พระราชกฤษฎีกากำหนดการแบ่งที่ดินในตำบลโคกโพธิ์หักให้แก่ราษฎร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า
โดยที่การสงวนที่ดินในตำบลโคกโพธิ์หักไว้เปนที่สำหรับเลี้ยงปศุสัตว์นั้นไม่มีความจำเปนต่อไปในเวลานี้ สมควรจะใช้ที่ดินซึ่งกล่าวนี้เพื่อการเพาะปลูกเปนการบำรุงกสิกรรมส่งเสริมชาวนาผู้มีกำลังน้อยให้มีอุตสาหะตั้งตนเปนหลักแหล่งในที่ดิน
และโดยที่วิธีอันสะดวกที่สุดซึ่งจะให้พระราชประสงค์นี้ถึงซึ่งความสำเร็จได้ก็คือจัดแบ่งที่ดินดั่งกล่าวมาข้างต้นนั้นให้แก่ราษฎรผู้สามารถทำการเพาะปลูกได้เอง
จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกาไว้ดั่งต่อไปนี้
มาตรา๑พระราชกฤษฎีกานี้ให้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดการแบ่งที่ดินในตำบลโคกโพธิ์หักให้แก่ราษฎร
มาตรา๒ให้ใช้พระราชกฤษฎีกานี้ตั้งแต่วันที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปนต้นไป
มาตรา๓ประกาศให้ที่ตำบลโคกโพธิ์หักเปนที่สำรับเลี้ยงและผะสมโค ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ร.ศ. ๑๒๓ นั้น ให้ยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา๔ที่ดินซึ่งสงวนไว้ในตำบลโคกโพธิ์หักนั้น ให้แบ่งให้แก่บุคคลผู้ขอ ตามที่ข้าหลวงพิเศษซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโดยพระราชกฤษฎีกานี้จะเห็นสมควร แต่ว่าในการแบ่งที่ดินนั้น ให้ข้าหลวงพิเศษแบ่งให้ฉะเพาะแก่ผู้ขอซึ่งสามารถและรับจะทำการเพาะปลูกเองในที่ดินนั้น แต่ในครัวหนึ่งจำนวนที่ดินซึ่งจะแบ่งให้นั้น ไม่ให้เกิน ๕๐ ไร่
มาตรา๕ให้ผู้ขอยื่นเรื่องราวขอแบ่งที่ดินต่อข้าหลวงพิเศษ ในเรื่องราวนั้นต้องระบุชื่อ สำนักที่อยู่ จำนวนคนในครอบครัว และถ้ามีที่ดินของตนทำการเพาะปลูกอยู่แล้วเท่าใด ก็ให้แสดงจำนวนเนื้อที่มาด้วย เมื่อข้าหลวงพิเศษได้ไต่สวนข้อความที่กล่าวไว้ในเรื่องราวนั้นแล้ว เห็นว่าเปนผู้ที่มีกำลังสมควรจะได้รับแบ่งที่ดินไปทำการเพาะปลูกตามความมุ่งหมายของพระราชกฤษฎีกานี้ ก็ให้กำหนดเนื้อที่ให้พอสมควร
มาตรา๖การจัดแบ่งที่ดินนั้น ถ้าได้มีผู้เข้ามาตั้งอยู่แล้วโดยละเมิดต่อประกาศปี ร.ศ. ๑๒๓ ท่านว่ามิต้องคำนึงถึงการที่ได้เข้ามาตั้งอยู่ก่อนนั้น แต่ว่าถ้าผู้ที่ได้เข้ามาตั้งอยู่แล้วแสดงให้เปนที่พอใจข้าหลวงพิเศษว่าสามารถทำการเพาะปลูกในที่ดินนั้นได้ไซร้ ท่านว่าข้อที่ได้เข้ามาตั้งอยู่โดยละเมิดนั้นไม่เปนเหตุตัดสิทธิที่จะได้แบ่งรับที่ดิน
มาตรา๗ที่ดินที่ได้จัดแบ่งให้แก่ราษฎรตามพระราชกฤษฎีกานี้ ท่านว่าภายในสามปีนับแต่ได้รับการแบ่งนั้น ห้ามมิให้โอนให้แก่ผู้อื่นในทางใด ๆ นอกจากในทางสืบมฤดกหรือในทางพินัยกรรม์
มาตรา๘ให้ข้าราชการผู้มีนามต่อไปนี้เปนข้าหลวงพิเศษตามพระราชกฤษฎีกานี้ คือ
(๑)มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุรเกษตรโศภน อธิบดีกรมทะเบียนที่ดิน
(๒)อำมาตย์เอก พระยาราชเสนา เจ้ากรมการปกครอง
(๓)อำมาตย์เอก พระยาวิภาคภูวดล เจ้ากรมรังวัดที่ดิน
มาตรา๙ให้ข้าหลวงพิเศษมีอำนาจและหน้าที่ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(๑)รับเรื่องราวขอแบ่งที่ดินดั่งกล่าวมาในมาตรา ๔
(๒)หมายเรียกผู้ยื่นเรื่องราวและผู้อื่นมาเปนพะยานเพื่อสอบข้อความที่กล่าวในเรื่องราว เพื่อให้ข้าหลวงพิเศษเห็นเปนที่พอใจว่าผู้นั้นสามารถทำการเพาะปลูกในที่ดินได้ และเพื่อจะให้การในข้ออื่น ๆ อันจะยังให้การจัดแบ่งที่ดินนั้นเปนไปโดยยุติธรรมภายในความมุ่งหมายแห่งพระราชกฤษฎีกานี้
ในการใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ดั่งกล่าวมานี้ ท่านให้ใช้กฎหมายลักษณะวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายลักษณะพะยานบังคับโดยอนุโลม
คำตัดสินแบ่งที่ดินตามพระราชกฤษฎีกานี้ ท่านว่าให้ใช้ได้ต่อเมื่อข้าหลวงพิเศษเห็นชอบพร้อมกันและลงชื่อทั้งสามนาย
ประกาศมาณวันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๐ เปนปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า
- "มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
- (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
- (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
- (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"
Public domainPublic domainfalsefalse