ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
งานนี้ยังไม่เสร็จ สามารถดูและร่วมพัฒนาได้ที่ดัชนีนี้: 1 |

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเปนอดีตภาค ๒๔๖๖ พรรษา ปัตยุบันกาล สุกรสังวัจฉร เอกาทศมทิน พฤศจิกายนมาส อาทิตยวาร กาลกำหนด
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงศ อติศัยพงศวิมลรัตน วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนารถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฎนเรนทรสูรสันตติวงศวิสิษฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอติเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค มหาชโนตตะมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผล อุดมบรมสุขุมาลย ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ บุริมศักดิสมญาเทพทวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล ประพนธปรีชามัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินคร วรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินทร บรมชนากดิศรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดม บรมราชสมบัติ นพปฏลเสวตรฉัตราดิฉัตร ศิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศภาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ อดุลยศักดิอรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤไทย อโนปไมยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริห์ว่า กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้อยู่เวลานี้ยังกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง สมควรจะนำมารวบรวมไว้แห่งเดียวกัน และจัดเข้าเปนหมวดหมู่ เพื่อให้สมแก่กาลสมัย ความเจริญ และพาณิชยกรรมแห่งบ้านเมือง และความสัมพันธ์กับนานาประเทศ
ส่วนหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งศาลยุติธรรมได้เคยยกขึ้นปรับสัตย์ตัดสินคดีเนือง ๆ มาโดยธรรมเนียมประเพณีอันควรแก่ยุติธรรมนั้น สมควรจะบัญญัติไว้ให้เปนหลักฐาน และกิจการบางอย่างในส่วนแพ่งและพาณิชย์ซึ่งไม่มีในกฎหมายที่ใช้อยู่ณบัดนี้ก็ควรจะบัญญัติขึ้นไว้ด้วย
และทรงพระราชดำริห์ว่า ทางที่จะให้ถึงซึ่งผลอันนี้ ควรจะประมวลและบัญญัติบทกฎหมายที่กล่าวแล้วเข้าเปนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามแบบอย่างซึ่งประเทศอื่น ๆ ได้ทำมา
อนึ่งทรงพระราชดำริห์ว่า การชำระประมวลกฎหมายซึ่งทำอยู่ณบัดนี้ได้ดำเนิรไปมากแล้ว สมควรจะประกาศให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ส่วนที่สำคัญและเปนประโยชน์ตอนหนึ่งก่อนได้ ส่วนอื่น ๆ เมื่อสำเร็จบริบูรณ์ จะได้ประกาศให้ใช้เพิ่มเติมในภายหลัง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้
- ลักษณ 1 บทวิเคราะห์
- ลักษณ 2 ปรับบทกฎหมาย
- ลักษณ 3 วิธีตีความในเอกสาร
- ลักษณ 4 ระยะเวลา
- ลักษณ 5 บุคคลธรรมดา
- ลักษณ 7 ทรัพย์
- ภาค 1 มูลแห่งหนี้
- ภาค 2 หนี้ต่างประเภท
- ภาค 3 โอนหนี้
- ภาค 4 ผลแห่งหนี้
- ภาค 5 สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้
- ภาค 6 ความระงับหนี้
มาตรา๑กฎหมายนี้ให้เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา๒ให้ใช้ประมวลกฎหมายนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนมกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เปนต้นไป
มาตรา๓ตั้งแต่วันที่ใช้ประมวลกฎหมายนี้สืบไป ให้ยกเลิกบันดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายนี้ ฤๅซึ่งแย้งกับบทแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา๔คำว่า “กฎหมาย” ให้หมายความเฉภาะแต่ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎหมาย พระราชกฤษฎีกา ฤๅพระราชกำหนดอื่นซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติขึ้นและประกาศใช้เปนกฎหมาย
มาตรา๓คำว่า “เสียหาย” หมายความว่าอันตรายแก่ชีวิต กาย ใจ เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน ฤๅสิทธิใด ๆ ของบุคคล
มาตรา๖บุคคลผู้รับช่วงสิทธิแห่งเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิได้ทุกประการซึ่งเจ้าหนี้ได้มีตามผลแห่งหนี้ฤๅประกันแห่งหนี้นั้นได้
มาตรา๗เจตนาฤๅความยินยอมนั้นพึงอนุมานได้จากถ้อยคำที่พูด ฤๅที่เขียน ฤๅจากกิริยา ฤๅจากพฤติการอื่น ๆ
มาตรา๘หนี้นั้น ท่านว่าค้างตั้งแต่เวลาเจ้าหนี้มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้
มาตรา๙คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่าพฤติการใด ๆ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของบุคคล และบุคคลนั้นแม้จะได้รมัดรวังดังจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชนแล้วก็ไม่อาจก้าวล่วงเสียได้
มาตรา๑๐อันว่าหนี้นั้น โดยนิตินัยว่าเปนความเกี่ยวพันอันบุคคลคนเดียวฤๅหลายคนฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าลูกหนี้ จำต้องส่งทรัพย์สินก็ดี ฤๅทำการ ฤๅเว้นทำการใด ให้แก่บุคคลคนเดียวฤๅหลายคนอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าเจ้าหนี้
อันว่าส่งทรัพย์สิน ฤๅทำการ ฤๅไม่ทำการโดยนัยนี้ ท่านเรียกว่าสินใช้
มาตรา๑๑หนี้นั้น ท่านว่าจะก่อให้เกิดขึ้น ฤๅแก้ไข ฤๅเลิกเสียก็ได้ด้วยความยินยอมพร้อมใจของคู่กรณีตามแต่เขาจะเห็นควร
มาตรา๑๒ความตกลงกัน ฤๅข้อหนึ่งข้อใดในความตกลงนั้น ซึ่งตัดทอน ยกเว้น ฤๅแก้ไขบทกฎหมายอันเกี่ยวแก่รัฐประศาสโนบาย ฤๅความปลอดภัยแห่งบุคคลฤๅทรัพย์สินนั้น ท่านว่าเปนโมฆะ คือตกลงกันเสียเปล่า
มาตรา๑๓ถ้าไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีใด ท่านให้ยกเอาจารีตประเพณีมาปรับแก่คดีนั้น
มาตรา๑๔ถ้าไม่มีบทกฎหมายฤๅจารีตประเพณีที่จะนำมาวินิจฉัยแก่คดีใด ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นอาศัยเทียบบทที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ฤๅเทียบหลักกฎหมายอันแพร่หลาย
มาตรา๑๕เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายต้องการให้ทำเปนหนังสือไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้จะต้องทำหนังสือให้ ฤๅผู้เปนคู่กรณีในหนังสือนั้น ไม่จำเปนจะต้องเขียนหนังสือเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น ๆ
มาตรา๑๖บททั้งหลายในประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งว่าด้วยสมบูรณ์แห่งสัญญานั้น ท่านให้ยกมาใช้ปรับแก่กรณีใด ๆ ซึ่งจะพึงก่อให้เกิดหนี้ ฤๅแก้ไขฤๅระงับหนี้ แล้วแต่จะพึงได้โดยพฤติการ
มาตรา๑๖การก่อให้เกิดสิทธิก็ดี ระงับสิทธิฤๅแก้ไขสิทธิก็ ดี และการชำรหนี้ก็ดี ท่านว่าต้องกระทำโดยสุจริต
มาตรา๑๘ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต
มาตรา๑๙ความสุจริตนั้น ถ้ามิได้ประกอบด้วยความรมัดรวังอันพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชนไซร้ ท่านว่าจะยกเอามาเปนข้อต่อสู้คดีมิได้
มาตรา๒๐ความตกลงกันว่าบุคคลจะไม่ต้องรับผิดชอบในผลแห่งความทุจริตของตนนั้น ท่านว่าเปนโมฆะ
มาตรา๒๑ถ้ามีข้อสงสัยในกรณีหนี้แล้ว ท่านให้วินิจฉัยให้เปนคุณแก่ฝ่ายลูกหนี้
มาตรา๒๒ถ้าจะส่งดอกเบี้ยเมื่อใด ๆ และดอกเบี้ยนั้นมิได้กำหนดอัตราไว้โดยสัญญา กฎหมาย ท่านให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี
มาตรา๒๓ถ้าใจความในเอกสารเปนที่สงสัย ให้ศาลเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนที่กล่าว
มาตรา๒๔ถ้าในเอกสารมีบทซึ่งแย้งกันฤๅเปนปฏิปักษ์แก่กันตั้งแต่สองบทขึ้นไป และศาลมิอาจทราบเจตนาอันแท้จริงได้ไซร้ ให้ถือเอาความข้อหลังเปนบทบังคับ
มาตรา๒๕ถ้าพิศูจน์ได้ว่ามีผู้แปลงปลอมเอกสารส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้ศาลฟังถือเอาความเดิมแห่งเอกสารนั้น
ถ้าศาลมิอาจหยั่งทราบความเดิมนั้นได้ ก็อย่าให้ฟังความส่วนที่แปลงปลอมนั้นเลย
มาตรา๒๖ตีความในเอกสารไปในทางใดจะทำให้ข้อความฤๅเอกสารเปนผลบังคับได้ ท่านให้ถือเอาทางนั้นดีกว่าที่จะถือเอาทางที่ไร้ผล
มาตรา๒๗ลงจำนวนเงินฤๅปริมาณในเอกสารด้วยตัวอักษรและตัวเลข ถ้าตัวอักษรกับตัวเลขทั้งสองอย่างนั้นไม่ตรงกัน และศาลมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ไซร้ ให้ฟังเอาจำนวนเงินฤๅปริมาณซึ่งเขียนเปนตัวอักษรนั้นเปนประมาณ
มาตรา๒๘ถ้าจำนวนเงินฤๅปริมาณได้แสดงไว้เปนตัวอักษรหลายแห่งฤๅตัวเลขหลายแห่ง แต่ที่แสดงไว้หลายแห่งนั้นไม่ตรงกัน และศาลมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ไซร้ ให้ฟังเอาจำนวนเงินฤๅปริมาณน้อยที่สุดเปนประมาณ
มาตรา๒๙ถ้าเอกสารทำขึ้นไว้เปนสองภาษา เปนภาษาไทยภาษาหนึ่ง ภาษาอื่นภาษาหนึ่ง แต่ข้อความในสองภาษานั้นแตกต่างกัน และศาลมิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะให้ใช้ภาษาใดบังคับไซร้ ท่านให้ถือเอาภาษาไทยบังคับ
มาตรา๓๐วิธีคำนวณเวลาลักษณนี้ ให้ใช้ในการนับระยะเวลาทั้งปวง
มาตรา๓๑ระยะเวลานั้น ท่านให้คำนวณเปนวัน มิให้คำนวณเปนชั่วโมง
มาตรา๓๒เมื่อระยะเวลาเริ่มแต่วันใด ท่านไม่ให้นับวันนั้นรวมเข้าในระยะเวลาด้วย
เมื่อระยะเวลาเริ่มแต่เหตุอันหนึ่ง ฤๅเริ่มแต่ขณะหนึ่ง ท่านไม่ให้นับวันที่เกิดเหตุนั้นฤๅนับวันเริ่มขณะเวลานั้นรวมเข้าด้วย
มาตรา๓๓ระยะเวลาที่นับเปนสัปดาหะนั้น ท่านว่าย่อมสุดลงในสัปดาหะสุดท้ายเมื่อสิ้นวันซึ่งตรงกับวาระเริ่มระยะเวลานั้น
มาตรา๓๔ระยะเวลาที่นับเปนเดือนฤๅเปนปีนั้น ท่านว่าย่อมสุดลงในเดือนฤๅปีสุดท้ายเมื่อสิ้นวันซึ่งตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น
ถ้าไม่มีวันตรงกัน ฤๅว่าวันซึ่งเริ่มระยะเวลานั้นเปนวันที่สุดแห่งเดือนไซร้ ท่านว่าระยะเวลาย่อมสุดลงเมื่อวันสุดท้ายแห่งเดือนสุดท้าย
มาตรา๓๕เดือนและปีนั้น ให้นับอย่างสุริยคติกาลตามประดิทินในราชการ
ต้นเดือนคือวันที่ ๑ แห่งเดือน
กลางเดือนคือวันที่ ๑๕ แห่งเดือน
ปลายเดือนคือวันสุดท้ายแห่งเดือน
มาตรา๓๖ระยะเวลานั้น ถ้าผ่อนออกไป ท่านให้นับเอาวันซึ่งต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมนั้นเปนวันต้นแห่งระยะเวลาซึ่งผ่อนออกไป
มาตรา๓๗ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเปนวันหยุดซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงาร ท่านให้นับวันที่เริ่มทำงารใหม่เข้าด้วย
มาตรา๓๘ในทางความ ในทางราชการ และทางค้าขายนั้น วัน หมายความว่าเวลาทำการงารตามปรกติ
มาตรา๓๙สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเปนทารก และสุดสิ้นลงเมื่อตาย
ทารกในครรภ์มารดาสามารถจะมีสิทธิบางอย่างที่กฎหมายบ่งไว้โดยเฉภาะ หากว่าภายหลังเกิดมารอดอยู่
มาตรา๔๐บุคคลย่อมเข้าถึงภาวะเปนผู้ใหญ่เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ฤๅเมื่อทำการสมรสแล้ว
มาตรา๔๑ถ้าเปนพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้วันเกิดของบุคคลผู้ใด ท่านให้นับอายุบุคคลผู้นั้นตั้งแต่วันปลายแห่งวันปีประดิทินหลวงซึ่งเปนปีที่บุคคลผู้นั้นเกิด
มาตรา๔๒บุคคลใดอันมีผู้อื่นเอาชื่อไปใช้โดยไม่ชอบที่บุคคลนั้นอาจจะร้องขอศาลให้มีคำสั่งบังคับห้ามได้ว่าอย่าให้ผู้อื่นนั้นเอาชื่อของตนไปใช้ คดีเช่นนี้มีอายุความตัดฟ้องกำหนดปีหนึ่งตั้งแต่วันเมื่อโจทได้ทราบว่ามีผู้ใช้ชื่อมิชอบเช่นนั้น ฤๅกำหนดห้าปีตั้งแต่วันที่เริ่มใช้ชื่อเช่นนั้น
มาตรา๔๓ภูมิ์ลำเนาของบุคคลนั้น ได้แก่ถิ่นที่อยู่ด้วยความจงใจว่าจะอยู่ยืดไป คน ๆ หนึ่งหาอาจจะมีภูมิ์ลำเนามากกว่าแห่งหนึ่งในเวลาเดียวกันได้ไม่
มาตรา๔๔เมื่อบุคคลได้ถือเอาแล้วซึ่งภูมิ์ลำเนาแห่งใด แห่งนั้นคงเปนภูมิ์ลำเนาอยู่จนกว่าจะได้ถือเอาภูมิ์ลำเนาใหม่
มาตรา๔๕หญิงที่ทำการสมรสแล้วย่อมนับว่ามีภูมิ์ลำเนาแห่งเดียวกันกับสามี บุคคลผู้เยาว์ คือผู้ยังไม่มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ก็ดี ฤๅผู้ไร้ความสามารถด้วยเหตุอื่นอย่างใด ๆ ก็ดี ย่อมนับว่ามีภูมิ์ลำเนาอันเดียวกันกับผู้แทนของตนโดยชอบธรรม
มาตรา๔๖ผู้เยาว์นั้นชื่อว่าเปนผู้ไร้ความสามารถ บันดาการใด ๆ อันเขาได้ทำลง ถ้าผู้แทนโดยชอบธรรมไม่ได้อนุมัติด้วยแล้ว การนั้นย่อมเปนโมฆียะ เว้นไว้แต่ที่มีบทบัญญัติไว้ในมาตราทั้งสามต่อนี้ไป
มาตรา๔๗สรรพการอันผู้เยาว์ได้ทำลงนั้นย่อมสมบูรณ์เพียงการที่จะให้ผลเปนประโยชน์แก่ตัวเขาโดยปราศจากค่าภาระติดพันฤๅเงื่อนไข
มาตรา๔๓ผู้เยาว์จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งว่าโดยสภาพของการนั้นไม่อาจจะให้ผู้แทนทำแทนได้ เช่นว่าการสมรสฤๅทำสัตยาธิษฐานเปนต้น ก็อาจจะทำโดยลำพังตนเองได้เพียงที่มีกฎหมายอนุญาตไว้ในการนั้น ๆ
มาตรา๔๙ผู้เยาว์จะทำการทั้งปวงซึ่งเปนธรรมเนียมในทางครองชีพอยู่ปรกติทุกวันตามควรแก่อายุ กำลังทรัพย์ และฐานะของตน ก็อาจจะทำโดยลำพังตนเองได้
มาตรา๕๐ผู้เยาว์นั้น เมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตแล้ว ฤๅไม่ยอมอนุญาต แต่ศาลอนุญาตให้ประกอบการงาร เช่นว่าพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม ฤๅรับภาระธุระอื่น ๆ เหล่านี้ ก็ทำได้ ในกรณี เช่นว่านี้ จงถือว่าผู้เยาว์มีความสามารถเท่าผู้ใหญ่เพียงเฉภาะการงารนั้นเอง
อนึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมฤๅศาลที่ได้อนุญาตนั้น เมื่อเห็นปรากฎว่าบุคคลนั้นไม่สามารถจะทำการงารได้ตามสมควรแล้ว จะกลับถอนคืนอนุญาตเช่นว่านั้นก็ได้
มาตรา๕๑เมื่อผู้เยาว์ที่ยังจำต้องอาศัยผู้แทนของตนโดยชอบธรรมอนุมัติให้ทำการใด ๆ มาใช้กลฉ้อฉลลวงให้เขาเชื่อว่าตนเปนผู้มีอายุบริบูรณ์แล้ว จะอ้างว่าตนเปนคนไร้ความสามารถ เอาเปนเหตุเพิกถอนการที่ตนทำไปนั้น ๆ ไม่ได้เปนอันขาด
มาตรา๕๒เมื่อการอันผู้เยาว์ได้ทำลงเปนโมฆียะไซร้ เฉภาะแต่บุคคลซึ่งกล่าวต่อไปนี้จะร้องขอให้เพิกถอนฤๅให้สัตยาบันการเช่นว่านั้นได้ คือ
(๑)ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์
(๒)ผู้เยาว์นั้นเอง เมื่อมีอายุบริบูรณ์แล้ว
(๓)ทายาทของผู้เยาว์
มาตรา๕๓สิทธิซึ่งจะร้องขอให้เพิกถอนการอันเปนโมฆียะซึ่งผู้เยาว์ได้ทำไปนั้นย่อมระงับสิ้นไปโดยอายุความมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ได้ทำการเช่นว่านั้น แต่กระนั้นก็ดีกำหนดอายุความนี้ยังฟังไม่ได้ว่าเปนยุติจนกว่าจะล่วงไปปีหนึ่งภายหลังเวลาเมื่อผู้เยาว์นั้นมีอายุบริบูรณ์ฤๅมีผู้แทนโดยชอบธรรมได้ตั้งขึ้นให้แก่ผู้เยาว์นั้นแล้ว
มาตรา๕๔บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าภริยาฤๅสามีก็ดี ผู้บุพการี กล่าวคือบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดาน กล่าวคือลูก หลาน เหลน ลื้อก็ดี ฤๅพนักงานอัยการก็ดี มีคำร้องขอต่อศาลแล้ว ศาลจะมีคำสั่งแสดงว่าผู้นั้นเปนผู้ไร้ความสามารถและตั้งผู้แทนโดยชอบธรรมก็ได้
คำสั่งศาลอันนี้ ให้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษาด้วย
มาตรา๕๕บุคคลซึ่งศาลได้แสดงว่าเปนคนวิกลจริตดังนั้นแล้ว ถ้าทำการใดแต่ลำพังตน ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมอนุมัติด้วยไซร้ การนั้นย่อมเปนโมฆียะ
มาตรา๕๖การใด ๆ อันบุคคลผู้ซึ่งศาลไม่ได้แสดงว่าเปนคนวิกลจริตได้ทำลง ย่อมเปนอันสมบูรณ์ เว้นเสียแต่พิศูจน์ได้ว่าการเช่นว่านั้นได้ทำในเวลาผู้นั้นมีจริตวิกล และผู้มีกรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วว่าผู้ทำเปนคนวิกลจริตด้วยดังนี้ การนั้นจึงเปนโมฆียะ
มาตรา๕๗เมื่อการอันบุคคลวิกลจริตได้ทำลงเปนโมฆียะไซร้ เฉภาะแต่บุคคลซึ่งกล่าวต่อไปนี้จะร้องขอให้เพิกถอนฤๅให้สัตยาบันการเช่นว่านั้นได้ คือ
(๑)ผู้แทนโดยชอบธรรมของบุคคลผู้วิกลจริต
(๒)บุคคลนั้นเอง เมื่อหายวิกลจริตแล้ว
(๓)ทายาทของผู้วิกลจริต
มาตรา๕๘สิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการอันเปนโมฆียะซึ่งบุคคลผู้วิกลจริตได้ทำไปนั้น ย่อมระงับสิ้นไปโดยอายุความมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ได้ทำการเช่นว่านั้น แต่กระนั้นก็ดีกำหนดอายุความนี้ยังฟังไม่ได้ว่ายุติจนกว่าจะล่วงไปปีหนึ่งภายหลังเวลาเมื่อบุคคลเช่นว่านั้นหายวิกลจริตฤๅมีผู้แทนโดยชอบธรรมได้ตั้งขึ้นให้แก่บุคคลนั้นแล้ว
มาตรา๕๙บุคคลผู้ใดไม่สามารถจะจัดทำการงารของตนเองได้ เพราะเหตุจิตฟั่นเฟือนก็ดี เพราะความประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเปนอาจินก็ดี ฤๅเพราะเปนคนติดสุรายาเมาก็ดี เมื่อบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๕๔ ได้ร้องขอต่อศาลแล้ว ศาลจะสั่งให้ผู้นั้นอยู่ในความพิทักษ์ก็ได้
คำสั่งศาลนี้ ให้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษาด้วย
มาตรา๖๐บุคคลผู้ที่ศาลให้อยู่ในความพิทักษ์นั้น ถ้าผู้พิทักษ์ไม่อนุญาตแล้ว ย่อมไม่อาจจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวต่อไปนี้แต่ลำพังตนได้ คือ
(๑)รับทรัพย์สินฤๅเงิน
(๒)ลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไร
(๓)ยืมเงินฤๅรับเงินเปนผู้ค้ำประกัน
(๔)ร้องฟ้องคดีในศาล เว้นแต่ที่จะร้องขอให้ยกเลิกผู้พิทักษ์ของตนนั้น จึงจะร้องฟ้องเองได้
(๕)ให้โดยเสนหา ฤๅทำสัญญาปรานีปรานอมยอมความ ฤๅตกลงให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาคดี
(๖)บอกปัดไม่รับเมื่อเขาให้โดยเสนหา ฤๅไม่รับส่วนทรัพย์มฤดกก็ดี ฤๅรับเอาทรัพย์เช่นว่านั้นอันตกอยู่ในค่าภาระติดพันฤๅเงื่อนไขอย่างใด ๆ
(๗)เช่าฤๅให้เช่าสังหาริมทรัพย์เกินกำหนดหกเดือน ฤๅทำสัญญาเช่าฤๅให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกำหนดสามปี
(๘)ถือเอาสิทธิฤๅโอนสิทธิซึ่งเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ฤๅสังหาริมทรัพย์ที่มีค่า เว้นไว้แต่ทรัพย์ที่เขาให้ฤๅทรัพย์มฤดกอันไม่ตกอยู่ในบังคับค่าภาระติดพันฤๅเงื่อนไขอย่างใด ๆ
มาตรา๖๑การใดดังได้ระบุมาในมาตราก่อนนี้ ถ้าบุคคลผู้อยู่ในความพิทักษ์ทำลงโดยผู้พิทักษ์ตนไม่ได้อนุญาต การนั้นย่อมเปนโมฆียะ
มาตรา๖๒เฉภาะแต่บุคคลซึ่งกล่าวต่อไปนี้เท่านั้นจะร้องขอให้เพิกถอนฤๅให้สัตยาบันการอันเปนโมฆียะนั้นได้ คือ
(๑)ผู้พิทักษ์
(๒)บุคคลนั้นเอง เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้พ้นจากความพิทักษ์แล้ว
(๓)ทายาทของผู้นั้น
มาตรา๖๓สิทธิที่จะร้องขอให้เพิกถอนการที่เปนนโมฆียะนี้ย่อมระงับสิ้นไปโดยอายุความมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ทำการนั้น
แต่ว่าสิทธิอันมีอยู่เปนนคุณแก่บุคคลผู้อยู่ในความพิทักษ์และเปนโทษแก่ผู้พิทักษ์นั้น อายุความยังไม่บริบูรณ์จนกว่าห้าปีนับตั้งแต่เวลาเมื่อบุคคลเช่นว่านี้ได้พ้นจากความพิทักษ์แล้ว
มาตรา๖๔ถ้าบุคคลใดไปเสียจากถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่าจะเปนนตายร้ายดีอย่างไร จนล่วงกำหนดปีหนึ่งตั้งแต่ได้ทราบข่าวมาเปนนครั้งหลังที่สุดแล้ว พนักงานอัยการฤๅผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียด้วยนั้นจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งแต่งผู้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้นั้นก็ได้
มาตรา๖๕ถ้าผู้ไม่อยู่นั้นได้แต่งตั้งตัวแทนมอบอำนาจจัดทรัพย์สินทั่วไปไว้แล้ว ศาลจะอนุญาตคำร้องขอซึ่งกล่าวมาในมาตราก่อนได้ต่อเมื่อมาพิจารณาเห็นปรากฎว่าการที่ตัวแทนจัดทรัพย์สินนั้นเกลือกจะเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่
มาตรา๖๖ตัวแทนอันผู้ไม่อยู่ได้แต่งตั้งมอบอำนาจจัดทรัพย์สินทั่วไปไว้นั้น ถ้ามีการจำเปนที่จะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเห็นว่าเปนการนอกอำนาจที่มอบไว้ จะร้องขอต่อศาลให้ขยายอำนาจนั้นก็ได้
มาตรา๖๗ผู้จัดการที่ศาลได้แต่งตั้งขึ้นนั้นต้องทำบาญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ในขณะเมื่อเข้าจัดการ บาญชีทรัพย์สินนั้นต้องทำต่อหน้าพยานสองคน และให้ลงลายมือชื่อพยานในบาญชีนั้นด้วย
มาตรา๖๘ผู้จัดการนั้นมีอำนาจเปนตัวแทนซึ่งได้รับมอบอำนาจทั่วไป และเมื่อได้รับอนุญาตของศาลก่อนแล้ว ผู้จัดการก็อาจจะทำการอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นได้
มาตรา๖๙ถ้าผู้ไม่อยู่ได้แต่งตั้งตัวแทนมอบอำนาจพิเศษอันใดไว้ ผู้จัดการหาอาจจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการที่เปนอำนาจพิเศษเช่นนั้นได้ไม่ แต่ถ้ามาพิจารณาเห็นปรากฎว่าการที่ตัวแทนจัดทำอยู่นั้นเกลือกจะเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่ไซร้ ก็อาจร้องขอให้ศาลถอดตัวแทนนั้นเสียได้
มาตรา๗๐ศาลจะสั่งเองในขณะใด ๆ ฤๅจะมีคำสั่งเมื่อพนักงานอัยการฤๅผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียร้องขอขึ้นในการเหล่านี้ ก็สั่งได้ คือ
(๑)ให้ผู้จัดการหาประกันให้ไว้เพื่อการที่จัดทำและเพื่อส่งคืนทรัพย์สินที่มอบไว้
(๒)ให้ผู้จัดการแจ้งรายงานให้ทราบว่าทรัพย์สินที่ว่ามาแล้วนั้นเปนอยู่อย่างไร ๆ
(๓)ถอดถอนผู้จัดการออกเสียโดยมีเหตุอันสมควร และตั้งแต่งผู้อื่นให้จัดการแทนผู้นั้นต่อไป
มาตรา๗๑ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้จัดการได้รับสินจ้างคิดจ่ายจากทรัพย์ของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้
มาตรา๗๒อำนาจผู้จัดการนั้นย่อมสุดสิ้นลงในกรณีย์ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ
(๑)
(๒)
(๓)
(๔)
(๕)
มาตรา๗๓
หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/21หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/22หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/23หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/24หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/25หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/26หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/27หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/28หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/29หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/30
หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/31หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/32หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/33หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/34หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/35หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/36หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/37หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/38หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/39หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/40หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/41หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/42หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/43หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/44หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/45หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/46หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/47หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/48หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/49หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/50หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/51หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/52หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/53หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/54หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/55หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/56หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/57หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/58หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/59หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/60หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/61หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/62หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/63หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/64หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/65หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/66หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/67หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/68หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/69หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/70หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/71หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/72หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/73หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/74หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/75หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/76หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/77หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/78หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/79หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/80หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/81หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/82หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/83หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/84หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/85หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/86หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/87หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/88หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/89หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/90หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/91หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/92หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/93หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/94หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/95หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/96หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/97หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/98หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/99หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/100หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/101หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/102หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/103หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/104หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/105หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/106หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/107หน้า:Pramuan Kot Mai 2466-11-11 (1).djvu/108(๓)
(๔)
(๕)
(๖)
มาตรา๔๔๙
(๑)
(๒)
(๓)
(๔)
มาตรา๔๕๐อายุความแห่งหนี้ทั้งหลายอันรัฐบาลเจ้าหนี้นั้น มีกำหนดสิบปี
มาตรา๔๕๑อายุความแห่งหนี้อันเปนผลจากคำพิพากษาคดีถึงที่สุด ฤๅคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการนั้น มีกำหนดสิบปี
มาตรา๔๕๒อายุความแห่งหนี้อันกฎหมายมิได้บัญญัติระยะเวลาไว้ว่าเท่าไรแล้ว ท่านให้มีกำหนดสิบปี
งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า
- "มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
- (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
- (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
- (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"
Public domainPublic domainfalsefalse