ข้อบังคับสำหรับกระบวนพิจารณาฯ พระยอดเมืองขวาง

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สารบัญ
ข้อบังคับ
  1. ระยะเวลาแจ้งคำฟ้องให้ผู้ต้องหาทราบ
  2. วันเวลาและสถานที่ทำการของศาล
  3. ล่าม
  4. การมาศาลของผู้ต้องหา การสอบรายละเอียดผู้ต้องหา การอ่านคำฟ้องให้ผู้ต้องหาฟัง
  5. การอธิบายคำฟ้องให้ผู้ต้องหาฟัง รายชื่อพยาน
  6. การควบคุมพยาน
  7. การให้การของผู้ต้องหา การเบิกความของพยาน
  8. การท้วงติงคำเบิกความของพยาน
  9. หน้าที่ของอธิบดีศาลระหว่างพิจารณาคดี
  10. การตอบแก้คำเบิกความของพยาน
  11. การกะกระทงแถลง
  12. การอธิบายกระทงแถลง
  13. โทษ
วรรค 1 การพิจารณาตัดสินโทษ
วรรค 2 ความรับผิดทางอาญา
คือว่า
ข้อ 1 การทำลายชีวิตมนุษย์โดยจงใจ
ข้อ 2 การฆ่าคนตายโดยคิดตั้งใจไว้ก่อนหรือจงใจ
ข้อ 3 นิยามของ "คิดตั้งใจไว้ก่อน"
ความสมรู้เปนใจ
ข้อ 4 ผู้สมรู้เปนใจ
ข้อ 5 ผู้สนับสนุน
ข้อ 6 ผู้รับของโจร
ข้อ 7 สัดส่วนโทษผู้รับของโจร
การลงโทษ
ข้อ 8 การทำอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์
ข้อ 9 การฆ่าคน
ข้อ 10 การถือเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของตนไปโดยอุบายฉ้อโกง
ข้อ 11 การวางเพลิง
เหตุการอันควรลดหย่อนผ่อนโทษให้เบาลง
ข้อ 12 การลดหย่อนผ่อนโทษ

ที่จะได้ใช้ในศาลไทย
กับฝรั่งเศสผสมกัน
อันเปนศาลที่จะชำระคดีความ
พระยอดเมืองขวาง

  คำฟ้องหาซึ่งพนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินแต่งขึ้นนั้น จะต้องแจ้งความให้ผู้ต้องหาทราบอย่างน้อยที่สุดก็ ๓ วันก่อนเวลาที่จะเปิดศาลชำระความนั้น
  ศาลนั้นจะต้องนั่งชำระความตามวันแลเวลาซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลนี้จะได้กำหนดไว้ให้ชำระกันในห้องอันหนึ่งที่สถานทูตฝรั่งเศส
  ผู้พิพากษาก็ดี พยานก็ดี แลผู้ต้องหาก็ดี บรรดาเปนผู้ที่พูดภาษาไม่เหมือนกันนั้น อธิบดีศาลจะได้ให้มีล่ามใช้ ล่ามนั้นอธิบดีจะให้สาบาลว่า จะแปลความซึ่งกล่าวกันในระหว่างผู้ซึ่งพูดต่างภาษากันนั้นโดยสัจโดยจริงตามที่ได้กล่าวกัน
  ผู้ต้องหานั้น จะได้มายังศาลโดยไม่ต้องมีเครื่องพันธนาการอันใด ให้มีแต่ผู้คุมซึ่งกำกับสำหรับไม่ให้หนีหายเท่านั้น พร้อมกับทนายของผู้ต้องหามาด้วยกัน แล้วอธิบดีศาลจะได้ถามชื่อ อายุ ตำแหน่งซึ่งประกอบกิจการงาน กับตำบลที่เกิดของผู้ต้องนั้น แล้วก็จะได้บอกให้ผู้ต้องหาเอาใจใส่คอยฟังความซึ่งจะได้ยินต่อไป แล้วในขณะนั้น อธิบดีศาลจะได้มีคำสั่งให้ยกระบัตรศาลอ่านคำฟ้อง ซึ่งยกระบัตรจะต้องอ่านด้วยเสียงอันดังด้วยแล้ว
  พนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินจะได้กล่าวคำอธิบายในเรื่องที่ฟ้องหานั้นแล้ว ภายหลังจะได้ยื่นรายชื่อพยานผู้ซึ่งควรจะให้มาเบิกความตามที่ทนายแผ่นดินขอให้สืบ ฤๅตามที่ผู้ต้องหาขอให้สืบนั้น รายชื่อพยานนี้ ยกระบัตรศาลจะได้อ่านขึ้นโดยเสียงอันดังด้วยแล้ว
  อธิบดีศาลจะได้สั่งให้พยานออกไปอยู่ในห้องหนึ่งซึ่งจัดไว้สำหรับพยานพัก ห้ามไม่ให้พยานไปจากห้องนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าไปเบิกความในศาล
  ผู้ต้องหานั้น จะต้องถามเอาคำให้การไว้แล้ว จะได้ถามพยานผู้ซึ่งต้องสาบาลว่า จะเบิกความตามที่รู้เห็นแต่โดยสัจโดยจริง ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความสัจแล้ว ยกระบัตรศาลจะต้องจดถ้อยคำลงไว้ กับทั้งชื่อพยาน ชื่อ ชื่อตัว ตำแหน่งซึ่งประกอบกิจการงาน อายุ แลตำบลที่อยู่ของพยานนั้น
  เมื่อได้ถามพยานเบิกความแล้วเปนคำ ๆ ไปนั้น อธิบดีศาลจะได้ถามผู้ต้องหาว่า จะมีประสงค์ที่จะมีคำคัดค้านท้วงติงคำพยานอันพึงได้ให้การเปนผิดต่อผู้ต้องหานั้นประการใดบ้าง แต่ห้ามไม่ให้ขัดขวางพยานผู้ซึ่งเบิกความอยู่นั้น ผู้ต้องหาฤๅทนายของผู้ต้องหานั้นจะซักไซ้ถามพยานก็ได้แต่โดยร้องขอให้อธิบดีศาลถาม เมื่อพยานให้การแล้ว แลจะว่ากล่าวคัดค้านตัวพยานมากเท่ากับว่ากล่าวทักท้วงคำของพยานนั้นก็ได้เหมือนกันตามแต่ที่จะกล่าวเพื่อเปนประโยชน์ในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหานั้น อธิบดีศาลก็ซักถามพยานฤๅผู้ต้องหาได้สำหรับที่จะให้ได้ความซึ่งอธิบดีศาลเห็นว่า จำเปนจะให้ความจริงปรากฎชัดเจนนั้นด้วย ผู้พิพากษาทั้งหลายก็ดี พนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินก็ดี มีอำนาจที่กล่าวถามได้ตามที่อธิบดีจะยอมอนุญาตให้กล่าวนั้น
  ในระหว่างเวลาชำระความอยู่นั้น อธิบดีศาลจะฟังคำพยานทั้งหลายแลพิจารณาคำหาทั้งปวงซึ่งปรากฎแก่อธิบดีศาลว่า เปนการจำเปนจะต้องไต่สวนให้ความจริงปรากฎชัด
 ๑๐ เมื่อสืบถามพยานเบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ก็จงได้ให้กล่าวว่าความแก้ความกันต่อไป พนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินจะได้ว่าความก่อน แลจะได้ชี้แจงเหตุการทั้งหลายซึ่งเปนที่อุดหนุนคำฟ้องหานั้น แล้วผู้ต้องหาฤๅทนายของผู้ต้องหาจะได้ตอบแก้ความนั้น แล้วจะยอมให้พนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินกล่าวโต้แย้งอิกได้ แต่ผู้ต้องหาฤๅทนายของผู้ต้องหาจะต้องเปนผู้กล่าวแก้ความสู้ความเปนคำหลังที่สุด แล้วอธิบดีศาลจะได้ประกาศหยุดนั่งศาลกัน
 ๑๑ อธิบดีศาลจะเปนผู้กะข้อกระทงแถลงตามความที่ชำระได้นั้นสำหรับปรับสัตย์ตัดสิน มีใจความในข้อกระทงแถลงอย่างนี้ว่า ผู้ต้องหามีความผิดโดยกระทำการอย่างนั้น ๆ พร้อมด้วยเหตุการทั้งหลายดังมีในคำฟ้องหานั้น ฤๅไม่มีผิด เปนต้น แล้วจะได้กะข้อกระทงแถลงที่ว่าด้วยมีเหตุการอันควรลดหย่อนโทษให้เขาลงนั้นฤๅไม่มีด้วย
 ๑๒ เมื่ออธิบดีศาลได้อ่านข้อกระทงแถลงขึ้นแล้ว ผู้ต้องหาก็ดี ทนายของผู้ต้องหาก็ดี แลพนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินก็ดี จะมีคำได้ตามความเห็นของตนที่เห็นสมควรว่า จะต้องมีในการที่ยกข้อกระทงแถลงไว้อย่างนั้น ถ้าพนักงานผู้เปนทนายแผ่นดินฤๅฝ่าย(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก)ขัดข้อง(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก)ได้ยกข้อกระทงแถลงอย่างที่กะไว้นั้นแล้ว ศาลจะได้(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก)ตัดสินคำขัดข้องนั้นตามความที่อธิบดีศาลชอบด้วยแล้ว
 ๑๓ อธิบดีศาล(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก)ให้พาตัวผู้ต้องหาไปจาก(ต้นฉบับตรงนี้อ่านไม่ออก)ว่าความแล้ว ศาลจะได้เลิกแต่ที่นั้น แลไปประชุมในห้องที่ปฤกษากันเพื่อว่าจะได้ปฤกษาปรับสัตย์ตัดสินในข้อกระทงแถลงแลในการว่าโทษ
 ถ้าเปนคดีพิจารณาเห็นว่า มีความผิดแล้ว โทษซึ่งจะได้ลงตามความจริงที่พิจารณาได้ชัดเจนอยู่เสมอนั้นต้องเปนไปตามข้อความที่กล่าวไว้ต่อไปนี้
คือว่า
 ข้อ  การทำลายชีวิตมนุษย์อันกระทำด้วยความจงใจ ก็มีโทษเสมอกับความร้ายที่ฆ่าคนให้ตาย
 ข้อ  บรรดาความร้ายที่ฆ่าคนตายอันกระทำด้วยคิดตั้งใจไว้ก่อนแล้วฤๅด้วยจงใจแล้ว ก็มีโทษเสมอกับการลอบทำร้ายให้เปนอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์
 ข้อ  ความคิดตั้งใจไว้ก่อนนั้น คือ ความคิดหมายอันได้คิดไว้แล้วก่อนลงมือทำการ ที่พยายามจะให้เปนอันตรายแก่ตัวของบุทคลผู้หนึ่งซึ่งได้หมายไว้ ฤๅแม้ว่าจะให้เปนอันตรายแก่ผู้ซึ่งจะได้พบปะ เมื่อความคิดหมายนั้นย่อมอาไศรยแก่เหตุการอย่างนั้นแลอาไศรยแก่ธรรมดาการอย่างนั้น
ความสมรู้เปนใจ
 ข้อ  ผู้สมรู้เปนใจในความผิดความร้ายนั้นจะต้องลงโทษเสมอกับผู้ต้นคิดผู้ลงมือกระทำความผิดความร้าย เว้นไว้แต่ที่มีบทกฎหมายให้ลงโทษเปนอย่างอื่น
 ข้อ  บรรดาผู้ซึ่งประกอบไปด้วยให้ปันสิ่งของก็ดี ด้วยสัญญานัดหมายก็ดี ด้วยข่มขู่รู่ก็ดี ด้วยใช้อำนาจในที่ผิดฤๅเกินอำนาจก็ดี ด้วยเปนเครื่องมือเครื่องใช้ให้ถึงที่ผิดฤๅถึงที่มีโทษได้ก็ดี แล้วแลก่อให้เกิดการผิดนั้น ฤๅมีคำสั่งใช้ให้กระทำการผิดนั้น จะต้องลงโทษเหมือนเปนผู้สมรู้เปนใจที่มีโทษเสมอกับทำความผิดนั้น ๆ
 บรรดาผู้ซึ่งได้เสาะหามาเปนเครื่องสาตราวุธก็ดี เปนเครื่องมือต่าง ๆ ฤๅของอย่างอื่นก็ดี สำหรับใช้ในการนั้น โดยความรู้แล้วว่า จะได้ใช้ในการนั้น แลบรรดาผู้ซึ่งรู้เห็นแล้วได้ช่วยเกื้อกูลฤๅอุดหนุนผู้ต้นเหตุฤๅผู้ลงมือในการนั้นโดยที่ได้ตระเตรียมฤๅทำการให้เปนที่สดวกฤๅทำให้สำเร็จแก่การนั้น จะต้องลงโทษเหมือนเปนผู้สมรู้เปนด้วยใจ
 ข้อ  บรรดาผู้ซึ่งรู้แล้วเต็มใจแลได้รับไว้ทั้งหมดฤๅแต่ส่วนหนึ่งก็ดีอันเปนสิ่งของโจรผู้ร้ายที่ลักซ่อนมาฤๅได้มาเพื่อประโยชน์ที่จะช่วยความผิดความร้ายอันหนึ่งนั้น จะต้องลงโทษเสมอกับผู้สมรู้เปนใจในความผิดความร้ายอย่างนั้น
 ข้อ  แม้ว่าโทษประหารชีวิตย่อมจะลงโทษแก่ผู้ต้นคิดผู้ลงมือทำการผิดร้ายบางข้อแล้วก็ดี แต่ส่วนผู้รับของโจรผู้ร้ายย่อมเปลี่ยนเปนลงโทษเพียงจำคุกทำการหนักเปนนิตย์
การลงโทษ
 ข้อ  บรรดาผู้ซึ่งมีความผิดร้ายลอบทำอันตรายแก่ชีวิตมนุษย์ก็ดี บิตุฆาฏมาตุฆาฏก็ดี ฆ่าทารกในครรภ์นอกครรภ์ก็ดี วางยาพิษก็ดี จะต้องลงโทษถึงประหารชีวิต
 ข้อ  การฆ่าคนตายนั้น เมื่อเวลาที่กระทำ ได้มีความผิดอื่นกระทำด้วย ก่อนก็ดี หลังก็ดี ฤๅพร้อมกันก็ดี จะนำไปให้ถึงโทษประหารชีวิตได้
 ข้อ ๑๐ ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งได้ถือเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของ ๆ ตนไปโดยอุบายฉ้อโกงแล้ว ก็มีความผิดเสมอโจร
 ข้อ ๑๑ ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งจงใจทิ้งไฟเผาตึกโรงเรือนก็ดี เรือใหญ่น้อยก็ดี โรงร้านลานร่มบังก็ดี เมื่อเปนที่คนได้อยู่อาไศรย ฤๅใช้เปนที่อยู่อาไศรย แลว่าทั่วไปบรรดาที่อยู่อาไศรยของคน จะเปนของตนก็ดี ของผู้อื่นก็ดี จะต้องมีโทษถึงประหารชีวิต
เหตุการ
อันควรลดหย่อนผ่อนโทษให้เบาลง
 ข้อ ๑๒ อันโทษทั้งหลายที่ว่าไว้ว่า จะมีแก่ผู้กระทำผิดเหล่านั้นตามที่พิจารณาได้ความจริงแล้วนั้น เมื่อศาลเห็นว่า มีเหตุการอันควรลดหย่อนผ่อนโทษให้เบาลงแก่ผู้ต้องหาโทษนั้นแล้ว จะต้องแก้ไขตามความที่ว่าต่อไปนี้ คือ
 ถ้าโทษว่าไว้ถึงประหารชีวิตแล้ว ศาลจะต้องว่าโทษจำคุกทำการหนักไม่มีกำหนดพ้นโทษ ฤๅว่าโทษจำคุกทำการหนักมีกำหนดเวลาพ้นโทษก็ได้
 ถ้าเปนการว่าโทษจำคุกมีกำหนดเวลาพ้นโทษแล้ว จะต้องว่า โทษจำ ๕ ปีเปนอย่างต่ำ แลจำ ๒๐ ปีเปนอย่างสูงตามกำหนดเวลาในระยะนั้น สุดแต่ศาลจะเห็นสมควร

บรรณานุกรม[แก้ไข]

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1) ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2) รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3) ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4) คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5) คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"