ซ้องกั๋ง/เล่ม ๑/ตอน ๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แม่แบบผิดพลาด: มีการลบช่องที่ไม่ได้ใช้ออก โปรดเติมกลับเข้าไป (โปรดดูเอกสารกำกับแม่แบบ)

หน้า ๑–๘ สารบัญลง



วันศุกร์ เดือนสี่ แรมห้าค่ำ จุลศักราชพันสองร้อยยี่สิบเก้า ปีเถาะ นพศก ฯพณฯ ที่สมุหพระกลาโหมมีพระประสาทสั่งให้แปลพงศาวดารมีตอนหนึ่งชื่อ จุยฮือ คือ ซ้องกั๋ง ออกเป็นคำไทยไว้เป็นเรื่องชาวบ้านอ่านฟังเล่นเหมือนเล่านิทาน

มีความว่า เมื่อครั้งพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ครองราชสมบัติ บ้านเมืองไม่มีความสุข เกิดศึกสงคราม เต๊กเช็งแม่ทัพยกไปปราบปรามเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้น บ้านเมืองก็เป็นปกติ ครั้นอยู่นานมา แต่บรรดาหัวเมืองทั้งหลายเกิดความไข้จนราษฎรล้มตายลงเป็นอันมาก ขุนนางข้าราชการแจ้งแล้วก็นำความขึ้นกราบทูล พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ได้ทราบก็ทรงพระวิตก ตรัสสั่งถามขุนนางทั้งปวงว่า ราษฎรตามหัวเมืองอดอาหารล้มตายเสียนักหนา จะคิดประการใด ขุนนางผู้ใหญ่จึงพร้อมใจกันกราบทูลว่า จะต้องตั้งเครื่องบูชาพลีกรรมบวงสรวงเทพยดาและทำบุญให้ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร เห็นจะบำบัดได้ พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังก็เห็นด้วย จึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานมีหนังสือไปถึงผู้รักษาเมืองทั้งปวงรู้ทั่วกัน ให้ตั้งเครื่องบูชาบวงสรวงเทพยดากับทำบุญให้ทาน และวัดในเมืองเหล่านั้นให้หลวงจีนเจ้าวัดประชุมกันสวดมนต์ทุก ๆ วัด และคนซึ่งต้องเวรจำอยู่นั้น ถ้าโทษเบาบางไม่ถึงที่ตายแล้ว ก็ให้ปล่อยไปเสีย เจ้าพนักงานก็ทำหนังสือรับสั่งให้ขุนนางเป็นข้าหลวงถือแยกย้ายกันไปทุก ๆ เมือง ผู้รักษาเมืองทั้งหลายทราบความแล้วก็จัดแจงทำบุญและบวงสรวงเทพยดาตามหนังสือรับสั่ง แต่ความไข้นั้นยังไม่สงบ ผู้รักษาเมืองทั้งปวงก็บอกข้อราชการเข้ามาให้เจ้าพนักงานกราบทูลว่า ได้ทำตามหนังสือรับสั่งแล้ว ความไข้ยังไม่สงบ ข้าวปลาอาหารก็ขัดสนเสมออยู่ดังแต่ก่อน

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ได้ทราบก็ทรงพระวิตก จึงตรัสกับขุนนางว่า บรรดาหัวเมืองก็ตั้งเครื่องบูชาบวงสรวงทำบุญให้ทานแล้ว แต่ทว่าราษฎรก็ได้รับความทุกข์ร้อนอยู่เสมอ เราจะทำประการใดดี จึงจะเปลื้องความทุกข์ของราษฎรให้เป็นสุขได้ ฮวมตงเอี๋ยมจึงกราบทูลว่า การอันนี้เป็นการใหญ่ จะต้องไปเชิญท่านผู้วิเศษมาแก้ไข และท่านผู้วิเศษนั้นชื่อ เตียฮีเจ็งเซียนซือ ซึ่งอยู่ที่เขาเกาเล่งซัว ในแดนกังไส แขวงเมืองซินจิวฮู้ มาตั้งโต๊ะเครื่องบูชาบวงสรวงเทพยดา แล้วราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็คงจะมีความสุข

พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ได้ฟังก็เห็นชอบ จึงได้ทรงพระอักษรด้วยลายพระหัตถ์มอบให้อังซิน ขุนนางที่ไทอวย ถือไปเชิญเตียฮีเจ็งเซียนซือ อังซินขุนนางผู้ใหญ่รับพระอักษร ถวายบังคมลา จัดทหารประมาณหกสิบคนออกจากเมืองหลวง เดินทางมาหลายวัน ถึงวัดเขาเกาเล่งซัว ก็ตรงเข้าไปในวัด หลวงจีนเจ้าวัดออกรับเชิญพระอักษรรับสั่งกับอังซินเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งสมควร แล้วอังซินจึงบอกกับหลวงจีนเจ้าวัดว่า พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ให้ข้าพเจ้าถือหนังสือมาเชิญเตียฮีเจ็งเซียนซืออาจารย์ของท่าน บัดนี้ อาจารย์ท่านไปข้างไหน หลวงจีนเจ้าวัดบอกว่า ท่านไม่รู้หรือ ซึ่งอาจารย์ข้าพเจ้านี้ท่านไปรักษาศีลอยู่บนยอดเขาเกาเล่งซัว อังซินถามว่า ทำประการใดจึงจะได้พบท่านเล่า หลวงจีนเจ้าวัดตอบว่า ที่ท่านจะมาหาให้พบนั้นยากนัก ขึ้นไปบนยอดเขาแต่คนเดียวก็เห็นจะพบดอก อังซินว่า เราออกมาจากเมืองหลวงมา ก็ถือศีลมิได้กินของสดและเนื้อสัตว์ ตั้งใจตรงมาหาท่าน หลวงจีนว่า ถ้ากระนั้นก็ดีแล้ว เวลาพรุ่งนี้ ท่านจงชำระตัวให้สิ้นราคี แล้วทำเหมือนข้าพเจ้าบอก ก็คงจะได้พบท่าน อังซินก็คำนับลาไปหาที่พักนอนอยู่ในวัดนั้นคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเช้า อังซินอาบน้ำชำระตัว แล้วถือธูปเทียนออกจากวัด ตั้งใจเดินขึ้นไปบนยอดเขาเกาเล่งซัว ครั้นเดินไปได้ห้าลี้เศษ หนทางกันดาร อังซินเหนื่อยเข้า ใจที่ตั้งไปหาผู้วิเศษนั้นก็เสียไป จึงคิดว่า เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ หาควรจะมาลำบากเช่นนี้ไม่ คิดแล้วแข็งใจเดินไปอีกพักหนึ่ง ก็เป็นลมพายุพัดกล้า มีเสือวิ่งลงมาจากยอดเขาตัวหนึ่ง อังซินเห็นก็ตกใจล้มลง เสือนั้นก็ไม่ทำอันตรายวิ่งเลยหายไป อังซินลุกขึ้นเก็บธูปเทียนมาถือไว้ แล้วเดินไปอีกครู่หนึ่ง พบงูใหญ่เลื้อยลงมาจากยอดเขา อังซินตกใจวิ่งหนีล้มลง ธูปเทียนหลุดจากมือกระเด็นไป งูนั้นก็เข้ามาใกล้ก็ไม่ทำอันตรายเลื้อยหายสูญไป อังซินลุกขึ้นเที่ยวเก็บธูปเทียนมาแล้วคิดว่า เตียฮีเจ็งเซียนซือจะอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าไปพบก็ดีอยู่ ถ้าไม่พบ หลวงจีนเจ้าวัดกับเราก็คงจะได้วิวาทกัน คิดดังนั้นแล้วก็เดินขึ้นไป เห็นหลวงจีนหนุ่มองค์หนึ่งขี่เป่าขลุ่ยยืนอยู่ อังซินจึงถามว่า ท่านที่ยืนอยู่นั้นจะไปข้างไหน รู้จักเราหรือไม่ หลวงจีนก็นิ่งเสีย อังซินถามเป็นหลายคำ หลวงจีนจึงพูดว่า ท่านมาหาเตียฮีเจ็งเซียนซือผู้วิเศษเรารู้อยู่ดอก อังซินถามว่า ทำไมท่านถึงล่วงรู้ว่า เรามาหาอาจารย์ผู้วิเศษเล่า หลวงจีนว่า เมื่อเช้าเราได้ยินท่านผู้วิเศษพูดว่า พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ให้อังซินถือหนังสือมาเชิญท่านไปพะเจียบวงสรวงเทพยดาที่เมืองหลวง ท่านก็ขึ้นขี่นกยางบินตรงไปเมืองหลวงแต่เช้าแล้ว ซึ่งจะไปหาท่านนั้นเห็นจะไม่พบดอก จงกลับลงไปเถิด หนทางที่จะขึ้นไปบนยอดเขานั้นลำบากนัก มีแต่สัตว์ร้ายต่าง ๆ ท่านอย่าไปเลย

อังซินได้ฟังสำคัญว่าหลวงจีนพูดเล่น จึงถามหลวงจีนว่า ท่านมาพูดปดเราดอกกระมัง หลวงจีนก็หัวเราะ ไม่ได้ตอบประการใด ก็ขับโคเป่าขลุ่ยเดินกลับไป อังซินจึงคิดว่า เหตุไฉนหนอหลวงจีนจึงรู้ว่าเรามาเชิญเตียฮีเจ็งเซียนซือ ครั้นจะดื้อดึงขึ้นไป ที่ไหนจะพบท่าน จำเราจะกลับลงไปคิดอ่านกับหลวงจีนเจ้าวัดเห็นจะดีกว่า คิดแล้วก็เดินกลับลงมาจากเขา หลวงจีนเจ้าวัดก็ออกมารับเชิญเข้าไปข้างในถามว่า ท่านขึ้นไปพบปะอาจารย์ผู้วิเศษหรือไม่ อังซินก็เล่าความให้ฟังทุกประการ แล้วจึงพูดว่า ท่านล่อลวง ข้าพเจ้าแทบจะเอาชีวิตไปตายอยู่บนเขา หลวงจีนเจ้าวัดว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ปดท่านดอก แต่ใจท่านไม่แน่นอน จึงพบสัตว์ร้ายต่าง ๆ บนเขานั้นไม่มีสัตว์สิ่งใดเลย ซึ่งท่านได้พบหลวงจีนหนุ่มที่ขี่โคเป่าขลุ่ยนั้นที่แท้ก็คือเตียฮีเจ็งเซียนซือท่านอาจารย์ผู้วิเศษ อังซินว่า ท่านอาจารย์ผู้วิเศษทำไมหน้าตาจึงเหมือนกับหลวงจีนหนุ่ม ๆ เล่า หลวงจีนเจ้าวัดว่า ท่านเป็นผู้รักษาศีลก็ดูยังหนุ่มอยู่ อังซินว่า เรามีตาก็จริง แต่ไม่รู้จักท่าน จะทำประการใดดี หลวงจีนเจ้าวัดว่า อย่าวิตกเลย ถ้าท่านได้พูดดังนั้นก็เห็นจะเข้าไปในเมืองหลวงทำการพะเจียบวงสรวงเทพยดาสำเร็จแล้ว ท่านจงหยุดพักให้สบายจึงค่อยเข้าไปเถิด

อังซินได้ฟังหลวงจีนเจ้าวัดพูดก็ไว้วางใจ คิดสำคัญว่าท่านผู้วิเศษไปแล้ว จึงหยุดพักกับหลวงจีนที่วัดนั้น ครั้นรุ่งเช้า หลวงจีนเจ้าวัดจัดโต๊ะมาเลี้ยงอังซิน แล้วหลวงจีนเจ้าวัดจึงว่า ข้าพเจ้าจะพาท่านไปเที่ยวไหว้พระและชมเก๋งเล่นให้สบาย ว่าแล้วหลวงจีนเจ้าวัดจึงเรียกศิษย์มาพาอังซินไปไหว้พระชมสิ่งของต่าง ๆ เล่น ในวัดนั้นมีสารพัดรูปสัตว์ เก๋งทำด้วยศิลาต่าง ๆ งดงามดี อังซินก็เที่ยวชมเพลิดเพลินไป ครั้นไปถึงเก๋งหลังหนึ่งเห็นปิดประตูใส่กุญแจไว้มีเลขยันต์ปิดทับหลายชั้น หนังสือที่ประตูสี่ตัวนั้นเรียกว่า ฮกหมอจือเตี้ย แปลว่า เก๋งปิศาจ อังซินจึงถามหลวงจีนเจ้าวัดว่า เก๋งนี้ใส่กุญแจไว้แน่นหนาแล้วมียันต์ปิดทับลงไว้ด้วยเหตุใด หลวงจีนบอกว่า ข้าพเจ้ามาอยูวัดนี้นานนักหนา ไม่แจ้งว่าจะเป็นสิ่งอันใด ได้ยินแต่เตียฮีเจ็งเซียนซือพูดว่า ในเก๋งขังปิศาจยักษ์ไว้ ถ้าผู้ใดได้เป็นเตียฮีเจ็งเซียนซือผู้วิเศษแล้ว ก็ต้องเอาเลขยันต์มาปิดทับลงไว้ทุก ๆ ผู้วิเศษมา อังซินจึงพูดว่า เราจะขอเปิดประตูดูว่าในเก๋งนั้นจะมีของสิ่งใดบ้าง

หลวงจีนตอบว่า ท่านผู้วิเศษกำชับสั่งไว้มิให้ผู้ใดเปิด อังซินจะให้ไขกุญแจเปิดดูให้ได้ หลวงจีนเจ้าวัดก็อ้อนวอนไว้ไม่ให้เปิด อังซินก็โกรธจึงพูดว่า ถ้าไม่เปิดให้เราดูโดยดีแล้ว เรากลับเข้าไปในเมืองหลวงจะกราบทูลพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้ว่า หลวงจีนเจ้าวัดปิดบังเสียไม่ให้เราพบเตียฮีเจ็งเซียนซือผู้วิเศษ แล้วอ้างอวดว่าเป็นผู้วิเศษมีวิชาขังปิศาจไว้ หลวงจีนเจ้าวัดเห็นอังซินโกรธอ้อนวอนเท่าไรก็หาฟังไม่ ลูกกุญแจจะไขประตูนั้นก็ไม่มี จึงเรียกเอาช่างมาหักกุญแจ แกะเลขยันต์ไว้ แล้วเปิดประตูเก๋งนั้นออก อังซินกับหลวงจีนเจ้าวัดเข้าไปไม่เห็นมีสิ่งใดในเก๋งมืดนั้นก็ให้จุดเทียนมาส่องดู เห็นมีศิลาหนึ่งตั้งทับเต่าศิลาอยู่ แต่เต่าศิลานั้นจมดินอยู่ครึ่งตัว อังซินเอาไฟส่องดูที่แผ่นศิลาข้างหน้า มีหนังสืออยู่ ไม่มีผู้ใดอ่านออก ข้างหลังแผ่นศิลานั้นมีหนังสือสี่ตัวใจความว่า ถ้าแซ่อังก็ให้เปิด อังซินเห็นหนังสือสี่ตัวแจ้งความแล้วจึงพูดกับหลวงจีนว่า ท่านไม่ให้เปิดประตู หนังสือศิลาสี่ตัวนี้มีว่า ถ้าแซ่อังเปิดประตูได้ ท่านมาปิดบังไว้ไม่ควรเลย ท่านจงให้ผู้ใดมายกศิลาและเต่านี้ออก เราจะดูว่าสิ่งอันใดบ้าง

หลวงจีนเจ้าวัดจึงอ้อนวอนว่า ท่านจงเมตตาข้าพเจ้าเถิด อย่ายกศิลาและเต่านี้ออกเลย อังซินจึงว่า ท่านผู้วิเศษแต่ครั้งก่อนก็ยังเขียนหนังสือไว้ที่ศิลาว่า แซ่อังเปิดได้ เราไม่ฟังท่านห้ามแล้ว หลวงจีนก็จนใจ เรียกช่างปูนเอาจอบเสียบมาขุดศิลาและเต่านั้นขึ้นมาได้ เห็นเป็นเหวลึกลงไปในดิน อังซินยืนดูอยู่ ประเดี๋ยวใจในเหวนั้นก็ลั่นดังเป็นควันดำพลุ่งขึ้นมาออกทางประตูขึ้นลอยอยู่บนอากาศแล้วแตกกระจายแยกย้ายกันไปทั้งแปดทิศ หลวงจีนเจ้าวัดเห็นร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง อังซินไม่รู้ว่าเหตุผลอันใดก็ตกตะลึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามหลวงจีนเจ้าวัดว่า จะเป็นปิศาจอันใดจึงได้เป็นควันแยกย้ายไปทั้งแปดทิศดังนี้ หลวงจีนบอกว่า เล่าโจ๊วเซียนซือแต่ครั้งแผ่นดินก่อนบอกไว้ว่า ในเก๋งนี้ขังดวงจิตดาวทหารที่ดุร้ายถึงร้อยแปดคน ชื่อดาวเทียมคังแซนั้นสามสิบหก ชื่อดาวตีลัวเจ็ดสิบสอง รวมร้อยแปดดวง ขังไว้มิให้ไปเกิด กลัวจะรบกวนไพร่บ้านพลเมืองให้ได้รับความเดือดร้อน ก็ท่านมาเปิดปล่อยไปดังนี้จึงได้แยกย้ายไปเกิดเป็นมนุษย์ทั้งร้อยแปดคน สืบไปภายหน้าไพร่บ้านพลเมืองก็จะพากันได้รับความเดือดร้อน อังซินได้ฟังก็ตกใจ สั่งให้เอาศิลากับแผ่นศิลาปิดปากเหวไว้ตามเดิม แล้วอังซินกับผู้คนบ่าวไพร่ออกจากวัดเขาเกาเล่งซัวกลับไปเมืองหลวง หลวงจีนเจ้าวัดก็จัดการทำเก๋งนั้นให้เรียบร้อยดังเก่า อังซินเดินตามทางกำชับบ่าวไพร่ว่า ถ้าไปถึงเมืองหลวงแล้ว เจ้าทั้งหลายอย่าได้พูดกับผู้ใดว่า เราปล่อยปิศาจดาวทหารออก บ่าวไพร่เหล่านั้นก็คำนับรับสั่ง เดินทางมาหลายวันถึงเมืองหลวง แจ้งความว่า เตียฮีเจ็งผู้วิเศษเข้ามาพะเจียบวงสรวงเทพยดาอยู่ถึงเจ็ดวัน ความไข้หายสงบเป็นปกติ ราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วกัน เตียฮีเจ็งเซียนซือกลับไปที่สำนักแล้ว อังซินแจ้งความก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้กราบทูลว่า ข้าพเจ้าไปถึง เตียฮีเจ็งเซียนซือผู้วิเศษขี่นกยางมาถึงก่อน ข้าพเจ้าเดินทางมาจึงได้ช้าไป พระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้จึงตรัสว่า เตียฮีเจ็งเซียนซือมาพะเจียบวงสรวงเทพยดาเรียบร้อยแล้วจึงได้กลับไป ราษฎรทั้งหลายเป็นสุขทุกตัวคน ท่านจงไปว่าราชการตามตำแหน่งเดิมเถิด อังซินก็ถวายบังคมลากลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมา ไพร่บ้านพลเมืองมิได้ป่วยไข้ มีความสุขสบายทั่วทั้งพระราชอาณาเขต



ภาพ[1] สารบัญขึ้น



Shuihu1.PNG


ภาพสมัยราชวงศ์หมิง
อังซินปล่อยปิศาจ



เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. ภาพเพิ่มโดยวิกิซอร์ซ



ขึ้น ตอน ๒