ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๕

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๕

พิมพ์แจกในงานปลงศพ

พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์

แล

คุณหญิง ถมยา ศิรินธรเทพสัมพันธ์ ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒

พิมพ์ที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย คำนำ จ่า พระสนิทราชการกับขุนพลสงคราม มาแจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ว่าจะทำการปลงศพสนองคุณพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์บิดา กับศพคุณหญิงถมยาศิรินธรเทพสัมพันธ์มารดาพร้อมกัน ที่จังหวัดพัทลุง มีศรัทธาจะพิมพ์หนังสือในหอพระสมุดวชิรญาณเปนของแจกในงานศพสักเรื่อง ๑ ขอให้กรรมการช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้ ข้าพเจ้าเปนผู้เลือก เห็นว่ามีหนังสือซึ่งสมควรจะพิมพ์แจกในงานศพพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์กับคุณหญิงถมยาอยู่เรื่อง ๑ คือหนังสือพงษาวดารเมืองพัทลุง ซึ่งหลวง ศรีวรวัตรพิน กับขุนสิกขกิจบริหาร อยู่ มีนะกนิษฐ ซึ่งเปนธรรมการจังหวัดพัทลุงได้ช่วยกันแต่งแล้วส่งมาให้หอพระสุมดสำหรับพระนคร ไม่ช้ามานัก ข้าพเจ้าจึงได้ให้พิมพ์ด้วยความเห็นชอบของเจ้าภาพแลจัดไว้ในจำพวกประชุมพงษาวดารนับเปนภาคที่ ๑๕ หนังสือพงษาวดารจังหวัดพัทลุงที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ผู้แต่งเปนผู้อยู่ประจำในจังหวัดพัทลุงทั้ง ๒ คน หลวงศรีวรวัตร พิน จันทโรจวงศ์ เปนบุตรพระยาวรวุฒิไวย ซึ่งเปนผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่จนแก่ชรา แล้วได้เลื่อนขึ้นเปนจางวางจังหวัดพัทลุง ขุนสิกขกิจบริหารเปนตำแหน่งธรรมการ ได้ลงไปประจำอยู่จังหวัดพัทลุงมาหลายปี ทั้ง ๒ คนนี้เอาใจใส่ในโบราณคดี อุส่าห์สืบสวนเรื่องราวอันเปนพงษาวดารของบ้านเมือง อันสามารถจะรู้ได้


ข ด้วยหนังสือเก่าที่มีอยู่แล้วบ้าง ตามถ้อยคำที่บอกเล่าสืบต่อกันมาในท้องที่บ้างตลอดจนตรวจตราสิ่งสำคัญของโบราณซึ่งมีอยู่ในท้อง ที่เก็บความมาเรียบเรียงเปนหนังสือพงษาวดารพัทลุงเรื่องนี้ขึ้น หนังสือเรื่องนี้ผู้แต่งมีความประสงค์เพียงจะแสดงให้ทราบ ว่าเรื่องราวของเก่ามีมาอย่างไร ๆ ไม่ใช่ตั้งใจจะวินิจฉัยว่า เรื่อง พงษาวดารจังหวัดพัทลุงที่แท้จริงเปนอย่างไร ๆ ความข้อนี้เขาปล่อยไว้สำหรับผู้อื่นจะได้พิจารณาต่อไปจากหนังสือที่เขาเรียบเรียง ไว้นี้ เพราะฉนั้นถ้าอ่านหนังสือเรื่องนี้ให้ตรงตามความมุ่งหมายของผู้แต่ง ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะรู้สึกขอบใจผู้แต่งที่เขาอุตสาหะสืบสวนเรื่องราวมาเรียบเรียงไว้ให้อ่าน อนึ่งเจ้าภาพได้เรียงประวัติพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์กับประวัติคุณหญิงถมยา ศิรินธรเทพสัมพันธ์ส่งมา ประสงค์จะให้พิมพ์ไว้ด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ตรวจตราแล้วให้พิมพ์ไว้ท้ายคำนำต่อไปนี้ :-

ประวัติพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ ( โต ศิริธร ) เปนบุตรนายน่วม มหาดเล็ก บุตรพระทิพกำแหงสงคราม ( บุญคง ) ปลัดจังหวัดพัทลุง ซึ่งเปนลูกน้องของพระยาพัทลุง ( ขุน คางเหล็ก ) นางหนูดำบุตร พระยาพัทลุง ( ทับ ) เปนมารดา


ค เกิดที่จังหวัดพัทลุงเมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๓๙๘ ถวายตัวเปนมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๕ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรบันดาศักดิ์เปนหลวงเขตรขันธภักดี ปลัดจังหวัดปะเหลียน เมื่อยังไม่ได้ยุบลงเปนอำเภอ เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ ได้พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนบรรดาศักดิ์เปนพระพลสงคราม จางวางด่านจังหวัดพัทลุง เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดการปกครองหัวเมืองเปนมณฑลเทศาภิบาล ได้รับตำแหน่งนายอำเภอพนางตุงจังหวัดพัทลุง ซึ่งเวลานั้นเรียกว่าอำเภออุดร ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทในงานพระราชพิธีรัชมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเปนพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ มีตำแหน่งรับราชการในกระทรวงวัง แลพระราชทานบ้านหลวงให้อาศัยอยู่ในกรุงเทพ ฯ ต่อมา ครั้น พ.ศ.๒๔๕๔ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ ชราทุพลภาพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเบี้ยบำนาญ แต่นั้นพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ อยู่ที่กรุงเทพ ฯ บ้าง ออกไปอยู่บ้านเดิมที่จังหวัดพัทลุงบ้าง พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ ได้ทำการวิวาหะมงคลกับคุณหญิงถมยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ บุตรพระพลสงคราม ( พุ่ม ) ซึ่งเปน


ฆ หลานพระยาพัทลุง ( เผือก ) น้องพระยาพัทลุง ( ขุน คางเหล็ก) ในสกุลเดียวกัน มีบุตรด้วยคุณหญิงถมยาซึ่งมีตัวอยู่เวลานี้ ๔ คนคือ รองอำมาตย์โท ขุนพลสงคราม ( เพิ่ม ศิริธร ) รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง ๑ นางตลับ ภรรยานายพันตรี หลวงโยธาบริบาล ( เลือน เทพานนท์ ) ๑ จ่า พระสนิทราชการ ( สมบุญ ศิริธร ) ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมราชเลขานุการในพระองค์ ๑ นางทับทิมภรรยามหาดเล็กวิเศษ หยุด บุณยรัตพันธ์ บุตรนายพันตรี หลวงอังคนิศสรพลารักษ์ ๑ กับมีบุตรด้วยภรรยาอื่นอิก ๒ คน คือ นายเริ่ม รับราชการอยู่จังหวัดตรัง ๑ นางเชยภรรยานายทับบุตรหลวงวิบูลยบุรขัณฑ์ ( นพ ณพัทลุง ) ๑ พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ เปนผู้ที่มีใจโอบอ้อมอารีแก่บันดาญาติแลมิตร ได้นำบุตรหลานเข้ามาถวายตัวรับราชการอยู่ในกรุงเทพ ฯ หลายคน แลเมื่อรับราชการอยู่ที่จังหวัดปะเหลียนแลพัทลุง ได้ทำราชการพิเศษหลายคราว เช่นรักษาราชการเมืองแทนพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ( คอซิมบี ) เมื่อยังเปนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง จัดการรับเสด็จพระราชดำเนินแลรับเจ้านายที่จังหวัดพัทลุงบ้าง เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๑ พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ป่วยเปนไข้เพื่อลมกำเริบ ครั้นวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๖๑ เวลา ๕ นาฬิกาก่อนเที่ยง ก็ถึงอนิจกรรมที่จังหวัดพัทลุง นับอายุเรียงปีได้ ๖๔ ปี.

ง ประวัติคุณหญิงถมยา ศิรินธรเทพสัมพันธ์

คุณหญิงถมยา เปนบุตรพระพลสงคราม ( พุ่ม ) นางหนู บุตรพระยาไชยา เปนมารดา เกิดที่จังหวัดพัทลุง เมื่อปีมโรง พ.ศ.๒๓๙๙ ได้กระทำการวิวาหะมงคลด้วยพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ ( โต ศิริธร ) มีบุตรด้วยกันซึ่งมีตัวอยู่ในเวลานี้ ๔ คน เปนผู้ซื่อสัตว์สุจริตร่วมศุขทุกข์ต่อสามีจนตลอดมา เมื่อพระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ เข้ามารับราชการอยู่กรุงเทพ ฯ คุณหญิงถมยาได้เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเนือง ๆ เปนผู้ที่ทรงคุ้นเคย แลได้รับพระมหากรุณาปกเกล้า ฯ ตลอดมา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ กลับออกไปอยู่ที่บ้านจังหวัดพัทลุง ได้ป่วยเปนโบราณโรคอยู่หลายเดือน ครั้นเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๑ เวลา ๘ นาฬิกา ๕๕ นาทีหลังเที่ยง ก็ถึงแก่กรรมที่จังหวัดพัทลุงก่อนสามี ๑๐ เดือน นับอายุเรียงปีได้ ๖๓ ปี สิ้นเนื้อความตามประวัติเท่านี้ ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งจ่าพระสนิทราชการกับขุนพลสงคราม ได้บำเพ็ญในการปลงศพสนองคุณ



จ พระยาศิรินธรเทพสัมพันธ์ แลคุณหญิงถมยา ศิรินธรเทพสัมพันธ์ ผู้บิดามารดา แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลายเปนครั้งแรก แลเชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ได้อ่านสมุดเล่มนี้จะพอใจแลอนุโมทนาทั่วกัน.

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒






คำนำ พงษาวดารเมืองพัทลุงฉบับนี้ เดิมที่ได้เรียบเรียงขึ้นด้วยท่านขุนสิกขกิจบริหาร ธรรมการจังหวัดได้ขอช่วยให้ค้นหาเรื่องเก่า ๆ ซึ่งจะเปนพงษาวดารของเมืองพัทลุงได้ เพื่อจะนำลงไว้ในภูมิศาสตร์สำหรับมณฑลนครศรีธรรมราช แลต้องการเปนเนื้อความย่อ ครั้นข้าพเจ้าตรวจค้นหาเรื่องต่าง ๆ ก็ได้หลักถานในหนังสือเก่า ๆ มีเพลาวัด ( ตำนานวัด ) บ้าง จดหมายเหตุอื่น ๆ เปนประวัติของเจ้าเมืองบ้างแลหนังสือเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ กับหลักถานของพื้นที่เก่า ๆ ประกอบกันก็ลงรอยถูกต้องกันเปนรูปเรื่องพงษาวดารเมืองพัทลุงได้ดี ๆ จึงพยายามเรียบเรียงขึ้นเปนพงษาวดารโดยพิศดาร เพื่อให้เนื้อความติดต่อกันอ่านง่าย โดยเวลานานเกือบ ๒ ปีจึงสำเร็จ แลขอบใจท่านขุนสิกขกิจบริหารที่ได้ช่วยหาเรื่องซึ่งเกี่ยวกับพงษาวดารนี้ให้บ้าง ทั้งได้ช่วยตรวจตราสอบทานในการคัดเขียนด้วย นับว่าความสดวกที่ได้ทำจนสำเร็จก็เพราะท่านขุนสิกขกิจบริหารช่วยเหลือมาก เท่าที่เรียบเรียงไว้นี้นับว่ามีเรื่องพอต้องการก็ว่าได้ สิ่งสำคัญที่ได้ตรวจสอบถือเอาเปนหลัก คือ พระราชพงษาวดารกรุงเก่าฉบับพระราชหัดถเลขา อนึ่งในเรื่องราวตำราเดิมที่เอามาเรียบเรียงเปนพงษาวดารเมืองพัทลุงนี้ประมาณราว ๑๐๐๐ ปีมาแล้ว กล่าวความพิศดารเปนอภินิหารของบุคคลโดยมาก ได้ตัดพลความออกเสียบ้าง ถ้า


มีความเห็นของข้าพเจ้าอย่างไรได้วงเล็บไว้ส่วนหนึ่ง แลศักราชเห็นใช้อยู่ ๒ อย่าง เนื้อความตอนต้นจนถึง พ.ศ.๒๐๕๗ ใช้พุทธศักราช ตอนปลายใช้จุลศักราช แต่ข้าพเจ้าได้คิดเทียบศักราชลงไว้ทั้ง ๒ อย่างทุกแห่ง เพื่อดูง่ายแลตรวจสอบง่าย ส่วนศักราช ร.ศ. นั้นเปนชั้นใหม่ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบนัก แต่ได้นำมาลงไว้ในตอนหลัง ๆ ด้วยตามเรื่องเดิม กับข้าพเจ้าได้เขียนวิธีปกครองแต่โบราณไว้ท้ายพงษาวดารนี้ด้วย แลการเรียบเรียงเรื่องเก่าแก่เช่นนี้ ย่อมมีที่ผิดพลั้งอยู่บ้างเปนธรรมดา แต่ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่ผู้เรียบเรียงเจตนาจะให้ผิดจากความจริงเลย แล้วแต่เรื่องที่ได้พบได้อ่านเท่านั้น เพราะฉนั้นถ้าพงษาวดารฉบับนี้จะมีที่คลาศเคลื่อนประการใด ขอท่านผู้อ่านโปรดอภัยแก่ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงด้วย เรื่องพงษาวดารฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านนัก แต่เมื่อมีเวลาว่างเปล่าอยู่ก็ทำขึ้นไว้ ดีกว่าทิ้งให้สูญเสียเปล่า กับทั้งเปนการช่วยท่านขุนสิกขกิจบริหารในการที่ทำภูมิศาสตร์นั้นด้วย วันที่ ๒๘ สิงหาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ หลวงศรีวรวัตร์ (พิญ จันทโรจวงศ์)



อธิบายศัพท์ อนึ่งได้พบศัพท์ในเพลา หรือ ตำนานสำหรับวัด เปนศัพท์ที่เขียนไว้ในพงษาดารนี้ควรสังเกต คือ ศัพท์ฝ่ายปกครอง ๑. หัวพันส่วย คือ ชั้นผู้ใหญ่ที่เปนนายผู้กำกับ นายหมวด นายกอง ๒. หัวปาก คือ ขุนหมื่นแลนายหมวดนายกองผู้ควบคุมเลขส่วยต่าง ๆ ศัพท์ฝ่ายพระสาสนา ๑. เลิกพระสาสนา คือ ปฏิสังขรณ์วัด ๒. เลณฑุบาต คือ เขตรแดน ๓. ข้าโปรดคนทานพระกัลปนา คือ บุคคลจำพวกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปนข้าพระหรือเลขวัด สำหรับรักษาวัด ๔. ศิลบานทาน พระกัลปนา คือ เรือกสวนไร่นาที่ทรงพระราชอุทิศให้เปนพระกัลปนาสำหรับวัดหรือธรณีสงฆ์ ๕. นายประเพณี คือ หัวหน้าผู้รักษาประโยชน์ของวัดแลบำรุงวัด ได้บังคับว่ากล่าวทั่วไป (หรือทำนองมัคนายก ) ๖. หัวสิบ คือ ผู้ควบคุมเลขวัด ที่เรียกข้าโปรดคนทานในหมู่ ๑ หรือหมวด ๑ ๗. หัวงาน คือ หัวหน้าหรือนายนานายสวนแปลงหนึ่ง ๆ ซึ่งเปนที่กัลปนาหรือธรณีสงฆ์

พงศาวดารเมืองพัทลุง ตอนที่ ๑ สมัยดึกดำบรรพ์ ( ตอนนี้เปนเรื่องดึกดำบรรพ์มีเรื่องราวเขียนด้วยเส้นดินสอดำในกระดาดเพลาเย็บเปนเล่มคล้ายสมุดจีนเรียกว่า "เรื่องนางเลือดขาว" มีเรื่องราวเปนอภินิหารยืดยาวเปนทำนองนิทาน ) คือ เดิมเมืองพัทลุงได้ตั้งมาแล้วก่อน พ.ศ.๑๔๘๐ หรือราว ๑๐๐๐ ปีมาแล้ว เมืองตั้งอยู่ที่จะทิ้งพระ ( ตัวเดิมเขียนเปนสทิงพระทุกฉบับ ที่อำเภอจะทิ้งพระแขวงจังหวัดสงขลาเดี๋ยวนี้ รากกำแพงแลคูเมืองยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ ประมาณยาวไปทางทิศเหนือทิศใต้ ๗ เส้นเศษ กว้าง ๖ เส้น ๑๖ วา ราษฎรแถวนั้นเรียกที่นั้นว่า " ในเมือง " ) ครั้งหนึ่งเจ้าเมืองชื่อเจ้าพระยากรงทองได้ครองเมืองพัทลุงครั้งกรุงศรีอยุทธยามหานครฝ่ายเหนือ หรือกรุง ศุโขไทยราชธานี ครั้งนั้นตาสามโม ผัว ยายเพ็ชร์ เมีย อยู่ที่ตำบลปละท่าตวันตกของทะเลสาบ ( คือบ้านพระเกิด ) เปนหมอสดำหมอเฒ่านายกองช้าง เลี้ยงช้างส่งเจ้าพระยากรงทองทุกปี ต่อมาตายายได้กุมารจากป่าไม้ไผ่เสรียงมีพรรณเลือดนั้นเขียว ขาว เหลือง ดำแดง กับได้นางจากป่าไผ่ตง มีพรรณ ๑


๒ เลือดนั้น ขาว จึงเรียกว่า " นางเลือดขาว " ( กุมารกับนางเลือดขาวนี้น่าจะเปนบุตรลับ ๆ เปนอะสะธรรมชาติ มารดามีความละอายเอาไปทิ้งไว้ในป่าไผ่ก็เปนได้ ) ตายายก็เอามาเลี้ยงไว้จนเจริญวัยขึ้น ตายายจึงแต่งกุมารกับนางเลือดขาวให้อยู่กินเปนสามีภริยากัน ครั้นกาลนานมาตายายถึงแก่กรรม กุมารกับนางก็กระทำฌาปนกิจแล้วนำอัฐิไปฝังไว้ในถ้ำคูหาสวรรค์ กุมารกับนางก็ได้รับมรฎกเปนนายกองช้างต่อมามีกำลังขึ้น แต่นั้นมาก็เรียกตำบลบ้านนั้นว่า " พระเกิด " เปนส่วยช้างเลี้ยงช้างส่งเจ้า พระยากรงทองปีละตัว จึงทำเพลาตำรา (ตำนาน) ไว้สำหรับเมืองพัทลุงสืบมา ต่อมาเรียกว่า " ที่คช " ( คือที่ส่วยช้าง ) มีเขตรถึงบ้านท่ามะเดื่อ ฯลฯ ครั้นกาลล่วงมา กุมารแลนางเลือดขาวก็พาสมัคพรรคพวกขึ้นช้างพลายคชวิไชยมณฑล หมดเฒ่าแก่นมั่นคงควาญกับช้างพังตลับ หมอเฒ่าสีเทพควาญ ไปทางทิศอิสาณพระเกิด ก็ตั้งพักอยู่ณบางแก้ว แต่นั้นมาก็เรียกกุมารนั้นว่า " พระยา " ครั้งนั้นนางเลือดขาวยกเอาทรัพย์สร้างพระพุทธรูปแลอุโบสถไว้ที่ตำบล สทังวัดหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็ยังเรียกกันว่า " วัดสทังใหญ่ " แต่รกร้างมานานแล้ว ฝ่ายพระยากุมารก็เอาทรัพย์ทำพระวิหารแลพระพุทธรูป แล้วจึงจาฤกลงไว้ในแผ่นทองคำเปนตำนานให้ชื่อว่า " วัดเขียนบางแก้ว " อีกอารามหนึ่ง


๓ แลวันพฤหัศบดี เดือน ๘ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีกุล เอกศก พ.ศ.๑๔๘๒ ( จ.ศ. ๓๐๑ ) ที่จะทิ้งพระ เจ้าพระยากรงทอง ก็ทำพระมหาธาตุแลก่อพระเชตุพลวิหารขึ้นพร้อมกันทั้ง ๓ อาราม ครั้นปีจอโทศก พ.ศ.๑๔๙๓ ( จ.ศ. ๓๑๒ ) พระยากุมารกับนางเลือดขาวก็เที่ยวไป ๗ วัน ถึงตรัง แขวงเมืองนครศรีธรรมราชพระยากุมารก็ทำพระพุทธรูปเปนพระบรรทม ณ ที่ตรังนั้นองค์หนึ่ง แลเมื่อกลับจากลังการสิงหฬนั้น นางเลือดขาวจึงสร้างอาราม พระศรีสรรเพ็ชญ์พุทธสิหิงค์ ณ ที่พักที่ตรังอิกอารามหนึ่ง ( เห็นจะเปนครั้งพระเจ้าไสยณรงค์พระเจ้ากรุงศุโขทัย ให้ทูตเมืองนครศรี ธรรมราชไปเชิญพระพุทธสิหิงค์มาแต่เมืองลังกาทวีป ในเวลาเสด็จประพาศเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ราชทูตเห็นจะไปลงเรือที่เมืองตรัง พระยากุมารกับนางเลือดขาวจะไปกับราชทูตในงานเชิญพระพุทธสิหิงค์นี้ด้วย จึงมีศรัทธามากจึงได้สร้างวัดจำลองพระไว้ ) ครั้นสำเร็จแล้วก็เขียนจาฤกไว้ลง ณ วันที่ ๑๖ ค่ำ แล้วพระยากุมารกับนางเลือดขาวก็กลับมา ตั้งแต่นั้นมา พ.ศ. ล่วงได้ ๑๕๐๐ ปี พระยากุมารกับนางเลือดขาวก็อยู่ที่บางแก้วนั้น ต่อมาเรียกที่นั้นว่า " ที่วัด " ( คือที่พระกัลปนาสำหรับคณะป่าแก้ววัดเขียน ) มีเขตรถึงบ้านดอนจิ่งจาย ต่อมาพระยากุมารกับนางก็เที่ยวไปถึงแขวงเมืองนครศรีธรรม ราช ได้สร้างพระพุทธรูปเปนหลายตำบล ก็ตั้งอยู่ ณ เมือง นคร


๔ ศรีธรรมราช แลยังพระสาริกธาตุกับเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชผู้บุตรเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชคนก่อนนั้น จำเดิมแต่นั้นมาก็ลือชาปรากฎถึงกรุงศรีอยุทธยามหานครฝ่ายเหนือ ( คือกรุงศุโขทัยราชธานี ) โปรดให้พระยาพิศณุโลกกับนางทองจันทน์เปนนางคุมนางสนมออกมารับนางเลือดขาวที่เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อจะทรงเลี้ยงเปนมเหษี พระยากุมารก็กลับมาอยู่ที่พระเกิดบ้านเดิม ครั้นนางเลือดขาวเข้าไปถึงกรุง พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาก็หาได้ยกขึ้นเปนมเหษีหรือนางสนมพนักงานไม่ ด้วยนางนั้นมีสามีแลมีครรภ์ติดมาแต่สามีเดิมแล้ว ครั้นถึงกำหนดนางคลอดบุตรเปนกุมาร ครั้นกุมารนั้นเจริญวัยขึ้นทรงขอไว้ นางเลือดขาวจึงทูลลากลับบ้านเดิม จึงโปรดให้ส่งถึงบ้านพระเกิดนางก็ได้พบกับพระยากุมารสามีอยู่กินด้วยกัน ณ ที่นั้นสืบไป จนชราอายุประมาณ ๗๐ ปี ถึงแก่กรรมทั้ง ๒ คน ภายหลังบุตรนางเลือดขาวได้ออกมาเปนคฤหบดีอยู่ที่บ้านพระเกิดเมืองพัทลุง ชาวเมืองเรียกว่า " เจ้าฟ้าคอลาย " ( แต่ไม่ปรากฎว่าได้ออกมาโดยเหตุอย่างใดแลออกมาเมื่อใด ) ตั้งแต่นั้นต่อมาอารามทั้ง ๒ ตำบลก็ร้างอันตรายลงเปนลำดับประมาณหลายร้อยปี ( มีเนื้อความดังนี้ ข้าพเจ้าจึงได้เขียนลงไว้ตามที่รวบรวมได้ควรเชื่อดังข้างบนนั้น เห็นว่าเรื่องนี้เปนเรื่องที่มีบุคคลอยู่จริง


๕ แลนางเลือดขาวกับพระยากุมารสามีเปนผู้มีใจศรัทธาได้สร้างวัด หลายตำบล ด้วยเปนผู้มีกำลังที่ได้รับมรฎกจากตายายเปนนายกองส่วยช้างมีผู้คนนับถือมาก มีเหตุผลควรเชื่อว่าจริง คือ วัดที่นางกับสามีได้สร้างไว้ยังเปนหลักถานปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ เช่นวัดพระพุทธสิหิงค์ที่เมืองตรัง ๑ วัดเขียนที่บางแก้วเมืองพัทลุง ๑ วัดสทังใหญ่ที่ตำบลสทังเมืองพัทลุง ๑ เปนต้น แต่เรื่องนางเลือดขาวนี้จะได้เขียนเปนลายลักษณ์อักษรไว้แต่เดิมแล้วหรืออย่างไรทางสันนิษฐานไม่แน่ แต่อย่างไรก็ดีคงได้คัดเขียนกันครั้งพระครูอินทโมฬีคณะป่าแก้วที่ได้ปฏิสังขรณ์วัดสทังแลวัดเขียนบางแก้วนั้นเปน แน่ จึงได้มีตำนานเปนลายลักษณ์อักษรเรื่องนางเลือดขาวสืบมาจนทุกวันนี้ เมื่อเห็นเปนมูลความจริงอยู่บ้างดังนี้ จึงได้เขียนไว้ในพงษาวดารตามลำดับ ด้วยเห็นว่านางกับสามีเปนผู้มีอัทยาศรัยควรชมในทางทำประโยชน์ไว้สำหรับบ้านเมือง ตามความนิยมของสมัยนั้น คือสร้างวัดอันเปนที่เล่าเรียนของกุลบุตรสืบมาประการหนึ่งเปนเรื่องที่กล่าวถึงภูมิพื้นเมืองพัทลุงว่า สมัยครั้งกรุงศุโขทัยนั้นเมืองพัทลุงได้ตั้งเปนบ้านเปนเมืองอยู่ที่สทิงพระแล้ว จึงเห็นว่าควรเขียนไว้ในพงษาวดารระหว่างนี้เพื่อความขาดตอน แต่ไม่ใช่เมืองร้าง คือ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๗ ( จ.ศ. ๗๔๖ ) ปีชวดฉอศกในแผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร ครั้งกรุงศรีอยุทธยาโบราณ ได้ส่งลาวเชลยเชียงใหม่มาไว้ที่เมืองพัทลุง )

๖ ตอนที่ ๒ ครั้งกรุงเก่า ครั้นกาลล่วงมาราว พ.ศ. ๒๐๕๗ ( จ.ศ. ๘๗๖ ) ล่วงแล้ว ครั้งกรุงศรีอยุทธยาโบราณปรากฎว่า พระยาธรรมรังคัลเปนเจ้าเมืองพัทลุงตั้งอยู่ที่จะทิ้งพระ ( ในอำเภอจะทิ้งพระแขวงจังหวัดสงขลานี้อิก เห็นจะต่อเนื่องมาแต่เดิม ) พระยาธรรมรังคัลได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสีไปเชิญพระมหาธาตุเจ้ามาแต่ลังกาทวีป มาก่อพระเจดีย์สูง ๑ เส้น บรรจุพระมหาธาตุ แล้วสร้างวัดทำอุโบสถศาลาวิหารแลก่อกำแพงล้อมเปนเขตรวัดสูง ๖ ศอก ณ เชิงเขาพิพัทสิงห์เรียกว่า " วัดหลวง " แล้วบอกถวายพระราชกุศลเข้าไปกรุง โปรดเกล้า ฯ ให้มีตราพระคชสีห์แลตราพระโกษาธิบดีออกมาเบิกข้าส่วยแลภูมิเรือกสวนไร่นาขาดออกจากส่วยหลวง เปนข้าโปรดคนทานพระกัลปนาไว้สำหรับวัดหลวงสืบไป ฝ่ายปละท่าตวันตกของทะเลสาปที่ตำบลวัดสทัง ก็มีปะขาวสนผัว นางเป้าเมีย อยู่ที่นั้น เกิดบุตรด้วยกันสี่คน คนที่ ๑ ชื่อเจ้าอินท์ ที่ ๒ ชื่อเจ้าเพ็ชร์ ที่ ๓ ชื่อนางบุตร ได้เปนนางสนม ( จะเปนภรรยาน้อยของเจ้าเมืองพัทลุงนั้นเอง ) ที่ ๔ ชื่อนางอ่อนทองเจ้าอินท์พี่ใหญ่นั้นบวชเปนปะขาว แล้วลงเรือสำเภาจีนเที่ยวไปช้านาน หาได้อยู่กับบิดามารดาไม่ ครั้นอายุได้ ๖๐ ปีเรียนรู้ทางไสยศาสตร์แลอรรถธรรมแล้วจึงกลับมาบ้านเดิม ตกแต่ง


๗ ปฏิสังขรณ์วัดเขียนบางแก้วแลวัดสทัง เจ้าอินท์จึงเอาไม้แก่นแค ฝอยแกะเปนรูปนางเลือดขาวขึ้นเปนพระพุทธรูปองค์ใหญ่เปนรูปพระงามไว้ ณ วัดสทังเรียกว่า " ประทุมกาศเทวดานางเลือดขาว " วัด สทังจึงเรียกว่า " วัดพระงาม " บ้าง ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช เจ้าอินท์ไปอุปสมบทเปนภิกษุณเมืองนครศรีธรรมราช แล้วก็เข้าไปกรุงครั้งนั้นที่กรุงมีศึกมาล้อมเมืองอยู่ พระสามีอินท์เข้ารับอาสาขอม้าตัวหนึ่งกับคน ๕๐๐ บวชเปนปะขาวออกทำเวชมนต์ให้ข้าศึกงวยงงมีความกลัวกลับไป ( เห็นจะเปนศึกพระเจ้าหงษา ( ลิ้นดำ ) หรือที่เรียกว่า " พระเจ้าชนะสิบทิศ " ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชครั้งแรก เมื่อเชิญเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติพระเจ้าหงษามาตั้งประชิดกำแพงอยู่ ๓ วัน เห็นไทยปรองดองกันดีอยู่ก็เลิกทัพกลับไป ) พระสามีอินท์มีความชอบ จึงเอากระบวนวัดแลพระพุทธรูปที่ได้เลิกพระสาสนา ( คือปฏิสังขรณ์ ) วัดเขียนบางแก้วแลวัดสทัง ขึ้นถวายขอพระราชทานเบิกญาติโยมสมัคพรรคพวกให้ขึ้นกับวัดทั้ง ๒ นั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระสามีอินท์เปนที่พระครูอินทโมฬีศรีนันทราชฉัททันต์จุฬามุนี ศรีราชปัญญาปรมาจาริยานุชิต พิพิธรัตนราชวรวงษ์พงษ์ภักดีศรีสากยบุตร อุประดิษเถร คณะป่าแก้วหัวเมืองพัทลุง โปรดให้


๘ มีตราพระบรมราชโองการเบิกญาติโยมแลไร่นาส่วยสาอากรชาว กุฎีศิลบานทานพระกัลปนาให้ขาดออกจากส่วยหลวง พระราชทานแก่พระครูอินทโมฬี ฯ แลห้ามเจ้าเมืองปลัดเมืองกรมการเมืองลูกขุนมุลนายโดยตราพระราชกฤษฎีกาอุทิศไว้ให้เปนข้าพระทั้ง ๒ อาราม ให้ตายายบิดามารดาพระครูอินทโมฬี ฯ เปนนายประเพณีแลดำรัสเหนือเกล้า ฯ แด่ พระยาศรีภูริปรีชาธิราชมหาเสนาบดีศรี สาลักษณ์ กรมพระกลาโหมให้เบิกจากพระคลังหลวงเปนสำเภา ๓ ลำ บรรทุกอิฐปูนรักทองมอบให้แก่พระครูอินทโมฬี ฯ กับโปรดให้เบิกวัดทั้งแขวงเมืองนครศรีธรรมราชแลเมืองพัทลุง ๒๙๘ วัดมาขึ้นแก่วัดเขียนบางแก้วแลวัดสทัง คือ วัดคูหาสรรค์ ๑ อารามพิกุล ๑ วัดสทิงมหาธาตุเจดีย์ใหญ่ ๑ วัดพระเจดีย์งาม ๑ วัดชะแม ๑ วัดกลาง ๑ วัดพะเจียก ๑ วัดโรงน้อย ๑ วัดโรงใหญ่ ๑ วัดพะตาล ๑ วัดเหียงพง ๑ วัดพระครูไชยพัท ๑ วัดตำเสา ๑ วัดสนามไชย ๑ วัดโตนดหลาย ๑ วัดพังยาง ๑ วัดชะแล้ ๑ วัดแจระ ๑ วัดพระนอนปากบางแก้ว ๑ วัดพยา ๑ วัดแหลม ๑ วัดพระพุทธสิหิงค์ที่ตรัง ๑ วัดพระงามที่ตรัง ๑ เปนต้น ทั้งนี้ขึ้นแก่วัดสทังวัดเขียนบางแก้วแลหมู่หัวสิบหัวงานตามท้องพระตำรานี้ ก็ให้ขึ้นกับวัดทั้ง ๒ นี้ทั้งสิ้น วัดสทังนั้นมีเลณฑุบาต คือ อาณาเขตรแต่ลำน้ำบางแก้วแล่นไปท่าแม่นางสีพรม ๆ แล่นไปหลาวหลูด ๆ แล่นไปห่านกุลตง ๆ แล่นไปควนชัง ๆ แล่นไปหลักชุมแสง ๆ แล่นไปหลักมะม่วงเถ้านาโหนด ๆ


๙ แล่นไปควนยานฝ่ายอุดร ๆ แล่นไปควนกระทุ ๆ แล่นไปกำมะไสย ตั้งแต่คลองกำมะไสยแล่นไปแม่น้ำวัดฝ่ายอุดรควนยาน ๆ แล่นไปเปรว ชะเมา ( ป่าช้าชะเมา ) เปรวชะเมาแล่นไปปากแวตีนทะเลสาปเปนแดน วัดเขียนบางแก้วมีเลณฑุบาตตั้งแต่แม่น้ำบางแก้วแล่นไปตามแพรกแม่น้ำท่าช้าง ๆ แล่นไปปลายคลองโพศสมา ๆ แล่นไปด่านฟ้ารั่ว ๆ แล่นไปหานเลน ๆ แล่นไปกระหวะๆ แล่นไปพยาเตย ๆ แล่นไปแก่งตาเสียด ๆ แล่นไปลำน้ำพระเกิดลงไปจดชายทะเลสาปเปนแดน แล้วพระครูอินทโมฬี ฯ กลับออกมาอยู่วัดสทัง มีที่พระกัลปนา ๒๔ หัวงาน วัดเขียนพระมหาสีราชเปนเจ้าอธิการตามเดิม มีที่พระกัลปนา ๑๔ หัวงาน แลข้าโปรดคนทานพระกัลปนา โปรดพระราชทานตัดขาดออกจากราชการหลวงให้เปนข้าพระโยมสงฆ์สำหรับตกแต่งวัดทั้งสิ้น แม้เกิดอรรถคดีเว้นแต่ความฆ่ากันตายนอกจากนั้นนายประเพณีแลพวกหัวสิบหัวงาน ( คือนายของหมวด ๑ ๆ ซึ่งขึ้นกับนายประเพณีหัวหน้าของวัด ) ชำระว่ากล่าวเด็ดขาดได้ ครั้งนั้นเจ้าเมืองพัทลุง ( เห็นจะเปนพระยาธรรมรังคัล ) ก็มาสร้างพระพุทธรูปเรียงไว้ ๗ องค์ ณ วัดเขียน ( จะเปนพระที่เรียกกันว่า " พระกุลา " เปนพระสมาธิองค์ใหญ่อยู่กลางแจ้งก่อด้วยแลงเรียงไว้ห่าง ๆ กันราว ๑๐ หรือ ๑๕ วาบ้าง มีต้นไม้ใหญ่งอกแซกขึ้นที่ฐาน เดี๋ยวนี้พังทลายลงมากองอยู่ที่ฐานดินซึ่งพูน ๒


๑๐ เปนโคกรับฐานปูนไว้นั้น ยังเปนรูปพระเศียรอยู่บ้างท่อนพระกรบ้าง ขนาดท่อนพระกรโดยกลมประมาณ ๓ คืบ พระเศียรยาวแต่พระนลาตริมพระเกษลงมาปลายพระหณุประมาณ ๑ ศอกคืบ ฝ่าพระบาทใหญ่โดยกว้าง ๑๕ นิ้วครึ่ง ที่สาปสูญเสียก็มี ) ฝ่ายที่เมืองพัทลุง ( จะทิ้งพระ ) แผดงศรีภิรมย์เห็นว่าที่บนภูเขาพิพัทสิงห์มีรอยพระพุทธบาทอยู่ ( ได้พิเคราะห์ดูแล้วเห็นจะเปนธรรมดาศิลานั้นเอง ) จึงขอต่อพระนาไลยมุย ( เห็นจะเปนเจ้าอธิการวัดหลวง ) ทำพระวิหารแลก่อรูปพระโคะขึ้นบนภูเขาพิพัทสิงห์ จึงเรียกว่า " เขาพระโคะ " แต่นั้นมา ( ที่เรียกว่าพระโคะนี้จะเปนรูปอะไรก่อขึ้นไว้ฟังไม่ได้เรื่องราวเลย เห็นจะเปนพระโค ซึ่งเปนเทวพาหนะของพระอิศวร ด้วยเปนที่นับถือของไทยแต่โบราณจึงก่อรูปไว้บูชา ครั้นกาลนานมาก็กลายเปนพระโคะ คือจะมีเขม่าหรือเส้นอะไรของกระดาดเพลาแต้มเปนจุด ๆ อยู่หลังโค แลเข้าใจว่าเปนสระอะจึงอ่านโคเปนโคะ เช่นคำค้อย ของชาวเมืองสงขลาเดี๋ยวนี้ เดิมจะได้เห็นหนังสือกรุงเทพ ฯ ซึ่งเปนหนังสือหวัดกลาย ๆ ซึ่งเขียนว่า " ด้วย " นั้นเอง ผู้อ่านไม่เข้าใจคำกรุงเทพ ฯ ทั้งดูหนังสือหวัดไม่แน่จึงอ่าน " ด้วย " เปน " ค้อย " ไป แต่สำเนียงบ้านนอกเรียกอักษรไม่ชัดเรียก ค้อย เปน ข่อย เช่นคำว่า " ค้าขาย " บ้านนอกเรียกเปน " ข่าค้าย " แลคำ


๑๑ ค้อยนั้นที่ประโยคกับคำหน้าก็ตรงกับคำ ด้วย ทุกคำ เช่นคำว่า กินค้อย ไปค้อย มาค้อย ดังนี้ ก็เปนคำตรงกับคำด้วยทั้งสิ้นเหตุดังกล่าวนี้ คำพระโค จึงกลายเปนพระโคะมาจนทุกวันนี้ ) ต่อมาพระจวงเจ้าขอต่อพระนาไลยมุยมาตั้งอยู่ที่บนเขาพระโคะกระทำบูชารอยพระพุทธบาทอยู่ที่นั้นเปนช้านาน ( เห็นจะมาขออาศรัยกระทำ สังฆกิจอยู่บนภูเขานั้น ) ครั้นกาลล่วงมาพระสามีรามซึ่งไปเรียนหนังสือฝ่ายปริยัติธรรม ณกรุงเปนผู้ชำนาญ ได้แปลธรรมชนะพราหมณ์ชาวสิงหฬ ได้ความชอบทรงโปรดปรานมาก ครั้นกลับออกมาจึงคิดอ่านด้วยพระครูสัทธรรมรังษีพุทธบวรมาจารย์ ( พระครูสัทธรรมรังษีจะเปนเจ้าอธิการวัดหลวงต่อจากพระนาไลยมุย แลจะเปนเจ้าคณะผู้ใหญ่ด้วย ) พระครูสัทธรรมรังษียินยอมด้วย พระสามีรามจึงเข้าไปกรุงขอพระราชทานเบิกญาติโยมออกจากส่วยหลวง แล้วโปรดพระราชทานที่นาแลกัลปนาแลต้นตาลญาติโยมออกจากส่วยหลวง ๙ หัวงานเปนข้าโปรดคนทานพระกัลปนาขึ้นวัดพระโคะ โปรดให้มีเลณฑุบาตทิศเหนือถึงเขาพังไกรแลควนชลิก ทิศใต้จดเขาเขียวแลเขาแดงทิศตวันออกจดทะเลเค็ม ทิศตวันตกจดทะเลสาป แล้วโปรดตั้งให้พระสามีรามเปนพระราชมุนี ครั้นกลับออกมาจึงก่อพระเจดีย์บรรจุพระศรีรัตนมหาธาตุสุงเส้น ๕ วา ทำด้วยจะลุ้งทองแดง ( เข้าใจว่าจะหุ้มทองแดงที่ยอด ) มีระเบียงรอบพระเจดีย์ ทำศาลา


๑๒ วิหารอุโบสถขึ้นบนเขาพระโคะ เรียกว่า " วัดพระโคะ" แลอาณาเขตรเหล่านั้นเรียกว่า " ที่พระโคะ " แต่นั้นมา แลครั้งนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้ออกเมืองราชแสนมาเปนเจ้าเมืองพัทลุง โปรดให้บรรทุกอิฐมาช่วยทำพระศรีรัตนมหาธาตุเจดีย์นี้ด้วย พระราชมุนีก็ได้เปนเจ้าอธิการวัดพระโคะต่อมา ( มีคำเล่าลือว่า ท่านพระโคะผู้นี้มีบุญแลมีอภินิหารต่าง ๆ ชาวเมืองแถวนั้นเรียกว่า " ท่านเจ้าพระโคะผู้มีบุญ " นับถือกันว่าเปนเทพา รักษ์ศักดิ์สิทธิ์มาจนทุกวันนี้ แลที่เรียกว่ารอยพระบาทนั้นก็กลายเปนรอยเท้าท่านพระโคะไป ) ต่อมาพระราชมุนี พระครูสัท ธรรมรังษี พระมหาเถรพุทธรักขิต พระครูบุตรเทพ แลหมื่นเทพบาลสร้างวัดในถ้ำคูหาสวรรค์ ในที่ราบของพ่อขุนศรีชนาพยาบ้านปลัดเมืองพัทลุง ทำพระพุทธรูป ๒๐ องค์ แลก่อมาลิกเจดีย์ ๗ องค์ แล้วถวายพระราชกุศลเข้าไปกรุง โปรดให้มีพระตำราตราโกษาธิบดียกญาติโยมแลภูมิสัตวไร่นาอันมีในที่นั้น ๑๒ หัวงานขาดออกจากส่วยหลวง เปนศิลบานทานพระกัลปนาสำหรับวัดคูหาสวรรค์สืบไป ต่อมาออกพระสุรัสราชาออกมาเปนเจ้าเมืองพัทลุง นิมนต์พระมหาเถรผู้มีอายุ ( ไม่ปรากฎนาม ) ให้ก่อพระมหาธาตุเจดีย์สูงเส้น ๑ วา แลพระวิหารพระธรรมศาลา พระพุทธรูปพระโมค คัลลาน์พระสาริบุตรฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาไว้ในกลางเมืองพัทลุง ( จะ


๑๓ เปนวัดจะทิ้งพระเปนวัดเก่าสืบต่อมาจนทุกวันนี้ ) แล้วเอากระบวนที่ได้สร้างวัดนั้นเข้าไปกรุงถวายพระราชกุศล จึงมีพระราชศรัทธาโปรดให้มีพระตำราตราโกษาธิบดียกญาติโยมที่ภูมิสัตวไร่นาโตนด ต้นตาลในที่นั้นขาดออกจากส่วยหลวง เปนข้าโปรดคนทานพระกัลปนาสำหรับพระอารามนั้นสืบไป ต่อมาออกหลวงเยาวราชมาเปนเจ้าเมืองพัทลุง ครั้งนั้นอาเจะอารูมารบเสียเมืองแก่อาเจะอารู ๆ กวาดครัวไป ( จะเปนสลัด ) ด้วยมีคำเล่าลือว่า สลัดมาตีเมืองได้แล้วกวาดครัวติดท่านพระโคะผู้มีบุญไปด้วย ท่านพระโคะจึงทำอภินิหารต่าง ๆ จนพวกสลัดมีความเกรงกลัว พาตัวท่านกลับมาส่งไว้ณที่เดิม ) ทราบความถึงกรุงโปรดเกล้า ฯ ให้แผดงศรีราชปัญญาถือท้องตราออกมาเอาตัวเจ้าเมืองกรมการ ออกหลวงเยาวราชเจ้าเมืองเกรงกลัวพระราชอาญาจึงกินยาตายเสีย ได้แต่ขุนศรีชนาปลัดกับครอบครัว จำตรวนเข้าไปกรุงให้ลงพระราชอาญาจำตรวนขังไว้ ครั้งนั้นช้างต้นตกน้ำมันออกจากโรง หมอควาญเอาไม่ได้หมื่นอินทรพงษาบุตรขุนศรีชนาจับช้างนั้นได้เอาเข้าโรง หมื่นอินทรพงษาบุตรขุนศรีชนามีบำเหน็จแก่ราชการ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานโทษขุนศรีชนาออกจากที่ขัง แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้เปนปลัดเมืองตามเดิม ให้หมื่นอินทรพงษาบุตรขันศรีชนาเปนขุนคชราชาหัวพันส่วยกลับออกมาอยู่เมืองพัทลุงต่อไป แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้


๑๔ ออกเมืองภักดีกรเทพ ออกมาเปนเจ้าเมืองพัทลุง เกลี้ยกล่อมไพร่ส่วยที่สัดพลัดอยู่นั้น ให้กลับเข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนา ครั้งนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้ออกขุนทรเนตรณเทพ ( ขุนทรเนนทรเทพ ) แลจ่าพันภาย ณ ราช ( พันภาณุราช ) เชิญท้องตราออกมาตั้งกองเรียกส่วย ณ เมืองนครศรีธรรมราชแลเรียกส่วยเมืองพัทลุงด้วย ต่อมาออกเมืองคำได้เปนเจ้าเมืองพัทลุง ครั้งนั้นมีศึกอุชํงคํตํนํ ( บางแห่งเรียก " อุยงตะนะ " หรือสลัด ) มาตี เสียเมืองแก่ข้าศึกออกเมืองคำหนีรอดไปได้ ข้าศึกกวาดได้แต่ครอบครัวกรมการแลสมณะชีพราหมณ์ราษฎรข้าพระโยมสงฆ์ได้ไปแก่อชํงคํตํนํเปนอันมากแลเผากุฎีวิหารบ้านเรือนราษฎรเสียสิ้น ครั้งนั้นเจ้าเมืองหาเปนโทษไม่ด้วยศึกเหลือกำลัง โปรดเกล้า ฯ ให้เปนเจ้าเมืองดังก่อนให้เกลี้ยกล่อมส้องสุมราษฎรที่กระจัดพลัดพลายอยู่นั้น เข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนา จัดการรักษาบ้านเมืองต่อไป ( ครั้งนี้ข้าศึกกวาดครอบครัวไปมาก เห็นจะเอาตัวพระราชมุนี ( ท่านพระโคะ ) ไปด้วยด้วยมีตำนานหรือประวัติของพระราชมุนี ( ท่านพระโคะ ) กล่าวว่าท่านหาได้ตายอย่างคนธรรมดาไม่ อยู่ ๆ ก็หายสูญไปโดยอิทธิฤทธิ์แลต่อไปก็ไม่ได้กล่าวถึงท่านผู้นี้ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งเลย จึงเห็นว่าคงจะสูญไปด้วยข้าศึกสลัดครั้งนี้นั้นเอง ครั้งนั้นให้เรียกส่วยแต่เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุงหาเรียกไม่ ( เห็นจะเปนเพราะถูกสลัดมารบยับเยินมาก )


๑๕ ต่อมาออกขุนเทพตำรวจเปนเจ้าเมืองพัทลุง ( ประมาณราวแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรฐ ) ครั้งนี้มีผู้ศรัทธาสร้างพระเจดีย์วิหารหลายวัดหลายตำบล คือ :- ๑. พระมหาเทพ ทำพระวิหารแลเจดีย์ตำบลวัดแจระ ( บางแห่งเรียกหัวแจระ ) ๒. พระครูธรรมรังษี ลํราม ทำพระวิหารตำบลวัดเบิก ( อยู่ที่อำเภอจะทิ้งพระจังหวัดสงขลา ) ๓. พระครูพิไชย ทำพระวิหารตำบลวัดชะแม ( อยู่ที่อำเภอจะทิ้งพระจังหวัดสงขลา ) ๔. พระมหาเถรพรม ทำพระวิหารตำบลวัดนามีไชย ( หรือสนามมีไชย อยู่ที่อำเภอจะทิ้งพระจังหวัดสงขลา ) ๕. พระมหาเถรรัตนเทพ ทำพระวิหารตำบลตำเสา ( หรือเสี่า ) อ่านเปนสี่เสา ( นัยว่าเปนวัดกระดังงา อยู่ในอำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ) ๖. พระครูสุวรรณคีรี ทำพระวิหารในวัดชะแล้ ( อยู่ที่อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ) ๗. พระมหาเถรพรม ทำพระวิหารตำบลวัดบ่อโด ๘. พระมหาเถรโสม พระมหาเถรพงศ์ ทำพระวิหารวัดโรง ( อยู่ในอำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา )


๑๖ ๙. พระมหาเถรเทพ ทำพระวิหารวัดพระเจดีย์งาม ( อยู่ที่อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ) ๑๐. พระครูธรรมเทวกรบวรมณีศรีธรรมาธิบดี หัวเมืองพัทลุง ณเขาบรรพตพระโคะ แลปลัดวินัยธร พร้อมด้วยพระครูมังคลราชรูจีศรีสัทธรรมเถียร หัวเมืองนครศรีธรรมราช เข้าไปกรุงร้องต่อสมเด็จพระสังฆราชาบดีศรีสังฆปรินายก ๆ จึงทำฎีกาให้ออกพระ ศรีภูริปัญญาธิราชเสนาบดีศรีสาลักษณ์นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอเบิกญาติโยมแลศิลบานทานพระกัลปนา ตามที่สมเด็จพระอัยกาธิราชเจ้าทรงอุทิศไว้แต่ก่อน ( ที่เรียกว่า พระอัยกา คือ สมเด็จพระเทียรราชา พระอัยกาของสมเด็จพระเอกาทศรฐ ) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระตำราพระราชอุทิศไว้ดุจพระตำราของสมเด็จพระอัยกาธิราชเจ้าทรงอุทิศไว้แต่ก่อน วัดเหล่านี้อยู่ฝ่ายปละท่าตวันออก แต่ฝ่ายปละท่าตวันตกในที่ราบของพ่อขุนศรีชนาพยาบ้าน ( ปลัด เมือง ) ในตำบลคูหาสวรรค์นั้น ( ที่เรียกว่าปละท่าตวันออกตวันตกหมายความเอาฝั่งทะเลสาปเมืองพัทลุง ) พระมหาเถรสุนทรธรรม พระมหาเถรอิน พระมหาเถรพรม เข้าไปกรุงเทพพระมหานคร ศรีอยุทธยา ทำฎีกาให้ออกพระศรีภูริปัญญาธิราชสเนาบดีศรีสารลักษณ์นำกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานเบิกญาติโยมแลสมัคพรรคพวกออกจากส่วยหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราช


๑๗ ทานให้มีท้องตราพระโกษาธิบดี เบิกญาติโยมสำหรับวัดคูหาสวรรค์ไว้ตามเดิมชั่วพระจันทร์พระอาทิตย์ ครั้งนั้นพระมหาอิน ทำพระวิหารในตำบลวัดป่าชันวัดหนึ่ง เมื่อเสียเมืองแก่ข้าศึกอุยงตะนะแล้ว ขุนเสนาปลัดเมืองได้สร้างวัดสทังน้อยขึ้นที่ชายทะเลสาปวัดหนึ่ง มีข้าพระแลภูมิสัตวไร่นา ๑๓ หัวงาน พระมหาเถรเทพปัญญาเปนเจ้าอธิการ, วัดสทังนางเลือดขาวจึงเรียกว่า " วัดสทังใหญ่ " บ้าง " วัดพระงาม " บ้าง " วัดพระงามสทังใหญ่ " บ้าง เปน ๓ ชื่อ ต่อมาตาตุมะระหุ่ม เปนแขกนับถือสาสนาอิศลามมาแต่เมืองสาลัยมาขอพระราชทานโปรดเกล้า ฯ ให้เปนเจ้าเมืองพัทลุง ได้ย้ายเมืองไปตั้งที่หัวเขาแดงปากน้ำ ( เข้าใจว่าคงจะมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณนี้มาแต่ก่อนนานแล้ว ภายหลังจึงได้เปนเจ้าเมืองพัทลุง ) เมื่อถึงอนิจกรรมแล้ว ฝังศพไว้ที่หัวเขาแดงปากน้ำเมืองพัทลุง ( ซึ่งเปนเมืองสงขลาเดี๋ยวนี้ ด้วยเปนที่เหมาะแก่ความถาวรต่อไปภายหน้า เพื่อมิให้ศพนั้นสูญไป ศพจึงยังมีปรากฎเปนเทพารักษ์อยู่จนทุกวันนี้ ) ตาตุมะระหุ่มนี้ได้เปนต้นวงศ์ของสกุล ณพัทลุงเดี๋ยวนี้ แลมีน้องชายคนหนึ่งชื่อมะระโหม มาตั้งอยู่ที่ตำบลชรัดศพที่ฝังไว้ยังปรากฎเปนเทพารักษ์อยู่ที่ตำบลชรัด แขวงเมืองพัทลุงจนทุกวันนี้



๑๘ ต่อมาเพรีชี ผัว เพรีมุย เมีย ตายายนายใหญ่กับหมื่นจันหัวปากนางหรง หมื่นอินทรทรงศักดิ์ หมื่นจ่าเทียนหัวปากพวกพ้องเข้าไปขอ พระราชทานโปรดให้เพรีชีเปนเจ้าเมืองพัทลุง ได้ย้ายเมืองมาตั้งที่เขาไชยบุรี ( เขาเมือง ) ฝ่ายปละท่าตวันตกทะเลสาปคือฝั่งเมืองพัทลุงเดี๋ยวนี้ ( ด้วยเพรีชีเปนชาวบ้านนางหรงฝั่งตวันตกใกล้กับเขาไชยบุรี อิกประการหนึ่งเปนที่มั่นคงแก่การป้องกันข้าศึกแลพ้นจากพวกสลัดมารบกวนด้วย เมืองที่ตั้งอยู่ปละท่าตวันออกนั้นอยู่ใกล้ทะเลเค็ม สลัดอาจจู่มารบกวนได้บ่อย ๆ ทั้งเสียเมืองแก่สลัดด้วย จึงได้ย้ายเมืองมาตั้งที่เขาไชยบุรี แต่จะตั้งอยู่ไม่นานเท่าใด ต่อมาภายหลังเมื่อผลัดเปลี่ยนเจ้าเมืองจะได้ย้ายไปตั้งเสียที่อื่นบ้าง แลที่ควนแร่ตำบลควนมะพร้าวเดี๋ยวนี้ ได้ตั้งเมืองครั้งหนึ่งเปนแน่ ด้วยมีคำเล่าบอกสืบกันมาว่าที่ควนแร่เปนที่ตั้งเมืองเก่าครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งมีคูเมืองแลมีอิฐก่อเปนทำนองกำแพง อยู่ริมคูเมืองปรากฎอยู่ทุกวันนี้ ) ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้ขุนหลวงศรีสาครเปนเจ้าเมืองพัทลุงให้ขุนเทพสงครามเปนปลัด ต่อมาพระยาจักรีผู้เปนออกญานครศรีธรรมราชแลเปนเจ้าเมือง ไชยา มาเปนเจ้าเมืองพัทลุง ( จะเปนลูกหลานหรือวงศ์ญาติเจ้าเมืองนคร ฯ แต่คงเปนเจ้าเมืองไชยาย้ายเปนเจ้าเมืองพัทลุง )


๑๙ ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกหลวงเพ็ชร์กำแหงออกมาเปนเจ้าเมืองพัทลุง ครั้งนั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๒ ( จุลศักราชตรงกับแผ่นดินพระเจ้าเสือ ) พระครูอินทรเมาฬีศรีญาณสาครบวรนนทราชจุฬามุนีศรีอุประดิษเถร คณะป่าแก้วเมืองพัทลุง ได้เลิกพระสาสนาคือปฏิสังขรณ์วัดเขียนบางแก้ว แล้วเข้าไปร้องขอต่อสมเด็จพระพลรัตน์ราชกระวีศรีสังฆราช สงฆปรินายกติปิฎกปรมัตถาดิลกโลกาจาริย์อาริยกัศยบมหรรณพปรีชามหาสามีรูจีจิตรบพิตร สถิตย์ในวรรัตนารามพระสังฆราชป่าแก้ววัดเจ้าพระยาไทยอารามหลวง ณกรุงทวาราวดี ( กรุงเก่า ) สมเด็จพระพลรัตน์จึงให้พระนิโครธเถรอธิการวัดบูรพารามนำถวายพระพร ขอเบิกญาติโยมแลส่วยสาอากรศิลบานทานพระกัลปนาสำหรับวัดเขียนวัดสทังดุจดังก่อน จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระตำราพระราชอุทิศไว้ ดุจพระตำราพระมหากระษัตริย์เจ้าแต่ก่อนทรงพระราชอุทิศไว้นั้น ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ให้ออกหลวงไชยราชาราชสงครามมาครองเมืองพัทลุง แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ไปรั้งเมืองนครศรีธรรมราช โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาแก้วโกรพพิไชยเชฐ์วิเศษราชกิจพิพิธภักดี อภัยพิริยะพาหะ เปนออกญาพัทลุงต่อไป ครั้นปีมะเส็งสัมฤทธิศก พ.ศ.๒๒๙๑ ( จ.ศ. ๑๑๑๐ ) ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช ( พระบรมโกษ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระยา


๒๐ ราชบังสัน ( ตะตา ) บุตรของลูกชายตาตุมะระหุ่ม เจ้าเมืองคนเก่าซึ่งเข้าไปรับราชการอยู่ ณ กรุงนั้น ออกมาเปนผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง เปนเมืองทำนองประเทศราชได้ถวายต้นไม้ทองเงินทุกปี ( เห็นจะเปนเมืองประเทศราชมาแต่โบราณ ) มีเมืองจัตวา ๔ เมืองเปนเมืองขึ้น คือ เมืองปะเหลียน ๑ เมืองจะนะ ๑ เมืองเทพา ๑ เมืองสงขลา ๑ ( เมืองสงขลานี้เดิมเปนด่านปากน้ำเมืองพัทลุงได้ยกขึ้นเปนเมืองจัตวา ด้วยเปนทำเลที่ค้าขายบริบูรณ์ผู้คนชุกชุม ) แลคงขึ้นอยู่กับเมืองพัทลุงต่อไป แต่จะได้ยกขึ้นเปนเมืองเมื่อปีใดไม่ปรากฎ พระยาราชบังสัน ( ตะตา ) เปนเชื้อแขกนับถืออิศลามได้ตั้งอยู่ที่เขาไชยบุรี ( เขาเมือง ) ครั้งนั้นได้ก่อสร้างป้อมกำแพงเชื่อมกับภูเขาล้อมเมืองไว้ มีปืนบาเหรียม ๒ กระบอกประจำเมือง ( แต่จะได้มาจากไหนหรือสร้างขึ้นไม่ปรากฎ ) พระยาราชบังสันว่าราชการอยู่ ๑๕ ปี ถึงอนิจกรรม แล้วพระภักดีเสนาบุตรพี่ชายพระยาราชบังสัน ( ตะตา ) ได้เปนผู้ว่าราชการเมืองต่อมา ๕ ปี ถึงแก่กรรม รวมเมืองตั้งอยู่ที่เขาไชยบุรี ( เขาเมือง ) ครั้งนี้ ๒๐ ปี ครั้น พ.ศ. ๒๓๑๐ ( จ.ศ. ๑๑๒๙ ) กรุงเสียแก่พม่าข้าศึก



๒๑ ตอนที่ ๓ ครั้งกรุงธนบุรี ครั้งนั้นพระราชอาณาจักรก็เปนจลาจลต่างคนก็ตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าเอกราช ฝ่ายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชก็ถึงอนิจกรรม พระปลัดจึงตั้งตัวขึ้นเปนเจ้านครศรีธรรมราช ให้หลานชายมาเปนผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง ตั้งเมืองที่ท่าเสม็ดนัยหนึ่งเรียกว่าตำบลปราน กับให้กรมการไปเปนหลวงสงขลารักษาปากน้ำเมืองพัทลุงด้วยผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงว่าราชการอยู่ ๒ ปี ถึงแก่กรรม แล้วเจ้านครให้พระยาพิมลขันธ์ผัวท้าวเทพสัตรีเมืองถลางมาเปนผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง ( แต่เวลานั้นแตกร้าวกันกับท้าวเทพสัตรีแลท้าวเทพสัตรียังไม่มีชื่อ ด้วยพม่ายังไม่มาตีเมืองถลาง ) พระยาพิมลขันธ์ตั้งเมืองที่ตำบลควนมะพร้าว ภายหลังเรียกบ้านนั้นว่า " บ้านพระยาขันธ์ " อยู่ในตำบลพระยาขันธ์เดี๋ยวนี้ ) ว่าราชการอยู่ ๒ ปี ครั้น พ.ศ.๒๓๑๑ ( จ.ศ.๑๑๓๐ ) ปีชวด พระเจ้าตากเสด็จขึ้นปราบดาภิเศก เปนพระเจ้าแผ่นดินในกรุงธนบุรีแล้ว ถึงปีฉลูเอกศก พ.ศ.๒๓๑๒ ( จ.ศ.๑๑๓๑ ) เสด็จมาตีเมืองนครศรีธรรมราชได้พระยาพิมลขันธ์มีความกลัวหนีไปเมืองแขกกับด้วยเจ้านคร ฯ ครั้นพระเจ้าตากได้ตัวเจ้านครมาจากเมืองแขกปัตตานีแล้ว ก็เสด็จกลับกรุงธนบุรี ส่วนเมืองนคร ฯ แลเมืองพัทลุงนั้น โปรดให้พระเจ้า


๒๒ หลานเธอเจ้านราสุริยวงษ์ อยู่ครองเมืองนครศรีธรรมราช โปรดให้นายจันมหาดเล็กมาว่าราชการเมืองพัทลุง ตั้งเมืองที่บ้านม่วงตำบลพยาขันธ์เดี๋ยวมี้ นายจันมหาดเล็กว่าราชการอยู่ ๓ ปี ถอดออกจากราชการ ( ครั้งนั้นเมืองพัทลุงสงขลาคงจะขึ้นเจ้านราสุริยวงษ์ผู้ครองเมืองนคร ฯ แต่ไม่ปรากฎในหลักถานใด ๆ ) พ.ศ.๒๓๑๕ ( จ.ศ.๑๑๓๔ ) โปรดเกล้า ฯ ตั้งนายขุนบุตรพระราชบังสัน ( ตะตา ) เปนพระยาแก้วเการพพิไชย ฯ ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง ได้เปลี่ยนวิธีอิศลามนับถือพระพุทธสาสนาสืบ ๆ มาถึงบุตรหลานทุกวันนี้ ได้ตั้งเมืองที่บ้านลำปำตำบลโคกลุง ( ชาวเมืองเรียกกันว่า " พระยาพัทลุงคางเหล็ก " ๆ ได้ท่านแป้นบุตรีท่านเศรษฐีเต็ม บ้านโตระเมืองพัทลุงเปนคุณหญิง ซึ่งเปนบิดามารดาคุณจอมมารดากลิ่น ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๑ กรมหมื่นไกรสรวิชิต ) อนึ่งพระยาพัทลุง ( ขุน ) ซึ่งมีนามปรากฎว่าพระยาพัทลุงคางเหล็กนี้มีอยู่ ๒ นัย ๆ หนึ่งว่า เมื่อครั้งคุมทัพเรือโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพ ฯ ไปตีเมืองแขกปัตตานี พวกกองทัพอดน้ำท่านจึงเอาเท้าแช่ลงในทะเลก็บรรดาลน้ำเค็มนั้นจืด พวกพลได้ตวงตักไว้รับประทานรอดพ้นความกันดารไป ภายหลังพระยานคร ฯ ฟ้องว่าทำน้ำเค็มให้จืดได้จะเปนขบถ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้มีพระกระทู้ถาม ท่านแก้ว่า


๒๓ พวกพลอดน้ำได้ความลำบากกันดารนัก จึงเสี่ยงเอาพระบารมีพระเจ้าอยู่หัว น้ำในทะเลจึงบรรดาลจืดได้ พวกพลได้รับประทานเปนกำลังรับราชการต่อไป หาใช่ด้วยอำนาจวาศนาของท่านเองไม่ เปนคำที่แก้ถูกกลับได้ความชอบ อิกนัยหนึ่งว่า เมื่อครั้งพระเจ้าตากเสียพระสติ รับสั่งถามข้าราชการว่า ใครจะตามเสด็จกูขึ้นสวรรค์ได้บ้าง ต่างคนก็นิ่งอยู่ พระยาพัทลุง ( ขุน ) จึงทูลว่า เปนอันเหลือนิสัยผู้หาบุญมิได้จะตามเสด็จขึ้นสวรรค์ในเวลายังมีชีวิตรอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าจะคอยตามเสด็จเมื่อหาชีวิตรไม่แล้ว พระเจ้าตากโปรดว่าพูดถูกคนอื่นหรือจะมีบุญญาธิการเหมือนพระองค์ เปนคำที่กล้ากล่าวทูลเพื่อเตือนพระสติ จึงมีนามว่า " คางเหล็ก " ครั้นปีมะเส็งเบ็ญจศก พ.ศ. ๒๓๑๖ ( จ.ศ. ๑๑๓๕ ) โปรดให้ข้าหลวงออกมาเปนแม่กองสักเลขท้องมือ อยู่มาในปีมะแมหรือปีวอกเดือน ๕ เจ้านราสุริยวงษ์สั่งให้เมืองพัทลุงทอม่วงดอก ๗ สีเก็บหน้าเชิงกรวย ๕๐๐ ผืน คราวนั้นต้องเกณฑ์ผู้หญิงสาวแก่แม่หม้ายทอผ้าทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นปีวอกอัฐศก พ.ศ. ๒๓๑๙ ( จ.ศ. ๑๑๓๘ ) กลางปี เจ้านราสุริยวงษ์พิลาลัย พระเจ้าตากโปรดตั้งเจ้านคร ฯ ( คนเก่า ) เปนพระเจ้าประเทศราช ออกมาครองเมืองนครศรีธรรมราชอิก โปรดให้มีตำแหน่งเสนาบดีจัตุสดม ๔ แลมหาดเล็กสำหรับเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมประดุจพระเจ้าแผ่นดิน


๒๔ ตอนที่ ๔ ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้น พ.ศ.๒๓๒๕ ( จ.ศ.๑๑๔๔ ) พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เสด็จขึ้นปราบดาภิเศกเสวยสวรรยาธิปัติถวัลยราชดำรงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) คงรับราชการเปนพระยาพัทลุงต่อไป ครั้นปีมะโรงฉอศก พ.ศ.๒๓๒๗ ( จ.ศ.๑๑๔๖ ) โปรดเกล้า ฯ ให้ถอดพระจ้านคร ฯ ออกจากผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช โปรดให้รับราชการอยู่ในกรุงเทพ ฯ แล้วโปรดเกล้า ฯ ตั้งเจ้าพัทบุตรเขยเจ้านคร ฯ เปนเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช ออกมาครองเมืองนครศรี ธรรมราชต่อไป ครั้นถึงปีมะเส็งสัปตศก พ.ศ.๒๓๒๘ ( จ.ศ.๑๑๔๗ ) โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงออกมาสักเลขทั้งเดิมทั้งขึ้นเมืองพัทลุง ครั้งนี้สักหลังมือทั้งสิ้น ทำเนียบศักดินาข้าราชการก็จัดเปนเมืองโทแต่นั้นมา ( ส่วนธรรมเนียมถวายต้นไม้ทองเงินยังคงต่อมาจนถึง พ.ศ.๒๔๓๙ ( ร.ศ.๑๑๕ ) ใน พ.ศ.๒๓๒๘ ( จ.ศ.๑๑๔๗ ) ปีมะเส็งสัปตศกปลายปีนั้น พม่ายกมาตีเมืองชุมพร เมืองไชยา เมืองนครศรี ธรรมราชได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าอยู่หัวพระราชวังบวร เสด็จยกทัพหลวงออกมาตีทัพพม่าแตกไปหมดทุกทัพทุกกองแล้วเสด็จเลยไปประทับที่เมืองสงขลา ปราบแขกเมืองปัตตานีต่อไป


๒๕ ฝ่ายพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) กับพระมหาช่วยวัดป่าแขวงเมืองพัทลุงผู้มีความรู้ในทางไสยศาสตร์ลงเลขยันต์ตะกรุดผ้าประเจียดให้พวกพลแต่งทัพออกรับพม่าที่ตำบลคลองท่าเสม็ด พม่าได้มาตั้งค่ายประชิดเข้าแล้วคนละฟากคลอง แต่หาได้รบกันไม่พม่าเลิกทัพกลับไปเสีย ( ที่พม่าตั้งค่ายเรียกว่าทุ่งค่าย อยู่ในแขวงเมืองนคร ฯ จนทุกวันนี้ ) พระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) กับด้วยพระมหาช่วย ก็เลิกทัพกลับไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชวังบวรรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพ ฯ ณเมืองสงขลา กราบทูลความชอบพระมหาช่วย จึงโปรดเกล้า ฯ ให้พระมหาช่วยลาอุปสมบท แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้เปนพระยาทุกขราษฎร์ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง แลครั้งนั้นพระยาจะนะ ( เณร หรือ อินท์ ) น้องพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) คิดมิชอบลอบมีหนังสือถึงพม่าข้าศึกโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) ผู้พี่ เปนตุลาการชำระเปนสัตย์ รับสั่งถามพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) ผู้พี่ ว่าจะควรประการใด พระยาพัทลุงกราบทูลว่าควรประหารชีวิตรตามบทพระอัยการ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ประหารชีวิตรพระยาจะนะ ( เณร หรือ อินท์ ) เสียตามคำตัดสินของพระยาพัทลุงผู้พี่ แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) เปนแม่กองคุมทัพเมืองพัทลุงแลไพร่พลเมืองจะนะเปนทัพเรือโดยเสด็จไปตีเมืองแขกปัตตานี ครั้นตีเมืองปัตตานีได้ ปราบปรามราบคาบแล้วก็กลับกรุงเทพ ฯ ๔


๒๖ แลครั้งนั้นทรงเห็นว่าเมืองสงขลา เปนเมืองหน้าศึกควรเปนเมืองสำคัญ จึงนำความกราบบังคมทูล โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นเปนเมืองตรีขึ้นต่อกรุงเทพ ฯ เลื่อนหลวงสงขลา ( บุญฮุย ) ขึ้นเปนพระสงขลาใน พ.ศ.๒๓๒๙ ( จ.ศ.๑๑๔๘ ) กับโปรดให้ยกเมืองจะนะเทพาขึ้นกับสงขลาแต่นั้นมา ( ในพงษาวดารสงขลาว่ายังขึ้นนคร ฯ ( จ.ศ. ๑๑๕๓ ) พระยาสงขลาเปนเจ้าพระยาจึงยกเปนเมืองเอกขึ้นต่อกรุงเทพ ฯ ) พระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) ว่าราชการอยู่ ๑๗ ปี ครั้น พ.ศ.๒๓๓๒ ( จ.ศ.๑๑๕๑ ) ปีระกาเอกศกถึงอนิจกรรมในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพ ฯ อนึ่ง สมัยพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) นี้ มีชีพ่อพราหมณ์คณะหนึ่ง เปนสกุลพราหณ์รามราช ได้เปนพราหมพิธีสำหรับราชการสืบ ๆ มาแต่โบราณช้านาน ( แต่เสียดายที่ไม่ปรากฎว่า พราหมณพวกนี้ได้มาตั้งอยู่ที่เมืองพัทลุงเมื่อศักราชเท่าใด แต่คงไม่ต่ำกว่าเมื่อครั้งเมืองตั้งอยู่ที่จะทิ้งพระ ด้วยมีหลักถานปรากฎว่าครั้งพระยาวิเชียร คีรี ( ชุ่ม ) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ได้ค้นพบพระนารายน์เทวะรูปที่เมืองเก่าของพัทลุงที่จะทิ้งพระ เอาไปไว้ที่ศาลเจ้าหลักเมือง ๆ สงขลาซึ่งเปนเทวะรูปหล่อด้วยสำริดประมาณขนาดสูงศอกเศษโต ๓ จับ ยังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ พราหมณ์พวกนี้ได้เปนพราหมณ์พิธีสืบบุตรหลานต่อมาจนเดี๋ยวนี้ เวลานี้นับถือพระพุทธสาสนากับพระอินศวรนารายน์ปนกัน ได้ตั้งเทวะสถานอยู่ที่


๒๗ ตำบลลำปำ จังหวัดพัทลุง ( กิริยาแลผิวพรรณก็ไทยนี้เอง ) ชาวเมืองมีความนับถือมาก แม้มีการโกนจุกหรือทำบุญสวดมนต์เรือนก็เชิญพราหมณ์ไปทำพิธีสวดทางวิษณุอิศวรเวชด้วยเสมอ ครั้นพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) ถึงอนิจกรรมแล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีไกรลาศคนกรุงครั้งพระเจ้าตากให้อยู่ช่วยราชการ พระเจ้าหลานเธอเจ้านราสุริยวงษ์ ณ เมืองนครศรีธรรมราชนั้น มาเปนผู้ว่า ราชการเมืองพัทลุง ตั้งเมืองที่บ้านลำปำที่ตำบลศาลาโต๊ะวัด ๒ ปี ครั้นปีกุน ตรีศก พ.ศ.๒๓๓๔ ( จ.ศ.๑๑๕๓ ) แขกโต๊ะหะยีเมืองเซียะกับแขกเมืองปัตตานีรวมกันมาตีเมืองสงขลาได้ พระยาสงขลาหนีมาอาศรัยเมืองพัทลุง เจ้าพระยานคร ฯ ทราบความก็ยกทัพมารบตีเอาเมืองสงขลากลับคืนได้ แล้วภายหลังกองทัพกรุงยกมาถึงเมืองสงขลาแต่หาทันได้รบกันไม่ ฝ่ายพระยาศรีไกรลาศผู้ว่าราชการเมืองพัทลุง มีความตื่นตกใจกลัวพาครอบครัวหนีเข้าป่าก่อนศึกมาติดเมือง จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงออกมาถอดจากเจ้าเมืองแล้วจำส่งไปกรุงเทพ ฯ ในปีกุนตรีศก พ.ศ.๒๓๓๔ ( จ.ศ.๑๑๕๓ ) นั้นโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงนายศักดิ์ ( ทองขาว ) นายเวรมหาดเล็กบุตรพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) ซึ่งเปนแม่กองออกมาในกองทัพกรุงครั้งนั้นอยู่รั้งเมืองพัทลุงแลใน ปีนั้นโปรดเกล้า ฯ เลื่อนพระยาสงขลา ( บุญฮุย ) ขึ้นเปนเจ้าพระยาสงขลาด้วยเห็นว่าเปนเมืองสำคัญหลวงนายศักดิ์ว่ารั้งอยู่ ๒ ปี ถึง


๒๘ ปีชวดจัตวาศก พ.ศ.๒๓๓๕ ( จ.ศ.๑๑๕๔ ) โปรดเกล้า ฯ ให้เปนพระยาแก้วโกรพพิไชย ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง พระราชทานกระบี่อาญาสิทธิ์ด้วย ตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลลำปำฝั่งเหนือ ตั้งจวนที่บ้านสวนดอกไม้เดี๋ยวนี้ พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) ได้ท่านปล้องบุตรีพระยาราชวังสันเปนชาวสวนบ้านคลองบางหลวงริมวัดหงษารามกรุงเทพ ฯ เปนคุณหญิง เมื่ออยู่กรุงเทพ ฯ มีบุตรีคนหนึ่งชื่อคุณผ่อง ได้วิวาหมงคลกับท่านทับอยู่กรุงเทพ ฯ ครั้น พ.ศ.๒๓๓๖ ( จ.ศ.๑๑๕๕ ) ปีฉลูเบ็ญจศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรเสร็จไปตีเมืองมะริดมาตั้งพักต่อ เรืออยู่ริมทะเลหน้านอกแขวงเมืองชุมพร โปรดให้เกณฑ์กองทัพเมืองพัทลุงไปสมทบกับทัพหลวงแล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) เปนแม่กองคุมทัพพัทลุงเปนทัพเรือไปตีเมืองมะริดตะนาวศรี กับด้วยกองทัพกรุง ตีเมืองมะริดจวนจะได้แล้วโปรดให้หากองทัพกลับเสีย ครั้นปีมะเส็ง เอกศก พ.ศ.๒๓๕๒ ( จ.ศ.๑๑๗๑ ) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เสด็จสวรรคต สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติปราบดาภิเศกแล้วในปีนั้น พม่ายกมาตีเมืองถลางแตก โปรดเกล้า ฯ ให้เกณฑ์กองทัพเมืองพัทลุงไปสมทบกับทัพหลวงที่เมืองตรัง ยกไปตีเอาเมืองถลางคืนได้ ต่อมา พ.ศ.๒๓๕๔ ( จ.ศ.๑๑๗๓ ) ปีมะแม โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้นายกล่อมมหาดเล็ก


๒๙ น้องพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) เปนพระทิพกำแหงสงครามปลัด ตั้งนายจุ้ยบุตรเจ้าพระยาสุรินทรราชา ( จัน ) เปนหลวงเทพภักดียกรบัตรแลในปีมะแมตรีศกนี้ โปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนเจ้าพระยานคร ( พัด ) ขึ้นเปนเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีโศกราชวงษ์จางวาง โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระบริรักษภูเบศวร์ ( น้อย ) ผู้บุตรเปนพระยานครต่อไป ( นัยว่าเปนลูกของพระเจ้าตาก ) ครั้นถึงปีระกาเบ็ญจศก พ.ศ.๒๓๕๖ ( จ.ศ.๑๑๗๕ )เจ้าพระยาไทรบุรีกับรายามุดาพี่น้องวิวาทกัน มีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ออกมาให้พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) ออกไปห้ามปรามระงับเหตุวิวาทครั้นพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) กลับมา เจ้าพระยาไทรกับรายามุดาก็วิวาทกันขึ้นอิก พระยาพัทลุงจึงทำความเห็นกราบบังคมทูลให้เรียกรายามุดามาไว้เสียกรุงเทพ ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายรายามุดาไปเปนเจ้าเมืองสตูล ในปีระกานี้โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงออกมาสักเลขเมืองพัทลุง ๒ ปีจึงเสร็จกลับกรุงเทพ ฯ แลพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) มีศรัทธาได้สร้างวัดวังมีอุโบสถแลพระระเบียงรอบไว้กลางเมืองวัดหนึ่งแต่ไม่ปรากฎว่าสร้างไว้ในปีใด ได้ทำการสร้างวัดเสร็จ มีการฉลองณวัน ๒๗ พ.ศ.๒๓๕๙ ( จ.ศ.๑๑๗๘ ) ปีชวดอัฐศกพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) ว่าราชการอยู่ ๒๖ ปี ถึงอนิจกรรมในปีฉลูนพศก พ.ศ.๑๓๖๐ ( จ.ศ.๑๑๗๙ ) ในรัชกาลที่ ๒ กรุงเทพ ฯ อายุ ๕๙ ปี


๓๐ ( อนึ่งพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) นี้เปนตาของคุณจอมมารดาทรัพย์ในสมเด็จพระบรมวงษ์เธอชั้น ๓ กรมสมเด็จมาตยาพิทักษ์ ) แล้วโปรดเกล้าตั้งนายพลพ่าย ( เผือก ) นายเวรมหาดเล็กน้องพระยาพัทลุง ( คางเหล็ก ) เปนพระยาพัทลุง ให้หลวงยกระบัตร ( จุ้ย ) เปนพระทิพกำแหงสงครามปลัด ตั้งเมืองตำบลบ้านลำปำตามรูปเดิมครั้น พ.ศ.๒๓๖๓ ( จ.ศ.๑๑๘๒ ) ปีมาโรงโทศก พม่ายกมาตั้งทัพอยู่ที่เมืองทวาย จะยกมาตีหัวเมืองชายทะเลตวันตก, แลเมืองไทรบุรีเล่าก็เปนที่กระด้างกระเดื่องอยู่ไม่เปนที่ไว้ใจ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงออกมาเกณฑ์ทัพเมืองพัทลุง ไปตั้งต่อเรืออยู่ที่เมืองสตูลกับด้วยทัพเมืองนคร ฯ ทัพเมืองสงขลา คุมเชิงเมืองไทรไว้ พระยาพัทลุง ( เผือก ) ให้พระปลัด ( จุ้ย ) คุมทัพเมืองพัทลุงไปตั้งอยู่ที่เมืองสตูลปีเศษแต่หามีข้าศึกมาไม่ ก็เลิกทัพกลับมาทั้งทัพเมืองนคร แลทัพเมืองสงขลา ครั้น พ.ศ.๒๓๖๔ ( จ.ศ.๑๑๘๓ ) ปีมะเส็งตรีศก เจ้าพระยาไทรบุรีตั้งแขงเมืองไม่ส่งต้นไม้ทองเงิน จึงโปรดเกล้า ฯ ให้มีท้องตรามาเกณฑ์กองทัพเมืองพัทลุงไปสมทบกับทัพเมืองนครแลทัพ หัวเมืองอื่น ๆ ให้พระยานคร ( น้อย ) เปนแม่ทัพไปตีเมืองไทรบุรีพระยาพัทลุง ( เผือก ) ให้หลวงฤทธิไชยกับขุนต่างใจเปนนายกองคุมทัพพัทลุงไปกับพระยานคร เจ้าพระยาไทรสู้ไม่ได้หนีไปอยู่เมืองเกาะหมาก พระยานครตีเมืองไทรได้ ณ วันเดือน ๓ แรม ๘ ค่ำ แล้ว


๓๑ แต่งให้บุตรชายอยู่รักษาเมือง ๒ คนคือ พระภักดีบริรักษ์ ( แสง ) เปนเจ้าเมือง นายนุดเปนปลัด กับให้นายกล่อม ๑ นายภู ๑ นายม่วง๑ หลวงประชาบาล ๑ เปนผู้ช่วยอยู่รักษาเมืองไทรบุรี แล้วพระยานครให้กวาดครัวแขกไปไว้เมืองนครศรีธรรมราชคราวนี้มากนัก ครั้นปีมะเมียจัตวาศก พ.ศ.๒๓๖๕ (จ.ศ.๑๑๘๔ ) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เลื่อนพระยานคร ( น้อย ) ขึ้นเปนเจ้าพระยานคร แลตั้งพระภักดี บริรักษ ( แสง ) เปนพระยาอภัยธิเบศร์ ผู้ว่าราชการเมือง ตั้งนายนุดเปนพระเสนานุชิตปลัดเมืองไทรบุรี ( ตอนนี้พงษาวดารเมืองไทรบุรีว่าปีมะเสงเบญจศก ( จ.ศ. ๑๑๘๕ ) ในรัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยานครยกไปตีเมืองไทรบุรีได้ ) ครั้นปีวอกฉอศก พ.ศ.๒๓๖๗ ( จ.ศ.๑๑๘๖ ) พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกแล้ว ถึงปีจออัฐศก พ.ศ.๓๓๖๙ ( จ.ศ.๑๑๘๘ ) พระยาพัทลุง ( เผือก ) ว่าราชการอยู่ ๙ ปี มีความชราลงมากอายุ ๗๐ ปีเศษ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เข้าไปรับราชการอยู่กรุงเทพ ฯ พระราชทานที่บ้านสนามควายให้เปนที่อยู่อาศรัยบรรดาบุตรหลานสมัคบ่าวไพร่ ก็เข้าไปตั้งเรือนอาไศรยอยู่ที่บ้านสนามควายกับด้วยพระยาพัทลุง ( เผือก ) ทั้งสิ้น โปรดเกล้า ฯ ให้นายครุธบุตรคนใหญ่ พระยาพัทลุง ( เผือก ) เปนหลวงพิทักษ์ราชาเจ้ากรมเกณฑ์บุญทำราชการอยู่กรุงเทพ ฯ ได้สืบบุตรหลานต่อมา


๓๒ พวกบ้านสนามควายจึงยังพูดสำเนียงชาวพัทลุงอยู่จนทุกวันนี้ แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาเสน่หามนตรี ( น้อยใหญ่ ) บุตรชายใหญ่เจ้า พระยานคร ฯ เปนพระยาอุทัยธรรม ฯ เปนเจ้าเมืองพัทลุง ๆ ได้เกณฑ์ไพร่ตัดไม้ต่อเรือรบ ๓๐ ลำ ปากกว้าง ๓ วาบ้าง ๔ วาบ้าง ตั้งทำการต่อเรือที่ชายทะเลสาป หน้าวัดป่าเลลัยเดี๋ยวนี้ ๑ แห่ง ที่อ่าวจงเก ๑ แห่ง ( เดี๋ยวนี้เรียกที่นั้นว่าท่าต่อเรือมาจนทุกวันนี้ ) แต่หาทันสำเร็จไม่ ทำการต่อเรือประมาณครึ่งหนึ่งก็ติดราชการศึกเมืองไทรเกิดขึ้น การต่อเรือจึงค้างอยู่ ไม้ที่ตัดมาทำเรือก็สาบสูญไป ครั้น พ.ศ.๒๓๗๓ ( จ.ศ.๑๑๙๒ ) ปีขานโทศกในรัชกาลที่ ๓ กรุงเทพ ฯ ต่วนกูเด็นหลานเจ้าพระยาไทรซึ่งหนีไปอยู่เมืองเกาะหมากมาตีเมืองไทรบุรีได้ในเดือน ๓ แรมค่ำ ๑ พระยาไทร ( แสง ) บุตรเจ้าพระยานครหนีมาอาศรัยอยู่กับพระยาพัทลุงผู้พี่แล้วบอกไปเมืองนครศรีธรรมราชแลกรุงเทพ ฯ เจ้าพระยานครเกณฑ์ไพร่เมืองนครเมืองพัทลุงไปตีเมืองไทร เจ้าเมืองพัทลุงเปนคนพิการเสียขาแลเปนคนสูบฝิ่นติดด้วย จึงให้พระปลัด ( จุ้ย ) คุมกองทัพไปแทนตัวรวมกับทับเจ้าพระยานคร ฯ ยกไปล้อมเมืองไทรไว้ต่วนกูเด็นสู้ไม่ได้จึงฆ่าตัวตาย เจ้าพระยานครเข้าเมืองไทรได้ให้พระยาไทร ( แสง ) บุตรอยู่รักษาต่อไป ( ตอนนี้พงษาวดารเมืองไทรกล่าวปีแลศักราชผิด


๓๓ กันอิก พงษาวดารเมืองไทรว่าเปนปีวอกอัฐศก ( จ.ศ.๑๑๙๘ ) ตวนกูเด็นตีเมืองไทรได้ ) ฝ่ายแขกเมืองปัตตานีทั้ง ๗ หัวเมือง มีความกำเริบมาตีเมืองสงขลา ครั้นเจ้าพระยานครทราบว่าพวกแขกปัตตานีมาตีเมืองสงขลา ก็ยกทัพออกจากเมืองไทรบุรีมาช่วยเมืองสงขลาพวกแขกก็แตกกลับไป แลครั้งนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง ( ดิศ ) ซึ่งเปนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงษ์ในรัชกาลที่ ๔ ( ที่เรียกกันว่าสมเด็จองค์ใหญ่ ) เปนแม่ทัพยกมาปราบเมืองไทรแลเมืองปัตตานี มาถึงเมืองสงขลาในปีมะโรงจัตวาศก พ.ศ.๒๓๗๕ ( จ.ศ.๑๑๙๔ ) แต่หาได้รบไม่ ด้วยแขกแตกไปหมดแล้วแล้วตั้งพักอยู่ที่เมืองสงขลา จัดราชการเมืองแขกเรียบร้อยแล้วให้ก่อพระเจดีย์ไว้ที่บนเขาแดงองค์หนึ่ง แล้วกลับกรุงเทพ ฯ แลในปีเถาะตรีศกระหว่างศึกเมืองไทรนั้น ราษฎรทำนาไม่ได้ผลถึง ๒ ปี ด้วยน้ำท่วมเข้าเสียมาก เข้าแพงซื้อขายกัน ๓ หรือ ๔ ทนานต่อเหรียญนอกคือ ๖ สลึงเฟื้อง เอามาหุงปนกับเผือกมันบุกกลอยบ้างหัวกล้วยบ้าง ที่ไม่มีเข้าปนเลยก็มี พลเมืองอดเข้าล้มตายในครั้งนั้นมากนัก ที่อพยพครอบครัวไปอยู่ต่างเมืองก็มาก ครั้นต่อมา พ.ศ. ๒๓๘๑ ( จ.ศ. ๑๒๐๐ ) ต้นปีจอสัมฤทธศกพวกหัวเมืองเข้าไปในงานพระเมรุสมเด็จพระศรีสุลาลัยพระพันปีหลวง ๕


๓๔ ฝ่ายตวนกูหมัดสอัดตวนกูอับดูนสะ หลานเจ้าพระยาไทร ( เรียกกันว่านายสุก นายแตน ) กับหวันมะหลี แขกสลัดอยู่ที่เกาะยาวหน้าเมืองภูเก็จยกจู่มาตีเมืองไทรได้อิก พระยาไทร ( แสง ) หนีมาอาศรัยพระยาพัทลุงผู้พี่เหมือนครั้งก่อน ครั้นพวกแขกตีเมืองไทรได้แล้วให้หวันมะหลีมาตีเมืองตรังได้ ฝ่ายตวนกูหมัดสอัด ก็แต่งกองทัพยกมาตีเมืองสงขลา ได้สู้รบกันเปนศึกใหญ่ ทัพพระยาสงขลา ( เถี้ยนเส้ง ) อ่อนกำลังถอยเข้าตั้งรักษาอยู่ในเมือง แขกยกรุกเข้าไปตั้งอยู่ที่เขาลูกช้างแลปลักแรด ฝ่ายเมืองพัทลุงก็เกณฑ์กองทัพให้พระยาไทรน้องชายไปตีเมืองไทรกับกองทัพเมืองนคร ฯ กับให้กรมการไม่ปรากฎนามคุมไพร่ไปช่วยเมืองสงขลากองหนึ่ง แล้วให้พระปลัด ( จุ้ย ) ไปตั้งรักษาอยู่ที่เมืองสตูนกอง ๑ อ้ายหวันมะหลียกมาตีเมืองสตูนได้รบกันถึงตลุมบอน ไทรน้อยตัวทานกำลังแขกไม่ได้ก็แตก แขกตามตียับเยินมาก พระปลัด ( จุ้ย ) หนีไม่ทันต้องปลอมตัวลงเกลือกกลั้วกับซากศพเหล่านั้น เอาโลหิตทาตัวนอนทำตายอยู่กับซากศพ ครั้นแขกไล่ไทยพ้นไปหมดแล้ว จึงได้เซซังมาพบกับนายทองโอ่คนใช้ได้เปนเพื่อนมาด้วยกันจนถึงเมืองพัทลุง จึงได้รวบรวมพลได้แล้วยกกลับไปตั้งค่ายรับทัพแขกอยู่ที่ด่านทางร่วม ซึ่งเปนทางร่วมไปสงขลามาพัทลุงไปสตูนได้ทั้ง ๓ เมือง ครั้งนี้ไทย



๓๕ ทำค่ายด้วยต้นหยวกกล้วยป่า แขกมาตั้งค่ายประชิดกันอยู่ที่ดงเชือกช้างแขวงเมืองสตูนได้สู้รบกันกับแขกเปนสามารถ แขกแต่งกองโจรเข้ามาสอดแนมถึงบ้านตะโหมดแลท่าชมวงบ้านป่าบอนไทยได้ ออกต้านตีแขกออกไปทุกแห่งพอถอนไพร่กองที่ไปช่วยเมืองสงขลา มาถึงค่ายหยวกด่านทางร่วมพร้อมกัน ก็ยกไปตีค่ายแขกดงเชือกช้างแตก พระปลัดยกตามไปตีเมืองสตูนคืนได้ พวกแขกขบถก็แตกหนีลงเรือกลับไป ฝ่ายพระยาไทรตั้งรับขบเคี่ยวกันอยู่กับแขกที่เมืองไทรก็ตีเมืองไทรคืนได้ พวกแขกซึ่งมาตีเมืองสงขลา ครั้นรู้ว่าเมืองไทรแลเมืองสตูนเสียแล้ว จะตั้งรับขบเคี่ยวกันไปกับเมืองสงขลาก็เกรงว่ากองทัพไทยที่เมืองไทรแลเมืองสตูนจะยกมาโอบหลังเข้าตีจะเสียยับเยินมาก จะหนีก็ไม่พ้นจะสู้ก็ไม่ได้จึงเลิกทัพหนีกลับไปทางแดนอังกฤษ ทัพหวันมะหลีซึ่งมาตั้งหมั่นอยู่เมืองตรังก็เลิกทัพกลับไปเอง ครั้งนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้พระวิชิตณรงค์กับพระราชวรินทรคุมทัพเรือล่วงหน้ามาก่อน ทัพหน้ามาถึงเมืองสงขลาก็พอแขกเลิกทัพหนีกลับไปหาทันได้รบกันไม่ ทัพหลวงพระยาศรีพิพัฒน์ ( ทัศน์ ) ซึ่งเปนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ ฯ ในรัชกาลที่ ๔ ( ซึ่งเรียกกันว่าสมเด็จองค์น้อย ) เปนแม่ทัพใหญ่กับเจ้าพระยายมราชพระยาเพ็ชรบุรี คุมไพร่ ๕๐๐๐ เปนทัพเรือยกตามมาทัพหน้าทัพ


๓๖ หลวงก็ขึ้นตั้งอยู่ที่เมืองสงขลาจัดการทั้งเมืองไทร แลเมืองกลันตัน ซึ่งเวลานั้นพระยากลันตัน กับพระยาจางวางเกิดวิวาทรบกันระหว่างญาติพี่น้อง พระยาศรีพิพัฒน์ แม่ทัพจึงแต่งให้ข้าหลวงยกทัพบกทัพเรือออกไปว่ากล่าวห้ามปราม พระยากลันตัน กับพระยาจาง วางก็เลิกรบกัน ฝ่ายทางเมืองไทรเห็นว่าพระยาไทรบุรี พระเสนานุชิตเปนไทยจะรักษาเมืองไทรบุรีต่อไป บุตรหลานเจ้าพระยาไทรจะมารบกวนอิก จึงนำความกราบบังคมทูล โปรดเกล้า ฯ ให้แยกเมืองไทรบุรีออกเปน ๓ เมือง คือ เมืองไทรบุรี ๑ เมืองกะบังปาสู ๑ เมืองปลิศ ๑ รวมเปน ๔ ทั้งเมืองสตูน แบ่งท้องที่ออกเปนมุเกม มีนายมุเกมเปนผู้บังคับการงาน ( ทำนองนายอำเภอทุกวันนี้ ) โปรดให้ต่วนกูอาหนุ่มซึ่งเปนที่รักใคร่นับถือของพลเมืองมากนั้น ว่าราชการเมืองไทร ต่วนกูอาสันว่าราชการเมืองกะบังปาสูต่วนกูเสดอุเซ็นว่าราชการเมืองปลิศ ต่วนกูหมัดอาเก็บว่าราชการเมืองสตูน ให้คงขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชต่อไปทั้ง ๔ เมืองโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไทร ( แสง ) กับพระเสนานุชิตปลัดนั้นกลับกรุงเทพ ฯ ภายหลังโปรดเกล้าตั้งให้พระยาไทร ( แสง ) เปนพระยา บริรักษภูธรผู้ว่าราชการเมืองพังงา ตั้งพระเสนานุชิต ( นุด ) เปนพระยาเสนานุชิตผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่า พระยาพิพัฒน์จัดราชการอยู่ที่เมืองสงขลา ๒ ปี ได้ก่อพระเจดีย์ไว้ที่เขาแดงอิกองค์หนึ่งเคียงกับเจดีย์ของเจ้าพระยาพระคลังผู้พี่แล้วจึงกลับกรุงเทพ ฯ ครั้ง


๓๗ นั้นเมื่อเสร็จศึกแขกแล้วเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ( น้อย ) ถึง อสัญญกรรมโปรดเกล้า ฯ ให้พระเสน่หามนตรี ( น้อยกลาง ) บุตรที่ ๒ เจ้าพระยานครน้อย เปนพระยานครแทนบิดา กับโปรดให้เรียกพระยาอุทัยธรรมผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงเข้าไปรับราชการอยู่กรุงเทพ ฯ ในปีกุนเอกศก พ.ศ.๒๓๘๒ ( จ.ศ.๑๒๐๑ ) พระยาอุทัยธรรมว่าราชการอยู่ ๑๓ ปี แล้วโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระปลัด ( จุ้ย ) เปนพระยาอภัยบริรักษ์จักราวิชิตพิพิธภักดีพิริพาหะผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง แลโปรดเกล้า ฯ ให้ยกที่พระโคะคือจะทิ้งพระ เมืองเก่าของพัทลุง ซึ่งเปนอำเภอจะทิ้งพระจังหวัดสงขลาเดี๋ยวนี้กับตำบลพังลาไปเปนแขวงเมืองสงขลา แต่นั้นมาพระยาพัทลุง ( จุ้ย ) คนนี้เปนบุตรเจ้าพระยาสุรินทรราชา ( จันทร์ ) ผู้เปนต้นสกูลจันทโรจวงษ์ซึ่งในรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้ออกมาเปนข้า หลวงสำเร็จราชการอยู่ณเมืองถลาง กำกับราชการหัวเมืองทะเลหน้านอก ๘ หัวเมือง คือมณฑลภูเก็จเดี๋ยวนี้ เจ้าพระยาสุรินทราชา ( จันทร์ ) ผู้นี้เปนบุตรที่ ๓ เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ( อู่ ) ผู้มีชื่อเสียงในแผ่นดินพระบรมราชา " พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ " ครั้งกรุงเก่า แลเปนบุตรเรียงพี่เรียงน้องกับท่านเจ้าขรัวเงินซึ่งภายหลังมาปรากฎนามว่า ท่านขรัวก๋ง ทางฝ่ายมารดา แลเจ้าพระยาสุรินทราชา ( จันทร์ ) มีน้องชายอิกหลายคนได้สืบบุตรหลานแตกออกเปนสกูล ( ภูมิรัตน์ ) สายหนึ่ง สกูล ( บุญศิริ ) สายหนึ่ง สกูล ( ศิริวัฒนกุล ) สายหนึ่ง


๓๘ ซึ่งปรากฎอยู่ทุกวันนี้ กับเจ้าพระยาสุรินทราชา ( จันทร์ ) มีบุตรอิก ๒ คน ชื่อนายอิน นายพิมพ์ นายอินเปนน้องร่วมมารดากับพระยาพัทลุง ( จุ้ย ) ทั้ง ๓ คนนี้ ได้ถวายตัวเปนข้าหลวงเดิมพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ เมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่ ภายหลังเมื่อออกทรงพระผนวชแล้วนายอินก็ตามไปรับราชการอยู่ในวัด ครั้นนายอินถึงแก่กรรมก็ทรงเปนเจ้าภาพเผาศพตามธรรมเนียม พระยาพัทลุง ( จุ้ย ) ผู้พี่ไม่มีบุตร จึงได้รับเอานายน้อยบุตรนายอินผู้น้องมาเลี้ยงเปนบุตรบุญธรรม แลขอรับพระราชทานให้นายพิมพ์น้องที่ ๓ เปนหลวงสิทธิศักดิ์ภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง อนึ่งเมื่อเจ้าพระยาสุรินทราชา ( จันทร์ ) เปนมหาอุปราชเมืองนคร ศรีธรรมราช เมื่อเมืองนคร ฯ ตั้งตัวเปนเจ้านั้น มีบุตรชายด้วยภรรยาน้อยคนหนึ่ง ชื่อเยาว์ ตกอยู่เมืองนคร ฯ ภายหลังได้เปนพระปลัดเมืองนครศรีธรรมราช เรียกว่าปลัดเยาว์ ครั้นเจ้าพระยาสุรินทราชา ได้ไปเปนข้าหลวงสำเร็จราชการหัวเมืองทะเลน่านอก ๘ หัวเมือง ครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้น มีบุตรชายตกอยู่ที่เมืองถลางคน ๑ ชื่อ นายฤกษ์ ต่อมาโปรดเกล้า ฯ ตั้งนายบุญคงมหาดเล็กบุตรหลวงฤทธิเสนี (เมือง) แลเปนหลานปู่แต่พระยาจะนะ ( เณร หรือ อิน ) เปนพระทิพกำแพงสงครามปลัด ซึ่งเปนต้นสกูลศิริธรทุกวันนี้ ครั้นปีระกาเอกศก พ.ศ.๒๓๙๒ ( จ.ศ.๑๒๑๑ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระยารามกำแหง


๓๙ ออกมาสักเลขเมืองพัทลุง สักท้องแขน ๑ ปีเสร็จ พระยาพัทลุง ( จุ้ย ) ว่าราชการอยู่ ๑๒ ปี ครั้นปีจอโทศก พ.ศ. ๒๓๙๓ ( จ.ศ. ๑๒๑๒ ) ป่วยเปนโบราณโรคถึงอนิจกรรมในต้นปีนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานหีบทองทึบออกมารับศพ ในปีนั้นหลวงปเหลียนก็ถึงแก่กรรมลงด้วย อนึ่งในปีจอโทศก พ.ศ.๒๓๙๓ ( จ.ศ. ๑๒๑๒ ) นั้นพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ ก็เสด็จสวรรคต ครั้นพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกในปีกุนตรีศก พ.ศ.๒๓๙๔ ( จ.ศ.๑๒๑๓ ) แล้วโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงยกรบัตร ( ทับ ) บุตรพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) เปนพระยาอภัยบริรักษ์จักราวิชิตพิพิธภักดีพิริยพาหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง พระราชทานพานหมาก คนโท กโถนทองคำ แลกระบี่บั้งทอง เสื้อหมวกทรงประพาศเปนเกียรติยศกับพระราชทานคุณแดงบุตรพระยาสงขลาซึ่งเข้าไปรับราชการฝ่ายในอยู่กรุงเทพ ฯ นั้น มาเปนคุณหญิง ด้วยท่านตีดภรรยาเดิมถึงอนิจกรรมก่อนนานมาแล้ว แต่คุณหญิงแดงหามีบุตรด้วยกันไม่ ตั้งหลวงสิทธิศักดิ์ ( พิมพ์ ) ผู้ช่วยข้าหลวงเดิมซึ่งเปนน้องพระยาพัทลุง ( จุ้ย ) เปนพระยาวรนารถสัมพันธพงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียน ตั้งนายบัวมหาดเล็กบุตรพระยาพัทลุง ( เผือก ) ซึ่งเข้าไปรับราชการอยู่กรุงเทพ ฯ กับพระยาพัทลุง ( เผือก ) แต่ก่อนนั้นเปนพระพลสงครามจางวางด่าน ตั้งหมื่นสนิทภิรมย์ ( นิ่ม ) บุตร


๔๐ พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) เปนหลวงเทพภักดียกระบัตร ตั้งนายศุขบุตรพระยาพัทลุง เปนหลวงรองราชมนตรีผู้ช่วย ออกมารับราชการเมืองพัทลุง ครั้นปีชวดจัตวาศก พ.ศ. ๒๓๙๕ ( จ.ศ. ๒๓๑๔ ) พระยาวรนารถสัมพันธพงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียนเข้าไปกรุง เทพ ฯ ป่วยเปนลมบาดจิตรล้มลงก็ถึงแก่กรรมโดยรีบด่วน ที่บ้านเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ( บุญศรี ) ซึ่งเวลานั้นยังเปนพระยามหาอำมาตย์ หรือเจ้าพระยาธรรมา แลที่เปนโรงเรียนเสาวภาเดี๋ยวนี้ ครั้นนำความกราบบังคมทูลทรงทราบแล้ว โปรดเกล้า ฯ พระราชทานหีบทองทึบอย่างพระยาพานทอง แลโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ เสด็จพระราชทานน้ำอาบศพแทนพระองค์ด้วย ครั้นถึงเวลาคราวจะพระราชทานเพลิง โปรดเกล้า ฯ ให้เปนศพหลวง ตั้งการฌาปนกิจณวัดอรุณราชวราราม ( วัดแจ้ง ) พระราชทานโขนหลวงให้เล่นด้วย แลได้เสด็จไปประทับเรือพระที่นั่งที่สพานน่าวัดทรงจุดชนวนฝักแคพระราชทานเพลิง ครั้นปีฉลูยังเปนจัตวาศก พ.ศ.๒๓๙๕-๖ ( จ.ศ.๑๒๑๔-๕ ) โปรดเกล้า ฯ ตั้งนายน้อยบุตรนายอินข้าหลวงเดิม ซึ่งพระยาพัทลุง ( จุ้ย ) รับมาเลี้ยงเปนบุตรบุญทำนั้น เปนพระวรนารถสัมพันธพงษ์ ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียนแทนอา ตั้งนายแต้มบุตรพระยาวรนารถ ( พิมพ์ ) ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียนเปนหลวงสุนันทากร ปลัดเมือง ปเหลียน ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๒ ( จ.ศ.๑๒๒๑ ) ปีมแมเอกศก พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ เสด็จประพาศเมืองสงขลาแลปัตตานี

๔๑ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงยังทรงพระเยาว์ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินออกมาด้วย พระยาพัทลุง ( ทับ ) พระวรนารถสัม พันธพงษ์ ( น้อย ) ได้ไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทที่ณเมืองสงขลา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญเฟื้องทองคำตราช้างแก่พระยาพัทลุง ( ทับ ) ๑๐๐ เหรียญ พระวรนารถสัมพันธพงษ์ ( น้อย ) ๑๐๐ เหรียญ ครั้งนั้นหลวงสุนันทากร ( แต้ม ) ป่วยออกไปเฝ้าทูล ลอองธุลีพระบาทไม่ได้ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญเฟื้องทองคำฝากมากับพระยาพัทลุง ( ทับ ) ๓๐ เหรียญ ครั้งนั้นพระยาพัทลุงทับให้ยกระบัตร ( นิ่ม ) ไปรื้อเอาปืนบาเหรียมมาแต่เขาไทรบุรีเมืองเก่าทั้ง ๒ กระบอก มาไว้ที่กลางเมืองพัทลุงกับให้รื้ออิฐกำแพงเมืองที่เขาไทรบุรีมาปฏิสังขรณวัดวังซึ่งเปนวัด ของพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) บิดา ขึ้นเปนวัดถือน้ำไว้กลางเมืองพัทลุงทั้งกุฎิวิหารอุโบสถแลเจดีย์สถาน แลวาดเขียนพร้อมเสร็จบริบูรณ์ ได้มีงานฉลองณวัน ๕๘ ค่ำปีวอกโทศก พ.ศ.๒๔๐๓ ( จ.ศ.๑๒๒๖ ) ต่อมาปลัด ( บุญคง ) แลยกระบัตรนิ่ม เมืองพัทลุงถึงแก่กรรมแล้ว โปรดเกล้า ฯ ตั้งหลวงราชมนตรี ( สุก ) เปนพระทิพกำแหงสงคราม ปลัด ตั้งนายคล้ายบุตรพระยาพัทลุง (ทับ) เปนหลวงเทพภักดียกระบัตร ครั้งนี้จะเปนปีใดไม่ปรากฎ โปรดเกล้า ฯ ให้ยกที่กำแพงเพ็ชร์ไปเปนแขวงเมืองสงขลาแต่นั้นมา พระยาพัทลุง ๖


๔๒ ( ทับ ) ว่าราชการอยู่ ๑๖ ปี ครั้นปีเถาะเดือน ๕ ยังเปนอัฐศก พ.ศ.๒๔๐๙ - ๑๐ ( จ.ศ.๑๒๒๘ - ๙ ) เวลาบ่ายโมงเศษป่วยเปนลมถึงแก่อนิจกรรมโดยเร็วพลัน ในรัชกาลที่ ๔ ครั้งนั้นทรงรับสั่งกับสม เด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์เมื่อยังเปนเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ ว่าเมืองพัทลุงขอให้กับพระวรนารถสัมพันธพงษ์ ( น้อย ) ฯพณฯ จึงมีท้องตราออกมาให้พระวรนารถสัมพันธพงษ์ ( น้อย ) มาว่ารั้งอยู่ ๒ ปี หาทันได้รับพระราชทานสัญญาบัตรไม่ ก็พอทรงพระประ ชวรเสด็จสวรรคตลงในปีมโรงสำฤทธิศก พ.ศ. ๒๔๑๑ ( จ.ศ. ๑๒๓๐ ) ครั้นพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศก ในปีมะโรงนั้นแล้ว ปีมะเสงเอกศก พ.ศ. ๒๔๑๒ ( จ.ศ.๑๒๓๑ ) โปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้พระวรนารถสัม พันธวงษ์ ( น้อย ) ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียน เปนพระยาอภัยบริรักษจักราวิชิตพิพิธภักดีพิริยพาหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง พระราชทานพานหมากคนโทกระโถนทองคำ กระบี่บั้งทอง เสื้อหมวกทรงประพาศ ลูกประคำ แลกระดิ่งทองคำ เจียดเงินคาวหวาน ๑ คู่ แคร่สัปโทนแลตราทุติยจุลจอมเกล้าเปนเกียรติยศ ตั้งหลวงพิทักษ์ ( พุ่ม ) บุตรพระพลสงคราม ( บัว ) เปนพระพลสงคราม ตั้งนายขาวบุตรพระยาพัทธลุง ( ทับ ) เปนพระเกษตรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียน ตั้งนายรุ่งบุตรพระยาปเหลียน ( พิมพ์ ) เปนหลวงสิทธิศักดิ์ภักดีผู้ช่วย แลพระราชทานตราตระกูลตะติยะจุลจอมเกล้า


๔๓ ให้พระปลัด ( สุก ) เปนพิเศษ ด้วยเวลานั้นพี่ชายใหญ่แลพี่ชายเล็กถึงแก่กรรมล่วงไปแล้ว แลเปนเวลาที่ได้ทรงสร้างตราตระกูลขึ้นด้วย ต่อมาปีใดไม่ปรากฎ พระยาพัทลุง ( น้อย ) เข้าไปกรุงเทพ ฯ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุงเปนข้าหลวงเชิญท้องตราพระคชสีห์กระแสรับสั่งแลเครื่องราชอิศริยยศออกไปพระราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี ( ต่วนกูอาหมัด ) ณเมืองไทรบุรี อยู่มาครั้นพระปลัด ( สุก ) ต.จ. หลวงยกรบัตรคล้ายเมืองพัทลุงถึงแก่กรรมแล้วโปรดเกล้า ฯ ตั้งหลวงภักดีโยธา ( รุ่ง ) บุตรพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) เปนพระทิพกำแหงสงครามปลัด ตั้งนายนันต์บุตรหลวงสุนันทากร ( แต้ม ) เปนหลวงเทพภักดียกรบัตร ครั้นปีมะโรงโทศก พ.ศ.๒๔๒๓ ( จ.ศ.๑๒๔๒ ) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน มีพระประสาสน์สั่งให้พระวิชิตรณรงค์ออกมาชำระเลขเมืองพัทลุง กับให้พระนราบุตรพระยาอุทัยธรรม ฯ ออกมาคัดเลือกเลขขึ้นเปนทหารสำหรับเมือง ข้าหลวงมาตั้งจัดการอยู่ ๒ ปี ครั้นปีมะเสงตรีศก พ.ศ.๒๔๒๔ ( จ.ศ.๑๒๔๓ ) พระยาพัทลุงน้อย ได้ทำความเห็นมีใบบอกเข้าไปกรุงเทพ ฯ ขอเปลี่ยนการเกณฑ์สร่วยต่างๆ เปนเก็บเฉลี่ยประมาณคนมีครัวคน ๑ ราว ๒ บาท แม่ม่ายมีลูกชายฉกรรจ์ ๕๐ สตางค์ ต่อมาพระปลัด ( รุ่ง ) ถึงแก่กรรมแล้วโปรดเกล้าตั้งหลวงมนตรีบริรักษ์ ( จัด ) บุตรพระยา


๔๔ วรนารถสัมพันพงษ์ ( พิมพ์ ) ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียนเปนพระทิพกำแพงสงครามปลัด ครั้นปีจอนพศก พ.ศ.๒๔๓๐ ( จ.ศ.๑๒๔๙ ) พระยาพัทลุง ( น้อย ) เห็นว่าคลองจงเกตอนใต้ตื้นเขินขึ้นเปนตอน ๆ น้ำเดินไม่สดวกบ่าเข้าบ้านเข้านากลายเปนที่ลุ่มน้ำท่วมอยู่ตลอดปีไม่แห้ง เลย ที่นาก็ทำไม่ได้รกร้างมาช้านานแล้ว จึงจัดให้หลวงเดชสงคราม ( หนูเอียด เดชณพันธ์ ) นายตำบล ( หรือหัวเมือง ) ที่วัดเปนนายงานจัดการระดมคนที่คชที่วัดขุดคลองจงเกตอนเหนือแต่วัด ตะโหนดขุดลัดมาลงคลองบางแก้วซึ่งเปนคลองตายอยู่นั้นยาวประมาณ ๒๐๐ เส้น ปากบนกว้าง ๖ ศอก ลึก ๔ ศอก คลองจงเกจึงเรียกว่าคลองบางแก้วแต่นั้นมา ทุ่งนาแลบ้านแถบคลองจงเกก็ดอนขึ้นได้ทำนาเจริญมาเปนลำดับจนทุกวันนี้ พระยาพัทลุง ( น้อย ) ว่าราชการอยู่ ๑๙ ปี ถึงปีชวดสำฤทธิศก พ.ศ.๒๔๓๑ ( จ.ศ.๑๒๕๐ ) มีความชราทุพลภาพลงจักษุมืดมัวแลไม่เห็นทั้ง ๒ ข้าง จึงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร ให้เปนพระยาวรวุฒิไวยวัทลุงควิไสยอิศรศักดิพิทักษ์ราชกิจนริศศรราชภักดีพิริยพาหะ จางวางกำกับราชการ โปรดให้หลวงจักรานุชิต ( เนตร ) บุตรชายใหญ่ เปนพระยาอภัยบริรักษ์จักรวิชิตพิพิธภักดีพิริยพาหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง พระราชทานถาดหมากคนโททองคำเปนเกียรติยศ ครั้นปีฉลู พ.ศ.๒๔๓๒ ( ร.ศ.๑๐๘ ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ


๔๕ ประพาศเมืองพัทลุง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งหม่อมราชวงษ์ ( หรั่ง ) พี่ชายเจ้าพระยาอภัยราชา บุตรหม่อมเจ้าจินดาในกรมหมื่นไกรสรวิชิต ซึ่งออกมาอาศรัยอยู่กับคุณหญิงนุ่ม วรวุฒิไวย จางวาง ( น้อย ) เปนหลวงบุรีบริบาลผู้ช่วยราชการ ตั้งนายพิณบุตรพระยาวรวุฒิไวย จางวาง ( น้อย ) เปนหลวงจักรานุชิตผู้ช่วยราชการ ( ภายหลังมาเมื่อ ณ วันที่ ๓๑ พฤศภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปนหลวงศรีวรวัตร กรมการพิเศษ ) อยู่มาถึงปีเถาะตรีศก พ.ศ.๒๔๓๔ ( ร.ศ.๑๑๐ ) โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองปเหลียนไปขึ้นเมืองตรังด้วยเปนหนทางใกล้สดวกกว่ากัน กับโปรดเกล้า ฯ ตั้งหลวงเขตรขันธ์ ( โต ) ปลัดเมืองปเหลียน บุตรนายร้ายแลหลานพระปลัด ( บุญคง ) เปนพระพลสงคราม ( ภายหลังเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ ร.ศ.๑๒๖ ) โปรดเกล้า ฯ ให้เข้าไปรับราชการอยู่กรุงเทพ ฯ เลื่อนขึ้นเปนพระยาศิรินทรเทพสัมพันธ์ ( ตำแหน่งราชการกระทรวงวัง ) ครั้นพระปลัด ( จัด ) ถึงแก่กรรม โปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนหลวงบุรีบริบาล ( ม.ว. หรั่ง ) เปนพระทิพกำแหงสงครามปลัด พระยาพัทลุง ( เนตร ) ได้ว่าราชการมา ๘ ปี ถึง พ.ศ.๒๔๓๘ ( ร.ศ.๑๑๔ ) ปลายปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระวิจิตร วรสาสน์ เปนข้าหลวงพิเศษออกมาจัดราชการตามแบบปกครองสมัยใหม่ ๓ หัวเมือง คือเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ข้าหลวงจัดให้พระพิศาลสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองสิงห์


๔๖ มาเปนผู้ช่วยจัดราชการอิกนาย ๑ ครั้น พ.ศ.๒๔๓๙ ( ร.ศ.๑๑๕ โปรดเกล้า ฯ ให้พระราชทานสัญญาบัตรให้พระวิจิตรวรสาสน์เปนพระยาสุขุมนัยวินิจ ตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช คือรวมเมืองนคร เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ๓ เมืองเข้าเปนมณฑลนครศรีธรรมราช ตั้งที่ว่าราชการมณฑลณเมืองสงขลา โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงเทศาภิบาลจัดให้เจ้าเมืองกรมการได้รับพระราชทานเงินเดือนพอสมควรกับราชการ ส่วนพระยาวรวุฒิไวย จางวาง ( น้อย ) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่นอกอำนาจข้าหลวงเทศาภิบาล แลพระราชทานยศเปนชั้น ๑ ตรี ( เทียบยศมหาอำมาตย์ตรีเดี๋ยวนี่ ) กับพระราชทานเบี้ยบำนาญเลี้ยงชีพเดือนละ ๒ ชั่ง จนตลอดอายุ พ.ศ.๒๔๔๐ ( ร.ศ.๑๑๖ ) สมเด็จพระบรมราชินีนารถ เมื่อทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน ต่างพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้หลวงรามบริรักษ์ ( สว่าง ) บุตรหลวงยกรบัตร ( นิ่ม ) เปนหลวงบุรีบริบาล ข้าหลวงเทศาภิบาลจัดให้รับราชการตำแหน่งผู้พิพากษาศาลเมืองนครศรีธรรมราช ( ภายหลังเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ เลื่อนขึ้นเปนพระรัตตัญญูวินิจฉัย ผู้พิพากษาศาลเมืองชุมพร ) แลโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงรองราชมนตรี ( นบ ) บุตรพระยาพัทลุง ( ทับ ) เปนหลวงวิบุลยบูรขัณฑ์นายอำเภอปากประ ( อำเภอพนางตุงเดี๋ยวนี้ ) ครั้น พ.ศ.๒๔๔๑ ( ร.ศ.๑๑๗ ) พระ ๔๗ พิศาลสงครามผู้ช่วยจัดราชการถึงแก่กรรม เทศาภิบาลจัดให้พระอาณาจักรบริบาลมาเปนข้าหลวงผู้ช่วย แล้วย้ายไปรับราชการอยู่ที่มณฑล พ.ศ.๒๔๔๔ ( ร.ศ.๑๒๐ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสุนทรนุรักษ์ ( เลื่อง ภูมิรัตน์ ) ซึ่งเปนพระยาเพ็ชร์รัตนสงครามสมุหเทศาภิบาลมณฑลมหาราษฎร์เดี๋ยวนี้ ออกมาเปนข้าหลวงประจำเมืองกำกับราชการเหนือพระยาอภัยบริรักษ์ ( เนตร ) อิกนายหนึ่ง พ.ศ.๒๔๔๕ ( ร.ศ.๑๒๑ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสุนทรนุรักษ์ไปเปนข้าหลวงบริเวณนครธาตุพนม โปรดให้พระยาอภัยบริรักษ์ว่าราชการตามระเบียบใหม่โดยลำพัง หามีข้าหลวงผู้ช่วยไม่ ครั้น ณวัน ๔๗ ค่ำเวลากลางคืน ๑๐ ทุ่มเศษ พ.ศ.๒๔๔๖ ( ร.ศ.๑๒๒ ) มีอธิกวาร พระยาวรวุฒิไวย ฯ จางวาง ป่วยโรคชราถึงอนิจกรรมอายุได้ ๘๓ ปี อนึ่งพระยาวรวุฒิไวย จางวาง ( น้อย ) เมื่ออายุ ๒๘ ปีได้วิวาหมงคลกับท่านหนูขาวบุตรตรีพระยาพัทลุง ( ทับ ) ซึ่งเวลานั้นยังเปนหลวงยกรบัตร มาเปนภรรยามีบุตรด้วยกันหลายคนถึงแก่กรรมหมด เหลือแต่พระยาพัทลุง ( เนตร ) บุตรคนเล็ก ครั้นท่านหนูขาวถึงแก่กรรมแล้ว ได้วิวาหมงคลกับท่านนุ่มบุตรีพระพลสงคราม ( บัว ณพัทลุง ) เปนหลานพระยาพัทลุง ( เผือก ) แลหลานตาแต่พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) ที่เปนหม้ายอยู่นั้น มาเปนคุณหญิงมีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ หลวงศรีวรวัตร ( พิณ ) ๑ แข


๔๘ คุณหญิงเพ็ชราภิบาล ๑ พระยาวรวุฒิไวย จางวาง ( น้อย ) เปนผู้มีศรัทธาในพระพุทธสาสนามาก มีศีลทานภาวนามิได้ขาด ประพฤติตนเปนธรรมเสมอต้นเสมอปลายจนตลอดอายุ เมื่อยังเปนผู้สำเร็จราชการเมืองอยู่นั้น ได้ปฏิสังขรณ์วัดอนุราธารามขึ้นวัด ๑ ที่ปากน้ำลำปำฝั่งเหนือ สร้างอุโบสถแลกุฎีศาลาโรงธรรมพร้อมแต่การสร้างอุโบสถนั้นยังไม่ได้ยกเครื่องบนการค้างมา ครั้นพระยาวรวุฒิไวย ฯ จางวาง ( น้อย ) ถึงอนิจกรรมแล้ววัดนั้นก็ร้าง จึงได้สร้างโรงเรียนขึ้นไว้เปนอนุสาวรี ซึ่งเปนที่ฌาปนกิจศพพระยา วรวุฒิไวย ฯ จางวาง ( น้อย ) เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ ( จ.ศ.๑๒๗ ) นั้นด้วยเงินทุนสำหรับศพเปนเงิน ๗๙๐๐ บาทเศษ ได้ยกให้เปนโรงเรียนรัฐบาล ( คือโรงเรียนอภยานุกูลเดี๋ยวนี้ ) พระยาอภัยบริรักษ์ ( เนตร ) ว่าราชการอยู่ปี ๑ โปรดเกล้า ฯ ให้เปนตำแหน่งจางวาง พระราชทานเบี้ยหวัดปีละ ๔๐๐ บาท ในปี พ.ศ.๒๔๔๖ ( ร.ศ.๑๒๒ ) นี้โปรดเกล้า ฯ ให้พระสุราฤทธิภักดี ( ยุตี๋ ณรนอง ) มาเปนผู้ว่าราชการเมือง พ.ศ.๒๔๔๗ ( ร.ศ.๑๒๓ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระศิริธรรมบริรักษ์ ( เย็น ) มาเปนผู้ว่าราชการเมือง พ.ศ.๒๔๔๙ ( ร.ศ.๑๒๕ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระแก้วโกรพ ( หมี ) เปนผู้ว่าราชการ


๔๙ พ.ศ.๒๔๕๐ ( ร.ศ.๑๒๖ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระกาญจนดิษฐ์บดี ( อวบ ) มาเปนผู้ว่าราชการ พ.ศ.๒๔๕๒ ( ร.ศ.๑๒๘ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาอุตรกิจพิจารณ์ ( สุด ) มาเปนผู้ว่าราชการในศกนี้ เจ้าอธิการพุ่มวัดเขียนบางแก้ว ซึ่งเปนเจ้าคณะหมวดเปนหัวหน้าปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดเขียนบางแก้ว คือรื้อของเก่าลงแล้วสร้างขึ้นใหม่ตามรูปเดิม ครั้น พ.ศ.๒๔๕๓ ( ร.ศ.๑๒๙ ) พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ ปิยมหาราชเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๖ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเศกโดยสังเขปได้ปี ๑ ครั้น พ.ศ.๒๔๕๔ ( ร.ศ.๑๓๐ ) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเศกครั้งที่ ๒ เปนการใหญ่ มีกระษัตริย์เจ้านายต่างประเทศ เข้ามาเฉลิมพระเกียรติยศในงานครั้งนี้มาก พ.ศ.๒๔๕๕ ( ร.ศ.๑๓๑ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระวุฒิภาคภักดี ( ช้าง ) เนติบัณฑิตย์ มาเปนผู้ว่าราชการเมือง พ.ศ.๒๔๕๖ ( ร.ศ.๑๓๒ ) โปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าประสบประสงค์รั้งเจ้าเมือง พ.ศ.๒๔๕๗ ( ร.ศ.๑๓๓ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระพัทลุงคบุรีศรีรหัทเขตร ( หงวน ) เนติบัณฑิตย์เปนผู้ว่าราชการ พ.ศ.๒๔๕๘ ( ร.ศ.๑๓๔ ) โปรดเกล้า ฯ ให้พระพัทลุงคบุรีศรีรหัทเขตร ( ทองศุข ผลพันธทิน ) เปนผู้ว่าราชการ. ๗

๕๐ วิธีปกครองบ้านเมืองโบราณ

ในสมัยก่อนคราวรัชกาลที่ ๑ กรุงเทพ ฯ เจ้าเมืองมียศชั้นพระยาพานทอง มีอำนาจเปนแม่ทัพประจำตัวเสมอ สั่งประหารชีวิตนักโทษที่โทษถึงตายได้ แลได้กระทำมาแล้วหลายเจ้าเมือง เจ้าเมืองมีกรมการผู้ใหญ่ตั้งแต่งออกมาแต่กรุงเทพ ฯ ( หรือข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ) เปนผู้ช่วย คือ พระปลัด ๑ หลวงยกรบัตร ๑ หลวงผู้ช่วย ๒ คน บางคราวก็มี ๓ คนบ้าง กับมีพระพลจางวางด่าน ๑ หลวงผู้ช่วยมีราชทินนามต่างกันดังนี้ ตำแหน่งเก่า หลวงทุกขราษฎร์ ๑ หลวงสัจจาภักดี ๑ หลวงรองราชมนตรี ๑ หลวงสิทธิศักดิภักดี ๑ หลวงราญอริราษฎร์ ๑ หลวงรามบริรักษ์ ๑ หลวงมนตรีบริรักษ์ ๑ ตำแหน่งใหม่ครั้งพระยาจางวาง (น้อย ) หลวงจักรานุชิต ๑ หลวงบุรีบริบาล ๑ พระปลัดหลวงยกระบัตร หลวงผู้ช่วยมีเลขสำหรับตำแหน่งรองปลัดรองยกระบัตร แลขุนหมื่นรองผู้ช่วย เปนผู้ควบคุมเลขนั้น พระพลจางวางด่าน ขุนรองพลได้คุมเลขกองด่าน จัดการลาดตระเวรรักษาด่านทางทั้งทางน้ำทางบก ตำแหน่งมหาดไทยเปนประทวนเสนาบดี คือ หลวงจ่าบุรินทรอินทเสนามหาดไทย เปนผู้รับคำสั่งเจ้าเมืองทำหนังสือราชการสำคัญ

๕๑ ต่าง ๆ มีใบบอกแลออกบัตรหมายเปนต้น แลเก็บรักษาต้นเรื่องราวหลักราชการด้วย มีขุนจ่า หรือขุนรองจ่า ( หมายตั้งเจ้าเมือง ) เปนผู้ช่วยอิกนายหนึ่ง ตำแหน่งกรมการผู้น้อย หรือกรมการรอง เจ้าเมืองเปนผู้คัดเลือกออกหมายตั้งได้ คือ ตำแหน่งจัตุสดมภ์ ๔ ตำแหน่ง มีเวียง วัง คลัง นา ( เวียง ) คือ หลวงเพ็ชร์มนตรีศรีราชวังเมือง ได้ว่าความนครบาล ( ความอุกฉกรรจ์หรืออาญาหลวง ) แลได้บังคับนายตำบลที่เมืองด้วยทุกตำบล ( วัง ) คือหลวงเทพมณเฑียรหน้าวัง ได้เปนพนักงานจัดการพิธีต่าง ๆ แลจัดที่พักรับแขกเมืองไปมา ( คลัง ) คือหลวงอินทมนตรีศรีราชรักษาคลัง ได้เปนพนักงานเก็บภาษีต่าง ๆ แลเก็บหางเข้าค่านา ( นา ) คือหลวงทิพมนตรีศรีสมโภชน์กรมนา ( พระยาจางวางน้อย ได้แก้นามเสียใหม่ เปนหลวงทิพมนตรีที่นา ) ได้ว่าความที่ดินกับรักษาฉางเข้า แลแรกนาขวัญด้วย แต่การแรกนาได้เลิกมาแต่ครั้ง พระยาพัทลุง ( จุ้ย ) ๒ ตำแหน่งอาญา หลวงอินทรอาญา ได้ว่าความอาญา ( อาญาราษฎรหรืออาญาสินไหม )


๕๒ ๓ ตำแหน่งแพ่ง หลวงพรหมสุภาแพ่ง ได้ว่าความแพ่ง แลเปนผู้วางเบี้ยปรับคู่ความ เมื่อความถึงแพ้ชนะกันแล้ว ๔ ตำแหน่งพระธรรมนูญ ขุนสรภากร เปนผู้รับฟ้องประทับพระธรรมนูญนำเสนอเจ้าเมือง ลงคำสั่งให้กรมการชำระตามตำแหน่งแต่บางคราวสั่งแยกย้ายให้กรมการพิศษชำระบ้างตามความมากแลน้อยเพื่อให้แล้วเร็ว ๕ ตำแหน่งพัศดุสรรพาวุธ หลวงไชยสุรินทร เปนพนักงานรักษาตึกดิน แลรักษาเครื่องสรรพาวุธต่าง ๆ แลตรวจรับกระสุนดินดำจากสัสดี ตำแหน่งสัสดี ๕ คน หลวงไชยเสนาสัสดีกลาง เปนผู้บังคับการทั่วไป ๑ หลวงเทพเสนา สัสดีขวา ๑ หลวงไชยขยาสัสดีซ้าย ๑ หลวงไชยเสนีผู้ช่วย ๑ หลวงอินทรเสนา ผู้ช่วย ๑ มีหน้าที่ถือบาญชีกองเลขส่วยเลขสมศักดีแลเลขขึ้น มีขุนหมื่นเปนนายหมวดนายกอง คุมเลขส่วยต่าง ๆ ที่ได้นำสักไว้ขึ้นอยู่ในสัสดีกับออกหมายเกณฑ์ส่วยต่าง ๆ มีกระสุนดินดำ เครื่องสรรพาวุธ เครื่องราชบรรณาการบ้าง กรมการข้างบนนี้ เปนกรมการในทำเนียบ มีเลขสร่วยสำหรับทุกตำแหน่ง นอกจากนี้เปนกรมการพิเศษ จะมีเลขส่วยสำหรับตัวบ้าง ก็เปนเลขที่ได้นำสักไว้หรือที่ได้รับมรฎกต่อม


๕๓ ๗ พนักงานพิธี ขึ้นกับหลวงทิพมณเฑียรหน้าวัง มีพราหณ์ ๒๐ คน กับพนักงานรักษาเทียนไชยมีหัวหน้า ๔ คน คือ พราหมณ์พรต ( นักบวช ๘ คน คือขุนศรีสยมภู หัวหน้าพราพมณ์ ๑ ขุนศรีสพสมัยผู้ถือบาญชีพราหมณ์ ๑ ขุนไชยปาวีผู้ช่วย ๑ ขุนสิทธิไชยผู้นำ เจ้าเมืองเข้าเมือง ๑ ขุนไชยธรรมผู้ช่วย ๑ ขุนเทพมุนีผู้ช่วย ๑ ขุนยศผู้ช่วย ๑ ขุนน้อยผู้ช่วย ๑ พราหมณ์บรรเฑาะว์ชาวสังข์ ๑๒ คน ๆ เป่าสังข์ ๒ คู่ ๘ คน ผลัดเปลี่ยนกัน คนแกว่งบรรเฑาะว์ ๑ คู่ ๔ คน ผลัดเปลี่ยนกัน หัวน่ารักษาเทียนไชย แลปฏิบัติพระซึ่งผลัดเปลี่ยนประจำเตียงสวดภาณวารครั้งละ ๔ รูปมี ๔ คน คือขุนพรหมเพณี ๑ ขุนศรีไตรรัตน์ ๑ ( อิก ๒ นายไม่พบชื่อ ) ๘ กรมการสำหรับเปนพนักงานของเจ้าเมือง คือ ก. หลวงท้ายวัง ๑ ขุนกลางวัง ๑ เปนผู้ดูแลการงานในจวนเจ้าเมืองแลหลวงท้ายวังได้ควบคุมเลขฝีพายแลรักษาพาหนะต่าง ๆ มีเรือแลช้างม้าเปนต้น ข. พนักงานเวรบน ๔ เวร มีหัวหน้าเวรละคน คือ หมื่นรักษ์เวร ๑ หมื่นฤทธิเวร ๑ หมื่นสนิทเวร ๑ หมื่นเสน่ห์เวร ๑ ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเวรประจำหอนั่ง มีน่าที่รับใช้ในเวลารับแขกแลออกว่าราชการกับรักษาอาวุธแลเครื่องใช้ต่าง ๆ


๕๔ ค. พนักงานเวรล่าง ๔ เวรมีหัวหน้าเวรละคน คือ หมื่นอินทรมณเฑียรเวร ๑ หมื่นพรหมมณเฑียรเวร ๑ หมื่นทิพมณเฑียรเวร ๑ หมื่นเทพมณเฑียรเวร ๑ ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเวรประจำโรงเวร มีหน้าที่เฝ้าประตู แลรักษานาฬิกาฆ้องยามกับเปนคนรับใช้การกุลีต่าง ๆ มีหามแคร่ พายเรือตักน้ำ หาฟืนเปนต้น ทั้ง ๒ เวรนี้มีขุนกลางเปนจางวางบังคับการทั้งเวรบนเวรล่างแลได้ว่าความหน้าโรงด้วย ฆ. หลวงศุภมาตรา หัวน่าเสมียนเปนผู้รับคำสั่งเจ้าเมือง ทำคำสั่งแลหนังสือเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ง. ขุนพิพิธภักดีจางวาง หัวน่าทนายแลคนใช้ถือหนังสือสำคัญไปยังตำบลต่าง ๆ ๙ . กรมการพิเศษ ซึ่งเจ้าเมืองเห็นว่าคนใดควรแต่งตั้งขึ้นไว้ใช้ราชการได้ มีนามดังนี้ คือ ขุนต่างใจ ฯ ๑ ขุนต่างจิตร ฯ ๑ ขุนต่างตา ฯ ๑ ๓ คนนี้มีตัวประจำเสมอต่อนี้ไปแล้วแต่จะมีตัวบุคคล คือ หลวงฤทธิเสนี หลวงสรเสนี หลวงภักดีสงคราม หลวงไชยสงคราม หลวงฤทธิสงคราม หลวงเพ็ชรสงคราม หลวงพิทักษ์สงคราม หลวงฤทธิไชย หลวงพรหมมาลา หลวงภักดีโยธา หลวงวิจิตรรจนา หลวงพรหมสุภา หลวงเทพสุภา ขุนศรีวิเศษ ขุนทิพอักษร ขุนอินทรอักษร ขุนพรหมอักษร ขุนวิจิตรอักษร ขุนชำนาญอักษร


๕๕ ขุนภักดีอาษา ขุนภักดีวิเศษ ขุนศรีบริรักษ์ หมื่นพิทักษ์อาษา ขุนศรีวังราช ขุนศรีคชกรรม์ แล ฯ อนึ่งกรมการชั้นหมายตั้งเจ้าเมืองนั้น ถ้าเปนหลวงก็เรียกว่าจอม ถ้าเปนขุนก็เรียกว่า ( หม่อม ) เช่นจอมเมือง จอมนา หม่อมต่างใจ หม่อมต่างตา เปนต้น แต่บางบุคคลที่เปนขุนชั้นตำแหน่งน้อยก็เรียกว่า ขุนนั่น หลวงนี่ ก็มีเหมือนกันแลที่เรียกกรมการดังนี้ได้ความว่าเมืองนครศรีธรรมราชเปนต้นเดิมแล้วเมือง พัทลุงสงขลา เรียกตามที่เรียกเช่นนี้เพื่อเปนการเคารพต่อกรมการผู้นั้นเช่นเรียก พระยาว่า เจ้าคุณ ๑๐ วิธีปกครองท้องที่ แบ่งออกเปนตำบลน้อยบ้างใหญ่บ้างแล้วแต่ภูมิท้องที่จะสดวก เรียกว่าอำเภอ ๑ มีหลวง ขุน หมื่น เปนนายตำบลเรียกว่าหัวเมือง ๆ เจ้าเมืองเลือกตั้งแต่งตามที่ชอบด้วยภูมิที่นายตำบลหรือหัวเมืองมีอำนาจชำระความได้ทุนทรัพย์เบี้ยต่ำแสนนอกกว่านั้นถ้าคู่ความยินยอมก็เปรียบเทียบได้ เว้นแต่ความนครบาลนายตำบลมีน่าที่สำคัญอย่างหนึ่ง ต้องระวังรักษาการโจรผู้ร้ายโดยกวดขัน กับการทำมาหากินของพลเมือง คือถ้าถึงเทศกาลทำนาเปนหน้าที่นายตำบลบังคับให้ชาวนาซึ่งมีนารวมอยู่ทุงหนึ่งหลาย ๆ เจ้าของ ให้เจ้าของนาเหล่านั้นมารวมมือกันแต่งเหมืองน้ำแลลงมือปิดทำนบไขน้ำขึ้นนาครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จการไถหว่านปักดำแล้ว ก็ระดมทำรั้วล้อมอิกครั้งหนึ่ง ประมาณคนหนึ่ง ราว ๒-๓ วา เรียกว่า


๕๖ รั้วญา อนึ่งเหมืองชักน้ำนั้น ถ้าเห็นว่าที่ใดตำบลใดมีประโยชน์แก่การทำนาทำสวน ก็จัดแจงตกแต่งหรือขุดใหม่ก็ลงมือทำทีเดียวเปนดังนี้เสมอมาเจ้าเมืองกรมการก็เอาใจใส่เปนธุระมาก แม้นายตำบลเพิกเฉยหรือราษฎรชาวนาขัดขืนก็ลงโทษตามควร ภูมิพื้นเมืองพัทลุงชอบการเพาะปลูกทำเรือกสวนไร่นา จึงนิยมการทำนาว่า เปนกำลังของบ้านเมือง ด้วยมีทางน้ำไหลลงมาจากภูเขาบรรทัดซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตวันตกของเมือง เปนภูเขาเทือกขึงยาว เนื่องมาแต่ภูเขา ๓๐๐ ยอด ยาวไปทางทิศใต้ตามเส้นสูนย์กลางของแหลมมลายูจนตลอดนั้น เปนที่เกิดลำน้ำไหลลงไปสู่ทะเลสาปฝ่ายทิศตวันออกของเมืองเปนหลายลำคลอง ๆ เหล่านี้ เมื่อต้องการน้ำขึ้นนาเมื่อใดก็ลงปิดทำนบก็ได้น้ำตามต้องการ จนเปนประเพณีต่อมาช้านาน ครั้นมาทุกวันนี้ประเพณีนั้นก็สาปสูญไป ราษฎรพลเมืองทุกคน เว้นแต่ข้าพระโยมสงฆ์ที่ทรงพระราชอุทิศไว้สำหรับวัดต้องเปนเลขส่วยต่าง ๆ เลขส่วยเหล่านี้มีอายุกำหนด ๑๘ ปี เปนฉกรรจ์ ถึง ๗๐ ปี ชรา เปนหน้าที่สัสดีออกหนังสือคู่มือสำหรับชราให้พ้นจากการเกณฑ์ส่วย แลพวกเลขส่วยเหล่านี้ ในเวลาปรกติไม่มีการศึกสงครามก็ต้องถูกเกณฑ์สิ่งของต่าง ๆ ตามหมู่ตามเหล่า มีกระสุนดินดำเปนต้น เปนของหลวงไว้สำหรับบ้านเมืองบ้าง ส่งกรุงเทพ ฯ บ้าง นายหมวดนายกองผู้ควบคุมเกณฑ์เอาตัวไปใช้ การงานต่าง ๆ บ้าง เอาสิ่งของต่าง ๆ บ้าง ทุกปีมิได้ขาด

๕๗ ถ้าบ้านเมืองมีศึกสงคราม ก็เกณฑ์เลขส่วยเหล่านี้เข้าเปนพลรบโดยไม่มีขีดขั้นอายุ แม้อายุไม่ถึง ๑๘ ปีก็ดี หรืออายุเกิน ๗๐ ปี ได้ใบชราคู่มือแล้วก็ดีเมื่อมีร่างกายสมควรต้องเกณฑ์เข้าเปนพลรบทั้งสิ้น พลรบเหล่านี้ต้องจัดหาอาวุธสำหรับมือแล้วแต่ถนัดอาวุธอย่างใด กับเสบียงอาหารผ้านุ่งห่มของตัวเองด้วย (แปลว่าพลเมืองแต่ก่อนต้องเปนทหารประจำตัวอยู่เสมอทุกคน ขุนหมื่นแลบุตรขุนหมื่นก็เปนนายทหารคุมเลของตนตามลำดับชั้นที่เรียก ว่านายหมวดนายกองนั้นเอง ) เพราะฉนั้น การเปนทหารแลตำรวจภูธรในสมัยทุกวันนี้ถ้าจะเทียบกับสมัยโบราณก็ไม่น่าจะท้อถอยเลย ด้วยความศุขแลความบริบูรณ์ของพลรบเวลานี้ผิดกว่าแต่ก่อนมากมายนักหรือตรงกันข้าม ก็ว่าได้ แต่คนเราเมื่อได้ความศุขมีอิศรภาพมากขึ้น บางคนก็ลืมวิธีปกครองครั้งสมัยโบราณเสีย คณสงฆ์ คือ ตำแหน่งสัญญาบัตรมีพระครูอริยสังวรเปนเจ้าคณะเมือง มีเจ้าคณ รอง ๔ รูป พระครูกาแก้ว ๑ พระครูการาม ๑ พระครูกาชาติ ๑ พระครูกาเดิม ๑ สำหรับสวดพิธี ๔ รูป เปนตำแหน่งเจ้าเมืองตั้งคือ พระครูธรรมจักร ๑ พระครู ๘

๕๘ ธรรมโกษ ๑ พระครูอินทโมฬี ๑ ( เจ้าคณะป่าแก้วโบราณ ) พระครูเทพโมฬี ๑ สวดพิธีต่าง ๆ มีพิธีตรุศ พิธีสารท ๓ ปี มีอาฏานาหน ๑ คือเว้นปี ๑ มีอาฏานาปี ๑ สลับกันไป วิธีปกครองโบราณกาลดังกล่าวข้างบนนี้เข้าใจว่าฝ่ายปักษ์ใต้จะคล้ายคลึงกันทุกเมือง จะผิดกันบ้างก็แต่ตำแหน่งกรมการหรือประเพณีบางอย่าง แต่ราษฎรพลเมืองเปนเลขส่วยและเปนพลรบดังกล่าวมาแล้วนั้นทั้งสิ้น ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชเมืองสงขลา เมืองพัทลุง จะมีวิธีเหมือนกันมากกว่าเมืองอื่น.


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก