ข้ามไปเนื้อหา

ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 4

จาก วิกิซอร์ซ
กฎมณเทิยรบาล[1]
1

ศุภมัศดุ ศักราช ๗๒๐ วันเสา เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ ชวดนักสัตวศก สมเดจพระเจ้ารามาธิบดีบรมไตรโลกนารถมหามงกุฏมนุษวิสุทธิสุริยวงษองคพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงทศพีธราชธรรมถวัลราชประเวนีศรีบรมกระษัตราธิราชพระบาทธดำรงภูมิมณฑลสถลสีมาประชาราษฎรบรมนารถบรมบพิตร เสดจ์สถิตยในรัตนสิงหาศบัญชรสิงห์ แลสมเดจ์พระเจ้าหน่อพุทธางกูรสุริวงษแลสมเดจ์พระพรรณเมศวรนั่งเฝ้า แลพญาเอกสัตราชพระมหาอุปราชแลมหาเสนาจตุสดมมุกขมนตรีพิรียโยธามาตแลตำรวจในตำรวจนอกมหาดไทลูกขุนทหารพ่อเรือนซ้ายขวาเฝ้าพระบาทในที่นั้น จึ่งตั้งพระราชอาาไอยการทหารพ่อเรือน ชาย
หญิง
สมณพราหมณาจารยแลวานิชนิกรนรประชาราษฎรทังหลาย

2

ฝ่ายกระษัตรแต่ได้ถวายดอกไม้ทองเงินทังนั้น ๒๐ เมือง คือเมืองนครหลวง เมืองศรีสัตนาคณหุต เมืองเชียงใหม่ เมืองตองอู เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน เมืองเชียงแสน เมืองเชียงรุง[วซ 1] เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี เมืองเขมราช เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองใต้ทอง เมืองโคตรบอง เมืองเรวแกว ๑๖ เมืองนี้ฝ่ายเหนือ เมืองฝ่ายใต้ เมืองอุยองตะหนะ เมืองมลากา เมืองมลายู เมืองวรวารี ๔ เมือง เข้ากัน ๒๐ เมือง ถวายดอกไม้ทองเงิน[2]

พญามหานครแต่ได้ถือน้ำพระพัท ๘ เมือง คือเมืองพิศณุโลก เมืองสัชนาไล เมืองศุโขไท เมืองกำแพงเพชร เมืองนครศรีธรรมราช เมืองนครราชสีมา เมืองตนาวศรี เมืองทวาย

3

กำหนดพระราชกฤษฎีกาไอยการพระราชกุมารพระราชนัดดา ฝ่ายพระราชกุมารเกิดด้วยพระอัคมเหษีคือสมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้า อันเกิดด้วยแม่หยัวเมืองเปนพระมหาอุปราช เกิดด้วยลูกหลวงกน[วซ 2] เมืองเอก เกิดด้วยหลานหลวงกินเมืองโท เกิดด้วยพระสนมเปนพระเยาวราช

4

หน่อสมเดจ์พระพุทธเจ้าได้อภิรม ๓ ชั้น พระอุปราชได้อภิรม ๒ ชั้น พระเจ้าลูกเธอกินเมืองมีกลีบบัวขาว พระลูกเธอพระเยาวราชอภิรมกลีบทองกั้นกันเชิงหุ้มผ้าแดง พระเยาวราชช้างตัวหนึ่ง ม้าตัวหนึ่ง คน ๒๐ มากกว่านั้นเอาออก กินเจียดแว่นฟ้า สมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้าขี่ทิพยานทอง พระอุปราชขี่ทิพยานนาก

5

พระเจ้าลูกเธออกินเมือง ขี่พระยานนุมาศกลีบบัว พระอัคมเหษีสรงด้วยสหัสธาราเงิน มีราชทยาน มีกรมผู้ ชาย
หญิง
มีหอพระ มีพระธินั่งออกโรง มีสมโพธ มีเลี้ยงลูกขุนถวายบังคมตรุดสาท ใช้พระราชกฤษฎีกา มีขุนสนม มีขุนช้าง มีขุนม้า มีเรือกัน เรือแห่

6

หน่อพระพุทธิเจ้านั่งธินั่งเทริด พระอุปราชานั่งที่นั่งท้องพระโรง เตียงทองสูง ๒ ศอกมีเบาะเจียม

พระเจ้าลูกเธอกินเมือง นั่งธินั่งสูงศอกหนึ่งมีเจียมขลิบ

พระอุปราชนั่งธินั่งกวดรัดเสื่อขลิบ พระเจ้าลูกเธอเกิดด้วยลูกหลวงเอางานหนเรือนนั่งหน้าหลัง

7

ถ้าเสดจ์ด้วยพระราชทยาน ลูกอัคมเหษี ลูกพระอัคชายา ลูกแม่หยัวเมือง ลูกหลวง นั่งบนราชทยานด้วย ลูกหลานหลวง ลูกพระสนม นั่งหลั่นลงหน้าหลัง

8

พระลูกเธอกินเมืองถวายบังคมแก่สมเดจหน่อพระพุทธิเจ้า พระเยาวราชถวายบังคมแก่พระเจ้าลูกเธอกินเมือง

เมืองลูกหลวง คือเมืองพิศณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองกำแพงเพช เมืองลพบุรี เมืองสิงคบุรี

เมืองหลานหลวง คือเมืองอินทุบรี เมืองพรหมบุรี

9

ไอยการบันดาศักดิ์นา ๑๐๐๐๐ ในเมือง ขี่ยั่วกันชิงหุ้มผ้าขาว บันดาศักดิ์นา ๑๐๐๐๐ หัวเมือง ขี่คานหามเก้าอี้กันชิงหุ้มผ้าขาว

บันดาศักดิ์หัวเมืองนา ๕๐๐๐ ขี่ยั่วร่มทงยู บันดาศักดิ์นา ๓๐๐๐ ขี่ยาน

10

ไอยการนา ๑๐๐๐๐ กินเมืองทัง ๔ ฝ่าย มีร่มปลิกสองคันทานตระวันเบื้อคู่หนึ่ง กันชิง[3] หุ้มผ้าแดงคันหนึ่ง เรือกูบแมงดาคฤ ๓ ตอนบดลาดสาวตคุกหัวท้ายนั่งหน้าสองคานหามเก้าอี้ทองศิรเพศมวยทองแตรลางโพง[4] ๓ คู่แลปี่กลองครั้นมาถึงขนอนหลวง ลดเครื่องทังปวงบ ไว้แต่กันชิงคานหาม

ฝ่ายท้าวนั่งเมือง ศิรเพศมวยทองกันชิงหุ้มผ้าขาวหย้อนหมากหย้อนน้ำรองตลุ่มเรือคฤ ๓ ตอนบดลาดคานหามทองเก้าอี้ทอง

11

นา ๑๐๐๐๐ กินเมืองหมวกล่ามทอง ขี่ยั่วยานกันชิงหุ้มผ้าขาวเรือคฤ ๓ ตอนบดลาดขี่ลานลายทองทังสรรพางกินเจียดเงินถมยาดำรองตลุ่มเรือคฤ ๓ ตอนเลวหาบดลาดมิได้กแอเลี่ยมทอง

นา ๑๖๐๐ กินเมือง เจียดเบื้ออหักรองตลุ่มกั้งกแอทาชาต

12

แลพระราชกำหนฎพระราชกฤษฎีกาไอยการทหารพ่อเรือนซึ่งขี่เรือเข้ามาเฝ้า ครั้นถึงศาลา ชาวห้ามเรียกเรือลดลงจากแอย่างจากลาน เรือปทุมเรือลูกค้าให้เข้ามาในนั้น แลฝ่ายข้างใต้ ครั้นถึงศาลาปูนห้าม เรียกเรือลดลงจากแอย่งจากลาน เรือปทุนเรือลูกค้ามิให้เข้ามาในนั้น ไอยการชาวเรือห้ามตามซ้ายตามขวา

13

แลฝ่ายทางบกถึงศาลาฝาแฝดแลปตูท่าหญ้า ลดช้างลดม้ายั่วยานคานหามร่มทงยูกันชิงกแอแห่มาแต่หน้าพุทธาวาศจนถึงจวนองครักษธนูแห่มาจนห้องพล

แลราชกุญทังปวงมิให้เดิรทางลูกขุน ให้เดิรทางหลังพุทธาวาศ มีพานรองชานผ้า กินเจียดรองพานเจียดกระเจียดมุกตามตำแหน่งราชกุญ ลูกเธอหลวง หลานเธอหลวง

14

ไอยการแต่ท่าสิบเบี้ยถึงปตูช้างเผือก แต่ท่าสิบเบี้ยถึงจวนองครักษธนู ไอยการพิทักทิวา รักษาราตรี แต่ประตูช้างเผือกถึงขนาน ไอยการตำรวจใหญ่ แต่ขนานมกอกน้ำ ไอยการหมื่นเทพทวาร แต่ท่อถึงประตูเสดาะเคราะห์มาถึงชีขันตลาดยอด ไอยการจาปราม แต่ประตูพระวิฆเณศวรถึงพุทธราวาศ ไอยการองครักษธนู แต่หัวสนามถึงประตูแสดงราม ไอยการบำเรอภักดิ แต่หัวสนามถึงฉานคลี ไอยการขุนดาบซ้าย แต่ฉานคลีถึงโรงช้างหล้อ ไอยการขุนดาบขวา

อนึ่งนา ๑๐๐๐๐ แลนา ๕๐๐๐ แลนา ๓๐๐๐ มาถึงนา ๘๐๐ ห้ามแห่แลขี่ม้าเข้ามาในสนาม ไอยการขุนดาบห้าม ถ้าขุนดาบมิได้ห้ามปรามไซ้ โทษขุนดาบ ๓ ประการ ทีหนื่ง[วซ 3] ให้ภาคธรรม สองทีส่งมหาดไทยจำ สามทีส่งองครักษจำ

ลูกขุนผู้ใดขุนดาบห้ามปรามมิฟัง ต่อด่าต่อเถียงไซ้ มีโทษ ๓ ประการ ๆ หนึ่งให้ส่งมหาดไท ประการหนึ่งให้ส่งองครักษ ประการหนึ่งให้สักลงหญ้าช้าง

15

แต่ประตูแสดงรามถึงสระแก้ว ไอยการหมื่นโทวาริก ผิ้วผู้ ชาย
หญิง
เจรจาด้วยกันก็ดี นั่งในที่สงัดก็ดี อนึ่งทอดแหแลตกเบดสุ้มซ้อนช้อนชนาง แลร้องเรือเป่าขลุ่ยเป่าปีตีทับขับรำโห่ร้องนี่นัน ไอยการหมื่นโทวาริก ถ้าจับได้ โทษ ๓ ประการ ประการหนึ่งให้ส่งมหาดไท ประการหนึ่งในส่งองครักษ ประการหนึ่งให้สักลงหญ้าช้าง

แต่ท่อน้ำขวาถึงจวน ไอยการขวา แต่ท่อน้ำซ้ายถึงจวนกลาง ไอยการซ้าย

16

ไอยการแต่หอกลองถึงเจ้าไสรแลตลาดยอด แขวงขุนธรณีบาล แต่หอกลองถึงประตูไชยแลเจ้าไสร แขวงขุนทราบาล แต่หอกลองมาถึงป่ามพร้าว ท่าชีมาถึงท้ายบางเอียน แขวงขุนโลกบาล แต่หอกลองมาถึงบางเอียน มาถึงจวนวัง แขวงขุนนรบาล

17

ไอยการอายัดแต่ป้อมท้ายสนมถึงประตูฉนวนประจำท่า เปนหน้าที่พนักงานตำรวจใน ซ้าย
ขวา
ว่ากล่าวคนแลกึ่ง แต่ประตูฉนวนประจำท่าถึงประตูเสาธงไชย เปนหน้าที่พนักงานทหารใน ซ้าย
ขวา
ว่ากล่าวคนแลกึ่ง แต่ประตูเสาธงไชยถึงป้อมท่าคัน แต่ป้อมท่าคันถึงศาลาสารบัญชี[วซ 4] แต่ป้อมศาลาสารบาญชีถึงป้อมศาลาพระสุมงคลบพิตร แต่ป้อมพระสุมงคลบพิตรถึงป้อมมุมวัดรามาวาศ แต่ป้อมมุมวัดรามาวาศถึงป้อมสวนองุ่น เปนหน้าที่ชาวกำแพงล้อมวังซ้ายขวาว่ากล่าวคนแลกึ่ง แต่ป้อมสวนองุ่นถึงป้อมท้ายสนม เปนหน้าที่พนักงาน[5] สนมซ้ายขวาว่ากล่าวคลกึ่ง

18

ไอยการลูกขุนทหารหมู่ไพร่พลอ้างเรี่ยวแรงอุกเลมิด พนักงานกระลาโหม

แลปืนไฟ พนักงานอินทราช

คน พนักงานพรมราช

เรือ พนักงานเทพราช

ไม้ พนักงานทิพราช

19

ไอยการลูกขุนพ่อเรือนหมู่ไพร่พลหารโทษอาา แลช้างม้างาเชือกเรือสังกัดกฎหมายแลหญ้า แลงานณรงคสงครามทังนี้ พนักงานมหาดไท

ช้างไข้งาช้าง พนักงานพันพานุราช

ม้า พนักงานพันเภา คน พนักงานพันพุท

เรือแลทาง พนักงานพันจัน

20

อนึ่งในท่อน้ำในสระแก้ว ผู้ใดขี่เรือคฤเรือปทุนเรือกูบแลเรือมีสาตราวุธแลใส่หมวกคลุมหัวนอนมา ชายหญิงนั่งมาด้วย อนึ่งชเลาะตีด่ากัน ร้องเพลงเรือเป่า ปี่
ขลุ่ย
สีซอดีดจเข้กระจับปี่ตีโทนทับโห่ร้องนี่นัน อนึ่งพิริยหมู่แขกขอมลาวพม่าเมงมอญมสุมแสงจีนจามชวานานาประเทษทังปวงแลเข้ามาเดิรในท้ายสนมก็ดี ทังนี้ไอยการขุนสนมห้าม ถ้ามิได้ห้ามปรามเกาะกุมเอามาถึงศาลาให้แก่เจ้าน้ำเจ้าท่า แลให้นานาประเทศ[วซ 5] ไปมาในท้ายสนมได้ โทษเจ้าพนักงานถึงตาย

แลซึ่งต่างประเทศ[วซ 5] เดิรไปมาได้แต่ถึงโรงช้างฬ่อ ถ้าเข้าในสนามไซ้ ไอยการขุนดาบเอามาว่ากล่าว ถ้าขุนดาบมิได้เอามาว่า โทษขุนดาบส่งแก่มหาดไท

21

อนึ่งถ้าเสดจ์หนเรือ ผู้บันดาแห่ขุนดาบขุนเรือแลเรือประตูดั้งแนมกันประทับอยู่ก็ดี ไปมาก็ดี แลเรือผู้ร้ายคือกระบถโจรเมาเล่าบ้าก็ดี แลถวายของถวายฎีกาก็ดี แลเข้ามาในประตูมหาดไทประตูขุนดาบประตูตำรวจถึงเรือดั้งเรือกั้น ให้โบกผ้า ถ้ามิฟัง ให้คว่างด้วยอิดด้วยไม้ด้วยดาบ ถ้ามิฟัง ให้ว่ายน้ำยุดเอาเรือออกมา ถ้าทอดพระเนตรเหนแลตรัสเรียกเข้าไปไซ้ ให้เอาเรือใช้รับ ถ้าแลผู้ใดเข้าไปแลมิได้ห้ามแหนไซ้ โทษขุนดาบขุนเรือตำรวจในฟันฅอริบเรือน

22

อนึ่งถ้าลมพยุใหญ่ เรือพระธินั่งจทนมิได้ไซ้ ให้เอาเรือกันเรือแนม[6] รับ ถ้าเรือกันเรือแนมรับมิได้ ให้เอาเรือดั้งรับ ถ้าเรือดั้งรับมิได้ ให้เอาเรือปตูรับพระธินั่ง

23

อนึ่งสมเดจ์หน่อพระพุทธิเจ้าก็ดี พระราชกุมารก็ดี มีกิจแลเข้ามาในเรือประตูไซ้ ให้เรือประตูโบกผ้า ถ้ามิฟัง ให้คว่างด้วยอิดด้วยไม้หัวต้าย ถ้ามิฟัง ให้พุ่งด้วยหอก ถ้าทอดพระเนตรเหนตรัสเรียกให้เข้ามาไซ้ ให้เอาเรือปะตูรับ อย่าให้เข้ามาด้วยเรือเอง ครั้นมาถึง ให้อยู่แต่แคมเรือ ให้ขุนตำรวจนั่งกลางกันอยู่ ถ้ามิทำตาม โทษถึงตาย

24

อนึ่งหัว หมื่น
พัน
ภดาษ[วซ 6] จ่าชาวเลือกชาววังบันดาลงเรือนั้น ยังมิถึงที่ประทับ แลหยุดเรือประเทียบ โทษถึงตาย ถ้าประเทียบเข้าประทับ แลเรือประเทียบเข้าติดแล้ว ให้ลงน้ำว่ายขึ้นบก ถ้าอยู่กับเรือ โทษฟันฅอ

อนึ่งถ้าเรือประเทียบล่ม ให้ชาวเรือว่ายน้ำหนี ถ้าอยู่กับเรือ โทษถึงตาย

25

ถ้าเรือประเทียบล่มก็ดี ประเทียบตกน้ำก็ดี แลว่ายน้ำอยู่บันดาตาย ให้ภูดาษแลชาวเรือยื่นเสร้าแลซัดหมากพร้าวให้เกาะตามแต่จะเกาะได้ ถ้ามิได้ อย่ายึด ถ้ายึดขึ้นให้รอด โทษถึงตาย ถ้าซัดหมากพร้าวให้รอด รางวันเงินสิบตำลึง ขันทองหนึ่ง ถ้าเรือประเทียบล่ม มีผู้อื่นเหน แลซัดหมากพร้าวเอาขึ้นให้รอด โทษทวีคูนตายทังโคต

อนึ่งเรือประเทียบล่ม แลซัดหมากพร้าวเข้าไปริมฝั่ง โทษฟันฅอริบเรือน

26

อนึ่งตัดเรือประเทียบ โทษถึงตาย ข้ามเรือจวนประเทียบ โทษถึงตาย อนึ่งถ้าเสดจ์ไล่เรือ แลเรือลูกขุนผู้ใดไปโดยทางลัดเลี้ยวหนีมาให้ทันพระธินั่ง โทษฟันฅอริบเรือน

อนึ่งท้าวพญามนตรีมุขลูกขุนหัว หมื่น
พัน
ทังปวงฝ่าประเทียบก็ดี ตัดประเทียบชั่วลำเรือก็ดี โทษฟันฅอริบเรือน

อนึ่งผู้ใด ตี
ด่า
กันเข้ามาตัดหน้านางเทพี โทษเท่าฝ่าประเทียบ

27

ถ้าตัดฉานหลังพนักงานมหาดไทนอก ถ้าตัดฉานหน้าพนักงานขุนดาบกลาง ตัดหน้าขุนเรือใน โทษตาม หนัก
เบา
ฟันฅอริบเรือนลงหญ้าศักถ้าดาบ ถ้าเสดจ์ขนานหน้าวัง ตำรวจในลง ถ้าเสดจ์ในสระแก้ว หฤๅไทยราชภักดีลง ถ้าเสดจ์หนในมกอกน้ำออกมา ขุนสนมแลกันยุบาดราชเสวกแลมหาดเลกนักเทษลง

ถ้าเสดจ์เหนเรือแลประเทียบฝ่ายในลงก็ดี แต่นักเทษขันทีแลทนายเรือลง

28

อนึ่งถ้าเสด็จออกเลี้ยงในสนามไชยสนามจันแลพิมานรัทยาก็ดี ขุนสนมหฤไทยราชภักดีกันยุบาตรราชเสวกเฝ้า

อนึ่งถ้าเบิกนา ๑๐๐๐๐ แลนา ๕๐๐๐ แลลูกขุนผู้ใดถวายบังคมในสนามไชยสนามจันพิมานรัทยาก็ดี หฤๅไทยราชภักดีกันยุบาดราชเสวกฃานขันหมากเอาถวายบังคม

ถ้าเสดจ์เรือพระธินั่ง แลให้เอาลูกขุนผู้ใดถวายบังคม ให้สมุหประทานนายแวงสนมขานขันหมาก

29

อนึ่งชาววังชาวสนมตำรวจในบันดาขานขันหมากแลมิได้ขานขันหมาก โทษหวะปาก ถ้างานพระราชพิทธีแขกเมืองถวายบังคม ฆ่าเสียทังโคต

อนึ่งผู้บันดาขานขันหมาก คือ ชาววังตำรวจในชาวสนม มิได้ดูกาละเทสะ แลขานพร้อมกันทีเดียว โทษตัดปาก

30

อนึ่งไอยการตำรวจใน ถ้าเสดจ์ขึ้นเฃาแลเข้าถ้ำขน[วซ 7] ปรางเข้าพระวิหาร ให้ขุนดาบเข้าค้น แล้วให้ตำรวจในเข้าค้น แล้วให้นายแวงค้น แล้วให้กันยุบาดค้นเล่า เปน ๔ ถ่า จึ่งเชิญเสดจ์ เมื่อเสดจ์ ตำรวจในแนมสองข้าง นายแวงถัด ขุนตำรวจขุนดาบอยู่แต่ข้างล่าง ครั้นเสดจ์ถึงใน ตำรวจในอยู่บานประตูข้างใน นายแวงอยู่บานประตูข้างนอก ขุนดาบอยู่เชิงบันใดเชิงเขา ถ้าเสดจ์แลมีผู้ร้ายคือกระบถแลคนปลอมก็ดี สุนักขเสือหมีโคกระบืองูพิศม์ก็ดี โทษขุนดาบหนึ่ง โทษตำรวจในหนึ่ง โทษนายแวงหนึ่ง ถึงตาย ถ้าเสดจ์ด้วยพระราชทยาน แลฝ่ายในติดไซ้ แลตำรวจในมิได้แห่ ๆ แต่ตำรวจสนมแลหฤๅไทยราชภักดี แลรักษาองคแห่หลัง

31

อนึ่งถ้าเสดจ์ทรงม้า แลให้ขุนช้างชาวช้างขี่ช้างไล่ไซ้ ให้ขุนช้างทำคาใส่ฅอ ครั้งหนึ่งให้กราบทูลพระกรรุณาว่าช้างเหลือมือ ถ้ามิฟังแลจำให้ไล่ไซ่ ให้วางจงสิ้นเชิง อย่ารั้งพระธินั่ง จึ่งจะพ้น ถ้ามิทำตามไอยการดั่งนี้ พระธินั่งเปนอันตรายไซ้ ให้เอาผู้ขี่ช้างฆ่าเสียทังโคต

อนึ่งถ้าเสดจ์ทรงม้า แลให้ขุนช้างชาวช้างขี่ไล่พระธินั่งไซ้ อย่าไกลนัก อย่าชิดนัก

32

ไอยการม้า ถ้าเสดจทรงม้า ขุนม้าแนมกลาง ขุนตำรวจแนมสองข้างแคบ นายแวงแนมสองข้างหาง ถ้าเสดจ์ทรงม้าประภาษกลางคืน ให้ขุนม้านายม้าจูงมีเทียรมีใต้มีส้มแทงลิ้นแลแคบง่องแส้กันชีพบังเหียนดอนคลีทวนรองไปโดยเสดจ์ มีม้าใช้ไปสองม้าเหดุการป่วยเครื่องจฉลันแทน

33

ถ้าทรงม้าคลีแลเรียกขุนหมื่นหัวพันแลนายม้าจูงเข้าด้วยธินั่งไซ้แลจชงโคนนั้น ให้ล้วงท้องตัดชายหาง อย่าเอาหน้าม้า ม้าขุนม้านั้นให้แต่หัวเทียมท้ายม้าพระธินั่ง ผู้ใดมิได้ทำตามไอยการแลละเมิดไซ้ โทษศักถ้าดาบ โทษลงหญ้า โทษฆ่าเสีย

34

อนึ่งลูกขุนหมื่นทังปวงแต่นา ๓๐๐๐ ถึงนา ๑๖๐๐ ถ้าขี่ม้าแลเครื่องม้าผิดไอยการ คือ หมอนอานแลเครื่องม้านั้นทองดวงคร่ำถมไหม ไอยการขุนม้า

35

ไอยการม้าขวาแต่หัวสนามมาถึงเสาทงไชย ม้าซ้ายแต่เสาธงไชยถึงท้ายสนาม ท้าวพญามนตรีมุกขหัวเมืองลูกขุน[วซ 8] หัวหมื่นขี่ช้างม้ายั่วยานกลายหน้าโรงม้ามิลงไซ้ ให้ชาวม้าห้าม มิฟัง ให้ไหมจัตุรคูนทวีคูน

อนึ่งเมียจัตุสดมมาถึงเมียนา ๑๐๐๐ กั้งกันชิงหน้าโรงม้า ผิดด้วยไอยการ

36

อนึ่งถ้าเสดจ์ทรงพระธินั่งช้าง แลให้ชาวม้าขุนม้าหมื่นม้านายม้าจูงขี่ม้าไล่ช้างพระธินั่งไซ้ อย่าไกลนัก อย่าใกล้นัก แต่พอบังควร

37

ไอยการช้างหลวงช้างหมื่นช้างบลัดช้างนายช้างท้ายช้างนายต้นเชือกสานใหญ่สานกลางจำลองหมอควานการกรมช้างอัษฐคชพังคากะโจมเขื่อนค่ายแนมกันทรงบาศในรวางนอกรวาง ถ้าทรงพระกรรุณาจะเสดจ์ช้างพลายพังคาจำลอง ให้ทำตามไอยการ ให้มีฃอส้อมชนักตระคนซองหางบาศเชือกติดตาม อนึ่งทรงพระกรรุณาจเสดจ์ให้ผูกช้างมีสัตวเปนธินั่งไซ้ ให้ขุนช้างชาวช้างกราบทูลขอถวายชีวิตรอย่าเชิญเสดจ์ลง

38

อนึ่งถ้าทรงพระกรรุณาให้เอาช้างไส่งาด้วยพระธินั่งไซ้ ช้างนั้นมีพาศรี ช้างพระธินั่งต่ำตา ให้ทูลฃอถวายชีวิตร

ถ้าเสดจ์ทรงช้างชน ให้ผู้ขี่ชนนั้นรั้งช้างกดช้างจงหนัก ถ้าเหนจะเอาไว้มิหยุด ให้ทูลจงได้ ๓ ครั้ง

39

อนึ่งพระธินั่งเสดจ์เข้าต่อเถื่อน แลเถื่อนมีพาษี พระธินั่ง[7] ต่ำ[8] อย่าควาน ควานอย่าให้ฃอ อนึ่งจทรงบาศ แลเถื่อนมีพาสีก็ดี ตรัสเรียกบาศ อย่ายื่น แลไอยการให้ควาน ๆ ทัง ๔ ประการดั่งนี้ ให้ขุนช้างชาวช้างว่าแก่ขุนตำรวจให้เอากราบทูลพระกรรุณา ครั้งหนึ่งให้หมายบอกแก่จ่าแลชาวช้าง ถ้าทรงพระกรรุณามิฟัง ทูลฃอถวายชีวิตร ถ้ามิฟังแลเสดจ์ ให้นอนกลิ้งเข้าไปหว่างงาให้ช้างแทง จึ่งจะชอบด้วยไอยการ ผี้แลขุนช้างชาวช้างมิได้ทำตามพระไอยการดั่งกล่าวมาไซ้ ถ้าพระธินั่งเปนอันตราย ให้เอาชาวช้างฆ่าเสียทังโคต

40

ถ้าเสดจ์ทรงบาศไซ้ ผู้ขี่กลางบันดายื่นบาศนั้นให้ดูกาละเทสะ ถ้าเถื่อนต่ำตา เรียกบาศ ให้ยื่น ถ้าช้างพระธินั่งต่ำตา เรียกบาศ อย่ายื่น ถ้าฟันลงกับฅอช้าง ขอรับพระราชอาา มิทำตามพระไอยการ โทษถึงตาย

41

ถ้าพระธินั่งเข้าต่อเถื่อนคล้องกลางแปลง แลช้างค้ำช้างค่ายเขื่อนทวนหอกช้างติดสองช้าง พระธินั่งแลติดเถื่อนเติบ แลช้างทวนหอกมิเข้าช่วยทัน โทษถึงตาย

42

อนึ่งถ้าเสดจ์ช้างพระธินั่งเข้าคล้องกลางแปลง แลช้างแนมช้างกันช้างค่ายให้เข้าตามกระบวน แลช้างหอกช้างทวนซึ่งองครักษนารายบันดาแซงกันอยู่โดยกระบวนนั้น แลเถื่อนเข้าจวนพระธินั่งเปนอันตรายไส้ ผู้ขี่ช้างทังปวงนั้นโทษถึงตาย แลฝ่ายองครักษนารายหัวหมื่นหัวพันหัวรองภูดาษหัวปากนั้นโทษใส่ตรุะไว้ ๓ ปี ผี้แลพระธินั่งฉุกลหุก ฆ่าเสียทังโคต

43

อนึ่งเสดจ์วังช้าง ให้ตั้งเขื่อนตั้งค่ายพราง แลช้างอยู่ในเล้าไซ้ ให้ตั้งอาา คือว่า ห้ามปี่ขลุ่ยทับโทนฆ้องกลองเชลาะเบาะเถียงกันตีด่าข้าคนบ่าวไพร่แลโห่ร้องนี่นัน แลให้เจาะปากเอาด้ำหอกร้อยขาแลทเวนรอบค่ายทังบ่าวทังนาย อนึ่งถ้าค่ายทำแล้วมั่นคง แลช้างออกหน้าที่ใคร ให้ทะเวนเสียบเสีย ถ้าช้างสำคัญ ฆ่าเสียทังโคต

อนึ่งถ้าเสดจ์พานช้างในพเนียด ถ้ามหาดไทชาววังขาด โทษเท่าหนีศึก

44

อนึ่งโขมดพรานพนจรอันพบช้างสำคัญ แลให้ข่าวแก่ขุนโขลงแลให้กราบทูลไซ้ ให้พระราชทานขันทองหนัก ๑๐|๑๐/๑๐|๑๐ ถ้าแลพบปลักแปลงที่อยู่แลให้กราบทูลไซ้ ให้พระราชทานขันทองหนัก ๑|๒/| แหวนมีพลอยวงหนึ่ง แล เสื้อ
ผ้า
จึ่งใช้ข้าหลวงไปข้าหลวงกลับมากราบทูลเปนมั่นแม่น พระราชทานขันเงิน เสื้อ
ผ้า
แลเมื่อได้ตัวเข้ามาโขมด ได้รางวัน เงิน
ทอง
ลาก ฝ่ายขุนโขลงรู้ด้วยเอาข่าวเข้ามาถวาย พระราชทานเงินลากทองลากแลเมียนาง

45

ถ้าวางแลมิพบมิเหนโทษโขมดแลขุนโขลงใส่กลังจำเดิรป่าหา ๓ ปี เมื่อพบแล้วจะชักนำให้ทำพิทธี ๗ วันแล้วจึ่งเอาด้ายตีบาศทรงบาศ เมื่อคล้องติดหนัง ๘ โรงรำ ๘ โรงสมโพท ๗ วันเหล้นมหรรสพ ๑๕ วัน จึ่งเอาลงขนานเหล้นหนังรำรวดมาถึงพระนคร แลเมื่อถึงพระนครแล้ว เล่นมหรรสพสมโพท ๑๕ วัน

46

ไอยการพระราชสงคราม ยกไปศึกก็ดี ข้าศึกมาถึงเมืองก็ดี แลท้าวพญาหัวเมืองมนตรีมุกขเสนาโยธามาตผู้เปนนายทับนายกองยกช้างม้ารี้พลพลดั้งดาบเขนเสโลโตมรปืนไฟน่าไม้ธนูหอกทวนเปนปีกออกไปณกลางแปลงแลเปนนายกองออกไปก็ดี ได้รบแลมีไชยชำนะแก่ข้าศึกแลให้ยุกระบัดทับกฎหมายความชอบมา ได้รางวันเจียดทองเสื้อสนอบแล[9] เปลี่ยนที่อื่น ฝ่ายลูกหลานให้เลี้ยงตามบำเหนจ์

ถ้าผู้ใดถอยแต่ชั่วเส้าหนึ่ง ลงอาาตัดหัวตัดเท้าทเวนรอบทับ ลูกหลานอย่าเลี้ยงเมื่อหน้า

47

ถ้าผู้ใดชนช้างชะนะ บำเหนจ์หมวกทองเสื้อสนอบทองปลายแขน ยกที่ขึ้นถึงนา ๑๐๐๐๐ ถ้านา ๑๐๐๐๐ แล้ว ให้ร่มคันทองคานหามทอง

ผู้ใดชนช้างมีไชยแลข้าศึกขาดหัวช้าง บำเหนจ์ได้พานทองหมวกทองร่มคันทองคานหามทองแลเมียนาง ถ้าได้ตัวท้าวพญา บำเหนจ์เท่ากัน

48

ถ้าพลหอกดาบดั้งเสโลพลตีนได้ช่วยด้วยช้าง แลผู้ชนช้างนั้นมีไชยเพราะพลตีนไซ้ ให้ยกพลนั้นขึ้นเปนขุน รางวันเงินลากทองลาก ลูกหลานให้เลี้ยงสืบไป ฝ่ายผู้ชนช้างนั้น รางวันดุจเดียว

49

ถ้าผู้ขี่ม้ารบได้หัว บำเหนจ์ขันทองเสื้อผ้า ยกที่ขึ้น

ถ้าพลตีนได้หัว รางวันขันทองเสื้อผ้า

ถ้าพลตีนได้ม้า รางวันขันเงินเสื้อผ้า

50

ถ้าแต่พลไพร่องครักษนารายขึ้นไปถึงนา ๔๐๐ ได้ตัวท้าวพญา บำเหนจ์ทองลากเงินลาก ได้กินเมือง ได้เมียนาง ถ้าได้ตัวช้างบำเหนจ์เงิน |/|   ตะหลับทองเสื้อผ้า

51

ถ้าไพร่พลชาวเลือกชาวรองตัดช่องโจมทับทลวงฟันข้าศึกแตกพ่ายจากทับ ให้เงิน |/|   ตะหลับทองเสื้อผ้า ตั้งขึ้นเปนขุน

ถ้าผู้ใดได้ฟันแย้งด้วยข้าศึกแลชำนะ เงิน ๕|/| ตะหลับทองเสื้อผ้า

52

ผู้ใดได้สู้สองคนแลแก้ตัวรอดออกมา รางวันขันทองเสื้อผ้า

ถ้าผู้ไปสู้สองคนรอดตัวออกมาได้ทังอาวุธข้าศึกมาด้วย บำเหนจ์ขันทองเสื้อผ้า ตั้งให้เปนขุน

53

อนึ่งขุนดาบขุนเรือขุนช้างขุนตำรวจอยู่ล้อมวง แลข้าศึกปลอมถึงพระพลาได้ ให้ตัดหัวตัดเท้าทเวนเสียบไว้ อนึ่งให้ข้าศึกเข้ามาเผาได้ถึงพระพลา ให้เสียบเสีย

อนึ่งเข้าทับเข้าศึกตามกระบวนแล้วแลยกเข้าจะยุทด้วยราชศัตรูแลถอยออกมา ๓ ชั่วตัวช้าง ให้ฆ่าเสีย

54

อนึ่งผู้ใดบันดาชนช้างแลเกี่ยวช้างถอยหนี ให้ฟันลงกับหลังช้างแลตัดหัวประจาน ลูกหลานสืบไปอย่าเลี้ยง

อนึ่งถ้ารบหนเรือ ถอยมาชั่วลำเรือหนึ่ง โทษใส่ตรุะไว้ ถ้าถอยสองชั่วลำเรือ ริบเอาตัวลงหญ้าช้าง ถ้าถอยสามชั่วลำเรือ ให้ฆ่าเสีย

55

อนึ่งผู้ถือไอยการพึงปรนนิบัดิให้จำเริญพระราชเสมาสมเดจ์บรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวให้พระยศขจรทั่วทิศานุทิศควรประพฤฒิจินดาสดับสิ่งอันเปนประโยชนอันโบราณราชบัญญัติไว้แล้ว อย่าได้ละเสีย

56

มาตราหนึ่ง สมเดจ์บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสดจ์ในพระโรงก็ดี ในพระราชสถานใด ๆ ก็ดี แลยังไม่เสด็จเข้าไซ้ ท่านมิให้ชาวเจ้าราชกุญหลวงเมืองขุนหมื่นหัวพันนายแวงสพกำนัลการอันบำเรอห์เฝ้าพระบาทนั้นลุกก่อน เมื่อใดเสดจ์เข้าแล้ว จึง[วซ 9] ให้ชาวเจ้าทังหลายลุกตาม

อนึ่งเมื่อเฝ้าหอพระ ให้นุ่งขาวห่มขาว ดำแดงเขียวมิให้นุ่ง

57

อนึ่งสมเดจ์พระพุทธเจ้าอยู่หัวเสดจ์ในพระโรงก็ดี ในพระราชถานแห่งใด ๆ ก็ดี ไปมิได้เสดจ์ออกก็ดี แลเบิกท้าวพญามนตรีมุกขทังหลายเข้ามาชุมแล้วก็ดี อย่าให้ผู้ใดเจรจาด้วยกันเปนนี่นันในพระราชถาน ถ้ามีถ้อยความสิ่งใดจะควรเอากราบบังคมทูล ให้เจรจาด้วยกันแล้วเอากราบบังคมทูลพระกรรุณา ส่วนถ้อยความการนอกกว่านี้ไซ้ บมิพอให้เจรจากว่านั้นเลย ถ้าผู้ใดเจรจาให้เปนนี่นันในพระราชถานไซ้ แต่บันดาศักดิ์นา ๑๐๐๐๐
๕๐๐๐
๓๐๐๐
ถ้าเจรจาครั้งหนึ่งไซ้ ให้ว่าให้ผู้นั้นรู้โทษแห่งอาตมา ถ้าเจรจาถึงสองครั้ง ให้ภาคธรรม ถ้าเจรจาถึงสามครั้ง ให้ห้ามผู้นั้นอย่าให้เฝ้าพระบาทพระเจ้าอยู่หัว ถ้าแต่บันดาศักดิ์นา ๒๔๐๐
๒๐๐๐
๑๖๐๐
๑๒๐๐
ถ้าเจรจาครั้งหนึ่ง ให้ผู้นั้นรู้โทษแห่งอาตมา ถ้าเจรจาถึง ๒ ครั้งไซ้ ให้คร่ามือออกไปจากพระโรง แลให้ห้ามเฝ้าพระบาทพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเจรจาถึงสามครั้งไซ้ ให้คร่ามือออกไปจากพระโรง แล้วให้ไหมลาหนึ่งตามบันดาศักดิ์ ถ้าแต่บันดาศักดิ์นา ๑๐๐๐
๘๐๐
๖๐๐
๔๐๐
ถ้าเจรจาครั้งหนึ่ง ให้ผู้นั้นรู้โทษแห่งอาตมา ถ้าเจรจาถึง ๒ ครั้งไซ้ ให้คร่ามือออกไปจากพระโรง แล้วลงพระราชอาาตี ๓๐ ที แล้วให้ไหมทวีคูนตามบันดาศักดิ์ แลอย่าให้เฝ้าพระบาทพระเจ้าอยู่หัว แต่บันดาศักดิ์นา ๓๐๐
๒๐๐
ถ้าเจรจาครั้งหนึ่ง ให้ลงโทษพระราชอาาตี ๑๐ ที ถ้าเจรจาถึง[10] ๒ ครั้ง ให้ลงพระราชอาาทวนด้วยลวดหนัง ๑๐ ที ถ้าเจรจาถึง ๓ ครั้งไซ้ ให้ลงพระราชอาาทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที แต่บันดาศักดิ์ ๒๐๐ ลงไปถึงไพร่ ถ้าเจรจาครั้งหนึ่ง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๑๕ ที ถ้าเจรจาถึง ๒ ครั้ง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที ถ้าเจรจาถึง ๓ ครั้ง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๕ ที แลให้เจาะ[11] ปากภาคธรรมแก่ผู้เปนนายนั้นด้วย

58

อนึ่งเมื่อเฝ้าพระบาทอยู่นั้น ผู้ใดเจรจากระซิบกัน โทษถึงตาย อนึ่งมีผู้แต่งของถวาย ผู้ใดบังอาจช่วงชิงเอาก็ดี ตีด่ากันทำให้แตกหักหายก็ดี มีผู้ห้ามมิฟัง ให้ลงโทษ ๓ ประการ ๆ หนึ่ง ให้ตัดนิ้วมือเสียกึ่งหนึ่ง ประการหนึ่ง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๕ ที ประการหนึ่ง ให้ไหมทวีคูน

59

อนึ่งผู้อยู่ประจำเวนในพระราชวัง ทรัพยสิ่งของแห่งพระเจ้าอยูหัวหายแลแตกหักเสียประการใด ให้ชาวเวนช่วยกันใช้ของท่านตามข้า[12] มากแลน้อย นายเวนเสียสามส่วน บลัดถัดรองสีย ๒ ส่วน ลูกเวนเสียส่วนหนึ่ง

60

อนึ่งสมเดจ์พระพุทธเจ้าอยู่หัวเสดจ์ประภาษ ให้แจกทรัพยแลเครื่องประสาทสิ่งใดก็ดี ถ้าผู้ใดชิงช่วง[13] หยิบเอาเอง ของนั้นอย่าให้มัน ให้ลากข้อมือมันออกไปเสีย ถ้าดอกไม้ดอกหนึ่งก็ดี ของสิ่งหนึ่งก็ดี ให้ไหมทวีคูน ถ้าดอกไม้สองดอง ของสองสิ่งขึ้นไป ไหมจัตรุคูน

อนึ่งผู้จะแจกเครื่องสรรพประสาทนั้น ให้แจกโดยลำดับไป ถ้ามิแจกโดยลำดับ ให้ลงโทษโดยโทษาณุโทษ

61

อนึ่งผู้บันดาแจกมงคลแลดอกไม้แจกหมากแจกน้ำ ถ้าแลหยิบดอกไม้ยื่นให้แก่[14] พระราชกุมาร โทษตัดมือ ฝ่ายผู้แจกน้ำยื่นน้ำก่อนเชือกหนัง โทษตัดมือ

62

อนึ่งผู้ใดเถียงกันในวังเลมิดพระราชอาา ให้ตีด้วยไม้หวาย ๕๐ ที ถ้าด่ากัน ให้ตีด้วยไม้หวาย ๑๐๐ ที แล้วจึ่งให้ถามความเชลาะนั้น แลให้ไหมตามกระบิลเมืองท่าน

63

อนึ่งถ้านา ๑๐๐๐๐ ถึงนา ๘๐๐ วิวาทชกตีกันในพระราชวังศาลาลูกขุน โทษ ๔ สถาน ๆ หนึ่งให้ไหมตรีคูน สถานหนึ่งให้ไหมทวีคูน สถานหนึ่งให้ไหมลาหนึ่ง สถานหนึ่งให้ภาคธรรม อนึ่งแต่หัวพันขึ้นไปถึงหัวหมื่นทนายผู้มีบันดาศักดิ์นา ๖๐๐ ลงมาถึงนา ๒๐๐ ถ้าชกตีกันทำอุบาทขาดเหลือในพระราชวังในศาลาลูกขุนไซ้ ให้ลงโทษ ๘ สถาน ๆ หนึ่งให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที สถานหนึ่งให้จำไว้เดือนหนึ่ง สถานหนึ่งให้ถอดเสียจากราชการ สถานหนึ่งให้ไหมจัตรคูน สถานหนึ่งไหมตรีคูน สถานหนึ่งไหมทวีคูน สถานหนึ่งไหมลา ๑ สถานหนึ่งให้ภาคธรรม์

64

อนึ่งวิวาทเถียงกันในพระราชวัง ให้จำใส่ขื่อไว้ ๓ วัน ถ้าด่ากันในพระราชวัง ให้ตีด้วยไม้หวาย ๕๐ ที ถ้าชกตีกัน ให้ปอกเลบมือข้างผู้ตีนั้นเสีย ๕ นิ้ว ถ้าจับมีดพร้าอาวุธฟันแทงกันมีบาดเจบไซ้ ให้ปอกเลบมือเสียทัง ๑๐ นิ้ว แล้วจึ่งให้ว่าเนื้อความซึ่งวิวาทนั้น แลให้ไหมโดยความเมืองท่าน

65

อนึ่งวิวาทเถียงกันณะศาลาลูกขุน ให้ใส่ขื่อไว้หน้าศาลาลูกขุนวันหนึ่ง ถ้าด่าลูกขุน ให้มีโทษเท่าขัดพระบันทูล ถ้ามีผู้ด่าตีกันในประโคนแลผู้ร้องห้ามมิฟัง ให้ลงโทษโดยอาาดุจตีด่ากันณจวนนั้น

ถ้า ตี
ด่า
ช้างต้นม้าต้น ให้ตัด มือ
ปาก
เสีย

ถ้าตีนายประตูชั้นนอก ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที ถ้าตีนายประตูชั้นใน ให้ริบราชบาดเอาลงหญ้าช้าง

66

ถ้าถีบประตูวัง ให้ตัดตีนเสีย เอามือผลักประตูวังเข้าไปเอง ให้ตีด้วยไม้หวาย ๒๐ ที ถ้าปีนกำแพงวังชั้นนอก ให้ตัดตีนเสีย ถ้าปีนกำแพงชั้นใน ให้ฆ่าเสีย ถ้าถือเครื่องสาตราอาวุธเข้าไปในพระราชวัง ให้นายประตูถามดู ดี
ร้าย
ถ้าใช่งานที่จะเอาเข้ามา ให้ตัดมือผู้เอาเข้ามานั้นเสีย ถ้านายประตูมิได้ว่าละให้เอาเข้าไป ให้มีโทษแก่นายประตูดุจนั้น

อนึ่งไอยการกระบถปลอมมาต่างเมืองก็ดี แลราชศัตรู แลสุนักขม้าโคกระบือแล่นเข้าในพระราชวังถึงหน้าพระธินั่งก็ดี ถึงบนพระโรงก็ดี โทษชาววังถึงตาย ส่วนนายประตูไซ้ให้ควักตาเสีย

67

อนึ่งถ้าคบกันกินเล่าในพระราชวัง ให้ต้มเล่าให้ร้อนตรอกปากแล้วให้จำไว้ อนึ่งผู้ใดเล่นว่าวข้ามพระราชวังก็ดี ซัดไม้ค้อนก้อนดินอิดผาข้ามพระราชวัง โทษตัดมือ คว่างพระธินั่ง โทษถึงตาย อนึ่งใช่บันดาศักดิ์ นอนในพระราชวัง แลเข้ามานอนไซ้ ให้ตีผู้นอนแลผู้ฃอนอนคล ๑๐ ที

68

อนึ่งผู้ถือไอยการแลอาาทังปวง มีผู้ทำผิดไอยการซึ่งมิชอบ แลผู้ถือไอยการมิได้ว่าตามไอยการอันชอบไซ้ อันจะลงโทษแก่ผู้ทำผิดไอยการนั้นฉันใด แลให้ลงโทษแก่ผู้ถือไอยการอันมิได้ว่ากล่าวนั้นด้วย

69

อนึ่งผู้ใดทำลูกกุญแจแลเรียนมนต์คุณวุธิวิทยาคมเสดาะประตูวังแลเปิดโขลนทวารเข้าไปในพระราชมณเทียรสถานลักภาสาวใช้กำนัลแลลักพระราชทรัพย ให้ลงโทษโดยมหันตโทษแล้วให้ฆ่าเสีย ถ้าทรงพระกรรุณาบให้ฆ่าเสียไซ้ ให้ลงโทษ ๕ สถานโดยพระราชอาาท่านกล่าวไว้

70

อนึ่งผู้ใดลักเงินทองผ้าผ่อนท่อนแพรผู้คนแลพระราชทรัพยออกไปจากประตูไซ้ ให้ฆ่าผู้ลักแลนายประตูเสียด้วยกัน

71

อนึ่งผู้ใดบังอาจลักขุดเสาใต้เวียงในเมืองหลวงท่าน ๑๐ ต้น เอา ๓ ต้นตั้งไหมต้นล ๑๑๐๐๐๐ ถ้าหัวเมือง ๑๐ ต้น ให้ไหมแต่ ๓ ต้นต้นละ ๕๕๐๐๐

72

อนึ่งผู้ใดบังอาจขุดเรือพระราชพิทธีล้างทลายรุ้งเมืองขื่อเมืองเสาค่ายหอกลองกำแพงเมืองด้วยใจสาหัศสากัน ท่านว่า ให้ฆ่าผู้ร้ายนั้นเสีย สถานหนึ่ง ให้ตัดมือเสีย สถานหนึ่ง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๑๐๐ ที ๕๐ ทีตามโทษานุโทษ

73

อนึ่งขุนดาบขุนเรือหัวหมื่นองครักษนารายหัวหมื่นเรือหัวพันนายแวงบันดาได้ถือดาบหลวงแลเข้ามาในราชการก็ดี นั่งในศาลาลูกขุนก็ดี แลมิได้รับเอาดาบเอาเจียดไซ้ ให้นายประตูนายศาลาเอาเจียดตีเสีย แลดาบนั้นให้เอาถวายให้ทำดาบอื่นใช้ เครื่องเจียดไซ้ให้ไถ่[15] แก่นายประตู แลฝ่ายผู้เลมิดนั้นให้ถอดลงเปนไพร่ เพราะมิควรถือดาบหลวง ถ้านายประตูมิเอาว่าตามพระไอยการไซ้ โทษนายประตูศักลงหญ้าช้าง

74

อนึ่งผู้ใดทัดดอกไม้ แลนุ่งผ้าแดงผ้าชมภูไพรำการะกำหาเชิงมิได้ ห่มผ้านอกเสื้อ ห่มผ้าบ่าเดียวนุ่ง ผ้าเหนบหน้าหิ้วชายลอยชาย แลเข้าในสนวนประตูสนวนตะพานสนวนในรั้วไก่ใบกะลาบาตแลหน้าพระธินั่งประตูทับเรือก็ดี พระตำหนักก็ดี ฝ่ายผ้าเสื้อไซ้ให้ฉีกเสีย ดอกไม้ไซ้ให้คลุกฝุ่นโพกหัว ตามโทษหนักโทษเบา

75

อนึ่งแต่นา ๑๐๐๐๐ ลงมาถึงนา ๑๖๐๐ แลไปมาหากันถึงเรือนก็ดี ที่สงัดแห่งใด ๆ ก็ดี แลลอบเจรจากันก็ดี แลนั่งในศาลาลูกขุนเจรจากระซิบกันแต่สองต่อสองก็ดี โทษฟันฅอริบเรือน

76

อนึ่งลูกขุนผู้ใดคบคิดกันกินเล่าเล่นเบี้ยเล่นไก่ มีผู้รู้เหน ให้ศักลงถ้าดาบ ถ้าขุนสนมไปคบลูกขุนทหาร โทษถึงตาย

77

หนึ่งหัวเหมือนหนึ่งกัน เจ้าเมืองหนึ่งกัน ไปหาเมืองหนึ่ง โทษถึงตาย

78

อนึ่งลูกขุนนา ๑๐๐๐๐ ถึงนา ๘๐๐ แลไปคบไปหาพระราชบุตรพระราชนัดดา โทษถึงตาย อนึ่งขุนหมื่นหัวพันผู้ใด ท่านมิให้เผื่อใจแก่พระราชกุมารพระราชนัดดาพระราชบุตรเลือกช้างดีม้าดีให้นั้นมิได้ ถ้ามีรับสั่งให้แก่ลูกเธอหลานเธอไซ้ ให้พิดทูนร่ำเรียน จึ่งพ้นพระราชอา

79

อนึ่งผู้ใดไปคบหาสื่อเมืองแลราชทูตเจรจา โทษถึงตาย

80

อนึ่งแต่นา ๑๐๐๐๐ ลงมาถึงนา ๖๐๐ แลเหนความมิชอบ คือ คบกันผิดตระทรวงไอยการก็ดี บังพระราชทรัพย์ก็ดี แลลักพระราชทรัพย์ก็ดี แลคบด้วยสัตรีสิ่งใดอันต้องสัจาทิศถาน แลรู้เหนด้วยประการใด ๆ ก็ดี มีผู้เอามาว่ากล่าว มิได้พิดทูลแลมิได้เอามาว่ากล่าวถึงลูกเจ้าเหง้าขุนโดยไอยการว่า ถ้ามิได้พิดทูลไซ้ ให้ว่าแก่ตำรวจใน ถ้ามิได้ให้ว่าแก่ตำรวจวัง ถ้ามิได้ให้ว่าแก่มหาดเลก ให้เอากราบทูลพระกรรุณา ถ้างดความนั้นไว้มิได้ว่า ให้ทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายเอง ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามพระไอยการดั่งนี้ไซ้ ผู้นั้นคือกระบถ ให้ปรับตามโทษหนักโทษเบา ถ้าโทษหนัก ให้ฆ่าเสีย ถ้าโทษเบา ให้ใส่ตรุไว้ แลฝ่ายผู้มิได้เอาคดีมาพิดทูลนั้น โทษเท่ากัน

81

อนึ่งลูกขุนผู้ใดขาดถือน้ำพระพิพัท โทษถึงตาย ถ้าบอกป่วย คุ้ม ถ้าลูกขุนผู้ถือน้ำพิพท ห้ามถือแหวนนากแหวนทองแลกินเข้ากินปลากินน้ำยาแลเข้ายาคูก่อนน้ำพระพิพัท ถ้ากินน้ำพระพิพัทจอกหนึ่งแลยื่นให้แก่กันกิน กินแล้วแลมิได้ใส่ผม เหลือนั้นล้างเสีย โทษเท่านี้ในระวางกระบล[วซ 10]

82

อนึ่งรับเครื่องแลมิได้กิน ดอกไม้มงคลมิได้ใส่หัว เอาใส่พานหมากใส่เจียดไว้ อนึ่งให้ตกกลางพระโรงกลางดิน อนึ่งแลไปวบพระเนตรเจรจากระซิบกันเดิรออกมา แลจูงกันเจรจาในประตูสั่งกัน โทษในระวางกระบถ อนึ่งข้าเฝ้าทังปวงแลเข้าไปในพระราชวัง ทาน้ำมันคราดกระแจะอมเมี่ยงทัดดอกไม้ ผิดไอยการ

83

อนึ่งถ้านุ่งผ้า ปัก
ลาย
มีเชิงชาย ให้นายประตูนายพระโรงฉีกเสีย

84

ถ้าขาดเฝ้าหอพระก็ดี ขาดเฝ้าหน้าพระบัญชรก็ดี ให้ไหมอ้อยตามบันดาศักดิ์ส่งให้แก่ชาวช้าง ถ้าขาดโดยเสดจ์ โทษเท่ากัน

อนึ่งถ้าเสดจ์จากพระนคร ผู้บันดานอนรั้ง ถ้าขาดครั้งหนึ่ง ไหมทวีคูน ถ้าขาดสองครั้ง ไหมตรีคูน ถ้าขาด
ครั้งคุงเสดจ์มา ไหมจัตุรคูน

อนึ่งชาวบันดานอนงานแลประตูหับแล้ว แลปีนกำแพงเข้าออก โทษตัด มือ
เท้า

85

อนึ่งพระวอจวนกัน บันดาชักม่านแลสายม่านเดียวกันก็ดี สายม่านขาดก็ดี สายม่านชักมิออกก็ดี ม่านหลุ้ยแลตระหลบก็ดี โทษฟันฅอริบเรือน

86

อนึ่งหัวหมื่นเรือผู้ถือธงหัวเรือ แลทำให้คันหักขาดปลิวลงน้ำ แลเอาข้างบนลง เอาข้างล่างขึ้น โทษฟันฅอริบเรือนทังบ่อโทน ถ้าการพระราชพิทธีแขกเมืองถวายบังคม ฆ่าเสียทังโคต

87

อนึ่งหัวหมื่นสนมสมุหประทานก็ดี นายแวงก็ดี ถืออภิรมให้คันหักให้หลุด โทษฟันฅอริบเรือน ถ้างานพระราชพิทธีแขกเมืองถวายบังคม ฆ่าเสียทังโคต

88

อนึ่งถ้าแขกเมืองถวายบังคม แลมิได้เฝ้า ให้ไหมตามบันดาศักดิ์

อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวประสาทผ้าเสื้อสนอบแก่ทหารพ่อเรือนทังหลายเมื่อแขกเมืองมา แลเบีกเข้าไปถวายบังคม บมิได้นุ่งห่มเสื้อสนอบซึ่งพระราชทานนั้น แลนุ่งห่มเสื้อผ้าอื่น มิควรให้มา ดูร้าย

อนึ่งเสื้อสนอบพระราชทานนั้น แลเอาไปนุ่งห่มแห่งอื่นด้วยประการอันมิชอบ นุ่งห่มให้เศร้าหมอง ครั้นแขกเมืองมาไซ้ นุ่งห่มเสื้อสนอบเก่านั้นให้ดูร้าย เมื่อเบีกแขกเมืองนั้นเข้าถวายบังคม ควรให้ผู้ร้ายออกจากพระโรงก่อน พิจารณาเปนสัจไซ้ ให้ลงโทษดั่งนี้ ถ้าทีหนึ่ง ควรภาคธรรม ถึงสองที ให้ลงโทษตี ถึงสามที ให้ใส่คาแก่ผู้นั้นเสีย

90

อนึ่งเสื้อสนอบพระเจ้าอยู่หัวประสาท ควรเอาไปนุ่งห่มด้วยประการอันชอบ คือว่าการพระราชพิทธีตรุดสาทก็ดี คือว่าการมโหรสพแลโดยเสดจ์พระเจ้าอยู่หัวก็ดี ถ้าแลผ้านั้นเก่าไซ้ ให้เอาส่งแก่ขุนมุนนายอนาพยาบาลให้เอาถวายในที่ราชรโหถาน แลบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเสื้อสนอบอื่นให้ อนึ่งถ้าจวนแลมิทันถวายก็ดี ควรหาเสื้อสนอบอันควรนุ่งห่มอย่าให้ดูร้าย อนึ่งขุนมุนนายอนาพยาบาลแห่งอาตมาบอกกำหนดว่าจะเบีกแขกเมืองถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัวก็ดี รู้[17] เองก็ดี แลมิได้มาทัน ควรให้ลงโทษเอาออกจากราชการ ให้ไหมทวีคูนตามบันดาศักดิ์

91

อนึ่งลูกขุนมนตรีมุกขท้าวพญาพระหลวงหัวเมืองทังปวง แลทำยศศักดิ์พ้นตำแหน่งไซ้ ควรให้ริบเอาสมพลออก แลตัวนั้นอย่าเลี้ยง

92

อนึ่งราชกุญหัวหมื่นหัวพันทุกตระทรวงการซึ่งราชการอันท่านให้ไปทำก็ดี อนึ่งให้ไปชุมพิภากษาถ้อยความก็ดี ท่านให้ไปอยู่จงเสรจ์การนั้นแล้วจึ่งให้มาเฝ้าพระบาทพระผู้เปนเจ้า ถ้ามิแล้ว ท่านมิให้มา ถ้ามีถ้อยความจะพิดทูล ให้ผู้มาทูลตาง ถ้าว่าราชการเสรจ์แล้ว ถ้ามีพระบันทูลตรัสให้มา จึ่งมา ถ้าหากมาเองไซ้ ผู้นั้นเลมีดพระราชอาาท่าน

93

อนึ่งแต่นี้ไปเมื่อหน้า ท่านมิให้มีนายสุภาวดีหลายคน ตั้งแต่นายภูดาษคนหนึ่ง เสมียรสองคน ฉบับพระราชประหยัษอันชอบดั่งนี้ คือ ผู้นั้นมีบำเหนดแก่ราชการ ผู้ใดทำขาดเหลือมิยำพระราชนิยมไซ้ คือ ผู้นั้นหาบำเหนดแก่ราชการมิได้

94

อนึ่งช้างต้นม้าต้นไข้ แลมิได้ถวายฎีกา ช้างต้นม้าต้นตาย ให้ศักลงหญ้าช้าง

อนึ่งช้างต้นม้าต้นไข้ แลมิได้อยู่รักษา ให้จำจงหนัก อนึ่งให้ไหมทวีคูน

95

อนึ่งข่าวศึกมาถึง ให้ท้าวพญามนตรีมุกขลูกขุนนั่งในศาลา ถ้าผู้ใดมิได้มาไซ้ โทษคือกระบถ ให้ปรับตามโทษ

96

อนึ่งตรัสใช้ผู้ใดไปราชการ แลถวายบังคมลาแล้ว แลอยู่เรือนเองก็ดี อยู่แห่งใด ๆ ก็ดี ถ้าสามวันแลมิได้ไปไซ้ โทษนั้นให้หามาแลใช้ผู้อื่นไปแทน ฝ่ายตัวผู้ทนงนั้นให้ใส่ตรุไว้กว่าผู้ไปราชการจะกลับคืนมาถึงจึง[วซ 9] เอาออก

97

อนึ่งท้าวพญาสามลราชแลท้าวพญาประเทษราชพระหลวงขุนหมื่นท่านให้ไปรั้งเมืองแลไปการณรงสงครามก็ดี แลทำหนังสือบอกศุขทุกขมามิได้แลมาเองก็ดี แลเอาทรัพยมาทอดแพละโลมเอาไพร่พลในราชธานีของท่านไปก็ดี ท่านว่า ธี่นั่งน้อยจะใคร่ฝ่ายที่นั่ง[วซ 11] อันใหญ่ ท่านให้ฟันฅอริบเรือน ถ้าธรงพระกรุณาบให้ฆ่าตีเสียไซ้ ให้ริบทรัพยพัทธยากรจงสิ้น ให้ศักถ้าดาบ เอาตัวลงเปนไพร่เกี่ยวหญ้าช้าง อนึ่งมีหนังสือบอกศุขทุกขมา ยังมิได้มีหนังสือไปให้หา แลมาก่อนหนังสือ ให้มัดไว้หน้าศาลาลูกขุนสามวัน แล้วให้ไหม จตุรคูน[18]
ทวีคูน
ลาหนึ่ง
แลถอดจากราชการ ใส่ตรุะไว้เดือนหนึ่ง ถ้าธรงพระกรุณาจะให้คงที่ไซ้ ให้ใส่ตรุะไว้ ๑๕ วัน ถ้าหนังสือหาภบแต่กลางทาง ท่านว่า ให้ถ่ายธี่นั่ง ถ้านา ๑๐๐๐๐ ให้ถอยลงนา ๕๐๐๐ ถ้านา ๕๐๐๐ ให้ถอยลงมานั่งหลังนา ๓๐๐๐ นา เปนลำดับลงมา ให้ถอยเปนลำดับลงมาจนถึงนา ๔๐๐ แล้วให้ไหมตามบันดาศักดิ์ จตุรคูน[18]
ทวีคูน
ลาหนึ่ง
จำ ๑๕ วัน อย่าให้ดูเยี่ยงกัน

98

อนึ่งผู้อยู[วซ 12] ในราชการอันบันดาจำบำเรอห์ประดิทินจะขาดมิได้นั้น แลผู้นั้นคร้านขาดราชการ แลผู้คร้านนั้นควรเหนโทษแห่งตน จควรเอาราชการโดยอุส่าห์นั้นมิได้ แลจควรถวายราชการอย่าให้ดูร้าย

99

อนึ่งจะใคร่อุส่าห์ แลโรคบีธา อุส่าห์มิได้ ควรเอาคดีอันโรคบีธานั้นบอกแก่ขุนมุนนายอนาพยาบาลขอให้แพทยาข้าหลวงไปพินิจ์ดูจงเปนสัจ แล้วให้เอาบังคมทูลพระกรุณา อย่าให้เสียราชการ แลจะควรรับราชการแต่ภอบังควรแก่อาตมาจะประพฤทธิได้นั้น

100

อนึ่งถ้าผู้มีโทษไปมิทันได้พิจารณารู้โทษแห่งอาตมา ครั้นรู้โทษ จะขอลงโทษแก่อาตมาไซ้ พึงยกโทษ อนึ่งผู้บันดาจำบำเรอห์จะขาดมิได้นั้น ผู้นั้นคร้านแลให้ขาดราชการไซ้ ผู้นั้นเหนโทษตัว ขอให้ลงโทษแก่ตัวเอง พึงให้ลงโทษโดยควร ถ้ามิได้เหนโทษ ให้ขาดราชการหลาย หมีนำภา หมีถวายราชการไซ้ ควรให้มุนนายอนาพยาบาลผู้นั้นพิจารณาแลเอาโทษนั้นบังคมทูลพระกรุณาโดยควรด้วยโทษนั้น

อนึ่งแม้นเจ้าพญาแลพญาพระหลวงหัวเมืองมนตรีมุกขลูกขุนราชนิกุญหมื่นหัวพันผู้ใดมีบำเหนด มันอุสาห์บำเรอห์พระเจ้าอยู่หัวมิได้ขาด แลพระเจ้าอยู่หัวประสาทสิ่งใดให้แก่ผู้นั้นไซ้ บมิควรให้ผู้คร้านนั้นยินร้ายเพราะอำเพอแห่งอาตมคร้านเอง ถ้าผู้คร้านยินร้ายไซ้ ให้ถอดผู้ร้ายออกเสียจากราชการ แลทรัพยสิง[วซ 13] สีนผู้คนนั้นอย่าไว้

101

อายการแต่นา ๑๐๐๐๐ ถึงนา ๘๐๐ ขัดพระราชโองการมีโทษ ๔ ประการ คือขัดคำต่อพระโอษฐ โทษแหวะปาก ขัดดำเนีรพระราชโองการ โทษฆ่าเสีย ขัดสั่งพระราชโองการ ตัดปาก ขัดฎีกาพระราชบันทูล ไหมจัตุรคูน

ถ้าขัดพระราชฎีกา สมเดจ์พระอรรคมเหษีใช้พระราชฎีกา สมเดจ์พระชายาแลสมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้าใช้พระเสาวนี

สมเดจ์พระเจ้าลูกเธอกินเมืองใช้พระสาศน ผู้ใดขัดพระศาสน ไหมทวีคูน

ถ้าแลมีพระราชฎีกาดำเนีร มีตราขุนจันทราทิตยนำ ถ้าพระราชเสาวนีดำเนีร ตราขุนอินทราทิตยนำ

ถ้าพระราชฎีกา นักเทศถือไป พระเสาวนี จำถือไป

102

อนึ่งผู้ใดทำเทียมเครื่องต้น โทษตัดมือคุงข้อ อนึ่งผู้ใดทำเทียมพระราชโองการ ทำเทียมพระราชกฤษฎีกา ทำเทียมพระบันทูล โทษฆ่าเสีย

103

อนึ่งผู้ใดพิดทูลถ้อยความประการใดแก่สมเดจ์พระพุทธิเจ้าอยู่หัวไซ้ ให้ผู้นั้นแถลงถวายจงสิ้นการ ถ้าลูกขุนผู้เฝ้าพระเจ้าอยู่หัวอยู่นั้นเหนว่าทูลถ้อยความมิถ่องแท้ ให้พิดทูลต่อถวายให้ถ่องแท้ ถ้าความอันต้องตัวเองไซ้ ท่านมิให้ทูลเอง

อนึ่งมีผู้ขอให้พิดทูลขอสิ่งสีนทรัพยประการใด ๆ ไซ้ ท่านหมีให้พิดทูลต่อหน้าผู้ขอนั้น

104

อนึ่งท่านใช้ นายแวง
นายมหาดไท
บอกการงานแก่ลูกเจ้าเง่าขุนมุนนายสัพกำนัลแห่งใด ๆ ก็ดี ให้เร่งรับถ้อยความทำการโดยพระราชโองการพระผู้เปนเจ้า ถ้าถ้อยความงานอันนายแวงนายมหาดไทสั่งนั้นหนักใจจะรับทำหมีได้ ก็ให้เร่งพิดทูลคืนพระราชโองการอัน นายแวง
นายมหาดไท
สั่งนั้น ถ้าผู้ใดอุเบกษาราชการเสียไปมิได้พิดทูลไซ้ ท่านให้ลงโทษโดยขนาดพระราชอา

105

อนึ่งผู้ใดบังคับราชการในกรม รู้หมีถึงราชการ บังคับเอาผิดเปนชอบ เอาชอบเปนผิด ท่านว่าเข้าในรวางโทษขาดเหลือ

106

อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวดำรัสตรัสด้วยกิจราชการคดีถ้อยความประการใด ๆ ต้องกฎหมายประเวนีเปนยุติธรรมแล้ว ให้กระทำตาม ถ้าหมีชอบ จงอาจพิดทูลทัดทานครั้ง

ครั้ง ถ้าหมีฟัง ให้งดไว้ อย่าเพ่อสั่งไป ให้ทูลในที่ระโหถาน ถ้าหมีฟัง จึ่งให้กระทำตาม ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามพระอายการดั่งนี้ ท่านว่าผู้นั้นเลมีดพระราชอา

107

อนึ่งผู้เปนสมุหดำรวจให้จงรักษภักดีในพระบาทสมเดจ์บรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว อย่าให้รำคานเคืองพระไทย จงมีใจจงรักษอันชอบอันจริง แลให้ระวังระไวพิทักรักษาบังคับบัญชาลูกขุนมุนนายหัวหมื่นแห่แหนพระผู้เปนเจ้า แลห้ามปรามผู้คนเขจรเข้าออกผิดชอบกลางวันกลางคืน แลคอยจริตประหงิดประงอนแห่งราชกุญหัวหมื่นหัวพันผู้จชอบมิชอบแลลอบลักเจรจาด้วยกันคุยระหัดนั้น ถ้ารู้ไซ้ อย่าให้เงีอดงดคดีนั้นไว้ ให้เรียกหามา ภอจรำงับดับเสียได้ก็ให้รำงับดับเสีย ภอจพิดทูลร่ำเรียนก็ให้พิดทูลร่ำเรียนโดยดำเนีรคดีนั้น ถ้างดคดีนั้นไว้ ผู้นั้นมีโทษเสมอผู้ร้ายนั้น

108

อนึ่งพระมหากระษัตรตั้งบุรุษผู้ใดให้เปนอธิบดีศรีสมุหนายกรักษาองคจงมีสัจจามิภักดำหริะตริะการอันจะเปนประโยชน์แก่พระเจ้าอยู่หัว

109

อนึ่งสวิญาณกทรัพยอวิญาณกทรัพยอันใดซึ่งจได้บำรุงพระนครนั้น ให้เอามาทูลถวายประมวนไว้ให้หมั้งคั่งในแผ่นดิน จงจำพระราชอาาพระผู้เปนเจ้าบันทูล ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามพระราชนิยม แลเบียดบังลอบลักเอาไว้ซื้อขายแลกเปลี่ยนแลละเมีนเสียไซ้ ท่านว่าผู้นั้นเลมีด ให้ลงโทษ ๓ สถาน

110

อนึ่งเมียแห่งตนท้าวพญาประสาทให้แก่ตน ถ้าแลษัตรีนั้นผิดประการใด ๆ ก็ดี แต่ด่าตีให้หลาบปราบให้กลัว อย่าให้ล้มตายเสียรูปทรงษัตรีนั้นไป ถ้าหมีได้ทำตาม โทษสามสถาน

111

อนึ่งพระราชบุตรี พระราชนัดดา พระสนมบัวนางซึ่งพระเจ้าอยู่หัวภัทธยาไปแก่พระราชกุมารแลราชนิกุญท้าวพญาพระหลวงเมืองขุนหมื่นหัวพันผู้มีบำเหนดบำนานแลมีความชอบนั้น แม้นมีความผิดด้วยประการใด ๆ โทษถึงตายก็ดี ให้เอาคดีนั้นมาบอกแก่ผู้เปนมณเฑียรบาลให้กราบทูลแต่พระบาทพระเจ้าอยู่หัว จะมีโทษฉันใดตามโทษานุโทษนั้น

112

อนึ่งพระแสงทรงหมีให้เจ้าต่างกรมต้องถือ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวส่งพระแสงให้เจ้าต่างกรม อย่าให้รับ ถ้ารับ โทษหนัก ให้มหาดเลกรับ ถ้ารับหมีทัน โทษถึงตาย ถ้าถือพระแสงตามเสดจ์ อย่าให้ถอดฝัก ถ้าถวายพระแสง ให้เอาคมไว้ข้างตัว สันไว้ข้างพระองค ถ้าถวายผิด โทษถึงตาย

113

อนึ่งธรงพระโกรธแก่ผู้ใดแลตรัสเรียกพระแสง อย่าให้เจ้าพนักงานยื่น ถ้ายื่น โทษถึงตาย

114

อนึ่งไฟไหม้ศึกเสือโคควายช้างอละวาดโจรปล้นต่อสู้ฟันแย้งกันประการดั่งนี้ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวบันทมอยู่ก็ดี ให้ปลุกพระบันทม ท่านจะได้แต่งการกันด้วยประการนั้น

115

อนึ่งถ้าไฟไหม้วังก็ดี ใกล้วังก็ดี กลางวันกลางคืนไซ้ ให้เอาพลทลวงฟันมาตั้งอยู่ในสนามแลบังคับบัญชาเอา ช้างดี
ม้าดี
ที่ไกล้[วซ 14] ไฟนั้นออก อย่าให้ฉุกละหุก แลให้ตรวจเอาพร้าขอกระต้อน้ำจงทุกที่พนักงานให้สรัพไว้ เมื่อท่านให้หาไซ้จึ่งไป ถ้าไฟไหม้ใกล้โรง ช้าง
ม้า
จวน พล
เครึ่อง[วซ 15]
ให้ชาวสมุหดำรวจเอารี้พลไปช่วยดับ อย่าให้อุเบกษาแลเกบเอเข้าของ ๆ เขา ถ้าเกบเอาเข้าของ ๆ เขา ให้ทวนจงหนัก

116

อนึ่งเจ้าพญาพระหลวงขุนหมื่นพันผู้ถือบันดาศักดิ์ ท่านห้ามหมีให้อุบายให้พี่น้องข้าไทไปถืออากอน ไร่นา
เรือกสวน
ขนอนตระหลาด
เปนประโยชน์ ถ้าหมีฟัง ท่านว่าเลมีดพระราชอา

117

อนึงไม้ในป่าศีลาบาดหลักประโคนด่านแดนเมืองใด ๆ ก็ดี ท่านหมีให้ตัดกิ่งก้านรานต้นไม้แลขุดหินศีลาบาดนั้นแลตีให้เหลกแตกเปนท่อน โทษ ๓ ประการ

118

อนึ่งผู้เปนข้าพระบาทให้รู้จักในราชการมณเฑียรบาลในปถมยามซึ่งท่านห้ามบัญหญัติไว้ ถ้าแลพระราชกุมาร พระราชบุตรี พระราชนัดดา เสดจ์ไปโดยปถมยาม ทุติยยาม ตติยยาม ปัจฉิมยาม ผิดโดยท่านกำหนด ให้ผู้ตามเสดจ์ห้ามไว้อย่าให้ท่านเสดจ์ไป ถ้าผู้ไปโดยเสดจ์นั้นมิได้ห้ามดั่งกล่าวไว้นี้ ท่านให้ลงโทษทวนแล้วฆ่าเสีย

119

อนึ่งพระผู้เปนเจ้าดำเนีรพระราชโองการจัดแจงพระราชทานชแม่ให้พยาบาลเลี้ยงพระราชกุมาร พระราชบุตรี พระราชนัดดา ให้พระราชบุตรท่านรู้โดยสุภาพ จึ่งชอบโดยการเมืองท่าน ถ้าชแม่เหนว่าพระราชกุมาร พระราชบุตรี พระราชนัดดา ชแม่พระสนม ทำผิดในพระราชถาน ให้ชแม่กราบบังคมทูลแก่พระเจ้าอยู่หัว ถ้าชแม่มิได้บังคมทูล ท่านว่าผู้นั้นมิชอบในพระราชอาา ท่านให้ลงโทษทวนแล้วให้ฆ่าเสีย

120

อนึ่งผู้ใดทำชู้ด้วยชแม่พระสนม ให้ฆ่าผู้นั้นเสีย ๓ วันจึ่งให้ตาย ส่วนหญิงนั้นให้ฆ่าเสียด้วย

121

อนึ่งผู้ใดเจรจาด้วยสาวใช้ฝ่ายใน ยุดมือถือบ่า ผู้หญิงร้องแรกประกาษหยิกข่วน ให้ศักผู้ชายลงหญ้าช้าง ถ้าผู้หญิงลงด้วยกัน ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที แล้วให้ผจาน อย่าให้เข้าวังเลย

122

อนึ่งผู้ใดตัดช่องหักแผงแหวก ม่าน
รั้ว
โทษเท่าผิดสนม ฟันฅอริบเรือน

123

อนึ่งผู้ใดรับเอาพระสนมออกจากวังไซ้ ให้ตัดฅอริบเรือน ส่วนบุตรภรรยาเอาตัวลงหญ้าช้าง ถ้าแลพระสนมหนีออกจากวังไปทางบกทางเรือก็ดี มีผู้บอกทางให้ไป จับได้ตัวผู้บอกทางมาพิจารณาเปนสัจไซ้ ให้ตัดฅอริบเรือนผู้บอกทางนั้น ส่วนนางสนมนั้นก็ให้ฆ่าเสีย

124

อนึ่งชาวกำนัลแลศรีกำนัลเปนชู้กัน ส่วนชายไซ้ให้ทวน ๕๐ ที ให้ริบราชบาด เอาตัวลงหญ้าช้าง ส่วนหญิงนั้นให้ทวนด้วยลวดหนัง ๕๐ ที แล้วให้สับประจาน ทีหนึ่งให้เอาเปนชาวสดึง ทีหนึ่งให้แก่ ลูกเธอ
หลานเธอ

อนึ่งสนมกำนัลคบผู้หญิงหนึ่งกัน ทำดูจชายเปนชู้เมีย[วซ 16] กัน ให้ลงโทษด้วยลวดหนัง ๕๐ ที ศักฅอประจานรอบพระราชวัง ทีหนึ่งให้เอาเปนชาวสดึง ทีหนึ่งให้แก่พระเจ้าลูกเธอหลานเธอ

125

อนึ่งชแม่พระสนมกำนัลตัดช่องหักแผงแหวก ม่าน
รั้ว
โทษถึงตาย ถ้านางยกเครื่องข้าฝ่ายในแลท้าวนาง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที

อนึ่งหญิงผู้ใดเอาเล่าเข้าวัง ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที

126

อนึ่งชแม่พระสนมกำนัลมีคดีถ้อยความประการใด ให้บอกแก่มุนนายพยาบาลเอาคดีนั้นว่ากล่าวพิดทูล ถ้าผู้ใดด่าเถียงกันในพระราชวังเอาคดีนั้นให้เคืองพระกรรณ ท่านว่าเลมีด ให้ลงโทษด้วยไม้หวาย ๕๐ ที ถ้าจับมีดพร้าจะฆ่าฟันตีรันกัน ให้ปอกเลบมือเสีย จึ่งให้ว่าเนื้อความกัน ถ้าฟันกันมีบาศเจบไซ้ ให้ตัดมือข้างผู้ถือมีดพร้านั้นเสีย แล้วให้ไหมโดยบาศเจบ

127

อนึ่งสาวใช้ในวังไปมาหาพระสงฆเปนชีต้นคบค้ากันไซ้ ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที ฝ่ายสงฆไซ้ให้ขับเสียจากวัต

128

อนึ่งหญิงใดหาผัวมิได้ เปนม่าย ถือกำนัลอยู่ในวัง มีผู้กุมเกาะแชลงหญิงนั้น ท่านว่าเลมีด ให้ลงพระราชอาา ถ้าหญิงนั้นยินยอมด้วย ให้ทวนหญิงนั้นด้วยไม้หวาย ๒๕ ที ส่วนชายนั้นทวนด้วยลวดหนัง ๕๐ ที แล้วให้ไหมโดยยศถาศักดิ์ เอาสีนไหมเข้าพระคลังหลวง ถ้าในพระราชวังไซ้ ให้ลงโทษแก่ชายเสมอลักคนออกจากวัง

129

อนึ่งชายหญิงเจรจาด้วยกันในวังยอมทำชู้กันไซ้ ให้ตีด้วยไม้หวาย ๒๐ ที ถ้าผู้ชายชาววัง ให้ตีด้วยลวดหนัง ๕๐ ที ถ้าผู้หญิงชาววัง ให้ฆ่าเสีย

130

อนึ่งผู้ใดคบข้าท่านเจรจาในวัง จับได้สวนแท้แพ้จริง ให้ทวนหญิง ๓๐ ที ชาย ๕๐ ที เอาบนไว้

131

อนึ่งผู้ใดเอาม่ายงานท่านทำเรือนตน มิได้พิดทูลแก่ท่าน แลท่านรู้ด้วยประการใด ๆ ให้ลงโทษด้วยลวดหนังคล ๓๐ ที แลให้ไหมชายโดยยศถาศักดิ์

อนึ่งผู้มีเอาม่ายงานท่านทำเรือนตน แลผู้รู้เหนหมีได้พิดทูลว่ากล่าวสมรู้ด้วยไซ้ ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๕ อนึ่งให้ไหมตามยศถาศักดิ์

132

อนึ่งข้าเฝ้าทังปวงใช้หนังสือกาพยโคลงเข้าวังสื่อชักคบค้านางกำนัลสาวใช้ฝ่ายใน โทษถึงตาย

อนึ่งข้าฝ่ายในคบผู้ชายหมู[วซ 17] นอกใช้หนังสือ[19] กาพยโคลงไปมา โทษถึงตาย

133

อนึ่งพระราชกุมารพระราชบุตรีนักเทษขันทีจ่าในเรือนค่อมเตี้ยออกไปนอกขนอนด่าน ผิดอายการ

134

อนึ่งชแม่สนมกำนัลหมีเคยขึ้น ล่วงที่ขึ้นไป ให้ท้าวนางห้าม ถ้ามีฟัง ให้ลงอา

อนึ่งชแม่พระสนมกำนัลเฝ้าในพระราชมณเฑียร อย่าให้ล่วงธี่นั่ง ถ้าเฝ้าล่วงธี่นั่ง ให้ท้าวนางห้าม ถ้าหมีฟัง ให้ลงอา

135

อนึ่งผู้เปนจ่าโขลนท่านแต่งให้เรียกหาชแม่พระสนมค่ำเช้าเข้าใต้เพลีง ให้นายผู้เปนกำนัลโขลนเร่งตรวจตราชแม่พระสนมจงทุกคนอย่าให้ขาด เหดุการสิ่งใดไซ้ให้ทูลแก่พระเจ้าอยู่หัว ถ้ามีกิจธุระทังวนบิดามารดาญาติพี่น้องป่วยเจบตาย ให้พิดทูลร่ำเรืยน ถ้ามิได้พิดทูลร่ำเรืยน ไปโดยอำเพอใจ ท่านว่าเลมีด ให้ลงโทษ ๓ สถาน สถานหนึ่งให้ฟันฅอริบเรือน สถานหนึ่งให้ถอดเปนคนใช้ สถานหนึ่งให้ทวนด้วยลวดหนัง ๕๐ ที

136

อนึ่งดำหรัสตรัสใช้ให้หาเสนาบดีชแม่พระสนมโดยพระราชนุกิจในที่ระโหถาน ผู้ใดถาม อย่าให้บอกสักอันเลย ถ้าบอกกันไซ้ ให้ลงโทษ ๖ สถาน

137

อนึ่งผู้ร้ายบังอาจ์ลักพระราชทรัพยในพระราชวังไปซื้อขายกันแต่ในพระราชวัง ให้ตัดตีนตัดมือเสียคงข้อ ถ้าลักออกไปจากพระราชวัง ให้ฆ่าโจรแลนายประตูเสีย ถ้าธรงพระกรุณาบให้ฆ่าสีเสียไซ้ ให้ไหมโจรจัตุรคูน ถ้าลักเครื่องสรรพเหดุในพระราชวังไป จำนำ
ขาย
แลกเปลี่ยนประการใด ท่านให้ทวนด้วยลวดหนัง ๕๐ ที ให้ตัดมือเสีย แล้วให้เอาของนั้นตั้งไหมทวีคูน แล้วให้ทวนผู้สมคบซื้อขายด้วยลวดหนัง ๕๐ ที แล้วให้ไหมกึ่งโจร

138

อนึ่งข้าคนอยู่ในพระราชวังออกไปเองก็ดี ใช้ออกไปก็ดี ผู้ใดลักภาไปขายก็ดี ทำชู้เมียก็ดี ให้ทวนผู้ลักภานั้นด้วยลวดหนัง ๕๐ ที แล้วให้ศักรูปคนนั้นไว้ในหน้า เอาเฉลวปะหน้า ให้นายชะมองตีฆ้องรอบเมือง ให้เร่งเอาเงินส่งให้แก่ผู้ไถ่จงถ้วน ส่วนคนผู้ไปนั้น ถ้าอายุศม ๑๓ ปีขึ้นไป ให้ทวนด้วยลวดหนัง ๑๕ ที ถ้าอายุศม ๑๖ ปีขึ้นไป ให้ทวน ๒๕ ที แล้วส่งมันให้นายคืน ถ้ามันมิหลาบลักภาถึง ๒ ครั้ง ให้ตัด มือ
ตีน
เสีย

139

อนึ่งวิวาทตบตีฟันแทงกันให้โลหิตตกในพระราชวังก็ดี แลหญิงสาวใช้ทาษไทผู้ใด คลอด
แท้ง
ลูกในพระราชวังก็ดี ท่านให้มันพลีวังท่าน ให้ตั้งโรงพิทธี ๔ ประตู ใบศรี ๔ สำรับ บัด ๕ ชั้น ๔ อัน ไก่ประตูละคู่ ให้วง ด้าย
คา
รอบพระราชวัง นิมนพระสงฆสวดพระพุทธมนต์ ๓ วัน ให้หาชีพ่อพราหมณซึ่งรู้พลีกรรมมากระทำบวงสรวงตามทำเนียม ให้มีระบำรำเต้นพินพาทฆ้องกลองดุริยดลตรีประโคมทัง ๔ ประตู ครั้นเสรจ์การพิทธีแล้ว จึ่งให้เอาไก่นั้นไปปล่อยเสียนอกเมือง ให้มันภาสะเดียดจัญไรไภยอุปัทวไปให้พ้นพระนครท่าน

140

อนึ่งพราหมณาจารยโยคีโภคีอาดารศรีวาจารพญารี ถ้าโทษกามฉินท์ สุราฉินท์ พินทุฉินท์ ทรัพยฉินท์ โจรฉินท์ โทรหฉินทกรรม เสพยสุรา ปาณาติบาต บรธาระกรรม ลักทรัพยท่าน คิดกระบถคดโทรห โทษทังนี้หนักตามเบา คือไหมทวีคูน ไหมจัตุรคูนด้วยทองแดง ถ้าโทษตาย ให้เดดสังวารเดดสายธุรำเสีย นิฤเทศไปต่างเมือง

111

อนึ่งการอายัดพระมหาราชครู พระราชครู พระอาลักษณ พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ พระศรีศักดิ์ ให้ทำกำหนดราชประเพณีโดยขบวนโบราณ แลให้ถือกำหนดพิทธีโดยดำหรับสาตราเวท มิ[วซ 18] ทวาทโศศกโสฬศกรรมเปนต้น แลปัถมาพิเศก ราชาภิเศก อินทราภิเศก สังครามาภิเศก อาจาริยาภิเศก แลการภิเศกโดยสาตรดำหรับทังปวง แลจัดครูพิทธีให้ชอบด้วยสาตรบังคับ อันขบวนการโดยการนั้นสมุหปธานทหารพ่อเรือนโดยพนักงาน แลได้เงีนโดยการนั้นเท่าครูพิทธี ผิ้ให้พระนามโดยการแผ่นดิน แลสมเดจ์พระอรรคมเหษีท่าน ลูกเธอหลานเธอเอกโท ได้เสื้อผ้าหมวกเงีนตามใหญ่น้อยเอกโท ให้นามวิเสศทังปวงผู้ได้งานให้เท่าตำแหน่งศักดิ์ ผิ้ให้นามมิชอบโดยพยากร จัดครูพิทธีหมีต้องสาตร บังคับผู้ชุบโหมเวทมนตรี บอกดำหรับผิดพลั้ง โทษพระอาลักษณมัดแขวน โทษพระมหาราชครู พระราชครู พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ พระศรีศักดิ์ ประคำใหญ่แขวนฅอ

112

เดีมดำแหน่งโหราหน้าหลังเปนคนแลฝ่ายใต้[วซ 19] ขึ้นดั่งนี้

โหราหน้า คือพระโหราธิบดี พขุนโชติสาตราจาริยราชบหลัด

โหราหลัง พระโลกทีปโหราธิบดี พขุนเทพากรราชบหลัด

แลโหราหน้าได้ราชการข้างหน้า แลราชการพราหมณพระราชพิทธี คือการทวาทโสศกทัง ๑๒ เดือน เว้นแต่การพระราชพิทธีตรียำพวายได้ข้างโหราหลัง

อนึ่งโหราหน้าได้ราชการ คือการพระราชพิทธีพยูหบาตราพิไชยสงคราม แลราชการฝ่ายข้างหน้าแลราชการข้าทหารทังปวง ถ้าหาตัวมิได้ ๆ แก่ขุนโชตบลัด

113

โหราหลังได้ราชการฝ่ายหลัง คือทำฎีกาข้างการพราหมณเทศ คือการพระราชพิทธีตรียำพวาย แลการสมเดจ์พระอรรคมเหษี แลพระอรรคชายา แลแม่หยัวเจ้าเมือง ชแม่ชเจ้าพระสนมทังปวง แลสมเดจ์พระเจ้าลูกเธอ เอก
โท
ถ้าแลหาตัวเจ้ากรมหน้าหลังมิได้ บหลัดกรมทำฎีกาตาง แลได้แต่งพระเผาเข้ากรมใดแลองคใดหมู่กำนัลแลกรมแลเมือง คือโหราหน้าได้ข้าพระพรหมราชา แลแต่งพระไปซึ่งการพิทธีเผาเข้า โหราหลังได้ข้าพระศรีวาทิตย แลแต่งพระไปซึ่งการพระราชพิทธีด้วยกัน หมู่กำนัลปดิทินนั้น แพดได้โหราหน้า เมืองไชยนาถได้โหราหลัง ถ้าแลทายสงกรานตเผดจ์ศกได้แต่งฎีกาคนแลใบ ถ้าอุปราคาก็ได้ทำฎีกาคนแลใบเหมือนกัน แลได้รับพระราชทานเงีนการพิทธีแลผ้าถอดเสื้อถอดทังสงกรานตแลอุปราคา เมื่อจันทรอุปราคได้เงีนจันทรภิม เมื่อสุริยุปราคได้ทองสุริยภิมคนแลบาทด้วยกัน

114

อนึ่งโหรพราหมณทายเคราะห์ทายศึกทายฤกษผิด ลงอาาลูกประคำใหญ่แขวนฅอ

115

ศรีศุภสวัสดิ เดือน ๕ การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม

เดือน ๖ พิทธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล

เดือน ๗ ทูลน้ำล้างพระบาท

เดือน ๘ เข้าพระวษา

เดือน ๙ ตุลาภาร

เดือน ๑๐ พัทรบทพิทธีสาท

เดือน ๑๑ อาสยุชแข่งเรือ

เดือน ๑๒ พิทธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม

เดือน ๑ ไล่เรือเถลีงพิทธีตรียำพวาย

เดือน ๒ การพิทธีบุตรยาภิเศกเฉวียรพระโคกินเลี้ยง

เดือน ๓ พิทธีธานยะเทาะห

เดือน ๔ การสํพรรษฉิน

146

พระราชนุกิจ รุ่งแล้วนาลิกา ๑ เสดจ์พระธี่นั่งมงคล เบีกวังสนมเฝ้า ๒ นาลิกาเสวยน้ำอยาแลกยาคู ๓ นาลิกาเสดจ์หอพระ เบีกวังนามดำรวจในหฤไทยราชภักดีดำรวจนอกดำรวจหัวเมืองเฝ้า ๔ นาลิกาเรียกพระกยาเสวย เสดจ์เข้าพระบันทม ๕ นาลิกา หกนาลิกาเบีกใน ๗ นาลิกาประภาษ ๘ นาลิกาเบีกธี่นั่งลูกเธอหลานเธอพระสนมแก่พระสนมสาวชแม่เลกออกเจ้าในออกเจ้านอกแลพระกำนัลเฝ้า ๙ นาลิกาเบีกนอกท้าวพญานา ๑๐๐๐๐ ลงไปถึงนา ๘๐๐ พิภากษาการแผ่นดินตัดสำนวน สิบนาลิกาประภาษ ๑๑ นาลิกาเสดจ์หอพระ ๑๒ นาลิกาเสดจ์พระธี่นั่งใน ตรัสกิจฝ่ายใน

ค่ำแล้วทุ่ม ๑ เบีกนอกพิภากษาการศึก ๒ ทุ่มพิภากษาการเมือง สามทุม[วซ 20] พิภากษาเนี้อคดีโบราณ ๔ ทุ่มเรียกพระกยาเสวย ๕ ทุ่มเบีกโหรราชบัณฑิตยสนทนาธรรม ๖ ทุ่มเบีกเสภาดนตรี ๗ ทุม[วซ 20] เบีกนิยาย ๘ ทุ่ม ๙ ทุ่มเข้าพระบันทมหาประถมตีนม่าน

147

เสดจ์ราชานุกิจถานาเทวี เสดจ์พระธี่นั่งแล้ว พระสนมเอางานพระศรีสุธารศพัชนี ถัดมาสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทังสอง เจียมขลิบเบาะกำมหญี่ ๗ ลิ้น ถัดนั้นแม่หยัวทังสองพระราชเทวีพระอรรคชายา เบาะ ๓ ลิ้น ถัดมาลูกเธอ เอก
โท
เจียมขลิบเสื่อขลิบ พระราชนัดดาเอกโท เสี่อขลิบ แม่เจ้าแลชแม่ออกโรง ๑๖ ชแม่พัทธยา ๑๖ ชแม่เอางาน ๒๔ ชแม่วัน ๗ ชแม่พาลศึกสา ๒๐ มแช่เลก ๒๐ ชแม่ที่ ๑๖ นางกำนัล ๓๒ นางระบำ ๔๘ ออกเจ้าในวัง ๔ ออกเจ้านอกวัง ๔ สนองพระโอษฐเอกนั่งหน้า แม่เจ้าสนองพระโอษฐนั่งหน้าชแม่

148

เฉนียงออกเจ้าธรรมา เมียนา ๑๐๐๐๐ แลนา ๕๐๐๐ แลนา ๓๐๐๐ เมียหัวเมืองเทียรจ่านายเรือนลูกเธอนายเรือนหลานเธอโขลนออกโรงโขลนรดมแลนายระบำถือระบำ

ฝ่ายเฉนียงนอก พระศรีมโนราช แลพระศรีอไภย ขุนราชาข่าน ขุนมโนบหลัดทัง ๔ นักเทษแลขันที หมื่นศรีเสารักษ หมื่นสรรเพ นายจ่ายนายกำนัลมหาดเลกเตี้ยค่อม

พระภรรยาเจ้าทัง ๔ พระราชกุมาร พระราชนัดดา ถวายบังคมถือน้ำในหอพระ กว่านั้นนั่งในมังคลาภิเศก

149

ฝ่ายเครื่องราโชประโภคทังปวง คือมหามงกุฎมหากุณฑลพาหุรัศถนิมมาไลยสร้อยมหาสังวารสเอ้งอุตรีอุตราควงใด ๗ แถว พระธำมรง ๓ องคทุกนิ้วพระหัดถ์ ขนองกั้งเกญสนับเพลารัตนกำพลกองเชีงรองพระบาท

เสรจ์ราโชประโภค

150

พระอรรคมเหษี พระราชเทวี ธรงราโชประโภค มีมงกุฎเกีอกทองอภิรม ๓ ชั้น พระราชยานมีจำลอง

พระราชเทวี พระอรรคชายา ธรงราโชประโภคลดมงกุฎ ธรงพระมาลามวยหางหงษ เกีอกกำมหญี่สักหลาด มีอภิรม ๒ ชั้น เทวียานมีมกรชู ลูกเธอเอกโทธรงพระมาลามวยกลม เสื้อโภคลายทอง

หลานเธอเอกโทใส่เศียรเพศมวยกลม เสื้อโภคแพรดารากรเลว

แม่เจ้าสนองพระโอษฐใส่สนองเกล้า เสื้อแพรพรรณ ชแม่หนูนยิกใส่เกี้ยวดอกไม้ไหวแซม

นางกำนัล นางระบำ นายเรือน หนูนยิกเกี้ยวแซม โขลนเกล้ารักแครง

151

เมียนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ เมื่องานใส่เศียรเพศมวย นุ่งแพรเคารพย

เมียจัตุสดมเกล้าหนูนยิกเกี้ยวแซมเสื้อนุ่งแพรจมรวจ เมียนา ๕๐๐๐ นา ๓๐๐๐ หนูนยิกเกี้ยวแซมห่มตีนทองสองบ่าขุนหมื่นพระกำนัลก็ดี ราชยานก็ดี อภิรมก็ดี โภกหูกะต่ายเสื้อขาวนุ่งขาวผ้าเชีงวรรณ

152

พระราชพิทธีแต่มีสนาม คือเบาะพก เผดจ์ศก ลดแจด สํพรรษฉินท พัทรบท เฉวียนพระโค ดุลาพาน บุษยาภิเศก ราชาภิเศก อินทราภิเศก คชกรรม ประถมาภิเศก ประกม[วซ 21] กรรม มัทยมกรรม อุดมกรรม อาจาริยาภิเศก อุปราคา ปราบดาภิเศก ๑๗ การพิทธีนี้ย่อมสนาม สำหรับสนามเหมบัตรท่อสวัศดิสหัศธารา น้ำอบ ๑๖ คนโท น้ำดอกไม้ ๑๖ คนโท พนักงานขุนสยมพรขึ้นหล่อน้ำในเหม สมุหประธารแบกพานสนานวงงหน้าช้างพระบาท คลังผ้าซับ พลเทพน้ำ น้ำสังขปโรหิตรภิราม น้ำกลดมเหธรพิเชต

153

งานสมโพท สมุหะประธารทูลเผยใบศรี ญาณประกาษถวายสโลก อิศรรักษาถวายพร อินโทรตรีอินทเภรี ศรีเกดตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก

การพระอรรคมเหษีดูจเดียว พระครูบโรหิตเอาบหลัดทัง ๔ ลดสหัศธาราทองเอาเงีนทังสามพระองคหางานสนามหมีได้

154

เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ออกสนามใหญ่ ตั้งพลพยู่หดาบดั้งเขนเสโลห์หอกทวนปืนไฟน่าไม้ธนูสรรพยุด เสื้อหมวกอยายอบสนามตามกร ทุกตระทรวงการทหารพ่อเรือนพลไพร่

ตั้งบรามช้างรอบสนาม ขุนหารทัง ๑๐ ขี่ช้างยืนที่ข้างกำแพงสนามข้างหน้าข้างใน ขุนดาบขุนเรือตามซ้ายตามขวาขี่ช้างชน ขุนช้างหมื่นช้างนอกใน ราชกุลหมู่ใหญ่หัวเมืองรั้งทัง ๔ ขี่ม้าคลีขุนม้าราชกุล

หัวหมื่นองครักษนารายหัวหมื่นเรือขัดแห่ตามริ้ว หมื่นไชยยืนหน้ากลอง หมื่นจ่าสัพการสกลการยืนหน้าช้าง ดำรวจใน ซ้าย
ขวา
ซัดช้างเอาขี้ช้างเสียรดน้ำทอดอ้อย ดำรวจใหญ่ชนกลอนขี่ช้างไล่ม้า ขุนช้างขี่มาฬ่อช้างเสนานนชาวม้า การทังนี้อายัด

พันพานุราชหน้าบันใดฉานข้างซ้ายจ่า

155

ข้างขวาเมีองถ้าพลานนั่งหลังสิงฆ พระอาลักษณรับพระราชโองการ สนองพระโอษฐรับอาลักษณ ขุนราชรับสนองพระโอษฐศัก เบีกช้างสั่งแก่พันภาร ถ้าเบีกม้าสั่งแก่พันเภา ปล้ำมวยคลีชงโคนสั่งแก่พันพุทหัวพันสั่งถึงบันใด นายรองมหาดไทไปรับไปหา ถ้าเร่งขุนราชสั่งหมื่นนรินทกลาโหมได้เร่ง

156

ดำรวจในมหาดไทกระลาโหมพระสุรัสวดีดำรวจใหญ่วัง ๖ คนนี้เดีรหน้าราชกุล ผู้ขี่ช้างชนขี่ม้าคลีเข้ามาถวายบังคมที่ระแทะหมื่นจ่าวัง คลีชงโคนนครบาลนานากเทพนาราย

ที่ปล้ำมวยงำเมือง ช้างบันดายืนที่ ครั้นรุ่งแล้วนาลิกาหนึง มหาดไทรายตั้งกระบวนในกลางสนามตามซ้ายตามขวา พลสรรพยุทธแห่ช้างเข้ายืนตามกระบวนในท้องสนาม

157

ในพระบันชรสิงฆนั้นตั้งเสาฉัตร ๙ ชั้น ๗ ชั้น หกชั้น ๕ ชั้น ๓ ชั้น ๒ ชั้น แลชั้นหนึ่ง บัวหงาย คันเงีน คันทอง คันนาก ธี่นั่งสมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้าเฉียงฝ่ายซ้าย ธี่นั่งสมเดจ์พระอุปราชหน้าทิมดาบสูงสองศอก หลังคาลายชภบ มีม่าน ๔ ลาด พนักพระราชกุมารกินเมืองสูงศอกคืบ หลังคาพพลาบดลาด พระราชกุมารเยาวราชเตียงสูงคืบหนึ่ง พระราชนัดดาทังปวงหน้าหลัง พระอาลักษณยืนเตียงสูง ๑๐ ศอก วงผ้ารัตบัด สนองพระโอษฐนั่งถัดอาลักษณ ขุนราชนั่งฉานหว่างเปล่า หัวพันทัง ๔ นั่งหว่างหัวทิมดาบต่อกัน นายรองนั่งด้วยอินทเภรีหรทึกยืนฉาน ระบำซ้ายขวาหม่งครุ่ม ๓ ยก เมื่อแรกเสดจ์หม่งครุ่ม ชแม่เมื่อเลี้ยงหม่งครุ่มมหาดเลก เมื่อเอยนสรรพคิลา

158

เมื่อแรกเสดจ์ออก ฬ่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ คลีชงโคน ปล้ำมวย ตีดั้ง ฟันแย้ง เชีงแวง เล่นกล คลีม้า รุ่งแล้วนาลิกาหนึ่งช้างเข้ายืนกระบวนในสนาม สองนาลิกาเอาช้างเข้าที่บรามลูกขุนชุม ตีหรทึกลาหนึ่ง เอาช้างออกยืนที่ เบีกลูกขุนทังพระสำอาง ๓ นาลิกาตีหรทึก ๒ ลา เสดจ์หอพระ เบีกพระราชกุมารพระราชนัดดา เรียกพระราเชนทร ๔ นาลิกาตีหรทึก ๓ ลา เสดจ์ถึงพระธี่นั่ง พระอาลักษณขึ้น สนองพระโอษฐขุนราชหัวพันเข้านั่งที่ชนกลอนสนามห้ามผู้คน เชีญเสดจ์พระพุทธเจ้าเสดจ์พระธี่นั่ง ตีห้าลา เสดจ์ออก เบีกราชกุลถวายบังคม ตี ๗ ลา เรียกม้าฬ่อช้าง ระเบงซ้ายขวา รำดาบซ้ายขวา ระบำออกหม่องครุ่ม พันพานนำหม่งครุ่มหน้ากลองตีไม้พุ่งหอกเล่นแพนยิงธนูปลายไม้ลอดบ่วงใต่เชีอกหนัง ตีหรทึกเก้าลา ยกช้างเลี้ยงหม่งครุ่มชแม่แล้วคลีชงโคน ถ้ามีแขกมเืองเฝ้าแลเสดจ์ทรงคลีม้าไซ้ สมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้าสมเดจ์พระพรรณเมศวรเจ้าพระราชกุมารนา ๑๐๐๐๐ เอกโทนา ๕๐๐๐ หัวเมืองราชกุลขุนม้าทัง ๔ ขุนราชชักโคน ถ้าทรงคลี เจ้าพญาชักโคน จบการสนานใหญ่

159

เดือนไพศาล จรดพระอังคัล เจ้าพญาจันทกุมารถวายบังคมณหอพระ ทรงพระกรุณายื่นพระขรรค แลพระพลเทพถวายบังคมสั่งอาาสิทธิ ธรงพระกรุณาลดพระบรมเดช มิได้ไขหน้าล่อง มิได้ตรัสคดีถ้อยความ มิได้เบีกลูกขุน มิได้เสดจ์ออก ส่วนเจ้าพญาจันทกุมารมีเกยช้างหน้าพุทธาวาศขัดแห่ขึ้นช้าง แต่นั้นให้สมโพท ๓ วัน ลูกขุนหัวหมื่นพันนา ๑๐๐ นา ๑๐๐๐๐๐ นากรมการในกรมนาเฝ้า แลขุนหมื่นชาวสานทังปวงเฝ้าตามกระบวน

160

เดือน ๗ ลูกขุนทูลน้ำล้างพระบาท ในรัตนสิงหาศเบญจา ๙ ชั้น ฉัตรทอง ฉัตรนาค ฉัตรเงีน ฉัตรเบญจรง เสดจ์บนเบญจา ๙ ชั้น แลชั้น ๗ ฝ่ายซ้ายขุนราชแพทย ฝ่ายขวาสมุหประธานนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ ขึ้นก่อนจึ่งนา ๑๐๐๐๐ จัตุสดมลงมาถึงนา ๑๖๐๐ แลนา ๕๐๐๐ หลังเองกว่านั้น สมุหประธานรับหลัง นา ๑๐๐๐๐ กลออมทอง นา ๕๐๐๐ นา ๓๐๐๐ กลออมนาค นา ๑๖๐๐ กลออมเงีน นอกราชวัตนอกฉัตรขัดแห่หัวหมื่นองครักษนารายผูกพระปราบพระชยานุภาพยืนที่อ่างทองรองพระบาท ครั้นเสรจ์ทูลน้ำล้างพระบาท เสดจ์ออกเลี้ยง เอากลออมน้ำตั้งศีศะ ผ้าพอกโอบกัลออมน้ำ ตรัสยื่นหมาก ๓ คำ เอาศีศะรับ

เดือน ๘ ขาด

161

เดือน ๙ การพระราชพิทธีดุลาภาร ตั้งในมังคลาภิเศก ตั้งตราชูกลางพระโรง เบื้องซ้ายใส่สรรพทรัพย เบื้องขวาพระองคแลสมเดจ์พระอรรคมเหษีเสดจ์ถีบข้างล่าง ชาววังนั่งนอกม่าน ในม่านพระครูทัง ๔ แลสมุหประธาน พระศรีอัคราชถือพระขรรค พลเทพถือพิน วังถือดอกหมาก พระยมราชถือแพนไชย ขุนศรีสังกรเป่าสังข พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก เสดจ์ด้วยพระราเชนทร แห่หน้าพระราเชนทร สนองพระโอษฐทัง ๔ เมืยนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ สมเดจ์พระอรรคมเหษีธรงเทวียาน ผู้แห่หน้านั้นเมืยพระโหราราชครูทัง ๔ แลเมีย[วซ 22] จัตุสดมภเวียน ๙ รอบ จึ่งประทับพระราเชนทร ถีบแล้วจึ่งสมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าถีบ แล้วเสดจ์ออกเลี้ยง ซ้ายเงีนขวาทองผ้าแพรพรรณ

162

เดือน ๑๐ การพิทธีพัทรบททอดเชีอกตามเชีอกถวายบังคมเลี้ยงลูกขุนถือน้ำพระพิพัท

163

เดือน ๑๑ การอาสยุชพิทธีมีหม่งครุ่มซ้ายขวาระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี[20] เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภก กลางวันธรงพระสุพรรณมาลา เอย็นธรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู สมเดจ์พระอรรคมเหษีพระภรรยาธงพระมาลาราบนุ่งแพรดารากรธรงเสื้อ ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า สมรรถไชยเรือต้น สรมุกขเรือสมเดจ์พระอรรคมเหษี สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเปนเรือเสี่ยงทาง ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้ เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้ จะมียุข

164

เดือน ๑๒ การพิทธีตรองเปรียงลดชุดลอยโคมลงน้ำ ตั้งระทาดอกไม้ในพระเมรุ์ ๔ ระทา หนัง ๒ โรง เสดจ์ลงเรือเบญจา ๕ ชั้น พระธี่นั่งชั้น ๔ นั้นสมเดจ์พระอรรคมเหษีแม่หยัวเจ้าเมืองชั้น ๓ ลูกเธอชั้น ๒ หลานเธอชั้นหนึ่ง พระสนมห่มชมภูใส่สุกหร่ำประธีบทัง ๕ ชั้น เรือปลาลูกขุนเฝ้าหน้าเรือเบญจา เรือตะเข้แนมทังสองข้าง ซ้ายดนตรีขวามโหรี ตั้งเรือเอนเปนตั้งแพงโคมทุกลำ ถ้าเสดจ์ลง เป่าแตรโห่ ๓ ลา เล่นหนัง ระบำ เลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายใน ครั้นเลี้ยงแล้ว ตัดถมอ แก้เอน โห่ ๓ ลา เรือเอนตั้งแพนแห่ ตัดถมอ ลอยเรือพระธี่นั่งล่องลงไปส่งน้ำ ครั้นถึงพุทไทสวรรค จุดดอกไม้เล่นหนัง เสดจ์ลงเรือสมรรถไชยกับสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทัง ๔ ลูกเธอหลานเธอพระสนมลงเรือประเทียบขึ้นมาข้างเกาะแก้ว

165

พระราชพิทธีไล่เรือ ธรงพระมาลาสุกหร่ำ สมเดจ์พระอรรคมเหษีธรงสุกหร่ำนั่งบนธี่นั่ง ลูกเธอหลานเธอใส่เศิยรเพศมวย พระสนมใส่สนองเกล้า นั่งหน้าสอง นั่งหลังสอง ม่านพันเสาพนักเพียงอก สภักสใบสอง บ่าเชีงทอง พญามหาเสนาตีฆ้อง ครั้นถึงท้ายบ้านรุน เสดจ์ออกยืนธรงพัชนี ครั้นถึงประชูไชย ธรงส้าว

166

งานเลี้ยงดอกไม้วงมงคล สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าแต่งกระแจะแป้งดอกไม้ พระภรรยาเจ้าแต่งหมาก พระราชกุมารพระราชนัดดาแม่หยัวเจ้าเมืองแต่งหมาก ลูกขุนสนองพระโอษฐแต่งสำรับ พระราชกุมารพิเศศแต่งสำรับ นา ๑๐๐๐๐ นา ๕๐๐๐ ท้าวอินทกัลยา แต่งสำรับลูกขุน ท้าวยศมลเฑียรแต่งเข้าแผง พลเสนาแต่งเล่าสุรินสุราแต่ง ครั้นรุ่งแล้ว ๒ นาลีกา แลเสดจ์สรงธรงพระสุคนธ ๓ นาลีกา[วซ 23] ธงพระภูษา เสดจ์หอพระ พระราชกุมารพระราชนัดดาฝ่ายนอกฝ่ายในถวายบังคมในหอพระ พระราชกุมารพระราชบุตรีสมเดจ์พระภรรยาทัง ๔ ทูลพระบาท ๔ นาลิกา[วซ 24] เสดจ์มังคลาภิเศก นักเทศตีกรับ ครั้นหายเสียงประโคมหอพระ ท้าวพญาเสนามนตรีมุกขลูกขุนเตรียมตัวตั้งหน้าระมัดคอยฟังกรับ เสดจ์มาพระธี่นั่ง[21] แล้ว เน่งอยู่บาทหนึ่ง จึ่งตีกรับกระทั่งแตรสังข์ชักม่านไขล่อง พระญาณประกาษถวายสโลกพระอิศวรรักษาถวายพร พระราชบโรหิตพระครูพิรามถวายน้ำสังข์ พระมเหธรพระพิเชตถวายน้ำกลด มหาสิทธิทูลถวายท้าวพญามนตรีมุกขลูกขุนถวายบังคม วังทูลถวายดอกไม้วงมงคลแป้งกระแจะหมาก กระลาโหมทูลถวายพยูห เดโชถวายทหาร จักกรีถวายพ่อเรือน วังทูลถวายเครื่องเลี้ยง ชาวดนตรีคอยฟังสุรเสียง ครั้นตรัสให้จัดสำรับ ขลุ่ยนำเพลง นายโรงยกสำรับหลวงตั้ง เดีมสำรับเอก หมื่นจงกราบลุกขึ้นยืน ครั้นแล้วตั้งหมาก สนองพระโอษฐยื่นดอกไม้แก่พระราชกุมาร แลตั้งหมากมหาบำเรอห แจกดอกไม้มงคลแลหมากแก่ท้าวพญาหัวเมืองมนตรีมุกขลูกขุน ส่วนพระราชกุมารชูให้อยิบเอา ถ้าชูผู้ใดอยิบเอา โทษตัดมือ แจกหมากแล้วหมื่นธารกำนัลทูลถวายดอกไม้เงีนทอง ขานขันหมาก หมื่นทินรับ

167

สนานตรียำพวาย พระศรีอรรคราชทูลผ้า พระพลเทพทูลน้ำ พระราชบโรหิต พระครูอภิราม ถวายน้ำสังข์ พระมเหธร พระพิเชด ถวายน้ำกลด พระญาณประกาศถวายโสลก พระอิศวรรักษาถวายพร ขุนวิสุทธโภชถวายเข้าตอกดอกไม้เข้าเม่าเข้าพอง วังรับเข้าเม่าต้น

168

การพระราชพิทธีเฉวียน พระโคศุภราชยืนแปรไปอุดร ถานยืนสูง ๒ ศอก ตั้งกุนธซึ่งหน้า เขาทังสองบุทองประดับเนาวรัตน ๔ กีบทองประดับเนาวรัตน ตาบหูลวดทองอ้อมสพายเชีอกไหมประดับถมอ ใต้ท้องกองสุวรรณรัตนเงีนทองผ้าแพรพรรณ พานทองรองหญ้า คนโททองใส่น้ำ พระราชกุมารป้อนหญ้า ใบศรีตั้งหน้าแลขันเชีง พระราชครูทัง ๔ อยู่ ๔ มุม พระญาณประกาษแลอิศวรรักษาบูชากุนธ ทำพิทธีแต่ค่ำเท้าถึงรุ่ง ๆ แล้ว ๓ นาลิกา เสดจ์ด้วยพระราเชนทร คลังถือพระขรรคไชย วังแบกเครื่องสนาน เมือง[22] แบกเต้าน้ำ เมืยนา ๑๐๐๐๐ แลเมียนา ๕๐๐๐ แห่สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าประทักษิณ ๙ รอบ พระองคถือบัวทอง สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าถือบัวเงีน พระพลเทพแบกพานเข้าตอก สมโพธพฤสพราชแล้วเสดจ์ขึ้นที่สนาน แล้วเสดจ์มาที่สมโพธเลี้ยง ลูกขุนถวายบังคม ตามกระบวนขัดแห่ช้างยืนที่ตั้งฉัตรราชวัตดูจพิทธีดุลาภารนั้น

เผาเข้าไม่มี

169

การพระราชพิทธีเบาะพก ตั้งโรงพิทธีกลาง ตั้งกุนธ ราชครูทัง ๔ แลบหลัดทัง ๔ โหราแพทยาสมุหประธารนั่งในชมรม นอกนั้นมีราชวัต ตั้งเทพดานพเคราะห์อัษฐอุบาท อุทกราชอยู่พายัพ ตั้งฉัตรเงีน ฉัตรทอง ฉัตรนาค ฉัตรเบญจรง ราชวัตนอกนั้นชั้นหนึ่ง มีรั้วไก่ ตั้งจรเหวดเงีนทองนาคเบญจรงนอกนั้นชั้นหนึ่ง มีรั้วทึบ นอกรั้วทึบช้างยืนที่ทับขุนดาบ ขุนเรือขุนตำรวจอยู่ตามขบวน ที่พระดำหนักมีพระโรงแลหอพระ ตำหนักแม่หยัวพระพี่ อนึ่งดำหนักสมเดจ์พระอรรคมเหษี พระภรรยา อนึ่งตำหนักแม่หยัวเจ้าเมืองทัง ๔ อนึ่ง เรือนหลังลูกเธอหลังหลานเธอพระสนมอยู่

170

เดือนแรม ๑๑ ค่ำลูกขุนแต่นา ๑๐๐๐๐ ลงมาถึงนา ๑๐๐๐ ถวายบังคมสมโพธแก่แหม่หยัวพระพี่ ๓ วัน แรม ๑๔ ค่ำเอาราชยานแลพรหม ๑๖ มารับแม่หยัวพระพี่เจ้าไปในปราสาท รุ่งแล้ว ๒ นาลิกาเรียกพระราเชนทรยาน เทวียาน ทิพยาน พระยานุมาศ พระราเชนทร เสวตรฉัตร ๙ ชั้น แล ๗ ชั้น ๕ ชั้น ๔ ชั้น ๓ ชั้น ๒ ชั้น กลึ้งแลพรหม ๓๒ สมเดจ์พระอรรคมเหษี ๕ ชั้น ๔ ชั้น ๓ ชั้น กลึ้งแลพรหม ๑๖ เมียนา ๑๐๐๐๐ เอกแลนา ๕๐๐๐ เอกสนองพระโอษฐเดีรหน้าพระภรรยาเจ้า ๓ ชั้น ๒ ชั้น กลึ้งแลพรหม ๘ เมียนา ๕๐๐๐ แลออกเจ้าเดีรหน้าแม่หยัวเจ้าเมืองซ้ายขวา ๒ ชั้น แลบัวหงายกลึ้งแลพรหม ๘ เมือยนา ๓๐๐๐ แลชแม่แก่เดีรหน้าแม่หยัวเจ้าพระพี่ เมืยพระบโรหิตถือเทียนทอง เมืยพระพิรามถือสังข เมือพระมเหธรถือปลาทอง เมียพระพิเชดถือเต่าทอง เมืยพระเทพราชถือตระพัง เมืยพระจักรปาณีถือพานเข้าตอก เมืยพระอาทยาถือมีดไพล เมียพระโหรปรายเข้าสาน ครั้งถึงมณฎปแม่หยัวพระพี่แล้วจึ่งหยุดพระราเชนทร หน้าพระราเชนทรพระศรีอรรคราชถือพระขรรค จึ่งสนองพระโอษฐ จึ่งลูกเธอหลานเธอ จึ่งพระมาดุราช พระมาดุฉา พระอธิการยมหาธิบดี หลังพระราเชนทรสมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้า แล้วจึ่งพระภรรยาเจ้า จึ่งแม่หยัวเจ้าเมืองซ้ายขวา จึ่ง ๑๒ กำนัล นายแวงสนมรับแต่ตีนปราสาทออกมา นายแวงหน้ารับแต่ประตูมกอกน้ำออกมา แตรสังขเสดาะผู้หญิง ครั้นเสดจ์ถึงเข้าผะทมด้วยแม่หยัวพระพี่ ผทมตื่นสรงเสวยธรงพระสุคนธสำอางราโชประโภกเสดจ์หอพระ แล้วลงพระราเชนทรเสดจ์ไปเวียร ๙ รอบ ครั้นไปถึงอุทกราชสศซัดแหวนซัดทองซัดเงีน เทพดาแลองคมีคุณทแลอันมีพราหมณอยู่บูชา แลคนปรายเงีนให้ทุกคน ครั้นเวียรจรดสมิทธแล้วทังห้าพระองค เสดจ์ด้วยรองพระบาทเข้าในโรงกุนธนั่งเตียงทองทัง ๕ พระองคแล้ว วังแบกพานสนานยืน พลเทพนำบโรหิตพิรามให้น้ำสังข มเหธรพิเชดให้น้ำกลด ฝ่ายพระภรรยาเจ้าแม่หยัวเจ้าเมืองขุนอินทรขุนจันทรตามซ้ายขวาแบกพานสนาน พระเทพราชพระจักรปานีให้น้ำสังข พระธรรมสาตรพระอาทยาให้น้ำกลด ครั้นเสรจ์การ เสดจ์ขึ้นพระธี่นั่ง เลี้ยงลูกขุน มีหม่งครุ่มซ้ายขวา คุลาตีไม้ ใต่เชีอกหนัง เล่นแพน พุ่งหอก ยิงธนู

พระราชกุมารสมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าขวา พระราชบุตรีซ้าย ลูกเธอหลานเธอแม่เจ้าพระสนมออกเจ้ากำนัลซ้าย นักเทศขวา ขันทีซ้าย

171

การพระราชพิทธีอินทราภิเศก ตั้งพระสุเมร์ุสูงเส้น ๕ วาในกลางสนามนั้น พระอินโทรนั่งบนพระสุเมร์ุ อิสินธรยุคนธรสูงเส้นหนึ่ง กรวิกสูง ๑๕ วา เขาไกรลาศสูง ๑๐ วา ฉัตรทองชั้นใน ฉัตรนาคชั้นกลาง ฉัตรเงีนชั้นนอก แลนอกนั้นราชวัตรฉัตรเบญจรง ใต้ฉัตรรูปเทพดายืน นอกฉัตรราชวัตรั้วไก่ฉัตรกระดาด รูปยักษคนธรรภรากษษยยืนตีนพระสุเมร์ุ รูปคชสีหราชสีหสิงโตกิเลนเยียงผาช้างโคกระบือแลเสือหมีมีรูปเทพดานั่งทุกเขา ไกรลาศรูปพระอิศวรเปนเจ้าแลนางอุมาภควดี ยอดพระสุเมรุ์รูปพระอินทร รูปอสูรอยู่กลางพระสุเมรุ์ รูปพระนารายน์บันทมสินในตีนพระสุเมรุ์ นาค ๗ ศีศะเกี้ยวพระสุเมร์ุุนอกสนาม อสูรยืนนอกกำแพง โรงรำระทาดอกไม้มหาดไทบำเรอห์ สนองพระโอษฐดำรวจเลกเปนรูปอสูร ๑๐๐ มหาดเลกเปนเทพดา ๑๐๐ เปนพาลีสุครีพมหาชมภูแลบริวารพานร ๑๐๓ ชักนาคดึกดำบรร อสูรชักหัว เทพดาชักหาง พานรอยู่ปลายหางพระสุเมรุ์ เหลี่ยมหนึ่งทอง เหลี่ยมหนึ่งนาค เหลี่ยมหนึ่งแก้ว เหลี่ยมหนึ่งเงีน เฃายุคนธรทอง อิสินธรนาค กรวิกเงีน ไกรลาศเงีน รอบสนามข้างนอกตั้งช้างม้าจัตุรงคพลนา ๑๐๐๐ ใส่ศิรเพศห่มเสื้อนุ่งแพรเคารพ นา ๕๐๐๐ ใส่หมวกทองห่มเสื้อนุ่งแพรจำรวจ นา ๓๐๐๐ หมวกแพรเทศห่มเสื้อนุ่งแพร นา ๒๔๐๐ ลงมาถึงนา ๑๒๐๐ ถือดอกไม้เงีนดอกไม้ทองตามดำแหน่งเข้าตอกดอกไม้ถวายบังคม พราหมณาจารยโยคีโภคีอาดาลตบศิวนั่งในราชวัต วันแรกการอธิภาศใน วัน ๒ ราบอันก่อ วัน ๓ สรางอันก่อ วัน ๔ จบสมิท วัน ๕ ชักดึกดำบรรพ วัน ๖ ตั้งน้ำสุรามฤตย ๓ ตุ่ม ตั้งช้าง ๓ ศิศ ม้าเผีอก อุศุภราช ครุทธราช นางดารา หน้าฉาน ตั้งเครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้าง แลเชีอกบาศ หอกไชย ตั้งโตมร ขอ ง้าว ชุบน้ำสุรามฤตย เทพดาผู้ดึกดำบรรร้อยรูป พระอิศวร พระนารายน์ พระอินท พระพิศวกรรม์ ถือเครื่องสำรับตามทำเนียมเข้ามาถวายพระพร วันคำรพ ๗ พราหมณาจารยถวายพระพร วันคำรพ ๘ ท้าวพญาถวายพร วันคำรพ ๙ ถวายช้างม้าจัตุรง วันคำรพ ๑๐ ถวาย ๑๒ พระคลัง วัน ๑๑ ถวายส่วยสัตพัทยากร วัน ๑๒ ถวายเมือง ๑๓ ถือน้ำสุรามฤตย วัน ๑๔ ยกบำนานเทพดา วัน ๑๕ ยกรางวันพญา วัน ๑๖ ยกรางวันลูกขุนหมื่น วัน ๑๗ พระราชทานแก่พราหมณาจารย วัน ๑๘ ซัดพระกรรมพฤกษ วัน ๑๙ วัน ๒๐ วัน ๒๑ สามวันปรายเงีนทองสามวัน เล่นการมโหรสพเดือนหนึ่ง ตั้งรูปกุมภรรณท์ตรงฉานสูงเส้นหนึ่ง มหาดเลกเปนพานร ลอดออกแต่ใน หู
ตา
จหมูก
ปาก
ครั้นเสรจ์การ เสดจ์ด้วยพระราชรถให้ทานรอบเมือง จบการอินทราภิเศก

172

การพระราชพิทธีเผดจ์ศก ตั้งในบรัดซ้ายพระธี่นั่งกลางพระโรงวัง แลดำรวจในหฤทัยราชภักดีสนมซ้ายขวาเฝ้า แลนาลิวันบันดาเผดจ์ศก ครั้นรุ่งแล้ว ๒ นาลิกา เสดจ์ลดแจตร

พิทธีลดแจตร มีดำหนักอาบพระสงฆ ในน้ำนั้นตั้งม่านฝ่ายในฝ่ายนอกพระธี่นั่งกลางปักไม้พุ่มต้นหุ้มผ้าแดง ฝ่ายในไม้พุ่มสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทังสองแล ลูกเธอ
หลานเธอ
แม่เจ้าแลพระสนมออกเจ้าทังปวง ฝ่ายนอกไม้พุ่มพระราชกุมารพระราชนัดดานา ๑๐๐๐๐ เอก นา ๑๐๐๐๐ โท นา ๕๐๐๐ ถึงนา ๑๐๐๐ ครั้นจันหันแล้วเข้าบันทมตื่น เสดจ์ลงสรง ธรงลายทังสำรับ เสดจ์ขึ้นหอพระกลางวัน เสดจ์ลงสรง ธรงไพรำทังสำรับ เลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายในฝ่ายนอก มีหม่งครุ่มซ้ายขวา คุลาตีไม้ เล่นแพน ไต่เชีอกหนัง ลอดบ่วง พุ่งหอก ยิงธนู แพ้เลี้ยง พระราชกุมารบนปราสาท ๓ ชั้น พระราชนัดดาคูหาตอนเดียว นา ๑๐๐๐๐ เอกมนดบ ๕ ชั้น นา ๑๐๐๐๐ โทมนดบ ๓ ชั้น นา ๕๐๐๐ ราชคฤห ๓ ตอน นา ๓๐๐๐ นา ๒๖๐๐ คฤห ๒ ตอน นา ๑๔๐๐ นา ๑๒๐๐ คฤหตอนเดียวมีบังหา นา ๑๐๐๐ คฤหตอนเดียว ๘๐๐ นา ๖๐๐ เพดาลปรามมีริม นา ๕๐๐ นา ๔๐๐ เพลา ท้าวพญาหัวเมืองจัตุสดมภมนตรีมุกขลูกขุนนุ่งห่ม ๓ สำรับ พายเอย็นเสดจ์สรง ครั้นเสดจ์ธรงสำอางเสรจ์ เสดจ์ลงเรือเข้ามา ท้าวพญาลูกขุนนุ่งผ้าลงน้ำมาทีเดียว เมื่อเสดจ์สรงเหนือน้ำวงงซาย เสรจ์การพิทธีลดแจต

173

เมื่อสมเดจ์พระอรรคมเหษีทรงครรภ ทำพิทธีในต้นหมันพระเสื้อเมืองเจดวัน จึ่งงานจองสำโรง เมืยนา ๑๐๐๐๐ เดีรหน้าราชยานทัง ๗ วัน สมโพท ลูกขุนถวายบังคมจำเรีญศรีตามบันดาศักดิ์ ปลูกเรือนไฟประทาน ๕ ห้อง พระโรง ๗ ห้อง เปนพนักงานกระลาโหม เมื่อสมภพ วังตีฆ้อง คลังถวายผ้ากาษา ๑๖ ตรา เมืองถวายเมืยโจร ๕๐ พลเทพถวายน้ำ ๑๖ คนโท ขุนศรีสังกรเป่าสังข สังขพลเป่าแตร ๒๐ ฆ้องไชย ขุนอินทขุนจันทต้มน้ำร้อน มหาเทพมหามนตรีตั้งรักษากำ หฤไทยราชภักดีเบีกหมอผีหลวง หลวงโขมดเอากะบานผีเสีย พระสิทธิสารเสียเข้าเช้า กุมารรักษาเสียเข้ากลางวัน กุมารเพชเสียเข้าค่ำ พระโหรพระเทพราชตั้งบาตรฉายา ครั้นสมภพสนานแล้ว ลูกเธอรับยื่นแก่สนองพระโอษฐ ๆ ยื่นแก่แม่นม นาลิกา ๑ เบีกหมอปัตติเสดาะเคราะห์สนัดดึง ๒ นาลิกาเบีกลูกขุนถวายบังคม เอา พระองคใส่พานเนาวรัตน ลูกเธอหลานเธอชูขึ้น ไขหน้าล่องถวายบังคม รุ่งเช้าสมโพทจำเรีญศรี ๓ วัน พานทองหนัก |/|   จานทองหนัก ๕|/| สาบทองหนัก ๕|/| ครกทองหนัก ๑๐|๑๐/๑๐|๑๐ สากทองหนัก ๑๕|๑๕/๑๕|๑๕ ช้อนทองตักบังคนหนัก ๓|/| แม่นมเอก ๓ แม่นมโท ๗ แม่นมตรี ๙ ป้าเลี้ยง ๔ ยายเลี้ยง ๒ พี่เลี้ยงอู้มยืน ๔ พี่เลี้ยงอู้มเสดจ์ ๔ พี่เลี้ยงกลางเรือน ๘ หมอ ๖ หมอเสดาะเคราะห์ ๒๐ คนสดึง ๒๐ ปัดแส้ ๒๐ ช้า ๓๐ สาครทองหนัก |/|   ถึง ๗ วัน ทำงานยอดศรีได้แหวนเนาวรัตน ๙ ดวง ทำงานป้อนเข้าได้เงีน |/| ๑๐ ทอง |/|   ทำงานป้อนกล้วยได้เท่ากัน จำเรีญพระศรีทุกที เมื่อเถลีงอู่ ได้ทองหนัก |/|   ทำงานอาสจไทยทำงานถารถ ทำงานจองบาท ทำงานยอดฟองมัณ ได้ไข่ทองหนัก ๕|/| คนน้ำร้อน ๕๐ เงีน |/|   ทำงานจรดคงคาได้เงีน |/| ๑๐ ทอง |/|   คน ๑๐๐ ช้าง ๓ ม้า ๓ ทำงานโกษรกำเท่าลงท่า ทำงานขึ้นม้า ทำงานขึ้นช้าง ธรงผนวด จวรอุหลบ สมเดจ์พระอัรคมเหษีสมโพทกึ่ง สมเดจ์พระภรรยาสมโพทกึ่ง แม่หยัวเมืองกึ่ง ลูกเธอกึ่ง หลานเธอกึ่ง พระสนมกึ่ง โดยอันดับลงมา

174

กุมารศักดิ์

ผี้พระสนมออกเจ้านางกำนัลนางบำเรอยกเครื่องจ่าในเรือนโขลน ถ้าต้องพระราชอา[23] หนัก
เบา
ส่งแก่ทลวงฟันสนมหมื่นฟาดหมื่นโจม ผี้สนมโทษถึงตายแลให้มล้างไซ้ ให้ใส่สนับเพลาก่อนจึ่งมล้าง ผี้มล้างแลหาสนับเพลามิได้ โทษมีแก่ทลวงฟังเท่าผิดพระสนม ถ้ามล้างพระสนม ใส่ถุงเสียอย่าให้เหนศภ ถ้าเหนศภเปนโทษผิดอายการ

175

ผี้พระราชกุมารต้องพระราชอาา แลใส่สังขลิกบัญชร คือใส่ตรวนไซ้ ถ้าลูกหลวงเอก เครื่องทอง ลูกหลวงโท เครื่องเงีน ลูกเธอนอกวัง ส่งแก่พิทักทีวารักษาราตรี ถ้าลูกเธออยู่ในวัง ส่งแก่ทลวงฟันสนมตามซ้ายตามขวา เรือนจำในสนมในมกอกน้ำ แลเรือนจำนอกในพระพิคเนศโทษเบา ถ้าโทษหนักทีหนึ่งนิฤเทศไปต่างเมือง แลคือเมืองเพชบูรรณ จันตบูรรณ นครศรีธรรมราช ส่งนายแวงหน้า ๒ แวงหลัง ๒ ดำรวจใน ถือกฎสั่งเรือในพิเนศ แลเรือขุนดาบแห่หน้า เรือชาววังตามหลัง หัวหมื่นองครักษนารายหลังตามไปส่งถึงที่ จึ่งนายแวงดำรวจในลงเรือหน้า แลเอากฎไปแก่เจ้าเมืองแลกรมการให้แต่งที่แต่งเรือนตามโทษ หนัก
เบา
ไว้ณกลางเมือง เรือน ๓ ห้อง ฝากระดาน ตรึงเหลก ขุดขุมใต้ท้องเรือนฦก ๕ ศอก มีกะดานปกบน ลั่นกุนแจตามกฎ สั่งให้ไว้บนก็ดี ลงขุมก็ดี ตามโทษหนักโทษเบา ถ้าโทษถึงตาย ให้ลงขุม เมื่อไปนั้น ถ้ามีเรือผู้ใดเข้าไปผิดปหลาด อายการนายแวง ท้าวพญาหัวเมืองมนตรีมุขลูกขุนแต่นา ๑๐๐๐๐ ถึงนา ๖๐๐ ผู้ใดส่งลูกเธอก็ดี ให้ของส่งของฝากก็ดี อายการนายแวงได้กุมเอาตัวเปนขบถตามโทษานุโทษ

อนึ่งถ้าอยู่ในเมืองที่จำ แลมีผู้ไปคบไปหาให้ของฝากของถวายไหว้คน โทษถึงตาย

176

ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชิวิตรไซ้ ให้ส่งแก่ทลวงฟันหลังแลนายแวงหลังเอาไปมล้างในโคกพญา นายแวงนั่งทับตักขุนดาบ ขุนใหญ่ไปนั่งดู หมื่นทลวงฟันกราบ ๓ คาบ ตีด้วยท่อนจันท์ แล้วเอาลงขุม นายแวงทลวงฟันผู้ใดเอาผ้าธรงแลแหวนทอง โทษถึงตาย เมื่อตีนั้น เสื่อขลิบเบาะรอง

177

การอายัดในพระราชวังในท้องพระโรง คืองานสมพรรษฉิน ทอดเชือก ดานเชือก ถวายบังคมเลี้ยงลูกขุน ถวายบังคมถือน้ำพระพัท สมเดจ์พระอรรคมเหษี พระอรรคชายา พระแม่หยัวเมือง สมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้า พระราชกุมาร พระราชนัดดา ถวายบังคมในหอพระ พระราชกุมาร พระราชนัดดา นั่งศาลา ราชบัณฑิตยพราหมณาจารยทังปวงนั่งศาลาด้วยตามทำเนียม

178

อนึ่งหลานหลวงอยู่นอกวังท้าวนั่งเมืองขี่เรือบดลาดกินพานหมากรองตะลุ่ม กว่านั้นผิดอายการ

หลานหลวงกินเจียดมุกขพานมุกขก็ได้ กว่านั้นผิดอายการ

กชิงหุ้มผ้าแดงได้แต่หลานหลวงอยู่ในวัง อยู่นอกวังกชิงหุ้มผ้าขาวเลว

179

อนึ่งพระราชกุมารได้เปนพระหน่อพระเจ้าอยู[วซ 12] หัวฝ่ายหน้า ถ้าจะพิดทูลพระเจ้าอยู่หัว ให้ทูลว่าสมเดจ์พระหน่อเจ้า แลเมื่อสมเดจ์พระหน่อเจ้าเข้าเฝ้าในพระราชวัง ผู้จมาด้วยนั้นถือ พานหมาก
เต้าน้ำ
กะเพ
คนหนึ่ง นอกว่าถือของให้มาแต่ ๔ คน

180

อนึ่งเครื่องอุประโภคทังปวงพระเจ้าอยู่หัว ให้เรียกว่า มาลา
กาษา
พระขรรค
ธรง พานหมากเสวย พานน้ำเสวย แป้งธรง เครื่องธรง ช้างธี่นั่ง ม้าธี่นั่ง เรือธี่นั่ง ราชยาน อภิรุม กันภิรุม บังสูรย์ พัชนี เจียมธี่นั่ง ฝ่ายเครื่องบริโภคให้เรียกว่าเข้าเสวย น้ำเสวย ของเสวย เมี่ยงหมากเสวย

181

อนึ่งจะรับพระบันทูล ให้ว่าพระพุทธเจ้าคะ ถ้าจะทูล ให้ว่าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล ถ้าจะเจรจา ให้ว่าเจ้านั่งกระหม่อมตรัส สั่ง
ใช้
ถ้าจตั้งหลวงขุนหมื่น ให้ตั้งแต่หลวงขุนหมื่นลงไปถึงพันทนาย อย่าให้ต้องชื่อหลวงขุนหมื่นพันทนายในพระราชวังหลวง ผู้เปนที่หลวงจกินเจียดทรงมันได้แต่หลวงกลาโหมหลวงจ่าแสน นอกนั้นให้กินแต่เจียดมองหูเงีน

182

อนึ่งพระเจ้าลูกเธอทังปวง ถ้าผู้ใดจะพิดทูลแต่พระเจ้าอยู่หัว ให้ทูลว่าพระเจ้าลูกเธอองคนั้น ๆ ตามชื่อ แลเมื่อพระเจ้าลูกเธอจมาเฝ้าในพระราชวัง ผู้มาด้วยถือเจียดหมากคนหนึ่ง เจียดน้ำคนหนึ่ง ผู้มานอกนั้นได้แต่สามคน ครั้นถึงพระราชวังแล้ว ให้อู้มเจียด หมาก
น้ำ
เสวยนั้นไว้วางให้เอาเตียงรองตะลุ่มรอง

183

อนึ่งเครื่องอุประโภคทังปวงให้เรียกว่ามาลาธรง ว่าผ้าธรง เจียดหมากเสวย เจียดน้ำเสวย แป้งธรง ช้างธี่นั่ง ม้าธี่นั่ง เรือธี่นั่ง กันชิง คานหาม ยานุมาศ กันภิรุม เครื่องบริโภคนั้นให้เรียกว่าเข้าเสวย น้ำเสวย ของเสวย เมี่ยงหมากเสวยกัดต่อด้ำประดับมุกขใบทาชาติ์เขียนลายทอง จะขานให้ขานว่าพระพุทธิเจ้าคะ ถ้าจะทูลให้ว่าข้าพระพุทธิเจ้าขอทูล ถ้าจะเจราให้ว่าพระองคเจ้าตรัสสั่งตรัสใช้ ถ้าจะตั้งขุนตั้งหมื่นพันทนายในกรมพระเจ้าลูกเธอนั้น ให้ตั้งอย่าให้ต้องชื่อขุนหมื่นพันทนายในพระราชวังหลวง

184

อนึ่งข้างฝ่ายหลังนั้น พระเจ้าอยู่หัวให้เรียกตามขนบพระเจ้าลูกเธอ


  1. เขียนเป็นสองเล่ม ส่วนเล่ม ๑ นี้พิมพ์ตามฉะบับหลวง L22.1x ยังเหลืออีกฉะบับหนึ่ง คือ L22.1 (ก)
  2. ก: เงินทอง
  3. ก: กับกันชิง
  4. ก: ลำโพง
  5. ต้นฉะบับว่า หน้าพนักงาน แก้ตาม ก
  6. ทั้งสองฉะบับว่า เรือแนบ
  7. ต้นฉะบับเขียนว่า นัง
  8. ต้นฉะบับเขียนว่า ตำ
  9. ก: คำว่า แล ไม่มี
  10. ต้นฉะบับ: ถึ่ง
  11. ต้นฉะบับ: เจ้าะ แก้ตาม ก
  12. ก: ค่า
  13. ก: ช่วงชิง
  14. ก: คำว่า แก่ ไม่มี
  15. ต้นฉบับ: ใถ่ แก้ตาม ก
  16. ต่อจากนี้เข้าอยู่ในเล่ม ๒ ยังเหลือฉะบับหลวงแต่ฉะบับเดียว คือ L 22.2
  17. ต้นฉะบับ: รู
  18. 18.0 18.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “จตุรคูน” เป็น “จัตุรคูน ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  19. ต้นฉะบับ: หนั่งสือ
  20. ต้นฉะบับ: ตนตรี
  21. ต้นฉะบับ: นัง
  22. ต้นฉบับ: เมื่อง
  23. ต้นฉะบับ: อาชา
  1. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “รุง” เป็น “รุ้ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  2. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “กน” เป็น “กิน” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  3. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หนื่ง” เป็น “หนึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  4. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “บัญชี” เป็น “บาญชี” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  5. 5.0 5.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ประเทศ” เป็น “ประเทษ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  6. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ภดาษ” เป็น “ภูดาษ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  7. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ขน” เป็น “ขึ้น” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  8. มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: ลุกขุน” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  9. 9.0 9.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “จึง” เป็น “จึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  10. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “กระบล” เป็น “กระบถ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  11. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ที่นั่ง” เป็น “ธีนั่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  12. 12.0 12.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อยู” เป็น “อยู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  13. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “สิง” เป็น “สิ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  14. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ไกล้” เป็น “ใกล้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  15. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “เครึ่อง” เป็น “เครี่อง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  16. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “เมีย” เป็น “เมืย” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  17. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หมู” เป็น “หมู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  18. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “มิ” เป็น “มี” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  19. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ใต้” เป็น “ไต้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  20. 20.0 20.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ทุม” เป็น “ทุ่ม” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  21. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ประกม” เป็น “ประถม ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  22. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “เมีย” เป็น “เมืย” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  23. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “นาลีกา” เป็น “นาลิกา” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  24. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “นาลิกา” เป็น “นาลีกา” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)