ประชุมกาพย์เห่เรือ

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประชุมกาพย์เห่เรือ
โดย: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ปก

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ลง



ประชุมกาพย์เห่เรือ



ปกใน

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



หอพระสมุดวชิรญาณ


ประชุมกาพย์เห่เรือ


_______________


พิมพ์เป็นของแจกในงานศพ


นายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล)


ท.จ.ว., จ.ม., ภ.ช., ร.ด.ม. (ศ), ร.จ.ป.ร. ๒, ร.จ.ม.


ปีมะเส็ง นพศก พ.ศ. ๒๔๖๐


_______________


พิมพ์ที่ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



หน้า (๑)-(๑๖)

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



คำนำ


_______________


สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต[1] เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ มีรับสั่งมายังกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณว่า ทรงศรัทธาจะพิมพ์หนังสือเป็นของแจกในการพระกุศลจัดการปลงศพนายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) ท.จ.ว., จ.ม., ภ.ช., ร.ด.ม. (ศ), ร.จ.ป.ร. ๒, ร.จ.ม. องคมนตรี มีพระประสงค์จะพิมพ์กาพย์เห่เรือ ขอให้กรรมการช่วยเลือกหาฉบับแลจัดการพิมพ์ถวาย กรรมการมีความยินดีที่จะรับพระธุระ ด้วยคิดเห็นอยู่เหมือนกันว่า กาพย์เห่เรือเป็นหนังสือดีในภาษาไทย ซึ่งสมควรจะรวบรวมพิมพ์ไว้เป็นเล่มโดยเฉพาะ ถ้าพิมพ์ขึ้นคงจะเป็นที่ชอบใจของบรรดานักเรียนทั่วไป เมื่อทราบว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ จะทรงรับพิมพ์ กรรมการจึงได้ลงมือรวบรวมกาพย์บทเห่เรือทั้งเก่าใหม่บรรดาที่ปรากฏ คือ กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร[2] ทรงนิพนธ์แต่ครั้งกรุงเก่าเรื่องหนึ่ง กาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเรื่องหนึ่ง ทั้งสองเรื่องนี้มีต้นฉบับอยู่ในหอพระสมุดฯ กาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่องหนึ่ง ยังไม่พบหนังสือ ต้องเที่ยวถามจากผู้ที่จำไว้ได้ กาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบันนี้[3] เรื่องหนึ่ง พิมพ์ไว้ในหนังสือสมุทรสาร ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตามประสงค์ แลกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์[4] เรื่องหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ประทานต้นฉบับมา เป็นอันรวมกาพย์เห่เรือบรรดามีพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ได้ทั้งหมด จึ่งให้ชื่อสมุดเล่มนี้ว่า “ประชุมกาพย์เห่เรือ”


ตำนานเห่เรือ


กาพย์เห่เรือเหล่านี้ ถ้าว่าโดยกระบวนหนังสือ ล้วนเป็นกลอนสังวาสซึ่งแต่งดีอย่างที่สุดในหนังสือไทยพวกหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ คนทั้งหลายจึงชอบอ่านแลพอใจจำไว้ขับร้องเล่นตั้งแต่ไร ๆ มา จนตราบเท่าทุกวันนี้ ผู้ที่ได้สมุดเล่มนี้เห็นจะไม่ใคร่มีใคร ฤๅถ้ามีก็คงน้อยตัวทีเดียว ที่จะไม่เคยอ่านแลไม่ชอบบทเห่เรือ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายบอกว่า บทเห่เรือเป็นของดีอย่างไร แต่เห่เรือถ้าว่าโดยประเพณีแลเรื่องราวของบทเห่เหล่านี้ ตำนานในทางโบราณคดีมีอยู่บ้าง บางทีจะมีผู้ซึ่งยังไม่เคยทราบ ข้าพเจ้าจึงจะลองอธิบายตำนานเห่เรือในคำนำนี้ตามที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกเล่า ประกอบกับความรู้แลความสันนิษฐานของตนเองด้วย ถ้าความที่ข้าพเจ้าแสดงวิปลาสคลาดเคลื่อนบ้างอย่างไร ขอท่านผู้อ่านจงให้อภัยโทษด้วย

จะกล่าวด้วยการเห่เรือก่อน ลักษณะการที่พลพายขับร้องอย่างหนึ่งอย่างใดในเวลาพายเรือนั้น เห็นจะมีเป็นประเพณีด้วยกันทุกชาติทุกภาษาบรรดาที่ใช้เรือพาย แลคงมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ทีเดียว ด้วยมีประโยชน์เป็นสัญญาให้พายพร้อมกัน แลให้เกิดความรื่นเริงพอแก้เหนื่อยได้บ้าง เห่เรือของชนชาติอื่น ๆ มีจีนและญวนเป็นต้นนั้น ที่เขาร้องเล่นลิเกกันก็ได้ยินอยู่ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เอาใจใส่สืบสวน ด้วยไม่เกี่ยวแก่เรื่องที่จะกล่าว จะกล่าวเฉพาะแต่เห่เรือของไทยเรา เข้าใจว่า เห่เรือทุก ๆ อย่างย่อมจะมีมูลเหตุ ซึ่งรู้ได้ในเวลานี้บ้าง รู้ไม่ได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ขานยาว “เหยอว เย่อว” ที่เราเคยได้ยินอยู่ทั่วกันนี้ เป็นเห่อย่างต่ำ มูลเหตุจะมาแต่ไหน แลจะเป็นภาษาไร ข้าพเจ้าไม่เคยทราบ จนไปได้เค้าเงื่อนเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๓๔ เมื่อไปราชการประเทศยุโรป ขากลับโปรดให้มาทางประเทศอินเดีย ได้ไปแวะที่เมืองพาราณสี เขาจัดที่ให้อยู่แห่งหนึ่งต่างฟากแม่น้ำคงคากับรามนครนั้น มหาราชาได้จัดเรือขนานมารับข้ามฟาก เป็นเรือสองลำผูกติดกัน ทำเป็นมณฑปไว้ข้างท้าย ตั้งเก้าอี้รับแขกไว้ในมณฑปนั้น พอออกเรือพายข้ามแม่น้ำคงคา ฝีพายคนหนึ่งขับร้องเป็นภาษาสันสกฤตขึ้นด้วยคำว่า “โอม” แต่คำต่อไปว่ากระไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ประมาณอักษรสักบาทฉันท์หนึ่ง พอจบ ฝีพายก็รับด้วยเสียงดังคล้าย ๆ “เย่อว” ทั้งลำ แล้วต้นบทก็ขึ้นใหม่ ฝีพายรับ เย่อว อีก เห่ไปอย่างนี้จนข้ามถึงท่ารามนคร ข้าพเจ้าถามเขาว่า ฝีพายขับร้องอะไรกัน เขาอธิบายว่า เป็นคำขับบูชาพระรามพระลักษณ์ ได้ความเช่นนี้ จึงเห็นว่า เรื่องขานยาว เหยอว เย่อว ของไทยเรานั้น เห็นพวกพราหมณ์จะพาแบบแผนเข้ามาแต่มัชฌิมประเทศเป็นแน่ แต่เดิมคงจะขับเป็นภาษาสันสกฤต ครั้นนานเข้าหลุดลุ่ยไปทีละน้อย ด้วยเราไม่รู้ภาษา จึงเหลืออยู่แต่เหยอว เย่อว จึงไม่รู้ว่าภาษาอะไร ยังเห่ที่มีตำราอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “สวะเห่” นั้น ถ้อยคำก็แปลก ขึ้นว่า “เห่แลเรือ” พลพายรับว่า “เห่ โห เห่ โห” เมื่อจะจบต้นบท ชักว่า “ชัยแก้วพ่อเอย” พลพายรับว่า “โอว โอว” นี้ ดูท่าเดิมก็น่าจะเป็นภาษาสันสกฤตอีก แต่มูลเหตุจะมาอย่างไรข้าพเจ้าหาทราบไม่ ถ้อยคำที่เข้าใจได้เจือไปด้วยคำเริงทัพ คงจะได้ใช้เห่กระบวนเรือหลวงมาแต่ก่อน แต่บทเห่เรือที่เราชอบร้องกันเล่น เช่น ชมเรือกระบวนเสด็จ แลชมปลา เป็นต้น ที่แต่งครั้งกรุงเก่าก็ดี ฤๅบทเห่แต่งในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น เห่ชมกับข้าวของกินนั้นก็ดี มิใช่บทเห่ในการหลวง รู้ตำนานเป็นแน่ (ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า) ว่า เมื่อแต่งขึ้น เป็นแต่สำหรับเห่เล่นโดยลำพัง พึ่งเอาบทเห่เหล่านั้นมาเห่ในการหลวงเมื่อรัชกาลที่ ๔ นี้เอง บทเห่เรือกระบวนหลวงของเดิม นอกจากสวะเห่ น่าจะมีบทอะไร ๆ อีก ในกาพย์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรก็บ่งไว้ว่า “พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา”[5] ดังนี้ เห็นจะไม่ได้หมายความว่า เห่แต่สวะเห่อย่างเดียว แต่บทเก่าหากสูญเสีย จึงทราบไม่ได้ในเวลานี้ว่า มีบทเห่อะไรอีกบ้าง

ถ้าว่าโดยลำนำสำหรับเห่เรือ ในตำราบอกไว้แต่สามอย่าง เรียกว่า สวะเห่ อย่างหนึ่ง ช้าลวะเห่ อย่างหนึ่ง มูลเห่ อย่างหนึ่ง แต่ที่เคยสังเกตเห็นลักษณะเห่ในกระบวนหลวง เห็นเห่อยู่สี่อย่าง คือ เมื่อเสด็จลงประทับในเรือพระที่นั่งแล้ว หลวงพิษณุเสนี ขุมรามเภรี เป็นต้นบท (จะได้เป็นต้นบทโดยตำแหน่งฤๅโดยเฉพาะตัว ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่) คนหนึ่งนั่งคุกเข่าพนมมือเห่โคลงนำกาพย์ บางทีเรียกกันว่า เกริ่นโคลง ก็เคยได้ยิน เมื่อจบบทโคลงแล้วจึงออกเรือพระที่นั่ง พลพายพายนกบินจังหวะช้า เพราะว่าเรือตามน้ำ ไม่หนักแรง ผจงพายเอางามได้ ใช้ทำนองเห่ช้า เข้าใจว่า ได้กับที่เรียกในตำราว่า ช้าลวะเห่ (คงเป็น ช้าแลว่าเห่) คงหมายความว่า เห่ช้า พอจวนจะถึงที่ประทับ ต้นบทก็ชักสวะเห่ คำนี้จะหมายความอย่างไร ยังคิดไม่เห็น คะเนพอจบบทเรือพระที่นั่งก็ถึงที่จอด ขากลับเรือทวนน้ำ มีระยะย่านไกล ต้องพายหนักจังหวะเร็ว ใช้เห่ทำนองเร็ว ที่มีพลพายรับ “ฮะไฮ้” นั้น เข้าใจว่า ได้กับที่เรียกในตำราว่า มูลเห่ คงหมายความว่า เห่เป็นพื้น เมื่อจบบทพายจ้ำสามทีส่งทุกบท ถ้าลอยพระประทีปเดือนสิบสองซึ่งมีการแต่งเรือพระที่นั่งกึ่งทรงพระชัยลำหนึ่ง พานพุ่มดอกไม้พุทธบูชาลำหนึ่ง เวลาเรือกิ่งเข้ามาทอดเทียบเรือบัลลังก์พระที่นั่ง ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการแล้ว โปรดให้จอดเห่ถวายอยู่นาน ๆ ว่าเป็นทำนองมูลเห่ เห่ถวายแล้วออกเรือ จึงเปลี่ยนเป็นทำนองช้าลวะเห่ ลักษณะการเห่เรือเคยเห็นดังกล่าวมานี้

ทีนี้จะว่าถึงตำนานบทเห่เรือต่อไป บทเห่เรือที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ มีตำนานได้ทราบมาดังนี้

๑.   บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรมีสองเรื่อง เรื่องที่หนึ่ง ชมกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ขึ้นต้นแต่ “พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย” ต่อชมกระบวนเรือว่าด้วยชมปลา ชมไม้ ชมนก เป็นนิราศ บทเห่เรื่องนี้เห็นได้ในสำนวนว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงนิพนธ์ สำหรับเห่เรือพระที่นั่งของทำนองเวลาตามเสด็จขึ้นพระบาท ออกจากกรุงเก่าเวลาเช้า พอเย็นก็ถึงท่าเจ้าสนุก

บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรเรื่องที่สองนั้นเป็นคำสังวาส เอาเรื่องพระยาครุฑลักนางกากีมานำบท ขึ้นต้นว่า “กางกรอุ้มโอบแก้ว เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์” แล้วว่าต่อไปเป็นกระบวนสังวาสจนจบ ถ้าสังเกตจะเห็นได้ในสำนวนว่า เอาเรื่องจริงอันเป็นความขำลับลี้ในพระทัยของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรออกมาว่าตลอดทั้งเรื่อง เรื่องที่ว่านั้นอาจจะรู้ได้ในปัจจุบันนี้ ด้วยมีปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ที่ได้กล่าวถึงเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรลอบผูกสมัครักใคร่กับเจ้าฟ้าสังวาล จึงเข้าใจว่า บทเรื่องหลังนี้ว่าด้วยเรื่องสังวาสเจ้าฟ้าสังวาลทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ แต่เดิมเห็นจะใช้บทเรื่องนี้เห่แต่เฉพาะเวลาทรงเรือประพาสที่ลับโดยลำพัง เช่น ไปเที่ยวทุ่ง เป็นต้น

๒.   บทเห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ตั้งแต่ชมกับข้าวของกิน ขึ้นว่า “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง” เป็นต้น ตลอดจนว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์ เข้าใจว่า ทรงพระราชนิพนธ์แต่เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า พระราชนิพนธ์นี้ทรงชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีแต่ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ด้วยกระบวนแต่งเครื่องเสวยไม่มีผู้ใดจะดีเสมอในครั้งนั้น บทเห่เรือซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ก็สำหรับเห่เรือเสด็จประพาส มิได้ใช้ในราชการ ความข้อนี้ ในโคลงพยุหยาตราพระกฐินซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส[6] ทรงนิพนธ์เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ไม่ได้กล่าวถึงเห่เรือเลย จึงเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เอาบทเห่เรือทั้งบทครั้งกรุงเก่าแลบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ มาใช้เห่เรือในราชการต่อเมื่อในรัชกาลที่ ๔

๓.   บทเห่พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ นั้น มีแต่ชมโฉมบทเดียว ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้เห่ถวายเวลาลอยพระประทีปดังกล่าวมา ไม่ใคร่จะได้ใช้ในที่อื่น นาน ๆ ได้ยินเอาไปเห่กระบวนพระกฐินพยุหยาตราครั้งหนึ่ง เห่พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ผู้เคยตามเสด็จลงเรือบัลลังก์ลอยประทีปได้ยินเห่ทุก ๆ ปี จึงจำไว้ได้ แต่ไม่ปรากฏว่าเคยพิมพ์ฤๅจดไว้ที่ไหน เมื่อจะพิมพ์สมุดเล่มนี้ ข้าพเจ้าเองก็ลืมเสียมาก เที่ยวสืบหาหนังสือก็ไม่ได้ ต้องเที่ยวถามตามผู้ที่เคยจำไว้ ได้มาเพียงเท่าที่พิมพ์ ยังขาดอยู่สองบาท ขอโอกาสแจ้งไว้ในคำนำนี้ ถ้าท่านผู้ใดได้จดไว้ฤๅจำได้จนจบ ถ้าจดมาให้หอพระสมุดฯ ให้ได้พระราชนิพนธ์ไว้บริบูรณ์ กรรมการจะขอบคุณเป็นอันมาก

๔.   บทเห่พระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบันซึ่งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มาพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ด้วยนั้น ทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานสำหรับพิมพ์ในหนังสือสมุทรสารอุดหนุนราชนาวีสมาคมเมื่อปีขาล พ.ศ. ๑๔๕๗ เอาเค้าเรื่องบทเห่เรือเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์เทียบลักษณะการในเวลาปัจจุบันนี้ เป็นต้นว่า เห่เก่าชมกระบวนเรือพาย ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งแลเรือรบเรือไล่ในครั้งนั้น พระราชนิพนธ์ทรงชมเรือพระที่นั่งแลเรือรบเรือไล่ซึ่งเป็นเรือกลไฟในเวลานี้ ถึงบทอื่นก็ทรงเทียบให้ตรงกับการที่เป็นอยู่แลความนิยมในสมัยนี้ ทั้งในทางพรรณนาแลในกลอนสังวาส ถ้าผู้เป็นนักเรียนโบราณคดีอ่านด้วยความสังเกต บทเห่เรือตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า แลที่แต่งครั้งรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ แลพระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบันนี้ จะได้รับประโยชน์ความเข้าใจที่เปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ ทั้งความนิยมแลการงาน นอกจากประโยชน์ที่ได้ในทางอ่านหนังสือกลอนที่แต่งดีอีกส่วนหนึ่ง เชื่อว่า ผู้อ่านคงจะขอบพระเดชพระคุณด้วยกันทุกคน

๕.   บทเห่เรือพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์นั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ทูลเชิญให้ทรงนิพนธ์เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ ด้วยมีการสมโภชส่วนกระทรวงทหารเรือสนองพระเดชพระคุณเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ พ.ศ. ๒๔๕๔ มีการตกแต่งสถานที่กรมทหารเรือแถวท่าราชวรดิฐทั้งสองฟากแม่น้ำ ตลอดถึงวัดอรุณราชวราราม แลมีกระบวนแห่เรือในแม่น้ำ บทเห่เรือนี้เห่ในเรือพระที่นั่งกิ่งเมื่อมาจอดถวายชัยมงคลที่ท่าราชวรดิฐ ตำนานของบทเห่เรือมีดังแสดงมานี้


ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวความตรงนี้สักหน่อย เพื่อจะขอบพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ด้วยเมื่อก่อนแต่งคำนำนี้ได้ทูลปรึกษาหารือ ได้ทรงเป็นพระธุระช่วยข้าพเจ้าหลายอย่าง

อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต มีพระประสงค์จะให้แสดงประวัติของพระยาราชสงคราม (กร) ไว้ในคำนำ ให้ปรากฏเกียรติยศอยู่คู่กับสมุดเล่มนี้ ได้ทรงคัดต้นเรื่องประวัติมาให้ข้าพเจ้าเก็บความเรียบเรียง ข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่ได้มีโอกาสอันนี้ ด้วยพระยาราชสงคราม (กร) เป็นมิตรกับข้าพเจ้า ได้คุ้นเคยชอบพอกันมา นับได้ว่า ตั้งแต่แรกรู้จักกันมาจนตลอดอายุของพระยาราชสงคราม มีเรื่องประวัติซึ่งข้าพเจ้าอาจจะกล่าวได้ด้วยความรู้เห็นของข้าพเจ้าเองก็หลายอย่าง ประวัติของพระยาราชสงคราม (กร) มีเนื้อความดังจะกล่าวต่อไปนี้


ประวัติพระยาราชสงคราม (กร)


พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือนสิบสอง ขึ้นหกค่ำ ปีกุน เบญจศก จุลศักราช ๑๒๒๕ ในรัชกาลที่ ๔ ตรงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๑๖ (คริสตศก ๑๘๖๓) เป็นบุตรพระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) สกุลนี้สืบลงมาแต่พระยาเพชรพิชัย (หงส์) ในรัชกาลที่ ๑, พระยาเพชรพิชัย (เกศ) ที่สร้างวัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นบุตรพระยาเพชรพิชัย (หงส์), พระยาเพชรพิชัย (หนู) กับพระยาราชสงคราม (ทัด) บิดาพระยาราชสงคราม (กร) เป็นบุตรพระยาเพชรพิชัย (เกศ) แต่ต่างมารดากัน ผู้เป็นบรรพบุรุษในหงสกุลล้วนเคยรับราชการมีตำแหน่งเป็นนายงานทำการก่อสร้างต่าง ๆ เป็นต้นว่า สร้างพระมหาปราสาทราชมนเทียร สร้างพระอารามแลป้อมปราการ ตลอดจนการปลูกสร้างพระเมรุมาทุกชั้น จึงฝึกหัดวิชาช่างก่อสร้างสืบต่อกันลงมาเป็นนิติในสกุล ตลอดจนถึงชั้นพระยาสามภพพ่าย (เจริญ), พระยาราชสงคราม (กร) แลพระนวการโกวิท (เกลื่อน) บุตรพระยาราชสงคราม (ทัด) ทั้งสามคนนี้ก็ได้ศึกษาวิชาสำหรับสกุลมาแต่เล็ก พอไปไหนได้ก็ติดตามบิดาไปดูทำงาน จนเติบใหญ่ได้ช่วยบิดาทำราชการทางก่อสร้างตลอดมา จนได้รับหน้าที่อันนั้นโดยลำพังตนเป็นทายาทในวงศ์ทุกสกุลคน

พระยาราชสงคราม (กร) ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ รับราชการเป็นมหาดเล็กเวรสิทธิ์อยู่เจ็ดปี ได้เริ่มปรากฏความสามารถในวิชาสำหรับสกุลมาแต่ยังเป็นมหาดเล็ก ด้วยในสมัยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช[7] ทรงบัญชาการสร้างพระเมรุ พระยาราชสงคราม (ทัด) เป็นนายงาน พระยาราชสงคราม (กร) ไปช่วยบิดาทำงาน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ ทรงสังเกตเห็นความสามารถของพระยาราชสงคราม (กร) มีรับสั่งเรียกมาใช้สอยใกล้ชิดติดพระองค์ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคุ้นเคยแลทรงพระเมตตามาแต่ครั้งนั้น จึงพระราชทานสัญญาบัตรเป็นขุนพรหมรักษา ปลัดกรมทหารในขวาเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๖๙ รับราชการก่อสร้างต่าง ๆ ปรากฏความสามารถยิ่งขึ้นโดยลำดับ ครั้นปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์[8] ได้ทรงบัญชาการกรมทหารเรือ จึงทูลขอพระยาราชสงครามแต่ยังเป็นขุนพรหมรักษาไปเป็นหัวหน้าพนักงานอู่เรือหลวงครั้งเมื่อแรกซ่อมแซมอู่เรือรบขึ้นใหม่ พระยาราชสงครามจึงได้มีหน้าที่แลตำแหน่งในกรมทหารเรือตั้งแต่นั้นมาจนตลอดอายุ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดให้ย้ายหน้าที่ไปขาด ยังคงรับราชการก่อสร้างอย่างตำแหน่งเดิมอันเป็นหน้าที่สำหรับสกุลสืบมาอีกส่วนหนึ่ง จึงได้มีโอกาสทำการงานถวายใกล้ชิดพระองค์มาตั้งแต่ดูแลการก่อสร้างสถานที่ต่าง ๆ ที่เกาะสีชังเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๓๓ เป็นเหตุให้ทรงคุ้นเคยจนเป็นที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัยต่อมาจนตลอดรัชกาล

ในปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ พระยาราชสงครามแต่ยังเป็นที่ขุนพรหมรักษาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่ ๕ วิจิตราภรณ์ เป็นทีแรก แล้วในปีนั้น ได้พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยาด้วย ต่อมาอีกปีหนึ่ง ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๓๖ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นพระราชโยธาเทพ เจ้ากรมทหารในซ้าย แลได้เป็นนายงานลงไปอยู่ตรวจการสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามเลื่อนขึ้นเป็นชั้นที่ ๓ มัณฑนาภรณ์ ต่อมา ได้พระราชทานเหรียญราชินีเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ แลได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๔ ภูษณาภรณ์ เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้พระราชทานเหรียญราชรุจิทองเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓

ในปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ นั้น พระยาราชสงครามแต่ยังเป็นพระราชโยธาเทพได้เป็นนายงานสร้างพระเมรุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ได้พระราชทานโต๊ะกาทองคำเป็นเกียรติยศ แต่นั้นก็ได้เป็นนายงานสร้างพระเมรุใหญ่จนตลอดรัชกาลที่ ๕

ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาราชสงคราม จางวางทหารใน ได้เป็นองคมนตรี แลได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่ ๒ จุลสุราภรณ์, รัตนาภรณ์ จ.ป.ร. ชั้นที่ ๑ แลเหรียญจักรมาลาในปีนั้น

ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้พระราชทานพานทองแลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้า

ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายพลเรือตรี

ต่อมาอีกสองปี ได้พระราชทานดาราราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้พระราชทานรัตนาภรณ์เลื่อนขึ้นเป็นชั้นที่ ๒ ขอบประดับเพชร

จะแลเห็นได้ในระยะเวลาแลชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระยาราชสงครามได้รับพระราชทานนั้นว่า พระยาราชสงครามได้พระราชทานเกียรติยศนับว่าเป็นอย่างสูงสุดซึ่งข้าราชการในชั้นเดียวกันสามารถจะได้รับพระราชทาน ที่ได้อย่างนั้น ด้วยพระยาราชสงครามได้รับราชการต่าง ๆ ในหน้าที่มากมายหลายอย่างอยู่เป็นนิจ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยความเพียรแลอุตสาหะ เรียกได้ว่า ไม่รู้จักเหนื่อย ทำการอันใดก็สำเร็จทันพระราชประสงค์ จะพรรณนาบรรดาการที่พระยาราชสงครามได้ทำยากที่จะให้ถ้วนทุกอย่างได้ จะกล่าวถึงแต่บางอย่างซึ่งยังแลเห็นฤๅจำกันได้ในเวลานี้ คือ

๑.   ที่พระราชวังดุสิต เป็นนายงานทำพลับพลาแต่แรกสร้างพระราชวัง ต่อมา เป็นนายงานสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นนายงานสร้างพระที่นั่งอภิเษกดุสิต

๒.   วัดเบญจมบพิตร เป็นนายงานก่อสร้างทั้งวัด ตั้งแต่ทรงปฏิสังขรณ์มาจนตลอดรัชกาล

๓.   วัดอรุณราชวราราม เมื่อกรมหมื่นปราบปรปักษ์ทรงบัญชาการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ ๕ พระยาราชสงครามเป็นนายด้านดูการต่างพระเนตรพระกรรณทุกอย่าง แล้วต่อมารับหน้าที่เป็นมรรคนายกด้วย ครั้นเมื่อทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์ แลบริเวณพระอารามในครั้งบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุสมมงคล โปรดให้พระยาราชสงครามเป็นนายงานทำการปฏิสังขรณ์นั้นทุกอย่าง

๔.   วัดปรมัยยิกาวาส ช่วยพระยาสงคราม (ทัด) บิดา เป็นนายงานเมื่อปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ ๕ ทั้งพระอาราม

ยังการต่าง ๆ ที่ทำในส่วนหน้าที่ในกรมทหารเรือก็มีอีกมาก ถ้าว่าเฉพาะที่เกี่ยวด้วยการช่างอย่างโบราณ คือ ต่อเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ลำใหม่นั้นเป็นต้น

พระยาราชสงคามจับมีอาการป่วยวัณโรคภายในมาตั้งแต่ในปลายรัชกาลที่ ๕ ต้องแข็งใจมาทำการงานอยู่เสมอ อาการหนักลงโดยลำดับ ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี แต่มีความทุพพลภาพ รับราชการต่อไปไม่ได้ จึงกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญต่อมา

ในระยะนี้ พระยาราชสงครามมักลงเรือไปอยู่รักษาตัวตามอำเภอใจในที่ต่าง ๆ พอบรรเทาโรค โรคนั้นทรงอยู่บ้าง แต่เป็นโรคที่เหลือจะเยียวยารักษาได้ อาการค่อยหนักลงโดยลำดับ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เจ้าพระยาเทเวศร์วรวงศ์วิวัฒน์[9] ชวนไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ที่คลองเตย ด้วยอากาศถูกกับความสบายของพระยาราชสงคาม เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ช่วยเป็นธุระให้พระยาราชสงครามได้ปลูกเรือนขึ้นพักอาศัยอยู่ในบ้านของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ แต่อาการโรคหนักเหลือกำลังเสียแล้ว อยู่ได้สักเดือนหนึ่งก็ถึงอนิจกรรมเมื่อ ณ วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ คำนวณอายุได้ห้าสิบสองปี

พระยาราชสงครามแต่งงานกับเยื้อน ธิดาพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย)[10] เป็นภรรยาแรก เยื้อนได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตติยจุลจอมเกล้า ไม่มีบุตรด้วยกัน เยื้อนถึงแก่กรรมก่อนพระยาราชสงคราม พระยาราชสงครามมีบุตรธิดาด้วยภรรยาอื่น ยังมีตัวอยู่สืบสกุลต่อไป คือ

๑.   นายเตียบ เกิดปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ เวลานี้อายุได้เจ็ดขวบ คนหนึ่ง

๒.   นายจวบ เกิดปีกุน พ.ศ. ๒๔๕๔ เวลานี้อายุได้หกขวบ คนหนึ่ง

๓.   นายสืบ เกิดปีฉลู พ.ศ. ๒๔๕๖ เวลานี้อายุได้สี่ขวบ คนหนึ่ง

๔.   ธิดาชื่อดวงตุมล เกิดปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อบิดาถึงอนิจกรรมแล้ว เวลานี้อายุได้สามขวบ ทั้งสี่คนนี้ อรุณเป็นมารดา

ธิดาชื่อ เจียด อีกคนหนึ่ง เกิดปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ เวลานี้อายุได้เก้าขวบ สงวนเป็นมารดา

พระยาราชสงคราม (กร) นี้ มีผู้ชอบพอกว้างขวางมาก ทั้งในพระบรมวงศานุวงศ์ ในเพื่อนข้าราช แลพระสงฆ์ ตลอดจนผู้น้อยซึ่งเคยอยู่ในอำนาจ ด้วยเป็นผู้มีอัธยาศัยซื่อตรง เป็นคนมักน้อย แต่โอบอ้อมอารีในบรรดาผู้ที่คุ้นเคยทั่วไป จึงมีคนรักใคร่มาก

กรรมการหอพระสมุดฯ ขออนุโมทนาในพระกุศลบุญราศีซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ทรงบำเพ็ญในการปลงศพพระยาราชสงคราม (กร) แลเชื่อว่า บรรดาผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้จะถวายอนุโมทนาด้วยทั่วกัน



Damrong Rachanuphap - Sign - 001.jpg สภานายก


หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑๑ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๐



หน้า ๑-๒

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



บทเห่เรือ


พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร


_______________


โคลง 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem


กาพย์ 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem

ช้าลวะเห่ 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem

มูลเห่



หน้า ๓-๔

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



โคลง 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem


กาพย์ 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem

ทรงแปลง[11] 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem

ช้าลวะเห่

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem

ทรงแทรกห้าบท[11] 

ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem ผู้ใช้:Aristitleism/poem

ปลาสิบสี่ มูลเห่

ผู้ใช้:Aristitleism/poem



หน้า ๕-๖

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๕


หน้า ๗-๘

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๗


หน้า ๙-๑๐

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๙


หน้า ๑๑-๑๓

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๑๑


หน้า ๑๔-๑๕

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๑๔


หน้า ๑๖-๑๗

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๑๖


หน้า ๑๘-๑๙

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๑๘


หน้า ๒๐-๒๑

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๒๐


หน้า ๒๒-๒๔

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๒๒


หน้า ๒๕

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๒๕


หน้า ๒๖-๒๘

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๒๖


หน้า ๒๘-๓๐

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๒๘


หน้า ๓๐-๓๒

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๓๐


หน้า ๓๒-๓๔

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๓๒


หน้า ๓๔-๓๖

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๓๔


หน้า ๓๗-๓๘

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๓๗


หน้า ๓๘-๔๐

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๓๘


หน้า ๔๐-๔๑

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๔๐


หน้า ๔๑-๔๔

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๔๑


หน้า ๔๔-๔๖

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๔๔


หน้า ๔๖-๔๗

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๔๖


หน้า ๔๗-๔๘

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น ลง



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๔๗


หน้า ๔๙-๕๐

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break

ขึ้น



แม่แบบ:ประชุมกาพย์เห่เรือ/๔๙



เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  2. คือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  3. คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  4. คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  5. ต้นฉบับตรงนี้ว่า “ร้องโอ้เห่โอ้เห่มา” แต่ในส่วนหลังซึ่งเป็นประชุมกาพย์เห่เรือนั้นว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” ประกอบกับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ในปัจจุบันใช้ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” เหมือนกันหมด จึงแก้ตามนั้น — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  6. คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัติยวงศ์ — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  7. คือ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  8. คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  9. คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  10. คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) — [เชิงอรรถของ วิกิซอร์ซ].
  11. 11.0 11.1 ที่ว่า ทรงแปลง, ทรงแทรก ตรงนี้เข้าใจว่า พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรง แต่ที่ว่า ทรงแทรกห้าบท พิเคราะห์ดูตามกลอนเป็นเจ็ดบท — [เชิงอรรถดั้งเดิม].




ขึ้น


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๖ ลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ สวรรคตในปี ๒๒๘๙ ลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงตั้งแต่ปี ๒๓๓๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอิศรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๓๖๗ ลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงตั้งแต่วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ ลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงตั้งแต่วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ ลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๙๐ ลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๐


PD-icon.svg งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์หมดอายุลงแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งว่า

"มาตรา ๑๙

  "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

  "ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

  "ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"มาตรา ๒๐

  "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

Flag of Thailand.svg