ประชุมกาพย์เห่เรือ (2460)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โครงสร้างเนื้อหา


ตราของหอพระสมุดวชิรญาณ
ประชุมกาพย์เห่เรือ
พิมพ์เปนของแจกในงานศพ
นายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล)
ทจว. จม. ภช. รดม.(ศ) รจปร.๒ รจม.
ปีมเสง นพศก พ.ศ. ๒๔๖๐
พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



สารบาน


บทเห่ ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ น่า
บทเห่ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ " ๑๓
บทเห่ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๕ " ๒๕
บทเห่ พระราชนิพนธ์รัชกาลปัจจุบัน " ๒๖
บทเห่ ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์ " ๔๙



คำนำ


สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ มีรับสั่งมายังกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณว่า ทรงศรัทธาจะพิมพ์หนังสือเปนของแจกในการพระกุศลจัดการปลงศพนายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) ทจว. จม. ภช. รดม.(ศ) รจปร.๒ รจม. องคมนตรี มีพระประสงค์จะพิมพ์กาพย์เห่เรือ ขอให้กรรมการช่วยเลือกหาฉบับแลจัดการพิมพ์ถวาย กรรมการมีความยินดีที่จะรับพระธุระ ด้วยคิดเห็นอยู่เหมือนกันว่า กาพย์เห่เรือเปนหนังสือดีในภาษาไทยซึ่งสมควรจะรวบรวมพิมพ์ไว้เปนเล่มโดยเฉภาะ ถ้าพิมพ์ขึ้นคงจะเปนที่ชอบใจของบรรดานักเรียนทั่วไป เมื่อทราบว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ จะทรงรับพิมพ์ กรรมการจึงได้ลงมือรวบรวมกาพย์บทเห่เรือทั้งเก่าใหม่บรรดาที่ปรากฎ คือ กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงนิพนธ์แต่ครั้งกรุงเก่าเรื่อง ๑ กาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยเรื่อง ๑ ทั้ง ๒ เรื่องนี้มีต้นฉบับอยู่ในหอพระสมุดฯ กาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อง ๑ ยังไม่พบหนังสือ ต้องเที่ยวถามจากผู้ที่จำไว้ได้ กาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบันนี้เรื่อง ๑ พิมพ์ไว้ในหนังสือสมุทรสาร ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตามประสงค์ แลกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงษ์ เรื่อง ๑ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ประทานฉบับมา เปนอันรวมกาพย์เห่เรือบรรดามีพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ได้ทั้งหมด จึงให้ชื่อสมุดเล่มนี้ว่า "ประชุมกาพย์เห่เรือ"

ตำนานเห่เรือ

กาพย์เห่เรือเหล่านี้ ถ้าว่าโดยกระบวนหนังสือ ล้วนเปนกลอนสังวาศซึ่งแต่งดีอย่างที่สุดในหนังสือไทยพวก ๑ ด้วยเหตุนี้ คนทั้งหลายจึงชอบอ่านแลพอใจจำไว้ขับร้องเล่นตั้งแต่ไร ๆ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ผู้ที่ได้สมุดเล่มนี้เห็นจะไม่ใคร่มีใคร ฤๅถ้ามีก็คงน้อยตัวทีเดียว ที่จะไม่เคยอ่านแลไม่ชอบบทเห่เรือ เพราะฉนั้น ไม่จำเปนที่จะต้องอธิบายบอกว่า บทเห่เรือเปนของดีอย่างไร แต่เห่เรือ ถ้าว่าโดยประเพณีแลเรื่องราวของบทเห่เหล่านี้ ตำนานในทางโบราณคดีมีอยู่บ้าง บางทีจะมีผู้ซึ่งยังไม่เคยทราบ ข้าพเจ้าจึงจะลองอธิบายตำนานเห่เรือในคำนำนี้ตามที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกเล่า ประกอบกับความรู้แลความสันนิฐานของตนเองด้วย ถ้าความที่ข้าพเจ้าแสดงวิปลาศคลาศเคลื่อนบ้างอย่างไร ขอท่านผู้อ่านจงให้อภัยโทษด้วย

จะกล่าวด้วยการเห่เรือก่อน ลักษณการที่พลพายขับร้องอย่างหนึ่งอย่างใดในเวลาพายเรือนั้น เห็นจะมีเปนประเพณีด้วยกันทุกชาติทุกภาษาบรรดาที่ใช้เรือพาย แลคงมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ทีเดียว ด้วยมีประโยชน์เปนสัญญาให้พายพร้อมกัน แลให้เกิดความรื่นเริงพอแก้เหนื่อยได้บ้าง เห่เรือของชนชาติอื่น ๆ มีจีนแลญวนเปนต้นนั้น ที่เขาร้องเล่นลิเกกันก็ได้ยินอยู่ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เอาใจใส่สืบสวน ด้วยไม่เกี่ยวแก่เรื่องที่จะกล่าว จะกล่าวเฉภาะแต่เห่เรือของไทยเรา เข้าใจว่า เห่เรือทุก ๆ อย่างย่อมจะมีมูลเหตุ ซึ่งรู้ได้ในเวลานี้บ้าง รู้ไม่ได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ขานยาว "เหยอว เย่อว" ที่เราเคยได้ยินอยู่ทั่วกันนี้ เปนเห่อย่างต่ำ มูลเหตุจะมาแต่ไหน แลจะเปนภาษาไร ข้าพเจ้าไม่เคยทราบ จนไปได้เค้าเงื่อนเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๓๔ เมื่อไปราชการประเทศยุโรป ขากลับโปรดให้มาทางประเทศอินเดีย ได้ไปแวะที่เมืองพาราณสี เขาจัดที่ให้อยู่แห่ง ๑ ต่างฟากแม่น้ำคงคากับรามนครซึ่งเปนที่อยู่ของมหาราชาพาราณสี วันที่ข้าพเจ้าจะไปรามนครนั้น มหาราชาให้จัดเรือขนานมารับข้ามฟาก เปนเรือ ๒ ลำผูกติดกัน ทำเปนมณฑปไว้ข้างท้าย ตั้งเก้าอี้รับแขกไว้ในมณฑปนั้น พอออกเรือพายข้ามแม่น้ำคงคา ฝีพายคนหนึ่งขับร้องเปนภาษาสันสกฤตขึ้นด้วยคำว่า "โอม" แต่คำต่อไปว่ากะไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ประมาณอักษรสักบาทฉันท์ ๑ พอจบฝีพายก็รับด้วยเสียงดังคล้าย ๆ "เย่อว" ทั้งลำ แล้วต้นบทก็ขึ้นใหม่ ฝีพายรับ เย่อว อิก เห่ไปอย่างนี้จนข้ามถึงท่ารามนคร ข้าพเจ้าถามเขาว่า ฝีพายขับร้องอะไรกัน เขาอธิบายว่า เปนคำขับบูชาพระรามพระลักษณ์ ได้ความเช่นนี้ จึงเห็นว่า เรื่องขานยาว เหยอว เย่อว ของไทยเรานั้น เห็นพวกพราหมณ์จะพาแบบแผนเข้ามาแต่มัชฌิมประเทศเปนแน่ แต่เดิมคงจะขับเปนภาษาสันสกฤต ครั้นนานเข้า หลุดลุ่ยไปทีละน้อย ด้วยเราไม่รู้ภาษา จึงเหลืออยู่แต่เหยอว เย่อว จึงไม่รู้ว่า ภาษาอะไร ยังเห่ที่มีตำราอิกอย่าง ๑ ซึ่งเรียกว่า "สวะเห่" นั้น ถ้อยคำก็แปลก ขึ้นว่า "เห่แลเรือ" พลพายรับว่า "เห่ โห เห่ โห" เมื่อจะจบต้นบท ชักว่า "ไชยแก้วพ่อเอย" พลพายรับว่า "โอว โอว" นี้ ดูท่าเดิมก็น่าจะเปนภาษาสันสกฤตอิก แต่มูลเหตุจะมาอย่างไรข้าพเจ้าหาทราบไม่ ถ้อยคำที่เข้าใจได้เจือไปด้วยคำเริงทัพ คงจะได้ใช้เห่กระบวนเรือหลวงมาแต่ก่อน แต่บทเห่เรือที่เราชอบร้องกันเล่น เช่น ชมเรือกระบวนเสด็จ แลชมปลา เปนต้น ที่แต่งครั้งกรุงเก่าก็ดี ฤๅบทเห่แต่งในชั้นกรุงรัตนโกสินทร เช่น เห่ชมกับเข้าของกินนั้นก็ดี มิใช่บทเห่ในการหลวง รู้ตำนานเปนแน่ (ดังจะกล่าวต่อไปข้างน่า) ว่า เมื่อแต่งขึ้น เปนแต่สำหรับเห่เล่นโดยลำพัง พึ่งเอาบทเห่เหล่านั้นมาเห่ในการหลวงเมื่อรัชกาลที่ ๔ นี้เอง บทเห่เรือกระบวนหลวงของเดิม นอกจากสวะเห่ น่าจะมีบทอะไร ๆ อิก ในกาพย์ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ก็บ่งไว้ว่า "พลพายกรายพายทอง ร้องโอ้เห่โอ้เห่มา"[วซ 1] ดังนี้ เห็นจะไม่ได้หมายความว่า เห่แต่สวะเห่อย่างเดียว แต่บทเก่าหากสูญเสีย จึงทราบไม่ได้ในเวลานี้ว่า มีบทเห่อะไรอิกบ้าง

ถ้าว่าโดยลำนำสำหรับเห่เรือ ในตำราบอกไว้แต่ ๓ อย่าง เรียกว่า สวะเห่ อย่าง ๑ ช้าลวะเห่ อย่าง ๑ มูลเห่ อย่าง ๑ แต่ที่เคยสังเกตเห็นลักษณเห่ในกระบวนหลวง เห็นเห่อยู่ ๔ อย่าง คือ เมื่อเสด็จลงประทับในเรือพระที่นั่งแล้ว หลวงพิศณุเสนี ขุมรามเภรี เปนต้นบท (จะได้เปนต้นบทโดยตำแหน่งฤๅโดยเฉภาะตัว ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่) คนหนึ่งนั่งคุกเข่าพนมมือเห่โคลงนำกาพย์ บางทีเรียกกันว่า เกริ่นโคลง ก็เคยได้ยิน เมื่อจบบทโคลงแล้ว จึงออกเรือพระที่นั่ง พลพายพายนกบินจังหวะช้า เพราะว่าเรือตามน้ำ ไม่หนักแรง ผจงพายเอางามได้ ใช้ทำนองเห่ช้า เข้าใจว่า ได้กับที่เรียกในตำราว่า ช้าลวะเห่ (คงเปน ช้าแลว่าเห่) คงหมายความว่า เห่ช้า พอจวนจะถึงที่ประทับ ต้นบทก็ชักสวะเห่ คำนี้จะหมายความอย่างไรยังคิดไม่เห็น คเนพอจบบทเรือพระที่นั่งก็ถึงที่จอด ขากลับเรือทวนน้ำ มีระยะย่านไกล ต้องพายหนักจังหวะเร็ว ใช้เห่ทำนองเร็ว ที่มีพลพายรับ "ฮะไฮ้" นั้น เข้าใจว่า ได้กับที่เรียกในตำราว่า มูลเห่ คงหมายความว่า เห่เปนพื้น เมื่อจบบท พายจ้ำ ๓ ทีส่งทุกบท ถ้าลอยพระประทีปเดือน ๑๒ ซึ่งมีการแต่งเรือพระที่นั่งกิ่งทรงพระไชยลำหนึ่ง พานพุ่มดอกไม้พุทธบูชาลำหนึ่ง เวลาเรือกิ่งเข้ามาทอดเทียบเรือบัลลังก์พระที่นั่ง ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการแล้ว โปรดให้จอดเห่ถวายอยู่นาน ๆ ว่าเปนทำนองมูลเห่ เห่ถวายแล้วออกเรือ จึงเปลี่ยนเปนทำนองช้าลวะเห่ ลักษณการเห่เรือเคยเห็นดังกล่าวมานี้

ทีนี้ จะว่าถึงตำนานบทเห่เรือต่อไป บทเห่เรือที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้มีตำนานได้ทราบมาดังนี้

 บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ มี ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ชมกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ขึ้นต้นแต่ "พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย" ต่อชมกระบวนเรือ ว่าด้วยชมปลา ชมไม้ ชมนก เปนนิราศ บทเห่เรื่องนี้เห็นได้ในสำนวนว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงนิพนธ์สำหรับเห่เรือพระที่นั่งของท่านเองเวลาตามเสด็จขึ้นพระบาท ออกจากกรุงเก่าเวลาเช้า พอเย็นก็ถึงท่าเจ้าสนุก

บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เรื่องที่ ๒ นั้นเปนคำสังวาศ เอาเรื่องพระยาครุธลักนางกากีมานำบท ขึ้นต้นว่า "กางกรอุ้มโอบแก้ว เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์" แล้วว่าต่อไปเปนกระบวนสังวาศจนจบ ถ้าสังเกตจะเห็นได้ในสำนวนว่า เอาเรื่องจริงอันเปนความขำลับลี้ในพระไทยของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ออกมาว่าตลอดทั้งเรื่อง เรื่องที่ว่านั้นอาจจะรู้ได้ในปัจจุบันนี้ ด้วยมีปรากฎอยู่ในหนังสือพระราชพงษาวดารที่ได้กล่าวถึงเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ลอบผูกสมัครักใคร่กับเจ้าฟ้าสังวาล จึงเข้าใจว่า บทเรื่องหลังนี้ว่าด้วยเรื่องสังวาศเจ้าฟ้าสังวาลทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ แต่เดิมเห็นจะใช้บทเรื่องนี้เห่แต่เฉภาะเวลาทรงเรือประพาศที่ลับโดยลำพัง เช่น ไปเที่ยวทุ่ง เปนต้น

 บทเห่เรือพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยนั้น ตั้งแต่ชมกับเข้าของกิน ขึ้นว่า "มัศหมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารศร้อนแรง" เปนต้น ตลอดจนว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์ เข้าใจว่า ทรงพระราชนิพนธ์แต่เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า พระราชนิพนธ์นี้ทรงชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีแต่ยังเปนสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ด้วยกระบวนแต่งเครื่องเสวยไม่มีผู้ใดจะดีเสมอในครั้งนั้น บทเห่เรือซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยทรงพระราชนิพนธ์ก็สำหรับเห่เรือเสด็จประพาศ มิได้ใช้ในราชการ ความข้อนี้ ในโคลงพยุหยาตราพระกฐินซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ไม่ได้กล่าวถึงเห่เรือเลย จึงเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เอาบทเห่เรือทั้งบทครั้งกรุงเก่าแลบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ มาใช้เห่เรือในราชการต่อเมื่อในรัชกาลที่ ๔

 บทเห่พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ นั้น มีแต่ชมโฉมบทเดียว ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้เห่ถวายเวลาลอยพระประทีปดังกล่าวมา ไม่ใคร่จะได้ใช้ในที่อื่น นาน ๆ ได้ยินเอาไปเห่กระบวนพระกฐินพยุหยาตราครั้ง ๑ เห่พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ผู้เคยตามเสด็จลงเรือบัลลังก์ลอยพระประทีปได้ยินเห่ทุก ๆ ปี จึงจำไว้ได้ แต่ไม่ปรากฎว่า เคยพิมพ์ฤๅจดไว้ที่ไหน เมื่อจะพิมพ์สมุดเล่มนี้ ข้าพเจ้าเองก็ลืมเสียมาก เที่ยวสืบหาหนังสือก็ไม่ได้ ต้องเที่ยวถามตามผู้ที่เคยจำไว้ ได้มาเพียงเท่าที่พิมพ์ ยังขาดอยู[วซ 2] ๒ บาท ขอโอกาศแจ้งไว้ในคำนำนี้ ถ้าท่านผู้ใดได้จดไว้ฤๅจำได้จนจบ ถ้าจดมาให้หอพระสมุดฯ ให้ได้พระราชนิพนธ์ไว้บริบูรณ์ กรรมการจะขอบคุณเปนอันมาก

 บทเห่พระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มาพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ด้วยนั้น ทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานสำหรับพิมพ์ในหนังสือสมุทสารอุดหนุนราชนาวีสมาคมเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ เอาเค้าเรื่องบทเห่เรือเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์เทียบลักษณการในเวลาปัจจุบันนี้ เปนต้นว่า เห่เก่าชมกระบวนเรือพายซึ่งเปนเรือพระที่นั่งแลเรือรบเรือไล่ในครั้งนั้น พระราชนิพนธ์ทรงชมเรือพระที่นั่งแลเรือรบเรือไล่ซึ่งเปนเรือกลไฟในเวลานี้ ถึงบทอื่นก็ทรงเทียบให้ตรงกับการที่เปนอยู่แลความนิยมในสมัยนี้ ทั้งในทางพรรณนาแลในกลอนสังวาศ ถ้าผู้เปนนักเรียนโบราณคดีอ่านด้วยความสังเกต บทเห่เรือตั้งแต่แต่งครั้งกรุงเก่า แลที่แต่งครั้งรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร แลพระราชนิพนธ์ในรัชกาลปัจจุบันนี้ จะได้รับประโยชน์ความเข้าใจการที่เปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับทั้งความนิยมแลการงาน นอกจากประโยชน์ที่ได้ในทางอ่านหนังสือกลอนที่แต่งดีอิกส่วน ๑ เชื่อว่า ผู้อ่านคงจะขอบพระเดชพระคุณด้วยกันทุกคน

 บทเห่เรือพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์ นั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ทูลเชิญให้ทรงนิพนธ์เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกสมโภชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ ด้วยมีการสมโภชส่วนกระทรวงทหารเรือสนองพระเดชพระคุณเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ พ.ศ. ๒๔๕๔ มีการตกแต่งสถานที่ในกรมทหารเรือแถวท่าราชวรดิฐทั้ง ๒ ฟากแม่น้ำตลอดถึงวัดอรุณราชวราราม แลมีกระบวนแห่เรือในแม่น้ำ บทเห่เรือนี้เห่ในเรือพระที่นั่งกิ่งเมื่อมาจอดถวายไชยมงคลที่ท่าราชวรดิฐ ตำนานของบทเห่เรือมีดังแสดงมานี้

ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวความตรงนี้สักหน่อย เพื่อจะขอบพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงษ์ ด้วยเมื่อก่อนแต่งคำนำนี้ ได้ทูลปฤกษาหารือ ได้ทรงเปนพระธุระช่วยข้าพเจ้าหลายอย่าง

อนึ่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต มีพระประสงค์จะให้แสดงประวัติของพระยาราชสงคราม (กร) ไว้ในคำนำให้ปรากฎเกียรติยศอยู่คู่กับสมุดเล่มนี้ ได้ทรงคัดต้นเรื่องประวัติมาให้ข้าพเจ้าเก็บความเรียบเรียง ข้าพเจ้าก็มีความยินดีที่ได้มีโอกาศอันนี้ ด้วยพระยาราชสงคราม (กร) เปนมิตรกับข้าพเจ้า ได้คุ้นเคยชอบพอกันมา นับได้ว่า ตั้งแต่แรกรู้จักกันมาจนตลอดอายุของพระยาราชสงคราม มีเรื่องประวัติซึ่งข้าพเจ้าอาจจะกล่าวได้ด้วยความรู้เห็นของข้าพเจ้าเองก็หลายอย่าง ประวัติของพระยาราชสงคราม (กร) มีเนื้อความดังจะกล่าวต่อไปนี้

ประวัติพระยาราชสงคราม (กร)

พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีกุญ เบญจศก จุลศักราช ๑๒๒๕ ในรัชกาลที่ ๔ ตรงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๐๖ (คฤศตศก ๑๘๖๓) เปนบุตรพระยาราชสงคราม (ทัด หงสกุล) สกุลนี้สืบลงมาแต่พระยาเพ็ชรพิไชย หงษ์ ในรัชกาลที่ ๑ พระยาเพ็ชรพิไชย เกษ ที่สร้างวัดโปรดเกษเชษฐาราม เปนบุตรพระยาเพ็ชรพิไชย หงษ์ พระยาเพ็ชรพิไชย หนู กับพระยาราชสงคราม ทัด บิดาพระยาราชสงคราม กร เปนบุตรพระยาเพ็ชรพิไชย เกษ แต่ต่างมารดากัน ผู้เปนบรรพบุรุษในหงสกุลล้วนเคยรับราชการมีตำแหน่งเปนนายงานทำการก่อสร้างต่าง ๆ เปนต้นว่า สร้างพระมหาปราสาทราชมณเฑียร สร้างพระอารามแลป้อมปราการ ตลอดจนการปลูกสร้างพระเมรุมาทุกชั้น จึงฝึกหัดวิชาช่างก่อสร้างสืบต่อกันลงมาเปนนิติในสกุล ตลอดจนถึงชั้นพระยาสามภพพ่าย (เจริญ) พระยาราชสงคราม (กร) แลพระนวการโกวิท (เกลื่อน) บุตรพระยาราชสงคราม (ทัด) ทั้ง ๓ คนนี้ก็ได้ศึกษาวิชาสำหรับสกุลมาแต่เล็ก พอไปไหนได้ก็ติดตามบิดาไปดูทำงาน จนเติบใหญ่ได้ช่วยบิดาทำราชการทางก่อสร้างตลอดมา จนได้รับน่าที่อันนั้นโดยลำพังตนเปนทายาทในวงษ์ทุกสกุลคน

พระยาราชสงคราม (กร) ถวายตัวเปนมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๒๒ รับราชการเปนมหาดเล็กเวรสิทธิ์อยู่ ๗ ปี ได้เริ่มปรากฎความสามารถในวิชาสำหรับสกุลมาแต่ยังเปนมหาดเล็ก ด้วยในสมัยนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช ทรงบัญชาการสร้างพระเมรุ พระยาราชสงคราม ทัด เปนนายงาน พระยาราชสงคราม กร ไปช่วยบิดาทำงาน สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอฯ ทรงสังเกตเห็นความสามารถของพระยาราชสงคราม กร มีรับสั่งเรียกมาใช้สอยใกล้ชิดติดพระองค์ เปนเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคุ้นเคยแลทรงพระเมตตามาแต่ครั้งนั้น จึงพระราชทานสัญญาบัตรเปนขุนพรหมรักษา ปลัดกรมทหารในขวา เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๖๙ รับราชการก่อสร้างต่าง ๆ ปรากฎความสามารถยิ่งขึ้นโดยลำดับ ครั้นปีขาล พ.ศ. ๒๔๓๓ พระวรวงษ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ได้ทรงบัญชาการกรมทหารเรือ จึงทูลขอพระยาราชสงคราม แต่ยังเปนขุนพรหมรักษา ไปเปนหัวน่าพนักงานอู่เรือหลวงครั้งเมื่อแรกซ่อมแซมอู่เรือรบขึ้นใหม่ พระยาราชสงครามจึงได้มีน่าที่แลตำแหน่งในกรมทหารเรือตั้งแต่นั้นมาจนตลอดอายุ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดให้ย้ายน่าที่ไปขาด ยังคงรับราชการก่อสร้างอย่างตำแหน่งเดิมอันเปนน่าที่สำหรับสกุลสืบมาอิกส่วน ๑ จึงได้มีโอกาศทำการงานถวายใกล้ชิดพระองค์มาตั้งแต่ดูแลการก่อสร้างสถานที่ต่าง ๆ ที่เกาะสีชังเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๓๓ เปนเหตุให้ทรงคุ้นเคยจนเปนที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาไศรยต่อมาจนตลอดรัชกาล

ในปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ พระยาราชสงคราม แต่ยังเปนที่ขุนพรหมรักษา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่ ๕ วิจิตราภรณ์ เปนทีแรก แล้วในปีนั้น ได้พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยาด้วย ต่อมาอิกปี ๑ ถึงปีมเสง พ.ศ. ๒๔๓๖ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเปนพระราชโยธาเทพ เจ้ากรมทหารในซ้าย แลได้เปนนายงานลงไปอยู่ตรวจการสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยามเลื่อนขึ้นเปนชั้นที่ ๓ มัณฑนาภรณ์ ต่อมา ได้พระราชทานเหรียญราชินีเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๔๑ แลได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้นที่ ๔ ภูษณาภรณ์ เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้พระราชทานเหรียญราชรุจิทองเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓

ในปีชวด พ.ศ. ๒๔๔๓ นั้น พระยาราชสงคราม แต่ยังเปนพระราชโยธาเทพ ได้เปนนายงานสร้างพระเมรุสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ได้พระราชทานโต๊ะกาทองคำเปนเกียรติยศ แต่นั้น ก็ได้เปนนายงานสร้างพระเมรุใหญ่จนตลอดรัชกาลที่ ๕

ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิขึ้นเปนพระยาราชสงคราม จางวางทหารใน ได้เปนองคมนตรี แลได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มงกุฎสยาม ชั้นที่ ๒ จุลสุราภรณ์ รัตนาภรณ์ จปร. ชั้นที่ ๓ แลเหรียญจักรมาลา ในปีนั้น

ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้พระราชทานพานทองแลเครื่องราชอิศริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้า

ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเปนนายพลเรือตรี

ต่อมาอิก ๒ ปี ได้พระราชทานดาราราชอิศริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

ถึงปีระกา พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้พระราชทานรัตนาภรณ์เลื่อนขึ้นเปนชั้นที่ ๒ ขอบประดับเพ็ชร

จะแลเห็นได้ในระยะเวลาแลชั้นเครื่องราชอิศริยาภรณ์ที่พระยาราชสงครามได้รับพระราชทานนั้นว่า พระยาราชสงครามได้พระราชทานเกียรติยศนับว่า เปนอย่างสูงสุดซึ่งข้าราชการในชั้นเดียวกันสามารถจะได้รับพระราชทาน ที่ได้อย่างนั้น ด้วยพระยาราชสงครามได้รับราชการต่าง ๆ ในน่าที่มากมายหลายอย่างอยู่เปนนิจ เปนผู้บริบูรณ์ด้วยความเพียรแลอุสาหะ เรียกได้ว่า ไม่รู้จักเหนื่อย ทำการอันใดก็สำเร็จทันพระราชประสงค์ จะพรรณนาบรรดาการที่พระยาราชสงครามได้ทำยากที่จะให้ถ้วนทุกอย่างได้ จะกล่าวถึงแต่บางอย่างซึ่งยังแลเห็นฤๅจำกันได้ในเวลานี้ คือ

 ที่พระราชวังดุสิต เปนนายงานทำพลับพลาแต่แรกสร้างพระราชวัง ต่อมา เปนนายงานสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆ เปนนายงานสร้างพระที่นั่งอภิเศกดุสิต

[วซ 3]วัดเบญจมบพิตร เปนนายงานก่อสร้างทั้งวัด ตั้งแต่ทรงปฏิสังขรณ์มาจนตลอดรัชกาล

 วัดอรุณราชวราราม เมื่อกรมหมื่นปราบปรปักษ์ทรงบัญชาการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ ๕ พระยาราชสงครามเปนนายด้านดูการต่างพระเนตรพระกรรณทุกอย่าง แล้วต่อมารับน่าที่เปนมรรคนายกด้วย ครั้นเมื่อทรงปฏิสังขรณ์พระปรางค์แลบริเวณพระอารามในครั้งบำเพ็ญพระราชกุศลพระชนมายุสมมงคล โปรดให้พระยาราชสงครามเปนนายงานทำการปฏิสังขรณ์นั้นทุกอย่าง

 วัดปรมัยยิกาวาส ช่วยพระยาราชสงคราม ทัด บิดา เปนนายงานเมื่อปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ ๕ ทั้งพระอาราม

ยังการต่าง ๆ ที่ทำในส่วนน่าที่ในกรมทหารเรือก็มีอิกมาก ถ้าว่าเฉภาะที่เกี่ยวด้วยการช่างอย่างโบราณ คือ ต่อเรือพระที่นั่งไชยสุพรรณหงษ์ลำใหม่นั้น เปนต้น

พระยาราชสงคามจับมีอาการป่วยวรรณโรคภายในมาตั้งแต่ในปลายรัชกาลที่ ๕ ต้องแขงใจมาทำการงานอยู่เสมอ อาการหนักลงโดยลำดับ ถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงเปนองคมนตรี แต่มีความทุพลภาพ จะรับราชการต่อไปไม่ได้ จึงกราบถวายบังคมลาออกจากน่าที่ราชการ ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญต่อมา

ในระยะนี้ พระยาราชสงครามมักลงเรือไปอยู่รักษาตัวตามอำเภอใจในที่ต่าง ๆ พอบันเทาโรค โรคนั้นทรงอยู่บ้าง แต่เปนโรคที่เหลือจะเยียวยารักษาได้ อาการค่อยหนักลงโดยลำดับ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ เจ้าพระยาเทเวศร์วรวงษ์วิวัฒน์ชวนไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ที่คลองเตย ด้วยอากาศถูกกับความสบายของพระยาราชสงคาม เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ช่วยเปนธุระให้พระยาราชสงครามได้ปลูกเรือนขึ้นพักอาไศรยอยู่ในบ้านของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ แต่อาการโรคหนักเหลือกำลังเสียแล้ว อยู่ได้สักเดือน ๑ ก็ถึงอนิจกรรมเมื่อณวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ คำนวณอายุได้ ๕๒ ปี

พระยาราชสงครามแต่งงานกับเยื้อน ธิดาพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) เปนภรรยาแรก เยื้อนได้พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ตติยจุลจอมเกล้า ไม่มีบุตรด้วยกัน เยื้อนถึงแก่กรรมก่อนพระยาราชสงคราม ๆ มีบุตรธิดาด้วยภรรยาอื่น ยังมีตัวอยู่สืบสกุลต่อไป คือ

 นายเตียบ เกิดปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ เวลานี้อายุได้ ๗ ขวบ คน ๑

 นายจวบ เกิดปีกุญ พ.ศ. ๒๔๕๔ เวลานี้อายุได้ ๖ ขวบ คน ๑

 นายสืบ เกิดปีฉลู พ.ศ. ๒๔๕๖ เวลานี้อายุได้ ๔ ขวบ คน ๑

 ธิดาชื่อ ดวงตุมล เกิดปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อบิดาถึงอนิจกรรมแล้ว เวลานี้อายุได้ ๓ ขวบ ทั้ง ๔ คนนี้ อรุณเปนมารดา

ธิดาชื่อ เจียด อิกคนหนึ่ง เกิดปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ เวลานี้อายุได้ ๙ ขวบ สงวนเปนมารดา

พระยาราชสงคราม (กร) นี้ มีผู้ชอบพอกว้างขวางมาก ทั้งในพระบรมวงศานุวงษ์ ในเพื่อนข้าราช แลพระสงฆ์ ตลอดจนผู้น้อยซึ่งเคยอยู่ในอำนาจ ด้วยเปนผู้มีอัธยาไศรยซื่อตรง เปนคนมักน้อย แต่โอบอ้อมอารีในบรรดาผู้ที่คุ้นเคยทั่วไป จึงมีคนรักใคร่มาก

กรรมการหอพระสมุดฯ ขออนุโมทนาในพระกุศลบุญราษีซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ทรงบำเพ็ญในการปลงศพพระยาราชสงคราม (กร) แลเชื่อว่า บรรดาผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้จะถวายอนุโมทนาด้วยทั่วกัน.

ลายมือชื่อของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สภานายก
หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑๓ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๐



บทเห่เรือ
พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์

โคลง
 ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาไลย
ทรงรัตนพิมานไชย กิ่งแก้ว
พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่
เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้งพายทอง ๚
กาพย์
 พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน
 นาวาแน่นเปนขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร
เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง
 เรือครุธยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห[วซ 4] เห่โอ้เห่มา
 สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา
ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร
 สมรรถไชยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร
เรียบเรียงเคียงคู่จร ดั่งร่อนฟ้ามาแดนดิน
 สุวรรณหงษ์ทรงภู่ห้อย งอน[วซ 5] ชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงษ์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม
 เรือไชยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน
ช้าลวะเห่
 คชสีห์ทีผาดเผ่น ดูดังเปนเห็นขบขัน
ราชสีห์ทียืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง
 เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง
เพียงม้าอาชาทรง องค์พระพายผายผันผยอง
 เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง
ดูยิ่งสิงห์ลำพอง เปนแถวท่องล่องตามกัน
 นาคาหน้าดังเปน ดูขะเม่นเห็นขบขัน
มังกรถอนพายพัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี
 เลียงผาง่าเท้าโผน เพียงโจนไปในวารี
นาวาหน้าอินทรีย์ ทีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม
 ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลแห่โหม
โห่ฮึกครึกครื้นโครม โสมนัศชื่นรื่นเริงพล
 กรีฑาหมู่นาเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉาสารพันมี ฯ มูละเห่ ฯ


โคลง
  พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คลึงกัน
ถวิลสุดาดวงจันทร์ แจ่มหน้า
มัศยายังพัวพัน พิศวาศ
ควรฤพรากน้องช้า ชวดเคล้าคลึงชม ๚
กาพย์
 พิศพรรณปลาว่ายเคล้า คิดถึงเจ้าเศร้าอารมณ์
มัศยายังรู้ชม สมสาใจไม่พามา
 นวลจันทร์เปนนวลจริง เจ้างามพริ้งยิ่งนวลปลา
คางเบือนเบือนหน้ามา ไม่งามเท่าเจ้าเบือนชาย
 เพียนทองงามดั่งทอง ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย
กระแหแหห่างชาย ดังสายสวาดิคลาศจากสม
ทรงแปลง[ตฉ 1]
หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/22หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/23หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/24หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/25หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/26หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/27หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/28หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/29หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/30หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/31หน้า:ประชุมกาพย์เห่เรือ - ๒๔๖๐.pdf/32
โคลง
  เรียมทนทุกข์แต่เช้า ถึงเย็น
มาสู่ศุขคืนเข็ญ หม่นไหม้
ชายใดจากสมรเปน ทุกข์เท่า เรียมเลย
จากคู่วันเดียวได้ ทุกข์ปิ้มปานปี ๚
สวะเห่

 เห่แลเรือ เหละเห่เห เห่โหวเห่โห เหโหวเห่เห้ เห่เห เห่เหเห่ โอละเห่

 สาละวะเห่ โหเห่เห เหเห่ เหเห่เห โอละเห่

 ช้าละวะเห่ เหเห่ เห่เหเห่ โอละเห่ เจ้าเอยก็พาย พี่ก็พาย พายเอยลง พายลงให้เต็มพาย โอวโอวเห่

 ช้าละวะเห่ โหเห่เห เหเห เหเห่เห โอละเห่ มูละเห่ มูละเหเห่เห้ โอเห้มารา โอเห้เจ้าข้า โอเห้เจ้าข้า มาราไชโย สี เอยไชย สีไชยแก้วเอย ไชยเอยแก้ว ไชยแก้วพ่อเอย โอวโอว ๚





พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๕

 พิศภักตร์ภักตร์ผ่องผุด งามบริสุทธเล่ห์จันทร
พิศเนตรเนตรยิ่งศร รอนจิตรซ้ำล้ำเหลือคม
 พิศขนงวงดังวาด นาสิกผาดพองามสม
พิศปรางปรางน่าชม ปรางทองเปรียบไม่เทียบทัน
 พิศโอษฐโอษฐแฉล้ม ยามยิ้มแย้มเห็นไรฟัน
ดำขลับยับเปนมัน ผันปากเยื้อนเอื้อนอายองค์
 พิศกรรณกรรณบางเรียบ สันทัดเทียบกลีบบุษบง
พิศสอสอระหง ทรงงามสรรพรับอังษา
 พิศถันถันเต่งตั้ง ดูดุจดังดอกปทุมา
คล้ายคล้ายชายไนยนา น่าใคร่ต้องลองเลียมลวน
 งามกรอ่อนโอนหัดถ์ งามนิ้วทัศนขานวล
กรีดกรายชายกระบวน ชวนใจพี่นี้มาดหมาย
 เอวอ่อนท่อนเพลากลม สูงต่ำสมพอควรกาย
ผิวผ่องดังทองพราย สายสุดสวาดิบาดตาเรียม
(บาทส่งท้ายอิกบาทหนึ่งจำไม่ได้)



กาพย์ห่อโคลง
พระราชนิพนธ์รัชกาลปัจจุบัน

โคลง
 ปางเสด็จประเวศห้วง ชลธี
ทรงมหาจักรี เกียรติก้อง
พรั่งพร้อมยุทธนาวี แหนแห่
เสียงอธึกทั่วท้อง ถิ่นด้าวอ่าวสยาม ฯ
กาพย์
 พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามสดศรี
มหาจักรีมี เกียรติก้องท้องสาคร
 นาวาวรายุทธ อุตลุดแลสลอน
แห่ห้อมจอมนคร ราวจะรอนริปูเปลือง
 ธงทิวปลิวระยับ สีสลับขาวแดงเหลือง
อันธงพระทรงเมือง เหลืองอร่ามดูงามตา
 ธงตรามหาราช ผ่องผุดผาดในเวหา
รูปครุฑะราชา อ้าปีกกว้างท่าทางบิน
 ธงแดงดังแสงชาด ลายช้างกาจก่องกายิน
บอกตรงธงแผ่นดิน ถิ่นสยามอันงามงอน
 จักรีนาวีราช ทิพอาสน์องค์ภูธร
สง่าราวอาภรณ์ เพื่อประดับทัพเรือไทย
 ใหญ่กว่านาวาสรรพ ในกองทัพพหลไกร
บรรดานาวาไทย ในบัดนี้ไม่มีทัน
 ปืนไฟใหญ่ประเภท สี่นิ้วเศษสุดแขงขัน
สามารถอาจเหียนหัน ผันหน้าสู้สัตรูแรง
 อีกศรหกปอนด์หนัก ก็พร้อมพรักศักดิ์กำแหง
เตรียมอยู่สู้ศึกแขง แย้งยื้อยุทธ์สุดกำลัง
 พาลีรั้งทวีป รีบแล่นตามงามเงื่อนขลัง
เรือปืนยืนยุทธ์ยัง ดังกระบี่พาลีหาญ
 เรือแรงกำแหงยุทธ มกุฎราชะกุมาร
คอยสู้ศัตรูพาล ผู้ยื้อยุดมกุฎไทย
 สุครีพครองเมืองศรี สุรนาวีมุ่งชิงไชย
เรือปืนยืนยุทธไกร เหมือนพญาพานะเรนทร์
 สุริยมณฑลกล้า นาวากาจลาดตระเวน
หาญต่อบ่รอเกณฑ์ สอึกสู้ริปูรอญ
 เรือเสือทยานชล พิฆาฏพลริปูสยอน
กั่นกล้าในสาคร บ่ย่อหย่อนยุทธนา
 เรือเสือคำรนสินธุ์ พิฆาฏภินอริผลา
จู่โจมและโถมถา กล้าประยุทธ์จนสุดแรง
 อีกเรือตอร์ปิโด วิ่งโร่รี่ฝีเท้าแขง
ว่องไวไล่ย้อนแย้ง ยักย้ายลอดดอดเอาไชย
 กระบวนล้วนแล่นล่อง ไปแทบท้องชลาไลย
อธึกดูคึกใจ จิตจักสู้ศัตรูพาล ฯ
โคลง
 ล่องลอยในน่านน้ำ เจ้าพญา
จากเทพนครคลา คลาดเต้า
ชมวังสพรั่งปรา สาทรัตน์
ชมนครเขตรเค้า เงื่อนแม้นเมืองราม ฯ
กาพย์
 ล่องลอยในน่านน้ำ วิเศษลำเจ้าพญา
จากกรุงเทพมหา นครราชะธานี
 ค่อยเลื่อนเคลื่อนนาวา จากน่าท่าวาสุกรี
ใช้จักร์ล่องนที นาวีเรื่อยเฉื่อยตามลม
 เหลือบแลชะแง้พิศ ดูดุสิตวนารมย์
เคยเที่ยวลดเลี้ยวชม ดมบุบผาสารพรรณ
 ชมวังดังวิมาน ถิ่นสถานมัฆวัน
เพลินพิศไพจิตรสรร พะงามเนตรวิเศษชม
 สล้างปรางมหันต์ อนันตสมาคม
อัมพรสถานสม เปนสถานพิมานอินทร์
 สถานวิมานเมฆ เอกอาสน์โอ่ท้าวโกสินทร์
อภิเศกดุสิตภิญ โญยศยงองค์ภูบาล
 ตำหนักสำนักตา จิตรลดาระโหฐาน
ที่พระอวตาร สำราญรมย์ภิรมยา
 สะพรั่งวังอนุช ผู้ทรงสุดเสนหา
ปารุสก์สุดเพลินตา สวนกุหลาบปลาบปลื้มใจ
 ตำหนักพระชนนี มีนามว่าพญาไทย
อยู่ทางบ่ห่างไกล ใกล้ดุสิตวนาภา
 นาวาผ่านนิเวศน์ พระทรงเดชจอมประชา
พินิจพิศเพลินตา ตระการตรูดูเลิศดี
 สล้างปรางค์ปราสาท ประกอบมาศมณีศรี
ระยับจับระพี สีสว่างกลางอัมพร
 ปราสาทราชะฐาน อวตารสโมสร
ยงยอดสอดสลอน ยอนยั่วฟ้าน่านิยม
 จักรีพระที่นั่ง สามยอดตั้งตรูตาชม
สำราญสถานสม สถิตย์ถิ่นปิ่นนรา
 ดุสิตปราสาทตั้ง พระมนงงคะศิลา
พิมานรัถยา อุดมอาสน์ราชะฐาน
 มณเฑียรเสถียรศักดิ์ จักรพรรดิพิมาน
เคียงใกล้คือไพศาล ทักษิณที่สุขาลัย
 ฝ่ายน่าสง่าสิ้น อมรินทร์วินิจฉัย
พระโรงภูวนัย ธประศาสน์ราชะการ
 อารามวัดพระศรี รัตนศาสดาคาร
มงคลมหาสถาน ปูชนีย์ที่นิยม
 อันกรุงรุ่งเรืองกิตติ์ ที่สถิตย์พิโรดม
เลิศล้วนชวนจิตชม สมเกียรติ์เลื่องเมืองสยาม
 ถนนสถลมารค อีกคลองหลากล้วนแลงาม
รุ่งเรืองดังเมืองราม จักรพรรดิฉัตรสากล ฯ
โคลง
 แล่นเรือมาแช่มช้า ตามกระแส
แลเหลือบเหลียวหลังแล ไฝ่บ้าน
ใจโยนประหนึ่งแพ โดนคลื่น
ลมเฉื่อยระเรื่อยสร้าน จิตเศร้าหาศรี ฯ
กาพย์
 เรื่อยเรื่อยเรือลอยลำ ตามสายน้ำถูกกระแส
แลเหลือบเหลียวหลังแล ไฝ่ถึงบ้านสร้านโศกใจ
 เรือนแพแลสพรั่ง คลื่นโดนฝั่งก็กวัดไกว
แพโยนโยนเหมือนใจ เรียมผู้ไฝ่ถึงเคหา
 ผ่านหน้าวัดอรุณ เคยทำบุญญะบูชา
ขอบุญการุญพา ให้ข้าสมอารมณ์หวัง
 ขออย่าให้ข้าศึก ผู้พิลึกกาจกำลัง
สามารถอาจภินพัง พระปรางค์ศรีธานีไทย
 ผ่านทางบางคอแหลม ชื่อบางแนมเหน็บดวงใจ
แหลมหลักจักหาไหน เหมือนแหลมคำเจ้าร่ำวอน
 ปากลัดตัดวิถี ทางนทีสู่สาคร
วานลัดตัดทางจร ดลสู่เจ้าตัดเศร้าใจ
 ยามมองช่องนนทรีย์ เห็นธานีอยู่ไกล ๆ
หลังคาเคหาใน นครยวนชวนจิตผัน
 เห็นเสาวิทยุเด่น เปนของเลิศประเสริฐครัน
ถนัดอัศจรรย์ พูดกันได้ไม่มีสาย
 ดูราวกับสองจิต มิตร์ต่อมิตร์คิดเหมือนหมาย
เหมือนตารักตาชาย ตาเห็นรักประจักษ์ใจ
 ผ่านป้อมเสือซ่อนเล็บ นึกน่าเจ็บดวงหทัย
โบราณท่านตั้งไว้ ให้เล็งเหมาะจำเภาะดี
 ยิงเป้งเผงกลางน้ำ ไม่ผิดลำถูกนาวี
อนิจจามาบัดนี้ ป้อมปรักแลหักพัง
 ผีเสื้อสมุทป้อม หนึ่งนั้นย่อมดูแขงขลัง
ยิงปืนครั่นครืนดัง คำนับองค์พระทรงศร
 สมุททะเจดีย์ บูชะนีย์ประนมกร
เอี่ยมโอ่สโมสร กลางวิมลชลธาร
 นาวามายั้งหยุด ยังสมุททะปราการ
ดูเมืองรุ่งเรืองร้าน ตลาดของที่ต้องใจ
 เรือรอพอเวลา น้ำขึ้นมามากพอไป
ก็เลื่อนเคลื่อนคลาไคล ไปสู่ท้องทเลลม
 ลมเฉื่อยเรื่อย ๆ พา กลิ่นบุบผามารวยรมย์
รื่นรวยราวมวยผม ที่เคยดมชมชื่นใจ
 ลมพัดไม่จัดจ้าน พอประมาณไม่แรงไป
เหมือนยามเจ้าทรามไวย พัดรำเพยเชยฤดี
 อากาศสอาดโปร่ง สบายโล่งกลางวารี
แต่จิตคิดถึงศรี จิตจึ่งเหงาเศร้าอาดูร ฯ
โคลง
 ฝูงปลาดาดาษท้อง ทเลหลวง
ดูชาติมัตสยาปวง คู่เคล้า
ยิ่งดูยิ่งโทรมทรวง แสนโศก
โอ้คะนึงถึงเจ้า จิตว้าเหว่ถวิล
กาพย์
 ฝูงปลาดูดาดาษ ว่ายเกลื่อนกลาดทเลหลวง
ดูชาติมัตสยาปวง เคียงคู่เคล้าเย้ายวนเชย
 ยิ่งแลชะแง้พิศ ยิ่งเศร้าจิตนิจจาเอ๋ย
ราวปลามาแสร้งเย้ย ให้เรียมเศร้าเหงาวิญญา
 ปลาทูชื่อดูชวน หวลคำนึงถึงเคหา
คำนึงถึงแก้วตา พธูน้อยผู้กลอยใจ
 กุเราเย้ายวนจิต คิดถึงมิตร์ชิดหทัย
เราอยู่คู่พิสมัย เราทั้งสองครองคู่กัน
 เนื้ออ่อนอ่อนแต่ชื่อ ฤๅเปรียบเนื้อนางสวรรค์
นวลจันทร์ชื่อนวลจันทร์ ไม่นวลเท่าเจ้านวลแข
 กะพงเปรียบพงชัฏ อันแออัดในดวงแด
ห่างเจ้าเฝ้าท้อแท้ เหมือนบุงพงดงหน่ายหนาม
 โลมามาว่ายล่อ พอเห็นได้ใต้น้ำงาม
วานมาหานงราม ทรามสงวนชวนนางมา
 ตาเดียวลดเลี้ยวลี้ ก็ยังดีกว่าพี่ยา
เริศร้างห่างแก้วตา สองตาแลแพ้ตาเดียว
 ฉลาดตะกลามเหลือ ว่ายตามเรือรวดเร็วเจียว
ดูคล้ายชายช่างเกี้ยว เที่ยวคอยมองหาช่องเชย
 ฉลามอันหยามหยาบ เสียทีราบละเจ้าเอ๋ย
น้องเราเจ้าคงเฉย มิให้ชู้ชิงคู่ครอง
 นางนวลนกทะเล บินร่อนเร่เหหันมอง
นางนวลเปรียบนวลน้อง นกฤๅเท่าเจ้านวลใย
 ดูนกแสนฉลาด เหมือนอากาศะยานไคล
ร่อนเร่เหหันไป เที่ยวตรวจดูหมู่อรี
 เปรียบปลาเหมือนเรือดำ เดินใต้น้ำสาครศรี
แล่นลอดดอดมาตี เรือลำใหญ่ได้บางครา
 นางนวลบินลอยล่อง มองถนัดมัตสยา
ไวเจียวเฉี่ยวโฉบปลา ไปกินเล่นเปนอาหาร
 ดูนกฉกโฉบปลา ก็เหมือนอากาศะยาน
สามารถอาจสังหาร เรือใต้น้ำระยำไป
 อ้านกวิหคหาญ เราขอวานบ้างเปนไร
ช่วยถือหนังสือไป ถึงเรือนเจ้าเยาวพา
 พิราบเขาเลี้ยงไว้ เขาก็ใช้ถือสารา
นางนวลชวนเชิญมา เปนทูตาถึงนวลเชย
 กระไรช่างใจดำ ไม่ฟังคำเราบ้างเลย
แดดจ้านิจจาเอ๋ย เหมือนเพลิงรุมสุมอกกรม
 คำนึงถึงเจ้าพี่ ราวไฟจี้จ่ออารมณ์
เริศร้างห่างเหินชม ว้าเหว่จิตคิดถวิล ฯ
โคลง
 สีชังชังชื่อแล้ว อย่าชัง
อย่าโกรธพี่จริงจัง จิตข้อง
ตัวไกลจิตก็ยัง เนาแนบ
เสน่ห์สนิทน้อง นิจโอ้อาดูร ฯ
กาพย์
 สีชังชังแต่ชื่อ เกาะนั้นฤๅจะชังใคร
ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิงพี่จริงจัง
 ตัวไกลใจพี่อยู่ เปนคู่น้องครองยืนยัง
ห่างเจ้าเฝ้าแลหลัง ตั้งใจติดมิตร์สมาน
 บางพระนึกถึงพระ บูชะนีย์ที่สักการ
แต่งตั้งยังสถาน แทบหัวนอนขอพรครอง
 ผ่านทางบางปลาสร้อย จิตละห้อยละเหี่ยหมอง
นึกสร้อยสายเชพร์[วซ 6] ทอง คล้องศอเจ้าเย้ากะมล
 บางนี้บุรีงาม อันออกนามว่าเมืองชล
แลท้องทเลวน ชลนัยน์ไหลลงธาร
 อ่างหินนึกอ่างหิน ที่ยุพินเคยสนาน
โอ้ว่ายุพาพาล จะอ้างว้างริมอ่างหิน
 เรือผ่านเกาะกระดาษ แม้สามารถจะพังภิน
จะเขียนสาราจิน ตนาส่งถึงนงเยาว์
 ถึงอ่าวพุดซาวัน ริกริกสั่นสิอกเรา
คิดถึงพุดซาเจ้า เคยเก็บไว้ให้พี่ยา
 คลุกพริกกับเกลือดี ไว้ให้พี่จิ้มพุดซา
เสร็จงานกลับบ้านมา พอได้ลิ้มชิมชอบใจ
 ครั้นถึงทุ่งไก่เตี้ย ยิ่งละเหี่ยละห้อยไป
นึกยามเจ้าทรามไวย ปรุงแกงไก่ให้พี่กิน
 เดินผ่านร้านดอกไม้ ก็ยิ่งไฝ่ใจถวิล
เคยชวนโฉมยุพิน ชมดอกไม้ที่ในสวน
 เกาะยอเหมือนยอเจ้า ยุพเยาว์อนงค์นวล
แสร้งยอบ่มิควร เพราะนิ่มเนื้อเหลือเลิศชม
 เข้าถึงสัตะหีบ รีบหลบลี้หนีคลื่นลม
นึกยามเจ้าทรามชม จัดผ้าจีบลงหีบน้อย
 ขบวนเรือประพาศ ดูดาดาษกลาดเกลื่อนลอย
ขึงขังดังหนึ่งคอย จะต่อสู้ศัตรูผลา
 จอดห้อมล้อมเปนวง รอบเรือองค์พระราชา
ดูเหมือนเดือนสง่า อยู่ท่ามกลางหว่างหมู่ดาว
 ดูพลางทางรำพึง นิ่งคำนึงถึงเนื้อขาว
นึกนึกรู้สึกราว ไปงานศึกพิลึกใจ
 แม้มีศึกสงคราม ถึงสยามในวันใด
จำพรากจากทรามไวย ไปต่อสู้ศัตรูพาล
 เกิดมาเปนชาวไทย ต้องทำใจเปนทหาร
รักเจ้าเยาวมาลย์ ก็จำหักรักรีบไป
 จะยอมให้ไพรี เหยียบย่ำยีแผ่นดินไทย
เช่นนั้นสิจัญไร ไม่รักชาติศาสนา
 เพราะรักประจักษ์จริง จึ่งต้องทิ้งเจ้าแก้วตา
จงรักภักดีมา อาสาต้านราญริปู ฯ
โคลง
 รอนรอนอ่อนอกโอ้ อัษฎงคต์
สุริยพระมืดลง หมดแล้ว
ยามมืดชืดเย็นองค์ วายุพัด
ยิ่งตรึกนึกถึงแก้ว พี่เศร้าทรวงศัลย์ ฯ
กาพย์
 รอนรอนอ่อนอัษฎงคต์ ตวันลงลับเหลี่ยมผา
มืดมลสนธยา พามืดมัวทั่วดวงใจ
 ชะแง้แลเทือกเขา เปนเงาเงาอยู่รำไร
รำพึงคะนึงไป ชวนให้นึกถึงตึกราม
 ตึกแถวเปนแนวข้าง ถนนทางนครงาม
สว่างกระจ่างวาม ด้วยไฟฟ้าอ่าเอี่ยมแสง
 อีกตามถนนหลวง ไฟฟ้าดวงรุ่งเรืองแรง
สว่างกระจ่างแจ้ง แสงสว่างราวกลางวัน
 ยามเย็นเคยเห็นคน ขึ้นรถยนตร์ขับอวดกัน
นารีที่คมสัน ต่างขันแขงแต่งยวนชาย
 ผ้าม่วงสีช่วงโชติ เหลืองแดงโรจนสีหลากหลาย
เสื้อแพรแลดอกลาย ผ้าแพรห่มล้วนสมสรวย
 หน้านวลนวลแต่น้อย แช่มช้อยสมกับผมมวย
อาภรณ์ซ้อนแซมด้วย แวววับวับพอจับตา
 ดูใครไม่ชื่นจิต เท่ามิ่งมิตร์วนิดา
ดูพลางทางจับตา ชายตารักชักตาชม
 ตาดำขำแก้วพี่ พอสมดีกับสีผม
ฟันขาวดูราวชม แก้วมุกดาน่ายินดี
 หนังสือฤๅเจ้ารู้ พอควรอยู่แก่สัตรี
ประเสริฐเลิศนารี เจ้าไม่ทิ้งสิ่งที่ควร
 กิจการในบ้านช่อง เจ้าช่ำชองสิ้นทั้งมวล
ทุกสิ่งยอดหญิงล้วน จะขยันหมั่นการงาน
 ไม่เหมือนหญิงบางคน สาละวนไม่เข้าการ
มัวมุ่งยุ่งแต่งสาร จนลืมงานการบ้านเรือน
 สำแดงแต่วิชา หนังสือบ้าจนแชเชือน
ยุ่งนักชักฟั่นเฟือน ฟุ้งสร้านไปจนไร้ผัว
 น้องพี่สิฉลาด แสนสามารถในการครัว
ช่างชวนและยวนยั่ว ให้พี่ชิมลิ้มอาหาร ฯ
โคลง
 เข้าต้มอมรสเปรี้ยว เค็มปน
เนื้อนกนุ่มระคน ผักเคล้า
ร้อนร้อนตักหลายหน ห่อนเบื่อ
รสหลาก ๆ รสเร้า เร่งให้ใฝ่กิน ฯ
กาพย์
 เข้าต้มอมรสเปรี้ยว ดีจริงเจียวเปรี้ยวเค็มปน
เนื้อนกนุ่มระคน ปนผักเคล้ารสเข้าที
 เข้าต้มเนื้อโคกลั้ว ปนถั่วเขียวกลมเกลียวดี
มันเทศวิเศษมี รสโอชาแสนน่ากิน
 สาคูเม็ดใหญ่กลม แทนเข้าต้มสมถวิล
รสยวนชวนให้กิน สิ้นทั้งหมดรสเหลือแหลม
 ขนมจีบเจ้าช่างทำ ทั้งน้ำพริกมะมาดแกม
มะเฟืองเปนเครื่องแกล้ม รสเหน็บแนมแช่มชูกัน
 ขนมเบื้องญวนใหม่ ประกอบไส้วิเศษสรร
ทอดกรอบชอบกินมัน เคี้ยวกรอบ ๆ ชวนชอบใจ
 หมูแนมแกมเครื่องเรี่ยม หอมกระเทียมผักชีใหม่
พริกแดงแซงสอดไว้ ใบทองหลางวางชิ้นหมู
 เมี่ยงคำน้ำลายสอ เมี่ยงสมอเมี่ยงปลาทู
เข้าคลุก ๆ ไก่หมู น้ำพริกกลั้วทั่วโอชา
 เข้าตังกรอบถนัด น้ำพริกผัดละเลงทา
เข้าตังปิ้งใหม่มา จิ้มน่าตั้งทั้งเค็มมัน
 อีกทั้งขนมเบื้อง เครื่องช่างเคล้าเข้าเหมาะกัน
ละเลงเก่งเหลือสรร ชูโอชาไม่ลาลด
 แกงไก่ใส่เครื่องถม คลุกขนมจีนแป้งสด
เข้ามันมันแกมรส ส้มตำเปรี้ยวชวนเคี้ยวกิน
 ลูกไม้ใส่โถแก้ว ล้วนเลิศแล้วสมใจจินต์
สารพัดจัดให้กิน เสมอได้ไม่ขัดขวาง
 ทั้งหมดรสอาหาร เปรี้ยวเค็มหวานไม่จืดจาง
รสเหมาะเพราะมือนาง แก้วพี่เคล้าเย้ายวนใจ ฯ
โคลง
 เงียบเหงาเปล่าอกโอ้ อกครวญ
หยิบสมุดชุดชวน อ่านบ้าง
นอนอ่านอ่านยิ่งหวล ใจโศก
น้องพี่เคยเคียงข้าง ช่วยชี้ชวนหัว ฯ
กาพย์
 เงียบเหงาเปล่าอกหมอง คิดถึงน้องหมองวิญญา
จึ่งหยิบหนังสือมา แก้รำคาญอ่านเรื่อยไป
 อ่าน ๆ รำคาญฮือ แบบหนังสือสมัยใหม่
อย่างเราไม่เข้าใจ ภาษาไทยเขาไม่เขียน
 ภาษาสมัยใหม่ ของถูกใจพวกนักเรียน
อ่านนักชักวิงเวียน เขาช่างเพียรเสียจริงจัง
 แบบเก๋เขวภาษา สมมตว่าแบบฝรั่ง
อ่านเบื่อเหลือกำลัง ฟังไม่ได้คลื่นไส้เหลือ
 อ่านไปไม่ได้เรื่อง ชักชวนเคืองเครื่องให้เบื่อ
แต่งกันแสนฝั้นเฝือ อย่างภาษาบ้าน้ำลาย
 โอ้ว่าภาษาไทย ช่างกระไรจวนฉิบหาย
คนไทยไพล่กลับกลาย เปนโซ๊ดบ้าน่าบัดสี
 หนังสือฤๅหวังอ่าน แก้รำคาญได้สักที
ยิ่งอ่านดาลฤดี เลยต้องขว้างกลางสาคร
 ลองหามาอ่านใหม่ พะเอินได้เปนบทกลอน
สมมตบทลคร ขึ้นชื่อเสียงเฉวียงไว
 พุทโธ่โอ้ใจหาย เราเคราะห์ร้ายนี่กระไร
จบหมดบทกลอนไทย ไม่เปนส่ำระยำมัง
 ทั้งมวลล้วนเหลวแหลก ทุกแพนกอนิจจัง
เรื่องเปื่อยเลื้อยรุงรัง ทั้งถ้อยคำซ้ำหยาบคาย
 กลับหันหาเรื่องดี ที่เอาไว้ใกล้ ๆ กาย
อ่านให้ใจสบาย หายง่วงเหงาเศร้ากระมล ฯ
โคลง
 แถลงปางนางแน่งน้อย สีดา
ถูกยักษ์อัประลักษณ์พา ห่างห้อง
พระรามพระโกรธา ยักษ์โหด
พระจึ่งยกพลก้อง กึกเข้าไปรอญ ฯ
กาพย์
 กล่าวปางนางสีดา ถูกพญาทศศีรษ์
ลักพาไปธานี จึ่งเกิดศึกพิลึกหาญ
 เหตุสุรปนขา บ้ากามาแสนสามาญ
มุ่งพระอวตาร ให้เปนผัวเพื่อตัวครอง
 เสแสร้งจำแลงกาย ให้เฉิดฉายนวลลออง
ไปเกี้ยวเลี้ยวลดลอง พรากพธูผู้เคียงกัน
 พระองค์ผู้ทรงศักดิ์ ไม่จงรักด้วยกับมัน
หญิงชั่วมั่วโมหัน มันจะพาเสียราศี
 นางยักษ์เข้าหักหาญ ราญสีดายอดนารี
น้องรักพระจักรี จึ่งบำราบปราบนางมาร
 พระตัดจมูกมัน อีกทั้งฟันหูแหลกลาญ
ทาสาแสนสามาญ ก็รีบรี่หลีกหนีไป
 ไปชวนทั้งทูษณ์ขร มาราญรอนภูวนัย
ยักษาปราชัย ไม่ทนพระบารมี
 เดือดดาลนางมารบ้า วิ่งไปหาทศศีรษ์
กลอกกลับแสนอัปรี สาระแนยุแหย่ไป
 ท้าวยักษ์ได้ฟังความ เหมือนไฟกามจ่อจี้ใจ
ให้คิดพิสมัย ไฝ่อนงค์องค์สีดา
 ใช้มารีจจำแลง แปลงเปนกวางร่างโสภา
พอพบประสบตา สีดาเจ้าเฝ้าถวิล
 ทูลวอนชอ้อนง้อ ต่อสมเด็จพระจักริน
จนองค์พงษ์นรินทร์ พระเกรงน้องจะหมองหมาง
 จับศรสุรพล เสด็จด้นไปตามกวาง
ให้ลักษมณ์พักอยู่พลาง เปนผู้เฝ้าเจ้าสีดา
 มารีจครั้นถูกศร ทำเสียงอ่อนด้วยมารยา
เรียกลักษมณ์อนุชา มาช่วยพี่ที่ในพง
 ยุพินยินเสียงมัน ให้สำคัญเคลือบแคลงหลง
ใช้ลักษมณ์รีบสู่ดง ช่วงองค์พระอวตาร
 ครานั้นทศศีรษ์ จึ่งได้ทีเหมือนใจพาล
เข้ามาหานงคราญ จำแลงร่างอย่างโยคี
 กล่าวคำร่ำเกลี้ยกล่อม นางไม่ยอมฟังวาที
พูดไปไม่ไยดี พิษเพลิงกามยิ่งลามลน
 ยิ่งขัดยิ่งกลัดกลุ้ม เข้าโอบอุ้มนฤมล
พาล่องฟองเวหน สู่ลงกาธานีมาร
 พระรามกลับศาลา ไม่เห็นหน้ายอดสงสาร
องค์พระอวตาร ก็แสนโศกวิโยคนาง
 ชวนพระอนุชา รีบลีลาในเถื่อนทาง
เดินพลางแลครวญพลาง จนประสบพบพานร
 ช่วยลูกพระอาทิตย์ รณชิตชิงนคร
กำแหงพระแผลงศร ต้องพาลีชีวีลาน
 สุครีพจึ่งจัดพล พร้อมพหลพลทวยหาญ
เพื่อพระอวตาร ผลาญขุนราพณ์ปราบลงกา
 เกิดศึกพิลึกเดช ก็เพราะเหตุด้วยสีดา
ชิงรักชักชวนพา ให้ประยุทธ์สุดเริงรณ
 ยุทธ์แย้งแย่งสีดา ยังอุส่าห์ยอมเสียชนม์
แย่งดินถิ่นถกล ฤๅจะห่วงหวงชีวัน ฯ
โคลง
 นึกถึงพระร่วงเจ้า จอมไทย
แค้นพวกขอมจัญไร โหดห้าว
ทนงคิดจงใจ กู้ชาติ
กระเดื่องเดชะท้าว ร่วงผู้ผดุงเสียม ฯ
กาพย์
 นึกถึงพระร่วงเจ้า ผู้ผ่านเผ่าประชาไทย
ดำรงทรงราชัย ในละโว้โอ่เอี่ยมงาม
 คั่งแค้นขอมอัปรี มันกดขี่ชาวสยาม
จะคิดทำสงคราม ฤๅก็อ่อนหย่อนแรงพล
 พระจึ่งคิดอุบาย และยักย้ายด้วยเล่ห์กล
เอาเปรียบทุรชน ด้วยว่องไวใช้ปรีชา
 จักไม้สานชลอม รูปกลมกล่อมเอาชันยา
จึ่งตักเอาน้ำมา สำเร็จได้ดังใจจินต์
 ความรู้ถึงภูธร นครขอมจอมนรินทร์
จึ่งใช้ให้โยธิน กรีธาทัพมาจับตัว
 พระร่วงแสร้งหลบไป เดโชไชยคิดว่ากลัว
โมหันอันมืดมัว ไม่เข้าใจในอุบาย
 เชื่อฤทธิ์อิทธิ์กำแหง จึ่งปลอมแปลงจำแลงกาย
จำนงจงใจหมาย ไปสังหารผลาญเจ้าไทย
 ด่วนไปให้ลี้ลับ ดูราวกับดำดินไป
ถึงกรุงสุโขทัย เข้าสถานลานอาราม
 พบพระรูปหนึ่งไซร้ ขอมจัญไรไม่รู้ความ
จึ่งไหว้และไต่ถาม ถึงร่วงเจ้าเธออยู่ไหน
 พระร่วงภิกษุรู้ ว่าศัตรูไม่รู้นัย
จึ่งตอบประวิงไป ว่าจงรอพอเธอมา
 แล้วรีบเรียกโยมวัด มาจับมัดขอมพาลา
เดโชโง่หนักหนา ก็แพ้พระบารมี
 ชาวเมืองก็เลื่องฦๅ เสียงเฮฮือทั้งธานี
ไพร่ฟ้าประชาชี ไปเฝ้าองค์พระทรงธรรม์
 ชีบาเสนามาตย์ อภิวาทน์บังคมคัล
เชิญทรงดำรงขัณฑ์ สุโขทัยอันไพศาล
 พระร่วงรับคำเชิญ ดำเนินสู่ราชฐาน
จึ่งทำภิเศกการ ขึ้นผ่านเผ้าเปนเจ้าไทย
 ต่อมาราชาคิด รณชิตขอมจัญไร
กู้แคว้นแดนกรุงไทย ให้พ้นเอื้อมเงื้อมมือขอม
 ทุกแคว้นแดนนิคม ก็นิยมระยอบยอม
ทั้งหมดประณตน้อม นอบพระร่วงปวงพำนัก
 นึกถึงพระร่วงฤท ธิมหิทธิ์วิสิฐศักดิ์
นามเพราะดูเหมาะนัก เปนนามาแห่งนาวี
 พระร่วงเรือรบหมาย ไว้ถวายพระภูมี
ชื่อดีขอโชคดี จงประสบเรือรบไทย
 ยามใดใช้แย่งยุทธ์ ฤทธิรุทจงเกรียงไกร
เหมือนร่วงขุนหลวงไทย บำราบศึกพิลึกหาญ ฯ
โคลง
 โครมโครมคะครึกครื้น ครืนคราน
ปืนใหญ่ยิงประหาร ศึกซ้อม
ซ้อมรบเพื่อชำนาญ เชิงประชิต
ยามอริมาห้อม จักสู้เศิกขลัง ฯ
กาพย์
 โครม ๆ เสียงครื้นครึก เมื่อยากดึกครืนครานดัง
ปืนตึงปึงโป้งปัง ดังสนั่นลั่นสาคร
 เรือตอร์ปิโดไว เล็ดลอดไปไม่สยอน
วิ่งจี๋รี่ไปรอน ราญเรือปืนเสียงครืนคราน
 เรือปืนต่างจอดซุ่ม เห็นตะคุ่มในท้องธาร
รอไว้พอได้การ จึ่งต้านต่อตอร์ปิโด
 เรือตอร์ปิโดวิ่ง รวดเร็วจริงวิ่งอะโข
เรือปืน ๆ โต ๆ ยิงปืนใหญ่มิใคร่ทัน
 อาไศรยความมืดมล จึ่งประจญได้แขงขัน
สว่างในกลางวัน ฤๅจะกล้าเข้าราวี
 เรือเล็กเหมือนเด็กน้อย ได้แต่คอยดูท่วงที
ต้องรอพอเหมาะดี ผู้ใหญ่เผลอเหม่อจึ่งทำ
 จะเข้าไปตรง ๆ คงต้องปืนครืนกระหน่ำ
ให้ดีมีหลายลำ จำต้องมีพี่เลี้ยงไป
 นาวีฝีเท้ารวด จึ่งจะกวดไปทันได้
บัดนี้นาวีไทย หาลำไหนไม่พอการ
 แต่ดูการซ้อมศึก ยังต้องนึกร้อนรำคาญ
ชาวไทยถึงใจหาญ ไม่มีเรือเหลือสู้เขา
 คนไทยอย่างไรท่าน ไม่รำคาญหรือไทยเรา
ไฉนทำใจเบา จะไม่ช่วยกันด้วยฤๅ ฯ
โคลง
 ขอชวนกันช่วยเร้า ระดม
เร่งเพาะความนิยม อย่าช้า
นาวีสมาคม ชวนชัก
ชวนพวกไทยทั่วหน้า ปักรั้วกันสยาม ฯ
กาพย์
 ขอชวนกันช่วยเร้า พวกไทยเรารีบระดม
เร่งเพาะความนิยม อย่าชักช้าจะล่าไป
 นาวีสมาคม แนะนิยมแห่งชาวไทย
ชวนกันพลันพร้อมใจ ล้อมรั้วกั้นกันสยาม
 บนบกมีทหาร คอยเริงราญรุกสงคราม
เสือป่าสง่างาม คอยช่วยรบบรรจบพล
 ยังว่างแต่ทางเรือ เพื่อป้องกันขันผจญ
ทางที่วิถีชล ไร้กำลังตั้งรักษา
 จะทิ้งนิ่งเฉยอยู่ เหมือนประตูเปิดไว้ร่า
ศัตรูจู่โจมมา ฤๅจะสู้ศัตรูไหว
 อย่าเหม่อเผอเรอเพลิน เราขอเชิญช่วยร้อนใจ
ทำเผินเนิ่นนานไป จะลำบากยากใจเรา
 ศัตรูเข้าสู่ได้ จะเอาไฟเที่ยวจุดเผา
เรือนชานลานเปนเฒ่า ทรัพย์สมบัติพลัดกระจาย
 ลูกเมียจะเสียหมด ทุรยศเยินฉิบหาย
เราอยู่ดูน่าอาย ตายดีกว่าอย่าเสียศรี
 ตื่นเถิดเราเกิดมา เปนไทยอย่าให้เสียที
ช่วยหานาวามี กำลังขันไว้กันเมือง ฯ



พระนิพนธ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ทรงเมื่องานพระบรมราชาภิเศกสมโภช พ.ศ. ๒๔๕๔

โคลง
 พระเสด็จยุรยาตรขึ้น พลับพลา
พร้อมพรั่งพลนาวา แวดล้อม
ถวายวันทิยหรรษา สันแต่ง
เรือกระบวนต้นซ้อม เห่ซ้อมพายถวาย
กาพย์
 พระเสด็จยาตรยั้งยับ ขึ้นประทับบนพลับพลา
พร้อมพรั่งพลนาวา มาน้อมเกล้าเฝ้าบาทบงสุ์
 โสมนัศจัดถวายลำ เรือจำนำที่นั่งทรง
แต่งไฟฝีพายลง ส่งเสียงถวายพายเพียงบิน
 สุพรรณหงษ์ทรงพู่ห้อย งอนชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงษ์ทรงพรหมินทร์ บินแต่ฟ้ามาสู่บุญ
 ผจงจัดประภัศรไชย หลาววงลไมแลอ่อนลมุน
ลายเด่นเห็นดั่งดุน ท้องดำขลับขับทองวาว
 เรืออนันตนาคราช กลาดหัวเสียดตัวเหยียดยาว
ปากอ้าเขี้ยวตาพราว ราวนาคราชอาศน์นารายน์
 บุษบกบัลลังก์ลอย สุกสีพลอยงามพร่างพราย
แสงไฟส่องแสงฉาย พายขึ้นล่องร้องถวายพร
 พระยศให้ยิ่งยง พระเกียรติจงเกริกดินดอน
พระเดชกั้นดัสกร พระคุณล้นพ้นเกษา
 พระองค์ทรงเฉลิมฉัตร เปนศรีสวัสดิจอมขัติยา
ประชาชีตางปรีดา สมโภชเจ้าฉาวครื้นโครม
 ดนตรีมี่อึงอล ก้องกาหลพลเห่โหม
โห่ฮึกกึกก้องโพยม โสมนัศชื่นรื่นเริงพล
 กรีฑาพลนาเวศ ฉลองพระเดชคุณเจ้าตน
เหิมหื่นชื่นกระมล ยลมัจฉาสารพันมี


เชิงอรรถ[แก้ไข]

เชิงอรรถต้นฉบับ[แก้ไข]

  1. ที่ว่า ทรงแปลง ทรงแทรก ตรงนี้เข้าใจว่า พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยทรง แต่ที่ว่า ทรงแทรก ๕ บท พิเคราะห์ดูตามกลอน เปน ๗ บท

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. ประชุมกาพย์เห่เรือ (2460, น. 1), ประชุมกาพย์เห่เรือ (2464, น. 1), ประชุมกาพย์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (2468, น. 1), และ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศฯ (2505, น. 25) ว่า "ร้องโหเห่โอ้เห่มา" ส่วน แบบสอนอ่านฯ (2451, น. 1) และ กาพย์เห่เรือ (2513, น. 2) ว่า "ร้องโห่เห่โอ้เห่มา"
  2. ต้นฉบับคงพิมพ์ "อยู่" ผิด
  3. ต้นฉบับคงตก "๒" หน้าวรรคนี้
  4. ประชุมกาพย์เห่เรือ (2460, น. 1), ประชุมกาพย์เห่เรือ (2464, น. 1), ประชุมกาพย์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (2468, น. 1), และ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศฯ (2505, น. 25) ว่า "โห" ส่วน แบบสอนอ่านฯ (2451, น. 1) และ กาพย์เห่เรือ (2513, น. 2) ว่า "โห่"
  5. และ ส่วน
  6. ต้นฉบับคงพิมพ์ "เพชร์ (เพชร)" ผิด

บรรณานุกรม[แก้ไข]

เอกสารต้นฉบับ
  • ประชุมกาพย์เห่เรือ. (2460). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [พิมพ์เปนของแจกในงานศพนายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) ปีมเสง นพศก พ.ศ. 2460].
เอกสารอ้างอิง
  • กาพย์เห่เรือ. (2513). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พระจันทร์. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางองุ่น วานิชสุวรรณ ณ เมรุวัดพระพิเรนทร พระนคร วันที่ 23 มีนาคม พุทธศักราช 2513).
  • เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ พระประวัติและบทร้อยกรอง. (2505). กรุงเทพฯ: ห้างหุ้งส่วนจำกัดศิวพร. [พิมพ์ในการพระราชทานเพลิงศพพระยาเลขวณิชธรรมวิทักษ์ฯ ม.ว.ม. ป.ช. (เยี่ยม เลขะวณิช) ณ เมุรหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2505].
  • แบบสอนอ่าน จินตกระวีนิพนธ์ กรมศึกษาธิการ: กาพย์ห่อโคลงเห่เรือ. (2451). (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรนิติ์.
  • ประชุมกาพย์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์. (2468). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. (พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าหญิงประมวนทรัพย์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2468).
  • ประชุมกาพย์เห่เรือ. (2464). (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [พิมพ์เปนของแจกในงานศพนายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) ปีมเสง นพศก พ.ศ. 2460].

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณานั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก