จุลยุทธการวงศ์ ผูก 2

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒
เรื่องพงษาวดารไทย
ของสมเด็จพระวันรัตน วัดพระเชตุพน ในรัชกาลที่ ๑
ทั้งอรรถแลแปล
พิมพ์ครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงศพ
นายพลโท พระยาพหลโยธิน รามินทรภักดี
(นพ พหลโยธิน)
ปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓
พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



คำนำ


มีคำเล่ากันมาแต่ก่อนว่า หนังสือพงษาวดารไทยนั้น เดิมสมเด็จพระวันรัตนองค์ ๑ แต่งไว้เป็นภาษาบาฬี แล้วสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้หนังสือคัมภีร์นั้นเป็นหลักทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องพระราชพงษาวดารฉบับที่พิมพ์ ๒ เล่ม ด้วยเหตุนี้ เมื่อในรัชชกาลที่ ๕ ผู้ศึกษาโบราณคดีจึงได้ช่วยกันพยายามสืบหาหนังสือพงษาวดารซึ่งว่า สมเด็จพระวันรัตนแต่งไว้นั้น ก็หาพบไม่ เปนแต่ได้ความจากสมเด็จพระสังฆราชวัดราชประดิษฐว่า หนังสือพงษาวดารที่แต่งเป็นภาษาบาฬีนั้นเรียกว่า มหายุทธการวงศ์เรื่อง ๑ จุลยุทธการวงศ์เรื่อง ๑ แลทรงชี้แจงว่า ในหนังสือนั้นมักชอบเอาศัพท์ภาษาไทยผูกเปนบาฬี เช่น ชื่อ จมื่นทิพเสนา ปลัดกรมตำรวจ ผูกเป็นบาฬีว่า จมีโน ทิพฺพเสโน ฉนี้เป็นต้น ครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เปนผู้ช่วยสืบหาด้วยคน ๑ ได้กราบทูลถามสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ถึงหนังสือพงษาวดารที่แต่งเป็นภาษาบาฬี มีรับสั่งว่า ได้เคยทอดพระเนตรเห็นที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ แลรับจะทรงช่วยสืบด้วย ได้มีรับสั่งให้นิมนต์พระมงคลเทพ เที่ยง วัดพระเชตุพน ซึ่งได้เคยเปนถานานุกรมของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ มาดำรัสถาม พระมงคลเทพถวายพระพรว่า เมื่อสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ สิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าพนักงานไปรับหนังสือต่าง ๆ ของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ บรรทุกช้างขนเข้าไปไว้ในพระบรมมหาราชวังทั้งสิ้น เข้าใจว่า หนังสือนั้นเห็นจะอยู่ในหอพระมณเฑียรธรรม ข้าพเจ้าได้สืบหาในหอพระมณเฑียรธรรม แลเมื่อรวมหนังสือหอพระมณเฑียรธรรมเข้าในหอพระสมุดสำหรับพระนคร ก็ได้ให้ค้นอิกครั้ง ๑ ก็หาพบหนังสือพงษาวดารที่แต่งเป็นภาษาบาฬีไม่ จึงปลงใจว่า หนังสือนั้นคงสูญเสียแล้ว ก็มิได้สืบหาต่อมา.

ครั้นเมื่อปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้ทราบความจากพระธรรมเจดีย์ (เข้ม) ว่า ที่วัดพระเชตุพนมีหนังสือพลัดติดตู้อยู่ตามกุฎี ท่านรวบรวมไว้ได้หลายคัมภีร์ จึงได้ขออนุญาตให้พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ) เปรียญ ไปตรวจดู เผื่อจะมีหนังสือคัมภีร์ใดแปลกกับที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ บ้าง พระยาปริยัติฯ ไปพบหนังสือมหายุทธการวงศ์กับจุลยุทธการวงศ์รวมกันอยู่ห่อ ๑ แต่หนังสือมหายุทธการวงศ์มีเพียง ๔ ผูก หนังสือจุลยุทธการวงศ์มีผูก ๑ ไม่ครบคัมภีร์บริบูรณ์ทั้ง ๒ เรื่อง ถึงกระนั้น ก็ต้องนับว่า การสำคัญอันควรจะยินดี เพราะได้หนังสืออันมีชื่อเสียงกลับคืนมาเปนสมบัติของบ้านเมือง ไม่หายสูญเสียทีเดียวนั้นประการ ๑ จะได้รู้ว่า เรื่องหนังสือ ๒ คัมภีร์นั้นเปนอย่างไรด้วยอิกประการ ๑

เมื่อได้หนังสือมาพิจารณา ได้ความว่า หนังสือมหายุทธการวงศ์แลจุลยุทธการวงศ์นี้ สมเด็จพระวันรัตนวัดพระเชตุพนองค์ที่เป็นอาจารย์ของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ เปนผู้แต่งทั้ง ๒ คัมภีร์ คัมภีร์มหายุทธการวงศ์ว่าด้วยพงษาวดารมอญเรื่องราชาธิราช เป็นหนังสือ ๑๐ ผูกจบ มีคาถาข้างท้ายบอกไว้ว่า สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ แต่ยังทรงผนวชเปนสามเณร ได้ทรงอาราธนาให้ท่านแต่ง ส่วนหนังสือเรื่องจุลยุทธการวงศ์นั้นเปนเรื่องพระราชพงษาวดารกรุงศรีอยุทธยา เริ่มแต่เรื่องสกุลวงศ์ของพระเจ้าอู่ทองเปนต้นมา จะเปนหนังสือกี่ผูกจบหาทราบไม่ เพราะได้มาแต่ผูกสองผูกเดียว แต่พอเห็นได้ว่า สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ ได้ทรงแปลมาลงในหนังสือพระราชพงษาวดารจริงดังกล่าวกัน แต่ทรงแก้ไขไปจากของสมเด็จพระวันรัตนบ้าง เรื่องประวัติของหนังสือมหายุทธการวงศ์แลจุลยุทธการวงศ์รู้ได้เพียงเท่านี้

กรรมการหอพระสมุดฯ เห็นว่า หนังสือ ๒ เรื่องนี้นับว่า เปนหนังสือสำคัญในจำพวกหนังสือโบราณคดี เพราะขึ้นชื่อฦๅนามมาแต่ก่อนแลสืบหาได้ด้วยยากดังกล่าวมาแล้ว สมควรจะแปลออกเปนภาษาไทย แลพิมพ์รักษาฉบับไว้อย่าให้สูญเสีย จึงได้ขอแรงให้พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์) เปรียญ แปลเปนภาษาไทย แลหาโอกาศที่จะพิมพ์อยู่ พอมหาอำมาตย์ตรี พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี จิตร ณสงขลา มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดฯ ว่า พร้อมใจกันกับคุณหญิงจินดาภิรมย์จะใคร่พิมพ์หนังสือสักเรื่อง ๑ เปนของแจกในงานพระราชทานเพลิงศพนายพลโท พระยาพหลโยธินฯ (นพ พหลโยธิน) บิดาของคุณหญิงจินดาภิรมย์ ขอให้กรรมการหอพระสมุดฯ ช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้ ข้าพเจ้าจึงได้ขอให้พิมพ์เรื่องจุลยุทธการวงศ์ ด้วยเห็นว่า เปนหนังสือสำคัญอันสมควรจะพิมพ์ในการกุศล แลเชื่อว่า คงจะมีผู้พอใจที่จะได้เห็นหนังสือเรื่องนี้มากด้วยกัน ว่าด้วยประวัติหนังสือจุลยุทธการวงศ์แล้ว ทีนี้จะว่าด้วยเรื่องประวัติของพระยาพหลโยธินฯ ผู้มรณภาพต่อไป.

ประวัติพระยาพหลโยธินฯ

นายพลโท พระยาพหลโยธิน รามินทรภักดี (นพ พหลโยธิน) ป.ม. ท.จ.ว. ต.ช. ว.ป.ร.๓ องคมนตรี ราชองครักษ์พิเศษ เกิดในรัชกาลที่ ๕ เมื่อณวันเสาร์ เดือน ๖ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีมะแม จุลศักราช ๑๒๓๓ ตรงกับวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๔ เปนบุตรนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม พหลโยธิน)

พระยาพหลฯ กิ่ม เปนนายเวรข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้นำนายนพบุตรถวายตัวเปนมหาดเล็กแต่ยังเด็ก แล้วส่งเข้าโรงเรียนสราญรมย์ เล่าเรียนอักขระสมัยในสำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร น้อย แลขุนปรีชานุสาสน์ โต เปรียญ มาแต่เมื่ออายุ ๑๓ ปี เรียนอยู่ ๔ ปี เสร็จการเล่าเรียนในโรงเรียนสราญรมย์แล้ว บิดาจึงนำเข้าเปนนักเรียนในกรมทหารน่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ด้วยบิดามีตำแหน่งรับราชการอยู่ในกรมนั้น นายนพจึงได้ฝึกหัดเล่าเรียนสำหรับจะเปนนายทหารมาแต่เดิม

ถึง พ.ศ. ๒๔๓๐ เมื่อโปรดให้ตั้งกรมยุทธนาธิการ ๆ จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบกขึ้นที่โรงเรียนสราญรมย์เดิม แลรวมนักเรียนทหารที่ฝึกหัดอยู่ตามกรมทหารต่าง ๆ มาเปนนักเรียนในโรงเรียนนายร้อย นายนพได้ศึกษาวิชาทหารมาแล้ว ครั้นมาเข้าโรงเรียนนายร้อย ก็ได้เปนหัวน่าบังคับหมู่นักเรียนมียศเปนนายสิบโท แล้วเลื่อนเปนนายสิบเอก เรียนอยู่ปีเดียวก็สอบวิชาได้ตลอดหลักสูตรของโรงเรียนซึ่งตั้งเปนแบบในสมัยนั้น จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนนายร้อยตรีทหารบกเมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๑ แลเปนผู้บังคับหมวดนักเรียนในโรงเรียนนายร้อยต่อมา.

ใน พ.ศ. ๒๔๓๑ นั้นเอง เมื่อถึงปลายปี ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา แต่เมื่อยังทรงพระนามว่า พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณปัณฑิต เปนข้าหลวงใหญ่เสด็จไปประจำราชการอยู่ณะเมืองเชียงใหม่ ในครั้งนั้น โปรดให้กรมยุทธนาธิการจัดนายทหารบกขึ้นไปเปนครูฝึกหัดทหารซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ด้วย กรมยุทธนาธิการเสาะหานายทหารที่ได้ฝึกหัดอบรมในวิชาชั้นใหม่แลกอปด้วยอัธยาศรัยอันสมควรจะไว้วางใจให้ไปทำการณะที่ไกลมิให้เสียเกียรติยศทหารบก จึงได้เลือกนายร้อยตรี นพ ซึ่งเห็นว่า หลักแหลมอยู่ในนายทหารรุ่นใหม่ในเวลานั้น ให้ไปรับราชการที่เมืองเชียงใหม่ด้วยคน ๑ ไปรับราชการอยู่ ๒ ปีจึงได้กลับลงมากรุงเทพฯ

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ ในปีที่กลับลงมานั้น ประจวบเวลาโปรดฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี แสง ชูโต แต่เมื่อยังเปนพระยา เปนข้าหลวงปราบปรามโจรผู้ร้ายทางหัวเมืองตวันออก เจ้าพระยาสุรศักดิทูลขอนายร้อยตรี นพ ไปรับราชการด้วย จึงต้องไปรับราชการหัวเมืองอิกคราว ๑ ในเวลาติด ๆ กัน คราวนี้ ได้ไปจนถึงเมืองสุวรรณภูมิในมณฑลร้อยเอ็จบัดนี้ รับราชการในกองข้าหลวงปราบผู้ร้ายอยู่ปี ๑ จึงได้กลับคืนมารับราชการทหารบกในกรุงเทพฯ

ถึง พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม เลื่อนยศขึ้นเปนนายร้อยโท ไปรับราชการในกรมทหารม้า

ถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดาเสด็จไปรับเจ้าเอาสเตรียที่เมืองสิงคโปร์ กรมขุนพิทยลาภฯ ได้ทูลขอนายร้อยโท นพ เปนองครักษ์ตามเสด็จไปราชการคราวนั้นด้วย

ใน พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) เมื่อเกิดเหตุอริกับฝรั่งเศส โปรดฯ ให้พระอนุชิตชาญไชย สาย สิงหเสนี เมื่อยังเปนพระพิเรนทรเทพ เปนแม่ทัพคุมทหารไปรักษาเมืองอุบลราชธานี นายร้อยโท นพ ได้คุมทหารไปในกองทัพด้วย ไปรับราชการอยู่ปี ๑ จึงได้กลับมา

ถึง พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้เลื่อนขึ้นว่าที่นายร้อยเอก รับราชการในตำแหน่งองครักษ์ในจอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เมื่อยังเสด็จดำรงพระยศเปนนายพลเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสนาบดีกระทรวงกระลาโหม

ถึง พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๕

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม เปนที่นายร้อยเอกเต็มตำแหน่ง แลในปีนั้น โปรดฯ ให้ตั้งทหารราบที่ ๔ ขึ้นที่เมืองราชบุรี ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการเลือกนายร้อยเอก นพ ให้ว่าที่นายพันตรี เปนตำแหน่งปลัดกองทหารที่เมืองราชบุรีมาแต่แรกตั้ง

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม มีบรรดาศักดิ์เปนที่หลวงศิลปสารสราวุธ แลได้เปนตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๔ ที่เมืองราชบุรีแต่นั้นมา

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม เลื่อนยศขึ้นเปนนายพันตรี แลได้รับพระราชทานเหรียญจักรมาลาในปีนี้

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเปนพระศรีณรงควิไชย

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๔

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศภาคม เลื่อนยศขึ้นเปนนายพันโท

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศภาคม เลื่อนยศขึ้นเปนนายพันเอก แลต่อมา ถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเปนพระยาพหลพลพยุหเสนา (พระราชทานนามเดียวกับที่บิดาได้เคยเปนแต่ก่อนมา) เปนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกทั้งมณฑลราชบุรี

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน เลื่อนยศขึ้นเปนนายพลตรี ต่อมาอิกปี ๑ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามเลื่อนขึ้นเปนชั้นที่ ๓

ถึง พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อจัดทหารบกเปนกองทัพประจำมณฑลต่าง ๆ ได้เปนตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ ๔ ประจำมณฑลราชบุรี ประวัติพระยาพหลฯ ที่ได้รับราชการในรัชกาลที่ ๕ มีเนื้อความดังกล่าวมานี้

ถึงรัชกาลปัตยุบันนี้ พระยาพหลฯ เปนผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคุ้นเคยชอบพระราชอัธยาศรัยมาแต่เมื่อทรงปฏิบัติราชการทหารบกมาแต่ก่อน จึงได้รับพระราชทานเข็มข้าหลวงเดิมแลพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ เปนเอนกประการมาจนตลอดอายุ

ใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ชั้นที่ ๓ แลโปรดให้เปนหัวน่าข้าหลวงไปตรวจระเบียบแบบแผนณประเทศยี่ปุ่นคราว ๑

ถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือกเลื่อนขึ้นเปนที่ ๓ เมื่อวันที่ ๗ เมษายน แลเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามเลื่อนขึ้นเปนที่ ๒ ครั้นเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้ากับพานทองเครื่องยศข้าราชการผู้ใหญ่ ต่อมาถึงงานพระราชพิธีเฉลิมพระชัณษาใน พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

พระยาพหลฯ ได้รับราชการทหารเมืองราชบุรีมาแต่แรกตั้งดังกล่าวมาแล้ว ครั้นการทหารรุ่งเรืองเจริญขึ้น ก็ได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแลได้เลื่อนยศบรรดาศักดิขึ้นเพราะความชอบในราชการทหารโดยลำดับมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๐ จน พ.ศ. ๒๔๕๖ รวมเวลาแต่รับราชการทหารอยู่ในมณฑลราชบุรีได้ ๑๖ ปี มามีโรคเกิดที่เท้าทำให้ทุพลภาพลงไม่แขงแรงพอจะทำราชการได้สดวกต่อไป ได้ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท ทรงเสียดายความสามารถของพระยาพหลฯ ทรงพระราชดำริห์ว่า สติปัญญายังดีอยู่ พอจะทำราชการฝ่ายพลเรือนต่อไปได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสิมาว่าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพหลฯ ย้ายมารับราชการพลเรือน พระราชทานสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๔ กันยายน เปนที่พระยากำแหงสงคราม รามราชภักดี พิริยะพาหะ ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสิมา แลโปรดให้คงมียศฝ่ายทหารเปนนายพลตรีแลราชองครักษ์พิเศษด้วย

พระยากำแหงสงคราม นพ ขึ้นไปรับราชการพลเรือนที่มณฑลนครราชสิมาอยู่ ๖ ปี ปรากฎเกียรติคุณที่ในมณฑลนครราชสิมาเหมือนกับที่ปรากฎมาในมณฑลราชบุรีแต่ก่อนแทบทุกประการ คือ ที่มีความโอบอ้อมอารีแก่ผู้น้อยเปนต้น ข้าราชการผู้น้อยตลอดจนราษฎรพากันนิยมนับถือทั่วไป ก็เปนเหตุให้บังคับบัญชาการงานได้สดวก สามารถจะให้ราชการดำเนินไปในทางความเจริญเรียบร้อยสมดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศขึ้นเปนนายพลโทเปนบำเหน็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙

อนึ่ง เมื่อครั้งยังเปนพระยาพหลฯ อยู่ในมณฑลราชบุรีนั้น เมื่อทรงพระราชดำริห์ตั้งคณะเสือป่าขึ้น พระยาพหลฯ ก็ได้เข้าสมัคแลได้เปนวิสามัญสมาชิกแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ ครั้นกองเสือป่าตั้งออกไปถึงมณฑลราชบุรี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพหลฯ เปนผู้บังคับการเสือป่ามณฑลราชบุรีแต่เดิมมา ได้มียศเปนนายหมู่ใหญ่ แล้วเลื่อนเปนายกองตรี ครั้นย้ายไปรับราชการในมณฑลนครราชสิมา ก็โปรดให้เปนผู้บังคับการเสือป่าในมณฑลนครราชสิมา แล้วเปนผู้บัญชาการกองเสนาฝ่ายตวันออก มียศเปนนายกองเอก แลเปนราชองครักษ์พิเศษด้วย

ถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ โรคเดิมของพระยากำแหงสงคราม นพ กำเริบขึ้น อาการถึงเจ็บป่วยไม่สามารถจะทำการงานได้ มีถี่ขึ้นทุกที พระยากำแหงสงคราม นพ พยายามรักษาตัวมาจนเห็นว่า โรคไม่มีทางที่จะบันเทาได้แล้ว รู้สึกว่า จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปก็จะเสียราชการ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๒ จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกจากตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลเพราะเหตุที่ทุพลภาพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญ แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เลื่อนเปนพระยาพหลโยธิน รามินทรภักดี มีตำแหน่งราชการในกระทรวงกลาโหมต่อมา

พระยาพหลโยธินออกจากตำแหน่งราชการกลับลงมาอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ช้า เกิดโรควักกะพิการทับโรคเดิม ป่วยอยู่ ๒ วัน ก็ถึงอนิจกรรมที่บ้านริมถนนราชดำริห์ อำเภอปทุมวัน เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๒ คำณวณอายุได้ ๔๙ ปี ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณทั้งในราชการทหารแลราชการพลเรือนรวมเวลา ๓๕ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกษฐ์ศพเปนเกียรติยศ แล้วพระราชทานเพลิงที่เมรุวัดเทพศิรินทราวาศณเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ สิ้นเนื้อความตามประวัติของพระยาพหลโยธิน รามินทรภักดี นพ พหลโยธิน เพียงนี้

ลายมือชื่อของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ   สภานายก
หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓



จุลยุทธการวงษ์

 1 เตหิ เสนาปตาทีหิ มนฺเตนฺ–  พระเจ้านครสโตงค์จึงปฤกษา
โต ทฬฺหํ อทฺธาฬหทฺวารโกฏฺ– เสนาบดีแลข้าราชการทั้งปวง
ฐกปริกฺขปาการปริปุณฺณํ นครํ ให้ตกแต่งพระนครให้พร้อมไปด้วย
การาเปตฺวา ธญฺญาหารปาเถยฺยํ เชิงเทินค่ายคูประตูหอรบป้อมปรา
สนฺนิจิตฺวา พลนิกาเย จ สุรพล– การมั่นคง แล้วก็ให้สะสมเข้า
โยเท[วซ 1] จ หตฺถีอสฺสพาหเน จ เปลือกสเบียงอาหารไว้พร้อม แล้ว
นานาวุธปริปุณฺเณ วิจาราเปตฺวา ให้ปรนปรุงบำรุงพลนิกายนายทัพ
ติวสฺเสเอว มหนฺเต เต สุรพล– นายกองช้างม้าพาหนะตระเตรียม
โยเธ อุยฺยุตฺตาคโต ชิรายนครํ สรรพสาตราวุธไว้ให้บริบูรณ์ทุก
ยุชฺฌิตุํ อารภิ. ประการ ถึงสามปีแล้ว ก็ยกพล
โยธาทัพใหญ่มารบพระนครเชียง
ราย.

 2 ตทา ชิรายินฺโท อติกฺกนฺตํ  ครั้งนั้น พระเจ้านครเชียงราย
ติวสฺสํ ตํ สุวณฺณรชฏมาลํ ปฏิ– คอยรับดอกไม้เงินดอกไม้ทองอยู่
มาเนนฺโต ตมฺปิ อาคตํ อทิสฺวา เกินสามปีแล้ว ก็ไม่เห็นมีดอกไม้
สํสโย ราชปุริเส เปเสตฺวา เต เงินดอกไม้ทองมา เกิดพระไทย
วิจาราเปตฺวา สปถํ ตํ ญตฺวา สงสัย จึงใช้ให้ราชบุรุษไปสืบข่าว
สุรพลโยเธ วิจาราเปตฺวา สึฆํ ทราบความว่า พระเจ้านครสโตงค์
เตปิ อุยฺยุตฺตคโต อนฺตรามคฺเค เปนขบถ จึงให้จัดแจงเกณฑ์พล
ตสฺส ตํ ราสีทพฺพํ ปสฺสิตฺวา ทหารรีบยกกองทัพไป ครั้นไปถึง
กุทฺโธ สึฆํ ราสีทพฺพนายเก ท่ามกลางมรคา ได้เห็นกองทัพพระ
อาณาเปตฺวา อุยฺยุตฺโต ตสฺส เจ้านครสโตงค์มาตั้งอยู่ ก็ทรง
ราสีทพฺพํ ปหรติ. พระพิโรธ เร่งให้นายทัพนายกอง
ยกพลออกโจมตีกองทัพพระเจ้า
นครสโตงค์.

 3 โส ราชปุตฺโต เต ราสี–  ราชบุตรพระเจ้านครสโตงค์ก็
ทพฺพนายเก จ สุรพลโยเธ จ ให้นายทัพนายกองพลทหารที่กล้า
อาณาเปตฺวา เตปิ สุรโยเธ อุยฺ– แขงเข้าสู้รบกับกองทัพพระเจ้า
ยุตฺโต ปวิฏฺโฐ ปหราเปตฺวา นครเชียงราย ฆ่าฟันรี้พลโยธา
ตสฺสราสีทพฺพํ[วซ 2] ยุชฺฌิตฺวา เต ทหารของพระเจ้านครเชียงรายล้ม
โยเธ ตสฺส มหนฺเต มรนฺเต ตายลงเปนอันมาก.
ฆาฏาเปตฺวา ปหราเปติ.

 4 โส ราชา เต พลนิกาเย  พระเจ้านครเชียงรายได้เห็น
มหนฺเต มรนฺเต จ ปลายนฺเต พลนิกายของพระองค์บางพวกล้ม
จ ทิสฺวา อุตฺราสนฺโต ภีโต ตาย บางพวกแตกหนีไปเปนอัน
ภิชฺชนฺโต ปลายติ. มาก ก็สดุ้งตกพระไทยกลัว แล้ว
แตกหนีไป.

 5 โส ราชปุตฺโต ปลายนฺตํ  ราชบุตรพระเจ้านครสโตงค์
ตสฺส ราสีทพฺพํ ทิสฺวา อตฺตโน ได้เห็นกองทัพพระเจ้านครเชียงราย
สุรโยเธ อนุพนฺธาเปตฺวา เตปิ แตกหนีไปแล้ว ก็ให้พลทหารของ
ปหราเปตฺวา อนุคจฺฉติ. ตนที่แกล้วกล้าไล่ตีติดตามไป.

 6 โส ราชา หตฺถีขนฺธคโต  พระเจ้านครเชียงรายก็เสด็จ
สึฆตรํ[วซ 3] รตฺตินฺทิวํ ปลายนฺโต ขึ้นคอช้างเร่งรีบหนีไปทั้งกลาง
นครํ ปตฺวา ตมฺปิ ปวีสิตฺวา คืนกลางวันจนถึงพระนคร เข้าพระ
รกฺขาเปติ. นครได้แล้ว ก็ให้รักษามั่นไว้.

 7 มหาชนา นานาคามวาสิโน  พวกมหาชนชาวบ้านได้ทราบ
ตํ ญตฺวา อุตฺราสนฺตา ภิตา[วซ 4] เหตุการณ์แล้ว ก็สดุ้งตกใจกลัว ทิ้ง
คามเคเห มหนฺเต ฉทฺเทตฺวา บ้านเรือนเสีย พากันหนีไปซุ่มซ่อน
วนํ ปลายิตฺวา วนาวเน ปฏิว– อยู่ในป่า.
สนฺติ.

 8 โส สตุงฺคนครินฺโท หตฺ–  พระเจ้านครสโตงค์ก็เสด็จ
ถาธารคโต ตมฺปิ อนุพนฺธนฺโต ขึ้นทรงช้างพระที่นั่งติดตามพระ
นครํ ปตฺวา ยุทฺธวตฺตึ ฐปา– เจ้านครเชียงรายไปจนถึงพระนคร
เปตฺวา เตปิ ตํ ปริวาราเปติ. แล้วให้ตั้งค่ายล้อมพระนครไว้.

 9 โส ชิรายินฺโท สุรพลโยเธ  พระเจ้านครเชียงรายได้เห็น
ตสฺส มหนฺเต จ อตฺตโนอปฺปเก[วซ 5] พลทหารของพระเจ้านครสโตงค์
สุรโยเธ จ มหนฺเต ภิชฺชนฺเต กล้าแขงมาก เห็นพลทหารของพระ
ปลายนฺเต จ ทิสฺวา เตหิ มนฺ– องค์น้อยกว่า พากันแตกหนีไป จึง
เตนฺโต ปราชยํ อตฺตโน อยุชฺ– ปฤกษาเสนาข้าราชการทั้งปวงเห็น
ฌนฺตํ สมฺปสฺสนฺโต นครํ รกฺขิตุํ พร้อมกันว่า ไม่สามารถจะสู้รบเอา
อสกฺโกนฺโต วิจาเรตุํ สึฆํ[วซ 6] อปา– ไชยชะนะรักษาพระนครไว้ได้แล้ว
ปุณนฺโต ตีหํ นครํ รกฺขนฺโต จะรีบจัดแจงเตรียมการที่จะต่อสู้ก็
ภีโต มชฺฌิมยาเม ปุตฺตทาเร จ ไม่ทันท่วงที แต่รักษาพระนครไว้
ญาติโย จ ทาสีทาเส จ มหนฺ– ได้ถึงสามวันแล้ว กลัวว่า จะรักษา
เตปิ หตฺถีอสฺสพาหเน จ เสนา– ต่อไปอิกไม่ได้ ก็ทิ้งพระนครเสีย
ปตามจฺจาทโย สุรพลโยเธ จ พาพระมเหษีแลพระประยุรญาติ
อาทาย นครํ ฉทฺเทตฺวา ตโต ทาษีทาษาช้างม้าราชพาหนะ
นิกฺขมิตฺวา ปลายนฺโต รตฺติยํ กับทั้งเสนาข้าราชการพลทหารที่
อาคนฺตฺวา อนุกฺกเมน ปจฺฉา แกล้วกล้าเปนอันมาก ออกจากพระ
ธาเรตุํ เต โอหิยาเปตฺวา ปลายติ. นครหนีไปในเวลากลางคืน จึง
ให้พลทหารรั้งท้ายเพื่อจะได้รับ
รองป้องกันข้าศึกณภายหลัง โดย
ลำดับมา.

 10 เต ราสีทพฺพา ปพุชฺฌิตฺวา  ฝ่ายพวกกองทัพที่ตั้งล้อมพระ
ปริปุณฺณํ อปาปุณิตฺวา ตํ ญตฺวา นครอยู่นั้นตื่นยังหาทันพร้อม
อปฺปกา อนุพนฺธิตฺวา ตํ ปาปุ– เพรียงกันไม่ ครั้นได้ทราบว่า พระ
ณิตฺวา วา อปาปุณิตฺวา วา ตํ เจ้านครเชียงรายหนีไปได้แล้ว ก็
ยุชฺฌิตฺวา วา อยุชฺฌิตฺวา วา ติดตามไปน้อยตัวนัก ทันบ้างไม่ทัน
วิชิตขีณํ ตํ อนุพนฺธิตฺวา ตํ อล– บ้าง ได้สู้รบกันบ้างไม่ได้สู้รบ
ภิตฺวา นิวตฺตนฺติ. กันบ้าง ติดตามไปจนสิ้นพระราช
อาณาเขตร ครั้นไม่ได้ตัวพระเจ้า
นครเชียงรายแล้ว ก็พากันกลับไป.

 11 โส สตุงฺคนรินฺโท ตํ นครํ  พระเจ้านครสโตงค์ได้พระ
ลภิตฺวา มหาชเน วิจาเรตฺวา นครเชียงรายแล้ว รวบรวมได้
ตตฺถ วสติ. พลเมืองเปนอันมาก ก็ประทับ
อยู่ในพระนครเชียงรายนั้น.

 12 โส ชิรายินฺโท เต ชเน  ส่วนพระเจ้านครเชียงรายก็พา
อาทาย อาคนฺตฺวา สฺยามปเทเส คนทั้งนั้นมาทางสยามประเทศ ถึง
วชิรปาการนครสฺส สมิเป วนํ ป่าใกล้เมืองกำแพงเพ็ชรแล้ว ด้วย
ปตฺวา สกฺเกน ตาปสวณฺเณน บุญญานุภาพของพระเจ้านครเชียง
อาคนฺตฺวา ตสฺส หตฺถิมุเข ฐิเตน ราย จึงบันดานให้ท้าวสักกเทว
ปุญฺญานุภาเวน มหาราช ตฺวํ ราชแปลงเพศเปนพระดาบศมายืน
อญฺญตฺถ มา คจฺฉนฺโต อิธ วส– อยู่ตรงน่าช้างพระที่นั่ง ทูลว่า ดูกร
ตุเอว ปจฺจามิตฺโต อิทํ ฐานํ น มหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้เสด็จ
อนุพนฺธติ อิทํ ฐานํ ชยภูมิกํ ไปที่อื่นเลย จงประทับณที่นี้เถิด
ภเวยฺย ตฺวํ อิธ สาธุนครํ การา ปัจจามิตรข้าศึกไม่สามารถจะติด
เปตูติ วุตฺเต มหาชเน ตตฺถ ตามมาถึงที่นี้ได้ ที่นี้เปนที่ชัยภูมิ
สุนฺทรํ นครํ อนุเทวตาย วุตฺตํ ขอพระองค์จงสร้างพระนครขึ้นที่นี้
ปาการปริกฺขอทธาฬฺหทฺวารโกฏฺ– เถิด แล้วพระเจ้านครเชียงราย
ฐกปริปุณฺณํ ราชเคหญฺจ โกฏฺ– ก็โปรดให้มหาชนสร้างพระนครขึ้น
ฐาคารวิถีสกลสํยุตฺตํ การาเปตฺวา ในที่ชัยภูมินั้นตามคำเทพยดาสั่ง
เทวตานุภาเวน สิชฺฌาเปติ. แล้วให้สร้างพระราชวังประกอบไป
ด้วยปราการเชิงเทินป้อมคูประตู
หอรบยุ้งฉางสถลหนทางพร้อมบริ
บูรณ์ สำเร็จด้วยเทวฤทธานุภาพ.

 13 ตํ นครํ ตฺรีตฺริงฺคนครํ นาม  พระนครนั้นจึงมีนามกรปรากฎ
ยาวชฺชตฺตนา อโหสิ. ว่า พระนครไตรตรึงค์ สืบมาจน
ตราบเท่าทุกวันนี้.

 14 โส ตตฺถ วสนฺโต ทานาทีนิ  พระเจ้านครเชียงรายนั้นประทับ
ปุญฺญานิ กริตฺวา ปุตฺตนตฺตาหิ อยู่ในพระนครไตรตรึงค์ ทรงบำเพ็ญ
วฒมาโน[วซ 7] จีรํ อโหสิ. พระราชกุศล มีทานเปนต้น ทรง
พระเจริญอยู่ด้วยพระราชบุตรแล
พระราชนัดดามานาน.
หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/19หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/20หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/21หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/22หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/23หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/24หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/25หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/26หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/27หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/28หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/29หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/30หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/31หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/32หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/33หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/34หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/35หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/36หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/37หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/38หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/39หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/40หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/41หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/42หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/43หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/44หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/45หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/46หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/47หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/48หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/49หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/50หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/51หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/52หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/53หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/54หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/55หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/56หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/57หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/58หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/59หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/60หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/61หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/62หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/63หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/64หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/65หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/66หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/67หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/68หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/69หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/70หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/71หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/72หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/73หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/74หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/75หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/76หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/77หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/78หน้า:จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ (๒๔๖๓).pdf/79
 ปณฺณรสาธิกอฏฺฐสตสกฺก–  ในปีระกา จุลศักราช ๘๑๕ สมเด็จ
ชรา[วซ 8] กุกฺกุฏสํวจฺฉเร โส ราชา พระอินทราชาได้ช้างเผือก.
เสตกุญฺชรํ ลภติ.
 ตทนนฺตรํ ตสฺส ราชปุตฺโต  ในปีชวด จุลศักราช ๘๑๘ สมภพ
ชาโต อฏฺฐารสาธิกอฏฺฐสต– พระราชบุตรของสมเด็จพระอิน
สกฺกราชมุสิกสํวจฺเร[วซ 9] โส ราชา ทราชา. (หมดฉบับ)

  • วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒
  • ข้าพระพุทธเจ้า พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์) แปล


เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

บรรณานุกรม[แก้ไข]

เอกสารต้นฉบับ
  • สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน. (2463). จุลยุทธการวงศ์ ผูก 2 [พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์), ผู้แปล]. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายพลโท พระยาพหลโยธิน รามินทรภักดี (นพ พหลโยธิน) ปีวอก พ.ศ. 2463].
เอกสารอ้างอิง
  • สมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน. (2475). จุลยุทธการวงศ์ ผูก 2 [พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์), ผู้แปล]. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [นายนาค โลจนานนท์ เปรียญ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพอำมาตย์ตรี พระญาณวิจิตร (สิทธิ์ โลจนานนท์) ณวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2475].

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณานั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก