กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง


เมื่อรัชกาลที่ ๑ พอสร้างกรุงรัตนโกสินทรสำเร็จในปีมเสง พ.ศ. ๒๓๒๘ ปีนั้นเองพม่าก็ยกกองทัพมาตีเมืองไทย ศึกพม่าครั้งปีมเสงนั้นใหญ่โตกว่าที่เคยปรากฎในพงศาวดารมาแต่ก่อน เพราะพม่ายกกองทัพมาทุกทางทั้งปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือแลทิศตวันตก ประสงค์จะมิให้ไทยมีโอกาศที่จะต่อสู้รักษาบ้านเมืองไว้ได้ จำนวนรี้พลพม่าก็มากกว่าไทยราว ๕ ต่อ ๓ แต่ฝ่ายไทยคิดต่อสู้เอาไชยชนะได้โดยยุทธวิธี คือปล่อยให้พม่าทำทางอื่นตามชอบใจบ้าง เปนแต่ขัดตาทัพหน่วงไว้บ้าง รวมกำลังไประดมตีกองทัพหลวงของพม่าซึ่งพระเจ้าปะดุงยกมาเองทางด่านพระดีย์สามองคทัพเดียว ครั้นทัพหลวงของพม่าพ่ายแพ้ กองทัพพม่าที่ยกมาทางอื่นก็ถอยหนีไปบ้าง ที่หนีไม่ทันกองทัพไทยก็ตีแตกยับเยินไปหมดทุกทัพ พระเจ้าปะดุงเสียทีไทยไปในคราวที่กล่าวนี้มีความอัปรยศอดสู ด้วยยังไม่เคยรบแพ้ใครมาก่อน จึงให้เตรียมกองทัพจะยกมาอิก เห็นว่ากระบวรทัพที่ยกมาหลายทางอย่างครั้งก่อนเอาไชยชนะไทยไม่ได้ ด้วยขัดข้องในการลำเลียงเสบียงอาหาร กองทัพทั้งปวงจึงไม่สามารถจะทุ่มเทเข้ามาให้ถึงที่มุ่งหมายพร้อมกันได้ ในครั้งนี้คิดจะรวมกำลังยกมาแต่ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ทางเดียว แลจะทำสงครามเปนการแรมปี ตีกรุงเทพฯ อย่างเมื่อครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยาในคราวหลัง เพราะฉนั้นพระเจ้าปดุงจึงให้กะเกณฑ์เสบียงอาหารขนมารวบรวมไว้ที่เมืองเมาะตมะแต่ในฤดูฝนเมื่อปีมเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ พอถึงฤดูแล้งก็ให้ประชุมทัพที่เมืองเมาะตมะ ให้ราชบุตรผู้เปนพระมหาอุปราชาลงมาเปนนายทัพที่ ๑ มีจำนวนพล ๕๐,๐๐๐ ยกเข้ามาตั้งในแดนไทยตอนที่ข้ามเขาบรรทัด ให้มาตั้งยุ้งฉางวางเสบียงอาหารรายทาง แลต่อเรือสำหรับกองทัพที่จะยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ เมื่อการตระเตรียมพร้อมแล้ว พระเจ้าปะดุงจะยกกองทัพหลวงตามเข้ามา พระมหาอุปราชาจดกองทัพที่ยกเข้ามาเปนสามกอง กองที่ ๑ ให้เมียนหวุ่นคุมพล ๑๕,๐๐๐ มาตั้งที่ตำบลท่าดินแดง กองที่ ๒ ให้เมียนเมหวุ่นคุมพลหนึ่ง ๑๕,๐๐๐ มาตั้งที่ตำบลสามสบ กองที่ ๓ พระมหาอุปราชาคุมมาเอง จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ มาตั้งอยู่ที่ริมลำน้ำแม่กระษัตริย์ ใกล้กับด่านพระเจดีย์สามองค์ เพราะกองทัพพระมหาอุปราชาที่ยกเข้ามาจะต้องทำการอยู่ในแดนข้าศึกนานวัน เกรงว่าไทยจะยกไปตี จึงตั้งค่ายอย่างมั่นคงหลายค่าย แล้วสร้างสะพานข้ามห้วยธาร แลทำทางที่จะไปมาถึงกันได้โดยสดวกทุก ๆ ค่าย
ฝ่ายไทย ครั้นทราบว่าพม่ายกกองทัพเข้ามาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ปลายน้ำไทรโยคดังกล่าวมา ก็คาดความคิดพม่าถูก จึงตกลงกันว่าจะต้องชิงไปตีพม่าเสียให้แตกแต่ที่นั้นอย่าให้ตั้งทำการอยู่ได้ การสงครามจึงจะเบาแรง กองทัพไทยที่ยกไปครั้งนั้นจำนวนพล ๔๐,๐๐๐ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จไปทรงบัญชาการศึกเองทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จโดยกระบวรเรือจากกรุงเทพฯ ไปจนถึงเมืองไทรโยค แล้วยกเปนกองทัพบกต่อไป พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จไปตีค่ายพม่าที่ท่าดินแดง กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จไปตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ เข้าตีค่ายพม่าพร้อมกันทั้ง ๒ ทัพเมื่อวันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ รบกันอยู่ ๓ วัน ถึงวันขึ้น ๗ ค่ำ เพลาบ่าย ไทยแหกค่ายพม่าเข้าไปได้ พม่าต่อสู้อยู่จนพลบค่ำก็พากันทิ้งค่ายแตกหนี กองทัพไทยไล่ติดตามไปถึงค่ายพระมหาอุปราชาที่ตำบลแม่กระษัตริย์ พระมหาอุปราชารู้ว่ากองทัพน่าแตกแล้ว ก็รีบหนี มิได้รอต่อสู้ ในพงศาวดารพม่าว่า ครั้งนี้กองทัพพม่าแตกยับเยิน ไทยฆ่าฟันพม่าล้มตายมากนัก ที่จับเปนได้ก็มาก เสียทั้งช้างม้าพาหนะเสบียงอาหารแลเครื่องอาวุธยุทธภัณฑ์เปนอันมาก แลปืนใหญ่นั้นว่าไทยได้ไว้ทั้งหมดไม่เหลือไปสักกระบอกเดียว เรื่องราวการสงครามครั้งรบพม่าที่ท่าดินแดงมีเนื้อความดังกล่าวมา.
การแต่งกลอนเพลงยาวนิราศในเวลาไปทัพฤๅไปเที่ยวทางไกล เปนการที่ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ยังมีตัวอย่างปรากฎอยู่ เช่นเพลงยาวนิราศของหม่อมพิมเสนเปนต้น เหตุใดจึงพอใจแต่งนิราศกัน คิดดูก็พอเห็นได้ ด้วยในเวลาเดินทัพฤๅเวลาเที่ยวที่ต้องไปในเรือหลาย ๆ วัน มีเวลาว่างมาก นั่ง ๆ นอน ๆ ไปจนเบื่อ ก็ต้องหาอะไรทำแก้รำคาญ ผู้มีความรู้ในทางวรรณคดีก็หันเข้าหาการแต่งกลอนแก้รำคาญ จึงชอบแต่งนิราศ ที่พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชนิพนธ์นิราศท่าดินแดงก็ด้วยเหตุนั้นเอง พระราชนิพนธ์เรื่องนี้มีผู้พิมพ์ไว้กับเพลงยาวเรื่องอื่น แล้วพิมพ์ต่อกันมาอิกหลายครั้ง แต่ที่พิมพ์กันนั้นมักวิปลาสคลาศเคลื่อนมาก ซ้ำหลงกันไปว่าเปนเพลงยาวของเจ้าฟ้าจีดครั้งกรุงศรีอยุธยาด้วย ฉบับซึ่งได้ชำระถูกต้องดีมีแต่ที่ในหอพระสมุดวชิรญาณ เพราะฉนั้นจึงเห็นว่าสมควรจะพิมพ์ออกเฉภาะเรื่องให้ได้อ่านกันแพร่หลายแลรักษาพระราชนิพนธ์ไว้อย่าให้สูญเสีย.
| ๏แสนรักสุดรักภิรมย์สมร |
| ทุกอนงค์ทรงลักษณ์อันสุนทร |
| สถาวรพูนสวาดิ์สวัสดี |
| ประกอบศักดิสมบูรณ์จำรูญเนตร |
| อัคเรศงอนงามจำเริญศรี |
| แสนกระสันปั่นป่วนฤดีทวี |
| มีมโนเสน่ห์น้อมถนอมนวล |
| อันราคีมิให้เคืองระคางข้อง |
| ปองประคองนิ่มเนื้อนวลสงวน |
| หวังสวาดิ์มิรู้ขาดอารมณ์ครวญ |
| เปนที่ชวนชูชื่นทุกอิริยา |
| เกษมศุขภิรมย์สมสมาน |
| เคยสำราญมิได้แรมนิราศา |
| ไม่นิราศขาดชมสักเวลา |
| บำเรอล้อมพร้อมหน้าไม่ราวัน |
| นิจาเอ๋ยโอ้กรรมจึงจำไกล |
| มาซ้ำให้ทุเรศร้างมไหสวรรย์ |
| ก็เพราะมีอธิราชไภยัน |
| เข้าหักหั่นด่านแดนบุรีรมย์ |
| จึงต้องกรูกรีธาพลากร |
| มาจำจรจากศุขเกษมสม |
| สาระพัดสิ่งสวัสดิ์ที่เคยชม |
| ก็นิยมให้วิโยคด้วยจำเปน |
| เมื่อวันออกนาเวศทุเรศสถาน |
| แสนสงสารสุดอาไลยใครจะเห็น |
| พี่เคยทัศนาเจ้าทุกเช้าเย็น |
| เพราะเกิดเข็ญจึงต้องละสละมา |
| ครั้นถึงด่านดาลทเวศทวีถึง |
| คนึงในให้หวนละห้อยหา |
| ถึงนางนองเหมือนพี่นองชลนา |
| ยิ่งอาทวาอาวรณ์สท้อนใจ |
| ครั้นถึงโขลนทวาร[1] ยิ่งลานแล |
| ให้หวาดแหวอารมณ์ดังจะล้มไข้ |
| จนลุล่องคลองชลามหาไชย |
| ย่านไกลสุดสายในตาแล |
| เหมือนอกเราที่นิรามาทุเรศ |
| เหลือสังเกตมุ่งหามาห่างแห |
| รกำเดียวเปลี่ยวดิ้นฤดีแด |
| จนล่วงกระแสสาครบุรีไป |
| ลุสถานบ้านบ่อนาขวาง |
| ให้อางขนางร้อนรนกระมลไหม้ |
| ถึงย่านซื่อเหมือนพี่ซื่อสังวรใจ |
| มิได้มีลำเอียงเที่ยงธรรม์ |
| เมื่อถึงสามสิบสามคดแล้ว |
| แคล้วแคล้วเหมือนจะกลับมารับขวัญ |
| คล้ายคล้ายอัษฎงค์พระสุริยันต์ |
| ก็บรรลุถึงคลองสุนักข์ใน |
| พอชลาถอยถดลงลดฝั่ง |
| เรือดั่งเคืองเขินไม่เดินได้ |
| พลพายรายกันลงเข็นไป |
| เหมือนเข็ญใจเคืองจิตรที่จากมา |
| ครั้นเพลาสุริยาอรุณเรือง |
| แสงประเทืองเบื้องบูรพ์ทิศา |
| พอตกลึกแล้วให้ล่องนาวาคลา |
| ประทับท่าเมืองสมุทบุรีรมย์ |
| อันฝูงชนชาวบ้านย่านนั้น |
| ผิวพรรณไม่รื่นรวยสวยสม |
| ไม่เปนที่ชวนชื่นอารมณ์ชม |
| ยิ่งเกรียบตรมสุดแสนรกำใจ |
| ให้ปั่นป่วนหวนสวาดิประวัติหา |
| จะดูใครไม่พาใจชื่นได้ |
| จึงให้ออกนาวาคลาไคล |
| รีบไปตามสายชลธี |
| อันเรือหลังดั้งกันสิ้นทั้งหลาย |
| ก็พายแซงแข่งขึ้นไปอึงมี่ |
| โห่สนั่นครั่นครื้นทั้งนาวี |
| มีแต่ความเกษมศุขไปทุกคน |
| เสียงเส้าเร้าเร่งพลพาย |
| เหมือนรักหมายสายสวาดิทุกขุมขน |
| ให้อักอ่วนป่วนจิตรจลาจล |
| ถึงตำบลบางกุ้งเปนคุ้งเลี้ยว |
| ยิ่งลับไม้ไกลเนตรทุเรศสถาน |
| ให้แดดาลหวั่นหวั่นกระสันเสียว |
| ดังเอกามาแต่นาวาเดียว |
| เปลี่ยวสวาดินิราศไร้ภิรมย์ชม |
| มาถึงย่านนกแขวกแสกส่งเสียง |
| ฟังสำเนียงถอนใจเพียงใจล่ม |
| เคยยินเสียงประโคมขานสำราญรมย์ |
| โอ้ครั้งนี้มาระงมแต่เสียงนก |
| แสนทุเรศเวทนานิจาเอ๋ย |
| นี่ใครเลยจะเลงเห็นในอก |
| ได้ระกำช้ำใจมาหลายยก |
| หวังจะป้องปิดปกให้พ้นไภย |
| มิให้หมู่พาลาอาธรรม์ |
| มาย่ำยีเขตรขัณฑ์บุรีได้ |
| จึงสู้สละรักหักใจ |
| มาทนเทวศอยู่ไกลเอกา |
| ถึงบำหรุเหมือนพี่บำราศรัก |
| ให้อักอ่วนครวญใคร่อาไลยหา |
| ครั้นลุราชบุรีภิรมยา |
| ที่อาทวาหักอารมณ์ค่อยสมประดี |
| จึงรีบรัดจัดหมู่โยธา |
| ให้อยู่รักษาบุรีศรี |
| ครั้นอรุณเรืองแรงแสงรวี |
| ก็จรลีนาเวศทุเรศจร |
| ด่วนเดินทางโดยทางชลมารค |
| แสนลำบากด้วยร้างแรมสมร |
| กระหายหิวหวิวใจให้อาวรณ์ |
| แต่ข้อนข้อนขุ่นเข็ญเปนนิรันดร์ |
| ถึงท่าราบเหมือนพี่ทาบทรวงถวิล |
| ยิ่งโดยดิ้นโหยหวนครวญกระสัน |
| ด้วยได้ทุกข์ฉุกใจมาหลายวัน |
| จนบรรลุเจ็ดเสมียนตำบลมา |
| ลำลำจะใคร่เรียกเสมียนหมาย |
| มารายทุกข์ที่ทุกข์คนึงหา |
| จึงรีบเร่งนาเวศครรไลคลา |
| พอทิวากรเยื้องจะสายัณห์ |
| ก็ลุถึงวังศาลาท่าลาด |
| ชายหาดทรายแดงดังแกล้งสรร |
| จึงประทับแรมรั้งยังที่นั้น |
| พอพักพวกพลขันธ์ให้สำราญ |
| พรั่งพร้อมล้อมวงเปนหมู่หมวด |
| ชาวมหาดตำรวจแลทวยหาญ |
| เฝ้าแหนแน่นนันต์กราบกราน |
| นุ่งห่มสครานจำเริญตา |
| ต่างว่าจะเข้าโหมหักศึก |
| ห้าวฮึกขอขันอาสา |
| ไม่คิดกายขอถวายชีวา |
| พร้อมหน้าถ้วนทั่วทุกตัวไป |
| แต่ตริการที่จะผลาญอรินราช |
| จนโอภาสแสงจันทร์จำรัสไข |
| ให้ขุกคิดอาวรณ์สท้อนใจ |
| ถึงอนงค์นางในไม่รู้วาย |
| ด้วยเคยทอดทัศนาไม่รารัก |
| ภิรมย์ภักตร์ร้องรำบำเรอถวาย |
| บ้างเฝ้าแหนหมอบเมียงเรียงราย |
| กรกรายโบกพัชนีพาน |
| ยิ่งเร่าร้อนทอนทอดฤไทยทุกข์ |
| เมื่อเคยศุขฤๅมาเสื่อมทุกสิ่งสมาน |
| จนลืมหลงที่ดำรงดำริห์การ |
| แต่เดือดดาลอารมณ์ไม่สมประดี |
| จนเพลาสิบทุ่มยิ่งรุ่มร้อน |
| ให้ยกพลนิกรออกจากที่ |
| กระบวนทัพซับซ้อนมามากมี |
| โห่มี่สเทือนก้องท้องวาริน |
| ถึงม่วงชุมเหมือนเมื่อเคยประชุมเฝ้า |
| ยิ่งร้อนเร่ารื้อกำหนัดประวัติถวิล |
| ยามเสวยเคยเห็นเปนอาจิณ |
| แดดิ้นถึงเนื้อวิมลมาลย์ |
| แสนเทวศเสื่อมสิ้นสิ่งสวาดิ์ |
| ด้วยนิราศแรมร้างห่างสถาน |
| ถึงยามชื่นมิได้ชื่นสำราญบาน |
| แต่นี้นานสวาดิเว้นไม่เห็นใคร |
| ถึงปากแพรกซึ่งเปนที่ประชุมพล |
| พร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่ |
| ค่ายคูเขื่อนขันธ์ทั้งนั้นไซ้ |
| สารพัดแต่งไว้ทุกประการ |
| จึงรีบรัดจัดโดยกระบวนทัพ |
| สรรพด้วยพยุหทวยหาญ |
| ทุกหมู่หมวดตรวจกันไว้พร้อมการ |
| ครั้นได้ศุภวารเวลา |
| ให้ยกขึ้นตามทางไทรโยคสถาน |
| ทั้งบกเรือล้วนทหารอาสา |
| จะสังหารอริราชพาลา |
| อันสถิตย์อยู่ยังท่าดินแดง |
| ครั้นเดือนสามวันแรมเก้าค่ำ |
| ย่ำรุ่งสี่บาทอรุณแสง |
| จึงให้ยกพหลรณแรง |
| ล้วนกำแหงหาญเหี้ยมสงครามครัน |
| ไปโดยพยุหบาตรรัถยา |
| พลนาวาตามไปเปนหลั่นหลั่น |
| สพรึบพร้อมน่าหลังดั้งกัน |
| โห่สนั่นสเทือนท้องนทีธาร |
| รีบเร่งพลพายให้เร่งพาย |
| ฝืนสายชลเชี่ยวฉ่าฉาน |
| ถึงตำแหน่งแก่งหลวงศิลาดาล |
| ชลธารไหลเชี่ยวเปนเกลียวมา |
| แต่จำเภาะเตราะตรอกซอกทาง |
| แก่งเกาะขัดขวางอยู่หนักหนา |
| แสนลำบากยากใจที่ไคลคลา |
| ใครจะเห็นเวทนาบันดามี |
| สองวันบรรลุถึงวังยาง |
| คนึงวังอ้างว้างเกษมศรี |
| เคยเปนศุขทุกทิวาราตรี |
| โอ้ครานี้มีกรรมมาจำไกล |
| ถึงบางลานยิ่งดาลทรวงสมร |
| ให้ขุ่นข้อนอารมณ์หม่นไหม้ |
| จึงเร่งรีบนาวาคลาไคล |
| มาถึงไศลชลธีศีขรินทร์ |
| สูงส่งตรงโตรกโดดเดี่ยว |
| อยู่ริมสายชลเชี่ยวกระแสสินธุ์ |
| พรายแพร้วดังแก้วแกมนิล |
| ปักษินบินร้องร้องระงมไพร |
| บ้างจับไม้รายเรียงบนเชิงเขา |
| บ้างง่วงเหงาหาคู่พิศมัย |
| นกเอ๋ยยังรู้มีอาไลย |
| อกเราฤๅจะไม่เวทนา |
| ครั้นบรรลุถึงศาลเทพารักษ์ |
| อันพิทักษ์ปากน้ำประจำท่า |
| มีแต่ศาลสันโดษอยู่เอกา |
| คิดมาเหมือนอกพี่ที่จากจร |
| เห็นอารักษ์แล้วคิดสังเวชจิตร |
| มาไร้มิตรเหมือนพี่ร้างแรมสมร |
| สารพัดจะวิบัติอนาทร |
| แต่ร้อนแรมตามทางทุเรศมา |
| ครั้นมาถึงวังนางตะเคียน |
| พิศเพี้ยนมิ่งไม้ใบหนา |
| คั่งเคียงเรียงเรียบริมชลา |
| สาขารื่นร่มสำราญใจ |
| ต้นไม้เปลาเปลาอยู่สล้าง |
| เหมือนไม้กระถางวางเรียงงามไสว |
| ชมพลางพลางรีบนาวาไป |
| บรรลุล่วงมาได้หลายตำบล |
| มาทางพลางแสนคนึงหา |
| นัยนาแลลับไพรสณฑ์ |
| ยิ่งแดดาลร่านร้อนทุรนทน |
| จนลุดลเขาท้องไอยรารมย์ |
| เปนช่องชั้นเชิงผาศิลาลาด |
| รุกขชาติรื่นรวยสวยสม |
| ไพจิตรพิศพรรณอยู่น่าชม |
| ลมพัดพากลิ่นสุมาลย์มา |
| มีท่อธารน้ำพุดุดั้น |
| ตลอดลั่นไหลลงแต่ยอดผา |
| เปนโปลงปล่องช่องชั้นบรรพตา |
| เซนซ่าดังสายสุหร่ายริน |
| บ้างเปนท่อแถวทางหว่างบรรพต |
| เลี้ยวลดไหลมามิรู้สิ้น |
| น้ำใสไหลซอกศิขรินทร์ |
| แสนถวิลถึงสวาดิ์ไม่คลาศคลา |
| เกษมศุขสรงสนานสำราญเริง |
| บรรเทิงจิตรพิศวงหรรษา |
| ชลอได้ก็จะใคร่ชลอมา |
| ให้เปนที่ผาศุกทุกนางใน |
| คิดเคยเมื่อเคยสรงสนาน |
| สุธาธารทิพรศสดใส |
| อันหอมหวนอวลอบสุมาไลย |
| มาร้างไร้สุคนธกำจร |
| เจ้าเคยถวายภูษาสุธาสรง |
| อันบรรจงทิพรศเกสร |
| เคยไพบูลย์ด้วยตรุณนิกร |
| ทีนี้มาจำจรอยู่เอกา |
| ชมเขาลำเนาพนาวาศ |
| แสนสวาดิ์ไม่วายถวิลหา |
| ถึงไทรโยคปลายแดนนัครา |
| มิให้หยุดโยธาเร่งคลาไคล |
| แต่เห็นทางท่าชลานั้น |
| เปนเกาะแก่งขัดขั้นล้วนเนินไศล |
| ยากที่นาวีจะหลีกไป |
| จึงสั่งให้รอรั้งยั้งนาวา |
| เร่งรีบคชสารอัศดร |
| บทจรตามแถวแนวพฤษา |
| ชมพรรณมิ่งไม้นานา |
| บ้างทรงผลปนผกาเขียวขจี |
| ลางต้นสาขาดูน่าชม |
| รื่นร่มมิดแสงพระสุรศรี |
| สดับเสียงปักษาสุวาที |
| ลิงค่างบ่างชนีวิเวกดง |
| เสนาะเสียงจักระจั่นสนั่นไพร |
| แม่ม่ายลองไนในป่าระหง |
| เรไรร้องหริ่งหริ่งอยู่ริมพง |
| ส่งเสียงดังสำเนียงอนงค์นวล |
| คิดคล้ายลม้ายเหมือนดนตรี |
| จำเรียงรี่เรื่อยโรยโหยหวน |
| ยิ่งซับซาบอาบชื่นอารมณ์ชวน |
| กำสรวญว้าเหว่ทุเรโรย |
| ฟังแต่เสียงสำเนียงนกวิหคร้อง |
| วิเวกก้องเกริ่นไพรฤไทยโหย |
| รุกขชาติแกว่งกวัดสบัดโบย |
| ลมโชยคันธรศจรุงใจ |
| ตวันรอนอ่อนแสงจะอัษฎงคต์ |
| เหล่าจัตุรงค์เตรียมกายทั้งนายไพร่ |
| แรมร้อนนอนแนวพนาไลย |
| เขตรไศลป่าระหงดงดอน |
| นอนเดียวเปลี่ยวเทวศทวีทุกข์ |
| ไม่มีศุขเร่าร้อนสท้อนถอน |
| แสงจันทร์ส่องสว่างกลางอัมพร |
| ยิ่งอาวรณ์หวังสวาดิ์ไม่ขาดคิด |
| วายุพัดพานดวงศศิธร |
| เขจรจรบังเมฆมิดสนิท |
| พิรุณโรยโปรยปรายใบไม้ชิด |
| สท้านจิตรเจียนจักเปนไข้ใจ |
| เย็นฉ่ำน้ำฟ้าลอองฝน |
| มาทนเทวศครั้งนี้จะมีไหน |
| ถึงทั้งหลายหนาวกายได้ผิงไฟ |
| ไม่เหมือนพี่หนาวใจที่ในทรวง |
| เห็นดาวดึกนึกหวนรัญจวนหา |
| ในอุราเพียงทับด้วยเขาหลวง |
| อันหาบหามที่เขาตามมาทั้งปวง |
| ไม่หนักทรวงเหมือนพี่หนักอาไลยไกล |
| เขาหนักหาบถึงที่ก็ได้พัก |
| พี่หนักรักนี้ไม่ปลงเอาลงได้ |
| มีแต่คอนข้อนทุกข์ทุกวันไป |
| จะเห็นใจฤๅที่ใจการุญกัน |
| แต่นอนนิ่งกลิ้งกลับไม่หลับสนิท |
| ยิ่งคิดคิดก็ยิ่งโทมนัศสันต์ |
| จนอรุณเรืองศรีระวีวรรณ |
| จึงให้ยกพลขันธ์ยาตรา |
| ออกจากเนินผาศิลาพนัศ |
| เร่งรัดทวยหาญทั้งซ้ายขวา |
| ไปตามแนวแถวในพนาวา |
| พอสุริยาสายัณห์ลงรอนรอน |
| ก็ถึงด่านท่าขนุนโดยหมาย |
| ให้ตั้งค่ายตามเชิงศิขร |
| แล้วรีบเร่งพหลพลนิกร |
| ทั้งลาวมอญเขมรไทยเข้าโจมตี |
| ทัพพม่าอยู่ยังท่าดินแดง |
| แต่งค่ายรายไว้เปนถ้วนถี่ |
| ทั้งเสบียงอาหารสารพันมี |
| ดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ |
| มีทั้งพ่อค้ามาขาย |
| ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน |
| ด้านหลังท่าทางวางตะพาน |
| ตามลหานห้วยน้ำทุกตำบล |
| ร้อยเส้นมีฉางระหว่างค่าย |
| ถ่ายเสบียงมาไว้ทุกแห่งหน |
| แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคน |
| จนตำบลสามสบครบครัน |
| อันค่ายคูประตูหอรบ |
| ตบแต่งสาระพัดเปนที่มั่น |
| ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน |
| เปนชั้นชั้นอันดับมากมาย |
| ให้ทหารเข้าหักโหมโรมรัน |
| สามวันพวกพม่าก็พังพ่าย |
| แตกยับกระจัดพลัดพราย |
| ทั้งค่ายคอยน้อยใหญ่ไม่ต่อดี |
| ให้ติดตามไปจนแม่กษัตร |
| เหล่าพม่ารีบรัดลัดหนี |
| บ้างก็ตายก่ายกองในปัถพี |
| ด้วยเดชะบารมีที่ทำมา |
| ตั้งใจจะอุประถัมภก |
| ยอยกพระพุทธสาสนา |
| จะป้องกันขอบขัณฑสิมา |
| รักษาประชาชนแลมนตรี |
| จะบำรุงทั้งฝูงสุรางค์รัก |
| ให้อัคเรศเปนศุขจำเริญศรี |
| ครั้นเสร็จการผลาญราชไพรี |
| ก็ให้กรีธาทัพกลับมา |
| ทั้งทิวาราตรีไม่หยุดหย่อน |
| ด้วยอาวรณ์ทนเทวศถวิลหา |
| แสนคนึงถึงสวาดิ์ไม่คลาศคลา |
| แต่พร่ำปรารภนั้นเปนอาจิณ |
| จิตรเจ็บจะขาดด้วยนิราศรศ |
| จะอดไว้ก็สุดอาไลยถวิล |
| อันบำราบรบราชไพริน |
| ถึงจะไร้ศรศิลป์ที่ชิงไชย |
| ก็พอจะพยายามตามตี |
| ให้ชนะไพรีจงได้ |
| จะสู้สงครามรักนี้หนักใจ |
| ด้วยไร้ศรรศสวาดิ์จะราวี |
| อันแสนศึกทั้งหลายก็พ่ายแพ้ |
| ยากแต่จะรบรักให้หน่ายหนี |
| ที่ลำบากแต่หลังในครั้งนี้ |
| สุดที่จะปรับทุกข์กับผู้ใด |
| อันฝูงสุรางค์นางทั้งหลาย |
| ยังค่อยอยู่ศุขสบายฤๅไฉน |
| ฤๅในจิตรคิดอ่านประการใด |
| อย่าอำไว้จงแจ้งแต่จริงเอย ฯ |
- ↑ ที่ตั้งโขลนทวารครั้งนั้นว่าอยู่ตรงวัดไทร อำเภอบางขุนเทียร จังหวัดธนบุรี
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse