ความผิดที่ควรลงโทษด้วยกฎหมายมาตรานี้นั้น คือ
(๑)ความผิดฐานประทุษฐร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัวแลพระราชอาณาจักร์
(๒)ความผิดฐานต่อสู้หรือกระทำร้ายต่อเจ้าพนักงาน
(๓)ความผิดฐานเอาอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปใช้ในทางทุจริต
(๔)ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียความยุติธรรมแลอำนาจโรงศาล
(๕)ความผิดฐานเข้าส้องโจรผู้ร้ายหรือเปนอั้งยี่แลก่อการจลาจล
(๖)ความผิดฐานกระทำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน แลให้สาธารณชนปราศจากความสดวกในการไปมาแลที่จะส่งข่าวแลของถึงกัน
(๗)ความผิดฐานทำให้สาธารณชนปราศจากความศุขสบาย
(๘)ความผิดฐานปลอมเงินตรา ดวงตรา แลบัตร์ตรา แลปลอมตั๋ว ปลอมหนังสือ
(๙)ความผิดฐานกระทำอนาจาร
(๑๐)ความผิดฐานประทุษฐร้ายต่อชีวิตร์แลร่างกาย
(๑๑)ความผิดฐานประทุษฐร้ายต่ออิศระภาพแลชื่อเสียง
(๑๒)ความผิดฐานประทุษฐร้ายต่อทรัพย์
แต่ถ้าความผิดของมันที่ได้กระทำในครั้งก่อน มันต้องโทษจำคุกไม่เกินกว่าหกเดือนแล้ว ท่านว่าอย่าให้ยกความในมาตรานี้ขึ้นปรับโทษมันเลย
ผู้ใดไม่เข็ดหลาบ แลมันกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกไว้ในมาตรานี้อย่างเดียวซ้ำกันเปนสองครั้งภายในห้าปีไซ้ ท่านว่ามันต้องรวางโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สำหรับความผิดที่มันกระทำครั้งหลัง ทั้งเพิ่มโทษขึ้นเปนทวีคูณด้วย
ความผิดที่ควรลงโทษด้วยกฎหมายมาตรานี้นั้น คือความผิดฐานประทุษฐร้ายต่อชีวิตร์แลร่างกาย ฐานลักทรัพย์ ฐานวิ่งราว ฐานชิงทรัพย์ ฐานปล้นทรัพย์ ฐานสลัด ฐานกันโชก ฐานฉ้อโกง ฐานยักยอกอันต้องอาญา ฐานรับของโจร บรรดาที่กล่าวไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ จนมาตรา ๒๕๙ แลตั้งแต่มาตรา ๒๘๘ จนมาตรา ๓๒๓
แต่ถ้าความผิดของมันที่ได้กระทำในครั้งก่อน โทษของมันต้องจำคุกไม่เกินกว่าหกเดือนแล้ว ท่านว่าอย่าให้ยกเอาความในมาตรานี้ขึ้นปรับโทษแก่มันเลย
ลักษณเพิ่มโทษแก่ผู้ที่ไม่เข็ดหลาบที่ว่าในมาตรา ๗๒, ๗๓, ๗๔, นั้น ท่านว่าอย่าให้ใช้ในความผิดเหล่านี้ คือ