งานแปล:รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส (ค.ศ. 1791)/ประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
D é c l a r a t i o n
des droits de l'homme
et du citoyen.
ป ร ะ ก า ศ
สิทธิมนุษยชน
และพลเมือง

Les Représentans du peuple français, constitués en Assemblée nationale, considérant que l'ignorance, l'oubli ou le mépris des droits de l'homme sont les seules causes des malheurs publics et de la corruption des gouvernemens, ont résolu d'exposer, dans une déclaration solemnelle, les droits naturels, inaliénables et sacrés de l'homme, afin que cette déclaration, constamment présente à tous les membres du corps social, leur rappelle sans cesse leurs droits et leurs devoirs; afin que les actes du pouvoir législatif, et ceux du pouvoir exécutif, pouvant être à chaque instant comparés avec le but de toute institution politique, en soient plus respectés; afin que les réclamations des citoyens, fondées désormais sur des principes simples et incontestables, tournent toujours au maintien de la Constitution, et au bonheur de tous.

ผู้แทนประชาชนชาวฝรั่งเศส ซึ่งประกอบกันเป็นสมัชชาแห่งชาติ เห็นว่า การเมินเฉย หลงลืม หรือดูแคลนสิทธิมนุษยชน เป็นสาเหตุหนึ่งเดียวของความทุกข์เข็ญในสาธารณชนและการฉ้อฉลในรัฐบาล จึงตกลงใจจะแสดงสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิตามธรรมชาติ มิอาจถ่ายโอนกันได้ และมีความศักดิ์สิทธิ์ ไว้ในประกาศอย่างเป็นพิธีการ[1] เพื่อว่าประกาศนี้ เมื่อปรากฏเนือง ๆ ต่อสมาชิกทุกผู้ทุกนามในองค์กรทางสังคมแล้ว จะย้ำเตือนให้เขาเหล่านั้นระลึกถึงสิทธิและหน้าที่ของตนโดยไม่เสื่อมคลาย เพื่อว่าการกระทำทั้งหลายของอำนาจนิติบัญญัติก็ดี ของอำนาจบริหารก็ดี ที่อาจเทียบเคียงได้กับเป้าหมายของสถาบันการเมืองทุกแห่งทุกยาม จะได้รับความเคารพมากขึ้น และเพื่อว่าข้อเรียกร้องของพลเมือง ซึ่งแต่นี้ต่อไปจะตั้งอยู่บนหลักการอันเรียบง่ายและโต้แย้งมิได้นั้น จะผันแปรไปสู่การธำรงรักษารัฐธรรมนูญและความผาสุกของทุกคนเรื่อยไป

En conséquence, l'Assemblée nationale reconnoît et déclare, en présence et sous les auspices de l'Être suprême, les droits suivans de l'homme et du citoyen.

เพราะฉะนั้น สมัชชาแห่งชาติ ขอรับรองและประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมืองไว้ดังต่อไปนี้ ต่อพระพักตร์และโดยพระอนุเคราะห์ของพระเป็นเจ้า
Article premier.

Les hommes naissent et demeurent libres et égaux en droits. Les distinctions sociales ne peuvent être fondées que sur l'utilité commune.

ข้อแรก

มนุษย์เกิดมาและดำรงอยู่[2] อย่างเสรี และมีความเสมอภาคกันในสิทธิ ความแตกต่างทางสังคมนั้นตั้งอยู่บนประโยชน์ส่วนรวมได้เพียงประการเดียว

II. Le but de toute association politique est la conservation des droits naturels et imprescriptibles de l'homme. Ces droits sont la liberté, la propriété, la sûreté et la résistance à l'oppression.

2. เป้าหมายของสมาคมการเมืองทั้งปวง คือ การรักษาสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิทธิตามธรรมชาติและไม่มีกำหนดอายุความ สิทธิเหล่านี้ ได้แก่ เสรีภาพ กรรมสิทธิ์[3] ความมั่นคง และการต่อต้านการกดขี่

III. Le principe de toute souveraineté réside essentiellement dans la nation. Nul corps, nul individu ne peut exercer d'autorité qui n'en émane expressément.

3. โดยแก่นแท้แล้วบ่อเกิด[4] ของอำนาจอธิปไตยทั้งปวงย่อมสิงสถิตอยู่ในชาติ ไม่ว่าองค์กรหรือปัจเจกบุคคลใดก็ไม่อาจนำอำนาจที่มิได้มาจากแหล่งดังกล่าวอย่างแจ้งชัดไปใช้ได้

IV. La liberté consiste à pouvoir faire tout ce qui ne nuit pas à autrui: ainsi l'exercice des droits naturels de chaque homme n'a de bornes que celles qui assurent aux autres membres de la société, la jouissance de ces mêmes droits. Ces bornes ne peuvent être déterminées que par la loi.

4. เสรีภาพ ประกอบไปด้วย อำนาจที่จะกระทำสิ่งทั้งหลายโดยไม่เป็นผลร้ายต่อผู้อื่น ดังนั้น มนุษย์แต่ละคนย่อมใช้สิทธิตามธรรมชาติได้อย่างไร้ข้อจำกัด เว้นแต่ที่มีขึ้นเพื่อให้สมาชิกคนอื่น ๆ ของสังคมแน่ใจว่า ตนก็สามารถใช้สิทธิอย่างเดียวกันได้ ข้อจำกัดเหล่านี้กำหนดได้ด้วยกฎหมายเท่านั้น

V. La loi n'a le droit de défendre que les actions nuisibles à la société. Tout ce qui n'est  pas défendu par la loi ne peut être empêché, et nul ne peut être contraint à faire ce qu'elle n'ordonne pas.

5. กฎหมายมีสิทธิห้ามเฉพาะการกระทำที่ส่งผลร้ายต่อสังคม สิ่งใดที่กฎหมายมิได้ห้าม จะห้ามสิ่งนั้นมิได้ สิ่งใดที่กฎหมายมิได้สั่ง จะบังคับให้ผู้ใดกระทำสิ่งนั้นมิได้

VI. La loi est l'expression de la volonté générale. Tous les citoyens ont droit de concourir personnellement, ou par leurs représentants, à sa formation. Elle doit être la même pour tous, soit qu'elle protege, soit qu'elle punisse. Tous les citoyens, étant égaux à ses yeux, sont également admissibles à toutes dignités, places et emplois publics, selon leur capacité, et sans autre distinction que celle de leurs vertus et de leurs talens.

6. กฎหมายคือการแสดงออกซึ่งเจตจำนงทั่วไป พลเมืองทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมก่อตั้งกฎหมายด้วยตนเองหรือผ่านผู้แทนของตน กฎหมายต้องเป็นอย่างเดียวสำหรับทุกคนไม่ว่าเป็นคนที่กฎหมายคุ้มครองหรือเป็นคนที่กฎหมายลงโทษ พลเมืองทุกคน ซึ่งเสมอภาคกันในสายตาของกฎหมาย ชอบจะได้รับการยอมรับเข้าสู่เกียรติยศ ตำแหน่ง และการงานสาธารณะ อย่างเสมอภาคกัน ตามความสามารถของตน และโดยไม่มีความแตกต่างอื่นใดนอกจากด้านคุณธรรมและพรสวรรค์

VII. Nul homme ne peut être accusé, arrêté, ni détenu que dans les cas déterminés par la loi, et selon les formes qu'elle a prescrites. Ceux qui sollicitent, expédient, exécutent ou font exécuter des ordres arbitraires, doivent être punis: mais tout citoyen appelé ou saisi en vertu de la loi, doit obéir à l'instant; il se rend coupable par la résistance.

7. ไม่ว่ามนุษย์ผู้ใดก็ไม่อาจถูกกล่าวหา จับกุม หรือคุมขังได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายกำหนดและเป็นไปตามรูปแบบที่ระบุไว้ในกฎหมายนั้น บรรดาผู้ที่เสาะหา ส่งให้ กระทำตาม หรือจัดให้กระทำตามซึ่งคำสั่งที่ออกโดยพลการ จะต้องถูกลงโทษ แต่พลเมืองทุกคนที่ถูกเรียกหรือควบคุมตัวโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย จะต้องปฏิบัติตามนั้นทันที หากต่อต้าน ผู้นั้นย่อมมีความผิด

VIII. La loi ne doit établir que des peines strictement et évidemment nécessaires, et nul ne peut être puni qu'en vertu d'une loi établie et promulguée antérieurement au délit, et légalement appliquée.

8. กฎหมายต้องบัญญัติโทษแต่ที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดและชัดเจน และไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจถูกลงโทษได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติและประกาศใช้ก่อนการกระทำความผิด และเป็นโทษที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

IX. Tout homme étant présumé innocent jusqu'à ce qu'il ait été déclaré coupable, s'il est jugé indispensable de l'arrêter, toute rigueur qui ne seroit pas nécessaire pour s'assurer de sa personne, doit être sévèrement réprimée par la loi.

9. มนุษย์ทุกคนย่อมได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะถูกประกาศว่ามีความผิด ถ้าเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับกุมผู้นั้น ความรุนแรงทั้งหลายที่ไม่จำเป็นต่อการให้ได้ตัวผู้นั้นมา กฎหมายจะต้องห้ามปรามไว้ให้เคร่งครัด

X. Nul ne doit être inquiété pour ses opinions, même religieuses, pourvu que leur manifestation ne trouble pas l'ordre public établi par la loi.

10. ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่จำต้องร้อนใจเพราะความเห็นของตน แม้เป็นความเห็นทางศาสนา ถ้าการแสดงความเห็นเช่นนั้นไม่ขัดต่อความเรียบร้อยสาธารณะตามที่กฎหมายบัญญัติ

XI. La libre communication des pensées et des opinions est un des droits les plus précieux de l'homme: tout citoyen peut donc parler, écrire, imprimer librement; sauf à répondre de l'abus de cette liberté dans les cas déterminés par la loi.

11. การสื่อความคิดและความเห็นได้อย่างเสรีนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งซึ่งทรงคุณค่าสูงสุด พลเมืองทุกคนจึงสามารถพูด เขียน และพิมพ์ได้อย่างเสรี แต่ต้องรับผิดเมื่อใช้เสรีภาพนี้ไปในทางมิชอบในกรณีที่กฎหมายกำหนด

XII. La garantie des droits de l'homme et du citoyen nécessite une force publique: cette force est donc instituée pour l'avantage de tous, et non pour l'utilité particulière de ceux à qui elle est confiée.

12. การรับประกันสิทธิมนุษยชนและพลเมืองนั้นต้องอาศัยกองกำลังสาธารณะ กองกำลังนี้จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของคนทั้งปวง และมิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนของบรรดาคนที่ได้รับมอบกองกำลัง

XIII. Pour l'entretien de la force publique, et pour les dépenses d'administration, une contribution commune est indispensable; elle doit être également répartie entre les citoyens, en raison de leurs facultés.

13. ภาษีส่วนรวมจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบำรุงรักษากองกำลังสาธารณะและต่อค่าใช้จ่ายในการบริหาร ภาษีต้องแบ่งเก็บ[5] ในหมู่พลเมืองอย่างเสมอภาคกันโดยคำนึงถึง[6] กำลังทรัพย์ของเขาเหล่านั้น

XIV. Tous les citoyens ont le droit de constater, par eux-mêmes, ou par leurs représentants, la nécessité de la contribution publique, de la consentir librement, d'en suivre l'emploi, et d'en déterminer la quotité, l'assiette, le recouvrement et la durée.

14. พลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะหยั่งทราบความจำเป็นของภาษีสาธารณะด้วยตนเองหรือผ่านผู้แทนของตน ที่จะเห็นชอบในภาษีนั้นโดยเสรี รวมทั้งจะติดตามการใช้จ่ายภาษี และทั้งจะกำหนดสัดส่วน การประเมิน การเก็บ[7] และช่วงเวลา

XV. La société a le droit de demander compte à tout agent public, de son administration.

15. สังคมมีสิทธิเรียกให้พนักงานสาธารณะทุกคนชี้แจงการบริหารของตน

XVI. Toute société dans laquelle la garantie des droits n'est pas assurée, ni la séparation des pouvoirs déterminée, n'a point de Constitution.

16. สังคมใดไร้ความแน่นอนในการรับประกันสิทธิ หรือไม่มีการกำหนดให้แบ่งแยกอำนาจ สังคมนั้นย่อมปราศจากรัฐธรรมนูญ

XVII. La propriété étant un droit inviolable et sacré, nul ne peut en être privé, si ce n'est lorsque la nécessité publique, légalement constatée, l'exige évidemment, et sous la condition d'une juste et préalable indemnité.

17. กรรมสิทธิ์[3] เป็นสิทธิอันล่วงละเมิดมิได้และมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็จึงไม่อาจถูกพรากจากกรรมสิทธิ์ เว้นแต่ชัดเจนว่า ต้องกระทำเพราะความจำเป็นสาธารณะตามที่กฎหมายรับรอง และอยู่ในเงื่อนไขว่า ได้ให้ค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมก่อนแล้ว

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

หมายเหตุ[แก้ไข]

  1. วลี "เป็นพิธีการ" นี้ ใช้ตามที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (2563) บัญญัติไว้สำหรับคำว่า "solemn" ส่วน cnrtl (2012g) อธิบายว่า หมายถึง กระทำให้สำเร็จผ่านแบบพิธีทางกฎหมาย (qui est accompli dans les formes légales), กระทำด้วยความเอิกเกริก โอ่อ่า และผ่าเผยสมแก่วารโอกาส (qui se fait avec faste, avec apparat et dans la majesté qui convient à la circonstance), หรือน่าประทับใจด้วยลักษณะอันจริงจังและผ่าเผย (qui est imposant par son caractère grave, majestueux) เป็นต้น
  2. cnrtl (2012a) ว่า คำกริยา "demeurer" แปลว่า มีชีวิตอยู่ต่อไป หรือดำรงอยู่ต่อไป (continuer d'exister; durer)
  3. 3.0 3.1 cnrtl (2012c) ว่า คำนาม "propriété" หมายถึง ทรัพย์สิน (ensemble des biens) หรือสิทธิเกี่ยวกับทรัพยสิน (ทรัพยสิทธิ) เช่น กรรมสิทธิ์ (droit légal qu'a une personne à disposer d'un bien qui lui revient en propre) ก็ได้ ดังในข้อความว่า "division de la propriété" (การแบ่งทรัพย์สิน) หรือ "la propriété n'est autre chose que la liberté" (กรรมสิทธิ์มิใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเสรีภาพ)
  4. cnrtl (2012b) ว่า คำนาม "principe" แปลว่า แหล่งที่มาแหล่งแรกสุดของสิ่งสิ่งหนึ่ง หรือจุดเริ่มต้นแรกสุด (origine première d'une chose; début absolu)
  5. cnrtl (2012f) ว่า คำกริยา "répartir" โดยทั่วไปหมายถึง แบ่งปันหรือแบ่งส่วนในระหว่างคนต่าง ๆ (artager, diviser quelque chose entre diverses personnes) และในทางเศรษฐกิจหรือการเมือง หมายถึง แบ่งปริมาณหรือยอดรวมเพื่อกำหนดสัดส่วน (diviser une quantité, une somme globale pour déterminer une quotité) ส่วน Boïelle & V. Payen-Payne (1903, p. 482) ว่า คำกริยา "répartir" โดยทั่วไปแปลว่า แบ่งส่วน, กระจาย, หรือแบ่งสรร (to divide, to distribute, to portion out) และจะแปลว่า ประเมิน (to assess) ก็ได้ เช่น "répartir les contributions" แปลว่า ประเมินภาษี (to assess taxes)
  6. cnrtl (2012d) ว่า สำนวน "en raison de" (แปลตรงตัวว่า ในเหตุผลของ) หมายความว่า โดยคำนึงถึง หรือโดยสัมพันธ์กับ (à proportion de, par rapport à)
  7. cnrtl (2012e) ว่า คำนาม "recouvrement" โดยทั่วไปหมายถึง การนำ(ของหรือคนที่หาย)กลับคืน [action de recouvrer (une chose ou une personne perdue)] แต่ในทางเศรษฐกิจ หมายถึง การเก็บ(เงิน) เป็นต้นว่า การเก็บหนี้ หรือเก็บเงินที่ลูกหนี้ค้างอยู่ (action de recouvrer des créances, de récupérer des sommes dues par des débiteurs) และในทางการเงิน หมายถึง การดำเนินงานเก็บ(เงิน) ซึ่งเป็นวิธีการที่ท้องพระคลังจัดเก็บภาษีทางตรง (opération de perception par laquelle le Trésor Public recouvre les impôts directs)

อ้างอิง[แก้ไข]