ขุนช้างขุนแผน/ตอนที่ ๑
หน้าตา
ตอนที่ ๑ กำเนิดขุนช้างขุนแผน
| ๏ ครั้นว่าไหว้ครูแล้วจับบท | ให้ปรากฏเรื่องราวกล่าวมาแต่ก่อน |
| ครั้นสมเด็จพระพันวษานรากร | ครองนครกรุงศรีอยุธยา |
| เกษมสุขแสนสนุกดังเมืองสวรรค์ | พระเดชนั้นแผ่ไปในทิศา |
| เป็นปิ่นภพลบโลกโลกา | ครอบครองไพร่ฟ้าประชากร |
| เมืองขึ้นน้อยใหญ่ในอาณาเขต | เกรงพระเดชทั่วหมดสยดสยอน |
| ทุกประเทศเขตขอบพระนคร | ชลีกรอ่อนเกล้าอภิวันท์ |
| พร้อมด้วยโภโคยไอศูรย์ | สมบูรณ์พูนสุขเกษมสันต์ |
| พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม | ราษฎรทั้งนั้นก็ยินดี ฯ |
| ๏ จะกล่าวถึงเรื่องขุนแผนขุนช้าง | ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี |
| ศักราชร้อยสี่สิบเจ็ดปี | พ่อแม่เขาเหล่านี้คนครั้งนั้น |
| เป็นข้าขอบขัณฑสีมา | สมเด็จพระพันวษานราสวรรค์ |
| จะว่าเนื่องตามเรื่องนิยายพลัน | ท่านผู้ฟังทั้งนั้นจงเข้าใจ |
| ขุนไกรพลพ่ายอยู่บ้านพลับ | มีทรัพย์เงินทองของน้อยใหญ่ |
| นางทองประศรีนั้นอยู่วัดตะไกร | ทั้งสองนี้ได้เป็นคู่กัน |
| แล้วรื้อเรือนออกไปปลูกใหม่ | อยู่ในแว่นแคว้นสุพรรณนั่น |
| เป็นทหารชาญชัยใจฉกรรจ์ | คุมไพร่ทั้งนั้นได้เจ็ดร้อย |
| อาจองคงกระพันชาตรี | เข้าไหนไม่มีที่จะถอย |
| รบศึกศัตรูอยู่กับรอย | ถึงมากน้อยเท่าไรไม่หนีมา |
| กรมการเมืองสุพรรณสั่นหัว | เข็ดขามคร้ามกลัวใครไม่ฝ่า |
| โปรดปรานเป็นทหารอยุธยา | มีสง่าอยู่ในเมืองสุพรรณ ฯ |
| ๏ มาจะกล่าวบทไป | ถึงขุนศรีวิชัยคนขยัน |
| เป็นนายกรมช้างกองนอกนั้น | บ้านอยู่สุพรรณพารา |
| เป็นเศรษฐีมีทรัพย์นับร้อย | บ่าวไพร่ใหญ่น้อยก็หนักหนา |
| ได้นางเทพทองเป็นภรรยา | อยู่ท่าสิบเบี้ยเมืองสุพรรณ ฯ |
| ๏ จะกล่าวกลอนถึงพันศรโยธา | เพื่อนได้ภรรยาก็คมสัน |
| ชื่อว่านวลนางศรีประจัน | เป็นเศรษฐีมีพันธุ์ด้วยกันมา |
| อยู่ท่าพี่เลี้ยงเมืองสุพรรณ | น้องนางศรีประจันนั้นปากกล้า |
| ชื่อว่าบัวประจันถัดกันมา | มีผัวชื่อนายโชดคง |
| เดิมเพื่อนอยู่ทางบางเหี้ย | ครั้นไปได้เมียก็ลุ่มหลง |
| ไม่คิดถึงซึ่งเหล่าเผ่าพงศ์ | ยวดยงแต่จะเที่ยวขโมยควาย ฯ |
| ๏ บทนี้จะยกไว้เสียก่อน | จะกล่าวกลอนถึงกำเนิดคนทั้งหลาย |
| เมื่อแรกเข้าสู่ครรภ์บรรยาย | ว่าอ้ายผีแสนร้ายบนปลายไม้ |
| กลางคืนปั้นรูปหัวเราะขิก | แล้วหยิบหยิกปีบบี้มิเอาส่ำได้ |
| ปั้นแล้วปั้นเล่าเฝ้าริกไป | เอานั่นนี่บี้ใส่ให้ครบครัน |
| คืนหนึ่งผีปั้นอยู่ปลายไม้ | ยังมีสัตว์อยู่ในนรกนั่น |
| ทนทุกข์เวทนาสากรรจ์ | ครั้นสิ้นกรรมทำนั้นก็พ้นทุกข์ |
| จุติจากเพศเปรตอสุรกาย | วุ่นวายวิ่งมาหาความสุข |
| จะไปสวรรค์มิทันจะพ้นทุกข์ | ผีปั้นมันจึงซุกเข้าในครรภ์ ฯ |
| ๏ ฝ่ายนางเทพทองนั้นนอนหลับ | พลิกกลับก็เพ้อละเมอฝัน |
| ว่าช้างพลายตายกลิ้งตลิ่งชัน | พองขึ้นหัวนั้นเน่าโขลงไป |
| ยังมีนกตะกรุมหัวเหม่ | บินเตร่เร่มาแต่ป่าใหญ่ |
| อ้าปากคาบช้างแล้ววางไป | เข้าในหอกลางที่นางนอน |
| ในฝันนั้นว่านางเรียกนก | เชิญเจ้าขรัวหัวถกมานี่ก่อน |
| นางคว้าได้ตัวเจ้าหัวกล้อน | กอดนกกับช้างนอนสบายใจ |
| ครั้นตื่นฟื้นตัวปลุกผัวพลัน | เหียนรากตัวสั่นไม่กลั้นได้ |
| ให้เหม็นช้างเหม็นนกติดอกใจ | โฮกโฮกอีพ่อข้าไหว้ช่วยทุบคอ |
| ขุนศรีวิชัยตกใจจ้าน | ลุกขึ้นลนลานตาปอหลอ |
| เอามือเข้ากำขยำคอ | พอหายรากเล่าต่อความฝันไป |
| ขุนศรีวิชัยจึงทำนายฝัน | อ้อเจ้าจะมีครรภ์หาเป็นไรไม่ |
| ลูกของเราจะเป็นชายทำนายไว้ | เหมือนนกตะกรุมตัวใหญ่คาบช้างมา |
| จะบริบูรณ์พูนสวัสดิ์แล้วเจ้าพี่ | แต่ลูกของเรานี้จะขายหน้า |
| หัวล้านแต่กำเนิดเกิดมา | จะมั่งมีเงินตรากว่าห้าเกวียน |
| ฝ่ายนางเทพทองไม่รับพร | กุมท้องขย้อนไม่หายเหียน |
| โคตรแม่มึงช่างมาให้อาเจียน | อ้ายุหัวเลี่ยนโล้นเกลี้ยงจะเลี้ยงไย ฯ |
| ๏ จะมากล่าวถึงนางทองประศรี | นอนด้วยสามีในเรือนใหญ่ |
| นิมิตฝันนั้นว่าท้าวสหัสสนัยน์ | ถือแหวนเพชรเม็ดใหญ่เหาะดั้นมา |
| ครั้นถึงจึงยื่นแหวนนั้นให้ | นางรับแหวนไว้ด้วยหรรษา |
| แสงเพชรส่องวาบปราบเข้าตา | ตื่นผวาคว้าทั่วปลุกผัวพลัน |
| ขุนไกรลืมตาว่าอะไรเจ้า | นางจึงเล่าเนื้อความนิมิตฝัน |
| ทั้งสองลุกมาล้างหน้าพลัน | หาหมากหาพลูสู่กันแล้วทำนาย |
| ฝันว่าได้ธำรงค์วงวิเศษ | ของโกสีย์ตรีเนตรอันเฉิดฉาย |
| เพชรรัตน์อร่ามงามเพริศพราย | บรรยายว่าเป็นสิ่งมีมงคล |
| จะมีครรภ์ลูกนั้นจะเป็นชาย | ดังทหารพระนารายณ์มาปฏิสนธิ์ |
| กล้าหาญการณรงค์คงทน | ฤทธิรณปราบทั่วทั้งแดนไตร |
| ซึ่งว่าเพชรรัศมีสีกล้า | ภายหน้าจะได้เป็นทหารใหญ่ |
| มียศศักดิ์เป็นพระยาข้าใช้ | ร่วมพระทัยทรงธรรม์พระพันปี |
| นางทองประศรียกมือไหว้ | รับพรผัวให้ประเสริฐศรี |
| ทั้งสองนอนไปในราตรี | สุขเกษมเปรมปรีดิ์ทั้งสองรา ฯ |
| ๏ มาจะกล่าวถึงนางศรีประจัน | เที่ยงคืนนอนฝันในเคหา |
| ว่าพระพิศณุกรรม์เหาะดั้นฟ้า | ถือแหวนประดับมาสวมนิ้วนาง |
| แล้วก็กลับไปสถานพิมานมาศ | แสนสนิทพิศวาสจนสว่าง |
| ตื่นลุกปลุกผัวยิ้มหัวพลาง | ล้างหน้าแล้วพลันแก้ฝันไป |
| ท่านขาคืนนี้ข้าเจ้าฝัน | ว่าพระพิศณุกรรม์นายช่างใหญ่ |
| ถือแหวนประดับงามจับใจ | เอามาส่งให้ไว้กับเรา |
| แล้วก็กลับไปสถานพิมานฟ้า | เมียจะเกิดโรคาหรือพ่อเจ้า |
| ให้เมียรู้ประจักษ์ว่าหนักเบา | ความฝันนั้นเล่ายังติดตา |
| พนศรโยธาผู้ผัวแก้ว | ฟังเมียเล่าแล้วหัวเราะร่า |
| จึงทำนายฝันไปมิได้ช้า | ว่าเจ้าฝันนั้นหนาจะมีครรภ์ |
| ได้แหวนประดับลูกจะเป็นหญิง | รูปร่างงามจริงตละแกล้งสรร |
| ด้วยเป็นแหวนของพระพิศณุกรรม์ | จะเป็นช่างใครนั้นไม่ทันเลย |
| ศรีประจันรับพรหัวเราะร่า | ให้ได้เหมือนปากว่าเถิดพ่อเอ๋ย |
| ถ้าฉันนี้มีลูกได้ชมเชย | ไม่อุ้มลูกใครเลยให้บินทา ฯ |
| ๏ จะกล่าวถึงนางเทพทอง | ท้องนั้นโตใหญ่ขึ้นค้ำหน้า |
| ลงนั่งอึดอัดถัดไปมา | ให้อยากเหล้าเนื้อพล่าตัวสั่นรัว |
| น้ำลายไหลรี่ดังกระสือ | ร้องไห้ครางฮืออ้อนวอนผัว |
| เหมือนหนึ่งตาหลวงเข้าประจำตัว | ยิ่งให้กินตละยั่วยิ่งเป็นไป |
| ปลาไหลไก่กบทั้งเต่าฝา | แย้บึ้งอึ่งนาไม่พอไส้ |
| หยิบคำโตโตโม้เข้าไป | ประเดี๋ยวเหล้าสิ้นไหไม่ซื้อทัน |
| เจ็บปวดหลายเดือนดีดัก | พะอำพะอักออดแอดอยู่ตัวสั่น |
| ท้องลดทศมาสลูกถีบยัน | พอใกล้ฤกษ์ยามนั้นเจ็บหนักไป |
| บิดตัวเรียกผัวหาพ่อแม่ | ร้องเปื้อนเชือนแชไม่เอาส่ำได้ |
| ฝ่าผัวพ่อแม่แลข้าไท | วิ่งวุ่นครุ่นไปที่บนเรือน |
| บ้างก็เสกมงคลปรายข้าวสาร | เอาเบี้ยบนลนลานเหน็บฝาเกลื่อน |
| บ้างเร่งหมอตำแยอย่าแชเชือน | ข่มท้องร้องเตือนลูกขวางตัว |
| บ้างก็เข้าหนุนหลังนั่งเคียงข้าง | นางเทพทองร้องครางพลางกลอกหัว |
| ขุนศรีวิชัยนั้นตัวสั่นรัว | จิกหัวแล้วเป้ากระหม่อมลง |
| หมอตำแยแยงแย่เข้าคร่อมท้อง | แม่นางเทพทองเข้าข่มส่ง |
| ตัวสั่นหวั่นไหวมิใคร่ลง | หมอตำแยว่าตรงแล้วข่มมา |
| ยายคงโก้งโค้งโขย่งข่ม | เสียงผลุดนอนล้มไปจมฝา |
| ลูกร้องแงแงแม่ลืมตา | พอช้างเผือกเข้ามาถึงวันนั้น |
| นางเทพทองเหลียวหน้าคว้าลูกชาย | พลิกคว่ำพลิกหงายอยู่ตัวสั่น |
| ทุดลูกบัดสีเหมือนผีปั้น | หัวล้านในครรภ์ดังวงเดือน |
| เสียแรงอุ้มท้องประคองมา | ชกโคตรแม่อ้ายหมาขี้เรื้อนเปื้อน |
| เลี้ยงมันไว้ไยอายเพื่อนเรือน | หัวเหมือนโคตรข้างไหนให้เกิดมา |
| ด่าแล้วจึงเข้าไปนอนไฟ | แม่นมข้าไทให้รักษา |
| อาบน้ำป้อนข้าวทุกเวลา | ไกวเปลเห่ช้ามาทุกวัน |
| บริบูรณ์พูนเกิดว่าแต่ก่อน | เพราะบุญของลูกอ่อนได้สร้างสรรค์ |
| แต่เกิดมาเงินตราอุดมครัน | ข้าหญิงชายนั้นมากมายไป |
| เผอิญให้แม่เคียดเกลียดชัง | แต่มั่งคั่งหาใครเสมอไม่ |
| ปู่ย่าตายายสบายใจ | จะให้ชื่อหลานไว้เป็นมงคล |
| แม่ฝันว่านกตะกรุมคาบช้าง | บินมาแต่ทางพนาสณฑ์ |
| พาไปให้ถึงในเรือนตน | หัวล้านนอกขนแต่เกิดมา |
| เมื่อตกฟากฤกษ์พารของหลานชาย | ช้างเผือกมาถวายพระพันวษา |
| จึงให้นามตามเหตุทั้งปวงมา | หลานรักของข้าชื่อขุนช้าง |
| แล้วให้เอาเงินทองกรองใส่คอ | กำไลมือล้นข้อทั้งสองข้าง |
| กำไลเงินใส่ท้าวก้าวขากาง | ปะวะหล่ำสองข้าง เขนหลานยา |
| เอวคาดสร้อยอ่อนจำหลักทับ | พริกเทศประดับกัลปังหา |
| ห้อยอยู่ต่องแต่งแกว่งไปมา | ยิ้มหัวหาหาอ้าปากโจน |
| นางเทพทองร้องด่าอ้ายยาจก | ช่างเต้นหยกหยกเหมือนตลกโขน |
| ยึดไว้ไม่นิ่งตละลิงทโมน | อ้ายผีโลนที่ไหนปั้นใส่มา |
| ไม่มีใจที่จะใคร่เข้าอุ้มชู | เหมือนค่างครอกหลอกกูดูขายหน้า |
| ทำตาบ้องแบวแมวกินปลา | อ้ายตายห่าด่าแช่งไม่เว้นวัน |
| พอขุนช้างสามขวบไปเที่ยวเล่น | เด็กเห็นก็กลัวจนตัวสั่น |
| โน้นแน่แม่เอ๋ยอะไรนั้น | มันอ้าปากยิงฟันข้าพรั่นใจ |
| นางแม่ห้ามว่าเองอย่ากลัว | ขุนช้างลูกเจ้าขรัวบ้านรั้วใหญ่ |
| เขาเป็นเศรษฐีมีข้าไท | อย่ากีดขวางหลีกไปให้เขามา ฯ |
| ๏ จะกล่าวถึงทองประศรีมีครรภ์แก่ | งามแท้เผ้าผมก็สมหน้า |
| ผิวพรรณดังสุวรรณมาทาบทา | ดวงหน้าดังจันทร์เมื่อวันเพ็ญ |
| แก้มทั้งสองข้างดังปรางทอง | เต้านมทั้งสองก็ครัดเคร่ง |
| ผิวเนื้อเป็นนวลควรแลเล็ง | ดูปลั่งเปล่งน่าชมพอสมตัว |
| จำศีลภาวนาเป็นเนืองนิตย์ | น้อมจิตนบนิ้วขึ้นเหนือหัว |
| ภาวนาบูชาด้วยดอกบัว | ไม่กลัวที่จะเป็นอันตราย |
| จนท้องโตใหญ่ได้สิบเดือน | บุญเตือนจะคลอดลูกสืบสาย |
| ลมกัมมัชวาตพัดกลับกลาย | ลูกนั้นบ่ายศีรษะลงทวาร |
| เจ็บท้องร้องแรกอยู่เวยวาย | ปู่ตาย่ายายอึงทั้งบ้าน |
| ญาติกาข้าไทมาซมซาน | หมอตำแยงุ่นง่านเข้าผันแปร |
| ถึงฤกษ์งามยามปลอดคลอดง่ายดาย | ลูกนั้นเป็นชายร้องแว้แว้ |
| พี่ป้าน้าอามาดูแล | ล้างแช่แล้วก็ส่งให้แม่นม |
| ทาขมิ้นแล้วใส่กระดังร่อน | ใส่เบาะให้นอนเอาผ้าห่ม |
| ปู่ย่าตายายสบายชม | เรือนผมน่ารักดังฝักบัว |
| เอาขึ้นใส่อู่แล้วแกว่งไกว | แม่เข้านอนไฟให้ร้อนทั่ว |
| เดือนหนึ่งออกไฟไม่หมองมัว | ขมิ้นแป้งแต่งตัวน่าเอ็นดู |
| พ่อแม่ปรึกษากับย่ายาย | จะชื่อหลานชายอย่างไรปู่ |
| ฝ่าตาตะแกเป็นหมอดู | คิดคูณเลขอยู่ให้หลานชาย |
| ปีขาลวันอังคารเดือนห้า | ตกฟากเวลาสามชั้นฉาย |
| กรุงจีนเอาแก้วอันแพรวพราย | มาถวายพระเจ้ากรุงอยุธยา |
| ให้ใส่ปลายยอดเจดีย์ใหญ่ | สร้างไว้แต่เมื่อครั้งเมืองหงสา |
| เรียกวัดเจ้าพระยาไทยแต่ไรมา | ให้ชื่อว่าพรายแก้วผู้แววไว |
| แล้วเร่งรัดจัดแจงแต่งบายศรี | เงินทองของดีมาผูกให้ |
| กล้วยน้ำแตงกวาเอามาใส่ | ธูปเทียนดอกไม้มีหลายพรรณ |
| ให้หลานใส่เสมาปะวะหล่ำ | กำไลทองคำงามเฉิดฉัน |
| บ้าหว่าทองผูกสองข้างแขนนั้น | สายกุดั่นทั้งแท่งดังแกล้งทำ |
| เอวคาดสร้อยอ่อนช้อนดอกลอย | ฝังพลอยมรกตสีสดขำ |
| ผูกลูกพริกเทศด้วยทองคำ | กำไลตีนนากเห็นหลากตา |
| จัดแจงแขกนั่งเป็นวงกัน | พงศ์พันธุ์พร้อมอยู่ทั้งปู่ย่า |
| ยกบายศรีแล้วโห่ขึ้นสามลา | เวียนแว่นไปมาโห่เอาชัย ฯ |
| ๏ ศรีศรีวันนี้ฤกษ์ดีแล้ว | เชิญขวัญพลายแก้วอย่าไปไหน |
| ขวัญมาอยู่สู่กายให้สบายใจ | ชมช้างม้าข้าไททั้งเงินทอง |
| ขวัญเอ๋ยเจ้ามาเถิดพ่อมา | อย่าเที่ยวล่ากะเกณฑ์ตระเวนท่อง |
| มาชมพวงแก้วแล้วพวงทอง | ข้าวของเหลือหลายสบายใจ |
| ครั้นแล้วก็โห่อีกสามที | ดับอัคคีโบกควันเจิมพักตร์ให้ |
| ให้ชันษายืนหมื่นปีไป | มีชัยชำนะสวัสดี |
| ครั้นทำขวัญเสร็จสำเร็จการ | วงศ์วานปรีดิ์เปรมเกษมศรี |
| จนอายุพลายแก้วได้ห้าปี | พาทีแคล่วคล่องว่องไว ฯ |
| ๏ จะกล่าวถึงนางศรีประจัน | เมื่อเจ้ามีครรภ์ท้องใหญ่ |
| ยินดีรื่นเริงบันเทิงใจ | ถ้วนกำหนดได้ถึงสิบเดือน |
| เจ็บรนก็พ้นที่จะกลั้น | ลุกขึ้นถีบยันจะคลอดเคลื่อน |
| กลิ้งเกลือกเสือกร้องก้องทั้งเรือน | จิตประหวั่นฟั่นเฟือนไม่สมประดี |
| ปู่ย่าตายายทั้งพ่อแม่ | หมอตำแยแม่มดที่ถือผี |
| ต่างมาพร้อมกันในทันที | พี่ป้าน้าอาทั้งข้าไท |
| บ้างเอาเบี้ยขึ้นควงบวงบน | ปากบ่นพึมพำไม่เอาส่ำได้ |
| ออท้าวหาวเรอเฮ่อเฮ่อไป | หากูมาทำไมอ้ายขุนโรง |
| คว้าเหล้าเข้าปากเคี้ยวหมากซ้ำ | ลุกขึ้นเต้นรำอยู่โหยงโหยง |
| ซวนคะมำต้ำปลุกลุกโก้งโค้ง | ปะติโปงเท่งโปงรำช้อยไป |
| เมาเหล้าเข้าหนักยักสี่มุม | พ่อหลวงมาช่วยคุ้มหาเป็นไรไม่ |
| ปู่ย่าตายายสบายใจ | โปรดเถิดอีพ่อข้าไหว้ข้าตีนโรง |
| มึงอย่าร้อนใจฟังกูว่า | ลุกขึ้นหลกผ้าอยู่โล้งโต้ง |
| ศรีประจันเจ็บท้องร้องโก้งโค้ง | หมอตำแยเข้าโขย่งแล้วข่มมา |
| เข้าล้อมซ้อนข่มอยู่พัลวัน | ถึงยามนั้นฤกษ์ปลอดคลอดแล้วหวา |
| นอนหงายตงะกายร้องวาวา | เป็นหญิงโสภาน่าเอ็นดู |
| อาบน้ำแล้วซ้ำทาขมิ้น | เอานมให้กินแล้วใส่อู่ |
| แม่นมข้าไทให้เลี้ยงดู | กินอยู่เป็นสุขทุกเวลา |
| สำเร็จเสร็จพลันทันใด | ค่อยจำเริญวัยขึ้นใหญ่กล้า |
| แม่พ่อก็รักดังดวงตา | เลี้ยงมามิได้เป็นอันตราย |
| ปู่ตาย่าทวดมาทำขวัญ | แหวนทองผูกพันเข้าเหลือหลาย |
| เลี้ยงมาก็ได้ห้าขวบปลาย | รูปกายงามยิ่งพริ้งเพรา |
| ทรวดทรงส่งศรีไม่มีแม้น | อรชรอ้อนแอ้นประหนึ่งเหลา |
| ผมสลวยสวยขำงามเงา | ให้ชื่อเจ้าว่าพิมพิลาไลย |
| สอนเย็บเก็บปักหักทองขวาง | ที่รู่นราวคราวนางไม่เปรียบได้ |
| เช้าเย็นออกไปเล่นเก็บดอกไม้ | ที่ข้างวัดเขาใหญ่อยู่อัตรา ฯ |
| ๏ จะกล่าวถึงพลายแก้วกับขุนช้าง | ทั้งสองข้างออกไปเล่นกับบ่าวข้า |
| พอพบขุนช้างพลางพูดจา | ไปซื้อเหล้าเอามากินด้วยกัน |
| พลายแก้วกินเหล้าเข้าต้ำอึก | ขุนช้างวางหงึกจนหัวสั่น |
| ยั่นกูเมาหนักหนาจนตาชัน | เทเหล้าใส่ข้นชวนเป็นเกลอ |
| จึงเอามือพลายแก้วลงจดขน | เราซี่อต่อกันจนตายหนอ |
| ถ้าใครทรยศคดต่อเกลอ | ให้เทพเธอสังหารผลาญชีวัน |
| อันดาบองครักษ์ทั้งสี่หมู่ | อย่าให้แคล้วคองกูเป็นแม่นมั่น |
| ขอให้พลัดมารดาห้าร้อยกัลป์ | จิ้มเอาเหล้าในขันขึ้นควั่นคอ |
| พลายแก้วกินเหล้าเข้าต้ำอึก | ขุนช้างวางปึกตาปอหลอ |
| นางพิมพิลาไลยชอบใจงอ | สมน้ำหน้ามันหนอไอ้จัณฑาล |
| แล้วนางเล่นหุงข้าวต้มแกง | กวาดทรายจัดแจงเป็นรั้วบ้าน |
| นางเล่นทำบุญให้ทาน | ไปนิมนต์สมภารมาเร็วไว |
| ขุนช้างนั้นเป็นสมภารมอญ | ไม่พักโกนหัวกล้อนสวดมนต์ใหญ่ |
| พลายแก้วนั้นเป็นสมภารไทย | จัดแจงแต่งให้ยกของมา |
| สวดมนต์ฉันเสร็จสำเร็จแล้ว | ฝ่ายข้างพลายแก้วอุตริว่า |
| เราเล่นเป็นผัวเมียกันเถิดรา | ขุนช้างร้องว่าข้าชอบใจ |
| นางพิมว่าไปอ้ายนอกคอก | รูปชั่วหัวถลอกกูหาเล่นไม่ |
| พลายแก้วว่าเล่นเถิดเป็นไร | ให้ขุนช้างนั้นไซร้เป็นผัวพลาง |
| ตัวข้าจะย่องเข้าไปหา | จะไปลักเจ้ามาเสียจากช้าง |
| ทั้งสองคนรบเร้าเฝ้าชวนนาง | จึงหักใบไม้วางต่างเตียงนอน |
| นางฉลาดกวาดทรายกลายเป็นเรือน | พูนขึ้นกล่นเกลื่อนดังฟูกหมอน |
| นางพิมนอนพลางกลางดินดอน | เจ้าขุนช้างหัวกล้อนเข้านอนเคียง |
| พลายแก้วโดดแหวกเข้าแทรกกลาง | ชกหัวขุนช้างที่กลางเกลี้ยง |
| ขุนช้างทำหลับอยู่กับเตียง | ฝ่ายนางพิมนอนเคียงค่อยเมียงมอง |
| ขุนช้างวางร้องก้องกู่โวย | ขโมยลักเมียกูจู่จากห้อง |
| ลุกขึ้นงุ่นง่านเที่ยวซานร้อง | เรียกหาพวกพ้องให้ติดตาม |
| อ้ายเด็กเด็กกราวเกรียวบัดเดี๋ยวใจ | พวกขุนช้างรุกไล่ให้เข็ดขาม |
| พอทันพวกพลายแก้วแล้วเลยลาม | ถ้อยทีถ้อยปามเข้าตีกัน |
| จมูกครากปากแตกจนเลือดไหล | บ้างก็วิ่งร้องไห้ไปตัวสั่น |
| เรียกหาพ่อแม่อยู่แจจัน | จนผู้ใหญ่ชวนกันมาห้ามไว้ |
| นางพิมด่าให้อ้ายตายโหง | พวกอ้ายโล้งโต้งกูไม่เล่นได้ |
| อ้ายหัวล้านขี้ถังมันจังไร | แล้วพาฝูงข้าไทไปเรือนพลัน |
| เจ้าขุนช้างหัวฟกวิ่งตกใจ | ข้าไทก็กลัววิ่งตัวสั่น |
| ฝนไพลใส่ทาตาเป็นมัน | ยิงฟันแลบลิ้นแทบสิ้นใจ |
| ท่านผู้ฟังทั้งสิ้นอย่ากินแหนง | จะประดิษฐ์คิดแต่งก็หาไม่ |
| เด็กอุตริเล่นหากเป็นไป | เทวทูตดลใจให้ประจักษ์ตา |
| เด็กเล่นสิ่งไรก็ไม่ผิด | ทุจริตก็เป็นเหมือนปากว่า |
| อันคดีมีแต่โบราณมา | ตำรานี้มีอยู่ในสุพรรณ ฯ |
| ๏ ครั้นอยู่มาขุนศรีวิชัย | กับเมียรักร่วมใจทั้งสองนั่น |
| จึงปรึกษายินยอมลงพร้อมกัน | ว่าขุนช้างลูกนั้นจำเริญวัย |
| ควรจะเข้าไปเฝ้าพระพันวษา | ถวายตัวลูกยาจึงจะได้ |
| ให้เป็นข้าบาทบงส์ทรงช่วงใช้ | บังไว้ความผิดจะติดตัว |
| ปรึกษากันพลันสั่งซึ่งข้าไท | ให้พาไปอาบน้ำแล้วดำหัว |
| ทาขมิ้นผัดแป้งแต่งตัว | เอามุหน่ายป้ายทั่วจนท้ายทอย |
| กำไลทองสองเส้นเน้นสองแขน | ให้ถือแหวนเพชรยอดสอดใส่ก้อย |
| ดูเหมือนลูกเสือปลานัยน์ตาลอย | วิ่งร่อยร่อยยักคอเข้าหอกลาง |
| จึงให้หาธูปเทียนทั้งดอกไม้ | ใส่พานจัดไปตามเยี่ยงอย่าง |
| ทั้งเสบียงเลี้ยงกันที่ตามทาง | ให้ผูกช้างพลายนั้นมาทันใด |
| พ่อลุกขึ้นนั่งสัปคับ | ควาญขับออกจากบ้านรั้วใหญ่ |
| ข้ามธารผ่านทุ่งมุ่งทิวไม้ | บ่าวไพร่งุ่มง่ามตามกันมา |
| ครั้นถึงวัดธรรมาก็ยับยั้ง | ปลงช้างข้างฝั่งแม่น้ำหน้า |
| เจ้าขุนช้างกะจิริดกับบิดา | ข้ามท่าคอยเข้าในกรุงไกร |
| ชาวบ้านร้านตลาดพอผาดเห็น | ร้องว่าเป็นเวทนาน่าหมั่นไส้ |
| เด็กอะไรหัวร่อนกล้อนสุดใจ | แลไปเหมือนหนึ่งหลอกบอกเพื่อนกัน |
| จะว่าค่างหรือลิงวิ่งมาเกิด | อ้ายผีนอกละเมิดที่ไหนปั้น |
| ชายหญิงวิ่งหัวร่ออยู่งองัน | ดูจนพ่อลูกนั้นเข้าในวัง |
| พวกขุนนางต่างคนที่คอยเฝ้า | พอเห็นเข้าก็หัวเราะราวจะคลั่ง |
| ขุนช้างน้อยพลอยประหม่าละล้าละลัง | เข้าหมอบชิดติดหลังบังบิดา ฯ |
| ๏ จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงภพ | เลิศลบสยบแสยงทั้งแหล่งหล้า |
| ทุกประเทศเขตขัณฑสีมา | ออกระอาอ่อนเกล้าอภิวันท์ |
| ต่างถวายเครื่องราชบรรณา | ขอขึ้นอยุธยาทุกเขตข้ณฑ์ |
| พระเดชปกเกศเป็นนิรันดร์ | เกษมสันต์ทั่วหน้าประชากร |
| ขาดเข็ญเป็นสุขโสมนัส | สืบพระวงศ์พงค์กษัตริย์มาแต่ก่อน |
| กรุงศรีอยุธยาสถาพร | สโมสรโสมนัสสวัสดี |
| เสด็จในพระที่นั่งบัลลังก์รัตน์ | พร้อมขนัดนวลอนงค์ส่งศรี |
| น้อมเศียรหมอบเฝ้าเจ้าธานี | ทุกหน้าที่พร้อมพรักพนักงาน |
| แต่ละหน้าหน้านวลควรสวาท | บำเรอราชหฤทัยเกษมศานต์ |
| ดังดาวล้อมแขไขในคัคนานต์ | หมอบกรานคลานเฝ้าเป็นเหล่าไป |
| ทั้งพวกจำเรียงเสียงดนตรี | ก็เรื่อยรี่ขับประสานขานไข |
| เพลิดเพลินเจริญราชหฤทัย | นางในปฏิบัติเป็นอัตรา |
| พระสุริย์ฉายบ่ายแล้วสี่โมงเศษ | จะประเวศออกที่พระลานหน้า |
| บทจรสู่สรงพระคงคา | ไขสุหร่ายธาราลงซ่าเซ็น |
| ทรงสุคนธ์หอมฟุ้งจรุงกลิ่น | พระภูษาดอกกินรีเด่น |
| จับพระแสงนาคาหน้าดังเป็น | พอจวนเย็นออกหน้าพระลานพลัน |
| สนั่นเสียงแตรสังข์ประดังก้อง | ประโคมฆ้องกลองชนะคะครื้นครั่น |
| ตำรวจหน้าข้าราชการนั้น | ต่างก้มเกล้าอภิวันท์อัญชลี |
| ประทับเหนืออาสน์เอี่ยมลอออ่อน | ดังพระยาไกรราชสีห์ |
| จึงขุนศรีวิชัยใจภักดี | กับขุนช้างคลานรี่ติดเข้ามา |
| ยกพานธูปเทียนแลดอกไม้ | เข้าไปตั้งไว้ที่ตรงหน้า |
| ขุนช้างหมอบชิดกับบิดา | ภาวนาคิดกลัวแทบตัวตาย ฯ |
| ๏ ครั้นพระองค์ผู้ทรงเดช | ทอดพระเนตรเห็นดอกไม้ธูปเทียนถวาย |
| ทั้งขุนศรีวิชัยกับลูกชาย | แย้มพระโอษฐ์อภิปรายประภาษมา |
| ฮ้าเฮ้ยอ้ายขุนศรีวิชัย | นั่นมึงพาลูกใครเข้ามาหวา |
| ดูหัวหูน่าสมเพชเวทนา | เป็นเชื้อวงศ์พงศาของผู้ใด |
| หรือลูกหลานว่านเครือจองมึงเอง | หัวล้านโจงเหม่งไม่เอาส่ำได้ |
| จะเอามาให้กูหรือว่าไร | มีธูปเทียนดอกไม้ใส่พานมา ฯ |
| ๏ ครานั้นขุนศรีวิชัย | กราบลงทันใดแล้วทูลว่า |
| ขอเดชะพระองค์จงกรุณา | อันชีวาอยู่ใต้บทมาลย์ |
| ขุนช้างบุตรข้าพระพุทธเจ้า | ขอทูลเกล้าถวายไว้เป็นทหาร |
| ด้วยชะตาราศีมีลาภสการ | มาสู่โพธิสมภารพระทรงชัย |
| แต่เกิดบุตรขุนช้างคนนี้ | เงินทองของดีทั้งน้อยใหญ่ |
| วัวควายช้างม้าข้าไท | มิพอที่จะได้ก็ได้มา ฯ |
| ๏ ครานั้นสมเด็จนเรนทร์สูร | ฟังทูลทรงพระสรวลอยู่ร่วนร่า |
| เออหัวหดสมเพชเวทนา | แต่ได้ลาภอย่างว่าก็ชอบกล |
| เดี๋ยวนี้มันยังเด็กเล็กอยู่ | จะมอบไว้ให้กูไม่เป็นผล |
| เอ็งเลี้ยงไว้ก่อนอย่าร้อนรน | ไว้เมื่อจนเติบใหญ่จึงให้มา |
| ตรัสพลางทางสั่งพนักงาน | จัดของพระราชทานทั้งเสื้อผ้า |
| พ่อลูกกราบงามลงสามลา | ด้วยทรงพระกรุณาก็ยินดี ฯ |