ส่วนพระโพธิสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาที่สาม จึงกล่าวคาถาว่า
| สเนมิจกฺกา อกฺขา จ | สนาภิอีสายุตฺตา เจว | |
| สรสฺมิ จ รถปญฺชโร | เอกโต รโถติ วุจฺจติ | |
| เนมิ จ เอโก อาทิปิ | น จ รโถติ วุจฺจติ | |
| สมฺภาเรหิ จ สมุโห | ปญฺชโร รโถติ วุจฺจติ ฯ |
แปลว่า เรือนรถที่มีกง มีล้อ มีเพลา ประกอบด้วยดุม แลงอน แลเชือก เข้าด้วยกัน จึงกล่าวว่า รถ ถ้ามีอย่างเดียว เปนต้นว่ากง จะได้เรียกว่า รถ หามิได้ ต่อเรือนรถที่ประชุมด้วยสัมภารครบ จึงเรียกว่า รถ
โดยอธิบายว่า เหมือนกายสัตว์ทั้งหลาย ประชุมด้วยอาการสามสิบสองเปนอย่างยิ่ง จึงเรียกว่า กายรถ
เทวดาทั้งหลาย มีท้าวสักกะเปนต้น ก็ให้สาธุการโปรยปรายดอกไม้ทิพย์ทำสักการบูชา มหาชนทั้งหลายก็ให้สาธุการอีกเปนอันมาก
ส่วนพระโพธิสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาที่สี่ จึงกล่าวคาถาว่า
| เย อทฺธกุเล ชาตาปิ | สทฺธาย ทานํ ททนฺติ | |
| สีลํ รกฺขนฺติ ภาวนํ | ปญฺจเวรํ ปชหนฺติ | |
| เต คจฺฉนฺติ สคฺคโลกํ | โชติ ปรสฺมินฺติ วุจฺจติ ฯ |
แปลว่า ชนพวกใดเกิดแล้วในตระกูลอันมั่งคั่ง แลให้ทานด้วยศรัทธา รักษาศีลเจริญภาวนา ละเสียซึ่งเวรทั้งห้า ชนทั้งหลายนั้นเรียกว่า รุ่งเรืองในโลกหน้า
เมื่อพระโพธิสัตว์วิสัชนาปัญหาสี่ข้อจบลงแล้ว เทพดาทั้งหลาย มีท้าวสักกะเปนประธาน ก็โปรยปรายทิพยรัตนบุปผาทำสักการบูชาแลให้