ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๓
ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๓
เรื่องตำนานการเกณฑ์ทหาร กับเรื่องตำนานกรมทหารราบที่ ๔
จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์
กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชฯผู้บังคับการพิเศษกรมทหารราบที่ ๔
โปรดให้พิมพ์ประทานในงานฉลองโล่ห์ที่จังหวัดราชบุรี
เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๕๖๔
พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารบกราบที่๔
คำนำ การยิงปืนแข่งขันในทหารบกประจำพ.ศ.๒๔๖๔นี้กรมทหารบกราบที่ ๔ ได้รับพระราชทานรางวัลโล่ห์หลวงสำหรับยิงปืนยาวชนะ จะ มีการฉลองโล่ห์ตามประเพณีที่ผู้ชนะได้เคยทำเปนเกียรติยศมาแต่ก่อน จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ราชองครักษ์ จเรทหารทั่วไป พระองค์ ทรงเปนผู้บังคับการพิเศษกรมทหารบกราบที่ ๔ จะเสด็จไปทรงกระทำการฉลองในงานนั้นณจังหวัดราชบุรีมีพระประสงค์จะทรงพิมพ์หนังสือไปประทานเปนของแจกสำหรับงานเหมือนอย่างได้เคยทรงเรียบเรียงเรื่องตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔ พิมพ์ประทานในงานฉลองธงไชยสำหรับกรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ อิกสักครั้ง๑จึงมีรับสั่งมายังหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ให้กรรมการเลือกหาเรื่องหนังสือซึ่งเนื่องด้วยการทหารบกพิมพ์ถวายตามพระประสงค์ เมื่อหอพระสมุดฯ ได้ทราบกระแสรับสั่งแล้ว เลือกค้นหนังสือ เก่าหาพบเรื่องที่จะเหมาะแก่พระประสงค์ไม่ ข้าพเจ้าจึงคิดเรียบเรียงเรื่องตำนานการเกณฑ์ทหารไทยแต่โบราณขึ้นถวายแทน ได้พิมพ์ในสมุดนี้กับเรื่องตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ฯ ได้ทรงแก้ไขสำหรับพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ รวมเปน ๒ เรื่องด้วยกัน จัดเปนหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๓ ให้เข้าชุดกับหนังสือเรื่องชนิดเดียวกัน ซึ่งหอพระสมุด ฯ ได้พิมพ์มาแต่ก่อน
สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๐ มกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ สารบาน ตำนานการเกณฑ์ทหารไทย น่า ๑ ว่าด้วยต้นเหตุการเกณฑ์ทหารไทยโบราณ " ๒ ว่าด้วยพงศาวดารตอนไทยมาจากเมืองเดิม " ๓ ว่าด้วยพงศาวดารตอนไทยมาสู่แดนสยาม " ๑๐ ว่าด้วยพงศาวดารตอนไทยตั้งประเทศสยาม " ๑๒ ว่าด้วยพงศาวดารตอนกรุงศรีอยุธยา " ๑๕ ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนจัดวิธีการทหาร " ๑๙ ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนทหารสมเด็จพระนเรศวร " ๓๕ ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนตั้งกองทหารชาวต่างประเทศ " ๔๐ ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนกรุงศรีอยุธยาถึงความเสื่อม " ๔๓ ว่าด้วยลักษณเกณฑ์ทหารอย่างโบราณ " ๔๗ ตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔ " ๕๕
ตำนานการเกณฑ์ทหารไทย
การเกณฑ์คนเปนทหารเห็นจะมี เปนประเพณีมาแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะธรรมดามนุษย์ไม่เลือกว่าชาติใดภาษาใด ถ้ารวมกันมีอาณาเขตร อยู่เปนอิศระแล้วก็จำต้องมีกำลังสำหรับต่อสู้สัตรู หาไม่ก็ไม่พ้นที่จะถูกมนุษย์จำพวกอื่นแย่งชิงอาณาเขตร ฤๅกดขี่บีบคั้นเอาไว้ในอำนาจมิได้เปนอิศระ ด้วยเหตุนั้นการเกณฑ์ทหารเปนพนักงานสำหรับต่อสู้สัตรู จึงเปนการจำเปนของมนุษยซึ่งอยากมีอิศระทุกชาติด้วยกัน ตั้งแต่ดึก ดำบรรพ์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ แลยังจะต้องมีต่อไปภายน่าไม่แลเห็นว่าจะมีที่สุด ถึงว่านา ๆ ประเทศได้คิดตั้งสันนิบาตชาติเพื่อป้องกัน มิให้เกิดสงครามก็ดี ฤๅคิดปฤกษาหาทางเลิกรบพุ่งด้วยการจำกัดเครื่องรบก็ดี ก็จะได้แต่เพียงลดจำนวนทหารมิให้มากมายเหมือนแต่ก่อน แต่ที่จะเลิกทหารทีเดียวนั้นหาได้ไม่ ก็แลการเกณฑ์ทหารนั้น ไม่ว่าวิธีของชาติใด ฤๅเปนวิธีเกณฑ์ในสมัยใด ถ้าว่าโดยเค้ามูลก็เปนอย่างเดียวกันทั้งนั้น คือเลือกสรรเอาคนหนุ่มฉกรรจ์อันเปนเวลามีกำลังมากมาเปนทหารประการ ๑ จัดการควบคุมให้เรียกออกรบพุ่งพรักพร้อมกันได้โดยเร็วประการ๑ ฝึกหัดลัทธิให้เข้มแขงในการรบประการ ๑ แต่กระบวรที่จัดการเหล่านี้ต่างประเทศจัดต่างกัน ตามความสามารถแลเหตุการณ์ในพงศาวดาร
๑
๒
ประเทศนั้น ๆ ที่มนุษย์ชาวดงบางชาติกำหนดให้บรรดาชายทั้งปวง
เปนแต่พนักงานสำหรับรบพุ่ง ให้ผู้หญิงเปนพนักงานประกอบกิจการหาเลี้ยงผู้ชายดังนี้ก็เปนวิธีเกณฑ์ทหารอย่าง ๑ ฝ่ายประเทศที่เจริญ
อาริยภาพก็ใช้วิธีเกณฑ์เปนอย่างอื่นตามสมควรแก่ความเจริญของบ้านเมือง ดังเช่นจำกัดเวลาให้ชายฉกรรจ์ต้องเปนทหารแต่เพียงระยะอันหนึ่งแล้วปลดปล่อยให้พ้นน่าที่บางชาติอาจจะหาคนรับจ้างเปนทหารได้พอต้องการ ก็เกณฑ์เก็บเงินจากพลเมืองมาจ้างชายฉกรรจ์แต่ที่มีใจสมัคเอามาเปนทหาร แต่ในหนังสือนี้มิได้มีประสงค์จะกล่าวถึงลักษณเกณฑ์ทหารประเทศอื่น จะอธิบายเฉภาะวิธีเกณฑ์ทหารไทยในสยามประเทศของเรานี้ แต่จำต้องบอกไว้เสียก่อน ว่าหนังสือเก่าซึ่งจะ
ได้อธิบายถึงวิธีการเกณฑ์ทหารไทยแต่โบราณไว้โดยชัดเจนนั้นหามีไม่แต่เค้าเงื่อนมีปรากฎอยู่ในที่ต่าง ๆ คือในหนังสือพงศาวดารบ้าง
ในกฎหมายแลทำเนียบบ้าง ข้าพเจ้าตรวจเก็บเอามาประกอบกับความสันนิฐานแต่งหนังสือเรื่องนี้ขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะฉนั้นความที่อธิบายต่อไปอาจจะผิดพลั้งมิมากก็น้อย ขอให้ท่านทั้งหลายที่อ่านหนังสือนี้
จงใส่ใจไว้ด้วย
ว่าด้วยต้นเหตุการเกณฑ์ทหารไทยแต่โบราณ
ลักษณการเกณฑ์ทหารไทยแต่โบราณ สังเกตตามเค้าเงื่อนที่มีปรากฎอยู่ หลักของวิธีเกณฑ์บังคับบันดาไทยที่เปนชายฉกรรจ์ให้เปนทหารทุกคนมาแต่ดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงในวิธีเกณฑ์ทหารซึ่งปรากฎ
.
๓ มาในพงศาวดาร เปนแต่แก้ไขส่วนพลความเปนครั้งเปนคราว หัน หาความสดวกในเวลาที่บ้านเมืองมีเหตุการณ์ต่างกัน ส่วนหลักของ วิธีเกณฑ์ยังคงอยู่ทุกเมื่อ ส่วนลักษณวิธีการควบคุมทหารไทยนั้น ดูเหมือนชั้นเดิมจะเอาสกุลวงศ์เปนหลัก เปนต้นว่าถ้าหัวน่าสกุลสังกัดเปนทหารหมู่ไหน ลูกหลานของผู้นั้นที่มีต่อมาก็สังกัดอยู่ในหมู่นั้น ตามกัน วิธีควบคุมโดยกำหนดเอาท้องที่ ๆ ตัวคนอยู่เปนหลักของการควบคุม เปนวิธีเกิดขึ้นต่อชั้นหลัง เหตุใดไทยเราจึงใช้วิธีเกณฑ์ แลควบคุมทหารแต่โบราณเช่นกล่าวมาดูเหมือนพอจะพิจารณาเห็นได้โดยเรื่องพงศาวดารของไทย เพราะฉนั้นจะนำเรื่องพงศาวดารมาอธิบายพอให้เห็นเค้าความประกอบกับวิธีการทหารเปนชั้น ๆ ไป ๑) ว่าด้วยพงศาวดารตอนไทยมาจากเมืองเดิม แดนดินที่เปนสยามประเทศนี้ เดิมทีเดียวได้เปนที่อยู่ของชน ๓ ชาติ ซึ่งพูดภาษาคล้ายคลึงกัน คือพวกขอม ( ซึ่งเรียกกันบัดนี้ ว่าเขมร ) อยู่ข้างใต้ตอนแผ่นดินต่ำในลุมแม่น้ำโขง ที่เปนแดน กรุงกัมพูชาเดี๋ยวนี้ชาติ ๑ พวกลาว ( คือชนชาติที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่าละว้า ) อยู่ตอนกลาง คือในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ ตลอดไปทาง ตวันออกจนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนแผ่นดินสูง ( คือมณฑลนครราชสิมาและมณฑลอุดรร้อยเอ็จอุบลบัดนี้ ) ชาติ ๑ พวกมอญอยู่ทางตวันตกเฉียงเหนือตอนลุ่มแม่น้ำสลวิน ตลอดไปจนถึงลุ่มแม่น้ำเอราวดีข้างตอนใต้ ที่เปนแดนประเทศพม่าบัดนี้ชาติ ๑ แดนดินที่กล่าวมานี้
๔ ชาวอินเดียแต่โบราณเรียกกันว่า "สุวรรณภูมิ" เพราะเหตุเปนที่มี บ่อทอง อยู่มาเมื่อราว พ.ศ. ๓๐๐ มีชาวอินเดียครั้งถือพระพุทธศาสนาพากันมาตั้งภูมิลำเนาในสุวรรณภูมินี้ พวก ๑ มาขึ้นที่แดนมอญแล้ว หาที่ตั้งภูมิลำเนาเปนลำดับมาจนในแดนลาว (ถึงท้องที่ซึ่งเปนมณฑล ราชบุรีแลมณฑลนครไชยศรีบัดนี้ ) อิกพวก ๑ แล่นเรืออ้อมแหลมมลายูไปตั้งภูมิลำเนาในประเทศจาม ซึ่งเปนเมืองญวนเดี๋ยวนี้ ในสมัยนั้นประเทศอินเดียได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองมาแล้วช้านาน พวกชาวอินเดียที่มาตั้งภูมิลำเนาในประเทศนี้ รอบรู้วิชาต่างๆ ยิ่งกว่า พวกพวกแลลาวมอญซึ่งเปนชาวเมืองเดิม ก็สามารถแสดงคุณวิเศษ ให้พวกชาวเมืองนิยมนับถือจนยกย่องยอมให้เปนครูบาอาจารย์ พระพุทธศาสนาจึงได้มาประดิษฐานในประเทศนี้ ยังมีเจดีย์สถาน คือพระปฐมเจดีย์เปนต้น อันเปนของเกิดขึ้นในชั้นนั้นปรากฎอยู่หลายแห่ง ต่อมาอิกประมาณ ๔๐๐ ปี มีชาวอินเดียมาตั้งภูมิลำเนาทางปากน้ำโขงในแดนขอมอิกพวก ๑ พวกที่มาทีหลังนี้ถือศาสนาพราหมณ์ มาได้เปนภัศดาของนางพระยาเมืองขอม เปนเหตุให้ราชวงศ์ขอม กลายเปนเชื้อชาติชาวอินเดีย แต่นั้นก็บังคับให้พวกขอมรับประพฤติลัทธิศาสนาและประเพณีตามคติพราหมณ์ปนกับพระพุทธศาสนาซึ่งพวกชาวอินเดียที่มาก่อนได้มาสอนให้นับถือกันแพร่หลายแล้วนั้น การถือพระพุทธศาสนากับไสยศาสตรจึงปะปนกันแต่นั้นมา เมื่อพวกชาวอินเดียอันฉลาดรอบรู้วิชาการต่างๆ ดีกว่าพวกชาวเมืองเดิมดังกล่าวมาแล้ว
๕ ได้ปกครองเมืองขอม ก็สามารถจะแผ่อำนาจเหนือชนชาติอื่นขยายอาณาเขตรขอมต่อออกไปโดยลำดับ จนได้ดินแดนของพวกลาวทั้งที่ ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแลในลุ่มแม่น้ำโขงเปนอาณาเขตรขอม พวกลาวต้องตกอยู่ในอำนาจขอมหลายร้อยปี ตลอดสมัยนี้พวกขอมพากันเข้ามาตั้งบ้านอยู่ในแดนลาว ยังมีเทวสถานฤๅที่เรียกกันเปนสามัญว่าปรางบ้างกู่บ้าง ซึงพวกขอมสร้างไว้ด้วยศิลา ตามท้องที่ที่ได้ตั้งเมือง ปรากฎอยู่จนบัดนี้หลายแห่ง ที่เปนเมืองใหญ่เทวสถานก็สร้างเปนขนาดใหญ่ เมืองน้อยก็สร้างเปนขนาดย่อม ข้อนี้เปนเค้าเงื่อนให้รู้ลักษณ การที่พวกขอมปกครองแดนลาวในสมัยนั้นได้อย่าง ๑ คือที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ ตั้งเมืองลพบุรีเปนเมืองหลวงปกครองเขตรแดนข้างตอนใต้เปนมณฑล ๑ เรียกกันว่าแดนละโว้ เหนือขึ้นไปตั้งเมืองศุโขไทย ปกครองเขตรแดนข้างตอนเหนืออิกมณฑล ๑ เรียกกันว่าแดนสยามทางแดนลาวในลุ่มแม่น้ำโขงมีจำนวนเมืองที่พวกขอมขึ้นมาตั้งมากกว่าในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ สังเกตตามขนาดเทวสถานที่ยังปรากฎ อยู่ ดูเหมือนจะจัดการปกครองเปน ๒ มณฑล คือมณฑลทางตวันตกตั้ง เมืองพิมายเปนเมืองหลวงมณฑล ๑ มณฑลทางตวันออกตั้งเมืองสกลนครเปนเมืองหลวงมณฑล๑ อาณาเขตรที่พวกขอมมาตั้งปกครองเองนั้นในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีเทวสถานขอมปรากฎเพียงเมืองชะเลียง ( คือเมืองสวรรคโลก ) เปนเหนือที่สุด ในลุ่มแม่น้ำโขงนั้นได้ยินว่า มีเทวสถานขอมปรากฎอยู่เพียง เมืองเวียงจันทร์เปนที่สุดข้างฝ่ายเหนือ
๖ แต่เขตรแดนของพวกขอมในสมัยเมื่อมีอำนาจมากยังต่อขึ้นไปทางฝ่ายเหนือ ตลอดมณฑลภาคพายัพแลแดนเมืองหลวงพระบางบัดนี้ จนข้ามไปถึงฝั่งแม่น้ำโขงฟากโน้น เหตุใดจึงมิได้มีเทวสถานของขอม ปรากฎอยู่ ข้อนี้สันนิฐานว่าเห็นจะเปนแต่เมืองที่พวกลาวยอมเสียส่วยต่อขอม พวกขอมหาได้ไปตั้งปกครองเองไม่ ความสันนิฐานข้อนี้ก็สมด้วยเรื่องพงศาวดารที่ปรากฎมา ว่าพระยาขอมเมืองละโว้ (ลพบุรี ) ให้นางจามเทวีราชธิดาขึ้นไปครองเมืองหริภุญไชย (เมืองลำพูน ) เห็นได้ว่าเปนวิธีการที่พวกขอม ขยายอำนาจเอาเมืองส่วยเปนเมือง ปกครองเองต่อออกไป แต่เรื่องนางจามเทวีเปนการชั้นหลัง นาง จามเทวีขึ้นไปเมื่ออำนาจขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจวนจะเสื่อมอยู่แล้วพวกขอมขยายการปกครองขึ้นไปได้ถึงเมืองหริภุญไชยไม่ช้านานเท่าใดพระเจ้าอนุรุธมหาราช ฤๅเรียกอิกอย่างหนึ่งว่าพระเจ้าอโนรธามังช่อ ซึ่งครองเมืองพุกามในประเทศพม่าก็ปราบปรามเมืองมอญไว้ได้ในอำนาจ แล้วยกกองทัพมาตีเมืองลาว ปราบปรามทั้งพวกขอมแล ลาวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ในอำนาจพม่าประมาณร้อยปี พออำนาจพม่าอ่อนลงก็ถึงสมัยซึ่งชนชาติไทยลงมาเปนใหญ่ในประเทศนี้ ชนชาติไทยนั้นแต่เดิมตั้งบ้านเมืองอยู่ในประเทศที่เปนแดนจีนข้าง ฝ่ายใต้บัดนี้ คือมณฑลที่เรียกกันว่าฮุนหนำ กุยจิ๋ว กวางใส กวางตุ้ง ๔ มณฑล นี้เปนบ้านเมืองเดิมของไทย ปกครองกันอยู่เปนอิศระ หลายพวกหลายเหล่า (แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีไทยพูดภาษาเดียวกับเราอยู่
๗
ใน ๔มณฑลนั้นเปนอันมาก ) ครั้นจีนมีอำนาจขึ้นก็ค่อยรุกแดนไทยมาโดยอันดับ ความที่กล่าวในเรื่องสามก๊กว่าขงเบ้งทำสงครามปราบปรามพวกฮวนนั้น ที่แท้ ก็คือการที่จีนรุกแดนไทยนั้นเอง เมื่อไทย
ถูกจีนรุกรานเดือดร้อน พวกที่ไม่อยากอยู่ในอำานจจีนจึงพากันอพยพมาหาบ้านเมืองอยู่ใหม่ตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ. ๘๐๐ มาหาที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ทางทิศตวันตกได้หลายแห่ง เมื่อความนั้นปรากฎก็มีพวกไทยทิ้งเมืองเดิมติดตามกันเรื่อยมาพวก ๑ ไปรวบรวมกันตั้งบ้านเมืองเปนภูมิลำเนาอยู่ในมี่ลุ่มแม่น้ำสลวิน พวกนี้ต่อมาได้นามว่า "ไทยใหญ่ "
ฤๅที่เรียกอิกอย่างหนึ่งว่าเงี้ยวในบัดนี้ อิกพวก ๑ อพยพแยกลงมาทางทิศใต้ มาตั้งบ้านเรือนเปนภูมิลำเนาอยู่ตอนลุ่มแม่น้ำโขง พวกนี้
ได้นามว่า " ไทยน้อย " คือไทยพวกเรานี้แล ไทย ๒ พวกที่กล่าวมานี้ต่างมีเจ้านายเปนชาติไทยด้วยกันเองปกครองแยกกันเปนหลายอาณาจักรเมืองที่พวกไทยใหญ่ไปตั้งทางลุ่มแม่น้ำสลวินได้นามสืบมาว่า " สิบเก้าเจ้าฟ้า " ส่วนเมืองที่พวกไทยน้อยมาตั้งทางทิศใต้ได้นามว่า " สิบสองเจ้าไทย " (เรียกกันเปนสามัญตามสำเนียงชาวเมืองว่าสิบสองจุไทย
อยู่เหนือเมืองหลวงพระบางเดี๋ยวนี้ ) ตอนต่อไปทางตวันตกได้นามว่า "สิบสองปันนา " (คือเมืองเชียงรุ้งเปนต้น ) อาณาจักรไทยทั้งปวงนี้เปนอิศระแก่กันบ้าง เปนสัมพันธมิตรบ้านพี่เมืองน้องเกี่ยวเนื่องกันบ้างเปนไปตามเวลาที่ผู้เปนใหญ่ในอาณาเขตรนั้นๆ มีอภินิหารมากแลน้อยหาได้ปกครองรวบรวมกันเปนประเทศใหญ่ยั่งยืนไม่ อยู่มาจนประมาณ
๘
พ.ศ. ๑๔๐๐ พวกไทยน้อยที่ตั้งอยู่ในแว่นแคว้นสิบสองเจ้าไทยมีคนสำคัญเปนเจ้าเมืองแถง เรียกกันว่า "ขุนบรม " สามารถชักนำพวกไทยน้อยให้ขยายอาณาเขตรรุกแดนขอมลงมาข้างใต้ ได้เขตรแดนข้าม
แม่น้ำโขงมาทางฝั่งขวา แต่นั้นพวกไทยน้อยก็พากันขยายภูมิลำเนา
ต่อลงมา จึงเกิดเปนแดนไทยขึ้นทางริมแม่น้ำโขงอิก ๒ มณฑล ทางตวันออกได้ชื่อว่าแดน "ลานช้าง " เพราะมีช้างชุมหาช้างใช้เปนพาหนะได้ง่าย มณฑลทางตวันตกเรียกว่าแดน "ลานนา " เพราะ
มีที่ราบ สำหรับทำไร่นามาก ๑ ตั้งเมืองเซ่า (คือเมืองหลวงพระบางเดี๋ยวนี้ ) เปนเมืองหลวงในแดนลานช้าง ส่วนแดนลานนานั้นเดิมตั้งเมืองไชย (เรียกตามสำเนียงในพื้นเมืองไจ ) เปนเมืองหลวง
แล้วจึงสร้างเมืองเชียงแสนเปนเมืองหลวงในแดนลานนาต่อมา เมื่อ
ไทยลงมาตั้งใน ๒มณฑลนั้น พวกขอมพยายามขึ้นไปขับไล่ ต้อง
รบพุ่งกันอยู่ช้านานจึงได้มณฑลทั้ง ๒ นั้นเปนสิทธิ์แก่ไทย
เรื่องพงษาวดารในตอนนี้ส่อให้เห็นว่า เหตุใดไทยจึงใช้ประเพณีบังคับบรรดาชายไทยให้เปนทหาร แลเหตุใดจึงใช้สกุลวงศ์เปนหลักของการควบคุมทหาร เหตุเพราะไทยขยายเขตรแดนลงมาครั้งนั้นความมุ่งหมายจะมาตั้งภูมิลำเนาเอาเปนที่อยู่ มิใช่จะตั้งหน้ามาเที่ยวปล้นทรัพย์
๑ ในหนังสือพงศาวดารมักเรียกว่า ล้านช้าง อธิบายในพงศาวดารเหนือว่า เมื่อเกิดพระยาแกรกเปนผู้มีบุญขี่ม้าเหาะมา พระยาโคตระบองเจ้าเมืองขอมเห็นเข้าเอาตะบองขว้างพระยาแกรก ตะบองไปตกถูกช้างในมณฑลนั้นตาย ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัว จึง ได้นามว่าล้านช้าง พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์เห็น ว่าชื่อลานนาทางนี้มีเปนหลักอยู่ ชื่อทางโน้นคงเปนลานช้างเปนคู่กันมาแต่เดิม
๙
จับเชลยไปใช้สอยเหมือนอย่างเช่น ที่พม่ามาตีกรุงศรีอยุทธยาเมื่อชั้นหลังพวกไทยที่ลงมาครั้งนั้นย่อมมาเปนพวกๆ ที่รวมใจเปนอันหนึ่งอันเดียวกันในพวก ๑ คงร่วมเชื้อสายวงศ์สกุลอันเดียวกันเปนพื้น มาตั้ง
ภูมิลำเนาที่ไหนก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ด้วยกัน พวกที่มาด้วยกันนั้นนับถือใครมาก คนนั้นก็ได้เปนเจ้าหมู่ รองลงมาใครเปนหัวน่าในครัวเรือน
ไหนก็ควบคุมลูกหลานว่านเครือของตน ทั้งในเวลาอยู่เปนปรกติแลเวลารวบรวมกันไปทำการสงคราม ครั้นได้ภูมิลำเนาแห่งใดเปนที่มั่น
แล้ว ยังต้องคอยป้องกันสัตรูที่พยายามจะขับไล่ เพราะฉนั้นกำลังมีเท่าใดต้องเตรียมไว้เต็มที่อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ก็จำเปนอยู่เองที่จะต้องบังคับบรรดาชายให้เปนทหารทุกคน แลให้ควบคุมกันโดยวงศ์สกุล ทำ
นองการทหารที่เปนอยู่ในหมู่ไทยชั้นสมัยนั้น เมื่อพวกไหนไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ในตำบลใด ผู้ที่เปนหัวน่าของพวกนั้นก็จะเปนทั้งนานบ้าน
แลนายกองทหารทั้ง ๒ สถาน ขึ้นอยู่ในเมืองซึ่งเปนเจ้าของอาณาเขตรนั้น เวลาเจ้าเมืองจะต้องการกำลังไปรบพุ่งที่แห่งใด ก็สั่งนายบ้านให้เกณฑ์กำลังไปเข้ากองทัพ เอาเครื่องสาตราวุธยุธภัณฑ์พาหะนะแลสเบียงอาหารของตนไปเองทั้งสิ้น ผลประโยชน์ที่ได้ในการไปรบ
นั้น ถ้ามีไชยชนะก็ได้ส่วนแบ่งทรัพย์สมบัติของข้าศึก แลได้ตัวข้า
ศึกซึ่งจับเปนเชลยมาใช้สอย เปนพระเพณีมีแต่ดั้งเดิมมาดังนี้
๒
๑๐
๒) ว่าด้วยพงศาวดารตอนไทยมาสู่แดนสยาม
เรื่องพงศาวดารต่อมามีเนื้อความในหนังสือตำนานโยนกว่า อยู่มา
มีคนสำคัญเกิดขึ้นในพวกไทยที่มาตั้งอยู่ในแดนลานนาอิกคนหนึ่ง เรียกว่า " ท้าวมหาพรหม " เปนเจ้าเมืองเชียงแสน สามารถขับไล่พวก
ขอมชิงเอาดินแดนได้ต้องลงมาในตอนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงเมืองชะเลียง ( คือเมืองสวรรคโลก ) ๑ ได้ที่มั่นในแดนสยามเปนทีแรกเมื่อราว พ.ศ.๑๗๐๐ในสมัยนั้นพม่าเมืองพุกามเสื่อมอำนาจ พวกขอมกลับได้ปกครองเมืองลาวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอิก แต่อำนาจขอมก็อ่อนลงไม่เหมือนแต่ก่อน คงเปนด้วยเหตุนี้ขอมจึงต้องทำไมตรีดีกับไทยยอมยกดินแดนตอนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาให้ไทยปกครองเปนประเทศราชลงมาจนเมืองชะเลียง ต่อมาเมื่อใกล้จะถึง พ.ศ.๑๘๐๐ พวกขอม
กับไทยเกิดรบกันขึ้นอิก ไทยมีไชยชนะพระร่วงก็ได้เปนใหญ่ในแดนสยาม (คือ มณฑลพิศณุโลก กับมณฑนครสวรรค์บัดนี้ ) ครอง
เมืองศุโขไทยเปนราชธานี มีพระนามเรียกในศิลาจารึกว่า " พ่อขุนศรี
อินทราทิต " เปนต้นราชวงศ์ ซึ่งครองกรุงสุโขไทยสืบมา
การที่ไทยลงมาได้แดนสยามเปนหัวต่อข้อสำคัญในพงศาวดาร ผิดกับเมื่อได้แดนลานนาแลลานช้าง เหตุด้วยแดนลานนากับลานช้างนั้นเปนแต่เมืองส่วยของขอม พวกลาวปกครองอยู่ตามประเพณีดั้งเดิม
แต่แดนสยามเปนเมืองที่พวกขอมได้ ไปตั้งภูมิลำเนาปกครองมาหลาย
๑ ในหนังสือตำนานโยนกว่าท้าวมหาพรหมขับไล่ขอมลงมาจากเมืองกำแพงเพ็ชรแต่หลักฐานมเพยงมาถึงเมืองสวรรคโลก
๑๑ ร้อยปี พลเมืองมีทั้งขอมทั้งลาว แลพวกเชื้อสายอันเกิดแต่ชน ๒ ชาตินั้นปะปนกัน ถือขนบธรรมเนียมตามแบบอย่างซึ่งพวกขอมได้รับรู้มาแต่ชาวอินเดียดังกล่าวมาแล้ว เมื่อไทยลงมาได้แดนสยาม มาได้เปนใหญ่ในบ้านเมืองอันมีวิธีการปกครองเปนระเบียบแบบแผนไม่ เหมือนกับเมืองลาวตอนเหนือ เพราะเหตุนี้เมื่อไทยได้มารู้เห็นขนบธรรมเนียมของพวกขอม เห็นอย่างใดดีก็รับประพฤติตาม เพื่อให้สดวกแก่การปกครอง แลโดยเลื่อมใสต่อประโยชน์ของการนั้นๆ ประเพณีแลภาษาของไทยเมืองใต้จึงจับแผกผิดกับไทยเมืองเหนือที่อยู่ทางแดนลานนา แลลานช้างเปนเดิมแต่นี้มา แต่การที่ เกิดแผกผิดกันนั้นค่อยเกิดค่อยเปนมาโดยอันดับมิได้รวดเร็ว ข้อนี้จะพึงสังเกตเห็นได้ในหนังสือโบราณจะยกตัวอย่างเช่นศิลาจารึกของพระเจ้ารามคำแหงอันเปนรัชกาลที่ ๓ ในราชวงศ์พระร่วง จารึกเมื่อราว พ.ศ. ๑๘๔๐ คำจารึกนั้นยังเปนภาษาไทยเก่ามีคำขอมเช่นว่า " บำเรอ" แล "พนม" เปนต้น เจือปนไม่มากนัก ถึงประเพณีในราชสำนักที่ปรากฎในจารึกนั้น ดูก็เปนทำนองประเพณีอย่างไทยอยู่เปนพื้น ดังเช่นให้ผูกสายกระดึ่งไว้ที่ประตูวัง ใคร " เจ็บท้องข้องใจ" จะใคร่เพ็ดทูลร้องทุกข์เมื่อใดก็ให้ไปชักสายกระดึ่ง เปนสัญญาถึงพระองค์ได้ทุกเมื่อดังนี้เปนต้น อิกอย่าง ๑ เช่นทำพระแท่น มนังศิลาตั้งไว้ในดงตาล ให้พระเถระนั่งแสดงธรรมแก่สัปรุษในวัน ธรรมสวนะ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จประทับบนพระแท่นมนังคศิลาว่าราชการกลางดงตาลนั้นในวันอื่นๆ อันนี้ดูน่าจะเปนประเพณีเดิมของพวกไทย
๑๒
ครั้นต่อมาอิกประมาณ๖๕ ปีถึงรัชกาลที่๕ ในราชวงศ์พระร่วง พระเจ้าธรรมราชาลิไทยทำศิลาจารึกอิก คราวนี้จารึกมีทั้งภาษาไทยแลภาษาขอม ประเพณี ในราชสำนักที่ปรากฎในจารึกชั้นนี้ก็ปรากฎการพิธีขอมเข้าในราชประเพณีมีพิธีราชาภิเศกเปนต้น เห็นได้ว่าไทยรับลัทธิ
ต่างๆ แต่พวกขอมยิ่งขึ้นโดยลำดับมา การที่ทหารไทยเปนกรม
ต่างๆ เห็นจะเกิดขึ้นในชั้นนี้ แต่มีเฉภาะในราชธานี ที่ห่างออกไป
ก็คงเปนอยู่อย่างเดิม
๓) ว่าด้วยพงศาวดารตอนไทยตั้งประเทศสยาม
ลักษณที่ไทยขยายอาณาเขตรลงมาข้างใต้ตามที่กล่าวมา ในชั้นแรกมีเค้าเงื่อนว่าความมุ่งหมายเปนข้อสำคัญเพียงจะตั้งบ้านเมืองอยู่ให้เปนอิศระแก่ตน ความข้อนี้เห็นได้โดยแผนที่ เช่นแว่นแคว้นสิบเก้าเจ้าฟ้าก็ดี สิบสองเจ้าไทยก็ดี แลสิบสองปันนาก็ดี ไทยตั้งบ้านเมืองหลายอาณาเขตรในมณฑลที่อันน้อย ถึงชั้นเมื่อมาตั้งเปนอิศระอยู่ในแดนลานนา พระเจ้าเม็งรายกับพระเจ้างำเมืองตั้งราชอาณาจักรเปน
อิศระแก่กันอยู่ที่เมืองเชียงใหม่แห่ง ๑ แลที่เมืองพเยา (อันเปนเมือง
ขึ้นของเมืองนครลำปางบัดนี้ ) แห่ง ๑ ก็อยู่ในแดนดินน้อย เห็นได้ว่าถือตามประเพณีเดิมของไทย ไทยพวกพระร่วงที่ลงมาได้แดนสยาม
ชั้นเดิมก็ปกครองอาณาเขตร อย่างเดียวกับพวกไทยที่ตั้งเปนอิศระในแดนลานนา คือถือเอาการที่ควบคุมกันให้มั่นคงในเขตรที่อันน้อยเปนสำคัญกว่าที่จะขยายอาณาเขตรให้ใหญ่โต ข้อนี้เห็นได้ด้วยปรากฎว่ามี
๑๓
อาณาเขตรเมืองฉอดเปนอิศระอยู่ใกล้ ๆ (คือที่อยู่ด่านแม่สอดแขวงเมืองตากทางทิศตวันตก ) แลขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดสามารถยก
กองทัพมาตีถึงเมืองตากในเวลาเมื่อพระเจ้าศรีอินทราทิตครองกรุงศุโขไทย ต้องรบพุ่งกันเปนโกลาหล พวกชาวศุโขไทยเกือบจะพ่ายแพ้
หากมีนักรบสำคัญเปนราชโอรสที่ ๓ ของพระเจ้าศรีอินทราทิตเข้าชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด พวกชาวศุโขไทยจึงมีไชย ครั้นราชโอรสองค์นั้นได้เสวยราชย์ครองแดนสยามเปนรัชกาลที่ ๓ ทรงพระนามว่าพระเจ้ารามกำแหงมีอานุภาพมากจึงขยายอาณาเขตรออกไปกว้างขวางทางทิศเหนือได้เมืองแพร่เมืองน่านตลอดไปจนแม่น้ำโขง ทางทิศตวันออกได้แดนขอมทางฝ่ายเหนือ (ที่เปนมณฑลอุดรบัดนี้ ) ไปจนเมือง
เวียงจันท์คำ ทางทิศใต้ได้บ้านเมืองเปนราชอาณาเขตรลงไปจนสุดแหลมมลายู ทางทิศตวันตกได้หัวเมืองมอญทั้งปวงไปจนถึงเมือง
หงษาวดี พระเจ้ารามกำแหงเปนพระเจ้าราชาธิราชผู้ตั้งสยามประเทศเปนของไทยสืบมาจนบัดนี้แต่เมื่อครั้งพระเจ้ารามกำแหงนั้นแดนลานนายังเปนสิทธิ์อยู่แก่ไทยพวกอื่น พระเจ้าเม็งรายครองเมืองเชียงใหม่
มีอาณาเขตรขึ้นไปจนเมืองเชียงรายเชียงแสนเปนอิศระอยู่ก๊ก ๑ พระเจ้างำเมืองครองพเยา (เข้าใจว่ามีอาณาเขตรลงมาจนเมืองนคร
ลำปาง)เปนอิศระอยู่อิกก๊ก๑ ในพงศาวดารฝ่ายเหนือว่าพระเจ้าเม็งรายพระเจ้างำเมืองเปนมหามิตรสนิทสนมกับพระเจ้ารามกำแหงเห็นจะเปนโดยถือว่าเปนว่านเครือเชื้อไทยพวกเดียวกันมาแต่เดิม ส่วนทางตวันออก
ข้างตอนใต้ ( คือเมืองลพบุรีแลมณฑลปราจิณบุรีมณฑลจันทบุรีบัดนี้
๑๔ ทั้งมณฑลร้อยเอ็จมณฑลอุบลแลมณฑลนครราชสิมา ) ยังคงเปนอาณาเขตรขอม เห็นจะเปนเพราะพระเจ้าแผ่นดินขอมที่พระนครหลวงขอไว้โดยทางไมตรี พระเจ้ารามกำแหงจึงหาได้ไปรุกราญไม่ เมื่อพระเจ้ารามคำแหงแผ่ราชอาณาเขตรได้กว้างใหญ่ไพศาลถึง ปานนั้น คงต้องจัดวางระเบียบการปกครองพระราชอาณาเขตรเปนอย่างใดอย่างหนึ่ง แลลักษณการปกครองพระราชอาณาเขตรครั้งพระเจ้ารามคำแหงนั้น สังเกตตามเค้าเงื่อนอันมีอยู่ในที่ต่างๆ ดูเหมือน จะเปนเช่นนี้ คือกำหนดท้องที่เปนเขตร ๓ ชั้น ราชธานีเปนเขตรชั้นในเมืองรายรอบราชธานีเปนชั้นกลาง เมืองชั้นนอกออกไปเปนประเทศราชวิธีปกครองราชธานีนั้นก็ปกครองโดยรูปลักษณการที่ปกครองตำบลตามแบบเดิมดังได้กล่าวมานั้นเอง คือพระเจ้าแผ่นดินเปนทั้งเจ้าเมืองแลเปนจอมพลกองทัพหลวง บรรดาชายฉกรรจ์ในราชธานีก็เปนทั้งพลเมือง แลทหารในกองทัพหลวง เว้นแต่คนต่างชาติต่างภาษาไม่เอาเปนทหาร ด้วยไม่ไว้ใจ ราชการทั้งฝ่ายทหารแลพลเรือนบันดามีใช้ทหารทำทั้งนั้นเมืองชั้นกลางนั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งเจ้านายเชื้อพระวงศ์ฤๅท้าวพระยาที่มีบำเหน็จความชอบออกไปครองปกครองตามพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งตั้งขึ้นในราชธานี เปนแต่จัดระเบียบการปกครองแยกไปเมืองหนึ่งเปนส่วนหนึ่งต่างหาก ถ้ามีสงครามรี้พลอยู่ในเมืองไหน ก็รวมเข้ากองทัพเมืองนั้น แล้วแต่ราชธานีจะมีคำสั่งให้ยกไปแต่โดยลำพังฤๅให้ไปสมทบเข้ากระบวนทัพหลวง เมืองชั้นนอกที่เปนเมือง
๑๕
ประเทศราชนั้น เพราะเหตุที่มักเปนเมืองต่างชาติต่างภาษา ยอมให้เจ้านายของชนชาตินั้น ๆ ปกครองตามประเพณีของชาตินั้นๆเองเปนต่างภาษายอมให้เจ้านายของชนชาตินั้นๆ เอง เปนแต่ให้ส่งเครื่องราชแต่ให้ส่งเครื่องราชบรรณาการ มีต้นไม้ทองเงินเปนต้น กับส่วยสิ่งของ
ต่างๆอันมีมากในเมืองนั้น ๆ มาถวายเปนกำหนดมิให้ขาด แม้มี
กาสงครามจะเกณฑ์กองทัพให้ยกมาช่วยราชการ ก็มักเกณฑ์แต่
ที่เปนศึกใหญ่ โดยปรกติต้องการเพียงให้เมืองชั้นนอกรักษาชาย
พระราชอาณาเขตรมิให้ประเทศอื่นมารุกราญยิ่งกว่าอย่างอื่น เข้าใจว่าระเบียบการปกครองเช่นว่ามานี้ จะจัดตั้งแต่ครั้งพระเจ้ารามคำแหงเปนต้นมา
๔) ว่าด้วยพงศาวดารตอนกรุงศรีอยุธยา
ได้เปนใหญ่ในประเทศสยาม
ราชอาณาเขตรกรุงศุโขไทยอันแผ่ไพศาลเมื่อครั้งพระเจ้ารามคำแหงนั้น แม้จะได้วางวิธีการปกครองอย่างใดก็ดี ที่แท้นั้นคง
เปนปรกติอยู่ได้ด้วยความยำเกรงพระเดชานุภาพของพระเจ้ารามคำแหงเปนข้อสำคัญยิ่งกว่าอย่างอื่น ข้อนี้เห็นได้โดยเรื่องพงศาวดารตอน
ต่อมา พอพระเจ้ารามคำแหงสวรรคต พระยาเลอไทย ๑ ราชโอรส
ได้รับรัชทายาทเปนรัชกาลที่ ๔ ในราชวงศ์พระร่วง หัวเมืองมอญที่เปนประเทศราชก็เป็นขบถ กองทัพกรุงศุโขไทยออกไทยออกไปปราบปราม
๑ เคยสำคัญนามนี้ว่า " เลือไทย" ครั้นตรวจสอบศิลาจารึกเห็นเปนอักษร ล แน่ หาใช่ ส ไม่ เพราะฉนั้นจึงเปนเลือไทย คำว่าเลือเปนคำเดียวกับเลอ เช่นใช้กันในชั้นหลัง มาว่าเลอสรวงเปนต้น จึงใช้ว่าเลอไทยในที่นี้เพื่อให้เข้าใจง่าย
๑๖
เอาไชยชนะไม่ได้ หัวเมืองมอญจึงเลยเปนอิศระแต่นั้นมา หัวเมือง
ไทยทางข้างเหนือ เช่นเมืองเวียงคำก็เห็นจะพลอยเปนอิศระ
ในคราวนี้ด้วย แต่หัวเมืองไทยที่เปนชั้นกลางอยู่ทางใต้นั้น เห็น
จะเปนราชธานียังคงขึ้นกรุงศุโขไทยอยู่อย่างเดิม
เมืองขึ้นที่อยู่ข้างตอนใต้ ในครั้งพระเจ้ารามคำแหงนั้น มีชื่อ
ปรากฎอยู่ในศิลาจารึกของพระเจ้ารามคำแหง คือ เมืองแพรก (เมืองสรรค์บัดนี้ ) ๑ เมืองสุวรรณภูมิ (เรียกแปลเปนภาษาไทยว่าเมือง
อู่ทอง เดี๋ยวนี้เปนร้างอยู่ในแขวงอำเภอจรเข้สามพันจังหวัด
สุพรรณบุรี )๑ เมืองราชบุรี ๑ เมืองเพ็ชรบุรี ๑ เมืองนครศรีธรรมราช ๑ เมืองอู่ทองเปนเมืองสำคัญยิ่งกว่าเมืองอื่น เพราะเปนเมืองเก่าตั้งมาแต่ก่อนพวกขอมเข้ามาเปนใหญ่ (รุ่นเดียวกับเมืองนครปฐม แต่เมืองนครปฐมนั้นร้างไปเสียก่อน คงเหลืออยู่แต่เมืองอู่ทอง ) ทำเลที่มีไร่นาบริบูรณ แลอยู่ใกล้ปากน้ำมีทางไปมากับนา ๆ ประเทศได้สดวก เปนเหตุให้มีกำลังกว่าเมืองเพ็ชรบุรีราชบุรีแลเมืองสรรค์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน จึงเปนที่ยำเกรงของเจ้าเมืองเหล่านั้น เมื่อครั้งพระเจ้ารามคำแหงเห็นจะให้เจ้าเมืองอู่ทองรักษาราชอาณาเขตรที่ต่อแดนขอมทางเมืองละโว้ แต่การที่รุกแดนขอมทางนี้ไม่ปรากฎในจารึกของพระเจ้ารามคำแหง จึงประมาณว่าเห็นจะเปนในสมัยเมื่อพระเจ้าเลอไทยครองกรุงศุโขไทยในรัชกาลที่ ๔ เจ้าเมืองอู่ทองจึงชิงแดนขอมทาง
ตวันออกได้ทั้งเมืองลพบุรีแลหัวเมืองทั้งปวงอันอยู่ในมณฑลปราจิณบุรี
๑๗
บัดนี้ ขยายแดนเมืองอู่ทองต่อมาทางตวันออก ได้ปากน้ำของเมืองเหนือ คือปากน้ำเจ้าพระยาเปนต้น ไว้ในอาณาเขตรทั้งหมด พอพระเจ้าเลอไทยสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๐ พระเจ้าอู่ทองก็ย้ายมาอยู่เมืองอโยธยา ต่อมาอิก ๓ ปีก็สร้างกรุงศรีอยุธยาตั้งเปนอิศระไม่ยอมขึ้นต่อพระเจ้าธรรมราชาลิไทยราชโอรสของพระเจ้าเลอไทย ซึ่งได้ครองกรุงศุโขไทยเปนรัชกาลที่ ๕ ในราชวงศ์พระร่วง เมื่อพระเจ้าอู่ทองประกาศเปนอิศระนั้นพวกเจ้าเมืองทางฝ่ายใต้ ตั้งแต่เมืองสวรรค์ลงมาอ่อนน้อมเปนพรรคพวกของพระเจ้าอู่ทองหมดทุกเมือง พระเจ้าอู่ทองมีกำลังมากจนสามารถตีเมืองนครหลวง ๑ อันเปนราชธานีของประเทศขอมได้ ก็ได้หัวเมืองขอมที่ต่อติดกับเขตรแดนกรุงศรีอยุธยา (คือมณฑลนครราชสิมาแลมณฑลจันทบุรีบัดนี้ ) มาไว้ในราชอาณาเขตร พระเจ้าธรรมราชาลิไทยกรุงศุโขไทยเห็นจะเอากรุงศรีอยุธยาไว้ ในอำนาจไม่ได้แต่ก่อน จึงยอมเปนไมตรีอย่างเปนบ้านพี่เมืองน้องกับกรุงศรีอยุธยา ๒ ทำนองเช่นกรุงศุโขไทยเคยเปนไมตรีกับเมืองเชียงใหม่มาแต่ก่อน แต่นั้นไทยที่มาเปนใหญ่ในประเทศนี้ก็แยกกันเปน ๒ อาณาจักร ๓ เรียกกันเปนสามัญว่าเมืองเหนือก๊ก ๑ เมือง
๑ เมืองนครหลวงนี้ขอมเรียกว่า "นครธม " ๒ ทางไมตรีระหว่าง ๒ พระนครตอนนี้ ในบานแพนกกฎหมาย (ลักษณลักพา ) ครั้งพระเจ้าอู่ทองกล่าวว่า "เมืองท่านเปนอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว " ดังนี้. ๓ ในจดหมายเหตุจีนว่า เดิมเสียมก๊ก (แดนสยาม ) อยู่ข้างเหนือ โหลฮกก๊ก (แดนละโว้ ) อยู่ข้างใต้ แล้วรวมกันจีนจึงเรียกว่า " เสียมโหลก๊ก"
๑๘ ใต้ก๊ก ๑แต่ว่าเปนไมตรีปรองดองกันมาเพียงตลอดรัชกาลพระเจ้าธรรมราชาลิไทยแลพระเจ้าอู่ทอง ซึ่งทรงพระนามประกาสิต ว่าสมเด็จพระรามาธิบดี อันเปนปฐมกระษัตริย์ในกรุงศรีอยุธยา ครั้นกระษัตริย์ ๒ พระองค์นั้นสวรรคตทางไมตรีก็ขาดกัน เกิดสงครามขึ้นในระหว่างสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พงัว) ที่ ๑ ซึ่งได้ครองกรุงศรีอยุธยากับพระมหาธรรมราชาไสยฦาไทยราชโอรสของพระเจ้าธรรมราชาลิไทยซึ่งได้เสวยราชย์ครองราชย์ครองศุโขไทย รบกันอยู่ ๗ ปีพวกกรุงศุโขไทยสู้กำลังกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ต้องยอมแพ้ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๑ สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงแบ่งแดนราชอาณาจักรฝ่ายเหนือออกเปน ๒ มณฑลตั้งเมืองกำแพงเพ็ชรเปนเมืองหลวงปกครองหัวเมืองทางลำแม่น้ำพิงมณฑล ๑ ให้เมืองศุโขไทยคงเปนเมืองหลวงปกครองหัวเมืองทาง ลำแม่น้ำแควใหญ่มณฑล ๑ แต่นั้นราชอาณาจักรกรุงศุโขไทยก็ลดลงเปนแต่ประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา เจ้านายเชื้อราชวงศ์พระร่วงยังได้ปกครองเปนประเทศราชต่อมาอิกประมาณ ๕๐ ปี ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช (สามพระยา ) ที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๗ ไม่มีเจ้านายในราชวงศ์พระร่วงซึ่งจะสามารถปกครองบ้านเมืองต่อไป สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงทรงอภิเศกพระราเมศวรราชโอรสซึ่งจะรับรัชทายาทให้เปนพระมหาอุปราชขึ้นไปครองหัวเมืองทั้งปวงอยู่ณเมืองพิศณุโลกรวมการปกครองพระราชอาณาจักรทั้งปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือเปนอันหนึ่งอันเดียวกันแต่นั้นมา
๑๙
๕ ) ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนจัดวิธีการทหาร
ความในหนังสือพระราชพงศาวดารยุติต้องกับกฎหมายเก่า ปรากฎว่าการจัดตั้งแบบแผนกระทรวงทะบวงการทหารพลเรือนพึ่งจัดต่อเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชา
ธิราชสามพระยาซึ่งเสวยราชย์เมื่อพ.ศ. ๑๙๙๑ ก่อนนั้นหาปรากฎว่า
จัดอย่างใดไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์ตามเรื่องพงศาวดารจำเดิมแต่พระเจ้า
อู่ทองตั้งเปนเอกราชมา กรุงศรีอยุธยาได้ทำสงครามเนือง ๆ ที่เปน
ศึกใหญ่ก็หลายครั้ง เช่นไปตีนครธมราชธานีขอม ตีกรุงศุโขไทย
แลขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ถ้าทหารไทยในครั้งนั้นไม่มีแบบแผนวิธีจัดการควบคุม ตลอดจนยุทธวิธีเปนอย่างดีแล้ว ที่ไหนจะสามารถทำสงครามได้ไชยชนะดังปรากฎมาในเรื่องพงศาวดาร จึงสันนิฐานว่า
พวกชาวกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น เห็นจะได้แบบอย่างทั้งวิธีการทหารแลพลเรือนของขอมมาพิจารณาเปรียบเทียบกับของไทย เลือกสรรเอา
ที่ดีทั้ง๒ฝ่ายปรุงประสมกันเปนวิธีการของชาวกรุงศรีอยุธยา จึงสามารถรบพุ่งเอาไชยชนะได้ทั้งพวกขอมแลไทยพวกอื่นๆ ทั้งนี้ก็เปนธรรมดาเพราะพวกชาวกรุงศรีอยุธยาอยู่ใกล้ชิดติดต่อกับแดนขอมมาแต่เดิมแล้วตีได้ราชธานีขอม ได้ผู้คนมาเปนอันมาก คงมีผู้รู้ราชประเพณี
แลตำหรับตำราวิชาการต่างๆ ของขอมมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากด้วยกัน ชาวกรุงศรีอยุธยาจึงสามารถล่วงรู้ประเพณีการต่าง ๆ ของพวกขอม การอันใดเห็นว่าดีก็เลือกสรรเอามาใช้เปนแบบอย่างตามนิยม
๒๐
ข้อนี้ยังมีเค้าเงื่อนที่จะเปนอุทาหรณ์ให้เห็นได้จนในเวลาปัจจุบันนี้ เปนต้นว่าลวดลายการช่างของไทยเราก็ได้แต่ขอม แม้ภาษาที่เรา
พูดกันก็มีภาษาขอมเจือปนเปนอันมาก โดยเฉภาะภาษาที่เราเรียกว่า
" ราชาศัพท์ " ซึ่งมักเข้าใจกันว่าเปนภาษาสูงสำหรับเจ้านาย ที่แท้นั้นก็มิใช่อื่น คือเอาคำพูดของขอมมาใช้นั่นเอง มูลเหตุที่ใช้ราชาศัพท์
คงเปนเพราะเมื่อได้พวกข้าราชการขอมเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยาพวกนั้นมาเพททูลเจ้านายตามแบบอย่างซึ่งเคยใช้ในราชประเพณีกรุงขอมข้าราชการไทยเอาเยี่ยงอย่างมาประพฤติตาม เพราะฉนั้นวิธีใช้ราชาศัพท์จึงเปนแต่ภาษาสำหรับผู้น้อยเพททูลเจ้านายซึ่งเปนผู้ใหญ่ ส่วนผู้ใหญ่เช่นพระเจ้าแผ่นดินก็ดี ฤๅแม้แต่เปนเจ้านายที่รองลงมาก็ดี ที่จะตรัสใช้ราชาศัพท์สำหรับพระองค์เอง เช่น "ฉันจะเสวย" ฤๅ
"ฉันหาวบรรธม" ฤๅแม้แต่จะเรียกอวัยวะของพระองค์เองโดยราชาศัพท์ เช่นว่า "พระขนงแลพระขนองของฉัน" ดังนี้หาไม่ ย่อมตรัสใช้ภาษาไทยอย่างสามัญอยู่เปนนิจ ข้อนี้ยกมาพอให้เห็นเปนตัวอย่างว่าไทยเรานิยมแบบอย่างขอมแต่ชั้นนั้น เลยเปนมรฎกตกต่อมาจนกาลบัดนี้ ถ้าว่าแต่เฉภาะการทหาร ดูเหมือนประเพณีที่แบ่งราชการเปนฝ่ายทหารแลฝ่ายพลเรือนจะมีมาแต่แรกตั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่จะเปนแบบอย่างได้มาจากประเพณีขอมฤๅไทยคิดขึ้นเอง ข้อนี้หาทราบชัดไม่ ลักษณการที่แบ่งเปนฝ่ายทหารพลเรือนนั้น ถ้าว่าโดยใจความก์คือกำหนดกองทหารไว้ประจำน่าที่สำหรับทำการทหาร เช่นการปราบปรามเสี้ยนศัตรู
๒๑ ที่จะเกิดขึ้น แลรักษาเครื่องสรรพาวุธตลอดรักษาพระองค์พระเจ้าแผ่นดินส่วน ๑ กองทหารอิกส่วน ๑ ให้ทำการฝ่ายพลเรือน เปนพนักงานปกครองท้องที่ (เช่นตำรวจนครบาล ) บ้าง เปนพนักงานทำการต่างๆ ในพระราชวังบ้าง เปนพนักงานรักษาคลังต่าง ๆ บ้าง แลเปนพนักงานดูแลทำนุบำรุงการทำไร่นาบ้าง แต่การที่แบ่งเปนฝ่ายทหารแลพล เรือนดังกล่าวนี้ เฉภาะสำหรับในเวลาบ้านเมืองเปนปรกติ ถ้าถึง เวลามีการทัพศึกก็สมทบกันเปนทหารหมด หาได้เลิกการเกณฑ์ชายฉกรรจ์เปนทหารทุกคนไม่ ตามเรื่องพงศาวดารที่ได้กล่าวมาแล้วกรุงศรีอยุธยาพึ่งรวบรวมอาณาเขตรทั้งปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือเข้าเปนอันหนึ่งอันเดียวกันได้ต่อเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช (สามพระยา) แต่สมเด็จพระบรมราชาธิราชพระองค์นั้นสวรรคตเสีย มิทันจะได้ทรงจัดตั้งแบบแผนวิธีปกครองพระราชอาณาเขตรที่รวมกัน พระราเมศวรราชโอรสซึ่งได้รับ รัชทายาท ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ จึงทรงจัดการต่อมา ดังปรากฎในหนังสือพงศาวดารแลกกฎหมายเก่า แลการที่จัดครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถนั้น พิเคราะห์ดูโดยลักษณการเปน ๓ อย่าง คือตั้งทำเนียบน่าที่กระทรวงทะบวงการอย่าง ๑ ตั้งกำหนดยศศักดิ์อย่าง ๑ แลตั้งทำเนียบหัวเมืองอย่าง ๑ เกี่ยวแก่การทหาร ทั้ง ๓ อย่าง จะอธิบายเปนลำดับไป ทำเนียบกระทรวงทะบวงการที่ตั้งขึ้นนั้น ในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวความแต่โดยย่อว่า "เอาทหารเปนสมุหพระกลาโหม
๒๒ เอาพลเรือนเปนสมุหนายก เอาขุนเมืองเปนพระนครบาล เอาขุนวังเปนพระธรรมาธิกรณ์ เอาขุนคลังเปนพระโกษาธิบดี เอาขุนนาเปนพระเกษตรา (ธิบดี ) " ดังนี้ ก็คือเอาการที่ราชการเปนฝ่าย ทหารพลเรือนเเต่ก่อนนั้น ตั้งเปนหลักจัดระเบียบกระทรวงทะบวงการฝ่ายพลเรือนให้มีอรรคหาเสนาบดีที่สมุหนายกกรมมหาดไทยเปนหัวน่าราชการฝ่ายพลเรือนทั้งปวงคน ๑ แลเอาหัวน่าพนักงานการพลเรือน ที่มีประจำพระนครมาแต่ก่อน ยกขึ้นเปนเสนาบดีชั้นรองลงมาในฝ่ายพลเรือนอิก ๔ คน เรียกว่าจตุสดมภ์ มีนามแลน่าที่ต่างกัน คือ พระนครบาลตำแหน่งบัญชาการรักษาสันติศุขในจังหวัดพระนครคน ๑ พระธรรมาธิกรณ์ตำแหน่งบัญชาการ ในพระราชสำนักแลการศาลยุติธรรมคน ๑ พระโกษาธิบดีตำแหน่งบัญชาการคลังเก็บส่วยรักษาพระราชทรัพย์คน ๑ พระเกษตราธิการตำแหน่งบัญชาการทำนุบำรุงกสิกรรม สะสม สเบียงอาหารแลเก็บอากรอันเกิดแต่ที่ดินคน ๑ ฝ่ายทหารก็ให้มีอรรคมหาเสนาบดีที่สมุหกลาโหมคน ๑ เปนตำแหน่งหัวน่าข้าราชการ ทั้งปวงในฝ่ายทหาร มีเสนาบดีเปนชั้นแม่ทัพประจำการรองลงไป คือตำแหน่งสีหราชเดโช แลตำแหน่งท้ายน้ำเปนแม่น้ำทัพใหญ่ รองลงมามีนายกองพลทหารช้าง คือ ตำแหน่งเพทราชา แลตำแหน่งสุรินทราชา ๑ แลนายกองพลทหารราบ คือตำแหน่งพิไชยสงคราม ตำแหน่งรามกำแหง ตำแหน่งพิไชยชาญฤทธิ์ ตำแหน่งวิชิตณรงค์เปนต้น ทำเนียบ
๑ มีจดหมายเหตุ ชาวต่างประเทศกล่าวว่ากรมช้างพึ่งยกมาเปนฝ่ายพลเรือนเมื่อแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง
๒๓
นามข้าราชการซึ่งใช้เรียกประจำสำหรับตำแหน่งเช่นว่าสมุหพระกลาโหมมีนามว่าเจ้าพระยามหาเสนาบดีแลสมุหนายกมีนามว่า เจ้าพระยาจักรี
ศรีองครักษ์เปนต้น ก็เกิดขึ้นในคราวนี้ แต่ข้าราชการตลอดจนพลไพร่ทั้งฝ่ายทหาร แลพลเรือนยังคงเปนทหารทำการรบพุ่งในเวลามีการศึกสงครามอยู่เหมือนอย่างเดิม แลวิธีเกณฑ์คนคงยังเปนอย่างเดียวกัน
ทั้งฝ่ายทหารพลเรือนตลอดมา
การตั้งทำเนียบยศนั้น เรียกในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าตั้งทำเนียบศักดินา คือตั้งอัตราในกฏหมายว่าบุคคลมียศชั้นใด จะมีที่นาได้เท่าใด เปนต้นแต่กำหนดว่าไพร่พลเมืองคน ๑ จะมีได้เพียง ๑๐ ไร่ เปนอย่างมาก ผู้ที่มียศสูงขึ้นไปก็มีน่าได้ โดยอัตราจำนวนไร่มากขึ้น
ไปโดยลำดับ จนถึงเจ้าพระยาเสนาบดีมีได้คนละ ๑๐,๐๐๐ ไร่ แลมหาอุปราชมีนาได้ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ เปนอย่างมากที่สุด อันวิธีกำหนดจำนวนนาสำหรับผู้มียศต่าง ๆ กันนี้ได้ยินว่าประเพณีจีนก็มี เพราะฉนั้น การที่ตั้งทำเนียบศักดินาเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ จะได้
เค้าเงื่อนมาแต่จีนฤๅจะคิดขึ้นใหม่ในประเทศนี้หาทราบชัดไม่ แต่เมื่อพิจารณาดูทำเนียบศักดิตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เห็นว่าไม่ใช่
แต่กำหนดให้มีไร่นาได้คนละเท่าใดเท่านั้น ที่แท้ทำเนียบศักดินานั้น
ตัวชั้นยศข้าราชการในสมัยนั้น อย่างที่กำหนดเปนนายพลนายพันนายร้อยฤๅที่กำหนดเปนมหาอำมาตย์แลรองอำมาตย์ในปัจจุบันนี้ แล
ปลาดที่เกือบจะตรงกันทีเดียว จะลองเทียบพอให้เห็นเปนตัวอย่าง
๒๔
ชั้นที่ ๑ ศักดินา ๑๐,๐๐๐ เทียบด้วยนายพลเอก
ชั้นที่ ๒ ศักดินา ๕,๐๐๐ เทียบด้วยนายพลโท
ชั้นที่ ๓ ศักดินา ๓,๐๐๐ เทียบด้วยนายพลตรี
ชั้นที่ ๔ ศักดินา ๒,๐๐๐ เทียบด้วยนายพันเอก
ชั้นที่ ๕ ศักดินา ๑,๐๐๐ เทียบด้วยนายพันโท
ชั้นที่ ๖ ศักดินา ๘๐๐ เทียบด้วยนายพันตรี
ชั้นที่ ๗ ศักดินา ๖๐๐ เทียบด้วยนายร้อยเอก
ชั้นที่ ๘ ศักดินา ๔๐๐ เทียบด้วยนายร้อยโท
ชั้นที่ ๙ ศักดินา ๒๐๐ เทียบด้วยนายร้อยตรี
ตำแหน่งที่ศักดินาในทำเนียบที่อยู่ในระหว่างชั้นคือศักดินา๒,๔๐๐
ฤๅ ๑,๕๐๐ แล ๕๐๐มีบ้าง แต่ไม่เปนพื้นเหมือนอัตราที่ยกมาเรียงไว้นี้อาจจะเปนของเพิ่มขึ้นภายหลังก็เปนได้ ในทำเนียบศักดินาบ่งความ
ให้เห็นชัด ว่าแต่โบราณมิได้ถือเอาบันดาศักดิ์ ซึ่งเปนพระหลวงขุน
เปนสำคัญเท่ากับศักดินา ข้อนี้จะสังเกตเห็นได้ในทำเนียบ ถ้าเปนตำแหน่งอันอยู่ในน่าที่สำคัญแล้ว ถึงจะเปนออกญาถือเปนพระศักดินาก็คงสูง ถ้าน่าที่ไม่สำคัญศักดินาคงต่ำ ส่วนศักดินาพระราชวงศ์นั้น
มีบานแพนกในทำเนียบบอกชัดว่าตั้งขึ้นภายหลัง จึงเปนพิเศษส่วนหนึ่ง
การจัดทำเนียบหัวเมืองนั้น แต่ครั้งกรุงศุโขไทยเปนราชธานีกำหนดเมืองขึ้นเปน ๓ชั้นคือเมืองชั้นในการปกครองรวมอยู่ในราชธานีเมืองชั้นกลางการปกครองจัดเปนแพนกต่างหากเฉภาะเมือง เมืองชั้น
๒๕
นอกเปนเมืองประเทศราช เมื่อกรุงศรีอยุธยาแรกเปนใหญ่ มณฑลกรุงศุโขไทยยังเปนประเทศราช แม้เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชสาม
พระยาให้พระราเมศวรราชโอรสขึ้นไปครอง ก็ครองเปนอย่างประเทศราชครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ เพราะพระองค์ได้เคย
ทรงครองมณฑลฝ่ายเหนือเมื่อยังเปนพระราเมศวร จึงให้เลิก
วิธีปกครองอย่างเช่นเปนประเทศราชเสีย ให้หัวเมืองเหนือต่างขึ้นตรงต่อพระนครศรีอยุธยาอย่างหัวเมืองชั้นกลางเรียกว่า " เมืองพระยา
มหานคร"เจ้าเมืองต้องถือน้ำพระพิพัฒนสัจจาเหมือนข้าราชการทั้งปวงว่าโดยลักษณการปกครองหัวเมืองที่จัดเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มีเค้าเงื่อนอยู่ในทำเนียบเก่า ทำนองการเห็นจะเปน
เช่นนี้ คือขยายอำนาจการปกครองของราชธานี ให้กว้างขวางออก
ไป บรรดาหัวเมืองชั้นกลางที่ปกครองเปนแพนกหนึ่งต่างหากอยู่แต่ก่อน เช่นเมืองสุพรรณบุรีเปนต้น เมืองใดซึ่งสามารถจะเอาไว้ใน
การปกครองของราชธานีได้ เอามาเปนหัวเมืองชั้นใน ตรวจตราว่า
กล่าว จากราชธานีทั้งหมด เมืองที่อยู่ห่างออกไป จะตรวจตราว่ากล่าว
จากราชธานีไม่ถึง จึงจัดเปนเมืองพระยามหานคร ให้ผู้ว่าราชการมี
อำนาจบังคับบัญชาการสิทธิ์ขาดเปนเมือง ๆ มีชื่อเมืองพระยามหานคร
ปรากฎอยู่ในต้นกฎมณเฑียรบาล คือ เมืองนครราชสิมา๑เมืองนคร
ศรีธรรมราช ๑ เมืองตะนาวศรี ๑ เมืองทวาย ๑ กับเมืองซึ่งแยกออก
๔
๒๖
จากมณฑลราชธานีฝ่ายเหนือ คือเมืองพิศณุโลก ๑ เมืองสุโขไทย ๑ เมืองสวรรคโลก ๑ เมืองกำแพงพ็ชร ๑ รวมคงเปนหัวเมืองชั้นกลางอยู่แต่ ๘ เมือง เมืองภายนอกนั้นออกไปก็ให้เปนประเทศราชคงอยู่อย่างแต่ก่อน การปกครองหัวเมืองที่จัดเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมไตร
โลกนารถนั้น ตามเหตุการณ์ที่ปรากฎในเรื่องพงศาวดาร ได้ผล
ทั้งเปนการดีแลเปนการร้าย ที่เปนการดีคือราชธานีกำลังรี้พลขึ้น
กวาแต่ก่อนเปนอันมาก เพราะเหตุที่เจ้าน่าที่ทั้งฝ่ายทหารแลพลเรือน
ที่ได้จัดตั้งขึ้น จัดการแพนกของตนติดต่อแต่ราชธานีตลอดออกไปจนถึงหัวเมืองปวงอันกำหนดว่าเปนเมืองชั้นใน ๑ ที่ผลเปนการร้ายนั้น
คือพวกพระยามหานครทางเมืองเหนือเกิดแย่งอำนาจกัน ในที่สุด
พระยายุธิศฐิระเจ้าเมืองสวรรคโลกเปนขบถ เอาเมืองไปขึ้นต่อพระเจ้าติโลกราชเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระบรมโลกนารถต้องทำสงคราม อยู่หลายปีจึงได้เมืองกลับคืนมา ทรงเห็นว่าที่ด่วนเลิกมณฑลราชธานีฝ่ายเหนือผิดไป จึงเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิศณุโลกรวมเปนเมืองเปนมณฑลราชธานีดังแต่ก่อน แต่นั้นก็กลับมีเจ้านายเปนพระมหาอุปราชไปครองเมืองพิศณุโลกต่อมาอีกช้านาน
๑ การที่แยกหัวเมืองชั้นในให้ขึ้นมหาดไทยบ้าง กลาโหมแลกรมท่าบ้าง เปนการจัดชั้นหลัง แต่ก่อนราชการกระทรวงไหนกระทรวงนั้นบังคับตลอดถึงหัวเมืองชั้นใน
๒๗ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งเปนราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตร โลกนารถ ทรงสามารถการปกครองทำนองเดียวกับสมเด็จพระ ราชบิดา ได้เสวยราชย์ครองกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๓๔ อยู่จน พ.ศ. ๒๐๗๒ เปนเวลา ๓๘ ปี แม้ว่างศึกสงครามตลอดรัชกาลก็จริงแต่ปรากฎทั้งในหนังสือพระราชพงศาวดารแลในกฎหมายเก่ายุติต้องกันว่าได้ทรงจัดนั้นอิกหลายอย่าง แลเปนการฝ่ายทหารเปนพื้น กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดารแต่โดยย่อว่า ทำตำราพิไชยสงครามอย่าง ๑ ทำสารบาญชีอย่าง ๑ ทำพิธีตามหัวเมืองอย่าง ๑ ตำราพิไชยสงครามของสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒ยังมีปรากฎอยู่ บัดนี้ แต่กฎอาญาศึก (อันรวมไว้ในลักษณขบถศึก )๑ นอก จากนั้นจะมีอะไรอิกบ้างหาทาบชัดไม่ ด้วยตำราพิไชยสงครามที่มีอยู่บัดนี้เปนของรวบรวมชั้นหลังและชำระแก้ไขมาเสียหลายคราว ของ เดิมเห็นจะไม่เหลือเท่าใดนัก การทำสารบาญชีนั้น คือ จัดวิธีทำบาญชีรี้พลให้เรียกคนเข้ากระบวรทัพสดวกขึ้น แลบางทีจะถึงแก้ไขระเบียบการควบคุมผู้คนเปนหมวดกองแลกรมต่างๆ ด้วย เรื่องทำบาญชีรี้พลนี้ ทำนองแต่
๑ ในกฎหมายฉบับพิมพ์ว่าตั้งเมื่อปีขาล จุลศักราช ๗๙๖ ผิดไป ที่ถูกนั้นปีขาล จุลศักราช ๘๕๖ (พ.ศ.๒๐๓๗ ) รู้ได้เพราะในกฎหมายเรื่องนี้กล่าวถึงศักดินา อันเปน ของตั้งในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ต้องเปนกฎหมายภายหลังตั้งศักดินา อยู่เอง
๒๘
ก่อนมากลาโหมจะเปนพนักงานทำบาญชีคนฝ่ายทหาร มหาดไทยเปนพนักงานทำบาญชีคนฝ่ายพลเรือน แยกกันอยู่การไม่เรียบร้อย จึง
ตั้งกรมพระสุรัสวดีขึ้นเปนพนักงานทำบาญชีพลทั้งฝ่ายทหารพลเรือนเลยเปนแบบแผนสืบมาจนชั้นกรุงรัตนโกสินทรนี้ น่าที่กรมพระสุรัสวดีไม่แต่เฉภาะทำบาญชีพลเดียว เปนทั้งพนักงานเร่งรัดตรวจตรา
ให้ผู้บังคับกรมต่างๆ ขวนขวายหาผู้คนเข้าทะเบียนแลเปนพนักงาน
กะเกณฑ์รี้พลในเวลามีการทัพศึกด้วย จึงเปนกรมสำคัญกรม ๑
ที่เรียกในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าทำพิธีทุกเมืองนั้นคงเปน
การจัดระเบียบกองทหารตามหัวเมือง เนื่องด้วยการสารบาญชีที่ได้กล่าวมา ข้อนี้เค้าเงื่อนอยู่ในทำเนียบตำแหน่งกรมการหัวเมืองชั้น
เดิม มีตำแหน่งสัสดีเปนพนักงานกรมพระสุรัสวดีอยู่ประจำทุกเมือง
แต่ตำแหน่งขุนพลขุนมหาดไทยมีแต่เมืองพระยามหานคร เมืองชั้น
ในหามีไม่ คงเปนเพราะรี้พลเมืองชั้นในจัดระเบียบเข้ากองทัพหลวง
ในราชธานี แต่เมืองพระยามหานครนั้นจัดระเบียบเปนกองทัพต่างหากตามลักษณการที่กล่าวมาแล้ว ชั้นนี้จัดลงตำราให้รู้จำนวนพลแลกระบวรทัพหัวเมืองได้ในราชธานีอยู่เสมอ จึงเรียกว่าทำพิธีทั่วทุก
หัวเมือง
ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒มีการสำคัญในฝ่ายทหารอิกอย่าง ๑ เหตุด้วยฝรั่งโปร์ตุเกศแล่นเรืออ้อมแหลมอาฟริกามาถึงประเทศทางตวันออก มาได้เมืองชายทเลในอินเดียแลเมืองมละกา
๒๙
ในแหลมมลายูเปนที่มั่น แล้วเข้าลาขอเปนไมตรีกับไทย เมื่อ
พ.ศ. ๒๐๖๑ เพื่อจะไปมาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามา
ธิบดีโปรดพระราชทานอนุญาตให้มาค้าขายตามประสงค์ จึงมีฝรั่ง
โปร์ตุเกศเข้ามาอยู่ในเมืองไทยแต่นั้น พวกโปร์ตุเกศเปนผู้นำวิธีใช้
ปืนไฟแลวิชาทหารอย่างฝรั่งเข้ามาให้ไทยเปนทีแรก
เรื่องตำนานการใช้ปืนนี้ ในหนังสือพงศาวดารเหนืออ้างว่าที่เมืองสวรรคโลกมีปืนใหญ่ใช้ลูกดินเผามาแต่ก่อนพระร่วง แลหนังสือพระราชพงศาวดารก็กล่าวว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระราเมศวรไปตีเมืองเชียง
ใหม่ ได้เอาปืนใหญ่ยิงกำแพงเมืองจนหักทำลาย แต่ในตำนานของ
ฝรั่ง ๑ ว่าปืนใหญ่พึ่งมีใช้ในยุโรปเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๘ อิกประการ ๑
ในพงสาวดารของประเทศที่ใกล้เคียงกับเมืองเรา ก็หาปรากฎเปนหลักฐานว่าประเทศใดมีปืนไฟใช้เมื่อก่อนพวกโปร์ตุเกศมาถึงไม่ ที่แท้
เพราะพวกโปร์ตุเกศมีปืนไฟใช้รบพุ่ง จึงสงครามชิงเอาบ้านเมืองของพวกชาวตวันออกได้ จึงเห็นว่าปืนที่กล่าวในพงศาวดารของเราว่ามีมาแต่ก่อนนั้นเห็นจะมิใช่ปืนไฟ อันศัพท์ว่า " ปืน " แต่โบราณ
เปนชื่อสำหรับเรียกอาวุธซึ่งสามารถจะส่งเครื่องประหารได้ไกล ศร
ก็เรียกว่าปืน มีอุทาหรณ์เช่นตรารูปพระนารายน์ถือศรสำหรับพระมหาอุปราชแต่ก่อน เรียกว่าตรานารายน์ทรงปืนฉนี้เปนต้น เมื่อเกิดปืนอย่างใหม่จึงได้เกิดคำประกอบสำหรับเรียกว่าให้ต่างกัน เรียกปืนอย่าง
๑ มีในหนังสือเอนไซโคลปีเดียบริตะนิกะ .
๓๐
ใหม่ว่าปืนไฟเพราะใช้ยิงด้วยไฟ เรียกธะนูกุทัณฑ์ซึ่งเปนปืนอย่างเก่าว่าปืนยา เพราะลูกอาบยาพิษ แต่ดินปืนนั้นได้ยินว่าเปนของจีนคือทำขึ้นก่อน ฝรั่งได้ไปจากจีน
การทหารที่จัดเมื่อครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่๒ แม้ไม่สามารถจะทราบรายการถ้วนถี่ได้ในปัจจุบันก็ดี แต่เห็นได้โดยเรื่องพงศาวดารว่าการที่จัดนั้นจัดดีได้ประโยชน์จริงด้วยต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราช ราชบุตรของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งเสวยราชย์เมื่อพ.ศ. ๒๐๗๗ มังตราพม่าเจ้าเมืองตองอูปราบปรามรามัญประเทศไว้ได้ในอำนาจ แล้วราชาภิเศกทรงพระนามว่าพระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้มีอานุภาพขึ้นทางตวันตก ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงกรานปลายแดนไทย ๑ สมเด็จพระไชยราชาธิราชยกกองทัพหลวงออกไป ได้รบกับพระเจ้าหงษาวดีเปนสามารถ กองทัพน่ามอญพ่ายแพ้แตกหนี ไทย
ได้อาณาเขตรคืนหมด มีจดหมายเหตุ ๒ ปรากฎว่าในสงครามครั้งที่กล่าว พวกโปร์ตุเกศที่เข้ามาค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้รับอาสา
ไปในกองทัพหลวง๑๒๐คน ไปรบพุ่งมีความชอบสมเด็จพระไชยราชา
ธิราชจึงพระราชทานที่ในตำบล บ้านดินทางฝั่งตวันตกข้างเหนือคลอง
๑ เมืองนี้ไทยเรียกว่าเชียงกรานมาแต่โบราณมอญเรียกว่าเดิงกราย์น ใน หนังสือพระราชพงศาวดารตอนแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวร เรียกตามสำเนียงพม่าว่าเมืองแครง อยู่ทางลุ่มแม่น้ำสลวินต่อแดนเมืองตาก ๒ จดหมายเหตุของปินโตโปร์ตุเกศ
๓๑
ตะเคียน ให้พวกโปร์ตุเกศตั้งภูมิลำเนาอยู่ประจำในกรุงศรีอยุธยา
แต่นั้นมา เข้าใจว่าเปนครั้งที่จะรับชาวต่างประเทศเปนทหารอาสา
ในคราวนี้ จึงเปนเยี่ยงอย่างที่จะเกิดพวกอาสายี่ปุ่นแลอาสาจามในชั้นหลัง
ถึงแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชอนุชาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ได้เสวยราชย์เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑ พระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ซึ่งรบแพ้สมเด็จพระไชยราชาธิราชที่เมืองเชียงกราน รวบรวมกำลังเปนกองทัพใหญ่ยกเข้ามาด่านพระเจดีย์สามองค์ หมายจะมาตีพระนครศรีอยุธยาลบล้างความอัปรยศอดสู ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาแต่ก่อนมาเคยแต่ไปรบบุกรุกประเทศอื่น ครั้งนี้ทำสงครามต่อสู้ข้าศึกซึ่งยกกองทัพใหญ่เข้ามาโดยมุ่งหมายจะตีราชธานีเปนทีแรก ตามความที่ปรากฎ
ในเรื่องการสงครามครั้งนี้ ไทยต่อสู้แขงแรงน่าชม แม้พระสุริโยไทยอรรคมเหษีก็แต่งพระองค์เปนชายออกสงคราม ถึงเข้าชนช้างกับข้าศึกโดยลำพังพระองค์ แก้ไขพระราชสามีในเวลาเสียทีข้าศึก ยอมสละพระชนมชีพด้วยความภักดีกระบวรยุทธวิธีของไทยในครั้งนี้ เมื่อออกไปต่อสู้ข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรีเห็นว่าจะรับไม่อยู่ ชิงถอยทัพกลับเข้ามาตั้งมั่นที่พระนครศรีอยุธยาได้โดยมิได้โดยมิได้พ่ายแพ้ครั้นข้าศึกเข้ามาตั้งประชิดอยู่ ให้กองทัพหัวเมืองเหนือลงมาตีโอบหลัง ข้าศึกจำต้อง
ถอยทัพกลับไปแลเสียรี้พลเปนอันมาก ล้วนส่อให้เห็นว่าวิชาการทหารของไทยในสมัยนั้นไม่เลวเลยทีเดียว เมื่อข้าศึกเลิกทัพกลับไปแล้วก็มิได้ประมาท เอาความคุ้นเคยที่ได้ในการสงครามนั้น จัดข้อ
ที่ยังบกพร่องในวิธีทหารไทยคิดแก้ไขเปน หลายอย่าง มีปรากฎใน
๓๒ หนังสือพระราชพงศาวดารโดยย่อแต่พอรู้ลักษณการ คือรื้อป้อมปราการตามหัวเมืองซึ่งเห็นไม่เปนไชยภูมิในการต่อสู้ข้าศึก เช่นเมืองสุพรรณ บุรีเปนต้นเสียหมดทุกอย่าง แล้วสร้างป้อมปราการขึ้นใหม่ในที่มีไชยภูมิเช่นพระนครศรีอยุธยาแลเมืองพิศณุโลกศุโขไทยเปนต้น ให้มั่นคง แขงแรงกว่าแต่ก่อน ให้สำรวจสัมโนครัวแลแก้ไขวิธีเรียกคนขึ้นทะเบียนเปนทหาร อันเรียกว่าเลขสมสังกัดพรรค์ ดังจะอธิบายในวิธีเกณฑ์ทหารไทยต่อไปข้างน่า แล้วตั้งเมืองชั้นเพิ่มเติมขึ้นอิกหลายเมือง คือ เมืองนนทบุรีเมืองสาครบุรีแลเมืองนครไชยศรีเปนต้น สำหรับเปนที่รวบรวมคนในเวลามีการทัพศึกให้ได้รวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน ช้างม้าพาหะนะสำหรับใช้ในการศึกษาก็หาเพิ่มเติมขึ้นให้มาก มีการที่จัดในตอนนี้อย่าง ๑ ซึ่งเปนการแปลกใหม่ กล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารแต่ว่า "แปลงเรือแซเปนเรือไชยแลเรือศีร์ษะสัตว์ต่าง ๆ " ที่แท้นั้น คือคิดสร้างเรือรบขึ้นเปนทีแรก ด้วยแต่ก่อนมาใช้เรือยางอย่างที่เรียกว่าเรือแซ เปนแต่พาหนะสำหรับบรรทุกผู้คนแลเครื่องยุทธภัณฑ์ในเวลายกทัพไปทางแม่น้ำลำคลอง ครั้นมีข้าศึกเข้ามาตั้งติดพระนคร ศรีอยุธยามีแม่น้ำล้อมรอบ จึงเริ่ใช้วิธีเอาปืนลงเรือไปเที่ยวยิงข้าศึก มิให้อาจรุกกระชั้นพระนครเข้ามา เห็นได้ประโยชน์ดีจึงได้คิดแปลง เรือแซ คือเสิมกราบทำแท่นที่ตั้งปืนใหญ่ไว้สำหรับใช้รบข้าศึก เรือ รูปสัตว์ เช่นเรือครุธแลเรือกระบี่ที่ยังมีอยู่ทุกวันนี้ก็มีปืนใหญ่อยู่หัวเรือทุกลำ คงเปนแบบแผนมาแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงนับว่าเรือรบไทยมีขึ้นครั้งนั้นเปนแรกที่ปรากฎในหนังสือพงศาวดาร แต่
๓๓ การทั้งปวงที่ตระเตรียมดังกล่าวมา หาเปนคุณแก่ไทยดังประสงค์ไม่เพราะพเอิญบุรุษพิเศษขึ้นข้างฝ่ายข้าศึก คือพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง อันนับในพงศาวดารว่าเปนมหาราชองค์ ๑ เดิมเปนพระญาติแลเปนแม่ทัพคนสำคัญของเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ ได้เคยมาตีเมืองไทย มารู้ภูมิลำเนาบ้านเมือง แลคุ้นเคยกับวิธียุทธของไทยไปเจนใจ ครั้น ได้เสวยราชย์พยายามแผ่ราชอาณาเขตรกว้างขวางไปทุกทิศ มีอำนาจตลอดมาถึงเมืองไทยใหญ่สิบเจ้าเก้าเจ้าฟ้าแลเมืองเชียงใหม่ ได้กำลัง รี้พลมากกว่าครั้งพระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้อิกเปนอันมาก พระจ้า หงษาวดีบุเรงนองเห็นจะตีเมืองไทยได้สำเร็จ จึงแกล้งขอช้างเผือกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพอให้เปนเหตุ ครั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม่ยอมประทานก็ยกกองทัพมา ความขัดข้องอันใดซึ่งเปนเหตุให้เสียทีไทยเมื่อครั้งพระเจ้าหงษาวดีตะเบงชเวตี้ยกมาคราวก่อน พระเจ้าหงษาวดี บุเรงนองคิดแก้ไขมาทุกข้อ คือ ข้อที่ไทยเคยตั้งรับที่ราชธานีแล้วให้กองทัพเมืองเหนือลงมาตีโอบหลัง คราวนี้พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง คิดเปลี่ยนทางเดินทัพเข้ามาตีหัวเมืองเหนือตัดกำลังที่จะช่วยเสียก่อนแล้วจึงมาตีราชธานี ข้อที่ขัดสนเสบียงอาหารเมื่อคราวก่อน คราวนี้ ได้เมืองเชียงใหม่ไว้อำนาจแล้ว ให้เมืองเชียงใหม่ส่งเสบียงไม่ต้อง ขนข้ามเข้าภูเขามาเหมือนแต่ก่อน ข้อที่กรุงศรีอยุธยามีแม่น้ำล้อมรอบข้าศึกมาทางบกไม่สามารถจะเข้าไปใกล้พระนครได้ พระเจ้าหงษาวดี
๕
๓๔ บุเรงนองพยายามขนปืนใหญ่อย่างมีกำลังอาจจะยิงได้ไกลกว่าแต่ก่อนมา ด้วยหลายร้อยกระบอกแลจ้างพวกโปร์ตุเกศมาเปนทหารปืนใหญ่ ๔๐๐ คน แล้วเกณฑ์เรือเมืองเชียงใหม่ลงมาจัดเปนกระบวรทัพเรือเพิ่มขึ้นอิกทัพ๑ ศึกหงษาวดีครั้งนี้ดูเหมือนฝ่ายไทยจะไม่ได้คาดว่าข้าศึกจะยกเข้ามาทางตากอันเปนทางอ้อม จึงมิได้จัดกองทัพกรุงเตรียมไปช่วย เมืองเหนือให้ทันท่วงที ถึงกระนั้นก็ปรากฎว่าไทยต่อสู้แขงแรง พระยาศุโขไทยต่อสู้จนตัวตายในจึงเสียเมืองแก่ข้าศึก พระเจ้าหงษาวดี ฃไปตีเมืองพิศณุโลกก็ตีไม่ได้ ต้องล้อมไว้จนข้างในเมืองหมดสะเบียงอาหารแลเกิดไข้ทรพิษขึ้น พระมหาธรรมราชาจึงได้ยอมแพ้ กองทัพเรือรบที่สร้างใหม่ในกรุงศรีอยุธยายกขึ้นไป ได้รบกับข้าศึกที่ราวปากน้ำโพธิ์ แต่ทานกำลังเรือของข้าศึกไม่ไหว ด้วยปืนใหญ่ของข้าศึกมีกำลัก ว่าต้องล่าถอยลงมา เมื่อกองทัพพระเจ้าหงษาวดีลงมาถึงชานพระ นครศรีอยุธยา ก็เอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปถึงในพระนคร ถูกบ้านเรือนพังทลายแลผู้ล้มตายลงทุกวัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเห็นจะสู้ไม่ไหวจึงยอมเปนไมตรี ประทานช้างเผือกแลรับข้อขอร้องในการอย่างอื่นตามประสงค์ของพระเจ้าหงษาวดี การสงครามครั้งนี้ปรากฎว่าแพ้ชนะกันด้วยปืนใหญ่เปนครั้งแรกที่ปรากฎในพงศาวดารไทย แต่การที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยอมประทานช้างเผือกไปครั้งนั้นไม่ตัดความรำคาญได้จริงด้วยพระเจ้าหงษาวดีประสงค์จะเอาเมืองไทยไปเปนเมืองขึ้น เมื่อยังไม่ได้เปนเมืองขึ้นก็ตั้งหน้าใช้อุบายยุยงพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองพิศณุ
๓๕
โลก ซึ่งเปนราชบุตรเขยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ให้แตกร้าวกับกรุงศรีอยุธยาจนเกิดเปนอริกันขึ้นเอง ลงที่สุดพระมหาธรรมราชาก็พาพวกชาวเมืองเหนือไปเปนพรรคพวกพม่ามอญพระเจ้าหงษาวดีเห็นได้ทีจึงยกกองทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา คราวนี้ทั้งไทยถอยกำลังเสียเปรียบข้าศึกไม่มีประตูที่จะได้ไชยชนะแล้วยังต่อสู้แขงแรง ตระเตรียมการรักษาพระนครไว้ครบครัน พระเจ้าหงษาวดีมาตั้งล้อมพระนครให้เข้าตีหักเอาเท่าใดก็ไม่ได้ จนสมเด็จพระมหาจักรพรรดิประชวรสวรรคต สมเด็จพระมหินทราธิราช ราชโอรสได้ผ่านพิภพในเวลาข้าศึกกำลังล้อมพระนครเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๑ พระเจ้าหงสาวดีให้พระยาจักรีเข้าไปเปนไส้ศึก สมเด็จพระมหินทราธิราชไม่รู้เท่าจึงเสียพระนคร พระเจ้าหงษาวดีได้กรุงศรีอยุธายาแล้วให้กวาดรี้พลแลเครื่องสาตราวุธเอาไปเมืองหงษาวดีเสียเปนอันมากเหลือคนไว้แต่ ๑๐,๐๐๐แล้วอภิเศกให้พระมหาธรรมราชาครอบครองกรุงศรีอยุธยาต่อมา กำลังกองทัพไทยที่จัดวางแบบแผนมาโดยลำดับ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอู่ทอง นับว่าเปนหมดเพียงนี้ในเรื่องพงศาวดาร
๖) ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนทหารสมเด็จพระนเรศวร
เมื่อครั้งพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองตีเมืองพิศณุโลกคราวศึกเรื่องช้างเผือก พระมหาธรรมราชาต่อสู้จนสิ้นกำลังจึงต้องยอมแพ้ ฝ่าย
พระเจ้าหงษาวดีก็ยกย่องยอมให้เกียรติยศตามประเพณีสงคราม ให้พระมหาธรรมราชาถือน้ำกระทำสัตย์แล้ว ปล่อยให้คงครองบ้านเมือง
๓๖
อยู่อย่างเดิม ครั้นเมื่อเสร็จศึกพระเจ้าหงษาวดีจะเลิกทัพกลับไป ตรัสขอพระนเรศวรโอรสพระองค์ใหญ่ของพระมหาธรรมราชาไปเลี้ยงเปนราชบุตรบุญธรรม ๑ พระมหาธรรมราชาก็ถวาย เมื่อพระนเรศวร
เสด็จไปเมืองหงษาวดีนั้นพระชัณษาได้ ๙ ขวบ เสด็จอยู่ในราช
สำนักพระเจ้าหงษาวดี ๖ ปีทรงทราบภาษาแลนิสัยของพม่ารามัญเจนพระหฤไทย ครั้นพระเจ้าหงษาวดีตีได้กรุงศรีอยุธยา อภิเศกพระมหาธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติ ในคราวนี้พระมหาราชาถวายพระสุวรรณเทวีพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรเปนมเหษี พระเจ้าหงษาวดี
จึงให้สมเด็จพระนเรศวรกลับมาอยู่เมืองไทย เพื่อจะได้ช่วยพระราชบิดาปกครองราชอาณาเขตร สมเด็จพระนเรศวรพระชัณษาได้ ๑๕ ปี
พระราชบิดาให้ขึ้นไปครองเมืองเหนืออยู่ณเมืองพิศณุโลก แลครั้งนั้นเมืองไทยต้องเปนประเทศราชนี้พระเจ้าหงษาดีอยู่ ๑๕ ปี ไปมาถึงกันกับเมืองหงษาวดีอยู่เปนนิจ แม้สมเด็จพระนเรศวรเห็นจะได้เสด็จ
ไปเนือง ๆ จึงปรากฎว่าไทยได้รับขนบธรรมเนียมแต่เมืองหงษาวดี
มาใช้เปนประเพณีหลายอย่าง คือจุลศักราชแลกฎหมายมนูสารเปนต้นก็ปรากฎเค้าเงื่อนว่าใช้ในตอนนี้ ส่วนการทหารนั้นเชื่อได้เปนแน่ว่า สมเด็จพระนเรศวรคงได้เอาพระไทยใส่ศึกษาแบบอย่างวิชาการทหารพม่ามาตั้งแต่ยังพระเยาว์ ด้วยพระองค์มีอุปนิสัยเปนนักรบ แลทหาร
๑ การขอราชโอรสข้างฝ่ายผู้แพ้ไปเลี้ยงเปนราชบุตรบุญธรรมเปนประเพณีใช้กันในสมัยนั้นแทบทุกประเทศ ที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิรับนักพระสุโทนักพระสุทันราชโอรสเจ้ากรุงกัมพูชามาเลี้ยงเปนบุตรบุญธรรมก็เช่นเดียวกัน ที่เแท้เปนตัวจำนำนั้นเอง .
๓๗ ของพระเจ้าหงษาวดีในสมัยนั้นก็ถือกันทั่วไปว่าหาชาติอื่นสู้มิได้ (เห็นจะนับถือกันคล้าย ๆ กับนับถือทหารเยอรมันเมื่อก่อนเกิดมหาสงคราม) ความที่กล่าวนี้มีเค้าเงื่อนอยู่ในหนังสือพิไชยสงครามของเก่าที่ยังมีฉบับอยู่บัดนี้ ข้อนิติสาตรเปนต้นดูคล้ายกับพม่า แลมีรูปแผนที่เมือง พิศณุโลก บอกระยะทางที่จะไปเมืองใดใกล้ไกลเท่าใด ติดอยู่ในหนังสือพิไชยสงคราม ส่อให้เห็นว่าคงเปนของสมเด็จพระนเรศวรทรงคิดทำขึ้นเพื่อจะแก้ไขตำราพิไชยสงครามของไทยให้ดีทันสมัย (ทำ นองเดียวกับที่กรมเสนาธิการคิดแบบเผยยุทธวิธี แต่ตำราพิไชยสง ครามไทยที่มีอยู่บัดนี้ มีรอยแก้ชั้นหลังมาอิก หาใช่ของสมเด็จพระนเรศวรทั้งนั้นไม่ ) ว่าโดยย่อ เชื่อได้ว่าวิธีการทหารไทยมาจัดใหม่เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรอิกครั้ง ๑ แต่การทหารไทยที่ จัดครั้งพระเจ้าอู่ทองกับครั้งสมเด็จพระนเรศวรผิดกันเปนข้อสำคัญโดยเหตุการณ์บ้านเมืองต่างกัน เมื่อครั้งพระเจ้าอู่ทองเปนเวลากรุงศรีอยุธยากำลังเจริญ การที่จัดไม่มีผู้ใดขัดขวาง ก็ตั้งหน้ามุ่งหมายขยายอำนาจแลอาณาเขตรให้ กว้างขวางต่อออกไปภายเดียว แต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรเปนเวลา บ้านเมืองตกต่ำต้องอยู่ในอำนาจของสัตรู กำลังรี้พลก็มีเหลืออยู่น้อยความมุ่งหมายแม้แต่เพียงที่จะให้ไทยกลับเปนอิศระ แก่ตนดังแต่ก่อนก็มี สัตรูซึ่งกำลังมากกว่าคอยขัดขวางทางที่จะให้สำเร็จดังประสงค์จึงลำบากยิ่งนัก จะสามารถทำได้แต่ด้วยอุบาย ๒ ประการ คือ ต้องคิดอ่าน ให้คนน้อยสู้คนมากได้ประการ ๑ ต้องคอยทีทำต่อในเวลาที่มีโอกาศ
๓๘
เหมาะแก่การประการ ๑ สมเด็จพระนเรศวรทรงดำเนินในอุบายทั้ง๒ ประการที่กล่าวมานี้ตั้งแต่ต้นจนตลอดเรื่องที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารเรื่องสงครามของสมเด็จพระนเรศวรเปนเรื่องน่าฟังมิรู้เบื่อ แต่มิใช่
ต้องเรื่องของหนังสือนี้จึงจะยกไว้ไม่พรรณา แลเชื่อว่าท่านทั้งหลาย
ที่ได้รับหนังสือนี้ไป ก็เห็นจะได้เคยอ่านกันเจนใจแล้วโดยมากถ้า
ใครอยากจะอ่านอิกขอแนะนำให้อ่านในหนังสือเรื่องพงศาวดารเรารบพม่าเล่ม ๑ ซึ่งว่าด้วยรบเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะเรื่องราวแลคำอธิบายบริบูรณกว่าในหนังสืออื่นที่มีอยู่บัดนี้ จะกล่าวในที่นี้แต่โดยย่อพอให้รู้เรื่องราว คือ สมเด็จพระนเรศวรทรงพยายามฝึกหัดจัดทหาร
อยู่๑๕ ปี ในระหว่างนั้นคงทำดีต่อพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองมิให้มีเหตุระแวงสงสัย พอพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ มังไชยสิงห์
ราชโอรสผู้เปนพระมหาอุปราชาได้รับรัชทายาท ทรงพระนามว่าพระเจ้าหงษาวดีนันทบุเรง ผู้คนไม่นับถือยำเกรงเหมือนพระเจ้าหงษาวดี
บุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรได้โอกาศก็ประกาศเมืองไทยเปนอิศระภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ ขับไล่พวกพม่าที่มากำกับกลับไปหมด พระเจ้าหงษาวดีก็ให้กองทัพมาปราบปรามหลายครั้ง สมเด็จพระนเรศวรก็ตีแตกไปทุกที จนถึงพระเจ้าหงษาวดียกกองทัพใหญ่มาเอง ก็มาเสียทีสมเด็จพระนเรศวรต้องเลิกทัพกลับไป สมด็จพระนเรศวรเสด็จผ่านพิภพเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๓ ต่อมาพระเจ้าหงษาวดีให้พระมหาอุปราชายกกองทัพมาอิกก็มาสิ้นชีพเพราะชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวร แต่นั้น
๓๙
พระเจ้าหงษาวดีก็เข็ดขยาด สมเด็จพระนเรศวรได้ทีจึงยกออกไปตีเมืองหงษาวดีบ้าง ได้หัวเมืองมอญตลอดไปจนเมืองหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดีต้องอพยบหนีไปอาไศรยเมืองตองอู ผเลยไปสิ้นพระชนม์อยู่ที่นั้น วิธีทำสงครามของสมเด็จพระนเศวรที่ใช้กำลังคนน้อยต่อสู้คนมากได้ เพราะเอาพระองค์ออกน่านำพลเข้ารบประจันบานเอง ดังเช่นเมื่อครั้งทรงคาบพระแสงดาบนำพลเข้าปีนค่ายพระเจ้าหงษาวดี ครั้งนั้นถึงพระเจ้าหงษาวดีออกพระโอษฐว่า "พระนเรศวรทำสงครามกล้าหาญเกินนัก เหมือนเอาพิมเสนมาแลกเกลือ" ดังนี้ เพราะไม่เคยมี
ประเพณีที่นายทัพพม่าฤๅไทยจะออกนำพลด้วยตนเองมาแต่ก่อน ดูเปนวิธีที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประพฤติขึ้นในสมัยนั้นอิกประการ๑ สมเด็จพระนเรศวรไม่ยอมให้ข้าศึกมีโอกาศทำได้ก่อน ข้อนี้มีตัวอย่างดังเช่นครั้งพระเจ้าหงษาวดีให้พระยาพสิมกับพระเจ้าเชียงใหม่ยกมา๒ทาง ให้มาสมทบกันตีพระนครศรีอยุธยา พอพระยาพสิมยกลวงแดนไทยเข้ามาทางตวันตก สมเด็จพระนเรศวรก็ชิงไปตีเสียที่เมืองสุพรรณมิให้ทันพระเจ้าเชียงใหม่ลงมาถึง แล้วจึงยกไปตีกองทัพเมืองเชียงใหม่ที่ปากน้ำบางพุดซาทางข้างเหนือ ข้าศึกไม่สามารถจะรวมกำลังกันได้ก็
พ่ายแพ้ไปทั้ง ๒ ทาง แต่วิธีการสงครามของสมเด็จพระนเรศวรนั้น
ถ้าไม่ได้ท่วงทีก็ไม่ทำ ดังเช่นครั้งพระเจ้าหงษาวดียกกองทัพใหญ่
มาเอง สมเด็จพระนเรศวรเห็นข้าศึกมีกำลังมากยกมาพรักพร้อมกัน
ก็ไม่ออกรบ เปนแต่รักษาพระนครมั่นไว้ แต่งแต่กองโจรให้เที่ยวคอยตี
๔๐
ลำเลียงสเบียงอาหารมิให้ส่งมาถึงกองทัพข้าศึกได้สดวก จนเข้าศึก
ขัดสนสเบียงอาหารเกิดความไข้เจ็บไข้ขึ้นในกองทัพพอเห็นข้าศึกรวนเรก็ออกปล้นทัพกระหน่ำไปทุกวัน มิให้ข้าศึกรู้ตัวว่าจะปล้นทัพไหนทางไหนเมื่อใด ต้องระวังตัวไม่มีเวลาที่จะพักผ่อนนอนใจได้ ไม่ช้าพระเจ้าหงษาวดีก็ต้องเลิกทัพกลับไป กระบวนศึกของสมเด็จพระนเรศวรนับ
ว่าเปนวิธีใหม่มีขึ้นในยุทธวิธีไทย ได้เปนแบบแผนใช้สืบมาจนครั้งกรุงธนบุรี แลในชั้นกรุงรัตนโกสินทร เมื่อพระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลก กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทรบพม่าหลายคราว แต่ส่วนวิธีการกะเกณฑ์ผู้แลวิธีจัดหมวดกองกรมทหารครั้งสมเด็จพระนเรศวร จะแก้ไขแบบเดิมประการใดหาปรากฎไม่ ปรากฎแต่ลักษณปกครองหัวเมือง เลิกมณฑลฝ่ายเหนือแลเมืองพระยา
มหานคร จัดหัวเมืองเปนเมืองขึ้นกรุง ฯ ทั้งนั้น กำหนดเมืองเปน
ชั้นเมืองเอกเมืองโทเมืองตรี แลเมืองชั้นใน (เรียกกันว่าเมืองจัตวา ) เมืองชั้นเอกโทตรีมีเมืองน้อยขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง การปกครองรวม
เปนส่วนเฉภาะเมือง (คล้ายมณฑลทุกวันนี้ ) เมืองชั้นในเจ้าน่าที่
ต่าง ๆ ปกครองจากราชธานีเหมือนอย่างเดิม
๗)ว่าด้วยเรื่องพงศาวดารตอนตั้งกองทหารชาวต่างประเทศ
เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงทำสงครามกู้อิศรภาพแลมีชัยชนะพระ
เจ้าหงษาดีครั้งนั้น พระเกียรติยศเลื่องลือแพร่หลายไปในนานาประเทศเปนเหตุให้ต่างชาติต่างภาษาพากันนิยมไทย ที่หนีความ
๔๑
เดือดร้อนมาพึ่งพระบารมี เช่นพวกมอญพวกจามแลพวกมลายูเปนต้นก็มีที่เข้ามาค้าขายเช่นพวกแขกชาวอินเดีย แขกชาวเอเชียแลฝรั่ง
ชาวฮอลันดาเปนต้นก็มี มีความปรากฎในจดหมายเหตุจีนว่าในสมัยนั้นประเทศจีนเกิดเปนอริกับยี่ปุ่น แลว่าสมเด็จพระนเรศวรรับจะให้กองทัพไทยไปช่วยจีนตีเมืองยี่ปุ่น แต่จะไม่ได้ไปเพราะเหตุไรหากล่าวต่อไป
ไม่ แต่ไปปรากฎในจดหมายเหตุทางเมืองยี่ปุ่นว่า ยี่ปุ่นได้มาเปน
ไมตรีกับไทยในครั้งนั้น แลมีพวกยี่ปุ่นมาค้าขายถึงเมืองไทยแต่ครั้งนั้นเปนต้นมา สมเด็จพระนเรศวเสวยราชย์อยู่ ๑๕ ปี เสด็จสวรรคต
เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๘ สมเด็จพระเอกาทศรถราชอนุชาได้รับรัชทายาท
ก็มีพระเกียรติยศเปนที่ยำเกรงของนานาประเทศต่อมา ด้วยพระองค์ได้ทรงทำสงครามเปนคู่พระราชหฤทัย ของสมเด็จพระเชษฐาธิราชปรากฎพระเกียรติยศมาด้วยกันแต่เมื่อถึงแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถผลร้ายอันเกิดแต่การสงครามจับปรากคือที่กำลังบ้านเมืองร่อยหรอลง เพราะธรรมดาทำสงครามถึงจะมีชัยชนะผู้คนพลทหารย่อมล้มตายมิมากก็น้อยทุกคราวไป ถ้าการสงครามทำติดต่อช้านานผู้คนก็ยิ่งเปลืองไปทุกทีเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถจำนวนทหารไทยน้อยลงด้วยเหตุนั้น จึงยอมรับพวกชาวต่างประเทศที่เข้ามาตั้งภูมิลำเนาพึ่งพระบาระมีอยู่ในพระนคร บรรดามีใจสมัคให้เข้าเปนทหาร เรียกว่าทหารอาสาคือกรม อาสายี่ปุ่นเปนต้น กรมทหารอาสาจาม แลพวกเชื้อสายฝรั่งโปรตุเกศ
๔๒ ที่จัดเปนกรมทหารแม่นปืน ก็เห็นจะมีขึ้นในสมัยนี้ แลบางทีจะมีกรมอาสาพวกชาติอื่นอิก มีจดหมายเหตุของพวกฮอลันดาปรากฎว่าเจ้า ออเรนชซึ่งครองประเทศฮอแลนด์ได้ส่งปืนใหญ่มาถวายสมเด็จพระเอกาทศรถชุดหนึ่ง อยู่มามีการทัพได้ โปรดให้พวกฮอลันดาเข้ากองทัพไปสำหรับประจำปืนราชบรรณการเข้าใจว่ากองทหารอาสาซึ่งเปนชาวต่างประเทศเกิดมีขึ้นเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถเปนทีแรก เพราะ ฉนั้นวิธีการทหารอย่างแขกฝรั่งแลยี่ปุ่นก็คงมีแซกแซงเข้ามาบ้างในสมัยนั้น มีการแปลกปรากฎในตอนนี้อย่างหนึ่งที่ไทยทำปืนได้เอง จะ เปนปืนใหญ่ฤๅปืนเล็กข้อนี้สงสัยอยู่ แต่ได้ส่งเปนของบรรณาการตอบแทนไปยังเมืองยี่ปุ่น มีสำเนาหนังสือโชคุณผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ยี่ปุ่นตอบสรรเสริญปืนไทย แลว่าจะใคร่ได้รับพระราชทานเพิ่มเติม อิกดังนี้นับว่าเกียรติยศการทหารไทยที่เกิดขึ้นในครั้งสมเด็จพระนเรศวรยังมีต่อมาตลอดรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ จนสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๓ แต่นั้นก็จับเกิดเหตุร้ายในเมืองไทย เพราะแย่งชิงราชสมบัติติดต่อกันมาหลายครั้ง ตั้งแต่แผ่นดินเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคยราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ จนสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ พวกข้างแพ้ถูกฆ่าฟันก็หมดสิ้นนายทหารไทยเปลืองไปทุกที แม้พวกไพร่พลฝ่ายไหนแพ้ก็ถูกลดศักดิ์ให้เลวลง เปนเหตุให้ผู้คนเกิดระอา น่าที่ทหาร การทหารจึงต้องอาไศรยพวกทหารอาสาชาวต่างประเทศ ยิ่งขึ้นทุกที เมื่อถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ ได้ทำสงครามชนะ
๔๓
พม่าก็จริง แต่แม่ทัพนายกองที่เปนคนสำคัญ เปนชาวต่างชาติเข้า
เจือปนเปนอันมาก ในที่สุดถึงหาคนอังกฤษแลฝรั่งเศสมาใช้เปนทหารการเปนประโยชน์อยู่เพียงในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ด้วยพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในรัฏฐาภิปาลโนบายครั้นสิ้นรัชกาลเมื่อพ.ศ. ๒๒๓๑ ก็เกิดวุ่น จวนจะเสียแก่ฝรั่งต่างประเทศ หากว่าไทยรวมกันเข้า
เปนกำลังของพระเพทราชา จึงสามารถขับไล่ทหารฝรั่งไปจากบ้านเมืองได้.
๘) ว่าด้วยเรื่องพงศาวตอนกรุงศรีอยุธยาถึงความเสื่อม
ตามเรื่องพงศาวดาร การที่พระเพทราชาคิดกำจัดทหารฝรั่ง
ซึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเมื่อสมเด็จพระนารายน์สวรรคตนั้น เดิมคิด
จะถวายราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าอภัยทศราชอนุชา เพราะสมเด็จพระนารายน์ไม่มีพระราชโอรส ถ้าเปนไปได้ดังพระเพทราชาประสงค์แต่เดิม การ
ต่อมาก็เห็นจะไม่วุ่นวายใหญ่หลวง แต่หลวงสรศักดิ์บุตรพระเพทราชามักใหญ่ใฝ่สูง จะใคร่ได้ราชสมบัติแก่ตนในภายหลัง จึงให้ลอบ
ปลงพระชนม์พระราชอนุชาสมเด็จพระนารายน์ เสียทั้ง๒พระองค์๑ให้หมดรัชทายาทที่จะสืบพระราชวงศ์มาเด็จพระนารายน์ฝืนใจให้พระเพทราชาต้องตั้งตัวเปนพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นพระเพทราชาขึ้นครองราชสมบัติคนทั้งหลายโดยมากก็ลงเนื้อเห็นว่าพระเพทราชาคิดขบถ การที่ทำมา
๑ ที่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร กล่าวว่าเจ้าฟ้าอภัยทศ เปนพระราชโอรสสมเด็จพระนารายน์นั้นผิดตามจดหมายเหตุทุกฉบับในครั้งนั้นว่าเปนราชอนุชา แลมี พระราชอนุชาอิกพระองค์๑รวมเปน ๒ พระองค์ด้วยกัน
๔๔
หาได้คิดจะกำจัดแต่ศัตรูบ้านเมืองโดยสุจริตไม่ ผู้ที่ได้เข้าเปนพวก
พากันเอาใจออกหากเสียเปนอันมาก ที่เปนเจ้าเมืองมีกำลังเช่นเมืองนครราชสิมาแลเมืองนครศรีธรรมราชก็ตั้งแขงเมือง ไม่ยอมเข้ามา
ถือน้ำกระทำสัตย์ต่อพระเพทราชาเกิดกระด้างกระเดื่องทั่วไปในครั้งนั้นตลอดจนถึงราษฎรพลเมือง มีเรื่องปรากฎเปนตัวอย่างอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่ามหาดเล็กของเจ้าฟ้าทศที่ถูกปลงพระชนม์
คน ๑ ชื่อว่าธรรมเฐียร ออกไปยังเมืองนครนายก ไปหลอกลวงพวกชาวเมืองว่าตัวเปนเจ้าฟ้าอภัยทศหนีรอดออกไปได้ ก็มีพวกชาวเมืองเชื่อถือพากันมาเข้าด้วย อ้ายธรรมเฐียรจึงเข้ามาตั้งซ่องสุมรี้พลที่
เมืองสระบุรี ผู้คนที่ไม่รู้ความจริงก็พากันอ้ายธรรมเฐียรเปน
อันมาก ด้วยความซื่อตรงต่อพระราชวงศ์ จนรวมคนได้เปนกองทัพ
ยกเข้ามาตั้งติดพระนครศรีอยุธยา แต่มาพ่ายแพ้ในเวลารบพุ่ง ในครั้งนั้นพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ไม่รู้ว่าศัตรูจะมีอยู่ที่ไหนบ้าง สงสัยใครก็ฆ่าเสีย แม้จนหลานชายซึ่งยกขึ้นเปนกรมพระราชวังหลัง แลเจ้าพระยาสุรสงครามซึ่งเปนคู่คิดกันมาแต่ก่อนก็ถูกกำจัด พระเพทราชาต้องปราบปรามเสี้ยนศัตรูอยู่หลายปีจึงราบคาบผลของการครั้งนั้นตลอดไปจนถึงต้องแก้ไขประเพณีการปกครองบ้านเมือง โดยไม่
วางใจในข้าราชการเหมือนอย่างแต่ก่อน ยกเปนตัวอย่างดังเช่นการ
ปกครองหัวเมือง แต่ก่อนมาราชการกระทรวงไหนกระทรวงนั้น
ว่ากล่าวออกไปหัวเมือง เปลี่ยนเปนแบ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ขึ้น
๔๕
มหาดไทย หัวเมืองปักษ์ใต้ให้ขึ้นกลาโหม ให้เจ้าน่าที่มีอำนาจ
พอไล่เลี่ยกัน ระเบียบราชการในกรุง ฯ หลวงสรศักดิ์ซึ่งได้เปน
กรมพระราชวังบวร ฯ มหาอุปราช ก็ตั้งทำเนียบขุนนางวังน่าเพิ่มเติมขึ้นเพื่อเปนกำลังรักษาพระองค์แยกออกไปอิกฝ่าย๑ว่าโดยย่อแบบแผนวิธีราชการก่อนนั้นมา ตั้งขึ้นด้วยความมุ่งหมายต่อสู้ศัตรูภายนอก เปลี่ยนแปลงมาเปนความมุ่งหมายต่อสู้ศัตรูภายในก็เปนธรรมดาที่จะมีผลไปข้างความเสื่อมทราม แลผลนั้นก็แลเห็นในไม่ช้า พอสิ้นรัชกาลพระเจ้าท้ายสระเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๕ เจ้าฟ้าพรพระมหาอุปราชราชอนุชากับเจ้าฟ้าอภัยเข้าฟ้าปรเมศวร์ราชโอรสแย่งราชสมบัติกัน พวกวังน่ากับพวกวังหลวงเกิดรบกันขึ้นกลางเมือง ฆ่าฟันกันเปนเบือ พระมหาอุปราชมีไชยชนะ พวกวังหลวงถูกกำจัดพินาศไปในคราวนั้นอิก กำลังบ้านเมืองก็อ่อนแอลงอิกชั้น ๑ ข้อนี้มีความปรากฏในเรื่องพงศาวดารแลจดหมายเหตุครั้งแผ่นดินเจ้าฟ้าพร ซึ่งเสวยราชย์ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา (ที่ ๒) แต่เรียกกันเปนสามัญในชั้นหลังว่า
พระเจ้าบรมโกษฐ์ ให้แลเห็นเปนอุทาหรณ์หลายเรื่อง เช่นครั้งหนึ่ง เสด็จไปประพาศเมืองลพบุรีทางในกรุง ฯ พวกจีนรวมกันสัก ๓๐๐ คน บังอาจถึงเข้าปล้นพระราชวังหลวง อิกครั้งหนึ่งจะทำพระเมรุกลางเมืองกระบวรแห่ขาดจำนวนไปเพียง ๖๐ คน ถึงเสนาบดีนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอเรียนพระราชปฏิบัติ ต้องโปรด ฯ ให้ชักคนที่อยู่ประจำน่าที่เอาไปเปนเกณฑ์แห่ดังนี้ การทหารในสมัยนั้นเห็นจะเสื่อมทรามลง
๔๖
กว่าแต่ก่อนเปนอันมาก ประเพณีการทหารบางอย่างอันเปนปรปักษ์
แก่ยุทธวินัย ดังเช่นยอมให้ไพร่พลเสียเงินจ้างคนเข้าเวรรับราชการ
แทนตัวได้นั้นเปนต้น ก็เห็นจะมีขึ้นในสมัยนี้ โดยจะมีเหตุอันใดอันหนึ่ง เกิดขึ้น ดังเช่นมูลนายไม่สามารถจะติดตามเอาตัวคนมารับราชการ
ได้เต็มจำนวน จึงเห็นประโยชน์ในการที่จะผ่อนผันเอาใจไพร่แล้วก็เลยเปนธรรมเนียมต่อมา เพราะในระยะเวลา ๗๐ ปี ตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระเพทราชามาจนสิ้นรัชกาลพระเจ้าบรมโกษฐ์ต่างประเทศที่ใกล้เคียงกับเมืองไทยพากันซุดโทรมด้วยเรื่องรบพุ่งกันบ้างเกิดจลาจลภายในบ้าง ทั้งพม่ามอญลาวเขมร เมืองไทยปราศจากเหตุที่จะต้องกริ่งเกรงศัตรูต่างประเทศ ยิ่งมาถึงเมื่อแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษฐ์ มีแต่ต่างประเทศมาอ่อนน้อมฤๅมาขอเปนไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ภายในก็สิ้นเสี้ยนศัตรูราบคาบทั่วพระราชอาณาเขตร จึงยกย่องกันมาแต่ก่อนว่า เมื่อแผ่นดินพระเจ้าบรมโกษฐ์นั้นบ้านเมืองรุ่งเรือง มักอ้างกันในสมัยเมื่อแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทรว่าเปน "ครั้งบ้านเมืองดี " ดังนี้ เพราะต่อมาถึง
แผ่นดินพระเจ้าเอกทัศพระที่นั่งสุริยามรินทร์ครองกรุงศรีอยุธยา การ
ทั้งปวงเลวทรามหนักลงไป เมื่อมีศึกพม่าเข้ามาการที่ต่อสู้เลวทราม เช่นหลงเชื่อวิทยาคุณเปนใหญ่ยิ่งกว่ายุทธวิธี จึงเสียกรุงศรีอยุธยา
แก่พม่าข้าศึก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๐ ด้วยประการฉนี้ เล่าเรื่องพงศาวดารที่เกี่ยวแลการเกณฑ์ทหารมาพอให้แลเห็นเหตุการณ์
๔๗ ว่าด้วยลักษณเกณฑ์ทหารอย่างโบราณ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ข้างต้นหนังสือนี้ ว่าไม่มีหนังสือเก่าเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่จะได้แสดงวิธีเกณฑ์ทหารไทยอย่างโบราณไว้ชัดเจน การที่เรียบเรียงหนังสือเรื่องนี้ ข้าพเจ้าตรวจเห็นเค้าเงื่อนอันมีอยู่ในหนังสือต่าง ๆ คือ พงศาวดาร กฏหมาย แลทำเนียบเก่าเปนต้น คิดเรียบ เรียงขึ้นตามอัตโนมัติ เพราะฉนั้นอาจจะวิปลาศพลาดพลั้งได้ ขอบอกซ้ำสำหรับที่จะอธิบายวิธีเกณฑ์ทหารต่อไปนี้อิกครั้ง๑ อิกประการ ๑ วิธีการทหารไทยได้จัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตามเหตุการณ์หลายครั้งหลายคราว การอย่างใดจะได้จัดในคราวไหนเพียงใด ทราบแน่ไป กว่าในเรื่องพงศาวดารที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นไม่ได้ จำต้องรวมแสดงแต่พอแลเห็นรูปลักษณการดังจะกล่าวต่อไปนี้ ๑) ว่าด้วยบุคคลที่ต้องเปนทหาร การเกณฑ์ทหารแต่โบราณกำหนดบุคคลเปน ๔ พวก คือ ไทยพวก ๑ นักบวชพวก ๑ คนต่างชาติพวก ๑ ทาษพวก ๑ บรรดาชายไทยไม่ว่ายศศักดิ์ฤๅสกุลอย่างใดต้องเปนทหารทั้งนั้น เชื้อสายคนชาติอื่นอันเกิดในประเทศนี้นับว่าเปนไทย แต่คนชาติไทย ที่ตกเปนทาษไม่นับว่าเปนไทยในวิธีเกณฑ์ทหาร นักบวชนั้น ไม่ว่าบวชในพระพุทธสาสนาฤๅไสยสาตร ยกเว้นไม่เกณฑ์เปนทหาร ความข้อนี้มีเรื่องกล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดาร
๔๘ ว่า เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ให้สึก พระภิกษุสามเณรออกมารับราชการ (ทหาร) แต่มีจดหมายเหตุของฝรั่งแต่งไว้ในครั้งนั้นว่า มีคนหลีกเลี่ยงราชการทหารออกบวชเปน พระภิกษุสามเณรมากนัก สมเด็จพระนารายน์โปรดให้หลวงสรศักดิ์เปนแม่กองพิจารณาเลือกสึกเสียเปนอันมากดังนี้ น่าจะจริงอย่างฝรั่งว่า เพราะวิชเยนทร์เปนคฤศตัง สมเด็จพระนารายน์เห็นจะไม่โปรดให้มีอำนาจเหนือพระภิกษุสามเณรในพระพุทธสาสนา คนต่างประเทศแต่โบราณกำหนดเปน ๓จำพวกคือ(๑) จำพวกที่ไปมาค้าขายชั่วคราว เปนแต่เรียกใช้ฤๅเรียกเงินแทนแรงเปนครั้งเปนคราวไม่เกณฑ์เปนทหาร (๒) จำพวกที่มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ประจำในพระนครถ้าใครสมัคก็ยอมรับเปนทหารอาสา (๓) จำพวกลูกหลานเชื้อสายของชาวต่างประเทศอันเกิดในเมืองไทย (เช่นพวกเชื้อสายโปร์ตุเกศ ที่อยู่กฎีจีน) เกณฑ์เหมือนกับไทย คนที่เปนทาษเปนเชลยนั้น จะเปนไทยฤๅเปนคนชาติอื่นก็ตาม ถือว่าเปนคนชั้นเลวคล้ายกับปสุสัตวสำหรับแต่จะเปนบ่าวไพร่จึงเปนแต่เกณฑ์ใช้แรง ไม่ให้มีศักดิ์เปนทหาร (๒) กำหนดเวลารับราชการ การเกณฑ์ทหารนับว่าคนอายุ ๑๘ ปีถึงกำหนดจะต้องเปนทหารต้องรับราชการอยู่จนอายุ ๖๐ ปี จึงปลดปล่อย แต่ถ้ามีลูกชายเข้ารับราชการ๓ คน ก่อนพ่ออายุ ๖๐ ปี ก็ปลดปล่อยดุจกัน กำหนดเช่นกล่าวนี้
๔๙
อนุโลมถึงบุคคลจำพวกซึ่งมีน่าที่รับราชการอย่างอื่น เช่นเสียเงินแทนแรงเปนต้น อันมิต้องเปนทหารด้วย
การที่เข้าทะเบียนเกณฑ์นั้น เมื่ออายุยังอยู่ในระหว่าง๑๘ปี ไปหา ๒๐ ปี เรียกว่าไพร่สม ให้มูลนายฝึกหัดไปก่อนยังมิต้องรับราชการ เมื่ออายุพ้น ๒๐ ปีแล้วจึงยกขึ้นเปนตัวทหาร เรียกว่าไพร่หลวง
ไพร่หลวงมีน่าที่ต้องมาอยู่ประจำราชการปีละ๖เดือนเปนนิจกำหนด
นี้ภายหลังลดลงมาเปนปีละ๔เดือน(มาถึงกรุงรัตนโกสินทรลงลดคงแต่ปีละ ๓ เดือน)
เมื่อเกิดวิธียอมให้ไพร่เสียเงินจ้างคนรับราชการแทนตัวได้ในเวลา
ปรกติไพร่หลวงต้องเสียค่าจ้างเดือนละ๖ บาท ทาษเพียงปีละ ๖ สลึง (คือบาท ๑ กับ ๕๐ สตางค์) เงินค่าจ้างคนแทนเช่นนี้ ชั้นแรกเห็นจะให้มูลนายจัดจ้างคนแทนจริง ๆ แต่ชั้นหลังมารัฐบาลยอมรับเงินนั้น
ในเวลาบ้านเมืองเปนปรกติ จึงเลยเรียกว่าค่าราชการ มีเงินอิกประเภท ๑ เรียกว่าส่วย เกิดแต่รัฐบาลยอมให้ไพร่พลอันอยู่ห่างไกล แต่อยู่ในที่เกิดสิ่งของซึ่งต้องการใช้ในราชการ ยกตัวอย่างเช่นดิน
ประสิวอันต้องการใช้ทำดินปืนเปนต้น จึงยอมใหไพร่พลซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามหมู่เขาหาดินประสิวตามถ้ำมาส่งเปนส่วยแทนตัวมารับราชการได้ มีส่วยต่าง ๆ ซึ่งตั้งขึ้นในครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานีมากมายหลายอย่าง ครั้นนานมาก็ยอมให้ส่งเปนเงินแทนดินประสิวได้อย่างเดียวกับ
๗
๕๐
ค่าราชการ แต่อัตราต่ำกว่า อยู่ราวปีละ ๖ บาท แต่การที่ยอมให้เสียค่าราชการแลส่วยแทนรับราชการดังกล่าวมานี้ ยอมเฉภาะแต่เวลาที่บ้านเมืองเปนปรกติ ถ้ามีการทัพศึกก็เกณฑ์เรียกตัวมารับราชการ
๓) การควบคุมรี้พล
ลักษณการควบคุมทหารไทยแต่โบราณ กำหนดเอาครัวเรือนเปนชั้นต่ำเบื้องต้นของการควบคุม เปนประเพณีมีมาเก่าแก่แต่ดั้งเดิม คู่กับข้อที่เกณฑ์ไทยทุกคนให้ต้องเปนทหาร เพราะฉนั้นจึงถือเปน
หลักว่าบิดาสังกัดอยู่กรมไหนบุตรหลานต้องอยู่กรมนั้นตามกันการควบคุมต่อขึ้นมาอิกชั้นหนึ่งเรียกว่ากองคือหลายครัวเรือนรวมกัน หลายกองรวมกันกำหนดว่าเปนกรม บรรดากรมนั้นมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน
โดยพระราชบัญญัติ เช่นเรียกว่ากรมตำรวจ แลกรมฝีพายเปนต้น เพราะกรมเปนหลักของการทำทเบียนหมายหมู่ผู้คน กรมจึงต้องมีแต่เฉภาะที่ลงชื่อไว้ในทำเนียบ ถ้าแลมิได้มิพระราชบัญญัติจะรวบรวม
คนตั้งกรมขึ้นใหม่ไม่ได้ ความข้อนี้ยังมีอุทาหรณ์เห็นได้ในการตั้ง
กรมเจ้านาย ที่แท้นั้นคือประกาศพระราชบัญญัติให้ตั้งกรมทหารขึ้นใหม่ เรียกนามว่า "กรมโยธาทิพ" ฤๅ "กรมเทพามาตย์" เปน
ต้น แลโปรดให้ขึ้นอยู่ในเจ้านายพระองค์นั้น ๆ นามกรมเปนแต่นามสำหรับเรียกกรมทหาร อย่างเดียวกับเช่นเรียกว่ากรทหมารราบที่ ๔
ที่ ๕ ทุกวันนี้ มิใช่พระนามของเจ้านาย เพราะฉนั้นแต่โบราณเมื่อขานพระนามเจ้านายต่างกรม จึงใช้คำ "เจ้า" นำน่านามกรม เช่น
๕๑
ว่า "เจ้ากรมหมื่นสุรินทรรักษ" ดังนี้เปนต้น หมายความว่าเปนเจ้า
ของทหารกรมสุรินทรรักษนั้น.
บรรดากรมทั้งปวงกรม ๑ มีเจ้ากรมเปนผู้บังคับการคน ๑ ปลัดกรมเปนผู้ช่วยคน ๑ แลสมุห์บาญชีเปนผู้ทำบาญชีพลคน ๑ แลมี
นายกองรองลงมา (เรียกว่าขุนหมื่น) สำหรับดูแลควบคุมไพร่พล
ในกรมนั้นมากบ้างน้อยบ้าง พวกขุนหมื่นมักอยู่ตามท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของไพรพล เพราะวิธีการควบคุมคนแต่โบราณไม่ได้ใช้กำหนดท้องที่เปนหลัก จึงไม่อาไศรยกำนันผู้ใหญ่บ้านพนักงานปกครองท้องที่ถึงไพร่พลจะไปอยู่ที่ไหน ๆ ก็ต้องอยู่ในปกครองนายกองของตน นายกองเปนผู้เรียกหาไพร่พลในเวล ต้องการตัวเข้ามารับราชการ การ
ควบคุมคนในกรม เจ้ากรมเปนผู้รับผิดชอบทั้งที่จะต้องควบคุมผู้คนที่ลงทเบียนแล้ว แลที่จะต้องสืบสาวเอาลูกหมู่คนในกรม แลเกลี้ย
กล่อมหาคนที่หลบเลี่ยงลอยตัวอยู่มาขึ้นทเบียนเพิ่มเติม อย่าให้จำนวนคนในกรมของตนลดน้อยถอยลงได้ แต่จำนวนที่จะกำหนดเปนอัตรา
ว่า กรม ๑ แลกอง ๑ จะต้องมีคนมากน้อยเท่าใดนั้นหาปรากฏไม่ กรมทหารแต่โบราณนั้นดูเหมือนจะกำหนดเปน ๔ ชั้น คือกรมพระ เช่นกรมตำรวจในซ้ายขวา เจ้ากรมเปนพระมหาเทพพระมหามนตรีนี้ เปนต้น เปนกรมชั้นที่ ๑ กรมหลวง เช่นกรมตำรวจนอกขวาซ้าย เจ้ากรมเปนหลวงราชนรินทร หลวงอินทรเดชะนี้เปนต้น เปนกรมชั้นที่ ๒ กรมขุนเช่นกรมทนายเลือกขวาซ้าย เจ้ากรมเปนขุนภักดีอาสา ขุน
๕๒
โยธาภักดีนี้เปนต้น เปนกรมชั้นที่ ๓ กรมหมื่น เช่นกรมแตรขวาซ้าย เจ้ากรมเปนหมื่นเสน่ห์ราชา หมื่นจินดาราชนี้เปนต้น เปนกรม
ชั้นที่ ๔ ลักษณที่จัดกรมชื่อเดียวกันเปนกรมขวาแลกรมซ้าย ดูเปนทำนองเดียวกับจัดกรม ๑ เปน ๒ กองพัน เพราะฉนั้นที่เปนกรมชั้นสูง เช่นกรมคชบาลแลกรมตำรวจเปนต้น จึงมีตำแหน่งจางวางเปนนายพล บังคับรวมกันอิกชั้น ๑แต่กรมชั้นต่ำนั้นไม่มีตำแหน่งจางวางในทำเนียบเห็นจะเปนเพราะจำนวนพลน้อย ฤๅแต่เดิมมีแล้วเลิกเสียเพราะเหตุนั้นก็เปนได้.
ในเวลามีการทัพศึกลักษณกะเกณฑ์รี้พลเกณฑ์เรียกเปนกรม ๆ
เกณฑ์ไปหมดทั้งกรมฤๅแบ่งเกณฑ์ แต่ส่วนหนึ่งตามควรแก่เหตุการณ์
ไปจัดเข้าเปนกองทัพอิกชั้น ๑ระเบียบการควบคุมทหารอย่างโบราณเข้าใจว่าเปนอย่างกล่าวมานี้.
๔) ลักษณจัดประเภททหาร
ทหารไทยแต่โบราณมีแต่ทหารบก ทหารเรือหามีไม่ เรือรบที่สร้างขึ้นอย่างเรือพาย ก็ใช้ทหารบกเปนทั้งพลพายแลพลรบด้วยในตัว ถ้ายกกองทัพไปทางทเลใหญ่ก็เอาทหารบกบรรทุกเรือไปรบพุ่งพวกเดินเรือเปนพลเรือนไม่นับในทหาร ประเพณีในยุโรป แม้ประเทศอังกฤษ แต่เดิมทีเดียวก็มีแต่ทหารบกทำนองเดียวกัน ทหารเรือเปนของเกิดขึ้นต่อชั้นหลัง
๕๓ ทหารบกตามตำราพราหมณ์ กำหนดเปน ๔ เหล่า คือพลช้าง เหล่า ๑ พลม้าเหล่า ๑ พลรถเหล่า ๑ พลราบเหล่า ๑ เรียบรวมกันว่าจตุรงค์เสนา ทหารไทยแต่โบราณก็จัดประเภทต่างกันเปน ๔ เหล่า คือ ทหารช้างเหล่า ๑ ทหารม้าเหล่า ๑ ทหารราบเหล่า ๑ ทหารช่างเหล่า ๑ ไม่มีทหารรถ เห็นจะเปนเพราะมิใคร่มีที่ใช้ในการรบ แลทหารปืนใหญ่นั้นรวมอยู่ในทหารราบ หาได้แยกออกเปนเหล่าหนึ่งต่างหากไม่ กรมทหารทั้งปวงแบ่งสังกัดเปนฝ่ายทหารพวก๑เปนฝ่ายพลเรือน พวก ๑ กรมพวกฝ่ายทหารขึ้นอยู่ในกลาโหม รับราชการทหารซึ่งมีประจำอยู่เปนนิจ กรมพวกฝ่ายพลเรือนขึ้นอยู่ในมหาดไทย รับราชการต่าง ๆ อันเปนการพลเรือนซึ่งมีประจำอยู่เปนนิจ ถ้าเวลามีการศึกสงครามก็สมทบกันทั้งกรมฝ่ายทหารแลฝ่ายพลเรือน อนึ่งกรมทหารทั้งปวงนั้นจัดเปนทหารสำหรับรักษาพระองค์พวก ๑ คือ กรมช้างต้น กรมม้าต้น กรมตำรวจ แลกรมช่างทหารใน เปนต้น อิกพวก ๑ เปนทหารสำหรับราชการสามัญ เช่นกรมคชบาล กรม อัศวราช กรมอาสาหกเหล่า แลกรมช่างสิบหมู่ เปนต้น. พนักงานบัญชาการทหารทั้งปวง(ทำนองน่าที่เสนาธิการในบัดนี้) นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเปนประธาน รองลงมาก็อรรคมหาเสนาบดีที่สมุหนายก กับอรรคมหาเสนาบดีที่สมุหกลาโหม ในกรมมหาด ไทยแลกลาโหม มีเจ้าพนักงานสำหรับการต่าง ๆ ในกระบวรทัพเปน
๕๔
หลายแพนก คือ แพนกพล มีทั้ง ๒ กรม แพนกช่าง แพนกม้า แพนกทาง ๓ แพนกนี้อยู่ในมหาดไทย แพนกเรือ แพนกตำหนัก (ที่สำนัก) แพนกเครื่องสรรพยุทธ ๓ แพนกนี้อยู่ในกลาโหม กรมพระสุรัสวดีเปนพนักงานทำทเบียนบาญชีพลทั้งในกรุงแลหัวเมือง ส่วนหัวเมืองนั้น เจ้าเมืองมักเปนนายทหารทั้งนั้น แต่มทหารเมืองชั้นในรวมการปกครองอยู่ในกองทัพราชธานี ส่วนหัวเมืองเอก โท ตรี จัดกระบวรพลเปนกองทัพเฉภาะเมืองนั้น ๆ เจ้าเมืองเปนนายพลผู้บัญชาการกองทัพเมืองนั้น ๆ ด้วย ระเบียบกระบวรทัพในราชธานีกำหนดเปน ๓ ทัพ คือพระมหาอุปราชเปนทัพน่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเปนทัพหลวง กรมพระราชวังหลังเปนทัพหลัง กองทัพหัวเมือง เอก โท ตรี เปนกองอิศระ แล้วแต่ในราชธานีจะสั่งให้ยกไปแต่โดยลำพัง ฤๅให้มาสมทบกองทัพราชธานี ลักษณการทหารแต่โบราณปรากฏเค้าเงื่อนว่า จัดโดยแบบแผนดังได้แสดงมา เรียบเรียงเรื่องตำนานการเกณฑ์ทหารไทยแต่โบราณยุติความเพียงนี้.
๕๕
ตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔
กรมทหารบกราบที่ ๔ ปรากฎตามตำแหน่งแลนามกรมที่มีมาโดย ลำดับ นับว่าเปนกรมที่สืบเนื่องเชื้อสายมาแต่โบราณกาล อุบัติ เดิมก็คือกรมทหารที่ได้แต่งตั้งขึ้นตามระเบียบแบบยุทธวิธีอย่างยุโรปเปนเริ่มแรกแต่ครั้งกรุงทวาราวดีศรีอยุธยาโบราณ ตามพระราชพงษาวดารก็ดี ในธรรมเนียบศักดินาทหารเดิมครั้งกรุงเก่าก็ดี ปรากฎมีนามกรม นี้อยู่ว่า "กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่ง" ซึ่งพระพิพิธเดชะเปนเจ้ากรมนั้น กรมนี้ย่อมมีอยู่แล้วหลายชั่วรัชกาล ในกรุงเก่าแต่เมื่อสมัยแรกมีชาว โปรตุเกตเข้ามาเปนครูทหารเปนเดิมมา แลไม่ต้องมีความสงไสยว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชเจ้า กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนี้จะไม่ได้มีอยู่แลไม่รุ่งเรืองยิ่ง เหตุว่าในรัชกาลนั้นมีนายทหารฝรั่งเศส ได้เข้ามาเปนครูทหารอยู่เปนอันมาก เมื่อพ้นสมัยวิไชเยนทร์แล้ว ต่อมาในรัชกาลกรุงเก่าชั้นหลังๆ ความเปนไปของกรมนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงเสื่อมทรามไปตามสมัย ถึงอย่างไร ๆ ก็ดีนามกรมนี้ยังคงปรากฎแล มีนามอยู่ตามเดิม เมื่อยังคงมีนามอยู่เช่นนั้น ก็ต้องเข้าใจว่ายังเปนกรมทหารกรมหนึ่ง ซึ่งมีระเบียบยุทธวิธีอย่างยุโรปสืบเชื้อสายกรมเดิมที่เปนมาแล้วแต่กาลก่อน แม้จะลดหย่อนด้วยระเบียบแบบแผนเดิมไปประการใดก็ดี นามกรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนี้ยังคงมีอยู่จนตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยาโบราณ แต่เปนธรรมดาอยู่เองเมื่อกรุงเก่าถึงซึ่งพินาศ
๕๖ ลง กรมทหารนี้ก็คงต้องเสื่อมสูญระงับไปชั่วคราว ครั้นถึงสมัยตั้ง กรุงธนบุรีแล้ว กรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนี้ก็ได้ตั้งขึ้นอิก เมื่อนาม เช่นนี้ยังคงเดิมอยู่ ก็ต้องเปนกรมทหารที่ได้มีระเบียบยุทธวิธีอย่างยุโรป เช่นเคยมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่ย่อมต่างรูปต่างวิธีตามที่จะหาครูบาอาจารย์ได้ในสมัยนั้น อย่างไร ๆ ก็ดีกรมทหารอย่างยุโรปคงมีอยู่ ในรัชกาลกรุงธนบุรีนั้นแล้วเปนแน่ เช่นปรากฎชัดว่ามีฝรั่งรับราชการ ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์แลในการเกณฑ์ทัพหรือแห่แหนในสมัยนั้นกล่าวว่า "ให้เกณฑ์ทหารใส่เสื้อเกราะแลหมวกถือปืน" ดังนี้เปนต้น ทหารเช่น นี้ตามซึ่งเข้าใจว่าเปนกรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนั้น ได้มีติดต่อตลอดมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่ระเบียบความเปนไปย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาล เหตุว่าในรัชกาลกรุงธนบุรีก็ดี ในรัชกาลกรุงรัตนโกสินทร์ ชั้นก่อน ๆ ก็ดี เปนสมัยเกี่ยวพันธ์กระชั้นชิดอยู่ในการสงคราม ย่อมเปนการยากที่จะหาเวลาแลครูบาอาจารย์จัดการบำรุงกรมทหารตามยุทธวิธีอย่างใหม่ให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นได้ ต้องอาศรัยใช้กำลังทหารตามยุทธวิธีอย่างเก่าอยู่เปนหลัก ความเปนไปของกรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนั้น จึงมีระเบียบแบบแผนเก่าใหม่ปะปนระคนกันไปจนเสื่อมทรามสืบต่อมาตามลำดับ ภายหลังนับว่ากรมนี้กลายเปนกรมทหารอย่างเก่าไปกรมหนึ่ง จะมีเชื้อสายเหลืออยู่ก็แต่เวลาเข้ากระบวนแห่แหนยังแต่งตัวอยู่เปนอย่างฝรั่งต่อมา ครั้งถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระพุทธศักราช ๒๓๗๔ มีนายทหารบกนอกราชการของอังกฤษที่
๕๗
อินเดียผู้หนึ่งชื่อนอกส์มียศเปนนายร้อยเอกซึ่งเรียกกันในเวลานั้นว่ากับตันนอกส์ (กับตันนอกส์ผู้นี้ ภายหลังได้เปนเอเยนต์แลกงซุลเยเนราลอังกฤษประจำกรุงสยาม แลเมื่อกลับออกไปบ้านเมืองแล้วได้เปน
ขุนนางอังกฤษมีบรรดาศักดิ์เปนเซอร์คือ เซอร์ ทอมัสยอช นอกส์ นั้น) กับตันนอกส์เข้ามาทางพระเจดีย์สามองค์แลเมืองกาญจนบุรีถึงกรุงเทพฯ เพื่อจะหาการทำ กระทรวงกระลาโหมนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดว่าเปนนายทหาร จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ คือ ภายหลังได้เปนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ในรัชกาลที่ ๕ นั้น รับรองเลี้ยงดูไว้เพื่อจะได้เปนครูฝึกหัดทหาร ขณะนั้นเปนเวลาทรงพระราชดำริห์ ที่จะจัดการกรมทหารอย่างยุโรปให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สั่งเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกระลาโหม คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงษ์ ในรัชกาลที่ ๔ นั้น เก็บบุตร์หมู่รามัญเมืองนครเขื่อนขันธ์ เมืองประทุมธานี,
มาฝึกหัดเปนทหารซีป่ายเช่นอย่างที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์, คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดบุตร์หมู่ญวนฝึกหัดเปนทหารซีป่ายไว้บ้างแล้วนั้น (ในที่นี้ขออธิบายว่า คำซีป่ายนี้มาแต่ชื่อทหารชาวอินเดียเรียกว่า "สิปาหิ" อังกฤษซึ่งเปนเจ้าของเรียกว่า "เซปอย" เมื่อรัชกาลที่ ๒ รัฐบาลอินเดีย
๘
๕๘
แต่งให้ข้าราชการอังกฤษชื่อ ครอฟอร์ด ซึ่งเรียกกันว่า การะฝัด เข้ามาขอทำสัญญาในหมู่เครื่องราชบรรณาการที่ส่งเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวายนั้น มีเครื่องแต่งตัวทหารอย่างซีป่ายด้วย ๑๒ สำรับ เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศทรงจัดญวนเปนทหารได้เอาอย่างเครื่องแต่งตัวซีป่าบรรณาการนั้นมาใช้ จึงเรียกร้องกันว่าทหารซีป่าย แต่ทหารญวนพวกนี้ไม่เกี่ยวแก่ตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔เพราะมีตำแหน่งแลน่าที่ลักษณวิชาอาการเปนเหล่าทหารปืนใหญ่แพนกหนึ่งต่างหาก) ส่วนบุตร์หมู่รามัญที่กล่าวแล้วนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ซึ่งได้เลื่อนที่ขึ้นเปนพระยาศรีสุริวงษ์จางวางมหาดเล็กควบคุมบังคับบัญชาจัดขึ้นเปนทหารอีกพวกหนึ่งแต่งตัวอย่างซีป่ายเรียกว่า"ทหารอย่างยุโรป" ให้กับตันนอกส์เปนครูฝึกหัดชนิดทหารราบ มีระเบียบยุทธวิธีแลคำบอกทหารอย่างอังกฤษมีพลทหารที่ฝึกหัดประจำการประมาณ ๑๐๐๐ เศษ แบ่งเปน ๔ ผลัดเข้าเดือน ๑ ออก ๓ เดือน โรงทหารตั้งอยุ่ที่บ้านพระยาศรีสุริยวงษ์ณฝั่งแม่น้ำฟากตวันตก มีสนามฝึกหัดอยู่ข้างวัดบุบผาราม กองทหารอย่างยุโรปที่ได้ตั้งขึ้นใหม่นี้ นับว่าเปนกรมที่มีตำแหน่งแลน่าที่แทนกรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งเดิมที่เสื่อมทรามไปนั้น
ครั้นถึงปี๒๓๙๔พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ พระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้พระยาศรีสุริยวงษ์ผู้บัญชาการทหารอย่างยุโรปนั้นเปนเจ้าพระยาที่
สมุหพระกระลาโหม แลให้ข้ามฟากมาอยู่ที่บ้านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ซึ่งบัดนี้เปนหมู่ตึกแถวริมถนนเยาวราชแลคลองโอ่งอ่างฝั่ง
๕๙ ตวันออก กองทหารนั้นจึงได้ย้ายมาตั้งอยู่ณที่นั้น แลได้ปลูกโรงทหารแลทำสนามฝึกหัดใหญ่โตขึ้นมาก ลำดับนั้นโปรดเกล้า ฯ ให้จัดเลข หมู่ลาวแลเขมรในในกระทรวงกระลาโหม แลเลขหมู่ลาวกรุงในกระทรวงมหาดไทย มาเพิ่มเติมเปนทหารฝึกหัดยุทธวิธีอย่างยุโรป ขึ้นอีก ๒ พวก อยู่ในความบังคับบัญชาเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ ต่อมาจนถึงปี ๒๓๙๘โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงษ์เธอ(ชั้น ๒) กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศร์ ซึ่งในเวลานั้นดำรงพระยศเปนพระเจ้าพี่ยาเธอทรงบังคับบัญชา แลให้ย้ายกองทหารอย่างยุโรปทั้ง ๓ พวกนั้นมาตั้งอยู่ ณ ท้องสนามไชย อันต่อมาได้มีโรงทหารเปนตึกแถวเรียงรายติดต่อกันขึ้นหลายหลัง แลได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดขุนหมื่นสิบยกในกรมต่าง ๆ สิบชักหนึ่งคนมาเปนทหารอิกพวกหนึ่งเรียกว่ากองเกณฑ์หัด รวมเปนทหารอย่างยุโรปมีขึ้นในครั้งนั้น ๔ กอง เรียกว่ากองทหารอย่างยุโรป (เดิม) ๑ กองทหารมหาดไทย ๑ กองทหารกระลาโหม ๑ กองทหารเกณฑ์หัด ๑ รวม ๔ กอง เปนกรมตรงกับนามกรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนั้นเอง แต่เรียกว่า "กรมทหารน่า" คำว่าทหารน่ามาแต่สำหรับแห่นำกระบวนเสด็จอยู่ข้างน่า แลอิกนัยหนึ่งเปนกรมทหารนอกจากกรมทหารรักษาพระองค์ที่มีน่าที่ต้องไปกระทำราชการก่อน ครั้นถึงปี ๒๔๐๕ โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าบรมวงษ์เธอ (ชั้น ๒ ) กรมขุนวรจักรธรานุภาพแต่เมื่อยังเปนพระเจ้าน้องยาเธอทรงบังคับบัญชากรมนี้ ต่อมาได้ปี ๑ โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาอัพภันตริกามารย์ (ดิศ) แต่เมื่อ
๖๐ ยังเปนพระยาบำเรอภักดิ์เปนผู้บัญชาการ ประมาณกึ่งปีก็เปลี่ยนเปนพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ คือเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรงภายหลังนั้น ลำดับนี้ได้เปลี่ยนกระบวนยุทธวิธีแลคำบอกทหารเปนแบบฝรั่งเศสชั่วคราว เหตุว่ามีครูทหารใหม่เปนชาติฝรั่งเศสชื่อละมาช ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เปนหลวงอุปเทศทวยหาญนั้นมาฝึกหัดจัดการ แต่ไม่ช้านานนักก็กลับเปลี่ยนเปนแบบอังกฤษอิก เพราะมีเหตุหลวงอุปเทศต้องออกจากราชการ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ คือเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เปนผู้บัญชาการ ได้ใช้นายทหารในกรมทหารน่า ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่านายดาบอันได้รับวิชาความรู้ อย่างอังกฤษแต่เดิมเปนครูทหาร เจ้าหมื่นไวยวรนารถได้เปนพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์บังคับบัญชาต่อมาจนถึงสิ้นรัชกาลที่ ๔ ครั้นถึงปี ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๕ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เปนเจ้าพระยาที่สมุหพระกระลาโหม แต่ยังคงได้บังคับบัญชากรมทหารน่านี้อยู่ แลได้เปนผู้จัดการบำรุงกรมทหารนี้ ให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นด้วยกำลังแลวิชา มีความอุสาหะจัดหาครูบาอาจารย์มาวงแบบแผนแลฝึกหัดยุทธวิธีเพิ่มเติม ถึงได้มีการประชุมพลสวนสนามแลประลองยุทธ์ถวายทอดพระเนตร์น่าท้องสนามไชยอยู่เนือง ๆ ครั้นถึงปี ๒๔๑๔ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า กรมทหารน่ามีความเจริญรุ่งเรืองเปนหลักฐานแล้ว สมควรที่จะให้มีตำแหน่งนายทหารประจำ
๖๑ กรมสมตามแบบแผนกองทหาร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พระยาพิไชยสงคราม (อ่ำ) แต่เมื่อยังเปนพระอินทรเทพเปนผู้บังคับการในชั้นแรกมีนายทหารสัญญาบัตรขึ้นบ้างตามสมควร นอกนั้นเปนนายทหารที่เรียกว่านายดาบเช่นแต่เดิมมา แลโปรดเกล้า ฯ ให้กรมทหารรักษาพระองค์คือกรมทหารบกราบที่ ๒บัดนี้ แลกรมทหารล้อมวัง คือกรมทหารบกราบที่ ๑๑ บัดนี้ เข้าสมทบกรมทหารน่าอยู่ในความบังคับบัญชาอันเดียวกัน แม้แต่กรมทหารฝีพายคือกรมทหารบกราบที่ ๓ บัดนี้ก็นับเนื่องเกี่ยวพันธ์อยู่เหมือนกัน เหตุว่าพระอินทรเทพ เวลานั้นก็ได้เปนผู้บังคับบัญชากรมฝีพายอยู่ด้วย ภายหลังกรมทหารน่าได้จัดตั้งกองทหารม้าขึ้นอิกกองหนึ่งเมื่อปี ๒๔๑๕ เพราะฉนั้นในสมัยนี้กรมนี้จึงนับว่าคล้ายคลึงดุจกองพลหรือกองทัพอันหนึ่ง ครั้นถึงปี ๒๔๑๗ โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งแต่งนายทหารสัญญาบัตรบังคับกองแลกระทำการกองขึ้นเปนอัตรา มียศแลตำแหน่งทหารเรียกตามแบบอังกฤษ แลเปลี่ยนแปลงเครื่องอาวุธยุทธาภรณ์หลายอย่าง การปกครองแลรูปการของกองทหารเรียบร้อยขึ้นตามลำดับ ในสมัยนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช แต่เมื่อยังดำรงพระอิศริยยศเปนสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ รับพระเกียรติศักดิ์เปนนายทหารพิเศษ แต่งเครื่องยศนายพันเอก ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่า "ออเนอรารี คอลอเนล" นั้น, สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นั้น
๖๒
ได้ทรงเกี่ยวข้องแก่กรมทหารน่านั้น เปนเริ่มต้นมาแต่ปี ๒๔๒๑ ส่วนผู้บังคับการกรม คือ พระยาพิไชยสงคราม (อ่ำ) นั้นเรียกว่า "คอลอเนล อิน ชิฟ"
ครั้นถึงปี ๒๔๒๓ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานรรัตนราชมานิตแต่เมื่อยังเปนพระยาเปนผู้บังคับการมาได้ปี ๑ เปลี่ยนเปนนายพลโทเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีแต่เมื่อยังเปนเจ้าหมื่นไวยวรนารถ มียศเรียกว่า "คอลอเนล" คือนายพันเอกนั้น ในปี ๒๔๒๔ นี้ ระเบียบการปกครอง ในกรมทหารน่าดีขึ้น แลตั้งอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองทั้งกำลังแลวิชา เพราะเหตุว่าได้รับพระบรมราชูประถัมภ์แลความสามารถของผู้บังคับการ ได้เริ่มสร้างโรงทหารน่าขึ้นเปนตึกใหญ่ ซึ่งภายหลังปรากฎนามว่าศาลายุทธนาธิการแลที่เปนศาลากระทรวงกระลาโหมอยู่บัดนี้ ในสมัยนี้ถึงแม้ว่าได้โปรดเกล้า ฯ ให้แยกกรมทหารรักษาพระองค์ กรมทหารล้อมวังแลกรมทหารฝีพายออกจากความบังคับบัญชากรมทหารน่าไปเปนกรมอิศระมีผู้บังคับการเฉภาะกรมหนึ่ง ๆ แล้วนั้นก็ดี ก็ได้โปรดเกล้า ฯ ให้กรมทหารน่ารับเลขไพร่หลวงแลบุตรหมู่ไม่ว่าหมู่ใดกระทรวงใดที่สมัครเข้ามาเปนทหารในกรมนี้ มีกำหนด ๕ ปีพ้นน่าที่ประจำการมีคนสมัคเข้ารับราชการเพิ่มขึ้นเปนอันมาก, มีพวกลาวทรงดำเมืองเพ็ชร์บุรีเปนต้น พวกนี้เรียกว่า "กองทหารสมัค" มีหลายกอง รวมทั้งกองทหารที่มีอยู่แต่เดิมด้วย จึงยังจัดตั้งเปนกองทหารได้หลายกองพันมีกำลังไม่ลดถอย ทั้งมีทหารม้าเดิมซึ่งได้
๖๓ จัดการเปนกองใหญ่ขึ้น แลแยกจัดเปนกองดับเพลิงอิกแพนก ๑ แลเพิ่มกองทหารช่างขึ้นด้วย กรมนี้ก็นับว่าเปนกรมทหารใหญ่กรมหนึ่งทำนองอย่างกองผสม ส่วนระเบียบยุทธวิธีก็เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง มีชาวต่างประเทศเปนครูทหารหลายชาติมีชาวอิตาเลียนเปนต้น เครื่องอาวุธยุทธาภรณ์ก็เปลี่ยนแปลงใหม่เปนลำดับตลอดม ปี ๒๔๒๘ เจ้าหมื่นไวยวรนารถเปนแม่ทัพไปปราบปรามพวกฮ่อ โปรดเกล้า ฯ ให้นายบุษย์แต่เมื่อเปนหลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็กเปนผู้บังคับการแทน ครั้นถึงปี ๒๔๓๐ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้น สำหรับบังคับบัญชากรมทหารอย่างใหม่ทั่วไป พระบรมวงษานุวงษ์ข้าราชการที่สำคัญ ๆ อันเปนผู้บังคับการกรมทหารต่าง ๆ อยู่ในเวลานั้น ได้รวมมารับราชการตำแหน่งใหญ่ในกรมยุทธนาธิการ เจ้าหมื่นไวยวรนารถซึ่งได้เปนพระยาสุรศักดิ์มนตรีขึ้นแล้วในเวลานั้นก็ได้เปนเช่นนั้นด้วยผู้หนึ่ง ลำดับนั้นกรมยุทธนาธิการได้จัดการเปลี่ยนแปลงแบบแผนหลายอย่าง เปนต้นว่าตัดเติมอัตรากองทหารแลเปลี่ยนยศตำแหน่งตลอดจนคำบอกทหารเปนภาษาไทย แลแก้ไขระเบียบยุทธวิธีใหม่ในกองทหารให้เหมือนกันทั่วไป สมัยนี้กรมทหารน่าจึงเปนกองพันทหารราบกองหนึ่งเรียกว่า "กองทหารน่า "หลวงสิทธิ์นายเวร ได้เปนผู้บังคับการ ต่อมาจนถึงปี๒๔๓๑เปลี่ยนเปนนายพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ แต่เมื่อยังเปนพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น ถึงปี ๒๔๓๓ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
๖๔ (กิ่ม) แต่เมื่อยังไม่ได้เปนพระยา ปี ๒๔๓๕ นายพลโท พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช แต่เมื่อยังเปนพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น ในลำดับนี้จนถึงปี ๒๔๓๖มีเหตุขับขันที่ต้องส่งทหารในกรมนี้แยกย้ายเข้ากองทัพแลกองทหารพิเศษต่างๆไปกระทำสงครามแลรักษาพระราชอาณาเขตรหลายตำบล จนไม่สามารถจะมีทหารตั้งอยู่เปนกองใหญ่ได้ เหตุว่าในสมัยนั้นยังเกณฑ์คนเปนทหารได้แต่เฉภาะหมู่ เฉภาะกรม ทั้งเปนพวกทหารสมัคเสียโดยมาก เมื่อเสร็จราชการแล้วก็ต้องปลดปล่อยจากราชการประจำตามประกาศ ส่วนคนหมู่เดิมก็ร่วงโรยบอบช้ำจำเปนต้องทอดให้พักผ่อนชั่วคราว คงจัดให้มีแต่กองทหารน้อยตั้งประจำการอยู่ ณ เมืองราชบุรีกอง ๑ มีนายทหารผู้น้อย บังคับการอยู่เรียกว่า "กองทหารมณฑลราชบุรี" ครั้นถึงปี ๒๔๔๐ ได้รวบรวมผู้คนจัดเปนกองพันขึ้นอีกตั้งอยู่ณศาลายุทธนาธิการตามเดิม ส่วนกองทหารที่เมืองราชบุรีก็คงยังมีอยู่ด้วย สมัยนี้นายพัน เอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม) แต่เมื่อยังเปนนาย พันโท แลเปนผู้ที่มีความอุสาหะรวบรวมผู้คนในชั้นหลังนี้เปนผู้บังคับการ ได้ปี ๑ ถึงปี ๒๔๔๑ โปรดเกล้า ฯ ให้นายพลโท พระยาพหลโยธิน (นพ พหลโยธิน) แต่เมื่อยังเปนนายร้อยเอก หลวงศิลปสารสราวุธ เปนผู้บังคับการปี๒๔๔๒ เปลี่ยนเรียกนามกองทหารเปนกรมโดยลำดับเลขทั่วไป กองทหารน่าได้นามว่า "กรมทหารบกราบที่ ๔" ถึงปี ๒๔๔๔ ยกกรมนี้, จากศาลายุทธนาธิการไปตั้งอยู่ณโรงทหารสวนดุสิต
๖๕
ประจำรักษาราชการแทนกองทหารรักษาพระองค์ ซึ่งได้เปลี่ยนนามเปนกรมทหารบกราบที่๒นั้นในปีเดียวกันนี้เปนสมัยแรกตั้งกองพลประจำมณฑลต่าง ๆ โปรดเกล้า ฯ ให้หลวงศิลปสารสราวุธ (นพ พหลโยธิน) ซึ่งได้เปนนายพันตรี พระศรีณรงค์วิไชยขึ้นแล้วนั้น เปนผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๔ มีกรมทหารบกราบที่ ๔ ตั้งอยู่เปนหลักของกองพลนี้ อันได้มีศักดิเปนกองพลอิศระสืบมา ส่วนกรมทหารบกราบที่ ๔ นายพันตรี พระศรีณรงค์วิไชยก็ยังเปนผู้บังคับการอยู่ด้วย ถึงปี ๒๔๔๕ นายพันตรี หลวงโหมหักปัจจนึก (พุ่ม) เปนผู้บังคับการ ในปีเดียวกันเปลี่ยนเปนนายพันเอก พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นชาญไชยบวรยศ แต่เมื่อเปนนายพันโทพระองค์เจ้ากาญจโนภาศรัศมี สมัยนี้กรมบัญชาการกองพลทหารบกที่ ๔ ยังตั้งอยู่ณโรงทหารกรมทหารบกราบที่ ๔ ที่สวนดุสิต เปนแต่จัดแบ่งกองทหารในกรมนี้มาตั้งประจำ อยู่ณเมืองราชบุรีติดต่อกับกองทหารเดิมที่มีอยู่แล้วณที่นี้ให้มากขึ้น ครั้นถึงปี๒๔๔๖กรมบัญชาการกองพลทหารบกที่๔ แลกรมทหารบกราบที่ ๔ ได้ยกจากสวนดุสิตออกมาตั้งอยู่ณเมืองราชบุรี มีโรงทหารใหญ่โตตามแบบใหม่ ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองฟากแม่น้ำฝั่งตวันออกดังเช่นเปนอยู่บัดนี้, ในปี๒๔๔๖นี้นายพลโท พระยาเทพอรชุณ (อุ่ม อินทรโยธิน) แต่เมื่อเปนนายพันตรี หลวงสรสิทธยานุการเปนผู้บังคับการ แลเปลี่ยนกันต่อมาตามลำดับ,คือในปลายปีนั้นนายพันเอก พระยาวิเศษสิงหนาท
๖๖ (ยิ่ง จุลานนท์) แต่เมื่อเปนนายพันตรี หลวงรัดรณยุทธ ปี ๒๔๔๘ นายพันโท พระสรวิเศษเดชาวุธ (หม่อมราชวงษ์วิง) แต่เมื่อยังเปนหลวงแลนายพันตรี ปี ๒๔๕๑ นายพันโท พระศักดิเสนี (หม่อมหลวงอุดมเสนีวงศ์) ปี๒๔๕๓นายพันตรีหลวงรามเดชะ (ตาด สุวรรณวาสี) ปี ๒๔๕๕ นายพันตรี หลวงเสนีพิทักษ์ (สาย บุณยรัตพันธ์) แต่เมื่อยังเปนนายร้อยเอกขุนศัสตรยุทธพิไชย (เปนผู้รั้ง), ในปีเดียวกัน นายพันตรี หลวงโจมจัตุรงค์ (นาก), ปี ๒๔๕๗ นายพันโท หลวงไกรกรีธา (ปลั่ง วิภาตะโยธิน) แต่เมื่อยังเปนนายพันตรี ขุนแผลงผลาญ ปี ๒๔๕๘ นายพันโท พระมหาณรงค์เรืองเดช (แปลก จุลกัณห์) แต่เมื่อยังเปนนายร้อยเอก หลวงกำแหงรณรงค์ เปนผู้รั้งแล้วได้เปนผู้บังคับการต่อมาจนถึงบัดนี้ อนึ่งในปี ๒๔๕๔ เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระบรมวงษานุวงษ์ที่เปนทหารดำรงตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารต่างๆสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดชได้รับตำแหน่งเปนผู้บังคับการพิเศษกรมทหารบกราบที่ ๔ นี้ เพราะเหตุที่ได้เกี่ยวข้องมียศเปนนายทหารพิเศษในกรมนี้มาแต่กาลก่อน ความเปนไปของกรมนี้แม้จะมีเวลายิ่งแลหย่อนอย่างไรก็ดี ก็ควรน่าพิศวง ทั้งมีพระบรมวงษานุวงษ์ข้าราชการที่สำคัญ ๆ ได้เกี่ยวข้องอยู่ก็มาก เมื่อได้พิจารณาโดยเลอียดแล้วก็จะเห็นได้ว่าเปนกรมทหารสำคัญกรมหนึ่ง
๖๗ เมื่อว่าถึงฐานะแห่งกองพลทหารบกที่ ๔ ซึ่งภายหลังกรมทหารบกราบที่๔ ได้สังกัดอยู่นั้น เดิมเปนกองพลอิศระ ต่อมาเมื่อปี ๒๔๕๖ ยกไปรวมอยู่ในความบังคับบัญชากองทัพน้อยทหารบกที่๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นายพลโท พระยาพหลโยธิน (นพ พหลโยธิน) ซึ่งในขณะนั้นเปนนายพลตรี พระยาพหลพลพยุหเสนาผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๔ ไปเปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสิมา เปลี่ยนนามบรรดาศักดิ์เปนพระยากำแหงสงคราม โปรดเกล้า ฯ ให้นายพลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช แต่เมื่อยังเปนนายพลตรีและกรมหมื่นอยู่นั้น ไปเปนผู้บัญชาการแทนพระยาพหลพลพยุหเสนาอยู่ชั่วคราว แล้วกลับมาเปนผู้บัญชาการกรมพระคชบาล โปรดเกล้า ฯ ให้นายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ณ กรุงเทพ) ไปเปนผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๔ กลับฐานะเปนกองพลอิศระต่อไปตามเดิมในปีเดียวกันนั้นครั้นถึงปี ๒๔๖๐ พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ต้องออกไปกระทำการติดต่อกับราชสัมพันธมิตรร่วมศึก ในทวีปยุโรปชั่วคราว โปรดเกล้า ฯ ให้นายพลตรี พระยาอมรวิสัย สรเดช (พิน โรหิตะพินทุ) แต่เมื่อยังเปนนายพันเอกไปทำการแทน, ถึงปี๒๔๖๒พระยาพิไชยชาญฤทธิ์กลับเข้ามารับกราชการตามตำแหน่งเดิมในปีเดียวกันนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายไปเปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์อีกเล่า โปรดเกล้า ฯ ให้นายพลตรี หม่อมเจ้าทศศิริวงศ์เปนผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๔ สืบมาจนถึงบัดนี้
๖๘ เมื่อจะกลับกล่าวถึงตำแหน่งแลน่าที่ของกรมทหารบกราบที่ ๔ นี้ที่มีมาแต่ก่อนแล้วตามลำดับ ก็นับว่าเปนกรมทหารกรมหนึ่งซึ่งได้กระทำความดีมีประโยชน์ในราชการแผ่นดินอยู่มากหลาย ตั้งแต่ สมัยกรุงทวาราวดีแลกรุงธนบุรีตลอดถึงกรุงรัตนโกสินทรในชั้นต้น นอกจากน่าที่สำหรับฝึกหัดยุทธวิธีอย่างยุโรปตามนามกรมซึ่งปรากฎเดิมว่ากรมเกณฑ์หัดอย่างฝรั่งนั้นแล้ว เมื่อเวลามีสงครามคราวใด ก็ไม่ เปนที่สงไสยเลยว่าจะไม่ต้องไปสู่ที่สนามรบ เมื่อเวลาสงบศึกก็ย่อมรักษาสถานที่ราชการต่าง ๆ ตลอดจนเข้ากระบวนแห่แหนทุกอย่างไป ถึงได้เปลี่ยนรูปแลนามกรมในรัชกาลหลัง ๆ ต่อมาแล้ว ตำแหน่ง แลน่าที่ก็มีอยู่เช่นเดิม บรรดากรมทหารอย่างใหม่ทั้งหลาย ไม่มี กรมใดที่จะได้ไปกระทำราชการขับขันแลสู่สนามรบมากยิ่งกว่ากรมทหารบกราบที่ ๔ นี้ ตามที่จะกล่าวให้ชัดเจนได้ในชั้นหลัง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑) เมื่อปี ๒๓๙๕ ได้เข้ากระบวนทัพไปกับพระเจ้าบรมวงษ์เธอ (ชั้น ๒) กรมหลวงวงษาธิราชสนิทแต่เมื่อยังเปนพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๔ ในราชการศึกณเมืองเชียงตุง ถึงแม้แต่ในเวลานั้นยัง เปนกรมพึ่งก่อร่างสร้างตัวแรกฝึกหัดอันยังไม่ได้จัดระเบียบมุลนายได้ควบคุมกันเปนหลักฐานก็ดี ก็ได้เริ่มต้นไปราชการสงคราม มีแต่นายดาบบังคับการไปกับกับตันนอกส์ผู้เปนครูกำกับไปด้วย ๒) เมื่อปี ๒๔๑๕ ได้เข้ากระบวนทัพไปกับพระยาฤทธิไกรเกรียงหาญ (เสือ) ซึ่งเปนกองน่าเจ้าพระยามุขมนตรี (เกด) เปนแม่ทัพ, ปราบปรามจลาจลแลจัดราชการหัวเมืองเขมรในพระราชอาณาเขตร
๖๙ ๓) เมื่อปี ๒๔๑๘ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม) แต่เมื่อยังเปนเมเยอร์ หลวงทวยหาญรักษาคุมกองทหารเข้ากองทัพ เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรงไปปราบปรามพวกฮ่อณเมืองหนองคาย เมื่อแม่ทัพกลับกรุงเทพฯแล้วได้เข้ากองทัพพระยามหาอำมาตย์(ชื่น) ต่อไป ๔) เมื่อปี ๒๔๒๖ กับตันขุนรุดรณไชยคุมกองทหารเข้ากองทัพเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (เวก) แต่เมื่อยังเปนพระยาราชวรานุกูลไปปราบปรามพวกฮ่อณทุ่งเชียงคำ ๕) เมื่อปี ๒๔๒๘เข้ากระบวนทัพนายพลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แต่เมื่อยังเปนคอลอเนลเจ้าหมื่นไวยวรนารถ ไปปราบปราม พวกฮ่อณแขวงหัวพันห้าทั้งหกแลสิบสองจุไทย ๖) เมื่อปี ๒๔๓๐ เข้ากระบวนทัพนายพลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี แต่เมื่อยังเปนพระยาแลนายพลตรีไปปราบปรามพวกฮ่ออิก ครั้งหนึ่ง, กองทัพได้ตั้งรักษาการอยู่ณเมืองหลวงพระบางราชธานี แลเขตรแขวงในมณฑลนั้นประมาณ ๒ ปี พระยาสุรศักดิ์แม่ทัพกลับกรุงเทพ ฯ แล้ว นายพลตรี พระยาฤทธิรงค์รณเฉท แต่เมื่อยังเปน นายพันเอกพระพลัษฎานุรักษ์บังคับการกองทัพต่อมารวมประมาณ ๗ ปี จึงได้กลับกรุงเทพ ฯ ๗) เมื่อปี ๒๔๔๕นายพันตรีหลวงประจันสิทธิการ (จำปา) คุมกองทหารเข้ากระบวนทัพพร้อมด้วยกองทหารกรมอื่น ๆ ซึ่งนายพลโทเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เปนแม่ทัพไปปราบปรามพวกเงี้ยวณมณฑลพายัพจนเสร็จราชการ
๗๐ ๘) เมื่อปี ๒๔๖๑ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงกระลาโหมจัดกองทหารอาสาสมัคออกไปในงานมหาสงครามมณทวีปยุโรป, นอกจากนายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ณ กรุงเทพ) ซึ่งเปนผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๔ อยู่ในขณะนั้น ได้ออกไปเปนหัวน่ากองทูตทหารทำการติดต่อกับราชสัมพันธมิตรร่วมศึกนั้นแล้ว, มีจำนวนนายและพลทหารในกรมทหารบกราบที่๔ ได้เข้ากองทหารอาสาสมัคออกไปรับราชการสงครามเปนเกียรติยศสำหรับกองของตนด้วย ตามที่ยกขึ้นกล่าวนี้เฉภาะแต่คราวที่สำคัญ ๆ อันเกี่ยวด้วยการทัพศึก นอกจากนี้ทหารกรมนี้ต้องเข้าผสมกองทหารพิเศษไปราชการต่าง ๆ ก็มีอีกเปนหลายคราว ทั้งที่ได้แต่งแต่กองน้อย ๆ ไปปราบปรามพวกเหล่าร้ายที่กำเริบต่าง ๆ ก็มีอีกมาก เช่นปราบปรามอั้งยี่ณมณฑลนครไชยศรีแลราชบุรี แลในกรุงเทพ ฯเมื่อปี ๒๔๓๒ เปนต้น บางสมัยต้องไปเปนกำลังระงับจับโจรผู้ร้ายณหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ เช่นในมณฑลปราจิณที่เมืองชลบุรีเปนต้น อนึ่งเมื่อสมัยยังไม่มีกองตำรวจภูธรแลยังไม่ได้ตั้งกองพลประจำมณฑลต่าง ๆ อย่างเช่นทุกวันนี้ กรมทหารบกราบที่ ๔ ได้มีน่าที่ไปกระทำการแทน ถึงต้องแต่งทหารเปนกองน้อย ๆ แยกย้ายไปประจำอยู่ณหัวเมืองก็หลายมณฑล ใช่แต่เฉภาะในหัวเมือง แม้แต่ในกรุงเทพ ฯ พระมหานครกรมทหารบกราบที่ ๔ ก็เคยมีน่าที่จัดพลทหารออกรักษาการพระนครแทนพลตระเวน ซึ่งแต่ก่อนยังเรียกว่าไปลิศก็คราวหนึ่งในระวางปี ๒๔๒๓ นั้น,ยังน่าที่อื่น ๆ เช่นแห่แหน
๗๓
มาแล้วหลายรัชสมัย บรรพบุรุษในกรมของเราได้กระทำความดีแล
เคยมีความเหนื่อยยากกรากกรำมาปานใด เราทั้งหลายต้องตั้งใจกระทำราชกิจติดต่อมิให้เสื่อมทรามแลเสียนามของกรมที่ได้มีความดีมาแล้ว แลที่ได้มีธงไชยอันควรเชิดชูอยู่ คือในหมู่ธงอย่างใหม่ใน
รัชกาลที่ ๕ ซึ่งกรมทหารราบทั้งหลายได้รับพระราชทานครั้งแรก
เมื่อปี ๒๔๓๕ ธงไชยกรมทหารบกราบที่ ๔ ก็เปนธงเดียวที่ได้เคยปลิวไปสู่สนามรบ แลได้จับธงของข้าศึกอันเปนเชลยมาได้ไว้เปนพยาน
อยู่ก็มีมาก เราต้องรักษานิติ, ของกรมแลกระทำน่าที่อันพึงมีพึงเปนโดยแขงแรง เพื่อเชิดชูเกียรติศักดิ์ของกรมไว้, เมื่อมีความย่นย่อท้อใจหรือหวาดเสียวประการใด ก็จงแลดูชายธงไชยของกรมอันได้มีความศักดิ์สิทธิ์มาแล้วเปนเครื่องหมายยึดมั่นนำใจให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นกระแสรับสั่งของพระอินทร์ที่ปรากฎในธชัคคสูตรว่า
"มเมว ตัส์มึ สมเย ธชัค์คํ อุล์โลเกย์ยาถ มมํ หิโว ธชัค์คํ อุล์โล กยตํ ยัม์ภวิส์สติ ภยํ วา ฉัม์ภิตัต์ตํ วา โลมหํโส วา โส
ปหิยิส์สติ"
แปลตรงตามศัพท์ภาษามคธมีความว่า
"ในการนั้นท่านทั้งหลายพึงแลดูชายธงของเรานั่นเทียวเพราะว่า
เมื่อท่านทั้งหลายแลดูชายธงของเราอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาด
สดุ้งก็ดี ขนพองสยองเกล้าก็ดี อันจักมี อันนั้นจักหายไป" ดังนี้
ตามคำพระบาฬีที่อ้างมาแล้ว ขอความสวัสดีมีไชย จงมีแก่กรมทหารบกราบที่ ๔ ทุกเมื่อเทอญ.