หน้า:พรบ บังคับโจทก์ให้สาบานฯ ๑๑๑.pdf/2

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ได้พิสูจน์อักษรแล้ว
เล่ม ๙
๖๘
ราชกิจจานุเบกษา

จำเลยจะหาจะแก้ให้กล่าวแต่ที่คดีอันจริง มิให้เอาเท็จมาหามาแก้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนขืนพระราชบัญญัตินี้ จะให้เอาตัวเปนโทษ ประการหนึ่ง บังคับไว้ว่า ทุนทรัพย์ตกสูญหายมีโจรฉกลักไปด้วยประการใด ๆ ให้เจ้าสินสาบาลตัวทำคำกฎหมายตราสินไว้เปนพยาน ถ้าจะฟ้องคดีของตน คำกฎหมายตราสินกับคำฟ้องไม่ต้องกัน มิให้รับไว้พิจารณาเปนอันขาด แต่ชนทุกวนนี้กระทำอุบายเจ้าเล่ห์หลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติแกล้งกล่าวหาคดีของตนให้เรี่ยวแรงเกินไปกว่าความจริงนั้นก็มีมากชุกชุม เปนต้นว่า ยืมพัสดุกันไป เจ้าของทวงถาม บิดพลิ้วเสีย ก็กลับแกล้งกล่าวว่าลักบ้าง วิวาททุ่งเถียงกันตัวต่อตัว ภายหลังมาแกล้งกล่าวหาว่าผู้ร้ายลอบตีลอบฟันถึงปล้นสดม ก็มีอยู่ชุกชุม คดีที่ผู้ประทับฟ้องต้องประทับไปยังกระทรวงอาญานครบาลนั้นจึ่งได้มากกว่าพื้นความที่เปนจริงอยู่

ประการหนึ่ง ทรงพระราชดำริห์ว่า คดีของราษฎรที่เปนอาญานครบาลที่ควรมีโทษหลวงนั้น ถ้าผู้หาคละปะปนไปด้วยเท็จส่งเสริมให้แรงขึ้น ก็เปนเหตุให้ผู้พิพากษาตระลาการพิจารณาเอาความจริงได้โดยยาก และบางทีเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว โจทย์ก็ต้องปรับในข้อที่กล่าวเท็จเหลือเกินนั้นให้แก่จำเลยก็มีอยู่ชุกชุม อาไศรย์เหตุทั้งปวงนี้ แลทรงพระมหากรุณาคุณเพื่อจักทนุบำรงุให้อาณาประชาราษฎรได้ความเกษมร่มเย็นอยู่โดยพระบารมีนั้น จึ่งได้มีพระบรมราชโองการให้ตราเปนพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ ว่า

ข้อ  ถ้าราษฎรมีอรรถคดีคนใดจะฟ้องหา

ด้วยข้อความเปนนครบาลก็ดี เปนอาญาก็ดี เปนความอุกฉกรรจ์มีโทษหลวงก็ดี มายังผู้รับฟ้องในกรุงเทพฯ ฤๅมายังศาลากลางในหัวเมือง จะขอฟ้องร้องด้วยความเหล่านี้ ให้ผู้รับฟ้องในกรุงเทพฯ และจ่าศาลในหัวเมือง บังคับให้ผู้นั้นปฏิญาณสาบาลตนว่า จะให้การฟ้องแต่ที่อันจริง แล้วจึ่งให้ผู้รับฟ้องจดถ้อยคำไว้ประทับส่งไปตามกระทรวง ถ้าผู้มีอรรถคดีมาฟ้องคนใดขัดขืนไม่ยอมสาบาลก่อนให้การฟ้อง อย่าให้ผู้รับฟ้องฤๅจ่าศาลรับถ้อยคำไว้เปนอันขาด

ข้อ  เจ้าพนักงานผู้รับฟ้องฤๅจ่าศาลณหัวเมืองคนใดรับฟ้องในคดีที่กล่าวหาอาญานครบาลความมีโทษหลวงละเลยเสียมิได้บังคับให้ผู้มาฟ้องปฏิญาณสาบาลตัวก่อนก็ดี ฤๅบังคับให้ผู้มาฟ้องความแพ่งทั้งปวงสาบาลตัวก็ดี เปนการทำขาดทำเหนือพระราชบัญญัติ ฉนี้ พิจารณาเปนสัตย์ ให้ลงโทษ ๓ สฐาน สฐานหนึ่ง จะให้ไหมลเมิดโดยยศถาศักดิ์ สฐานหนึ่ง ให้ไหมทวีคูณ สฐานหนึ่ง ให้จำตามโทษานุโทษ

ประกาศมาณวันที่ ๓ เดือนมิถุนายน รัตนโกสินทร์ ๑๑๑ เปนวันที่ ๘๖๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

การเปิดโรงเรียนที่เกาะสีชัง

เราทั้งหลายย่อมเห็นเปนธรรมดาอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสถิตย์อยู่ในที่ใด ย่อมมีความทนุบำรุงที่นั้นตามสมควรแก่กาลสมัย ที่จะเปนไปได้โดย