรม์สิ้นชีวิตร ท่านให้เอาเบี้ยแก่ผู้ฃายแต่ต้นทรัพโดยพระธรรมสาตร
๑๐ มาตราหนึ่ง ทาษลูกนี่หลบหนีไปแห่งใด ๆ เจ้าทาษเจ้านี่เสียบำเหนจ์แลค่าจ้างแก่ผู้ได้มานั้น ให้นายเงินคิดเอาแก่ทาษลูกนี่ตามซึ่งเสียต่างนั้น
๑๑ มาตราหนึ่ง ชวนทาษท่านไปค้า[75] ต่างเมืองแลทำประการใด ๆ แก่มัน ๆ หนี ท่านให้ใช้กึ่งหนึ่งก่อน กึ่งหนึ่งให้ผัดหาตัวเดือนหนึ่ง ถ้ามิพบ ให้ใช้ค่าท่านจงเตม ถ้าวันหน้าไปแลพบตัวมันใซ้ ให้เอาตัวผู้นั้นเปนทาษแล
๑๒ มาตราหนึ่ง ประกันผู้คนท่าน ใส่กลว่าคนนั้นหนี อยู่มาเจ้าคนไปพบตัวคนซึ่งเปนเรือนเบี้ยนั้นเอามายังกระลาการ พิจารณาเปนสัจว่าผู้ประกันเอาไปฃายแลเร้นซ่อน[76] อำพรางไว้ ให้ใหมผู้ประกันทวีคูนเปนสีนไหมกึ่งพิไนยกึ่ง แลเรือนเบี้ยนั้นให้ทวนด้วยลวดหนัง ๑๐ ที แล้วส่งตัวมันเรือนเบี้ย[11] ให้แก่เจ้าเงิน
๑๓ มาตราหนึ่ง ทาษฝากนายเงินใช้ให้เฝ้าเรือน แลลูกหลานนายเงินเอาแขกขึ้นเรือน แลของหาย ท่านให้ผู้เอาแขกขึ้นเรือนนั้นไซ้
๑๔ มาตราหนึ่ง ทาษโจทเจ้าว่ามิได้เปนทาษก็ดี ว่าได้ส่งเงินค่าตัวแล้วก็ดี เมื่อพิจารณาเปนสัจว่าเปนทาษท่าน ยังมิได้ส่งเงินแก่ท่านจริง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๑๐ ที แล้วให้ส่งตัวมันให้แก่เจ้าทาษคืน อย่าให้ดูเยื่องหย่างกัน
๑๕ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมี[27] ทาษชายหญิงเจ้าเงินได้ใช้สอย[50] มันอยู่ช้านาน ครั้นอยู่มาเกิดเข้าแพง แลเจ้าทาษ[77] นั้นหาเข้าปลาจะเลี้ยงทาษนั้น[14] มิได้ ขับทาษนั้นให้ไปหาเลี้ยงชีวิตรเอง มันทาษนั้นไปพึ่งอยู่ด้วยท่านฝ่ายข้างหนึ่ง แลท่านเลี้ยงมันไว้เมื่อขณะเข้าแพงนั้น เจ้าทาษเหนตัวมันทาษนั้นจะได้ว่ากล่าวว่ามันเปนทาษของตัวหามิได้ ครั้นอยู่มาเข้าถูก เจ้าทาษว่ากล่าวแก่ทาษนั้นว่ามันเปนทาษของตัวอีกมิได้เลย เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหดุว่าเมื่อเข้าแพงนั้นตัวมิได้กล่าวว่าเปนทาษ
๑๖ มาตราหนึ่ง บ้านเมืองเกิดไภยเข้าแพง แลผู้มีข้าคนหลายแลตนหาเข้าจะเลี้ยงรักษาข้าคนตนมิได้ ตนละทาษตนให้ไปทำใส่ปากเอง แลข้าคนตนทำมิทัน แลมันไปพึ่งกินเข้าของท่าน แลท่านเลี้ยงรักษาไว้ ครั้นเข้าถูกแลหายไภยอุบัดิ แลจะคืนเอาข้าคนตนเล่าไซ้ ท่านให้ตีค่านั้นจงเตมให้แก่ผู้ให้กินเข้าซึ่งเลี้ยงมานั้นจงเตมค่า เพราะเฃาหากเลี้ยงรักษา จึ่งมันรอดชีวิตรอยู่แล
๑๗ มาตราหนึ่ง ทวยราษฎรทังหลายมีทาษชายหญิงแล้วเจ้าเงินได้ใช้สอยทาษนั้นช้านานเกิดปัติเหดุเข้าแพง ครั้นอยู่มามันทาษนั้นหาเข้าจะเลี้ยงชีวิตรมิได้ มันทาษนั้นไปพึ่งท่านผู้ฝ่ายข้างหนึ่ง ๆ นั้นมิได้[78] ไถ่ถามมันทาษนั้นให้แจ้ง แลเอาทาษท่านเลี้ยงไว้มิได้บอกแก่เจ้าทาษ ครั้นอยู่มาเข้าถูก เจ้าทาษมาพบทาษ จะเอาทาษท่านคืน ท่านให้ทำ[79] ค่าตัวทาษนั้นเปนสองส่วน ให้แก่ผู้เลี้ยงทาษนั้นส่วนหนึ่ง ๆ ให้ได้แก่นายเงิน
๑๘ มาตราหนึ่ง ทาษท่านหนีไปอยู่ที่ใด ๆ ผู้ใดพบทาษ[77] ท่านแล้วมาบอก[80] เจ้าทาษว่าจะฃอไถ่จะให้เงินค่าตัวทาษ ครั้นแล้วมันกลับมา[45] ว่าทาษนั้นหนีต่อไป ท่านว่ามันทำกละโกหกฬ่อลวงท่าน ให้มันส่งทาษนั้นจงได้ ถ้ามิได้ ให้ใช้ค่าตัวทาษท่านจงถ้วน
๑๙ มาตราหนึ่ง ทาษนายเงินใช้อยู่ถ้า[81] ไข้ป่วยบาดเจบอยู่ช้านานหลายเดือนหลายปี นายเงินมิได้ใช้ จะเอาดอกเบี้ยค่าป่วยการต่อหน้าไซ้ ท่านว่ามิชอบ ให้เอาแต่ต้น
๒๐ มาตราหนึ่ง ทาษฝากเกิดลูกในเรือนเบี้ย[11] ได้สิทธิแก่เจ้าเบี้ย ถ้าแลลูกทาษนั้นมิสมักจะอยู่ด้วย ให้คิดเอาค่าตัวตามอายุศมหนุ่มแลสกันส่งให้แก่เจ้าเบี้ย ถ้าแลค่าตัวนั้นต่ำกว่าหกแสน แลเกิดลูกในเรือนเบี้ยมากน้อยเท่าใด จะเอาเปนลูกทาษนั้นมิได้ แลเจ้าเบี้ยได้[82] พะยาบานรักษา ให้คิดเอาค่าน้ำนมเข้าป้อนแต่อายุศมะเจดขวบลงมา พ้นกว่านั้นท่านมิให้เอา ท่านว่ามันรู้เลี้ยงตัวรับใช้ได้อยู่แล้ว
๒๑ มาตราหนึ่ง ผู้ใดศรัทธาต่อพระสาศนาโปรดให้ทาษบวดเปนภิษุเปนสามเณรเปนรูปชีในพระสาศนาแล้ว ถึงจะลาออกจากสาศนาเล่าก็ดี เจ้าทาษจะเอาทาษคืนนั้นมิได้ ถ้าเจ้านี่ลูกนี่ยอมให้บวดแล้ว จะเอานี่คืนก็มิได้
๒๒ มาตราหนึ่ง คบทาษท่านไว้แห่งเรือนตน แลเจ้าทาษตามมาพบทาษท่า แลจะเอาทาษท่านไปไซ้ แต่ตนผัดวันคืนจะเอาทาษท่านไปส่ง แลตนมิได้เอาทาษท่านไปส่ง เอาทาษท่านไว้ขาดการงานไซ้ ถ้าชายเอาเบี้ยป่วย[42] การวัละ ๓๐๐ ถ้าหญิงเอาวัละ ๑๕๐ ถ้าพ้นเดือน ๑
๒ เดือนแล้ว เอาค่านั้นมาตั้งไหมขวบค่าเปนสีนไหมกึ่งพิไนยกึ่ง
๒๓ มาตราหนึ่ง ทาษแลทาษดุจกัน ใช่พี่ใช่น้องพ้องพันธุกัน เอากันไปซ่อนเร้น[83] ไว้ มีผู้มาบอกนายเงิน นายเงินรู้ เที่ยวหาทาษท่าน ตนพรางมิได้บอกตามจริง อยู่มาเจ้าทาษพบทาษฃองท่าน พิจารณาเปนสัจว่ามันเร้น[83] ซ่อนกินอยู่ด้วยมันจริง ให้ทวนมันผู้ภาเร้นซ่อนแลผู้หนีด้วยลวดหนังโดยสกรรมิสกรร
๒๔ มาตราหนึ่ง ข้าคนท่าน ๆ มิได้ว่าจะฃาย แลตนไปฃอไถ่ทาษท่าน แลทาษท่านหนีไซ้ ท่านว่าผู้ไปฃอไถ่ทาษท่านเปนจำพวกคนร้าย แลทาษท่านหนีเพราะไปฃอไถ่ ให้ผู้ไปขอไถ่นั้นใช้ทาษท่าน ถ้าแลได้ตัวทาษอันหนีไปนั้นมา แลมันว่าผู้ฃอไถ่นั้นเอามันไปซ่อนก็ดี แนะนำให้มันหนีก็ดี ผู้นั้นเสมอโจรลักทาษท่าน ให้ไหมดั่งโจรลักทาษท่าน
๒๕ มาตราหนึ่ง เศษฐี[84] คหบดีทวยราษฎรกรมใด ๆ มีทาษมากหลาย ใช้ไปค้า[75] ทางบกทางเรือทางเหนือ[85] ทางใต้ หนีไปในสถานที่ใด ๆ ก็ดี แลทาษนั้นต้องพิภาษถ้อยความอยู่ในกระลาการ ทางที่จะไปมาหากันได้ แลเจ้าทาษมิรู้อยู่เปนช้านาน แลมีผู้ไปแก้[86] พิภาษ แลช่วยเอากลางกระลาการ แลอยู่จำเนียรนานมาเจ้าทาษพบจะเอาตัวไป แลให้ผู้แก้พิภาษาเอาสีนแก่เจ้าทาษซึ่งช่วยมาจงเตม แล้วให้มันแต่งเข้าตอกดอกไม้สมาท่านผู้แก้พิภาษโดยควร แล้วให้ส่งตัวทาษนั้นให้แก่เจ้าทาษนั้นคืน ถ้าแลทาษนั้นทำทรัพยสีนสิ่งใดแตกหักหาย ให้ใช้ทรัพยท่านนั้น
๒๖ มาตราหนึ่ง ผู้ใด[87] เปนทาษท่าน ๆ ใช้ไปทำการแห่งท่าน เสียไปเปนเชลยข้าศึก อยู่มารอดคืนมาเล่า แลผู้นั้นก็พ้นจากเปนทาษท่าน ถ้าแลไปทำการตนเอง แลเสียไปแก่ข้าศึก เมื่อคืนมาได้แล ผู้นั้นมิพ้นจากทาษท่านเลย
ศุภมัศดุ ศักราช ๑๕๕๗ ปีฉลูนักสัตวสังวัจฉะระวิสาขะมาเสศุขปักเขอาทิตยวาร สมเดจบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวเสดจในพระธินั่งไพชยนมหาปราสาทฝ่ายซ้าย[88] สั่งแก่เจ้าพญาศรีรัตนมลเทียรบาล ขุนจันทราทิตย ขุนอินทราทิตย นายเทาราชบัณฑิตยเฝ้าอยู่ด้วย มีพระราชโองการมาณพระบันทูลให้แต่งพระราชกำหนดพระราชกฤษฎิกาไว้ดั่งนี้
๑ มาตราหนึ่ง มีในพระธรรมสาตรเดิมว่าซื้อช้างม้าวัวควายเงินทองไถ่ข้าคน ซื้อผ้าผ่อนเรือชาเข้าปลาเมี่ยงหมากทรัพยสิ่งใด ๆ มิทันให้เบี้ย ผู้ฃายตกศึก[89] ใก้ลใกลก็ดี แลผู้ซื้อมิได้ตกศึก ให้ผู้ฃายเอาแก่ผู้ซื้อจงเตม ถ้าผู้ซื้อตกศึก ผู้ฃายมิได้ตกศึก ท่านมิให้ผู้ฃายเอาแก่ผู้ซื้อสัก[90] อันเลย ถ้าแลสีนอันกู้ยืมมีนายประกันขึ้นดอกเบี้ยก็ดี ให้ถือดั่งกล่าวก่อนนั้น ถ้ามีบันดาศักดิเท่าหัวปากขึ้น[91] ไปตกศึก ให้พิจารณาดู ถ้าผู้ตกศึกยังมีทรัพยสิ่งสีนทาษไทอยู่แก่พ่อแม่พี่น้อง[92] ลูกหลานพายหลัง ให้พ่อแม่พี่น้องลูกหลานผู้ได้สิ่ง[93] สีนทาษไทนั้นใช้สีนท่าน บพึงให้ประบัดสีนท่าน ถ้ามันที่ตกศึกหนีมารอดมีสิ่งสีนทาษไท ให้ใช้ดุจกล่าวมานี้
๒ อนึ่งกรุงฯ เสียแก่ข้าศึก ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินกรุงฯ แตกตื่นหนีไปอยู่ต่างเมือง เสดจเข้ามาครอบครองกรุงฯ จึ่งยกกองทับออกไปปราบข้าศึกมีไชยชำณะแล้ว ทะแกล้วทหารไปโดยเสดจได้ชาวกรุงเทพมหานครเข้ามา จะเอาไว้เปนสิทธขาดคิดเอาค่าตัวนั้นมิได้แล
๓ มาตราหนึ่ง ทาษหนีเจ้าไปต่างเมือง เสียแก่ข้าศึก หนีรอดคืนมา ให้ไว้แก่เจ้าเงินคืน ถ้ามิได้หนีผูกดอกเบี้ยไปเสียแก่ข้าศึก ให้ตีค่าตัวเปน ๓ ส่วน ให้เจ้าเบี้ยส่วนหนึ่ง สองส่วนให้ปรานีแก่มันผู้[15] ขาย เพราะเปนบาปกำมด้วยกัน เกิดจุลาจลในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัว เปนพับแก่เจ้าสีน
๔ มาตราหนึ่ง ทาษสีนไถ่มันหมีสักอยู่ แลมันถามเงินมาส่งเจ้าเงินมิออกไปยังสารแพ่ง เจ้าเงินคิดเอาแก่มันนอกสาร พิจาระณาเปนสัจว่าฉ้อทาษ มักได้เท่าใดให้หักสองเท่ามักได้ อย่าให้ทวยราษฎรทังปวงข่มเหงสืบไป
๕ มาตราหนึ่ง ทาษแค้นใจเจ้าเบี้ยนายเงินด้วยประการใด แลฟ้องให้เรียกนายเงินออกมายังโรงสาร ท่านว่าให้มันส่งค่าตัวมันแก่นายเงินมันเสียก่อน อย่าให้ฟ้องร้องเหนือเงินท่าน ถ้านายเงินทำผิดเปนความมหันตโทษ ไม่ส่งค่าตัวก็รับฟ้องได้
๖ มาตราหนึ่ง ทาษสีนไถ่มันมิสมักอยู่ แลมันถามเงินมาส่งเจ้าเบี้ยนายเงินมิรับ ท่านว่ามิชอบ ถ้ามันส่ง ๓ ครั้งแล้วเจ้าเงินมิรับ ให้คิดเอาสิบหยิบเอาหนึ่งแก่นายเงิน เหดุว่านายเงินทำให้ได้ยากแก่ไพร่พลเมือง ถ้ามันมิส่งเงินแก่นายเงิน แลมันมาฟ้องร้องภาเจ้าเงินขึ้นสาร ให้คิดเอาสิบหยิบหนึ่งแก่ทาษนั้น
๗ มาตราหนึ่ง ทาษแลทาษดุจเดียวกันเกิดวิวาทแก่กัน แลด่าถึงเจ้าเบี้ยนายเงิน ๆ มิได้ยินแก่โสตปรสาตรเอง แลทาษนั้นมาบอกแก่นายเงิน จะขึ้นชื่อว่าด่านั้นมิได้ แลถ้อยคำนั้นมิควรที่จะพึงฟัง มิควรที่จะเอาถ้อยความไถ่ถาม อนึ่งถ้าเจ้าเงินนั้นได้ยินแก่โสตประสาตรเอง แลเหนด้วยจักษุเองดั่งนั้น ขึ้นชื่อว่าด่า ควรที่จะเอาว่ากล่าวถ้อยความได้
๘ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเปนทาษทาษีท่าน แลเจ้าสีนเมตากรรุณาใช้โดยสุภาพ แลมันมีผ้าพรรณนุ่งห่มทรัพยสิ่งสีน ครั้นอยู่มาทาษนั้นตาย แลทรัพยสิ่งสีนผ้าพรรณนุ่งห่มของมันนั้นให้ได้แก่เจ้าทาษ เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหดุว่ามันเปนทาษท่านในเรือนเบี้ย มันมีทรัพยสิง[วซ 3] สีนในเรือนท่าน
๙ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเปนทาษท่าน มันมีทรัพยสิ่งสีนก่อนยังมิได้เปนทาษ ครั้นอยู่มามันตาย แลเจ้าทรัพยจะกล่าวเอาทรัพยมันผู้ตายมิได้เลย เพราะว่าทรัพยของมันมิได้เกิดในเรือนเจ้าทรัพย ให้เอาทรัพยนั้นให้แก่ภรรยาญาติพี่[94] น้องมันผู้ตาย ถ้ามันหาบุตรภรรยาษามีพ่อแม่พี่น้องมิได้ ให้เอาสีนนั้นให้แก่เจ้าทาษโดยพระธรรมสาตรกล่าวไว้
๑๐ มาตราหนึ่ง ทาษส่อเจ้าเงินว่าเปนโจรปล้นลักทรัพยอันใด ๆ ก็ดี ว่าบังเงินทองสิ่งของ ๆ หลวงก็ดี ว่าเปนกระบถประทศร้ายประการใด ๆ ก็ดี แลพิจารณามิเปนสัจว่านายเงินนั้นเปนผู้ร้ายไซ้ ท่านว่าให้เอาทาษอันส่อนั้นมาขึ้นฃาหย่าง[95] เอาเฉลวปะหน้าประจาร แล้วให้มันร้องว่าอย่าดูเยี่ยง[96] ข้าผู้ธรชนร้ายส่อนายเงิน แล้วให้ลงโทษทวนตัดปาก แล้วให้ฃายมันเสีย ถ้านายเงินร้ายแก่มัน ๆ ว่าจริงไซ้ ท่านให้มันเปน[24] ไทพ้นจากทาษ
ศุภมัศดุ ๑๒๖๗ กุญนักสัตวเดือนสิบแรมค่ำ[97] หนึ่งพระหัสบดี สมเดจพระบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยูหัวเสดจในพระธินั่งฝ่ายอุดรมหาปราสาทโดยประจิมทิศ จึ่งพระเกษมราชสุภาวดีบังคมทูลพระกรรุณาพระเจ้าอยู่หัวว่า ทวยราษฎรทังหลายร้องฟ้องว่า ยากแค้นเอาพี่น้องลูกหลานไปฃายฝากไว้แก่เจ้าเบี้ยนายเงิน แลลูกหลานนายเงินเอาทาษเปนเมียเกิดลูกก็ดี มิเกิดลูกก็ดี แลละร้างเสีย นายเงินจะเอาให้เตมค่า ฃอให้ว่ากล่าวนั้น ข้าพระพุทธิเจ้าหารู้ที่จะว่า[98] ไม่ จึ่งพระพุทธิเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการมาณพระบันทูลตรัสเหนือเกล้าน สั่ง[17] แก่พระกระเกษมราชสุภาวดีว่า แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า
๑ มาตราหนึ่ง ทาษแลทาษสมรศด้วยกัน เกิดลูกชายหญิงณะบ้านเรือนนายเงินก็ดี บ้านเรือนพี่น้องนายเงินก็ดี ให้สิทธแก่เจ้าทาษหญิงนั้น ถ้าแลทาษหญิงมิถึงเตมค่า จะคิดเอาค่าลูกนั้นมิได้ ให้เอาแต่เปนค่าป่วยการแม่มัน ถ้าแลแม่หญิงเตมค่า ให้คิดเอาค่าลูกมันจงเตม ถ้าแลผัวมันเปนไท[99] เกิดลูกในบ้านเรือนเจ้าทาษหญิง ให้ตั้งค่าตัวมันเป ๓ ส่วน ยกส่วนไทไว้พ่อมันส่วนหนึ่ง ให้เจ้าทาษหญิงสองส่วน ถ้าแลหญิงนั้นตามชายไปอยู่บ้านเรือนชายเกิดลูกชายหญิงก็ดี ให้ปันค่าลูกนั้นเปนสองส่วน ให้แก่พ่อมัน[100] ส่วนหนึ่ง ให้แก่นายเงินแม่มันส่วนหนึ่ง
อนึ่งสัตรีเปนไทสมรศด้วยชายทาษเกิดบุตร บุตรนั้นได้แก่สัตรี ถ้านายชายมีขันหมากสู่ฃอหญิงไทมาสมรศกับชายทาษตนเกิดบุตร ๆ นั้นปันเปน[24] สามส่วน ได้แก่เจ้าทาษชายนั้นส่วนหนึ่ง
๒ มาตราหนึ่ง ทาษแลทาษสมรศเลี้ยงกัน ผู้หนึ่งหนี ผู้หนึ่ง[วซ 13] ยัง นายเงินจะคิดเอาค่าตัวผู้หนีแก่ผู้ยังนั้นมิได้ ถ้าผู้ยังได้ทำหนังสือประกันตัวผู้หนีไว้แก่นายเงินเปนคำนับ ท่านให้เอาค่าตัวผู้หนีแก่ผู้ยังตามรับนั้น
๓ มาตราหนึ่ง ช่วยทาษมีลูกอ่อนติดมา แลลูกนั้นอายุศมแต่ ๗ ขวบลงมา แลนายเงินใช้แม่มันไปทำการ เอาลูกมันไว้ แล้วลูกมันหายไป นายเงินมิเอาใจใส่ ให้เร่งหาลูกให้แก่มัน ถ้าลูกมันล้มตายมิได้ตัวมาส่งให้แก่มัน ให้พิกัดค่าตามกระเศียรอายุศมให้แก่มัน ถ้าอายุศมลูกทาษพ้น ๗ ขวบขึ้นไปแล้ว หาโทษแก่นายเงินมิได้
๔ มาตราหนึ่ง ชายเปนไท หญิงเปนทาษ สมรักกัน มีท้องลูก ให้ชายนั้นรักษาท้องทาษท่านจนพ้นท้อง ๓ เดือน ถ้าตายในเขดรักษาท้อง ให้ทำค่าตัวเปน ๓ ส่วน ยกเสียส่วนหนึ่ง ให้มันใช้สองส่วน ถ้ามันมิได้รักษาท้องทาษท่านออกลูกตายไซ้ ให้คิดเอาค่าตัวทาษแก่ชายนั้นจงเตม ถ้าชายได้รักษาท้องหญิงทาามิได้เปนอันราย แลหญิงทาษมิสมักอยู่ ให้แบ่งค่าตัวลูกมันเปนส่วนไทส่วนทาษ ถ้าชาย[101] มิได้รักษาท้องหญิงทาษใซ้ อย่าให้แบ่งค่าตัวลูกเปนส่วนไทเลย
๕ มาตราหนึ่ง ไถ่หญิงค่าตัว ๖|๖| ขึ้นไปประสมผัวก็ดี ไถ่ชายค่าตัว ๗|๗| ขึ้นไปประสมเมียก็ดี ท่านว่ามันทังสองเกิดลูกเท่าใด ๆ ณบ้านเรือนนายเงินก็ดี ที่บ้านเรือนญาติพี่น้องนายเงินก็ดี ท่านให้เปนสิทธแก่ผู้ไถ่จงสิ้น ถ้ามันมิได้อยู่ในที่แดนนายเงิน ท่านว่าให้ปันค่าตัวลูกนั้นเปน ๕ ส่วนจงทุกคน ให้ไว้แก่มันส่วนหนึ่ง เอา ๔ ส่วน เพราะมันไปฃออยู่ที่ท่านเอง ถ้าเจ้าทาษไปฃอให้มันอยู่ ท่านว่ามิให้ลดค่าตัวลูกมันนั้นเลย
๖ มาตราหนึ่ง นายเงินก็ดี พี่น้องลูกหลานพ่อเจ้าเงินกดี[วซ 14] เอาทาษฝากเลี้ยงเปนเมียเกิดลูกด้วยเท่าใด ๆ ก็ดี แลมันเปนไทเพราะลูก แลชายหญิงมิสมักจะเลี้ยงกัน จะหย่ากัน ท่านว่ามิให้เอาเงินค่าตัวแก่มันเลย แลลูกนั้นเปนพงษผู้ดี สิทธอยู่แก่บิดานั้น
๗ มาตราหนึ่ง หญิงทาษีท่านแห่งหนึ่งสมรศด้วยชายทาษท่านแห่งหนึ่ง เกิดบุตรด้วยกันมากน้อยเท่าใด ท่านให้ลูกมันเปนสิทธแก่นายเงินแห่งหญิงทาษจงสิ้น อุประมาดั่งแม่โคอันปล่อยแลเกิดลูกเท่าใด ๆ ได้สิทธแก่นายโคตัวเมียนั้น
๘ มาตราหนึ่ง หญิงทาษภิริยาคลอดลูกตายก็ดี ตายแต่ลูกแม่มันยังก็ดี จะเอาเงินแก่ผู้ฃายนั้นมิได้ ให้คืนสารให้มันใช้ฉันเมียไท อย่าว่าแต่มนุษบุถุชนเลย ถึงอินพรหมก็ขัดความตายมิได้
๙ มาตราหนึ่ง ผู้ใดมีทาษหญิง นายเงินเอาหญิงทาษเปนเมีย ครั้นอยู่มาชายนายเงินมิภอใจอยู่ด้วยหญิงทาษนั้น ให้ทำค่าตัวมัน[102] เปน ๒ ส่วน ให้นายเงินเอาแก่มันส่วนหนึ่ง ๆ ยกไว้ให้แก่มัน ถ้าแลมันมิเตมใจจะอยู่ด้วยนายเงิน ให้เอาค่าตัวมันจงเตม เพราะว่าเอาใจออกหากจากจ่าน
๑๐ มาตราหนึ่ง ชายไทพึงใจทาษสาวท่าน แลชายมิได้ช่วยไถ่ เอาทาษท่านไว้ณะเรือนเลี้ยงเปนเมีย มิส่งทาษท่านให้แก่นายเงิน เกิดลูกก็ดี มิเกิดลูกก็ดี แลเอาทาษท่านไว้ให้[103] ป่วยการ ท่านว่าชายนั้นทำบังอาจ มิได้เกรงกลัวพระราชบัญญัติความเมืองท่าน ๆ ให้ไหมชายนั้นเปนข้อเลมิด แลให้เสียค่าป่วยการแก่ท่านด้วย ถ้าเกิดลูกด้วยชายนั้น อย่าให้เสียค่าป่วยการเลย ลูกนั้นให้แก่แม่มัน เพราะเกิดในเรือนเบี้ยท่าน
๑๑ มาตราหนึ่ง ทาษสมคบกันเอง นายเงินมิรู้ แลนายเงินข้างหนึ่งรู้ มันคบทาษท่านไว้ จะว่ามันสมคบทาษเองไซ้ อย่าพึงให้ฟัง เพราะเปนทาษเหมือนกัน ให้เอาแต่ทาษตนมา ถ้าเจ้าทาษไปพบทาษเอง แลเอาทาษท่านไว้ ให้บอกแก่เจ้าทาษผู้นั้นให้รู้ แล้วให้ว่าแก่ทาษของตัวเองให้เอาทาษของท่านมาส่ง ถ้ามิได้เอามาส่ง ให้ปรับไหมเอาเจ้าทาษผู้สมคบเอาทาษท่านไว้กึ่งค่า เพราะมันรู้กันกับด้วยผู้คนของมันแล
๑๒ มาตราหนึ่ง ทาษแลทาษสมคบกันเอากันไปฃายแห่งใด ๆ เจ้าเงินมิรู้ ให้ตีด้วยลวดหนังโดยกำลังเบี้ย แล้วส่งให้แก่นายเงินคืน ถ้าแลนายเงินเก่ามิให้ตี ให้ไถ่กึ่งตัว เพราะผู้ไถ่นั้นมิพิจารณาแล
๑๓ มาตราหนึ่ง ผู้ใด[104] บังอาจว่าตนเรี่ยวแรง มีเพื่อนหลายคนก็ดี ผู้เดียวก็ดี ไปกุมเกาะเบาะแฉลงหญิงทาษท่านด้วยแรงตน แลหญิง[105] ทาษนั้นร้องแรกขัดขวาง มีคนรู้เหนได้ยิน ข่มขืนหญิงนั้นได้ถึงชำเราก็ดี มิได้ถึงชำเราก็ดี พิจารณาเปนสัจ ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกาเดิม ถ้าข่มขืนหญิงทาษมีบาดเจบ ให้ไหมโดยบาดเจบอีกโสดหนึ่ง พวกซึ่งไปด้วยนั้นให้ไหมกึ่ง ถ้าชายหลายคนข่มขืนโทรมเอาหญิงนั้น ให้ลงโทษแก่ชายนั้นด้วยลวดหนังคละ ๓๐ ที แลให้ไหม[106] ตามบันดาศักดิ เพราะเข้าในระวางกันโชกบ้านเมืองท่าน
๑๔ มาตราหนึ่ง หญิงทาษทำชู้ด้วยชายสองชาย นายเงินรู้ก็ดี มิรู้ก็ดี ชายทังสองตีฟันแทงกันตาย ท่านว่าให้ฆ่าชายผู้ตีฟันแทงนั้นตกไปตามกัน ถ้าทรงพระกรุณาฯ บให้ฆ่าตี ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา ถ้าผู้ตายเปนทาษ แลผู้ทำนั้นต่ำ[107] นา ๔๐๐ ให้เอาทวีคูน ท่านให้คิดเอาให้แก่นายเงินเท่าค่าตัว เหลือมากน้อยเท่าใดเปนค่าญ่าช้างหลวง ส่วนตัวหญิงร้ายนั้นให้ประจารดุจหญิงหาผัวมิได้มีชู้สองชู้นั้น อย่าให้ไถ่ประจานเปนอันขาดที[108] เดียว ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๓๐ ทีแล้วส่งตัวคืนแก่นายเงินมัน
- ↑ ฉะบับหลวงสูญหายทั้งสามฉะบับ จึงพิมพ์ตามฉะบับรองทรง
- ↑ ต้นฉะบับว่า: คำว่า จ ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: อฏ
- ↑ ต้นฉะบับ: ทาวณฺณา
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ช่วย ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: พฺรหฺมณทาสตา
- ↑ ต้นฉะบับ: มญฺจนา
- ↑ ต้นฉะบับ: พฺราหฺมณทาสกา
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า กัน ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: พระทูล
- ↑ 11.00 11.01 11.02 11.03 11.04 11.05 11.06 11.07 11.08 11.09 11.10 ต้นฉะบับ: เบีย
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ประการ ตกไป
- ↑ ในต้นฉะบับ คำในวงเล็บตกไป เพิ่มตามฉะบับพิมพ์ ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 ต้นฉะบับ: นัน
- ↑ 15.0 15.1 ต้นฉะบับ: คำว่า ผู้ ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: กระเบี้ย
- ↑ 17.0 17.1 ต้นฉะบับ: สัง
- ↑ ต้นฉะบับ: ฃือ
- ↑ ต้นฉะบับ: เอาเงินเงินไป
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า แสน ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: ปลอย
- ↑ ต้นฉะบับ: มา
- ↑ ต้นฉะบับ: ดา
- ↑ 24.0 24.1 24.2 24.3 ต้นฉะบับ: คำว่า เปน ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: ข้อง
- ↑ ต้นฉะบับ: รับพุ่ง
- ↑ 27.0 27.1 27.2 ต้นฉะบับ: มิ
- ↑ 28.0 28.1 ต้นฉะบับ: เมือ
- ↑ ต้นฉะบับ: เล้า
- ↑ ต้นฉะบับ: กัน แก้ตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: ปา
- ↑ ต้นฉะบับ: ทำวล
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ค่า ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: ปู
- ↑ ต้นฉะบับ: นา
- ↑ ต้นฉะบับ: คา
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ตาย ตกไป เพิ่มตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: พะบาน
- ↑ ต้นฉะบับ: ให้แก่ผู้ฃายสอ⟨ง⟩ส่วน แก้ตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: ผ้
- ↑ ในต้นฉะบับ คำว่า รับเอาตัวมัน เขียนซ้ำ
- ↑ 42.0 42.1 42.2 ต้นฉะบับ: ปวย
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ไป ตกไป
- ↑ 44.0 44.1 ต้นฉะบับ: สง
- ↑ 45.0 45.1 45.2 ต้นฉะบับ: คำว่า มา ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: พรัพย
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า เจ้า ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: สวน
- ↑ ต้นฉะบับ: ก็ดีมิได้ แก้ตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ 50.0 50.1 ต้นฉะบับ: สวย
- ↑ ต้นฉะบับ: อยู่เนียร
- ↑ ในต้นฉะบับ คำว่า มันกู้ยืม ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ 53.0 53.1 53.2 ต้นฉะบับ: อืน
- ↑ ต้นฉะบับ: ต้ว
- ↑ ต้นฉะบับ: ฝ่าก
- ↑ ต้นฉะบับ: ขาดค่าน
- ↑ ต้นฉะบับ: หนึง
- ↑ ต้นฉะบับ: ศีล
- ↑ ต้นฉะบับ: โปย
- ↑ ต้นฉะบับ: ตัง
- ↑ ต้นฉะบับ: ยังเลย
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ฝาก ตกไป เพิ่มตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: ครัน
- ↑ ต้นฉะบับ: อย่
- ↑ ต้นฉะบับ: มุ่นนาย
- ↑ ต้นฉะบับ: กระลาการในยุกระบัตร แก้ตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: ที
- ↑ ต้นฉะบับ: ถิน
- ↑ ต้นฉะบับ: ใกล
- ↑ ในต้นฉะบับ คำว่า นำ ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: พี
- ↑ ต้นฉะบับ: ผิ
- ↑ ต้นฉะบับ: แก
- ↑ ต้นฉะบับ: เมื่อได้ท่าน แก้ตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ 75.0 75.1 ต้นฉะบับ: ค่า
- ↑ ต้นฉะบับ: ช่อน
- ↑ 77.0 77.1 ต้นฉะบับ: คำว่า ทาษ ตกไป
- ↑ ในต้นฉะบับ คำว่า นั้นมิได้ ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับพิมพ์ปี จ.ศ. ๑๒๑๑
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ทำ ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า บอก ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ถ้า ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: ไต้
- ↑ 83.0 83.1 ต้นฉะบับ: เร่น
- ↑ ต้นฉะบับ: เคษฐี
- ↑ ต้นฉะบับ: ทางเหนื
- ↑ ต้นฉะบับ: แก่
- ↑ ต้นฉะบับ: ใด้
- ↑ ต้นฉะบับ: ช้าย
- ↑ ต้นฉะบับ: ศึ่ก
- ↑ ต้นฉะบับ: สก
- ↑ ในต้นฉะบับ คำว่า ขึ้น ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: นอง
- ↑ ต้นฉะบับ: สิง
- ↑ ต้นฉะบับ: พิ
- ↑ ต้นฉะบับ: หยาง
- ↑ ต้นฉะบับ: ดเยืยง
- ↑ ต้นฉะบับ: สืบแรมคำ
- ↑ ต้นฉะบับ: ทิว่า
- ↑ ต้นฉะบับ: เปนไปไท
- ↑ ต้นฉะบับ: พ่อแม่มัน
- ↑ ต้นฉะบับ: ซาย
- ↑ ต้นฉะบับ: มั้น
- ↑ ต้นฉะบับ: ให
- ↑ ต้นฉะบับ: ได้
- ↑ ต้นฉะบับ: หญืง
- ↑ ต้นฉะบับ: ไห้ม
- ↑ ต้นฉะบับ: ตำ
- ↑ ต้นฉะบับ: ที่
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: บรมหา” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “คา” เป็น “ค่า” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ 3.0 3.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “สิง” เป็น “สิ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “บงเหดุ” เป็น “บังเหดุ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ขน” เป็น “ขึ้น” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อยู” เป็น “อยู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ปไรักษา” เป็น “ไปรักษา” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผู” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: ขาย” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ให” เป็น “ให้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ลูน” เป็น “ลูก” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ในต้นฉะบับ คำว่า แล เขียนซ้ำ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: หนึง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “กดี” เป็น “ก็ดี” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)