พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (2455)/ภาค 1/242–265

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 พระบาทสมเด็จพระอนุชาธิราชทรงโศการ่ำรักพระบรมเชษฐาธิราชถึงความหลังต่าง ๆ พระเจ้าเชียงใหม่แลเสนาบดีแลนายทัพนายกองต่างคนโศกาอาดูรภาพต่าง ๆ ครั้นคลายโศกแล้ว จึงพระราชครูทั้ง ๔ แลท้าวพระยาสามนตราชมหาเสนาบดีมนตรีพิริยโยธามาตย์ทั้งหลายตั้งพลับพลาไชยสุพรรณมหาวิมานในทัพไชยกลางพยุหนั้นเสร็จ ก็นำพระราเชนทรยานกาญจนอลงกฎรจนามหานวรัตนชัชวาล ประดับด้วยอภิรุมชุมสายเสวตรฉัตรพัดวาลวิชนีพรรณกลิ้งกลดจามรมาศทั้งปวง แลเครื่องมหาเบญจราชกกุธภัณฑ์อนันตเรืองรัตนราโชประโภค อันเปนเครื่องราชาภิเศกสำหรับพระมหากระษัตราธิราชเจ้า มาถวายแด่พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว อัญเชิญเสด็จขึ้นผ่านพิภพมไหสวรรยาธิปัติถวัลยราชประเพณี สืบสันตติศรีสุริยวงษ์ ดำรงพิภพมณฑลสกลกรุงพระมหานครศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อันอำพนด้วยสามนตราชประเทศนานามหาไพบูลยพิศาลราชเจ้าสิมาอาณาเขตรมณฑลทั้งปวง โดยบุรพประเพณีพระมหากระษัตราธิราชเจ้าสืบ ๆ มา พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นพลับพลาไชยสุพรรณมหาวิมาน อันประดับด้วยเครื่องอลงการกาญจนดารามหาวิศดารสานตทิพมณฑล ดูถกลด้วยบวรเสวตรฉัตรรัตนจามรมาศอลงกฎ แลมีพระคชาธารพระยาคชสารราชคเชนทรสถิตย์ซ้ายขวา ทั้งพระพิไชยพาหนะมงคลราชอัศดรสถิตย์ซ้ายขวา แลตั้งพยุหพลากรพลพฤนทโยธาทหารทุกหมู่ทุกพรรค์ประดับโดยขนัด พลช้างพลม้าพลเขนดั้งแพนแสนเสโลห์โตมรธนูศรทั้งปวงแห่ห้อมล้อมเปนบริวารเสร็จสรรพ จึงเบิกท้าวพระยาสามนตราชราชสกูลประยูรราชมหาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงถวายบังคม พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการตรัศสั่งท้าวพระยาทั้งหลายให้ตกแต่งการที่จะรับพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมายังกรุงพระมหานครศรีอยุทธยา แลมีพระราชกำหนดให้ขึ้นไปหาท้าวพระยาทั้งหลายอันไปทัพน่านั้นให้กลับคืนมายังทัพหลวง ส่วนพระรามเดโชซึ่งมีพระราชกำหนดให้ไปหาถึงเชียงแสนเชียงรายนั้น พระรามเดโชก็มาถึงแลเบิกเข้ามาถวายบังคมในตำบลห้างหลวงนั้น.

 ถึงณวัน ๑๒ ฯ  ค่ำ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จด้วยพระที่นั่งครุธพาหนะ มีเสวตรฉัตรรัตนพระอภิรุมชุมสายพรายพรรณประดับ สรรพด้วยท้าวพระยาสามนตราชพิริยโยธาแสนยากรทั้งหลายย้ายโดยขบวนน่าหลัง ก็เสด็จกรีธาพลพยุหยกทัพหลวงจากเมืองห้างหลวงคืนมาโดยอันดับมารค ก็เสด็จมาถึงเมืองเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัศสั่งแก่พระเจ้าเชียงใหม่ให้อยู่รักษาเมืองแลบำรุงช้างม้ารี้พลให้มั่งคั่ง เมื่อจะมีการพระราชสงครามไซ้ จะเอาพระเจ้าเชียงใหม่ไปโดยเสด็จ ก็แรมทัพหลวงในเมืองเชียงใหม่คืนหนึ่ง ครั้นพระเจ้าเชียงใหม่นำท้าวพระยามาถวายบังคมเสร็จ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ยกทัพหลวงเสด็จจากเชียงใหม่ลงมา แลทรงพระกรุณาเอาพระทุลองลูกพระเจ้าเชียงใหม่ลงมาโดยเสด็จ แลพระราชทานให้นามกรชื่อ พระศรีสุมหาธรรมราชา พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จมาโดยทางศุโขไทยมายังท่าเรือในเมืองกำแพงเพ็ชร.

 ในขณะนั้น เมืองไทรแต่งทูตานุทูตให้ถือหนังสือแลเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวาย จึงข้าหลวงก็นำทูตานุทูตเมืองไทรนั้นขึ้นไปถวายบังคมแลถวายเครื่องราชบรรณาการถึงทัพหลวงในเมืองกำแพงเพ็ชร แต่ทัพหลวงตั้งอยู่ในเมืองกำแพงเพ็ชรนั้นสิบห้าวัน จึงมีพระราชกำหนดลงมาแก่ท้าวพระยาผู้อยู่รั้งพระนครให้แต่งพระตำหนักตำบลปากโมก ครั้นเสร็จก็เสด็จโดยชลมารคล่องมายังพระตำหนักในปากโมกนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัศสั่งแก่เจ้าพระยาธรมาธิบดีให้ตกแต่งการประดับประดาพระราชวังหลวงแลตั้งราชวัตรฉัตรธงทั้งสองตราบข้างชลมารคแต่พระตำหนักปากโมกเท่าถึงพระราชวังหลวง แลให้ท้าวพระยาทั้งหลายตรวจจัดเรือแห่แหนทั้งปวงสรรพเสร็จ ถึงณวัน ๑๐ ฯ  ๑๒ ค่ำ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัศให้พระราชครูทั้ง ๔ แต่งการพระราชพิธีสงครามาภิเศก แล้วก็ให้เอาเรือพระที่นั่งไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตราอันประดับด้วยสรรพาลังการอันมเหาฬารมาบรรทับขนานแลเทียบเรือแห่น่าหลังทั้งปวงเสร็จ ถึงเพลารุ่งแล้วนาฬิกาหนึ่ง ได้ศุภโยคมังคโลดมเพลาฤกษ์อันประเสริฐ จึงพระโหราธิบดีศรีจันทรประพาฬก็ลั่นฆ้องไชย พระราชปโรหิตาจารย์ราชสุภาวดีศรีบรมองค์บุริโสดมพรหมพิชาจารย์เป่ามหาสังข์ทักขิณาวัฏแลประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีทั้งปวง พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา แลมีพระราชครูทั้ง ๔ แลโหราธิบดีแพทยาธิบดีโดยเสด็จเฝ้าพระบาทในน่าพระที่นั่ง จึงให้ยกธงไชยโบกโบยคลายพระที่นั่งไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตราเสด็จออกจากขนาน ก็เสด็จโดยชลมารคคนทีธาร ดูมเหาฬารเรือต้นทั้งปวงอันประดับด้วยเครื่องอลงกฏรจนาสรรพาการพิธี แลกอปรด้วยเรือท้าวพระยามหาเสนาบดีทั้งปวงแห่โดยขบวนน่าหลังเดียรดาษ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จถึงบรรทับขนานพระราชวังหลวง แลตีอินทเภรีเปนประถมประโคมแตรสังข์ จึงเสด็จขึ้นพระราเชนทรยานพยุหบาตรา แลประดับด้วยเสวตรฉัตรสำหรับราชาภิเศก แลตีอินทเภรีเปนทุติยวาร ก็เสด็จด้วยพระราเชนทรยานถึงอัฒจันท์แห่งพระที่นั่งมังคลาภิเศกมหาปราสาท จึงตีอินทเภรีเปนตติยวาร พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จลงจากพระราเชนทรยาน เสด็จในน่าฆ้องไชย ชำระพระบาทเสร็จ เจ้าพระยาธรมาธิบดีก็ลั่นฆ้องไชยประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีทั้งปวง จึงเสด็จขึ้นพระที่นั่งมังคลาภิเศกมหาปราสาท แลเสด็จออกน่าสีหบัญชรอันประดับด้วยเนาวรัตนอันชัชวาล มีพระคชาธารพระยาสารอลงกฎสถิตย์ทั้งซ้ายขวา ทั้งพวกพลโยธาทหารตั้งแห่ดาษดาโดยขนัดสรรพายุทธทั้งปวงตั้งเปนกระบวนประดับประดา จึงเบิกท้าวพระยาสามนตราชราชตระกูลพฤฒามาตย์มหาเสนาธิบดีทั้งปวงถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วก็เบิกสมโภชเลี้ยงลูกขุน แลถวายอาเศียรพาทสำหรับการพระราชพิธีประเวศพระนครนั้น.

 ในศักราช ๙๕๕ ปีมเสง เบญจศกนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จราชาภิเศกเสวยราชสมบัติในกรุงพระมหานครศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ ทรงพระนาม พระศรีสรรเพชญ์ สมเด็จบรมราชาธิราชรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิสวรรคราชาธิบดินทร์ธรณินทราธิราชรัตนากาศภาษกรวงษ์องค์บรมาธิเบศรตรีภูวเนตรวรนารถนายกดิลกรัตนราชชาติอาชาวไศรยสมุทัยตโรมนต์สกลจักรวาฬาธิเบนทรสุริเยนทราธิบดินทรหริหรินทราธาดาธิบดีศรีวิบูลย์คุณรุจิตรฤทธิราเมศวรธรรมิกราชเดโชไชยพรหมเทพาดิเทพตรีภูวนาธิเบศโลกเชษฐวิสุทธมกุฏเทศคตามหาพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงพระมหานครทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม แลสถิตย์ในพุทธารรถจรรยา ญาตารรถจรรยา โลการรถจรรยา มหิมาด้วยพุทธการกโพธิสมภารมเหาฬารมหัศจรรย์ อนันตปัญญาฤทธาพล พหลเดโชนุภาพ ปราบบรราชอรี ศรีพระเดชเดชะตบะอันมหิมา คือองค์สฤษดิรักษสังหารวิศาลวิสุทธิอุดมเทพสมบูรณ์ในพระองค์บมิขาด อาทิคือ พระพรหม พระพิษณุ พระอิศวร พระพาย พระพรุณ พระเพลิง พระยม พระไพศพ พระอินทร พระจันทร์ พระอาทิตย์ แลพระองค์ทรงฤทธิสิทธิศักดิอรรคอดุลยาดิเรก อเนกคุณคณามหามหรรณพ สบสกลเวทศิลปาคม อุดมยศโยค สกลโลกมกุฎ วิสุทธจุธามณีรัตน สวัสดิมงคล ถกลเหนือศิโรตมางค์มหากระษัตริย์เจ้าทั้งปวงในสกลชมพูทวีป แลพระบาทเสด็จเสวยไอสุริยาธิปัติบุรีรัตนสมบูรณ์มั่งคั่งด้วยช้าม้ารี้พลพหลแสนยากรสมณพราหมณาจารย์จตุรพรรคประชาชนคณสกลสบไสมยประเทศนานาพรรคนิกรสโมสรบรมศุขเกษมเปรมประชาราษฎร์เลิศล้นพ้นกว่าโบราณราชประเพณี มีพระราชหฤไทยไกรกรุณาปรานีสัตวโลกากรทั้งหลาย หมายให้นฤทุกข์ปลุกใจราษฎรให้สานติเกษมศุขโดยยุกติธรรมอันบวร ขจรพระเกียรติปรากฏพระยศเซนซ่าทั่วทิศนานุทิศ แลท้าวพระยามหากระษัตราธิราชเจ้าทั้งหลายก็แต่งเครื่องบรรณาการให้ทูตานุทูตมาถวายบังคมพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมิได้ขาด แลพระบาทเสด็จสร้างโพธิสมภารบำเพ็ญพุทธการกธรรมปรมาธิคุณ อาทิคือ สร้างพระวรเชษฐารามมหาวิหารอันรจนาพระพุทธปฏิมามหาเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุสำเร็จกุฎีสถานปราการสมด้วยอรัญวาสี แล้วก็สร้างพระไตรปิฎกธรรมจบบริบูรณ์ทั้งพระบาฬีแลอรรถกถาฎีกาคัณฐีวิวรณ์ทั้งปวง จึงแต่งหอพระสัทธรรมเสร็จ ก็นิมนต์พระสงฆ์อรัญวาสีผู้ทรงศีลาธิคุณอันเสลขมาอยู่ครองพระวรเชษฐารามนั้น แล้วก็แต่งขุนหมื่นข้าหลวงไว้สำหรับอารามนั้น แลจำหน่ายพระราชทรัพย์ไว้ให้แต่งจตุปัจจัยทานถวายแก่พระสงฆ์เปนนิจกาล แล้วให้แต่งฉ้อทานศาลา แลประสาทพระราชทรัพย์ ให้แต่งโภชนาหารจังหันถวายแก่ภิกษุสงฆ์เปนนิจภัตรบมิขาด พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัศสั่งแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายให้แต่งการพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แลแต่งพระสุเมรุมาศสูงเส้นสิบเจ็ดวาประดับด้วยเมรุทิศเมรุรายราชวัตรฉัตรทองฉัตรนากฉัตรเบญจรงค์นานาเสร็จ ก็อัญเชิญพระศพเสด็จเหนือมหากฤษฎาธารอันประดับด้วยอภิรุมกลิ้งกลดรจนา แลท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายมาประดับแห่ห้อมล้อมมหากฤษฎาธาร ก็อัญเชิญพระศพเสด็จลีลาโดยรัถยาราชวัตรไปยังพระเมรุมาศด้วยยศบริวารแลเครื่องสักการบูชาหนักหนา พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จไปถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แลทรงโศกาพิไรร่ำรักพระบรมเชษฐาต่าง ๆ เสนาบดีกรมฝ่ายน่าฝ่ายในต่างโศกาอาดูรร่ำรักในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงถึงความหลังต่าง ๆ ให้นิมนต์พระสงฆ์สบสังวาศหมื่นหนึ่งถวาย พระราชทานเครื่องอัฐบริขารทักษิณาบูชาพระสงฆ์ทั้งปวงเปนมเหาฬาร.

 ฝ่ายพระยาตองอู เมื่อทัพสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าล่ากลับไปยังกรุงพระนครศรีอยุทธยาแล้ว พระยาตองอูก็ทำนุบำรุงพระเจ้าหงษาวดีไว้เปนอันดี หวังจะเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงให้ราบคาบเปนปรกติก่อน จึงจะคิดการใหญ่ต่อไป จึงมีหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่า เราผู้เปนราชนัดดาพระเจ้าหงษาวดีคิดถึงพระคุณสมเด็จพระบิตุลาธิราช จึงให้โหราพฤฒาจารย์ขับไล่ดูชตาเมืองหงษาวดีที่จะรับศึกพระนครศรีอยุทธยา โหราพฤฒาจารย์ผู้รู้แท้ทายว่า ชตาเมืองหงษาวดีขาดสูญแล้ว ที่จะรับรองข้าศึกนั้น ถึงมาทเทวดาจะมาช่วย ก็ไม่รอดเลย ในจะปราไชยเปนมั่นคง แลว่า ชตาเมืองตองอูครั้งนี้ได้จตุรงคโชค ถึงจะมีข้าศึกมามากดุจคลื่นในพระมหาสมุทร ก็ในจะปราไชยไปเอง เพราะเหตุดังนี้ เราจึงเชิญเสด็จพระเจ้าหงษาวดีแลกวาดครอบครัวขึ้นมาตั้งรับมั่นณเมืองตองอู ทัพพระนครศรีอยุทธยายกมาติดเมืองตองอูถึงหักหาญปีนปล้นเปนหลายครั้ง เสียทแกล้วทหารมาก แลตั้งล้อมอยู่ถึงสามเดือนเศษ ก็มิได้เมือง จนล่าทัพไป ก็เปนบำเหน็จมือเมืองตองอูรับทัพพระนเรศวรเอาไชยชำนะไว้ได้ ท่านทั้งปวงก็ย่อมแจ้งอยู่ แลพระเจ้าหงษาวดีเคยเปนศุขอยู่ในเมืองหงษาวดีฉันใด เราก็อุสาหะสนองพระคุณให้เปนศุขดุจฉันนั้น แลหัวเมืองทั้งปวงอย่าได้กินแหนงสนเท่ห์สิ่งใดเลย เคยทำราชการฉันใดก็ให้ทำราชการดุจกาลก่อนนั้นเถิด.

 ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งหนังสือพระยาตองอูดังนั้น ลางเมืองก็เชื่อ ลางเมืองก็คิดแคลงสงไสยเปนอันมาก แลแต่งคนให้ขึ้นไปทรับทราบสืบสวนถึงเมืองตองอูเนือง ๆ จนศักราช ๙๕๓ ปีเถาะ ตรีนิศก ก็ได้เนื้อความว่า พระยาตองอูทำนุบำรุงพระเจ้าหงษาวดีไว้ทั้งนี้หาโดยสัตย์กตัญญูสุจริตไม่ ความคิดอันนี้เปนเล่ห์กะเท่ห์พระมหาเถรเสียมเพรียมบอก หัวเมืองทั้งปวงคิดกันจะยกไปรบชิงพระเจ้าหงษาวดีมาให้จงได้ ต่างเมืองก็จัดแจงไพร่พล เสร็จแล้วก็ยกขึ้นไปถึงเมืองจิตตอง ขณะนั้น พระยาตองอูรู้ จึงให้นิมนต์พระมหาเถรเสียมเพรียมเข้ามา แล้วนมัสการบอกว่า บัดนี้ หัวเมืองทั้งปวงคิดกันยกมาจะรบเมืองเรา พระผู้เปนเจ้าช่วยคิดให้โยมด้วย พระมหาเถรจึงว่า จะกลัวอะไรแก่อ้ายหัวเมืองเหล่านี้ แต่จะตีด้วยลมปากก็จะกลับไปเอง พระยาตองอูได้ฟัง มีความยินดีนัก กราบนมัสการพระมหาเถรแล้ว ๆ เล่า ๆ พระมหาเถรจึงกระซิบบอกอุบายให้พระยาตองอูทุกประการแล้วก็ไปอาราม พระยาตองอูจึงแต่งเปนหนังสือรับสั่งพระเจ้าหงษาวดีไปถึงท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงว่า พระเคราะห์เมืองหงษาวดีร้ายนัก พระยาตองอูผู้หลานเรามีความกตัญญ กลัวจะเสียเมืองแก่ข้าศึก เสียดายรามัญทั้งปวงจะไปเปนเชลยกรุงพระนครศรีอยุทธยา จึงรับเรามาไว้ณเมืองตองอู ได้รอดจากเงื้อมมือปัจจามิตร ก็ค่อยเปนศุขอยู่ ถ้าครบเจ็ดปีสิ้นพระเคราะห์แล้ว ก็จะกลับลงไปตั้งอยู่ณเมืองหงษาวดีดังเก่า แลซึ่งหัวเมืองทั้งปวงคบคิดกันยกทัพมาทั้งนี้จะเปนกระบถฤๅ ฝ่ายท้าวพระยารามัญหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งในหนังสือรับสั่งดังนั้น ก็สำคัญว่าจริง ตกใจกลัวเปนกำลัง ก็พากันเลิกทัพกลับไป.

 ครั้นศักราช ๙๕๔ ปีมโรง จัตวาศก นักสร้างบุตรพระยาตองอูจึงคิดว่า บิดาไปพาเอาพระเจ้าหงษาวดีมาไว้ให้ศึกพระนครศรีอยุทธยามาติดแทบจะเสียเมืองครั้งหนึ่งแล้ว แลหัวเมืองทั้งปวงก็เปนเสี้ยนศัตรูพากันยกรี้พลมาจะตีเอาเมืองอิกเล่า แลเหตุซึ่งเปนทั้งนี้เพราะพระเจ้าหงษาวดีองค์เดียว ถ้าละไว้ ไหนเลยศึกจะวายเมือง จำจะลอบล้างพระเจ้าหงษาวดีเสียให้ดับสูญ แล้วเมืองตองอูจึงจะเปนศุข คิดแล้วก็ประกอบยาพิศม์ลอบใส่ในเครื่องเสวย พระเจ้าหงษาวดีมิทันรู้ เสวยเข้าไป พระองค์ก็ดับสูญสวรรคต พระยาตองอูรู้ว่า พระเจ้าหงษาวดีสวรรคาไลย ก็ตกใจ จึงให้ไต่สวนไล่เลียงก็ได้ความว่า นักสร้างผู้บุตรประกอบยาพิศม์ให้พระเจ้าหงษาวดีเสวยเข้าไป พระยาตองอูรู้เหตุผลตระหนักแล้วทอดใจใหญ่ มิรู้ที่จะทำประการใด จึงไปบอกแก่พระมหาเถรเสียมเพรียมโดยเหตุทุกประการ พระมหาเถรได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงว่า เอะการเราเสียแล้ว บุตรเท่าเปนคนโฉดเขลานักหาปัญญามิได้ สมด้วยพระบาฬีว่า มีบุตรถ้าไม่ดีแล้วก็เปนศัตรูแก่บิดามารดา ท่านนี้อุประมาดังพฤกษาชาติอันจะตายเพราะลูก พระยาตองอูได้ฟังพระมหาเถรก็โทมนัศน้อยใจแก่บุตรเปนกำลัง จึงกราบนมัสการพระมหาเถรแล้วว่า พระผู้เปนเจ้าจะคิดฉันใดดี พระมหาเถรจึงว่า การสิเสียไปไม่สมคเนแล้ว จะต้องการอันใดให้หัวเมืองทั้งปวงเปนเสี้ยนศัตรูเล่า เราจะเอาความดีไว้น่าเถิด ท่านจงให้ชาวเมืองโกนศีศะทั้งเมือง แล้วจึงมีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวงว่า พระเจ้าหงษาวดีทรงพระประชวรได้สามวันเสด็จสวรรคต เราผู้เปนราชนัดดาจะทำการถวายพระเพลิงสนองพระคุณให้ถึงขนาด แล้วหัวเมืองทั้งหลายผู้ใดรู้พระคุณจะมาช่วยก็ตาม มิมาก็ตามอัชฌาไศรยนั้นเถิด แลตัวเราถึงถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็มิได้คิดตั้งตัวเปนใหญ่ จะไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนเรศวรบพิตรเปนเจ้าณกรุงพระนครศรีอยุทธยา ถ้าท่านมีหนังสือไปดังนี้ หัวเมืองทั้งปวงก็จะเห็นความจริง จะสิ้นอาฆาฎจองเวร ถ้าผู้ใดมาก็เห็นเปนสุจริต ถ้ามิมาจะไปพึ่งกรุงพระนครศรีอยุทธยา ดีร้ายก็จะเอาคดีอันนี้ไปเล่า ความดีก็จะมีแก่เราสืบไป พระมหาเถรชี้แจงบอกอุบายให้พระยาตองอูแล้วสั่งว่า ซึ่งจะแต่งการถวายพระเพลิงนั้นให้ค่อยทำช้าช้า ความดีจึงจะฦๅขจรไปนานาประเทศ สั่งแล้วพระมหาเถรก็ลาไปอาราม พระยาตองอูก็มีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวงดุจคำพระมหาเถรทุกประการ ท้าวพระยาพระหัวเมืองทั้งปวงเห็นผู้ถือหนังสือโกนศีศะแล้วแจ้งในหนังสือว่า พระเจ้าหงษาวดีเสด็จสวรรคาไลย ก็มิได้มีความรังเกียจกินแหนง ต่างคนก็โทมนัศโศกาดูรภาพถึงพระเจ้าหงษาวดีเปนอันมาก ที่มีกตัญญูรู้พระคุณก็มายังเมืองตองอูช่วยแต่งการที่จะถวายพระเพลิงเปนหนักหนา ลางเมืองก็มิได้ไปช่วยพระยาตองอู ไปเข้าหาพระยาทะละอันสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าให้อยู่สำเร็จราชการเมืองเมาะตมะ เมาะลำเลิ่ง ฝ่ายพระยาตองอู ครั้นตกแต่งการพระศพพระเจ้าหงษาวดีเสร็จแล้ว ก็ถวายพระเพลิงโดยราชประเพณีพระมหากระษัตราธิราชเจ้าสืบมา

 ลุสักราช ๙๕๕ ปีมเสง เบญจศก ณเดือนยี่ พระยาตองอูก็แต่งราชทูต อุปทูต ตรีทูต ถือพระราชสาสน์คุมช้างม้าเครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวณกรุงพระนครศรีอยุทธยาขอพึ่งพระราชสมภารสืบไป ในเดือนนั้น พระยาล้าช้างก็แต่งราชทูต อุปทูต ถือพระราชสาสน์แลเครื่องบรรณาการมาถวายบังคมสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทรงพระกรุณาให้เบิกทูตานุทูตมาถวายบังคมในพระที่นั่งมังคลาภิเศก ตรัศพระราชปฏิสันถารตามธรรมเนียม แล้วตรัศให้เลี้ยงดูแขกเมืองแลพระราชทานรางวัลโดยขนาด ในปีมะเร็ง เบญจศก เดือนสามนั้น ข้าหลวงผู้รั้งเมืองเมาะลำเลิ่งจับได้พระยาพะโรแลมอญขบถทั้งปวงอยู่ริมฝั่งน้ำสโตงนั้นส่งมาถวาย แลแมงมอญอันอยู่ในเมืองเมาะลำเลิ่งแลเมืองเมาะตมะนั้นก็ราบคาบไปจนเมืองตองอู

 ลุศักราช ๙๕๖ ปีมเมีย ฉศก พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัศแก่พระยาศรีพิศวกรรม์ให้สถาปนาพระที่นั่งอรรณพอันอลงกฎรจนามหิมาด้วยแก้วกาญจน์พิสดารจัตุรมุขรัตนาสน์กนกกุฏาคารบราลีเรืองรัตนชัชวาลมเหาฬารด้วยพระขบวนเสร็จ จึ่งตั้งโรงระบำซ้ายขวา ก็ให้แต่งเรือต้นทั้งปวง อาทิคือ ไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา วรสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา พระศรีสมรรถไชย ไกรสรมุขพิมานไชย ไกรจักรรัตน แลเรือพระครุธพาหนะ เรือไชย เรือรูปสัตวทั้งปวง แลเรือสิงโตอินทรีย์ เรือหัศดินทร์ เรือนรสิงห์ แลเรือจากพราก แลเรือแซทองพิฆาฎทอง แลเรือเลาคาอันได้มาแต่เมืองหงษาวดี แลตกแต่งเรือต้นทั้งปวงอันอลงกฎรจนาโอภาศพรรณรายโดยอันดับต้นเชือกแลปลายเชือก แลพลฝีพายทั้งปวงนั้นประดับด้วยเครื่องอาภรณ์เสื้อทองหมวกทองพายทอง แล้วก็ให้แต่งเรือจำนำท้าวพระยาสามนตราชเสนาบดีมนตรีมุขลูกขุนทั้งหลายหมายเปนอาทิคือ ราชสีห์ คชสีห์ แลเรือไชยท้าวพระยาสวรรคโลก กำแพงเพ็ชร ศุโขไทย แลเรือไชยจตุสดมภ์ แลเหนือน้ำ ท้ายน้ำ แลเรือจำนำขุนช้าง ขุนม้า ขุนตำรวจ ขุนดาบ ขุนการทหารพลเรือนทั้งปวง ก็ให้ตรวจตราเปนคู่แข่งแต่งเปนคู่ขันต่าง ๆ ครั้นถึงทิพพารกาลพระราชพิธีอาศวยุช ก็ให้ประดับพระที่นั่งอรรณพด้วยเครื่องอลงการมเหาฬารพิจิตรโอภาศชัชวาลแลจามรทั้งปวง จึ่งให้เอาพระครุธพาหนะอันรจนาประดิษฐานพระพิศวกรรม์ออกตั้งฉาน แลให้พระราชครูทั้ง ๔ กระทำการพระราชพิธีอาศวยุช จึ่งให้ตั้งเรือแห่แลให้เทียบเรือต้นแลเรือแข่งทั้งปวงตามขบวน จึ่งให้เบิกพระราชกุมาร แลพระราชนัดดา แลท้าวพระยาสามนตราชมหาเสนาบดีทั้งปวง มาประชุมในน่าพระที่นั่งอรรณพ แลให้เบิกทูตานุทูตอันมาแต่เมืองตองอูแลเมืองล้านช้างนั้นมาถวายบังคม แลให้เบิกพระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสีแลพระสงฆ์สบสังวาสขึ้นนั่งในธรรมาศน์ที่จะถวายพระพรนั้นเสร็จ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จด้วยพระราเชนทรยานมายังพระที่นั่งอรรณพ จึ่งตีอินทเภรีเปนประถม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออกในพระที่นั่งครุธพยุหอันรจนา จึ่งตีอินทเภรีเปนทุติยวาร ประโคมฆ้องกลองดุริยดนตรีทั้งปวง จึ่งเบิกเรือต้นพระไชยสุพรรณหงษ์แลวรสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา ให้นำเรือต้นเรือคู่แข่งทั้งปวงขึ้นมาถวายบังคมพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวโดยการพระราชพิธีอาศวยุช พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ประสาทเรือต้นไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา วรสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา แลเรือต้นทั้งปวง พระราชทานแก่พระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสีแลพระสงฆ์มหานาคราชาคณะทั้งปวงอันเข้ามาถวายพระพรนั้น แล้วก็เอาเงินสนองเรือต้นทั้งปวงเปนเครื่องบูชาสักการจตุปัจจัยทานแก่พระสงฆ์ทั้งหลาย ครั้นเรือต้นแลเรือคู่แข่งทั้งปวงถวายบังคมแล้ว แลพายขึ้นไปอยู่โดยทำเนียบเทียบเปนคู่เข้าถนัดที่จะวางเรือนั้นโสด จึ่งยกธงอาศวยุชในน่าพระที่นั่งให้เปนสำคัญ ก็ลั่นฆ้องไชยวางเรือต้นศรีสมรรถไชย ไกรสรมุข พายแข่งกันลงมาเปนอาทิ แล้วก็วางเรือคู่แข่งทั้งปวงแข่งกันลงมาโดยอันดับ ครั้นแข่งเรือทั้งปวงเสร็จแล้ว จึ่งเลี้ยงดูลูกขุนแล้วประสาทพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะทั้งปวงเสร็จ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จประเวศยังพระราชมณเฑียร ในบัดเดี๋ยวนั้น ก็มีพระราชโองการตรัศแก่พระยารัตนบาลให้รจนาพระพุทธปฏิมาสมาธิเปนพระพุทธรูปสนองพระองค์ห้าพระองค์ องค์หนึ่งบุทองนพคุณทรงเครื่องมงกุฎกุณฑลพาหุรัดย่อมประดับเนาวรัตน แลบัลลังก์นั้นบุทองจำหลักประดับเพชรรัตน องค์หนึ่งบุทองนพคุณ บัลลังก์นั้นบุทองจำหลัก องค์หนึ่งนั้นเปนพระพุทธปฏิมานาคาศนะ พระพุทธองค์นั้นรจนาด้วยนากสวาดิ์ แลเครื่องทรงนั้นทองจำหลักประดับเนาวรัตน แลบัลลังก์นั้นรจนาด้วยนากสวาดิ์ พระพุทธปฏิมาบุเงินสององค์ แลฐานเงินจำหลักสรรพางค์ ครั้นเสร็จ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัศสั่งแก่เจ้าพระยาจักรีให้แต่งการพระราชพิธีไล่เรือแลให้รับพระพุทธปฏิมาอันให้สถาปนานั้น.

 ถึง ๑๓ ฯ  ค่ำ เพลารุ่งแล้วสองนาฬิกา ให้เอาเรือไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตราแลวรสุพรรณหงษ์พยุหบาตรามาประทับขนาน แลให้เอาเรือพระครุธพาหนะออกตั้งฉาน แลให้เทียบเรือต้นศรีสมรรถไชย ไกรสรมุข พิมานไชย ไกรจักรรัตน แลเรือต้นทั้งปวงโดยขบวนแห่ แล้วก็เทียบเรือจำนำท้าวพระยาลูกขุนทั้งปวงตั้งแห่โดยขบวนสรรพ จึ่งอัญเชิญพระพุทธปฏิมาทองนพคุณทรงเครื่องนั้นขึ้นช้างต้นพระคชาธารสังหารคชสีห์ แลเชิญพระพุทธปฏิมาทองนพคุณองค์หนึ่งเล่าขึ้นช้างต้นพระศรีไชยศักดิ์ แลพระคชาธารทั้งสองนี้ประดับด้วยเครื่องคชาภรณ์แลผูกเครื่องสำหรับพิไชยสงคราม จึ่งรับพระพุทธปฏิมาทั้งสององค์แต่น่าพระราชวังลงไปประทับเกย แลเอาเรือวรสุพรรณหงษ์พยุหบาตราเลื่อนเข้ามารับพระพุทธปฏิมาทั้งสองพระองค์ออกไปตั้งชลมารคเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จลงเรือไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา ครั้นได้อุดมเพลา ก็คลายเรือพระที่นั่งไชยสุพรรณหงษ์ออกไปจากขนาน แลเรือวรสุพรรณหงส์ซึ่งรับพระพุทธปฏิมานั้นไปเปนน่า แลประดับด้วยเรือแห่อันรจนาดาดาษโดยขบวนน่าหลัง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพยุหบาตราลงไปบรรทับขนานในบางกดาน ดำรัศให้เลี้ยงท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายเสร็จ ก็ให้เอาเรือบรรดาเข้าขบวนแห่ทั้งปวงออกจับขบวนโดยขนัด แลเรือบรรดาแห่พระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้นก็ไว้ให้แห่พระพุทธเจ้าขึ้นมา ครั้นถึงเพลาชายแล้วสองนาฬิกาห้าบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องสรรพาภรณ์วรวิภูษิตากาญจนเสร็จ แล้วเสด็จทรงพระที่นั่งบุษบกรัตนมหาพิมานอันอลังการเรือไชยสุพรรณหงษ์พยุหบาตรา คลาเคลื่อนโดยขบวนเสด็จประเวศมาประทับท่าขนานมหาวาสุกรี คอยทอดพระเนตรขบวนแห่พระพุทธปฏิมากรอันมเหาฬาราดิเรกด้วยเรือต้นทั้งปวงนั้น ครั้นเรือพระพุทธปฏิมากรบรรทับขนานแล้ว ก็อัญเชิญพระพุทธปฏิมากรเสด็จทรงพระคชาธารแห่กลับไปประดิษฐานไว้ณพระศรีสรรเพชดาราม แล้วให้ตั้งการสมโภชเล่นมหรศพ ๗ วัน มโหฬารยิ่งนัก.

 ครั้นณวัน ค่ำ ทูตานุทูตเมืองล้านช้าง เมืองตองอู เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา พระราชทานรางวัลแก่ทูตทั้งสองเมืองเปนอันมาก ฝ่ายทูตานุทูตต่างคนต่างกลับไปเมือง อันพระเกียรติพระยศแผ่ไพศาลไป ทุกนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งปวงก็เกรงพระเดชเดชานุภาพเปนอันมาก พระนครศรีอยุทธยาครั้งนั้นเกษมศุขสมบูรณ์ยิ่งนัก.

 ลุศักราช ๙๕๗ ปีมแม สัปตศก ทรงพระกรุณาตั้งพระราชกำหนดกฎหมายพระไอยการ แลส่วยสัดพัฒนากรขนอนตลาด แลพระกัลปนา ถวายเปนนิตยภัตรแก่สังฆารามคามวาสีอรัญวาสีบริบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุตรสองพระองค์ องค์หนึ่งทรงพระนาม เจ้าฟ้าสุทัศน พระอชุนาทรงพระนาม เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ๆ ประชวรพระยอดเสียพระเนตรข้างหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งยกพระราชบุตรผู้พี่ขึ้นเปนพระมหาอุปราช อยู่มา ๔ เดือนเศษ พระมหาอุปราชกราบทูลพระกรุณาว่า จะขอพิจารณาคนออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศว่า จะเปนขบถฤๅ พระมหาอุปราชความกลัวพระราชบิดาเปนกำลัง ออกจากที่เฝ้า เสด็จมาพระราชวังบวรสถานมงคล เพลาค่ำ เสวยยาพิศม์สวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระโทมนัศโศกาดูรภาพถึงพระราชโอรสเปนอันมาก แล้วให้แต่งการพระราชทานเพลิงพระศพตามอย่างพระมหาอุปราช สมเด็จพระบาทบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตั้งพระไทยบำเพ็ญทานการกุศลเปนอเนกประการ.

 ครั้นลุศักราช ๙๖๓ ปีฉลู ตรีนิศก ทรงพระประชวรหนัก เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติได้ ๙ พระพรรษา.

 จึ่งท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย พร้อมทั้งพระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสี ปฤกษากันเสร็จ อัญเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์ซึ่งเสียพระเนตรข้างหนึ่งขึ้นผ่านพิภพไอสูรย์สวรรยาธิปัติถวัลยราชประเพณีสืบไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งการถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชบิดาโดยราชประเพณีพระมหากระษัตริย์เจ้าแต่ก่อน.

 ลุศักราช ๙๖๔ ปีขาล จัตวาศก พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดระฆัง รู้พระไตรปิฎกสันทัด ได้สมณถานันดรเปนพระพิมลธรรมอนันตปรีชา ชำนาญทั้งไตรเพทางคสาสตรราชสาสตร์ มีศิษย์โยมมาก ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ก็ถวายตัวเปนบุตรเลี้ยง ครั้งนั้น เชี่ยวชาญ คนทั้งหลายนับถือมาก จึ่งคิดกันกับจมื่นศรสรรักษ์แลศิษย์โยมเปนความลับซ่องสุมพรรคพวกได้มาก แล้วก็บริวัตรออก เพลาพลบค่ำ ก็พากันไปชุมพลณปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ครั้นได้อุดมนักขัตฤกษ์ ก็ยกพลมาฟันประตูมงคลสุนทรเข้าไปได้ในท้องสนาม ขุนนางซึ่งนอนเวรเอาความกราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตกพระไทยตระลึงไปเปนครู่ จึ่งตรัศว่า เวราแล้วก็ตามเถิด แต่อย่าให้ลำบากเลย พระพิมลเข้าพระราชวังได้ ก็ให้กุมเอาพระเจ้าแผ่นดินไป ให้พันธนาไว้มั่นคง รุ่งขึ้น ให้นิมนต์พระสงฆ์บังสกุลร้อยหนึ่ง ให้ธูปเทียนษมา แล้วก็ให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ เอาพระศพไปฝังณวัดโคกพระยา พระศรีเสาวภาคย์อยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับสองเดือน.

 สมเด็จพระพิมลธรรมเสด็จขึ้นผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุทธยา ทรงพระนาม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงธรรมอันมหาประเสริฐ ทรงพระกรุณาให้จมื่นศรีสรรักษ์เปนอุปราช อยู่ ๗ วัน มหาอุปราชประชวรลง ๓ วันสวรรคต สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ให้แต่งการพระราชทานเพลิงตามอย่างอุปราช.

 ครั้งนั้น ยี่ปุ่นเข้ามาค้าขายหลายลำ ยี่ปุ่นโกรธว่า เสนาบดีมิได้เปนธรรม คบคิดกันเข้าด้วยพระพิมลฆ่าพระมหากระษัตริย์เสีย ยี่ปุ่นคุมกันได้ประมาณห้าร้อย ยกเข้ามาในท้องสนามหลวง คอยจะกุมเอาพระเจ้าอยู่หัวอันเสด็จออกมาฟังพระสงฆ์บอกหนังสือณพระที่นั่งจอมทองสามหลัง ขณะนั้น พอพระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรมเข้ามาแปดรูป พาเอาพระองค์เสด็จออกมาต่อหน้ายี่ปุ่น ครั้นพระสงฆ์พาเสด็จไปแล้ว ยี่ปุ่นร้องอื้ออึงขึ้นว่า จะกุมเอาพระองค์แล้วเปนไรจึงนิ่งเสียเล่า ยี่ปุ่นทุ่งเถียงกันเปนโกลาหล ฝ่ายพระมหาอำมาตย์คุมพลได้ ไล่รบยี่ปุ่นล้มตายเปนอันมาก ยี่ปุ่นแตกไปจากพระราชวัง ลงสำเภาหนีไป ตั้งแต่นั้นมา สำเภาเมืองยี่ปุ่นก็มิได้เข้ามาค้าขายณกรุงเลย พระมหาอำมาตย์ให้ไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระราชวัง เพลาเช้า เสด็จออกท้องพระโรงพร้อมท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ทรงพระมหากรุณาตรัศว่า ราชการครั้งนี้ พระมหาอำมาตย์มีความชอบมาก ให้เปนเจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเปนอันมาก แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้วิเสทแต่งเครื่องกัปปีย์จังหันถวายพระสงฆ์วัดประดู่เปนนิตยภัตรอัตรา.

ลุศักราช ๙๖๕ ปีเถาะ เบญจศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ชักพระมงคลบพิตรอยู่ฝ่ายตวันออกมาไว้ฝ่ายทิศตวันตก แล้วก็ให้ก่อพระมณฎปใส่ ในปีนั้น มีหนังสือเมืองตนาวศรีบอกเข้ามาว่า กองทัพพม่ามอญมาล้อมเมือง ขอพระราชทานกองทัพไปช่วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศให้พระยาพิไชยสงครามเปนแม่ทัพยกออกไปถึงเมืองศิงขร นายทัพนายกองบอกเข้ามาว่า เมืองตนาวศรีเสียแก่ข้าศึกแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้หากองทัพกลับ.

ลุศักราช ๙๖๘ ปีมเมีย อัฐศก ทรงพระกรุณาให้พูนดินน่าพระวิหารแกลบไว้เปนที่สำหรับถวายพระเพลิง ในปีนั้น เมืองสุระบุรีบอกมาว่า พรานบุญพบรอยเท้าอันใหญ่บนไหล่เขา เห็นปลาด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระไทย เสด็จด้วยเรือพระที่นั่งไชยพยุหบาตราพร้อมด้วยเรือท้าวพระยาสามนตราชดาษดาโดยชลมารคนทีธาร ประทับท่าเรือ รุ่งขึ้น เสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์พร้อมด้วยคเชนทรเสนางคนิกรเปนอันมาก ครั้งนั้น ยังมิได้มีทางสถลมารค พรานบุญเปนมัคคุเทศก็นำลัดตัดดงไปถึงเชิงเขา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศทอดพระเนตรเห็นแท้เปนรอยพระบรมพุทธบาทมีลายลักษณกงจักรประกอบด้วยอัฏฐุตรสตมหามงคลร้อยแปดประการสมด้วยพระบาฬีแล้ว ต้องกับเมืองลังกาบอกเข้ามาว่า กรุงศรีอยุทธยามีรอยพระพุทธบาทอยู่เหนือยอดเขาสุวรรณบรรพต ก็ทรงพระโสมนัศปรีดาปราโมทย์ ถวายทัศนัขเหนือพระอุตมางคศิโรตม์ด้วยเบญจางคประดิษฐเปนหลายครา กระทำสักการบูชาด้วยธูปเทียนคันธรศจะนับมิได้ ทั้งท้าวพระยาเสนาบดีกระวีราชนักปราชบัณฑิตยชาติทั้งหลาย ก็ถวายวันทนประณามน้อมเกล้าด้วยเบญจางคประดิษฐ ต่างคนมีจิตรโสมนัศปราโมทย์ยิ่งนัก กระทำสักการบูชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทิศถวายวนาสณฑ์เปนบริเวณออกไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ แล้วทรงพระกรุณาตรัศสั่งให้ช่างจัดการสถาปนาเปนมรฎปสรวมพระบรมพุทธบาท แลสร้างพระอุโบสถพระวิหารการเปรียญตึกกว้านกุฎีสงฆ์เปนอเนกนุประการ แล้วให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางสถลมารคกว้างสิบวาตรงตระลอดถึงท่าเรือ ให้แผ้วถางทุบปราบให้รื่นราบเปนถนนหลวงเสร็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงท่าเรือ ทรงพระกรุณาสั่งให้ตั้งพระราชนิเวศตำหนักฟากตวันออก ให้ชื่อ พระตำหนักท่าเจ้าสนุก ขณะนั้น ฝีพายเอาดอกเลาปักปัถวีเรือไชย ทอดพระเนตรเห็น ตรัศว่า งามดีอยู่ ครั้นเสด็จกลับถึงกรุง สั่งให้แปลงปัถวีเรือไชยเปนเรือกิ่ง ทรงพระกรุณาเร่งรัดให้ช่างสร้างมรฎปพระพุทธบาทแลอาวาศบริเวณทั้งปวง สี่ปีจึงสำเร็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปทำการฉลอง มีงานมหรศพสมโภชเจ็ดวัน แล้วเสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ในปีนั้น ปรางค์วัดมหาธาตุทำลายลงจนชั้นครุธพื้นอัษฎงค์.

 ลุศักราช ๙๘๙ ปีเถาะ นพศก ทรงพระกรุณาแต่งพระมหาชาติคำหลวงแลสร้างพระไตรปิฎกธรรมไว้สำหรับพระสาสนาจบบริบูรณ์ ครั้นณวัน ค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรเดือนหนึ่งกับสิบหกวัน เสด็จสวรรคต พระเจ้าทรงธรรมอยู่ในราชสมบัติ ๒๕ พระพรรษา พระองค์มีพระราชบุตรสามพระองค์ พระองค์ผู้เปนประถมนั้นทรงพระนาม พระเชษฐาธิราชกุมาร พระองค์ที่สองนั้นทรงพระนาม พระพันปีศรีศิลป์ พระองค์ที่สามนั้นทรงพระนาม พระอาทิตยวงษ์.

 จึงเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย มีเจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์เปนประธาน ปฤกษาพร้อมกันอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระเชษฐาธิราชขึ้นราชาภิเศกครอบครองพระนครกรุงศรีอยุทธยาโดยราชประเพณี อยู่มาได้ ๗ วัน พระพันปีศรีศิลป์ผู้เปนพระอนุชาทรงพระโกรธว่า มุขมนตรีมิได้ยกราชสมบัติให้ ก็พาพรรคพวกของพระองค์ลอบหนีไปยังเมืองเพ็ชรบุรี ซ่องสุมพวกพลจะยกเข้ามา สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัศทราบเหตุ ให้แต่งกองทัพออกไป พระพันปีศรีศิลป์มิทันได้จัดแจง กองทัพล้อมจับได้ กุมเอามาถวาย ทรงพระกรุณาให้ประหารชีวิตรเสียณวัดโคกพระยา แลชาวเมืองเพ็ชรบุรีที่เปนใจเข้าด้วยพระพันปีศรีศิลป์นั้น ให้เอาตัวเปนตะพุ่นหญ้าช้างทั้งสิ้น อยู่มา ๔ เดือนเศษ มารดาเจ้าพระยากลาโหมถึงแก่กาลกิริยา แต่งการศพเสร็จแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ออกไปตั้งการปลงศพณวัดกุฏ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วย นอนค้างแรมอยู่เปนอันมาก ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลยุยงเปนความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากเอาการศพเข้ามาบังไว้ เห็นทีจะคิดประทุษฐร้ายต่อพระองค์เปนมั่นคง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณให้ถ่องแท้ ตกพระไทย ตรัศให้ชาวป้อมล้อมพระราชวังขึ้นประจำน่าที่ แล้วเตรียมทหารในไว้เปนกองกอง จึงดำรัศให้ขุนมหามนตรีออกไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์เข้ามา ขณะนั้น จมื่นสรรเพธภักดีสอดหนังสือลับไปก่อนว่า พระโองการจะให้หาเข้ามาดูมวย บัดนี้ เตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว เมื่อเจ้าคุณจะเข้ามานั้น ให้คาดเชือกเข้ามาทีเดียว ครั้นขุนมหามนตรีออกไปถึง กราบเรียนว่า พระโองการให้หา เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์แจ้งการซึ่งจมื่นสรรเพธภักดีบอกไปสิ้นอยู่แล้ว จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก็แจ้งอยู่สิ้นแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว ถ้าเรารักราชสมบัติ ท่านทั้งหลายเห็นจะพ้นเราเจียวฤๅ ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่า ราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่เท้าพระกรุณาสิ้น ที่จะมีผู้ใดขัดแขงนั้น ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์จึงว่า ท่านทั้งปวงจงเห็นจริงด้วยเราเถิด เรากตัญญู คิดว่า เปนเจ้าลูกเจ้าเข้าแดง จึงเปนต้นคิดอ่านปฤกษามิให้เสียราชประเพณี ยกราชสมบัติถวายแล้ว ยังหามีความดีไม่ ฟังแต่คำคนยุยง กลับจะมาทำร้ายเราผู้มีความชอบต่อแผ่นดินอิกเล่า ท่านทั้งปวงจะทำราชการไปข้างน่า จงเร่งคิดเถิด ขุนนางทั้งนั้นกราบแล้วว่า อันพระกรุณาว่านี้ควรหนักหนา เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวง เห็นยังไว้อารมณ์เปนกลางอยู่ มิลงใจเปนแท้ จึงร้องสั่งทลวงฟันให้กุมเอาตัวขุนมหามนตรีแลบ่าวไพร่ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทลวงฟันก็กรูกันจับเอาขุนมหามนตรีแลไพร่ไปคุมไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้น ต่างคนตกใจหน้าซีดลงทุกคน เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์เห็นดังนั้นจึงว่า บัดนี้ พระเจ้าแผ่นดินว่า เราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการกระบถ ก็ท่านทั้งปวงซึ่งมาช่วยโดยสุจริตนั้นจะมิพลอยเปนกระบถด้วยฤๅ ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันกราบเรียนว่า เปนธรรมดาอยู่แล้ว อุประมาเหมือนนิทานพระบรมโพธิสัตวเปนนายสำเภา คนทั้งหลายโดยสานไปค้า ใช้ใบไปถึงท่ามกลางมหาสมุท ต้องพยุใหญ่ สำเภาจะอับปางอยู่แล้ว บรมโพธิสัตวจึงคิดว่า ถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้ ก็จะพากันตายเสียสิ้นทั้งสำเภา จึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่พระบรมโพธิญาณ ขออย่าให้สำเภาอับปางในท้องพระมหาสมุทเลย เดชะอานุภาพบารมีบรมโพธิสัตว สำเภาก็มิได้จลาจล แล่นล่วงไปถึงประเทศธานีซึ่งจะไปค้านั้น ก็เหมือนกาลอันเปนครั้งนี้ ถ้าเท้าพระกรุณานิ่งตาย คนทั้งหลายก็จะพลอยตายด้วย ถ้าเท้าพระกรุณาคิดการรอดจากความตาย คนทั้งปวงก็จะรอดด้วย เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ได้ฟังขุนนางว่าดังนั้นหัวเราะแล้วว่า เจ้าแผ่นดินว่า เราเปนกระบถแล้ว เราจะทำตามรับสั่ง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่า ถ้าเท้าพระกรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอเอาชีวิตรสนองพระคุณตายก่อน เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์เห็นขุนนางลงใจพร้อมโดยสุจริต ก็จัดแจงเปนหมวดเปนกองกำหนดกฎหมายกันมั่นคง ครั้นเพลาชายสามโมงเศษ จุดเพลิงเผาศพเสร็จแล้ว ได้อุดมฤกษเวลา เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ก็ลงเรือพร้อมด้วยเรือขุนนางทั้งปวงสักร้อยลำ คนประมาณสามพันเศษ สรรพด้วยเครื่องสาตราาวุธ ล่องมาขึ้นประตูไชย วันนั้นเปนเสารวาร เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ใส่เสื้อดำกางเกงดำขี่ม้าดำ ขุนนางแลไพร่ตามมาเปนอันมาก ครั้นถึงน่าพระกาล จึงลงจากม้า ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ข้าพเจ้าปราถนาพระโพธิญาณ ถ้าจะสำเร็จแก่พระพุทธสมบัติเปนแท้ จะยกเข้าไปล้างผู้อาสัตย์ ขอให้สำเร็จดังปราถนา เสร็จอธิษฐานแล้ว เพลาพลบค่ำ จึงมาตั้งชุมพลอยู่ณวัดสุทธาวาศ ครั้นเพลา ๘ ทุ่ม นั่งคอยฤกษ์พร้อมกัน เห็นพระสาริริกธาตุเสด็จมาแต่ปัจจิมทิศผ่านไปปาจิณทิศ ได้นิมิตรเปนมหามงคลฤกษ์อันประเสริฐ ก็ยกพลมาเข้าประตูมงคลสุนทร ให้ทหารเอาขวานฟันประตูเข้าไปได้ ด้วยเดชะกฤษฎาภินิหารใหญ่ยิ่ง หามีผู้ใดจะออกต่อต้านมิได้ ก็กรูกันเข้าไปถึงท้องสนามใน ข้าหลวงเดิมซึ่งนอนเวรประจำซองร้องกราบทูลเข้าไปว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ยกเข้ามาได้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ฟัง ตกพระไทยนัก มิได้คิดอ่านที่จะต่อสู้ ออกจากพระราชวังกับพวกข้าหลวงเดิม ลงเรือพระที่นั่งหนีไป เจ้าพระยากลาโหมเข้าในพระราชวังได้ รู้ว่า พระเจ้าแผ่นดินหนี จึงสั่งให้พระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ ไปตามแต่ในเพลากลางคืนวันนั้น รุ่งขึ้นเช้า พระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ ทันพระเจ้าแผ่นดินณปากโมกน้อย ล้อมจับมาได้ เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์สั่งให้เอาไปสำเร็จโทษตามประเพณีกระษัตริย์ พระเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับเจ็ดเดือน.

 ฝ่ายเสนาพฤฒามาตย์ปโรหิตทั้งหลายจึงเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ไปถวาย เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์มิได้รับ ว่า เราทำราชการครั้งนี้ จะชิงเอาสมบัติหามิได้ เพราะไภยมาถึงตัวแล้วก็จำเปน พระอาทิตยวงษ์ซึ่งเปนพระราชบุตรพระมหากษัตริย์นั้นยังมีอยู่ ควรจะยกพระอาทิตยวงษ์ขึ้นผ่านสมบัติโดยราชประเพณี จึงจะชอบ ปฤกษาเสนาบดีทั้งปวงพร้อมแล้ว ก็ราชาภิเศกพระอาทิตยวงษ์ขึ้นผ่านพิภพกรุงพระนครศรีอยุทธยา พระอาทิตยวงษ์ได้ผ่านสมบัติครั้งนั้นพระชนม์ได้ ๙ พรรษา ยังทรงพระเยาวราชอยู่นัก มิได้รู้ที่จะว่าราชการกิจสิ่งใด มีแต่เที่ยวประพาสจับแพะจับแกะเล่น เจ้าพนักงานต้องนำเครื่องทรงแลเครื่องเสวยตามไปถวายทุกแห่ง แต่ทำดังนี้เปนนิจนิรันดรได้ประมาณ ๖ เดือน มุขมนตรีทั้งปวงปฤกษากันว่า พระมหากษัตริย์เปนดังนี้ การแผ่นดินจะเสียไป จำจะยกพระอาทิตยวงษ์ลงเสียจากเสวตรฉัตร ควรจะเอาราชสมบัติถวายเจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ ปฤกษากันแล้ว ก็นำเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์มาถวายเจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ ทูลประพฤดิเหตุซึ่งพระอาทิตยวงษ์จะครองแผ่นดินไปมิได้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายราชสมบัติแก่พระองค์ จงทรงพระกรุณารับทำนุบำรุงสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน จะได้อยู่เย็นเปนศุขเพราะพระเดชเดชานุภาพของพระองค์นั้นเถิด. ๚