กฎหมายลักษณมรดก (2455)/หมวด 1
หน้าตา
กฎหมายลักษณมรดก
หมวดหนึ่ง
มรดก, อำนาจแลความรับผิดชอบในมรดก, กรรมสิทธิ์.
มรดก, อำนาจแลความรับผิดชอบในมรดก, กรรมสิทธิ์.
| มรดกอคืออะไร | มรดก คือ ทรัพย์ของผู้ตาย เช่น เมื่อ ก มีชีวิตร์ |
| อยู่ ก มีรถยนต์, มีสุนักข์ แลมีบ้านเรือน แล้ว ก ตาย | |
| รถยนต์, สุนักข์ แลบ้านเรือนเหล่านี้เปนมรดกของ ก. | |
| ถ้าแลอำนาจหรือความรับผิดชอบได้เกิดขึ้นในระหว่าง | |
| ผู้มรณภาพยังมีชีวิตร์อยู่ อำนาจแลความรับผิด | |
| ชอบนี้ติดมากับทรัพย์มรดกของผู้มรณภาพด้วย เช่น | |
| ผู้มรณภาพเปนเจ้าหนี้ใคร ผู้จัดการแบ่งหรือผู้รับ | |
| มรดกมีอำนาจบังคับลูกหนี้ให้ใช้หนี้เข้าในกองมรดก | |
| ได้ หรือเช่น ผู้มรณภาพเปนลูกหนี้ใคร เจ้าหนี้มี | |
| มรดก ๓. | อำนาจเรียกหนี้จากกองมรดกได้เหมือนกัน ที่กล่าว |
| กู้หนี้ ๑๖, ๒๖. | นี้ประสงค์ให้เข้าใจว่า ผู้รับมรดกไม่ได้เปนผู้รับอำนาจ |
| แลความรับผิดชอบแทนผู้มรณภาพด้วยตนเอง อำนาจ | |
| แลความรับผิดชอบเปนแต่ติดมาในกองมรดกเท่านั้น ถ้า | |
| หากว่าผู้รับมรดกต้องรับอำนาจแลความรับผิด | |
| ชอบแทนผู้มรณภาพแล้ว การรับมรดกก็อาจเท่า | |
| กับการรับความฉิบหาย เช่น ผู้มรณภาพมีมรดก | |
| ราคา ๘๐ ชั่ง แต่เปนหนี้เขาถึง ๑๐๐ ชั่ง ผู้รับ | |
| มรดกมิต้องเข้าเนื้อตนเอง ๒๐ ชั่งหรือ ตามกฎหมาย | |
| การรับมรดกหาเปนเช่นนั้นไม่ ผู้รับมรดกมีแต่ได้ | |
| หรือเสมอตัวเท่านั้น ไม่ต้องควักกระเป๋าตนเอง | |
| กู้หนี้ ๓๓. | ถ้าเปนหนี้เขามาก แต่มรดกมีน้อย ก็ต้องใช้ตาม |
| น้อย ขาดเท่าไรเปนเคราะห์ของเจ้าหนี้ แต่ส่วน | |
| เปนเจ้าหนี้ใคร มีอำนาจเรียกร้องได้เต็มจำนวน | |
| ที่เรียกว่า อำนาจแลความรับผิดชอบติดมาในกองมรดก | |
| เปนดังกล่าวมานี้. | |
| อำนาจแล | แต่มีคดีเปนอันมากที่อำนาจแลความรับผิดชอบไม่ |
| ความรับผิดชอบ. | ได้ติดมาในกองมรดกด้วย ความมรณภาพ |
| นั้นกระทำให้ผู้มรณภาพหมดอำนาจแลพ้นจาก | |
| ความรับผิดชอบ เช่น ก มีฝีมือดีในการปั้นรูป | |
| หลวงประดิษฐ์ฯ | ก รับสัญญาปั้นรูปขายให้ ข ก ปั้นยังไม่ทันแล้ว |
| ว่าด้วยสัญญา | ก ตาย อำนาจของ ก ที่จะเรียกค่าจ้าง แลน่าที่ |
| น. ๒๖๑, ๒๗๙. | หรือความรับผิดชอบของ ก ที่จะต้องปั้นรูปให้ ข |
| ก็เปนอันระงับ หาได้ติดมากับกองมรดกไม่ แต่ถ้า | |
| ก ได้ปั้นรูปให้แก่ ข เสร็จบริบูรณ์แล้วจึงตาย อำนาจ | |
| ที่ ก จะได้รับค่าจ้างนั้นไม่สูญเสีย ยังติดมาใน | |
| กองมรดกด้วย ผู้รับมรดกอ้างอำนาจนี้ฟ้องเรียก | |
| ค่าจ้างมาบวกเข้าในกองมรดกได้. | |
| คดีชนิดไร อำนาจแลความรับผิดชอบต้องหมดหรือ | |
| ยังอยู่เมื่อมรณภาพนั้น ต้องศึกษากฎหมายลักษณ | |
| ต่าง ๆ เปนแพนก ๆ ไป เช่น ในคดีประทุษฐร้าย | |
| หลวงพินิตฯ | ส่วนแพ่ง เมื่อผู้ประทุษฐร้ายหรือผู้ถูกประทุษฐร้าย |
| ว่าด้วยประทุษฐร้าย | ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ตามธรรมดามีหลักว่า คดี |
| ส่วนแพ่ง น. ๗๕. | ส่วนตัวตายตามตัว แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นที่อำนาจ |
| ฟ้องหรือน่าที่ถูกฟ้องหาได้หมดไปไม่. | |
| กู้หนี้ ๑๖. | อนึ่ง ได้กล่าวแล้วว่า มรดกนั้นเปนแต่ทรัพย์ของผู้ |
| ฎีกา ๔๑๙,/๑๒๙ | มรณภาพ เพราะฉนั้น เมื่ออำนาจหรือความรับผิดชอบ |
| ผัน–เฉ่ง. | ติดมาด้วยแล้ว เปนน่าที่ผู้จัดการแบ่งหรือผู้รับ |
| มรดกจะจัดการใช้อำนาจหรือจัดการให้เปนไปตาม | |
| ความรับผิดชอบนั้น. | |
| มรดกผัวเมีย | เมื่อผัวเมียมีทรัพย์สมบัติระคนปนกันอยู่ แล |
| ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ทรัพย์นั้นหาใช่มรดกทั้งหมด | |
| ไม่ ถ้าผัวหรือเมียฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ที่จะรู้ | |
| ว่า ผัวหรือเมียฝ่ายที่ตายมีมรดกเท่าไร ก็คือ ให้ดู | |
| ว่า ถ้าผัวเมียอย่ากัน ทรัพย์จะเปนของฝ่ายใดเท่าไร | |
| เช่น ก เปนผัว ข เปนเมีย มีสินเดิมฝ่ายละ | |
| ๑๐๐ บาท เกิดสมรสด้วยกัน ๓๐๐ บาท ก ตาย | |
| ถ้า ก ข อย่ากัน ก จะได้ทุน ๑๐๐ บาทคืน แล | |
| ได้สมรส ๒๐๐ บาท รวมเปน ๓๐๐ บาท ข จะได้ | |
| ทุน ๑๐๐ บาท กับสมรส ๑๐๐ บาท รวมเปน ๒๐๐ บาท | |
| เพราะฉนั้น ถ้า ก ตาย มรดกของ ก ก็คือ ๓๐๐ บาท. | |
| เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ | เมื่อผู้ใดมรณภาพ ความปกครองแลกรรมสิทธิ์ใน |
| มรดกนั้นย่อมเลื่อนไปอยู่ในมือบุคคลผู้อื่นคนเดียว | |
| หรือหลายคนก็ดี เปนญาติ์หรือมิใช่ญาติ์ก็ดี บุคคล | |
| ผู้อื่นนั้นอาจมีกรรมสิทธิ์ในมรดกของผู้ตายได้ด้วยเหตุ | |
| ๓ ประการ คือ | |
| (๑)โดยได้รับส่วนแบ่ง | |
| (๒)โดยได้เข้าปกครองแสดงตนเปนเจ้าของโดย | |
| ลำพังมานาน. | |
| (๓)โดยผู้ตายยกให้. | |
| การแบ่งส่วน | (๑)ในกฎหมายมรดก ปัณหาในส่วนอื่นไม่ |
| สู้สำคัญแลยุ่งยากเท่าในส่วนที่จะแบ่งทรัพย์ออกเปน | |
| ภาคเปนส่วนให้คนชนิดนั้นเท่านั้น ชนิดนี้เท่านี้ | |
| ศาลต้องพิจารณาดูประเภทผู้มรณภาพแลชนิด | |
| บุคคลที่จะรับส่วนแบ่ง ด้วยกฎหมายบัญญัติวิธีแบ่ง | |
| ไว้ต่างกัน. | |
| รับฟ้อง ๒๑. | การฟ้องขอให้ศาลแบ่งมรดกนั้น ตามธรรมดา |
| ต้องฟ้องภายใน ๑ ปีนับตั้งแต่มรณกาล (ดูหมวด | |
| อายุความ) ถ้าญาติผู้ใดเปนผู้ที่ควรได้รับมรดก | |
| ตามกฎหมาย แลญาติผู้นั้นได้ปกครองทรัพย์มรดก | |
| มาโดยลำพังเกินกว่าปี ๑ ญาติอื่น ๆ ฟ้องขอให้ | |
| เรียกทรัพย์นั้นมาแบ่งไม่ได้ (ดูหมวดปกครอง) แต่ | |
| ถ้าญาติหลายคนได้ปกครองมรดกกองนั้นมาด้วยกัน | |
| ฎีกา ๑๘๘/๑๑๘ | มรดกนั้นเปนของกลางในระหว่างญาติที่ปกครองมา |
| อ. ขำ–น. โต. | ด้วยกัน แลผู้ใดฝ่ายหนึ่งฟ้องขอให้ศาลเรียกมาแบ่ง |
| ได้ ถึงเดิน ๑ ปีแล้วก็ดี. | |
| ฎีกา ๒๑๕/๑๒๘ | เพราะฉนั้น การแบ่งมรดกเมื่อพ้น ๑ ปีแล้ว จึงเปน |
| อ. จู–น. บุตร์. | ดังนี้ คือ (๑) สิ่งใดที่ยังปกครองอยู่ด้วยกัน แบ่ง |
| ได้ตามส่วนในกฎหมาย (๒) สิ่งใดที่ไม่ได้ปกครอง | |
| ด้วยกัน ไม่ต้องแบ่ง. | |
| (กฎหมายมรดกเปนกฎหมายเก่า ซึ่งได้ตรา | |
| ขึ้นไว้ตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเอกาทศรส | |
| ประมาณ ๓๐๐ ปีมาแล้ว ข้อบัญญัติในบางแห่ง เมื่อ | |
| เทียบกับกาลสมัยแลขนบธรรมเนียมได้เปลี่ยนแปลงผิดกว่า | |
| แต่ก่อนมาก เมื่อเอาข้อบัญญัตินั้น ๆ มาเทียบดูกับ | |
| สมัยนี้ ก็กลับทำให้เห็นว่า ไม่เปนยุติธรรมแก่คู่ความ | |
| เพราะฉนั้น ในคดีเรื่องใดที่ศาลเห็นว่า กฎหมายแบ่งมรดก | |
| ฎีกา ๔๕๔/๑๒๑ | ผิดความยุติธรรมมาก ก็โปรดเกล้าฯ ให้ศาลมีอำนาจ |
| อ. กัน–อ. แพ. | นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระ |
| กฎ. ยุติ. ที่ ๑๑. | บรมราชวินิจฉัยเปนพิเศษได้.) |
| มรดก ๔๕. | อนึ่ง ในการแบ่งมรดกนั้น ไม่จำเปนต้องฟ้องขอให้ |
| ศาลแบ่งเสมอไป บรรดาญาติที่จะได้รับมรดกด้วย | |
| กันจะตกลงแบ่งปันมรดกกันเองก็ได้ แลเมื่อแบ่ง | |
| ปันกันเสร็จแล้วไปแล้ว จะเรียกคืนมาแบ่งกัน | |
| ใหม่ไม่ได้ | |
| ฎีกา ๓๗๑/๑๒๑ | ส่วนการตกลงจะแบ่งปันกันนั้น ไม่จำเปนต้อง |
| อ. สุน–ขุนโภคา. | ทำเปนลายลักษณอักษร สัญญากันด้วยปากเปล่า |
| ก็ฟ้องร้องกันได้ อีกประการหนึ่ง ส่วนที่ตกลงจะแบ่ง | |
| กันนั้น ก็ไม่จำเปนต้องแบ่งตามส่วนในกฎหมาย | |
| จะตกลงแบ่งกันอย่างไร ๆ ก็ได้ เว้นเสียแต่จะเปน | |
| การเสียเปรียบกันเหลือเกินจนกระทำให้ศาลระแวงว่า | |
| เปนสัญญาที่เกิดขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งไม่มีความตกลง | |
| อันบริสุทธิ์ | |
| ในการแบ่งมรดก นอกจากศาลจัดแบ่งให้ หรือ | |
| ญาติตกลงจัดแบ่งกันเอง ผู้จัดการแบ่งมรดกอาจ | |
| เปนผู้ที่ได้รับอำนาจจากผู้มรณภาพโดยตรงทีเดียว | |
| ก็ได้ หรือโดยพวกญาติปรองดองกันมอบอำนาจ | |
| ก็ได้ หรือถ้าญาติร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก | |
| ก็คงได้ การตั้งผู้จัดการแบ่งมรดก จะต้องตั้งโดย | |
| วิธีใด กฎหมายไม่ชัด ในคดีพระยาบริรักษ์ โจทย์ | |
| ฎีกา/๕๘๖/๑๒๘ | อำแดงกิมใช้ จำเลย ผู้ตายได้ตั้งผู้หนึ่งด้วยวาจาให้ |
| พระยาบริรักษ์– | เปนผู้จัดการแบ่งมรดกของตน แลผู้นั้นได้จัดการ |
| อ. กิมใช้. | มรดกตามคำสั่งของผู้ตาย โดยผู้ที่จะได้รับมรดกไม่ |
| ได้โต้แย้งมานาน ศาลฎีกาตัดสินว่า การที่ผู้จัดการ | |
| แบ่งมรดกทำไปนั้นไม่ผิด | |
| ปกครองมรดก | (๒)มรดกที่ผู้ใดปกครองมา จะเปนสิทธิ์ได้เมื่อ |
| ไรนั้น จะได้อธิบายไว้ในหมวดปกครองมรดก | |
| ให้มรดก | (๓)ได้กล่าวมาแล้วว่า บุคคลอาจมีกรรมสิทธิ์ |
| ในทรัพย์มรดกโดยผู้มรณภาพยกให้ การให้มรดก | |
| นี้ อย่าเข้าใจปนกันกับการยกทรัพย์ให้เปนสิทธิ์แก่ใคร | |
| โดยเสนหาแต่ในเวลาที่ผู้ให้ยังมีชีวิตร์อยู่ การให้ | |
| มรดกนั้น หมายความว่า จะให้เปนสิทธิ์ต่อเมื่อผู้ให้ | |
| ตาย ในการให้ทรัพย์มรดกนั้น กฎหมายบังคับ | |
| โดยเฉภาะว่า ต้องให้โดยทำพินัยกรรม์ จะให้ | |
| พินัยกรรม์ | โดยวิธีอื่นไม่ได้ พุกป่วยหนัก คิดว่า ตนจะตาย |
| ได้ถวายลูกกุญแจตู้ทรัพย์ให้แก่พระลด โจทย์ แต่ | |
| พุกหาได้ตายในครั้งนั้นไม่ พุกหายป่วย ต่อมาอีก | |
| ๔ เดือนจึงตาย ในระหว่างเมื่อหายป่วยแล้วนั้น | |
| ฎีกา ๖๘๓/๑๒๓ | พุกก็ดี พระลดก็ดี หาได้แสดงให้เห็นว่า พระลด |
| พระลด–ขุนรักษา | มีอำนาจในทรัพย์นั้นอย่างไรไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า |
| "ทางที่พระลดจะมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์สมบัติของ | |
| พุกนั้น ก็มีแต่จะฟ้องเรียกเหมือนอย่างว่า เปนของยก | |
| ให้โดยมีพินัยกรรม์เท่านั้น แต่เมื่อไม่มีพินัยกรรม์ | |
| ที่จะสืบ ดังนั้นแล้ว พระลดก็ไม่ | |
| มีอำนาจฟ้องได้" | |
| ฎีกา ๕๕๙/๑๒๘ | การอุทิศมรดกถวายวัดนั้น ต้องอุทิศโดยมีพินัยกรรม์ |
| น. ท้วม น. ยา | เหมือนกัน ถึงผู้รับเปนวัดก็ดี |
| ผู้ใดมรณภาพ ถ้าแลหาภรรยาแลญาติผู้ซึ่งควร | |
| จะได้รับมรดกไม่ได้เสียเลยทีเดียว ทรัพย์มรดก | |
| ไม่มีผู้รับ | ทั้งหมดนั้น ให้ส่งเข้าท้องพระคลังหลวง เช่น ก. ตาย |
| มรดก ๔๘, ๑๔ | บุตร์ภรรยา ก. เปนความมรดกกันในศาล ใน |
| ระหว่างพิจารณา บุตร์ภรรยา ก. ตายตามกันหมด | |
| แลปรากฎว่า ตระกูลของ ก. เปนอันสาบสูญ เช่นนี้ ศาล | |
| จะส่งทรัพย์มรดกทั้งหมดนั้นไว้เปนของหลวง |