ราชาธิราช/เล่ม 2

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ราชาธิราช
เล่ม ๒
ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ท่านผู้ซื้อ
ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะเพราะนักหนา
ราษฎร์เจริญโรงพิมพ์ริมมรรคา
เชิญท่านมาซื้อดูคงรู้ดี
ได้ลงพิมพ์คราวแรกแปลก ๆ เรื่อง
อ่านแล้วเปลื้องความทุกข์เปนสุกขี
ท่านซื้อไปอ่านฟังให้มั่งมี
เจริญศรีศิริสวัสดิ์พิพัฒน์เอย
วัด รัตนโกสินทร์ เกาะ
ศก ๑๐๘

๏ หน้าต้น ๚ะ
๏ ราชาธิราช เล่ม ๒ ๚ะ

 ตั้งแต่อะขะมะมอญคิดขบถต่อเจ้าภุกาม จนมะกะโทครองเมืองเมาะตะหมะเปนพระเจ้าฟ้ารั่ว จนถึงพระร่วงเจ้าให้เอาพระยาช้างเผือกมาถวายพระเจ้าฟ้ารั่ว ๚ะ


 พระเจ้าฟ้ารั่วตั้งอยู่ในยุติธรรมเปนอันดี ครอบครองขันธเสมาประชาราษฎรทั้งปวงอยู่เย็นเปนสุข มิได้มีปัจจามิตร์ข้าศึกมาย่ำยี ฝ่ายข้างอุดรทิศแห่งเมืองเมาะตะหมะนั้นมีเมือง ๆ หนึ่งชื่อ เมืองกำมะลานี พระเจ้ากำมะลานีครอบครองพระนครนั้น อยู่มาครั้งหนึ่ง พระเจ้ากำมะลานีเสด็จไปเที่ยวประพาสป่า กิติศัพท์รู้ไปถึงพระเจ้าฟ้ารั่วว่า พระเจ้ากำมะลานีมิได้เสด็จอยู่ในพระนคร พระเจ้าฟ้ารั่วสั่งให้ชุมนุมจัตุรงคะโยธา เสร็จแล้วตั้งเปนขบวนทัพ พระองค์ก็ยกรีบไปทั้งกลางวันแลกลางคืน ครั้นถึงเมืองกำมะลานี ก็ให้ทหารเข้าโจมตีเอาพระนคร ได้แล้วเก็บริบเอาวิญญาณกะทรัพย์อะวิญญาณกะทรัพย์กวาดเอาครอบครัวเปนอันมาก ทั้งพระราชธิดาพระเจ้ากำมะลานีก็พามาด้วย

 ฝ่ายพระเจ้ากำมะลานีได้แจ้งว่า กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วมาตีเอาพระนครของพระองค์ได้ พาเอาพระราชธิดาแลครอบครัวไปเปนอันมาก พระเจ้ากำมะลานีทรงพระพิโรธ ให้เร่งยกโยธาทหารรีบไปทั้งกลางวันแลกลางคืน เข้าล้อมเมืองเมาะตะหมะไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วแจ้งเหตุว่า พระเจ้ากำมะลานียกกองทัพมาล้อมพระนครไว้เปนสามารถ พระเจ้าฟ้ารั่วจึงทรงพระดำริห์ว่า แม้นจะยกพลออกหักหาญรบพุ่งด้วยกองทัพพระเจ้ากำมะลานี บัดนี้ ประดุจสาดน้ำรดกัน ก็จะเสียรี้พลทั้งสองฝ่ายเปนอันมาก อย่าเลย จะคิดเปนกลอุบายอ่อนน้อมเอาชัยชำนะให้จงได้ ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่งทรงพระดำริห์แล้ว จึงแต่งอักษรราชสารกับเครื่องราชบรรณาการใช้ให้ทูตานุทูตถือออกไปถึงพระเจ้ากำมะลานี ๆ จึงให้เบิกทูตจำทูลพระราชสารกับเครื่องราชบรรณาการเข้าไปถวายบังคมหน้าพระที่นั่ง แล้วให้อ่านพระราชสารดู ในพระราชสารนั้นว่า พระราชสารพระเจ้าฟ้ารั่วมาถึงสมเด็จพระเจ้ากำมะลานีผู้เปนใหญ่ ด้วยข้าพเจ้ายกกองทัพไปโจมตีเอาเมืองกำมะลานีนั้น ใช่ข้าพเจ้าจะประสงค์แก่ทรัพย์สมบัตินั้นหามิได้ เหตุว่าจะใคร่ได้พระราชธิดาของพระองค์มาเปนพระอรรคมเหษีตั้งไว้ในเสวตรฉัตร์ ครั้นจะให้มีพระราชสารไปขอนั้น เกรงพระองค์จะมิประสาสน์ให้ ก็จะป่วยการที่ข้าพเจ้าสน่หาในพระราชธิดานั้น แลซึ่งข้าพเจ้าทำการล่วงเกินทั้งนี้ผิดพระราชประเพณีหนักหนา พระองค์จงให้อภัยโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด แลซึ่งพระราชธิดาของพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจะเศกเปนเอกอรรคมเหษี อันพระราชทรัพย์ครอบครัวทั้งปวงนั้นจะส่งคืนไปถวายให้สิ้น สองพระนครจะได้เปนสุวรรณ์ปัถพีเดียวกัน ถ้าพระองค์ไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะถวายสัตยาไว้ต่อกัน ๚ะ

 ครั้นพระเจ้ากำมะลานีแจ้งในพระราชสารนั้น จึงทรงพระจินตนาการว่า แม้นมิฟังพระเจ้าฟ้ารั่ว จะทำการสงครามหักหาญไปประการใดก็ได้ แต่มิรู้แห่งที่จะคิดประการใดเลย ด้วยเสียพระราชธิดามาแล้ว จำเปนจะอะนุกูลตามราชประเพณี ครั้นทรงพระราชดำริห์แล้ว ก็มิได้มีความสงสัย จึงสั่งแก่ทูตจำทูลพระราชสารให้เร่งกลับเข้าไปแจ้งแก่กัน จะประพฤติตามราชประเพณีโดยความปราถนา ครั้นผู้ถือพระราชสารกลับเข้ามาแล้วกราบทูลแจ้งแก่พระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ก็ดีพระทัยนัก จึงให้แต่งเครื่องเสวยแลโภชนาหารแลสุราสำหรับที่จะเลี้ยงเสนาไพร่พลทั้งปวงประกอบด้วยยาพิษทั้งนั้น อีกเครื่องราชบรรณาการออกไปถวายพระเจ้ากำมะลานี ๆ แลทหารทั้งปวงก็เชื่อ มิได้มีความสงสัย มีความยินนัก ชวนกันบริโภคโภชนาสุราบานอันประกอบไปด้วยยาพิษ ก็ถึงแก่ความตายเปนอันมาก พระเจ้ากำมะลานีก็ทิวงคต แลพลซึ่งเหลือตายนั้นก็แตกกระจัดกระจายหนีไป แลเครื่องสาตราวุธแลราชพาหะนะทั้งนั้นก็ได้แก่พระเจ้าฟ้ารั่วเปนอันมาก ตั้งแต่นั้นมา เมืองเมาะตะหมะก็บริบูรณ์บรมสุขยิ่งนัก แลเมืองพะโค คือ เมืองหงษาวะดี นั้นก็เปนส่วยขึ้นแก่เมืองพุกาม คนในเมืองพะโคนั้นต้องเข้าเดือนออกเดือน แลมีอะขะมะมอญคนหนึ่งนั้นเปนลูกชาวบ้านมุอิเขต ออกบวชเปนสามเณอยู่วัด อยู่มาในกาลวันหนึ่ง สามเณรนั้นไปนั่งเบาบนสิลา ๆ นั้นทะลุลงไป อาจารย์เห็นแล้วจึงทำนายว่า สามเณรองค์นี้จะมีบุญ อยู่มาในกาลวันหนึ่ง เจ้าสามเณรจึงลาอาจารย์สึกเปนคฤหัศฐ์ ไปได้ลูกสาวมะตะหยอกเปนภรรยา จึงกระทำหนังสือสัญญาไว้แก่พ่อตาว่า ลูกเขยอยู่บ้าน บ่อตาไปเข้าเดือน พ่อตาเข้าเดือน ลูกเขยอยู่บ้าน ทำหนังสือแล้วก็ส่งให้พ่อตา ๆ เปนคนเขลา อ่านถึงสองครั้งสามครั้งก็หามีความสงสัยมิได้ พ่อตาจึงเก็บเอาหนังสือไว้ แล้วก็ไปเข้าเดือน ครั้นออกเดือนมาอยู่บ้าน ถึงกำหนดจะไปเข้าเดือนอีก พ่อตาจึงว่าแก่ลูกเขยว่า ทีนี้ถึงทีเจ้าแล้ว ไปเข้าเดือนเถิด ลูกเขยจึงว่า ให้เอาหนังสือสัญญามาดู พ่อตาจึงคิดแต่ในใจว่า มันนี้เกียจคร้านหนักหนา พ่อตาก็ต้องไปเข้าเดือนเอง แต่พ่อตาเข้าเดือนแทนถึงสามครั้งสี่ครั้งแล้ว จึงเอาหนังสือออกอ่านดูต่อหน้าคนทั้งปวง ในหนังสือสัญญานั้นจะได้ว่าพ่อตาอยู่บ้านหามิได้ ว่าให้แต่ลูกเขยอยู่บ้าน บรรดาชายหญิงซึ่งได้ยินก็ยิ้มอยู่ บางคนก็หัวเราะแล้วสรรเสริญว่า อะขะมะมอญคนนี้มีปัญญามาก ฉลาดกว่าพ่อตา ๚ะ

 ฝ่ายอะขะมะมอญจึงคิดแต่ในใจว่า ความคิดแต่เพียงนี้ คนทั้งปวงสรรเสริญว่าฉลาดนักหนา แต่นี้กูจะไปเข้าเดือนเถิด จึงให้เมียหาสะเบียงอาหาร ครั้นเวลากลางคืน จึงนิมิตร์ฝันว่า เท้าข้างหนึ่งเหยียบเมืองพะโค เท้าข้างหนึ่งเหยียบเมืองพุกาม แล้วเท้าที่เหยียบเมืองพุกามนั้นยกมาเหยียบเมืองพะโคทั้งสองเท้า ฝันดังนั้นแล้วก็ตื่นขึ้น คิดแต่ในใจว่า นิมิตร์นี้ใหญ่หลวงนัก จะไปแก้ฝันแก่บุทคลผู้อื่นนั้นหาควรไม่ จำจะแก้ฝันแก่บิดามารดา ด้วยท่านเปนบุพเทวดามีพระคุณแก่เรามาหาที่สุดมิได้ จะรับเอาพรแห่งท่าน จึงจะประสิทธิ์ดี ครั้นคิดแล้ว เวลารุ่งเช้า ไปแก้ฝันให้บิดามารดาฟัง บิดามารดาก็ทำนายว่า เจ้าฝันนี้เปนมหัศจรรย์ใหญ่หลวงนัก นานไปจะได้เปนใหญ่ในเมืองพะโค ครั้นได้ฟังบิดามารดาทำนายดังนี้ก็มีความยินดีนัก แล้วก็ไปเข้าเดือนณะเมืองพุกาม เปนฝีพายลงพายหน้าเรือพระที่นั่ง มีกำลังมาก พายเรือจนพายหัก ๚ะ

 จึงโปรดให้อะขะมะมอญเลื่อนออกไปพายกระทงหน้า พายก็หักทุกที จึงตั้งให้เปนพันหัว แล้วพระเจ้าพุกามโปรดพระราชทานให้สร่วยตลาดในเมืองพะโคนั้นเปนกำลังราชการแก่อะขะมะมอญ ครั้นอะขะมะมอญออกเดือนกลับมาเมืองพะโคแล้ว ก็เก็บสร่วยสาอากรในจังหวัดเมืองพะโคซึ่งพระเจ้าพุกามพระราชทานให้เปนกำลังราชการนั้นได้เปนอันมาก ก็มีใจกำเริบขึ้นที่จะตั้งตัวเปนใหญ่ จึงว่าแก่พ่อตาว่า ทีนี้ถึงกำหนดจะเข้าเดือน ข้าไม่ไปเข้าเดือนแล้ว จะอยู่คิดเอาเมืองพะโคให้จงได้ มะตะหยอกพ่อตาจึงห้ามอะขะมะมอญว่า เจ้าคิดดังนี้มิชอบ ดังคนหามีกะตัญญูไม่ พระเจ้าพุกามมีพระคุณได้ชุบเลี้ยงอยู่ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสร่วยสาอากรถึงเพียงนี้แล้ว แลพระเจ้าพุกามก็มีบุญญาธิการมาก ประกอบด้วยรี้พลช้างม้า เปนกษัตริย์อันสูงใหญ่ ดังหรือมาคิดขบถดังนี้เล่า ยังจะต่อสู้ด้วยทะแกล้วทหารของท่านได้หรือ จะพากันพลอยตายเสียเปล่า หาเปนประโยชน์มิได้ อะขะมะมอญจึงว่า พ่อจะปรารภไปไย ที่ว่าจะทำสงครามด้วยพระเจ้าพุกามนั้น ไว้เปนภาระธุระเข้า อันการสงครามนี้จะชนะก็ด้วยปัญญาแลความคิดเปนประมาณ ซึ่งจะชนะด้วยรี้พลมากนั้นหามิได้ ถ้าข้าว่าสิ่งใด พ่ออย่าขัดคำ ทำตามข้าทุกประการ แล้วก็จะมีชัยชำนะแก่สงครามเปนมั่นคง มะตะหยอกพ่อตาได้ฟังอะขะมะมอญว่าดังนั้นก็ลงใจด้วย อะขะมะมอญจึงว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมชาวเมืองพะโคทั้งปวงให้อยู่ในโอวาทของตน แล้วก็ตั้งตัวขึ้นเปนใหญ่ ๚ะ

 ลุศักราช ๖๔๗ ปี อะขะมะมอญได้เมืองพะโคแล้ว จึงให้ตั้งค่ายขุดคูเมือง ทำการอยู่ยังมิทันแล้ว กิติศัพย์แจ้งไปถึงพระเจ้าพุกาม ๆ จึงแต่งให้เจตะสุกรีพระราชบุตร์เขยคุมพลทหารยกลงมาจับอะขะมะมอญ ขณะนั้น มะตะหยอกรู้จึงว่าแก่อะขะมะมอญว่า เราได้ห้ามปรามแต่เดิมทีก็มิฟัง ขืนคิดทำการใหญ่หลวงให้เหลือตัว บัดนี้ ค่ายคูซึ่งจะป้องกันรักษาตัวเล่าก็ยังไม่สำเร็จ กองทัพเจตะสุกรีก็ยกลงมาถึงกึ่งทางแล้ว ท่านจะพาให้เราพลอยถึงแก่ความตายความฉิบหายเสียเปนมั่นคงในครั้งนี้ ท่านจะคิดประการใด อะขะมะมอญจึงว่า พ่ออย่าตกใจ อย่าว่าแต่เจตะสุกรียกทัพมาเท่านี้เลย ถึงพระเจ้าพุกามจะยกทัพมาด้วย ข้าก็ไม่กลัว สุดแต่ข้าว่าสิ่งใด บิดาจงฟังคำข้าทุกประการ แล้วก็จะได้ชัยชำนะโดยง่าย มะตะหยอกจึงว่า ท่านจะให้ทำประการใดก็จะทำตาม อะขะมะมอญจึงว่า ข้าจะคิดเปนกลอุบายอันหนึ่ง จะตีพ่อท่านให้หลังแตก แล้วจะปล่อยออกไปให้เข้าหากองทัพเจตะสุกรี ถ้าเจตะสุกรีไต่ถามบิดา จงกล่าวโทษข้าให้จงหนัก แสร้งทำเปนภักดีต่อเจตะสุกรี แล้วจึงนำกองทัพเข้ามาโดยทางอ้อมให้ช้าอยู่ ถ้าประมาณการเห็นว่า ข้าทำค่ายเสร็จเมื่อใด บิดาจึงนำทัพเข้ามาเมื่อนั้น อะขะมะมอญคิดกลอุบายกับมะตะหยอกพ่อตาฉะนั้นแล้ว จึงเอาหวายผ่าซีกมาตีพ่อตาแต่พอให้หลังแตกเปนแผล แล้วก็ให้รีบออกไปยังกองทัพเจตะสุกรี ๚ะ

 ฝ่ายพม่าในกองทัพก็จับเอาตัวมะตะหยอกเข้าไปยังเจตะสุกรี ๆ จึงถามว่า เหตุใดท่านจึงต้องโพยโบยตีดังนี้ มะตะหยอกจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเปนพ่อตาอ้ายอะขะมะมอญ ๆ คิดขบถต่อด้วยพระเจ้าพุกาม ตั้งค่ายขุดคูแต่งบ้านเมือง ข้าพเจ้าห้ามก็มิฟัง กลับโกรธ ให้ตีข้าพเจ้า แล้วใส่ตรุไว้ ข้าพเจ้าหนีออกได้ จึงมาหากองทัพ เจตะสุกรีแจ้งเนื้อความดังนั้น ก็สำคัญว่าจริง จึงว่า ให้มันทำไปพลางเถิด เองจงนำทัพเราไปตามทางตรงให้ถึงเมืองพะโคโดยเร็ว มะตะหยอกก็นำทัพมาตามป่ากลางเปนทางอ้อม ๚ะ

 ฝ่ายกองทัพพม่าไม่รู้แห่งทาง จึงถามมะตะหยอก ๆ ก็บอกไปทุกตำบล ครั้นไปถึงป่าอันหนึ่ง ถามว่า ชื่อใด มะตะหยอกจึงบอกว่า ชื่อ ป่ากลาง พม่าทั้งปวงจึงได้รู้ว่า ป่านั้น บ้านนั้น ครั้นมะตะหยอกนำทัพมาหลายวัน คะเนเห็นว่า อะขะมะมอญทำค่ายคูสำเร็จแล้ว ก็นำกองทัพมาถึงเมืองพะโค ๚ะ

 ฝ่ายสมิงอะขะมะมอญเร่งรัดทำค่ายคูเสร็จแล้ว ก็ให้ปลูกโรงใหญ่โรงหนึ่งบนกำแพงประตูเมืองฝ่ายทิศตะวันออก แล้วให้ทำรูปหุ่นเปนรูปพระยาองค์หนึ่ง มีรูปสตรีถือพัด แลร่ม แลเครื่องสำหรับกษัตริย์นั้นแปดคนยืนอยู่ในโรงนั้น ๚ะ

 ฝ่ายเจตะสุกรียกมาถึงเมืองพะโค แล้วเวียนเลียบไปรอบเมือง เห็นรูปหุ่นในโรงนั้น ก็สำคัญตัวว่า สมิงอะขะมะมอญยืนอยู่ ก็โกรธ จึงยิงด้วยลูกเกาฑัณ สายเกาฑันนั้นกระทบศีร์ษะแม่มือเจตะสุกรีแตก ฝ่ายสมิงอะขะมะมอญจึงทำเปนอุบายออกไปเฝ้าเจตะสุกรี ทูลว่า ข้าพเจ้าจะได้คิดประทุษฐร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัวหามิได้ ทุกวันนี้คิดกะตัญญูบูชาพระคุณอยู่มิได้ขาด ข้าพเจ้าปลูกพระตำหนักปั้นพระรูปไว้ถวายบังคมทุกวัน ถ้าพระองค์ยังแคลงอยู่ ขอให้แต่งคนไปชันสูตร์ดูพระรูปพระเจ้าอยู่หัวซึ่งข้าพเจ้าทำไว้ในพระตำหนักนั้นเถิด เจตะสุกรีจึงว่า ซึ่งท่านว่ามิได้เปนขบถนั้น ยังไม่เห็นจริง แลพ่อตาของตัวเปนที่คำนับ เหตุไรจึงตีพ่อตาด้วยอันใด อะขะมะมอญจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าจะตีพ่อตาด้วยคิดการขบถนั้นหามิได้ ด้วยสมเด็จพระเจ้าพุกามทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงพระราชทานสร่วยสาอาการให้ขึ้นแก่ข้าพเจ้า ๆ คิดถึงพระเดชพระคุณ จึงคิดอ่านแต่งบ้านเมืองไว้ เกลือกจะมีราชการสงครามมา จะได้รับรองป้องกันรบพุ่งไว้เปนรั้วพระนครชั้นหนึ่ง แลพ่อตานั้นเกียจคร้าน ห้ามมิให้ทำการครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อข้าพเจ้าทำพระรูปขึ้นบูชานั้นก็ห้ามอีกเล่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า มะตะหยอกพ่อตาหาความกะตัญญูมิได้ ข้าพเจ้าโกรธจึงตีจริงอยู่ มะตะหยอกจึงหนีมากราบทูลกล่าวโทษข้าพเจ้านี้หาจริงมิได้ ขอพระองค์ทรงพระดำริห์ดูเถิด ถ้าข้าพเจ้าเปนขบถแล้ว จะออกมาเฝ้าพระองค์ไย ๚ะ

 เจตะสุกรีได้ฟังอะขะมะมอญว่ากล่าวเปนฉันข้ากับเจ้าดังนั้น ก็เห็นจริง หาความสงสัยมิได้ จึงใช้ให้คนไปชันสูตร์ดูรูปซึ่งอะขะมะมอญกระทำไวสักการะบูชานั้น ครั้นทหารไปดูเห็นแล้วก็กลับมาทูลว่า อะขะมะมอญกระทำพระรูปไว้บูชานั้นจริง เจตะสุกรีมีความโสมนัสยินดี ก็มิได้ทำโทษสิ่งใดแก่อะขะมะมอญ ๆ ก็บังคมลากลับเข้ามาเมือง จึงแต่งเครื่องบริโภคของเสวย เอาเนื้อฟานสดมาประกอบยาพิษใส่ แล้วก็ใส่ชลอมส่งให้คนเอาไปถวายเจตะสุกรี เมื่อเจตะสุกรีจะถึงแก่ความพินาศ มิได้พิจารณาซึ่งมัจฉะมังสาหาร ให้ยินดีที่จะบริโภคเปนกำลัง จึงสั่งให้พ่อครัวเอาเนื้อฟานไปแต่งเครื่องเสวย ครั้นพ่อครัวทำเสร็จแล้วก็นำเข้าไปถวายแก่เจตะสุกรี ๆ ก็เสวยเนื้อฟานเข้าไป ศีร์ษะแม่มือซึ่งถูกสายธนูนั้นก็เปนพิษกำเริบขึ้น เจตะสุกรีก็ถึงแก่กาละกิริยาตาย ๚ะ

 ฝ่ายอะขะมะมอญก็ให้ตรวจรักษาน่าที่ค่ายคูประตูหอรบเปนมั่นคง แลเสนาบดีนายกองซึ่งมาด้วยเจตะสุกรีนั้นก็ตกใจร้องไห้อื้ออึงไปทั้งกองทัพ จะมีใครคิดการต่อไปหามิได้ ก็เอาศพเจตะสุกรีนั้นไปเผาเสีย แล้วก็ร้องไห้รักเจตะสุกรีว่า พระองค์ค่อยอยู่เถิด ข้าพเจ้าจะถวายบังคมลาไปแล้ว ที่เจตะสุกรีตายนั้นรามัญเรียกว่า ตำบลเจ้าตาย มาตราบเท่าบัดนี้ ๚ะ

 ฝ่ายเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงก็ยกทัพกลับไปเมือพุกาม แล้วก็กราบทูลซึ่งเหตุอันสมิงอะขะมะมอญกระทำแลเจตะสุกรีถึงแก่ความตายนั้นให้พระเจ้าพุกามทรงทราบทุกประการ พระเจ้าพุกามได้แจ้งแล้วก็ทรงพระอาลัยถึงพระราชบุตร์เขยเปนกำลัง ก็ยิ่งทรงพระโกรธแก่อะขะมะมอญ จึงให้จัดแจงกองทัพ จะให้ยกไปจับอะขะมะมอญอีก ๚ะ

 ขณะนั้น มังยอดฟ้าซึ่งเปนพระอนุชาพระเจ้าพุกาม ๆ ให้ไปกินเมืองตะเกิงนั้น ซ่องสุมผู้คนไว้ได้มาก แล้วก็คิดขบถแข็งเมืองขึ้นเปนศึกกันช้าอยู่ถึงเจ็ดปี ๚ะ

 ฝ่ายอะขะมะมอญได้ช้างพลายตระกูลสีแดงเล็บครบเปนช้างชาติอุโบสถตัวหนึ่งมีกำลังมาก ครั้นอยู่มา ช้างนั้นตาย อะขะมะมอญจึงให้ถอดเอางานั้นมาเลื่อยทำเปนโครงกูบเรือ เหลือเศษอยู่นั้นให้เอามาทำเปนแหวนเครื่องใส่มือถืออยู่ ตั้งแต่ช้างนั้นตายแล้ว ตระบะเดชะอะขะมะมอญนั้นก็เสื่อมลง ครั้นอยู่มา ฝ่ายลักขะยาพะยูซึ่งเปนน้องเมียสมิงอะขะมะมอญนั้นปลูกเรือนฝากระดาน ครั้นเสร็จแล้วเมื่อจะขึ้นเรือนนั้น ลักขะยาพะยูจึงว่าแก่สมิงอะขะมะมอญว่า ข้าพเจ้าปลูกเรือนใหญ่ขึ้นได้ถึงเพียงนี้ ก็เพราะบุญญาธิการของท่าน ขอเชิญท่านลงไปเหยียบเรือนข้าพเจ้าให้เปนเกียรติยศไว้ จะได้ลือชาปรากฎไปทั่วพระนครอันนี้ สมิงอะขะมะมอญก็มีความกรุณาแก่ลักขะยาพะยู ครั้นเวลาได้ฤกษ์ดีแล้ว ก็ลงไปยังเรือนลักขะยาพะยู เพื่อจะให้เปนเกียรติยศแก่น้องเมียของตน ๚ะ

 ฝ่ายลักขะยาพะยูตกแต่งเครื่องบรรณาการไว้แล้วซ่อนหน้าเสียมิได้ออกมาหา ให้แต่ภรรยาแลผู้คนบ่าวไพร่มาหมอบเฝ้ารับเสด็จอยู่ ฝ่ายสมิงอะขะมะมอญเห็นจึงว่า เรือนมันนี้สนุกยิ่งกว่าเรือนเราอันเปนพระยาอีก ว่าแล้วก็กลับขึ้นมายังเรือนหลวง นางอรรคมะเหษีจึงทูลถามถึงสองครั้งสามครั้งว่า เหตุไฉนพระองค์จึงเสด็จมาเร็วนัก สมิงอะขะมะมอญก็มิได้ออกวาจาประการใด นางอรรคมะเหษีจึงให้สาวใช้คนสนิทลงไปถามเมียลักขะยาพะยูว่า ท่านทั้งปวงพิททูลประการใด จึงทรงพระโกรธ ๚ะ

 ฝ่ายลักขะยาพะยูรู้ว่าสมิงอะขะมะมอญโกรธ จึงคิดกับบ่าวไพร่คนสนิทว่า สมิงอะขะมะมอญสิโกรธเราแล้ว จะนิ่งอยู่ก็มิได้ จำจะคิดอ่านประหารชีวิตเสีย จึงจะพ้นอันตราย ครั้นคิดกันพร้อมแล้ว ก็จัดเครื่องบรรณาการให้บ่าวคนสนิทถือขึ้นไปดุจประหนึ่งจะไปถวาย เอาอาวุธซ่อนขึ้นไปด้วย คิดทำดังนี้หวังมิให้สมิงอะขะมะมอญสงสัย แลตัวลักขะยาพะยูนั้นก็เอาอาวุธซ่อนไปมิให้คนทั้งปวงเห็น ครั้นถึงเรือนหลวงแล้ว ทหารทั้งปวงก็วิ่งตรูกันขึ้นไป ๚ะ

 ฝ่ายสมิงอะขะมะมอญเห็นพวกลักขะยาพะยูถืออาวุธเข้ามา ก็ผิดปลาด ก็รู้ว่าจะทำร้าย สมิงอะขะมะมอญก็โกรธ ฉวยได้ดาบวิ่งออกมาต่อสู้ ฟันพวกลักขะยาพะยูศีร์ษะขาดออกตายคนหนึ่ง พวกลักขะยาพะยูก็หนุนแน่นกันเข้าไป อะขะมะมอญเห็นเหลือกำลังจะสู้มิได้ จึงร้องว่าแก่ลักขะยาพะยูว่า เราเห็นกันมาแต่น้อยคนใหญ่ หาความพิโรธราคีแก่กันมิได้ เหตุไฉนท่านจะมาทำร้ายแก่เรา ๆ ขอชีวิตเถิด ลักขะยาพะยูก็มิได้ฟัง จึงประหารอะขะมะมอญถึงแก่ความตาย ครั้งสมิงอะขะมะมอญตายแล้ว ลักขะยาพะยูนั้นก็ตั้งตัวเปนกษัตริย์ครองสมบัติในเมืองพะโคได้แปดวัน แลอะเขตะมะมอญคนหนึ่ง เปนบุตร์เขยมะตะหยอก สร้างเมืองแห่งหนึ่งขึ้นกับเมืองพะโค ทางไกลเมืองพะโคเจ็ดวัน อะเขตะมะมอญรู้ว่า ลักขะยาพะยูฆ่าอะขะมะมอญเสีย ได้กินเมืองพะโค เห็นผู้คนระส่ำระสายอยู่ อะเขตะมะมอญก็ยกกองทัพมา พอมีหนังสือมะตะหยิกบอกไปถึงอะเขตะมะมอญ ๆ รู้ในหนังสือนั้นแล้ว ก็รีบยกทัพมาถึงเมืองพะโค มะตะหยอกรู้ จึงเปิดประตูเมืองรับ อะเขตะมะมอญก็ยกกองทัพเข้าไปในเมือง ไล่จับลักขะยาพะยูฆ่าเสีย ๚ะ

 ขณะนั้น อะเขตะมะมอญได้เปนกษัตริย์ในเมืองพะโค ตั้งนามตนเองชื่อ พระเจ้าตราพระยา ครองราชสมบัติในเมืองพะโคสืบมา ฝ่ายข้างเมือเมาตะหมะนั้น พระเจ้าฟ้ารั่วมีพระอิศริยานุภาพเปนอันมาก พระเจ้าฟ้ารั่วกับพระเจ้าตราพระยานั้นมีพระทัยเปนมิตร์ภาพต่อกัน ต่างองค์ใช้ราชทูตส่งเครื่องราชบรรณาการไปมาเปนราชสัมพันธมิตร์ไมตรีกัน พระเจ้าฟ้ารั่วมีพระราชธิดาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า นางสินทยา

 ฝ่ายพระเจ้าตราพระยา มีพระราชธิดาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สุเจตะละ ต่างองค์ส่งพระราชธิดาไปถวายกันทั้งสองฝ่าย ทรงประพฤติ์ดังนี้เพื่อจะให้พระราชไมตรีผูกพันธ์มั่นคงเปนสุวรรณ์ปัถพีอันเดียวกัน ทั้งสองพระนครก็อยู่เย็นเปนสุข ครั้นอยู่มา มังเกริกเปรียงซึ่งเปนใหญ่ในเมืองพุกามยกพลโยธามาล้อมเมืองทะละไว้ ให้มังแซะซอราชนัดดายกพลลงมาตีปลายด่านเมืองพะโค ชาวด่านทั้งปวงต้านทานรบพุ่งไว้ได้ประมาณห้าเดือนหกเดือน ต่างองอาจกล้าหาญด้วยกันทั้งสองฝ่าย ชาวด่านจึงบอกเข้ามายังเมืองพะโค พระเจ้าตราพระยาแจ้งแล้วจึงใช้ราชทูตจำทูลพระราชสารไปถึงพระเจ้าฟ้ารั่วณเมืองเมาะตะหมะ ๆ ในปีนั้นเข้าแพง ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วได้แจ้งแล้ว จึงให้จัดทหารโยธาทั้งปวง เสร็จแล้วให้กองหน้ายกไปก่อน แล้วพระองค์ก็เสด็จยกทัพหนุนไปต่อภายหลัง ครั้นไปถึงเมืองพะโคแล้ว พระเจ้าตราพระยาจึงออกมาต้อนรับสนทนากันตามราชประเพณีไมตรีซึ่งมีมาต่อกัน ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาจึงให้จัดกองทัพเมืองพะโคนั้น เสร็จแล้วก็ยกพร้อมกันกับกองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วไปปราบข้าศึกซึ่งล้อมเมืองอากะเหมาะปลายด่านั้น ข้าศึกมิอาจจะต่อสู้ได้ ก็แตกพ่ายหนีไป ครั้นมีชัยชำนะศึกแล้ว สองกษัตริย์ก็รีบยกไปปราบข้าศึกซึ่งมาล้อมเมืองทะละ แลทัพเมืองพุกามนั้นก็แตกหนีไป จึงยกทัพไปล้อมเมืองหางสะทะงะ พม่าซึ่งรักษาเมืองหางสะทะงะนั้นทานกำลังมิได้ ก็แตกหนีไป แล้วรีบยกกองทัพไปตีเมืองสะโทง พม่าซึ่งรักษาเมืองสะโทงนั้นก็ถึงแก่ปราชัย ๚ะ

 ฝ่ายทหารพระเจ้าฟ้ารั่วพระเจ้าตราพระยาก็จับตัวณหยดพม่าซึ่งเปนเจ้าสะโทงออกมาถวายสองกษัตริย์ ๆ ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตเสีย สองกษัตริย์ไปปราบข้าศึกครั้งนั้น ได้พระนครเปนอันมาก แล้วพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองให้เลิกกองทัพกลับมาเมืองพะโค ยกมาทางหนองมุเขิง ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าตราพระยามีพระทัยประทุษฐร้ายต่อพระเจ้าฟ้ารั่ว คิดกันกับเสนาบดีว่า เราจะรีบยกไปก่อน แล้วจะทำกลอุบายลวงเชิญพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าไปกินเลี้ยงในเมือง จะแต่งโภชนาหารประกอบยาพิษให้เสวยให้ถึงซึ่งพินาศ แล้วจะชิงเอาสมบัติในเมืองเมาะตะหมะ ครั้นคิดกันแล้วก็รีบยกทัพมาก่อน ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าฟ้ารั่วก็ยกทัพตามมาภายหลัง ครั้นมาถึงกลางทาง มีผู้มากราบทูลว่า พระเจ้าตราพระยาคิดกลอุบายจะทำร้ายต่อพระองค์ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทราบดังนั้น จึงทรงพระราชดำริห์ว่า พระเจ้าตราพระยาก็เปนพระราชสัมพันธมิตร์สนิทเสน่หานัก แลจะมาละสัตยานุสัตย์เสีย จะคิดประทุษฐร้ายต่อเรา ยังแคลงอยู่ ครั้นจะไม่เชื่อเล่า ถ้าจริง ก็จะเสียที จะยกตามเข้าไปตั้งอยู่นอกเมืองพะโคก่อน ฟังดูพระเจ้าตราพระยาจะคิดประทุษฐร้ายจริงหรือมิจริงประการใดก็จะรู้ ครั้นทรงพระดำริห์แล้ว จึงสั่งกำชับนายทัพนายกองทะแกล้วทหารทั้งปวง แล้วก็ให้ยกทัพมาตั้งมั่นอยู่นอกเมืองพะโค ให้คนสอดแนมคอยฟังกิติศัพท์ดู ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาได้แจ้งว่า พระเจ้าฟ้ารั่วยกกองทัพมาตั้งอยู่นอกเมืองแล้ว จึงให้แต่งโภชนาหารประกอบด้วยยาพิษ เสร็จแล้วก็ให้เสนาบดีออกไปเชิญเสด็จพระเจ้าฟ้ารั้วเข้าไปกินเลี้ยง พระเจ้าฟ้ารั่วจึงตรัสว่า ถ้าพระเจ้าตราพระยาปราถนาจะเลี้ยงดูเรากับไพร่พลทหารทั้งปวงให้เปนที่สบายแล้ว ก็ให้เชิญพระเจ้าตราพระยาเสด็จออกมาหาเราก่อนเถิด เราจึงจะเข้าไป ครั้นเสนาบดีกลัวเข้าไปทูลตามคำพระเจ้าฟ้ารั่วตรัสสั่ง พระเจ้าตราพระยาก็สดุ้งพระทัย เห็นว่า พระเจ้าฟ้ารั่วรู้พระองค์แล้ว ครั้นจะนิ่งไว้มิได้ ก็แต่งกองทัพยกออกมา จะต่อรบด้วยพระเจ้าฟ้ารั่ว ๚ะ

 ขณะนั้น เปนฤดูคิมหันต์ ใบไม้แห้ง พระเจ้าตราพระยาก็สั่งให้จุดไฟเผาป่าขึ้น หวังจะให้กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วระส่ำระสายเปนอันตรายด้วยอำนาจเพลิง ครั้นไฟไหม้มาใกล้กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ จึงสั่งให้ถอยทัพเข้ามาอาศัยอยู่ริมหนองน้ำแห่งหนึ่ง จึงทรงสุวรรณ์ภิงคาร คือ พระน้ำเต้าทอง เสด็จขึ้นทรงคชสารอันเปนราชพาหนะ แล้วจึงตั้งสัตยาธิษฐาน หลั่งน้ำทักษิโณทก ออกพระโอฐตรัสว่า เราตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์ซื่อตรงต่อพระเจ้าตราพระยา ๆ ละสัตยานุสัตย์สุจริตธรรมเสีย คิดประทุษฐร้ายแก่เรา เดชสัตยานุสัตย์ของเรานี้ ขอเทพยดาทั้งปวงจงช่วยอภิบาลรักษาข้าพเจ้าด้วย ถ้าพระเจ้าตราพระยาแลพวกพลทั้งปวงจะทำอันตรายแก่ข้าพเจ้า ขอให้ปราชัยไปเหมือนระลอกอันกลิ้งเข้ามากระทับฝั่งนั้นเถิด ๚ะ

 ขณะนั้น พระเจ้าตราพระยาเร่งรีบยกพลเข้าไปข้างทิศตวันตกแห่งหนองน้ำที่กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วอาศัยอยู่นั้น จึงลูกชาวบ้านกองมุคนหนึ่งชื่อ ลกคี เปนทหารหน้าช้างถือทวนยืนอยู่หน้าช้างพระที่นั่งพระเจ้าฟ้ารั่ว กราบทูลว่า ถ้าและพระเจ้าตราพระยาจะมาชนช้างกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะแทงตาช้างพระเจ้าตราพระยาให้แตก แล้วจะคว้านเอาไส้ช้างออกมาให้จงได้ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดีนัก ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาก็ไสช้างเข้ามาชนกับพระเจ้าฟ้ารั่ว ลักคีลูกชาวบ้านกองมุนั้นก็สอึกเข้าแทงด้วยทวน ถูกปากช้างทีหนึ่ง แล้วถูกคอทีหนึ่ง ช้างพระเจ้าตราพระยาถูกเจ็บ ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง แล้วก็บ่ายหน้าหนีไป พระเจ้าฟ้ารั่วก็เอาผ้าซับพระพักตร์ท่อนหนึ่งทิ้งให้แก่บุตร์ชาวบ้านกองมุเปนสำคัญ บุตร์ชาวบ้านกองมุได้รับพระราชทานผ้าซับพระพักตร์แล้ว ก็เอาพันเปนมงคลคาดศีร์ษะไว้ ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาลงจากช้างขึ้นม้ารีบหนีเข้าป่า รี้พลทั้งนั้นก็แตกหนีไปสิ้น ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าฟ้ารั่วก็ยกทัพเข้าไปยังเมืองพะโค แล้วแต่งให้ทะแกล้วทหารไปติดตามจับพระเจ้าตราพระยา พลทหารตามไปจับเอาตัวได้ พามาถวายพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ทรงพระโกรธนัก จะให้ประหารชีวิตเสีย จึงพระสังฆราชาคณะชุมนุมพระสงฆ์ฝ่ายคัณฐธุระวิปัสสนาธุระหลายรูปเข้ามาถวายพระพรขอชีวิตพระเจ้าตราพระยาไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วก็ทรงพระอนุญาตให้มิได้ฆ่าเสีย แล้วให้เอาตัวพระเจ้าตราพระยา กับพระราชธิดาของพระองค์ซึ่งพระราชทานให้แก่พระเจ้าตราพระยาแต่ก่อนนั้น กับราชบุตร์สององค์ชื่อ ชังคี ชื่อ ชังแง ซึ่งเกิดด้วยนางสินทยาราชธิดาของพระองค์นั้น ให้ทะแกล้วทหารคุมไปไว้ณะเมืองเมาะตะหมะก่อน ฝ่ายพระองค์นั้นยับยั้งอยู่ณะเมืองพะโค พระราชทานเครื่องอุประโภคบริโภคแก่ลูกชาวบ้านกองมุ ตั้งให้เปนเจ้าเมืองพะโค จึงให้หาบิดามารดาลักคีออกมา แล้วตรัสว่า บุตร์ท่านมีความชอบในสงคราม เราก็ปูนบำเหน็จให้อยู่กินเมืองพะโคแล้ว ท่านทั้งสองจงเปนใหญ่ในบ้านกองมุนี้เถิด แล้วพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าเปนอันมาก จึงให้เอากลองไปตีในบ้านกองมุนั้น สุดเสียงกลองเพียงไร ก็ให้ทำหลักประโคนปักกำหนดไว้ทั้งสี่ทิศ พระราชทานบ้านสร่วยให้ขึ้นแก่บิดามารดาลักคีอำมาตย์นั้น แล้วก็ยกเข้าไปเมืองเมาะตะหมะ ๚ะ

 ฝ่ายพระเจ้าตราพระยานั้นยังมีจิตต์คิดประทุษฐร้ายพยาบาทในพระเจ้าฟ้ารั่วอยู่มิได้วาย จึงคิดกระทำเปนดอกไม้เพลิงกลไว้รอบพระนคร ถ้าพระเจ้าฟ้ารั่วจะเสด็จออกเลียบพระนครเมื่อใด จึงจะจุดดอกไม้เพลิงกลให้พระเจ้าฟ้ารั่วถึงซึ่งทิวงคต ความคิดพระเจ้าตราพระยาทำอุบายดังนี้ นางสินทนาพระราชธิดาพระเจ้าฟ้ารั่วแจ้งสิ้น จึงเข้าไปกราบทูลแจ้งแก่สมเด็จพระบิดาทุกประการ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทราบแล้วก็ทรงพระโกรธ จึงตรัสว่า ครั้งก่อนก็ทำอันตรายแก่กูทีหนึ่งแล้ว กูก็ละชีวิตไว้มิได้ฆ่าเสีย ยังจะคิดประทุษฐร้ายต่อกูอีกเล่า ผลกรรมมาดลใจ จะให้ถึงแก่พินาศฉิบหาย เราจะเลี้ยงไว้มิได้ ก็ตรัสสั่งเพ็ชฌฆาตให้เอาพระเจ้าตราพระยาไปประหารชีวิตเสีย แลบุตร์ซึ่งเกิดด้วยนางสินทยาอันเปนพระราชนัดดานั้น ทรงพระกรุณาโปรดเลี้ยงไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วได้เปนกษัตริย์ในเมืองเมาะตะหมะในศักราช ๖๔๙ ปี เสวยราชสมบัติได้หกปี ลุศักราช ๖๕๕ ปี มีช้างฉัททันต์ตัวหนึ่งมาแต่ป่าหิมพานต์ สมจรด้วยนางช้างดำณะเมืองศุกโขไทย เกิดลูกเปนช้างเผือกผู้ขาวบริสุทธิ์ดุจสำลี อายุช้างนั้นได้หกปี สมเด็จพระร่วงเจ้าจึงให้เอามาบำรุงเลี้ยงไว้ ครั้นอยู่มา เปนบุญสมภารแห่งพระเจ้าฟ้ารั่วมที่จะได้ช้างเผือกไปไว้เปนศรีเมืองเมาะตะหมะ พะเอินให้ช้างเผือกมิได้จับน้ำแลหญ้าเปนหลายเวลา นางช้างจึงเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระร่วงเจ้า ๆ ก็เสด็จทอดพระเนตร์พระยาช้างเผือก จึงทรงพระดำริห์ว่า ช้างนี้มิได้เกิดโรคประการใด มาเปนดังนี้ ดูก็เปนอัศจรรย์นัก หรือจะมิควรอยู่เปนราชพาหนะแห่งเรากระมัง พระองค์ไม่สบายพระทัย ก็เสด็จกลับเข้ามา เวลาค่ำ เข้าที่พระบรรทม จึงทรงพระอะธิษฐานขอนิมิตร์ เทพยดาที่รักษาพระยาช้างเผือกบันดาลให้ทรงพระสุบินนิมิตร์ว่า ถ้าช้างเผือกอยู่ในเมืองศุกโขไทยจะเกิดอุบาทว์ใหญ่สี่ประการ คือ จะเกิดอันตรายแก่พระเจ้าแผ่นดิน ให้พลัดพรากจากราชสมบัติ ประการหนึ่ง จะเกิดวิบัติแก่พระอรรคมะเหษี ประการหนึ่ง จะเกิดเหตุใหญ่แก่เสนาบดี ประการหนึ่ง จะเกิดจลาจลแก่ไพร่ฟ้าประชากร หนึ่ง เปนอุปัทวะเหตุสี่ประการ ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าตื่นจากที่บรรทมแล้วเสด็จออก จึงตรัสเล่าพระสุบินให้เสนาบดีทั้งปวงฟัง แล้วตรัสว่า เห็นช้างเผือกจะมิพอใจอยู่ด้วยเราแล้ว ประเทศอันใดพระยาช้างชอบใจจะไปอยู่ก็ตามใจเถิด เสนาพฤฒามาตย์รับสั่งแล้วจึงปรึกษากันกราบทูลว่า ช้างตัวนี้เปนพระยาเสวตร์มงคลคชสารศรีเมืองตัวประเสริฐ ซึ่งจะปล่อยไปนั้นเสียดายนัก ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงจะขอเสี่ยงหญ้าให้พระยาช้างจับดูก่อน ถ้าแลจับหญ้าเมืองใด จึงจะไปส่งเมืองนั้น สมเด็จพระร่วงเจ้าก็ตรัสเห็นด้วยอำมาตย์ จึงให้เอาหญ้ามากำเปนสามกำ คือ ตั้งเปนหญ้าเมืองศุกโขไทยกำหนึ่ง เปนหญ้าเมืองเมาะตะหมะกำหนึ่ง เปนหญ้าเมืองเชียงใหม่กำหนึ่ง แล้วจึงอะธิษฐานว่า ถ้าพระยาช้างจะไปอยู่ประเทศที่ใด ก็ให้จับหญ้าเมืองนั้นบริโภคเถิด ๚ะ

 ขณะนั้น พระยาช้างจับเอากำหญ้าเมืองเมาะตะหมะขึ้นจบเหนือกระพองศีร์ษะแล้วก็กิน เอางวงกวาดหญ้าสองเมืองนั้นเสีย สมเด็จพระร่วงเจ้าทอดพระเนตร์เห็นดังนั้นจึงตรัสว่า สำหรับบุญเขาแล้ว ก็เอาไปให้เขาเถิด จึงสั่งให้เกณฑ์ชาวบ้านตราเลิก ชาวบ้านกลอง ห้าร้อยคน อำมาตย์ผู้หนึ่งเปนนาย คุมพระยาช้างเผือกมาส่ง แต่แม่ช้างนั้นให้เอากลับคืนมา แลคนซึ่งไปส่งช้างนั้น ให้มีขวานถือร้อย พร้าร้อย จอบร้อย สำหรับทำทางปราบหลักตอลุ่มดอน แลคนสองร้อยนั้น ให้ปลูกโรงแต่งที่ประทับ แล้วมีพราหมณ์สี่คนสำหรับสังวัธยายมนตราทั้งสี่ทิศ ครั้นไปถึงท่าจะลงแพนั้น พระยาช้างเผือกจึงให้แม่ช้างลงแพก่อน ตัวพระยาช้างจึงลงต่อภายหลัง คนห้าร้อยซึ่งไปส่งนั้นจึงว่า ท่านจะเอามารดาไปด้วยฉะนี้ ข้าพเจ้าทั้งปวงก็มิพ้นพระราชอาญาพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระยาช้างได้ฟังคำคนทั้งปวงว่าดังนั้น ก็เอางวงขึ้นพาดหลังนางพังผู้มารดา มีจักษุทั้งสองนองไปด้วยน้ำตา จึงเอางวงพยุงส่งมารดาขึ้นจากแพ คนห้าร้อยได้เห็นแล้วก็บังเกิดสังเวชใจสิ้นด้วยกัน ครั้นข้ามไปถึงฝั่งเข้าแดนเมืองเมาะตะหมะแล้ว จึงเอาข่าวบอกเข้าไปให้กราบทูลพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ได้ทราบว่า สมเด็จพระร่วงเจ้าพระราชทานพระยาเสวตร์มงคลคชสารศรีเมืองมา ก็มีพระทัยโสมนัสนัก จึงให้จัดการที่จะรับพระยาช้าง เสร็จแล้วก็เสด็จขึ้นไปรับถึงตำบลเมืองแปร แล้วพระราชทานรางวัลแก่ชาวเมืองศุกโขไทยซึ่งมาส่งพระยาช้างเผือกนั้นเปนอันมาก ครั้นได้ฤกษ์แล้ว ก็ให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์รับพระยาช้างเผือกลงไปเมืองเมาะตะหมะ ตกแต่งที่อยู่ให้ตามสมควร ลุศักราช ๖๕๕ ปี ๚ะ

 ขณะนั้น พระเจ้าเชียงใหม่รู้ว่า พระเจ้าฟ้ารั่วได้ช้างเผือกผู้มาไว้เปนศรีพระนคร จึงให้แต่งทัพแปดทัพ เปนคนแปดหมื่น ยกลงมาล้อมเมืองเมาะตะหมะไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วจึงปรึกษาเสนาบดีทั้งปวงว่า กองทัพเมืองเชียงใหม่ยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จะคิดประการใด ฝ่ายมุขมาตยาทั้งปวงจึงกราบทูลว่า ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ให้ยกพลมากระทำสงครามครั้งนี้ เพื่อประโยชน์จะใคร่ได้พระยาช้างเผือกไปไว้เปนศรีพระนครเชียงใหม่ ขอพระองค์จงทรงพระอะธิษฐานขอสุบินนิมิตร์ดูให้แจ้งเหตุประจักษ์ก่อน ถ้าพระยาช้างเผือกจะควรคู่เปนราชพาหนะของพระองค์อยู่ ขอให้ทรงพระสุบินนิมิตร์ทีเปนไชยมงคล ถ้าจะเสียพระยาช้างเผือกแลบ้านเมืองแก่ข้าศึก ก็ขอให้ทรงพระสุบินนิมิตร์เปนอับประมงคลให้ประจักษ์ แล้วจึงจะได้คิดถ่ายเทต่อภายหลัง พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทรงฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ปลูกศาลแต่งเครื่องพลีกรรมบวงสรวงเทพยดา ครั้นเวลาค่ำ ทรงพระอะธิษฐานต่อเทพยดาว่า ถ้าช้างเผือกตัวนี้เกิดด้วยบุญสมภารจะเปนราชพาหนะแห่งข้าพเจ้า ก็ขอให้นิมิตร์เปนศุภมงคลเถิด ถ้าข้าพเจ้าจะสิ้นวาสนา จะเสียพระยาช้างแลพระนครแก่ปัจจามิตร์ข้าศึกแล้ว ขอให้ข้าพเจ้านิมิตร์เปนอัปมงคลเถิด ทรงพระอะธิษฐานแล้ว ก็เข้าที่พระบรรทม ๚ะ

(ยังมีต่อ)

แจ้งความ

โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ หน้าวัดเกาะ

แผนกจำหน่าย

หนังสือประโลมโลก, ธรรมมะ, สวดมนตร์, ชาฎก, นิทาน, นิราศ, ลำร้อง, พงศาวดารจีนต่าง ๆ, พงศาวดารรามัญ, เพลง, สุภาสิต, แหล่เทศน์ต่าง ๆ กับมีหนังสือแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการแลหล่อด้วยตัวยอักษรพิมพ์จำหน่ายด้วย คิดราคาพอสมควร

แผนกรับจ้าง

รับพิมพ์หนังสือต่าง ๆ เช่น ใบปลิว, ตั๋ว, ฎีกา, ใบเสร็จ, แบบฟอร์ม, และก๊าศ ฯลฯ กับรับทำเล่มสมุดและเดินทอง คิดราคาพอสมควร