ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 8
เรื่องนี้เป็นอีกตอนหนึ่งในบันทึกของนายทองคำ ตอนได้เข้าทำงานในบ้านผู้มั่งคั่งที่มีกิจการค้าใหญ่ผู้หนึ่ง นายทองคำมีหน้าที่กึ่งคนใช้และกึ่งเลขาฯ เพราะช่วยนายได้ในทางโต้ตอบหนังสือการค้า ทั้งปรนนิบัตินายอย่างคนใช้หรือลูกหลาน
"แก๊ก-แก๊ก" เป็นเสียงคนจับห่วงบานประตูโขกลงกับแป้นรองที่มีลวดลายงดงามทำด้วยทองเหลืองหนา ซึ่งขณะนั้น ผมนั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่ที่เก้าอี้ห้องรับแขก พอได้ยินเสียงผมก็ผุดลุกขึ้นตรงไปที่บานประตูตึกที่งดงามสร้างอย่างแบบวิจิตรในสมัยเก่าตามฐานะผู้มั่งคั่งจะสร้างให้เป็นปราสาท ผมยังไม่เปิดบานประตูทันที เพราะสงสัยว่าหูจะฝาดไป ก็เป็น จริงอย่างว่า เสียงนั้นไม่มีอีก เงียบไปเฉย ๆ ก็เป็นว่าหูแว่วไปเองเพราะห่วง
เงยหน้าดูนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ห้องโถง บอกเวลาห้าทุ่มครึ่งผมถอนใจเฮือก คืนนี้เป็นคืนที่น่ากลุ้มใจที่สุด ตามธรรมดาผมนอนคุดคู้ไปแล้ว เท่าที่นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ แบบโยคีนั้น เพราะหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งมาหานายเมื่อหัวค่ำ เมื่อนายผมไม่อยู่ ไปหัวเมืองยังไม่กลับ ก็แจ้งเรื่องให้เธอทราบ เธอตกใจ ลืมตาโพลง อ้าปากค้าง ที่มือเธอหิ้วกระเป๋าเดินทางมาด้วย
"ท่านไปไหนคะ ?" เธอถามอย่างสีหน้าร้อนรน และมีกิริยาเสียใจหมดหวังอะไร ๆ ของเธอ
"ท่านไปฉะเชิงเทราครับ ท่านว่าจะกลับรถเย็น ก็น่าจะถึงแล้วเมื่อหกโมงเย็น แต่นี่อย่างไรจึงผิดเวลาไป" ขณะที่ผมพูด เธอมองหน้าผมคล้ายจะค้นหาว่าพูดจริงหรือไม่จริง
"กรุณาเชื่อผมเถอะครับ ผมเรียนด้วยความจริง" ผมพูดต่อ เธอมองหน้าผมอย่างร้อนรน สีหน้าเหมือนจะร้องไห้เสียให้ได้
"เอาอย่างนี้เถอะครับ เชิญคุณเข้านั่งพักคอยข้างในให้สบายก่อนเถอะครับ"
"ขอบใจค่ะ" เธอตอบเหมือนเสียงสะอื้น ผมอึดอัดใจ ไม่รู้ว่าหญิงนี้มีอะไรกับนายเราแค่ไหน และนัดกันอย่างไร แต่ทางที่ดีต้องต้อนรับไปตามหน้าที่คนใช้ที่ดี ผมตรงเข้าดึงกระเป๋าเดินทางของเธอพร้อมกับพูดขอร้องเชิงบังคับ
"โปรดให้กระเป๋าผม แล้วคุณตามเข้ามาพักข้างในเลยเถอะครับ"
เท่านี้เอง หญิงผู้แปลกหน้าและสาวสวยก็เดินตามผมเข้าไปในห้องรับแขก ผมนึกเดาเหตุการณ์ของนายว่า บางทีรถมาถึงแล้ว แต่นายอาจจะเลยไปรับประทานอาหารเสียที่ร้านไหน แต่เอ๊ะ ก็หญิงคนนี้บอกว่า นายนัดกับเธอไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะ ยังไงกันแฮะ นี่ก็ค่ำมากแล้ว ผมเลยใช้วิชาคนใช้ที่ดีชวนพูดชวนคุยกับเธอไปเรื่อย ๆ เธอแหงนมองดูตึกเก่า ๆ ที่มีลวดลายช่อชั้นงดงามและรโหฐาน แล้วมองไปรอบ ๆ พอมองไปถึงภาพสีน้ำมันภาพใหญ่ข้างฝาก็ชะงักนิ่ง ผมเลยบอกให้ทราบว่า นั่นคือภาพของคุณนายของนายห้างที่เสียชีวิตไปนานปีแล้ว เธอหลบหน้าจากรูปนั้นหันมา ฟังผมคุยอะไรต่ออะไรต่อไปอีก จนนาฬิกาตีบอกสี่ทุ่ม ผมสะดุ้งใจ เอ๊ะนี่ยังไงนายจึงไม่กลับ เกิดกระอักกระอ่วนใจ ผมจะทำอย่างไรกับแขกหญิงผู้นี้ จะให้มาแกร่วอยู่อย่างนี้กระไรได้ จะต้องจัดห้องนอนให้เธอนอนพัก แต่พอสังเกตดูหน้าเธอ ก็เห็นว่าอ่อนระโหยโรยแรง จึงเฉลียวใจถึงอาหาร ความจริงผมควรจะรอบคอบกว่านี้ พอถามดูเรื่องอาหารก็เป็นความจริง เธอยังไม่ได้รับประทานอาหารเลย ผมจึงรีบจัดอาหารว่าง เรียกแม่ครัวจัดโดยด่วน เมื่อเธอรับประทานเรียบร้อยแล้ว ผมก็เชิญให้เข้าห้องพักที่มีอยู่เรียบร้อยปัดกวาดอยู่เสมอทุกเมื่อ จะเข้าพักได้ทุกเวลา ผมรีบจัดน้ำจัดท่าให้เรียบร้อย บอกที่สวิตช์ไฟต่าง ๆ ในห้องให้เธอ แล้วกลับออกมา เมื่อเธองับประตูแล้ว ผมก็ต้องนั่งเฝ้าอยู่ดังนี้แหละครับ ครั้นจะไปนอนเสียก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะมีปฏิกิริยาอะไรขึ้นบ้าง เพราะแปลกหน้ามา ผมไม่รู้จักเลย เท่าที่ยอมให้พักก็เพราะเธอบอกอยู่โต้ง ๆ ว่า เป็นตายอย่างไรก็ต้องคอยจนพบ
การนอนของเธอชั้นแรกไม่ยอมจะนอน คล้าย ๆ เธอจะกลัวความใหญ่โตของตึก อันเป็นตึกเก่าแก่รับมรดกมาหลายช่วง หากแต่ยังสมบูรณ์ไม่หักพังและเสื่อมโทรมอย่างไร โดยปรับปรุงตกแต่งอยู่ตลอดมา ความใหญ่โตทำให้มีอากาศเย็นคล้ายอยู่ในโบสถ์ห้องหับก็มีมากห้อง ถ้าคนไม่เคยก็น่ากลัว แม้ผมเองอยู่ตึกนี้มาเกือบสี่ปีก็ยังอดปอดไม่ได้เพราะทราบอยู่ว่า ตึกนี้ตายกันมาหลายคนแล้วตั้งแต่ต้นตระกูล วิญญาณของต้นตระกูลก่อน ๆ คงจะสิงอยู่บ้าน จึงได้เยือกเย็นสะกิดใจผู้อยู่หลัง ๆ นัก ว่าตึกนี้เราผู้ล่วงลับไปแล้วยังคงมีสิทธิ์เด็ดขาดคุ้มครองอยู่
ในเวลาค่ำคืน ผมไม่เคยเดินทั่วตึกนี้สักที ชักเกรง ๆ ที่เธอนอนแล้ว แต่ผมยังคงเป็นโสมเฝ้าทรัพย์ จะนอนก็ไม่ได้ ห่วงทั้งนายจะกลับและห่วงเธอผู้รูปงามจะแผลงฤทธิ์อะไรขึ้น ใครจะรู้ ผมใช้การนั่งนกเอน ๆ พิงโซฟาหลับ ๆ ตื่น ๆ ทันใดนั้นประตูก็ดังขึ้นอีก ผมรีบลุกเดินไปที่ประตู คราวนี้นายกลับแน่ ๆ มาหยุดยืนให้แน่ใจ เงี่ยหูฟังอีกมือจับสลักกลอนทองเหลืองใหญ่ไว้ พอมีเสียงดังเร่งอีก ผมจึงแน่ใจดึงสลักออก แล้วดึงประตูอ้าออก บานมันหนาจึงค่อนข้างหนัก เปิดออกแล้วไม่เห็นมีใคร หน้าประตูมีไฟสว่าง ผมแปลกใจยืนงงอยู่สักครู่ เห็นท่าไม่ดีเลยกลับปิดเสียตามเดิม หูผมแว่วไปอีกแล้ว เปิดรับปิศาจอะไรกัน ผมเดินกลับมานั่งที่เก่าอย่างใจปอด ๆ หันมองดูห้องหญิงนั้นอีก เห็นปิดสนิท จึงหันเข้าหยิบบุหรี่ของนายที่กล่องกลางโต๊ะรับแขกจุดสูบ บุหรี่ที่นายชอบสูบคือบุหรี่อียิปต์เชียน มีกลิ่นไหม้ ๆ คล้ายกำยาน หอมลึก ๆ ไปทางแขก
ผมหลบไปนั่งที่โซฟาอีกตัวที่อยู่มุมมืด เพื่อยึดเป็นที่สำหรับสังเกตการณ์ได้ทั่ว ๆ ไป ลมพัดแรงเข้าทางช่องลมสูงดังวู่ ๆ ฟ้าร้องไกล ๆ ดูท่าฝนจวนจะตก บ้านนี้เป็นบ้านที่น่ากลัวในยามค่ำคืน ประตูหน้าต่างชั้นบนหากไม่ปิดให้เรียบร้อย เวลาลมพัดมาจะดังปึงปังน่ากลัว ผมพยายามนั่งฟื้นความทรงจำว่าหน้าต่างไหนที่ลืมปิดบ้าง แต่จำได้ว่าปิดแล้วทุกบานจึงค่อยคลายใจ
ที่จริงบ้านใหญ่โตเช่นนี้ น่าจะมอบคนให้อีกสักสองหรือสามคนจะดีมาก คนเดียวค่อนข้างแย่ รวมคนในบ้านทั้งหมดรวมตัวผมด้วย เว้นนายคนเดียวที่ไม่มีหน้าที่คนใช้ ๑. คนรักษาสวนดอกไม้ ๒. คนซักรีด ๓. คนครัว ๔. ตัวผม ซึ่งทำหน้าที่คนใช้ตลอดจนเป็นเลขานุการกลาย ๆ เขาเหล่านั้นอยู่ห้องแถวรอบตึก ไม่มีใครเข้ามายุ่มย่ามในตึกเลย ถ้าจะมีการปัดกวาด ก็ใช้คนซักรีดและคนดูแลสวนดอกไม้มาช่วย พ้นจากนี้แล้วผมก็อยู่สองคนกับนาย ถ้านายไม่อยู่ผมก็ตัวคนเดียว นายท่านใจแกร่งจริง ๆ เพราะอายุสี่สิบกว่าแล้ว ใจจึงมั่นคง แต่ผมสิยังเป็นไก่หนุ่มอดปอดไม่ได้ เท่าที่อยู่ได้ก็เพราะเคยชินเท่านั้นเอง
กำลังนั่งคิดอะไรยุ่ง ๆ อยู่ นาฬิกาตีขึ้นโดยไม่รู้ตัว เล่นเอาสะดุ้งวาบ เสียงมันครวญครางประสานเสียงกระหึ่มคล้ายโบสถ์ฝรั่ง บอกเวลาสองยามแล้ว ลุกไปหยิบบุหรี่สูบอีก พ่นควันลอยพุ่งขึ้นสู่ที่สูง กลิ่นบุหรี่อียิปต์เชียนมันมีกลิ่นกระเดียดไปทางเจ้า ๆ นาย ๆ สูบไปก็เคลิ้มไปว่ากำลังอยู่ในท้องพระโรงแห่งนครไคโร สมัยกษัตริย์ฟาโรห์ ตามที่เคยอ่านหนังสือเรื่องของสมัยฟาโรห์แห่งนครโน้น และแล้วก็มานึกเทียบกับห้องโถงที่ผมกำลังนั่งอยู่ ไม่ผิดท้องพระโรง ทำให้นึกถึงภูตผีปิศาจสมัยฟาโรห์ และกลิ่นบุหรี่นี้คล้ายกลิ่นกำยานบูชาเทวรูป ในที่สุดใจก็วังเวง ฟ้าที่ร้องอยู่ห่าง ๆ ได้ร้องใกล้เข้ามา ฝนจะตกแน่ทีเดียว นายก็ยังไม่กลับ โอ๊ย !กลุ้มใจจริง ๆ ช่องลมปล่อยเสียงวู้ ๆ ตามความแรงของลม เหมือนอะไรคำราม นึกสงสารตัวเองที่ต้องนั่งแกร่วอยู่ อากาศอย่างนี้นอนสบายนัก ป่านนี้แม่หญิงแปลกหน้าคงนอนคลุมผ้าห่มสบายแล้ว ส่วนผมจะต้องนั่งแกร่วไปไม่มีกำหนดทุ่มยามกว่าจะรุ่งคาตา
เวลาล่วงไปถึงเจ็ดทุ่ม ฝนซาเม็ดแล้ว และอีกครู่ใหญ่ก็หยุดนิ่ง มีแต่อากาศเย็นเยือกหนาวสะท้าน ผมงอเข่าขึ้นเก้าอี้ห่อตัวแก้หนาว จิตใจหวนคิดไปถึงเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ บ้าง ชีวิตผมผ่านมาแล้วพลาดรักพลาดหวังทุกอย่าง ยากจนข้นแค้น ได้อาศัยบารมีนายท่านผู้นี้ค่อยมีสุข คิดไปคิดมาเลยงีบหลับไป แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่น ด้วยมีเสียงอะไรดังขึ้น มองกวาดรอบห้องไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกต เสียงนั้นก็หายไป มีแต่เสียงฟ้าคำรามอยู่ไกล ๆ นอกนั้นก็เงียบยิ่งกว่าเงียบ จนได้ยินหัวใจตนเองเต้นออกมาภายนอก
ชั่วเวลานั้นเอง ห่วงประตูก็ดังอีก ผมก็ต้องลุกไปที่ประตูอีกเป็นคำรบสาม คราวนี้ห่วงนั้นดังถี่ ผมจึงรีบเปิดประตู ลมภายนอกเย็นวูบเข้ามาและข้างหน้าก็คือนายผมเดินถือกระเป๋าเดินทางเข้ามา ผมร้องทักอย่างดีใจ แต่นายไม่ตอบ เดินผ่านผมเข้ามา เมื่อผมปิดประตูแล้ว จึงเดินตามท่าน ท่านคงมีอารมณ์ขุ่นมัวอะไรอย่างมาก ไม่เคยขรึมอย่างนี้เลย ทำเอาผมไม่กล้าจะพูดอะไรมากนักในขณะอารมณ์ท่านไม่ปรกติ
"รถคงผิดเวลานะครับ ?" ผมถาม "ฮื่อ ผิดเวลา" ท่านตอบสั้น ๆ ขรึมจนน่ากลัว "เมื่อหัวค่ำมีหญิงมาหาท่านคนหนึ่ง" ผมรายงานท่าน ท่านพยักหน้ารับทั้ง ๆ ที่ไม่เหลียวมาดูผม "แล้วไง ?" ท่านว่า "กระผมบอกว่าท่านไม่อยู่ ดูแกตกใจมาก ทั้งมีท่าทางเสียใจที่ไม่พบ แกว่าแกไม่รู้จะไปข้างไหนเมื่อไม่พบท่าน ผมเลยจัดห้องให้นอนคอยพบท่าน แล้วผมก็นั่งเฝ้าอยู่จนบัดนี้"
ผมรายงานจนจบ ก็ไม่เห็นท่านว่ากระไร ยืนขรึมอยู่อย่างเก่า เค้าหน้าค่อยเปลี่ยนจากขรึมเป็นอ่อนโยนแต่เศร้าโศก ทำเอาผมต้องใช้ความคิดอย่างหนัก ท่านถอนใจยาว แล้วเดินห่างออกไป ไปหยุดยืนที่ผนัง เงยหน้าขึ้นดูภาพสีน้ำมัน รูปภรรยาท่านที่มีความสวยหวานจ๋อย ดวงตาโศกน้อยๆ ยิ้มน้อยๆ ดูดดื่มซาบซึ้ง ภาพนี้เป็นภาพที่ท่านต้องมองดูทุกวัน ยังสาวน่ารักน่าเอ็นดู ตายแต่ยังสาวๆ ด้วยการป่วยไข้ เขาลือกันว่าเพราะท่านรักภรรยาของท่านมาก ท่านจึงไม่ยอมมีภรรยาอีก คนเก่าๆ ในบ้านนี้เคยเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อภรรยาท่านจวนจะขาดใจ ท่านได้สาบานต่อหน้าว่าจะไม่มีภรรยาอีก ถ้าหากว่ามีใหม่แล้วไซร้ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงประหารท่านเสียตามคำสาบาน
แต่คราวนี้ ท่านจะต้องทวนสาบานแน่ ผู้หญิงที่มาคอยอยู่สวยหยดย้อยนัก และดูว่าจะมีเล่ห์นัยอะไรอยู่กับท่าน และการมาของเธอส่อว่าไม่มาจากหัวเมืองก็คงหนีใครมาเป็นแน่ กระเป๋านั่นเองเป็นพยาน และถ้าเกิดแต่งงานกันขึ้น คำสาบานจะเป็นอย่างไร?
ท่านทรุดกายนั่งลงที่เก้าอี้ช้าๆ ก้มหน้าคอตก คางจดอก เชิงจะใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง มือทั้งสองจับเท้าแขนเก้าอี้แน่น ผมพลอยหนักใจในกิริยานั้นนัก เพราะไม่เคยเห็นมาแต่ก่อนเลย ท่านเป็นคนใจดี ยิ้มแย้มเสมอ มีความเที่ยงธรรมเป็นประจำ เมตตากรุณาทั่วๆ ไป ผมเกิดไม่สบายใจเมื่อมาพบกิริยานี้
"ท่านจะต้องการวิสกี้สักเป๊กไหมครับผม" ท่านรีบโบกมือห้ามคำเสนอของผม แล้วสั่งให้เอากระดาษและปากกามาจดข้อความตามที่ท่านจะสั่งให้เขียน ผมเข้าห้องทำงาน หยิบกระดาษและปากกามานั่งคอยคำสั่ง ท่านนั่งก้มหน้าอยู่ตามเดิม
"เอ้า! คอยเขียนตามที่บอก" ท่านสั่งเบาๆ
ผมจับปากกาเตรียมไว้ ท่านนิ่งอยู่เป็นครู่ คล้ายจะรวบรวมข้อความที่จะสั่งให้เขียน
"เอ้า! เขียนได้" ท่านว่า "ยุพินสุดที่รัก โลกนี้ไม่มีความแน่นอนอะไรเลย ยุพินกับฉันรักกันอย่างจริงใจ หากขัดด้วยอุปสรรคบางอย่างที่ขวางเรา แต่กระนั้นเราก็พยายามรักกันจนได้ ฉันขอบอกว่า ฉันรักยุพินสุดหัวใจ หมดทางจะพูดออกมาเป็นคำพูดได้ ยุพินเอ๋ย ยุพินรักฉันจริงๆ ที่ดูกันมาในระยะหลายปี ยุพินไม่รังเกียจฉันที่เป็นคนแก่"
ท่านหยุดพูดไปชั่วขณะ เพื่อขัดเกลาถ้อยคำต่อไปให้กลมกลืนผมใจหายอย่างไรบอกไม่ถูก เขียนตามคำที่ท่านพูดมาแล้ว
"เอ้า ต่อไป" ท่านสั่ง "ยุพินเอ๋ย ทั้งฉันและยุพินมีกรรมทั้งคู่ ฉันเองไม่เคยคิดว่าจะพบรักอีกในชีวิต เพราะอายุฉันมันเลยไปแล้ว แต่ยุพินรักฉัน ในที่สุดกรรมของฉันก็แผ่มาถึงยุพิน วิมานของเราทลายลงแล้ว ฉันตายแล้ว ตายแต่บ่ายวันนี้-ตายโดยกะทันหัน"
ตอนนี้ผมสะดุ้งทั้งตัว เงยหน้ามองท่าน นี่ท่านของผมที่เคยเป็นคนเมตตากรุณาและเที่ยงธรรม จะออกอุบายในจดหมายนี้เพื่อปัดหญิงนั้นไปให้พ้นตัวท่านกระนั้นหรือ ไม่น่าจะเป็นอย่างนี้
"อย่าลังเล!" ท่านดุ "เขียนตามที่ฉันบอก ...บ้านนั้นฉันซื้อและตกแต่งจดทะเบียนเป็นของยุพินแล้วเรียบร้อย และเงินที่ฝากแบงก์ไว้ในนามของยุพินแล้วนั้น ตัวเช็คอยู่กับนายทองคำ แล้วเขาจะมอบให้ยุพินเอง เงินก้อนนี้ยุพินจะเลี้ยงตัวเองได้ไปนานจนกว่ายุพินจะมีสามีใหม่ หรือจะไม่มีก็ยังบำรุงยุพินไปได้นานมาก"
ผมถอนใจเฮือกใหญ่ คิดอะไรไม่ถูก เป็นลูกจ้างก็ต้องเขียนไปตามสั่ง ทั้งไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เลยอึดอัดใจเหมือนเล่นละคร เหมือนฝัน จะว่าท่านปัดหญิงนี้ไปอย่างไม่ต้องการ แต่ที่ไหนได้ ท่านก็ทำอย่างมนุษย์ที่ใจเป็นธรรมอยู่อย่างเดิม
"แกสงสัยรึ?" ถามเบาๆ
"ครับผม ผมแปลไม่ออก"
"ฉันตายแล้วจริงๆ"
ผมฉงนใจ จ้องดูท่านตั้งแต่หัวตลอดเท้า ร่างกายในชุดแบบสากลนิ่งดังรูปปั้น
"ท่านล้อกระผมดังนี้ทำไม?" ผมถามท่าน แต่ท่านไม่ตอบ ฟ้าคำรามไกลๆ คล้ายฝนจะตกอีก ผมยุ่งยากหัวใจ เฮ้อ! วันนี้มีแต่กลุ้ม
"ทองคำ ฉันพูดตะกี้ ไม่ได้ล้อแกเล่น ฉันพูดจริงๆ และมันก็เป็นความจริง โน่นแกมองดูโน่นสิ"
ท่ายกมือชี้ไปข้างผนังตึก ผมเหลียวไปตามที่ท่านชี้ ตรงนั้นเป็นพื้นกำแพงว่างเปล่า ท่อนแขนของท่านยังคงชูอยู่ดังนั้น ผมก็มองนิ่งอยู่คล้ายคนบ้า แต่ทันใดนั้นเองพื้นผนังเปล่านั้นก็บังเกิดมีภาพขึ้นคล้ายจอภาพยนตร์ ภาพนั้นเป็นภาพของท่านเอง ผมมีความรู้สึกดังคนครึ่งหลับครึ่งตื่นและฝันไป เห็นท่านกำลังยืนต่อราคาสามล้อ ที่นั่นเป็นถนนในเมืองอะไรก็เดาไม่ถูกเพราะไม่เคยไป ท่านได้ขึ้นนั่งสามล้อไป
ภาพนั้นติดต่อไปดังภาพยนตร์ รถสามล้อของท่านวิ่งเรื่อยไป และข้างหน้ามีรถเมล์สวนมา สามล้อเลยหักหลบรถเมล์ แต่บังเอิญมีเด็กวิ่งออกมาข้างนั้น สามล้อเลยหักกลับอีกทีก็เลยเสยเข้ากับรถเมล์ ผมสะดุ้งทั้งตัว นายได้ถูกรถทับหน้าตาแหลกเหลว
ทนไม่ไหวแล้ว นี่อะไรกัน ผมทะลึ่งลุกขึ้นยืน ภาพที่กำแพงหายไปทันที ผมตัวแข็งคล้ายๆ จะกระดิกไม่ไหว ค่อยๆ หันดู นายยังคงนั่งชูมือชี้ไปยังภาพที่ผนัง โดยยังไม่ได้ลดมือลง บัดนั้นหูผมแว่วคล้ายหญิงหัวเราะอย่างเย้ยเหยัน ผู้หญิงแปลกหน้าที่ชื่อยุพินหัวเราะเยาะนายผมหรือที่คิดจะผละทิ้งเธอ แต่เธอต้องแอบฟังเรื่องอยู่และเห็นเหตุการณ์หมดแล้ว ผมรีบหันไปมองหาเสียง แต่เปล่าเลย ไม่มีใครในที่นั้น และประตูห้องยุพินก็ปิดสนิท แล้วใครหัวเราะ? ผมหันกลับมาดูนาย คุณพระช่วย! นายหายไปเสียแล้ว ผมตะโกนขึ้นด้วยความกลัวสุดขีด โดดข้ามเก้าอี้วิ่งไปเปิดประตูกระชากอย่างแรง พอประตูเปิดจึงรู้ว่าเป็นเวลารุ่งเช้าแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะพ้นขอบฟ้า ผมวิ่งไม่กลัวล้ม ตรงเข้าปลุกคนสวนแล้วตะโกนปลุกต่อๆ ไปทั้งบ้าน แล้วชวนกันเข้าตึกอีก ปลุกหญิงที่ชื่อยุพิน พอเธอรู้เรื่องหน้าซีดไม่มีสีเลือดเลย แต่มีเค้าว่าไม่เชื่อที่ผมพูด กระดาษที่ผมเขียนข้อความตามที่นายสั่งให้เขียน ทุกคนได้อ่านดูตามนั้น แต่ก็เกิดวิพากษ์วิจารณ์กันเอ็ดอึง รวมๆ ความว่า คล้ายๆ ผมจะเป็นผู้ก่อเรื่องขึ้นเองให้เป็นไปดังนั้น ผมมองหน้าทุกคนด้วยความน้อยใจระคนโกรธ ออกท่าออกทางเล่าเหตุเมื่อกลางดึกให้ทุกคนฟัง แต่ทุกคนดูจะไม่สนใจฟังผม ยิ่งยุพินด้วยแล้วมองตาผมด้วยดวงตาดุๆ แสดงความเคียดแค้นชิงชัง
เราทุ่มเถียงกันเป็นเวลานาน บางคนยื่นหน้าเข้าหาผม ถามอย่างตะคอกว่า
"บอกหน่อย! ทำไมทำอย่างนี้ เล่ห์เหลี่ยมอะไรกัน?"
ผมอยากจะคลั่งตาย พอดีหนังสือพิมพ์มาส่งตอนเช้า ผมไหวดีโดดเข้าหยิบดูข่าวก่อนคนอื่น ทันใดนั้นผมก็ต้องร้องขึ้นด้วยความเสียใจ ตกใจสุดยอด ข่าวนั้นพาดหัวตัวโป้งถึงการสิ้นชีวิตของนายโดยรถชนกัน และเหตุการณ์รายละเอียดก็เป็นไปดังที่ผมรู้อยู่แล้ว
พอทุกคนรู้ว่าเรื่องได้เป็นไปจริง ต่างร้องไห้โฮกันไปหมด ผมเองก็กลั้นไม่ไหว ผู้มีคุณล้นฟ้าของผมจากผมไป และอุตส่าห์มาหาผม ทั้งยังห่วงยุพินจึงมาเขียนสั่งความไว้ เราร้องไห้กันทุกคนเพราะตกใจ พอเบาบางหันไปดูยุพิน เห็นเธอฟุบอยู่กลางพื้นห้อง เราจึงช่วยกันแก้ไข เมื่อเธอฟื้นแล้ว ผมจึงหารือพวกลูกจ้างทั้งหมดว่า ควรจะทำตามที่วิญญาณนายมาสั่งไว้หรือไม่ ทุกคนเห็นพร้อมด้วย ผมจึงไขเซฟเอาสมุดเช็คมอบให้แก่ยุพินตามที่ท่านสั่ง
ต่อจากนั้นผมได้ส่งข่าววงศ์ญาติของนายทั้งหมด และเชิญเขาเข้าครอบครองตึก ผมเองก็สุดจะทนอยู่ที่เคยกินเคยนอนแต่เดิมได้ หมดผู้ชุบเลี้ยงที่เมตตาการุญอันสูงแล้วก็ขอก้มหน้าเร่ร่อนไปอีก ผมจะอยู่ก็ไม่ทราบว่าจะไปทำอะไรให้แก่ผู้ที่เข้ามารับมรดกได้ นั่นก็สุดแล้วแต่ทนายความประจำตระกูลนี้จะจัดจะทำกันไปตามระเบียบหน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/108