ข้าพเจ้ายกกองทัพไปโจมตีเอาเมืองกำมะลานีนั้น ใช่ข้าพเจ้าจะประสงค์แก่ทรัพย์สมบัตินั้นหามิได้ เหตุว่าจะใคร่ได้พระราชธิดาของพระองค์มาเป็นพระอัครมเหษีตั้งไว้ในเศวตฉัตร์ ครั้นจะให้มีพระราชสาส์นไปขอนั้น เกรงพระองค์จะมิประสาทให้ ก็จะป่วยการที่ข้าพเจ้าเสน่หาในพระราชธิดานั้น แลซึ่งข้าพเจ้าทำการล่วงเกินทั้งนี้ผิดราชประเพณีหนักหนา พระองค์จงให้อภัยโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด แลซึ่งพระราชธิดาของพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจะอภิเศกเป็นเอกอัครมเหษี อันพระราชทรัพย์ครอบครัวทั้งปวงนั้นจะส่งคืนไปถวายให้สิ้น สองพระนครจะได้เป็นสุวรรณปัถพีเดียวกัน ถ้าพระองค์ไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะถวายสัตยานุสัตย์ไว้ต่อกัน
ครั้นพระเจ้ากำมะลานีแจ้งในพระราชสาส์นนั้น จึงทรงพระจินตนาการว่า แม้นมิฟังพระเจ้าฟ้ารั่ว จะทำการสงครามหักหาญไปประการใดก็ได้ แต่มิรู้แห่งที่จะคิดประการใดเลย ด้วยเสียพระราชธิดามาแล้ว จำเป็นจะอนุกูลตามราชประเพณี ครั้นทรงพระราชดำริห์แล้วก็มิได้มีความสงสัย จึงสั่งแก่ทูตจำทูลพระราชสาส์นให้เร่งกลับเข้าไปแจ้งแก่พระเจ้าฟ้ารั่วเถิด ถ้าจริงดังนี้แล้วเรามิได้อาฆาตพยาบาทแก่กัน จะประพฤติตามพระราชประเพณีโดยความปรารถนา ครั้นผู้ถือพระราชสาส์นกลับเข้ามาแล้ว กราบทูลแจ้งแก่พระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ก็ดีพระทัยนัก จึงให้แต่งเครื่องเสวยแลโภชนาหาร แลสุราสำหรับที่จะเลี้ยงเสนาไพร่พลทั้งปวง ประกอบด้วยยาพิศม์ทั้งนั้น อีกเครื่องราชบรรณาการออกไปถวายพระเจ้ากำมะลานี ๆ แลทหารทั้งปวงก็เชื่อมิได้มีความสงสัย มีความยินดีนัก ชวนกันบริโภคโภชนาสุราบานอัน