พงศาวดารลาวเฉียง ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กลับไปหน้าหลัก
Gtk-go-back-ltr.svg ก่อนหน้า ถัดไป Gtk-go-forward-ltr.svg
พงศาวดารโยนก

๑ อธิบายด้วยชนชาติไทย[แก้ไข]

มหาประเทศอันเปนที่ประดิษฐานบ้านเมืองแห่งชนซึ่งเรียกชาติตนว่า ไทย ไต เรียกประเทศว่า ชาน ซะยาน สาม สยาม เซม เซียม เสียม เชียม นั้น มีปริมณฑลเบื้องอุตรทิศ ตั้งแต่แดนฟากใต้แม่น้ำเจ๋เกียงฤาแยงซีเกียงในประเทศจีนโปต๋ง คือ ระหว่างจีนแลธิเบตต่อกันเนื่องลงมาในทักษิณทิศคือฮอนันฤาฮวนหนำ ลื้อ, ลาว, ไทย, ตลอดถึงฝั่งทเลทิศใต้แลเบื้องตวันตกตั้งแต่ ดินแดนฟากตวันออก แห่งแม่น้ำพรหมาบุตรากับแม่น้ำอจีรวดีต่อ เนื่องมาในประเทศภุกาม สยามยวนแกวถึงฝั่งทเลทิศตวันออก ในบริเวณที่กล่าวมานี้ย่อมมีหมู่ชนที่ใช้ภาษาไทยอยู่เปนพื้น

นักปราชญ์ชาวยุโรปที่ได้เที่ยวตรวจพบเห็น แลได้จดหมายเหตุไว้ มีปรากฎในหนังสือภาษาอังกฤษซึ่งกล่าวเกี่ยวข้องด้วยเรื่องประเทศตวันออกหลายเรื่อง เช่นเรื่องพงษาวดารจีนโบราณ ของมอง สิเออร์เตเรือนเดอลากุปเปอรีย กล่าวถึงชนซึ่งใช้ภาษาไทย มีปรากฏในภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำแยงซีเกียงในประเทศจีนมาแต่ครั้งแผ่นดินจีนกระษัตริย์วงษ์เบี้ยวเต้ ล่วงมานานประมาณก่อนคฤศตศักราชถึง ๒๓๕๖ ปี ก่อนพระพุทธกาล ๑๘๑๔ ปี

อนึ่งโปรเฟศเซอร์ดูแคลศกล่าวว่าชาติไทย ได้ตั้งเปนเอกราช ในบริเวณแม่น้ำแยงซีเกียงนั้นมีราชอาณาจักรโดยกว้างตั้งแต่แลติจุ๊ด ๓๓ จนถึง ๓๘ ดีกรี โดยยาวยาวตั้งแต่ลองตีจุ๊ด ๑๐๖ จนถึง ๑๐๙ ดีกรี มหานครมีนามว่ายิ้ว ฤาเย้า ฤาเงี้ยว เมื่อก่อนคฤศตศักราช ประมาณใน ๒๒๐๘ ปี ก่อนพุทธกาลประมาณ ๑๖๖๖ ปี

ในหนังสือมหาราชวงษ์ (พงษาวดารพม่า) ซึ่งแปลแลเรียบเรียงโดยนายพลโทเซอร์อาเธอร์ แต่น่า ๑๑ ถึงน่า ๑๕ กล่าวด้วยการที่มาของไทยชานมาจากมัชฌิมประเทศ อ้างความดำริห์ของอาจารย์แมกซมูเลอร์ผู้ชำนาญภาษาพราหมณโบราณแลธิเบต จีน พม่า อา โพซิงโพมิชมัยชาน ต่าง ๆ ซึ่งร่วมเรียกว่าธิเบโตเบอมัน อาจารย์แมกซมูเลอร์ได้สอบสวนเห็นแน่ว่า ภาษาไทย ซึ่งพม่าเรียกว่าชาน นั้นมาแต่ฮินดูแลจีน คำว่าชานคือสยามมาแต่ภาษาเดิมในมัชฌิมประเทศ ลงมาในทิศตวันออกเฉียงใต้ ประดิษฐานตามน่านน้ำ พรหมาบุตรา เอราวดี แม่โขง แม่น้ำ เปนปฐม แล้วได้กล่าวต่อไปถึงเรื่องพงษาวดารชานเมืองมณีปูระ ว่าด้วยพวกไทยชานได้เข้ามาตั้งอยู่ในถิ่นประเทศภุกามบัดนี้แต่ก่อนคฤศตศักราช มีมหานครชื่อเมืองหลวง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซวยเวเล (สุวรรณวารี) แม่น้ำนั้น เปนแควแยกจากแม่น้ำอจีรวดีฟากตวันตก เหนือเมืองภุกามเก่า กระษัตริย์ผู้ครองเมืองหลวงนั้นทรงนามขุนลาวยี (ลาวใหญ่) ครองนครนั้นเมื่อคฤศตศักราชได้๘๐ปี ตรงกับพุทธกาล ๖๒๒ สืบขัติยวงษาต่อ ๆ มาถึงคฤศตศักราช ๗๖๗ ตรงกับจุลศักราช ๑๒๘ จึงย้ายมหานครมาประดิษฐานเมืองปุงบัดนี้เรียกโมกอง คือเมืองกลอง ต่อมาถึงจุลศักราช ๑๓๙ เจ้าคำฟ้าเจ้าสามคงฟ้า นำพลโยธาเที่ยวปราบปรามชะนะประเทศอาซัมมณีปุระ กระแซ ธิเประ รวมเข้าในอาณาจักรกลองพระนครปุง มีเดชานุภาพปรากฏมาถึงจุลศักราช ๑๖๙เจ้าคำฟ้าทิวงคต บันดาขัติยวงษาของเจ้าคำฟ้าซึ่งไปครองเมืองต่าง ๆ ตั้งแขงเมืองแตกกัน เปนมลนครหลายส่วน ภายหลังพม่ากรุง ภุกามเจริญขึ้นเมื่อแผ่นดินอโนรธาโสแผ่ราชอาณาจักร รวมเมือง ไทยใหญ่ทั้งปวงเข้าในอาณาจักรพม่า เหตุฉนั้นในภุกามประเทศจึงเปนชาติพม่าแลไทยใหญ่ปนกัน

คุณนามที่เรียกประเทศว่าสยาม แลเรียกคนว่าไทยไทนั้นมีที่มาดังจะกล่าวต่อไปนี้

เมื่อก่อนชนชาติไทยยังมิได้อพยพมานั้น ถิ่นประเทศข้างทิศใต้นี้ เปนที่อยู่แห่งชนชาติทรวิฬฤาทรวิเดียนเนื่องเปนอันเดียว กันกับชาวฮินดูข้างทิศใต้ (พังคละ) ซึ่งชาวฮินดูข้างเหนือย่อมเรียกว่าแทตย อสุร ยักษ์ รากษษ

พวกจีนเรียก กุ้ย ก้อ กวย แกว กาว แปลว่ายักษ์ฤาผี แลเรียกพวกชาติป่าเขาอิกเหล่าหนึ่ง ว่าแม้ว, หม่อย, เมง, เมือง, แมน, คือพวกกุลาเรียน, พาระ, พิระ, พิรุปักข, มิละ, มิลุ, พิลุ, ในภาษาฮินดู

พวกอาริยฤาไทยผู้อพยพลงมาจากทิศเหนือ ย่อมถือว่าพวกเดิมนี้เปนพวกดำ คือพวกที่มีการงานหยาบ แลมีกำเนิดจากสัตว แลต้นไม้มีชาติต่ำ จึงได้เรียกประเทศนี้ว่าประเทศดำฤามืด

คือคำว่า สาม สยาม เสียม เซียม เชียง ชาน แล เจือง จาม แลคำว่า ขอม แขก เขิน เขม เขมา แขม เขมร ขมุ เหล่านี้รวมความแปลว่าดำ คือคนชาติดำฤาประเทศของคนชาติดำ คือคนเดิมดัง กล่าวมานั้น คำว่าขอมนั้นในตำนานเก่า ๆ เมื่อออกนามขอมก็ย่อมมีคุณศัพท์ว่าขอมดำ เพราะคำว่าขอมดำนี้แลภายหลัง ๆ มาจึ่งกลายเปนขอมดำดินไป

พวกชาติดำที่สมมุติเรียกว่า ขอม แขก จาม เหล่านี้ แต่โบราณกาลย่อมถือลัทธิต่าง ๆ อย่างฮินดู มีสาสนาอินทรพรหมเปนต้น แลตั้งชาติตระกูลเปนกัมโพชะ กุรุ ปุรุพาร มรัมมะต่าง ๆตามอย่างฮินดูเปนเดิมมา (คือ มอญ เขมร แล ข่า ส่วย ต่าง ๆ ซึ่ง มีภาษาคล้าย ๆ กัน)

แต่ชนชาติไทยแลคำว่าไทยนี้ ได้อพยพลงมาจากทิศเหนืออย่างเดียวกับพวกอาริยะอพยพแผ่ลงมาในฮินดูสถาน (ภาคภาษามีจีนเก่าโดยมาก)

คำว่า ไทย ไท ไต ตรงกับคำว่า ทยุ เทวะ เทวตะ แปลว่า สว่าง ขาวส่วนฟ้าพระอาทิตย์ ในภาษาสังสกฤตเรียกพระอาทิตย์ว่าทยุแลเรียกพวกอาริยว่าทยุด้วย พระนามพระเจ้าสมันตราช คือ ปะโรราชนั้นได้มีว่าทัศไทย มีถ้อยคำที่กล่าวออกนามไทยในเรื่อง พวกอาริยลงมาชะนะฮินดู ที่นักปราชญ์ชาวยุโรปได้แปลเปนภาษาอังกฤษหลายเรื่อง

คำว่าไทไตที่มาในภาคภาษาจีนคือ 大 ไต 太 ไท แปลว่าเปนใหญ่ ออกจากอักษร 天 เทียน แปลว่าฟ้า คือความสว่างฤาส่วนที่ขาวบริสุทธิใสสอาด ซึ่งแบ่งออกจากส่วนมืดฤาดำ อักษร 地 ที้ คือดินซึ่งภาษาไทยว่าที่

คำว่าเทียนนี้มาในภาษาลาวว่า แถน, ทาน, คำว่า เทียน ไท ไต จึงเปนคำใช้เรียกดวงประทีปว่า ดวงเทียน ดวงไต้ แลใช้คำว่า ท่าน เที้ยน ไท้ ไท เธอ แทนนามเทวดาแลกษัตริย์แลสมณพราหมณาจาริย์ แลในสิ่งซึ่งเปนใหญ่เช่นเดียวกับคำว่า ทิวะ ทิพ เทวะ, อรรค, ปรม, วร, มหา, เหล่านี้

ในภาษาจีนใช้เปนคำนำนามผู้เปนใหญ่ เช่นคำว่า ฮ่องไทตี้ ฮ่องไทเฮ้า ไทเซียงฮอง ไทจื้อ เหล่านี้เปนต้น

ในภาษาไทยใช้เรียกเทวดา แลกษัตริย์ว่าเทพไท ท้าวไทท่านไท เรียกพระเถรผู้ทรงศีลาธิคุรว่าเจ้าไท เรียกอิสตรีที่มีศักดิ และมารยาตรว่า อ่อนไทย อรไทย เรียกทิศแรกสว่างว่า ทิศอุไทย เรียกไม้นิโครธที่เปนเทวพฤกษของพวกพราหมณ์ว่าไม้ไทร คือไทย เรียกทองคำที่สุกบริสุทธิ์ว่าคำใต้ เรียกผู้มีอิศรภาพแก่ตนเองว่าเปนไทย คือพ้นจากมืด คำว่าไทยจึงแปลว่าสว่างสุกใส

ชาติไทยได้แผ่อาณาเขตรลงมาทางปลายน้ำของ, สาลวิล อิราวดี พรหมาบุตรา ดุจดังชาวอาริย แผ่ลงมาทางปลายน้ำสินธุในมัชฌิมประเทศนั้น ลงมาตั้งประเทศเลาชัว (老撾) คือลาวหลวงพระบาง แล้วแผ่มายุนชาง (越裳) ฤายวนเชียง คือลาวเฉียง แลไปอี (擺夷) ไทยใหญ่

มหานทีอันเปนที่ตั้งคามเขตรนครของไทย สืบมาแต่โบราณ นั้น คือ (๑) แม่น้ำอจีรวดีฤาอิราวดี (๒) แม่น้ำสิตังฤาสโตง (๓) แม่น้ำสาลวิล (สาลวารี) แม่น้ำคงแม่น้ำเขียวก็เรียก น้ำสามแม่นี้ตอนปลายฝ่ายเหนือเปนถิ่นประเทศไทยใหญ่ซึ่งจีนเรียกไป๋อี้ ตอนกลางเปนภุกามประเทศ ตอนปากน้ำแลท่าทเลเปนรามัญประเทศ(๔) แม่น้ำระมิงค์ พิงค์ มาแต่คำว่ามิงค์เมงค์ คือเปนถีนของ พวกเมงค์บุต (คล้ายมอญ) ซึ่งยังมีพืชน์พันธุ์ อยู่ บัดนี้เปลี่ยนเรียกว่ายาง คือยางขาวยางลายยางแดงยางกระเลอยางซวยกระบางแลอื่น ๆ มีสำเนียงลม้ายคล้ายกันกับมอญ ที่ ๕ แม่น้ำไคร้ จีนเรียก เกียวลุงเกียง (แกวหลวงกรุง) แปลว่าแม่น้ำมหายักษ ภายหลังเรียกลาวชัวเกียง (ลาวชวากรุง) แม่น้ำแห่งเมืองลาวชวาคือ นครหลวงพระบาง ที่เรียกเมืองชวาบ้างซัวบ้างเซ่าบ้าง คำว่าลาวชวานี้ที่กลายมาเปนลานช้าง แต่หาใช่มีช้างตั้งล้านไม่ แม่น้ำนี้ ไทยเรียกแม่น้ำของ คือขอม เพราะเปนแม่น้ำใหญ่ในแดนขอมดำแต่ชาวข้างใต้เรียกเปนโขงนั้นเรียกตามชื่อเกาะใหญ่เหนือลีผีซึ่งเปนที่ตั้งเมืองสีทันดร มีนามว่าดอนโขง เหตุเปนที่ไว้โขลงช้างของพวกส่วยช้างทั้ง ๖ แต่ก่อน แม่น้ำโขงฤาของนี้ตอนปลายฝ่ายเหนือไหลมาแต่ประเทศจีนต่อธิเบตมาแต่แนวเขาเดียวกันกับแม่น้ำสาลวิลแลแยงซี แต่น้ำโขงไหลมาแต่ทิศใต้ในประเทศฮุนหนำเชียงรุ้งซึ่งเปนถิ่น พวก โล้ ลื้อ ลัวะ ลาว แปลว่าชาติเก่าแก่ (๖) แม่น้ำทรงก๊าย จีนเรียกยุนเกียง ฮองเกียง (ฮวนกรุงแม่น้ำต่างประเทศ) สาขาฤาแควแยกแม่น้ำนี้ยวนเรียกทรงแดง (น้ำดำ) ไทลาวเรียกน้ำแท้ แม่ม่วงก็เรียก ประเทศลาวพวกนั้นในตำนานเชียงแสนเรียก จุฬนีนคร

ภาคภาษาของชนชาติเดิมนั้น แม้ว่ามีนามต่างกันเช่น มอญ เขมร ข่า ส่วย กวย ของแลอื่น ๆ เปนอันมากก็ดีแต่ใช้คำพูดแลวิธีอย่างเดียวกันเพี้ยนแต่สำเนียง ดังคำที่นับเลข ๑, ๒, ๓ , ๔, มอญว่า ม่วย บา ไป๋ ปอน เขมรว่า มอย ปี ใบ บวน ข่าต่าง ๆ นอกจากจรายกับระแด นับว่า มุย ปา ไป โปน, มุย เบอ แปปวน, โมน เปือ เปง ปรวน, ยวน นับว่า โมก ฮาย บา โบ๊ง ใกล้ ๆ กัน แต่พวกข่าจรายกับระแดนั้นเปนชาติอพยพมาจากเกาะชวามลายู นับว่า ซา ตวา เตา ปา มา นำ ชจุ ชปันตลาปัน สปลุ ถึงคำพูดอื่น ๆ ก็คล้ายชวามลายู แต่ไทยใหญ่แล ลาวนับอย่างจีนคืออ้ายยี่สาม ไส ฤา หนึ่ง สอง สาม สี่ ถึงคำพูดอื่น ๆ ก็เปนจีนภาคโดยมาก เช่นคำว่า “หนังสือ” สือ ตัวนี้คืออักษร 士 เด็กนักเรียน เรียก 士子 สือจอ (ลูกหนังสือ) ตำแหน่งยศ

หลวง มาแต่ 王 อ๋อง
ขุน มาแต่ 軍 กุ๋น
ท้าว มาแต่ 道 เท้า
เจ้า มาแต่ 州 เจา จูเฮา

ภาษาไทยมีจีนพากย์แลมคธพากย์เปนพื้นดังนี้

เมื่อไทยนำได้ความเจริญมาสู่ประเทศนี้ แลได้ชะนะขอมเปนลำดับมา ตั้งแต่พรหมราชพระเจ้าเชียงแสนลำดับที่ ๔๓ จนถึงไชยศิริราชเมืองไชยปราการ (ฝาง) ผู้มาตั้งเมืองแปป แล รามราชฤาไสยรังคราชศุโขทัย (พระร่วง) ตลอดมาถึงชั้นพระเจ้า รามาธิบดีอู่ทองศรีอยุทธยา ตีเมืองนครธมได้เมื่อจุลศักราช ๗๑๕ แผ่นดินพระบรมลำพงษราชา จึงได้ตั้งนามพระนครศรีอยุทธยาแลตั้งนามกระษัตรว่า รามาธิบดี เทียบเรื่องรามาวตารอยุทธยาซึ่งปราบฮินดูฝ่ายใต้ได้ ตลอดถึงลังกานั้น เปนเกียรติคุณนาม

อนึ่งเมื่อครั้งพระนครศุโขทัยยังเปนราชธานีนั้น ใช้คำว่าอุไทยในนามเมือง แลนามกระษัตรบางพระองค์ย่อมมีคำอุไทยอยู่ต้นนามบ้างท้ายนามบ้าง แต่มักใช้ตัว ฦ แทนอุอย่างสระสังสกฤตจึ่งเปนพระยา ฦ ไทยราช แลแปลงผมกล๋อมคือผมขอมเปนผมมหาอุไทย เพราะการตัดผมนั้นขอมตัดก่อน แลใช้ลองโพกผ้า แทนเกล้าผมเรียกว่าขอมโพกกล๋อมโพก ภายหลังได้แปลงใช้ชฎาโพก แต่ยังคงคำเรียกกลอมพอกมาจนบัดนี้แต่คำที่เรียกผมมหาอุไทยกลายมาเปนมหาดไทย เพราะตัว ฦ สระนั้นคล้ายกับ ฎ ฏ หนังสือเก่า ๆ ยังได้เห็นใช้สกด ฎ เปนมหาฏอยู่ แต่เพราะไม่มีความที่จะแปลได้ จึงตกลงคงสกด ด เปนมหาด คงแปลว่า มหาเท่านั้น แม้นามกระษัตริย์อุไทยซึ่งใช้เปน ฦ ไทยนั้น บางที ก็เพี้ยนไปเปน ฏ ไทยราช ปรากฏในแผ่นสีลาจารึกอักษรโบราณ เมืองกำแพงเพ็ชร ซึ่งลงพิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณ จำนวนเดือนอ้ายปี ๑๒๔๖เล่ม๑ ฉบับ ๒ น่า ๑๖๐ นั้น เพราะฉนั้นจึ่งทำให้เชื่อว่า ฦ ไทย ฦา ไทย ฏ ไทย คืออุไทย แลไทยแปลว่าสว่างคู่กับคำว่า จาม ขอม สาม ซึ่งแปลว่าดำว่ามืดนั้นแล

๒ เรื่องตั้งหัวเมืองในลานนาไทย[แก้ไข]

ในตำนานเมืองพิงค์เชียงใหม่นั้นดำเนินความว่า สมเด็จพระบรมสากยมุนีศรีสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพานณวันอังคารเพ็ญเดือดแปด (เดือน ๘ เหนือคือเดือนหก) ล่วงมาถึง เพ็ญเดือนสิบสอง (คือเดือนสิบ) มหานันทเถรเจ้าได้ถึงอรหัตพระมหากัสสปเถรเจ้ากระทำปฐมสังคายนายตัดอัญชนะศักราช ๑๔๘ เสีย ตั้งพุทธกาลเอกศกเปนลำดับมาได้ ๑๐๐ ปี พระยากาลาโศกราชกระทำทุติยสังคายนายลำดับมาได้อิก ๑๑๘ ปี พุทธกาล ๒๑๘ ปี พระเจ้าอโศกธรรมิกราชกระทำตติยสังคายนาย แต่นั้นล่วงมาได้อิก ๒๐๐ ปี พุทธกาล ๔๑๘ นางจามเทวีเกิดพุทธกาล ๔๕๖ ก่อเวียงลำภูญพุทธกาลได้ ๔๕๘ นางจามเทวีมาแต่ละโว้ได้ครองเมืองลำภูญมหันตยศแลอินทรยศเกิดฝาแฝดในปีเดียวกัน นางจามเทวีครองเมืองลำภูญได้ ๕๓ ปี อายุ ๙๒ ปี จุติ พุทธกาลล่วงได้ ๕๒๐ พระยาพันธุมัติธรรมิกราชเมืองลังกา ตัดศักราช๕๖๐นั้นเสียแล้ว ศักราชใหม่ ลำดับมาได้ ๓๔๓ ถึงพระยาอาทิตยราช ได้เปนใหญ่ในเมืองลำ ภูญได้ ๓ ปีก่อพระเจีดย์หลวงเมืองลำภูญ เมื่อศักราช ได้ ๓๔๖ ลำดับพันธุมัติศักราชล่วงมาได้ ๖๒๒ ปี จึ่งพระยาตรีจักขุอนุรุธรรมิกราชกรุงภุกาม เปนใหญ่ในชมพูทวีปตัดศักราช ๖๒๒ เสียเพียงปีจอ ตั้งจุลศักราชใหม่ในปีกุญ

เนื้อความตามที่กล่าวมานี้ เห็นว่าผู้แต่งตำนานเชียงใหม่ คิดศักราชผิดเกณฑ์กลับเอาเกณฑ์มหาศักราช๕๖๐ ไปเปนพุทธศักราช เอาเกณฑ์ ๖๒๒ ซึ่งเปนเกณฑ์พุทธศักราชมาเปนมหาศักราช เพราะฉนั้นศักราชจึ่งหาตรงกับตำนานลำภูญไชยไม่ แท้จริงศักราช เมื่อตั้งเมืองหริภุญไชย คือมหาศักราช ๔๕๖ ตรงกับพุทธกาล ๑๐๗๘ แลเมื่อพระยาอาทิตยราชสร้างพระเจีดีย์หลวงนั้นเปนจุลศักราช

แลเนื้อความตำนานหริภุญไชย ในคัมภีร์เดิมอักษรลาวนั้น มีดังนี้ พระพุทธเจ้าส่องทิพจักขุญาณเล็งดูโลกทั้งมวญด้วยอนาคตญาณ ก็หันชาวบ้านหมู่หนึ่งชื่อทละกะวามมีในสามเทสะ คือมีในเมืองพิงค์เรานี้ อันพระพุทธเจ้าจักควรสังคหะกรุณานั้นก็มีแลพระพุทธเจ้าก็หันด้วยทิพจักขุฉันนี้ กุพระตถาคตนิพานแล้ว ด้วยปีเดือนวันได้พันปายแปดปีนั้น มหานครอันหนึ่งชื่อหริภุญไชย จักเกิดมีในสามเทสะนั้นแล้ว สาสนากูตถาคตจักไปรุ่งเรืองในเมืองอันนั้นหมั้นชะละ กูตถาคตก็ควรไว้ธาตุเพื่อเปนประโยชน์แก่โลกย์ทั้งหลายควรแท้จริงแล

เนื้อความนี้สาธกมาพอให้แจ้ง ศักราชที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกันเท่านั้น แต่นี้จะลำดับความตามตำนานเชียงใหม่ต่อไป

ครั้งนั้นพระเจ้าตรีจักขุอนุรุธธรรมิกราชให้อัญเชิญท้าวพระยา มหากระษัตริย์ในสากลชมพูทวีป ท้าวพระยาทั้งหลายในนานาประเทศ ก็ได้ไปประชุมพร้อมกัน ยังขาดแต่ลานนาไทยประเทศ หาผู้ใดจักไปพร้อมมิได้ เหตุบ่อมีมหากระษัตริย์ เมื่อนั้นอนุรุธธรรมิกราชจึงกล่าวขอต่อสมเด็จอมรินทราธิราช ๆ มีเทวโองการประสาทให้ลาวจกเทวบุตรอันเสวยทิพสมบัติ อยู่ในชั้นดาวดึงษสวรรค์ จุติลงมาเปนใหญ่ในลานนาไทยประเทศ บำรุงพระพุทธสาสนาให้ถาวรสืบไป จึ่งลาวกเทวบุตรกับนางเทวธิดา แลบริวารพันหนึ่งก็จุติจากเทวโลกย์มาปติสนธิเปนมนุษยโดยอุปปาติกะกำเนิด เปนดังราชกุมารอันมีชัณษาได้ ๑๖ ขวบ ก็ก่ายเกินเงินคือบันไดเงินลงมาจากจอมเขาเกตุบรรพต ดอยตุง (ดอยธง) มาสถิตยแท่นเงินภายใต้ไม้หมากทัน (พุดซา) อันที่มีในน้ำแม่สายในแว่นแคว้นไชยวรนครเชียงลาว ฝูงชนทั้งหลายได้ทัศนาการ ก็บังเกิดอัจฉริยเอิกเกริกโกลาหล พากันมาสโมสรสันนิบาต แวดล้อมพร้อมกันอันเชิญให้รับราชสมบัติราชาภิเศกเปนพระมหากระษัตริย์ในไชยวรนครเชียงลาวที่นั้นเปนแก่ลานนาไทยประเทศ ๕๗ หัวเมือง อยู่จำเนียรมาท้าวเธอก็บังเกิดได้ราชโอรสสามพระองค์ ๆ ใหญ่ทรงนามลาวคอบ องค์กลางทรงนาม ลาวช้าง องค์น้อยทรงนามลาวเก๊าแก้วมาเมือง ตามนิมิตรซึ่งพระมารดาทรงสุบินเมื่อแรกตั้งพระครรภ์ ว่าได้แก้วตกลงจากอากาศแลพระราชกุมารนั้นมีพระราชสมภพประสูตรสมัยในวัน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ ปีชวดโทศกจุลศักราชได้ ๖๒ โหรถวายพยากรณ์ว่าราชกุมารองค์นี้จะทรงเดชานุภาพมากนัก ครั้นพระราชกุมารทั้งสามทรงพระเจริญไวยแล้ว วันหนึ่งพากันไปจับปูใหญ่ พระพี่ทั้งสองใช้ให้น้องเอาข่ายไปขึงไว้ท้ายน้ำแล้วให้เฝ้าข่ายอยู่ พี่ทั้งสองช่วยกันขุดรูปู ปูนั้นหนีเข้าไปส้อนตัวอยู่ใต้ผาขุดต่อไปมิได้ ก็เอาก้อนสิลาถมรูปูนั้นเสีย แล้วก็พากันกลับไปหาได้บอกแก่น้องไม่ ฝ่ายลาวเก๊าแก้วมาเมืองเฝ้าข่ายอยู่จนพลบค่ำผิดสังเกต ก็กลับมาตามหาพี่ทั้งสองก็หาพบไม่ จึงทราบว่าพี่ชายทั้งสองหนีกลับไปไม่บอก ก็บังเกิดความพิโรธโทมนัศนัก จึงไปแจ้งความประพฤติเหตุต่อพระราชบิดา ๆ ดำริห์เห็นว่าราชบุตรทั้งสามพี่น้องจะอยู่รวมกันมิได้ จึงสร้างบ้านให้ อยู่ต่างกันคนละแห่ง ให้ลาวคอบผู้พี่อยู่บ้านถ้ำ ให้ลาวช้างผู้กลางอยู่บ้านคาให้ลาวเก๊าแก้วมาเมืองผู้น้องอยู่บ้านผาเล้า ครั้นภายหลังก็แบ่งราชสมบัติให้ราชบุตรองค์ใหญ่ไปครองเมืองมาเชียงของ ให้ราชบุตรผู้กลางไปครองเมืองยอง แล้วจึงแต่งเครื่องราชบรรณาการไปขอนางแก้วรูปทิพธิดาพระยาเมืองหลวงภูคาผู้ลุง อภิเศกเปนชายาลาวเก๊าแก้วมาเมือง ครั้นพระยาลาวจกจุติแล้ว ลาวเก๊าแก้วมาเมืองราชโอรส ก็ได้ครองราชสมบัติเปนกระษัตริย์ ในลานนาไทยประเทศสนองพระราชบิดา

เรื่องราวละวะจกราชะฤาลาวจกนี้ ในตำนานพระธาตุดอยตุง แลตำนานเชียงแสนมีข้อความแตกไปอย่างอื่น ในตำนานธาตุดอยตุงมีว่า “ทีนี้จักกล่าวตำนานมหาธาตุพระพุทธเจ้ามียังในภูเขาตั้งอยู่ท่ามกลางเสียมเกษเกล่าเกษี นครราชธานีสลีเมืองยวนเชียง แสนแล ยังมีภูเขาสามอันตั้งอยู่ปัจฉิมทิศแห่งไชยบุรี แลลำภูเขาสามอันนั้น อันหนึ่งชื่อภูเขาทางตั้งอยู่ทิศอุตรกล่ำเหนือ อันหนึ่งชื่อภูเขาย่าเจ้าอยู่ท่ามกลาง อันหนึ่งชื่อภูเขาปู่เจ้าตั้งทางทักษิณ แล้วลำดับเปนดังก้อนเสร้าประสุมกันนั้น นิทานเขาสามก้อนนี้ บัณฑิตยนักปราชญ์เจ้าพึงรู้ดังนี้เถอะ เมื่อพระพุทธเจ้าแห่งเราเมื่อยังทรมาน วันนั้น ยังมีลักขุสองผัวเมีย ผู้ผัวชื่อปู่เจ้าลาวจก ผู้เมียชื่อยาเจ้าลาวจก แลบุคคลทั้งสองผัวเมียมีจกเช่า (จอบ) คนละ ๕๐๐ ลูก ลอกได้ชื่อว่าลาวจก แลบุคคลทั้งสองอยู่เลี้ยงชีวิตินทรีย์ด้วยของไร่ของสวน มีต้นว่าถั่วงาฟักแฟงแตงเต้าพริกขิง หื้อลาวจกทั้งหลายเอาไปขายแก่ชาวเมืองทั้งหลายเลี้ยงชีวิต แลส่วนลาวจกทั้งสองผัวเมียก็เปนใหญ่แก่มิลักขุทั้งหลายอยู่ในดอยดินแดนอันเรียงดอยมหา ธาตุเจ้านั้นแล เหตุดังอันดอยอันนั้นจึงได้ชื่อว่าดอยปู่เจ้าเพื่ออันแลส่วนย่าเจ้าลาวจกผู้เมียก็อยู่ดอยทางเหนือ ถัดดอยมหาธาตุเจ้านั้นจึงได้ชื่อว่าดอยย่าเจ้าเพื่ออันแล บุคคลทั้งสองก็มีลูกชายสามคน ผู้พี่ชื่อว่าละวะกุมโภไทยภาษาว่าลาวหม้อแล ผู้กลางชื่อว่าละวะทัสลักขยูไทยภาษาว่าลาวล้าน แลผู้น้องข้อยชื่อว่าละวะคันโธไทยภาษาว่าลาวกลิ่นแล ลูกทั้งสามนั้นอยู่ดอยลูกทางเหนือนั้น ไทยทั้งหลายก็เอาของค้าทั้งหลาย คือว่าหมากแลเกลือเสื้อผ้าชิ้นปลาอาหาร ทั้งหลาย ไปซื้อขายในตีนดอยที่นั้น เปนท่าซื้อท่าขายแก่คนทั้งหลาย ดอยลูกนั้นได้ชื่อว่าดอยท่าตราบถึงกาลบัดนี้แล ส่วนเจ้าลาวจกก็หื้อ มิลักขุทั้งหลาย เอาเครื่องไร่เครื่องสวนแลหน่อไม้ไร่ เอาลงไป ขายยังตีนดอยที่นั้น เหตุดังอันตลาดนั้น (ตลาด) ได้ชื่อว่ากาด ไร่ตราบถึงบัดนี้แล เมืองนั้นก็ได้ชื่อว่าเมืองไร่แล ตั้งแต่นั้นไปน่า ปู่เจ้าลาวจกหื้อเอาหมากฟักหมากบวบถั่วงาแตงแต้า ลงมาขายแก่ไทยทั้งหลายอันอยู่บ้านตีนดอย เหตุดังอันเมืองอันนั้นได้ชื่อว่าเมืองบวบตราบบัดนี้แล ลาวจกทั้งสองผัวเมียจากันแล้ว แบ่งเข้าของ ราชสมบัติแก่ลูกทั้งสามคนนั้น ผู้พี่หื้อกินเมืองสี่ทวง (สี่ดวง) ผู้กลางหื้อกินเมืองควาน (เมืองกวาน) ผู้น้องหื้อกินเมืองเหลือก (เอกาแล)

ทุติยศักราชได้๕๖๐ ตัว พระพุทธเจ้านิพานไปได้๑๑๘๒ วัสสายังมีมหานครอันหนึ่งฝ่ายหนอาคเณย์มีพันเมือง มีราชขัติยราชวงษาหากสุดเสียหาท้าวพระยาบ่อได้มีเมืองหวนเปนเกล้า แลเวลา นั้นยังมีพระยาตนหนึ่ง ชื่อว่าอนุรุธธรรมิกราชเปนเจ้าในเมืองมารราษฎร์ แลเมืองทลางในชมพูทวีปมี ๘๔๐๐๐ เมืองที่อันมีท้าวพระยามหากษัตริย์นั้น ก็มาพร้อมกันหั้นเสี้ยง แลพระยาอินทราก็ใช้เทวดาเทวบุตรตนหนึ่งลงมาบอกหื้อพระยาตนนั้นว่า หื้อได้ตัดศักราชหั้นแล

เมื่อนั้นท้าวพระยาทั้งหลายก็ไหว้สาพระธรรมิกราช ว่า เมืองไทยยวนทั้งหลายมีพันเมืองเขาบ่อมีเจ้า เขาบ่อมาพร้อมที่นี้แล เมื่อนั้นพระยาอินทราก้หื้อปฏิญาณซึ่งเทวบุตรทั้งหลายพันตน มีลาวจกเทวบุตรเปนเกล้าก็ก่ายเกินเงิน แต่จอมเขายุคันธรลงมากับด้วยเทวบุตรบริวารทั้งหลายพันหนึ่ง แล้วก็มาอันตรธานกลับหายจาก เพศอันเปนเทวบุตรนั้นแล้ว ก็เอาโอปปาติกะเหนือแท่นเงินลูกหนึ่งอันมีใต้ร่มไม้หมากทันที่นั้น แล้วก็เกิดเปนคนใหญ่ประมาณ ๑๖ ขวบ เข้าพร้อมกับด้วยกันนางราชธิดาหั้นแล เมื่อนั้นเทวดาก็ไปบอกแก่คนทั้งหลายว่าลาวเทวบุตรลงมาเปนเจ้าแก่สูแล สูจุ่งเอารถไปรับเอามาเถอะ ว่าอันเมื่อนั้นเขาก็เอาราชรถไปราธนาเชิญเอามาแล้ว ก็อุสยาภิเศกหื้อเปนเจ้าแก่เมืองไทย แล้วก็รับเอาคำแห่งพระยา ธรรมิกมาแล้ว ก็บ่าวท้าวพระยาทั้งหลายมี ๙๙๘ เมือง เว้นแต่เมืองหริภุยไชยกับเมืองศุโขทัยเท่านั้นเหลือกว่านั้นก็มาพร้อมกับด้วยพระยาเสี้ยงแล้วก็ตัดศักราชอันพระยาตรีจักขุตั้งไว้ได้ ๘๖๐ ตัวนั้นเสียในปีเปิดเส็ดกลางคืน เดือนห้าออกค่ำหนึ่งวันอาทิตย์ ยามจักใกล้รุ่ง แล้วจึงตั้งศักราชใหม่ตัวหนึ่งยามรุ่งแจ้งวันจันทร ปีใหม่ เปนปีกัดไก่แล แล้วก็ผ่อเล็งขึ้นภายบนก็หันเกีนเงินนั้นหกขึ้นเมื้อบ่อเสี้ยงยังหันเงินยังอยู่แล เมื่อนั้นก็พร้อมกันสร้างเวียงขุดคือกว้าง ๕๐๐ วา ยาว ๑๕๐๐ วา ยาวไปตามแม่น้ำ ก่อเม็ดปราการล้อมแท่นเงินแลต้นหมากทันที่ท่านเอาโอปปาติกะชาตินั้นแล้ว ก็เรียกชื่อว่าเวียงหิรัญนครเงินยังเชียงแสน ว่าอันเหตุนิมิตรเกินเงินนั้นแลที่ต้นหมากทันนั้นท่านก็สร้างหื้อเปนมหาเจติยวิหารแล้ว ก็เรียกชื่อว่าวัดสังฆาแก้วดอนทันว่าอันแล ไนย หนึ่งว่าวัดสังฆายางเงินก็ว่า แลแท่นเงินนั้นพระยาเจ้าท่านก็ม้างเอาแจกจ่ายสร้างกินทานมากนักแล นามวิเศษแห่งท่านนั้นก็เรียกชื่อว่าพระยาลาวจักราชว่าอันแล เมื่อนั้นท้าวพระยาทั้งหลาย ๙๙๘ เมือง ก็รับเอาราชอาญาแล้วก็อำลาพระยาลาวจกราชเจ้า แล้วก็หนีเมือหาบ้านเมืองที่อยู่แห่งเขาท่านหั้นแล แล้วก็กระทำบุญไปทุกบ้านเมือง สาสนาพระพุทธเจ้าก็กาน กรุงรุ่งเรืองมากนักแล แต่นั้นมาเมืองยวนลานนาแลเมืองลานช้าง ทั้งสองนี้ จึงเรียกว่าลาว ๆ ว่าอันแต่นั้นมาแล เรียงนั้นมาศักราชได้ ๒ ตัวปีกดไจ๊ ยังมีมหาเถรเจ้าตนหนึ่งมีนามกรว่าญาณรังษีว่าอัน ท่านก็รู้ปวัติข่าวสารว่าสาสนาพระพุทธเจ้า อันตั้งอยู่ในโยนกประเทศที่นั้นรุ่งเรืองมากดังอัน พระมหาเถรเจ้าก็ไปนิมันตนามหาธาตุเจ้าองค์หนึ่ง ใหญ่ประมาณเท่าแก่นหมากทันเปนธาตุวามหานุกังคือว่าธาตุกระดูกคางกล่ำซ้าย แห่งพระพุทธเจ้านั้นแต่เมืองปาตลีบุตรนครแล้ว ก็เอามารอดพระยาลาวจกราชเจ้าในเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสนที่นี้แล้ว เมื่อนั้นพระยาลาวจกราชเจ้าท่านก็มีใจชมชื่น ยินดีกับด้วยมหาธาตุเจ้าแล กับด้วยมหาเถรเจ้ายิ่งยศนักแล เมื่อ นั้นพระยาก็ไหว้สาพระมหาเถรเจ้าว่าสถานที่ใดยังจะควรตั้งพระมหาธาตุเจ้าที่ใดดี ผู้ข้าก็ขอเจ้ากูพอไปแหนหื้อผู้ข้าทั้งหลายแก่เถอะ เมื่อ นั้นพระมหาเถระเจ้าก็จึงนำเอาตนพระยาเจ้าเปนเกล้ากว่าแสนเสนาอำมาตย์ แล้วก็พร้อมกันนิมันตนาพระมหาธาตุขึ้นใส่สีวิกากาญจน์แลมีพระมหาเถรเจ้าเปนเกล้า ก็ราธนาพระมหาธาตุเจ้าเสด็จขึ้นไปถึงหัวเวียงแล้ว เมื่อนั้นญาณรังษีเถรเจ้าก็แหนยังที่จะตั้งยังมหา ธาตุเจ้าเจติยเจ้า อันจักเปนที่ประจุยังมหาธาตุเจ้านั้น ยังที่หัวเวียง จะใกล้สุดนั้น ฐานที่นั้นเปนดอนงามนัก ทรงสถานเปนดังหลังเต่านั้นแล ดังฤาแลมหาเถรเจ้าป๊อยว่าหื้อตั้งมหาธาตุเจ้าในที่นั้นอันจา ก็เหตุยามเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรมานอยู่วันนั้น ก็เสด็จเข้ามาเมตตาพระยาตนเปนเจ้าเวียงโยนกนครเก่านั้นอันนั้น ทัดกาลยามนั้นช้างมงคลแห่งพระยาเจ้าเมืองนั้น ได้หันพระพุทธเจ้าแลสาวกเจ้าหลาย นัก ก็สดุ้งแล่นหนีมาถึงที่นั้นแล้วก็ร้องแสนนำแล่นคืนไป ร้องแสนอยู่ท่ามกลางสันดอนที่นั้นถ้วนสามที เมื่อนั้นพระสัพพัญญูเจ้าก็ทำ นายว่า ภายน่าเมืองจะไปตั้งอยู่ที่นั้นจะได้ชื่อว่าเมืองช้างแสนชะละ ว่าอันเหตุนั้น พระมหาเถรเจ้าพร้อมกับด้วยพระยา เอามหาธาตุเจ้าไปบันจุตั้งไว้ที่นั้นก่อหื้อเปนเจดีย์บริบูรณ์แล้ว ใส่ชื่อว่าอารามเชียงมั่นช้างคุ้งว่าอันแล แต่นั้นไปท่านก็สร้างเวียงแถมลูกหนึ่ง กรมแม่น้ำใหญ่ไหลมาหนตวันตก ยาวส่งสถานดังฝักฝางนั้น จึงใส่ชื่อว่าเมืองฝางว่าอันแล ด้วยเดชะพร้อมสามสิบสองพันนาเงินยางแลเมืองฝางสามพันนา เมืองสาดห้าร้อยนา เมืองหางคือรังรุ้งห้าร้อย นา จะวาดน้อยยางห้าร้อยนา เปนสามหมื่นสี่พันนาก่อนแล ลูนนั้นควานช้างที่นั่งท่านก็ไปหาช้างก็หายรอยเสีย มันก็ไปหันรอยช้างตัวหนึ่งใหญ่สามสอก เที่ยวไปไกลห้ารอยวา แล้วก็หายเสียมันก็ไปน่า ก็พบพรานป่าผู้หนึ่งร้อยเต่ามา มันก็ถามว่าแคว้นนี้ช้างป่ามีกา พรานป่าว่าบ่อมีสักเตื้อว่าอันแล ที่นั้นจึงเรียกว่าบ้านรอยเต่าแล เมื่อนั้นมันก็คืนมาหันรอยช้างมันดังเก่า มันได้ช้างแล้วก็มาไหว้สาพระยาตามดังมันไปหันนั้นแล พระยาเจ้าก็ไปตั้งเวียงที่นั้น ลูกหนึ่ง แล้วก็ใส่ชื่อว่าเวียงเชียงรอยว่าอัน เมื่อภายลูนก็แปลชื่อไปว่าเชียงรายว่าอันแล ที่บ้านรอยเต่านั้นก็แปลชื่อไปว่าเชียงของว่าอันแล ส่วนว่าพระยาลาวจกราชเจ้าท่านก็อยู่เวียงเงินยางเชียงแสนแลเมืองฝางเชียงรายทั้งสามนั้นแล ท่านก็มีราชบุตรตนผู้พี่ชื่อว่า ลาวก่อ ผู้กลางชื่อว่าลาวเกื้อ ผู้น้องช้อยชื่อลาวเก้าแล

ข้อความตามตำนานธาตุดอยตุง แลตำนานเชียงแสนที่สาธกมานี้เพื่อให้เห็นความชัดว่า ลาวจกเทวบุตรซึ่งจุติมาเปนต้นวงษกระษัตริย์ลาวนั้น หากจะเปนแต่ตระกูลลาวจกอุปถากพระธาตุดอยตุงสืบมาแต่ก่อนนั้นเอง เพราะมีเรื่องราวประวัติละม้ายคล้ายคลึงกัน แต่เรื่องสร้างเมืองเชียงแสนเชียงรายแลเมืองฝางนั้น ในตำนานสิงหนวัติว่าพระเจ้ามังรายนะราช สร้างเมืองดอนมูลให้ราชบุตรผู้ทรงนาม พระองค์ไชยนารายน์ เมืองนั้นจึงได้ชื่อว่าไชยนารายน์กลายมาเปนเชียงราย แต่ในตำนานหิรัญนครว่าพระยาลาวจกราชสร้างขึ้นเพราะเหตุพบรอยช้างใหญ่ จึงให้ชื่อเมืองเชียงรอย กลายมาเปนเชียงราย แต่ในตำนานเชียงใหม่ ว่าพระยาเม็งรายสร้าง จึงได้ชื่อว่าเชียงรายตามนามพระยาเม็งราย ข้อความทั้งสามตำนานนี้มิได้ยุติต้องกัน แม้นนามเมืองเงินยาง แลเชียงแสน ในตำนานก็หลีกเลี่ยงเถียงกันอยู่ คือในเบื้องต้นกล่าวว่าเพราะเหตุบันไดเงิน ซึ่งละวะจักราชะเทวบุตรก่ายลงมายังค้างอยู่ จึงเรียกเงินยังฤา เงินยางฤาหิรัญนคร บางแห่งเรียกว่าไชยบุรี แลเชียงลาว แต่ในลำดับต่อไปกลับว่าพระยาลาวเคียง เสด็จไปประพาศป่ายางริมน้ำ แม่ลว้านที ได้ทอดพระเนตรเห็นนิมิตรไม้โพธิเผือกดังเงิน อยู่ ณท่ามกลางป่ายาง จึงไปสร้างพระนครในที่นั้น ตั้งหลักเมืองในวัน ๑ เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ยามรุ่งพระจันทรเสวยฤกษ ๑๖ จิตรฤกษจุลศักราช ๓๕๓ ขนานนามว่าหิรัญนครเงินยางตามนิมิตรต้นโพธิเงินในท่ามกลางป่ายางนั้น แลพระยาลาวเคียงนี้ตามตำนานเชียงใหม่ว่าเปนลำดับที่ ๙ ตั้งแต่ละวะจักราชต้นวงษมา แต่ในตำนานพเยาว่าเปนลำดับที่ ๒๙ แต่ในตำนานเชียงแสนเปนลำดับที่ ๑๒ คือนับแต่ลาวเก๊าแก้วไปได้ ๑๐ กระษัตริย์ จึงถึงพระยาลาวจังกาเรือนคำแก้วเสียเมืองแก่พระยาน่าชื่อกือคำล้าน ถัดนั้นจึงถึงพระยาลาวเคียงยกย้าย ไปสร้างพระนครที่ใกล้ธาตุพนมหลวงคือดอยตุง

อิกตำนานหนึ่ง ได้พบในสมุดจดหมายเหตุฝรั่งเศสครั้งกรุงเก่า กล่าวด้วยปฐมวงษของสมเด็จพระนารายน์มหาราช มีความว่า พระปฐมสุริยเทพฤาไทยสุวรรณบพิตร ครองไชยบุรีมหานคร (เข้าใจว่าไชยบุรีเชียงแสนโบราณ) เมื่อพระพุทธสาสนาล่วงแล้วได้ ๑๓๐๐ พรรษา จุลศักราชได้ ๑๑๘ ปี สืบเชื้อวงษต่อ ๆ มาได้ ๑๐ ชั่ว กระษัตริย์ องค์ที่สุดทรงนาม อิโปยาสุนทรเทพมหาเทวะราช ยกไปตั้งพระนครใหม่อยู่ที่ธาตุนครหลวง (ในที่นี้น่าจะตรงกับเรื่องพระยาลาวเคียงสร้างหิรัญนครที่ใกล้ธาตุดอยตุง)สืบพระวงษานุวงษต่อ ๆ มาอิก ๑๒ เช่นราชวงษจึงถึงพระพนมศรีไชยยกลงมาตั้งนครไทย เมื่อพระพุทธสาสนกาลล่วงได้ ๑๗๓๑ พรรษา จุลศักราชได้ ๕๔๙ (นครไทยหรือนครชุมนี้เปนนามเมืองเฉลียงกำแพงเพ็ชร น่าจะเปนครั้งลงมาตั้งเปนเมืองแปป) สืบพระวงษมาได้อิก ๔ ชั่วกระษัตริย์ จึงถึงพระเจ้ารามาธิบดีอู่ทอง แรกไปครองเมืองเพ็ชรบุรีก่อน ครั้นได้ราชสมบัติจึงสร้างกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุทธยา ที่ตำบลหนองโสน เมื่อพุทธกาลล่วงได้ ๑๘๙๓ จุลศักราช ๗๑๒ สืบกระษัตริย์ขัติยวงษาต่อ ๆ มา ถึงสมเด็จพระนารายน์มหาราชเปนลำดับที่ ๒๕ นับตั้งแต่พระเจ้ารามาธิบดีอู่ทองมา แลเปนลำดับที่ ๕๒ นับตั้งแต่พระปฐมสุริยเทพฤไทยสุวรรณบพิตรเปนต้นมา

ข้อความตามปริยายนี้ดูใกล้เคียงกับความในดำเนินเบื้องต้นในพระราชพงษาวดารซึ่งมีปรากฏว่า พระโอรสนัดดาพระเจ้าไตรตรึงษ์ครองราชสมบัติสืบต่อกันมาได้ ๔ ชั่วแผ่นดินจึงถึงบุรุษย์แสนปมได้ราชธิดาพระเจ้าไตรตรึงษ์แลได้อินทรเภรีนฤมิตรเมืองเทพนคร เมื่อจุลศักราช ๖๘๑ ครองราชสมบัติมาถึงจุลศักราช ๗๐๖ ก็เสด็จทิวงคต พระเจ้าอู่ทองได้ครองราชสมบัติสืบต่อไปได้ ๖ ปี จึงสร้างกรุงเทพพระมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุทธยา

ข้อความตามตำนานต่าง ๆ ที่ได้เทียบทานกันดูก็เห็นได้ว่าเรื่องลาวจักราชนั้น เปนแต่อ้างเอานามลาวจกต้นตระกูลซึ่งตั้งขึ้นภายหลัง เมื่อวงษ์กระษัตริย์ โบราณอพยพลงมาตั้งประเทศข้างใต้แล้ว ประเทศฝ่ายเหนือว่างกระษัตริย์มาถึงพระเจ้าอนุรุธธรรมิกราชฤาอโนรธาโส บำรุงพระพุทธสาสนาในประเทศภุกาม แลเพื่อจะยังพระพุทธสาสนาให้เจริญทั่วไปในลานนาไทยประเทศ จึงได้เลือกสรรได้ตระกูลลาวจกขึ้นเปนพระยาประเทศราช แต่เวลานั้นเมืองหริภุญไชยและศุโขไทยยังเปนเอกราชอยู่ละส่วน ๆ แต่ในเวลาโน้มนามเมืองเชียงแสนเชียงรายยังไม่ปรากฏ คงเรียกแต่ว่าไชยบุรี เชียงราว(คือเชียงลาว) ฤานาคบุรี นาเคนทร เปนต้น ต่อเมื่อพระยาเม็งราย ไปครองสร้างแปลงขึ้นใหม่จึงชื่อเชียงรายตามนามพระยาเม็งรายแล ฝ่ายเชียงแสนนั้นพระยาแสนฟูไปสร้างขึ้นใหม่ จึงได้นามว่าเชียงแสนตามนามพระยาแสนฟู ครั้นพระยาเม็งรายชนะเมืองหริภุญไชยแล้วมาสร้างเมืองใหม่ณะแม่น้ำระมิงค์ฤาพิงค์ ยังมิได้ขนานนามชนทั้งหลายจึงพากันเรียกเชียงใหม่ (คือเมืองใหม่) บ้าง เรียกเมืองพิงค์ตามนามแม่น้ำบ้าง ครั้นภายหลังได้ขนานนามว่านพบุรี นามสามัญทั้งหลายประมวญเข้าด้วยกันเปนนพบุรีศรีพิงค์ไชยเชียง ใหม่ (เช่นเดียวกับถนนใหม่เจริญกรุง)

แต่นี้จะกลับกล่าวเรื่องพระยาลาวเคียงต่อไป เมื่อพระยาลาวเคียงได้ครองราชสมบัติได้ ๓ ปี อยู่มาวันหนึ่งเสด็จไปประพาศป่าไม้ยาง อันมีจีมใกล้น้ำแม่ละว้านทีเรียกว่าบ้านยางเสียวใกล้บริเวณพระธาตุดอยตุง ได้ทอดพระเนตรเห็นไม้โพธิต้นหนึ่งมีวรรณขาวผ่อง ดังเงิน อยู่ในท่ามกลางป่ายาง เปนไชยภูมิดี มีพระประสงค์จะใคร่สร้างพระนครใหม่ในที่นั้น จึงตรัสแก่มุขมนตรีทั้งปวงว่า บ้านเมืองใดหารั้วเวียงเชียงแก่นมิได้ดังเมืองเชียงรายนี้ ไม่สมควรเปนราชธานี เยียว่ามีข้าศึกสัตรูมาก็หาที่มั่นมิได้ หางธงปู่หมอนกูตกไหนควรกูไปสร้างเมืองณที่นั้น อำมาตย์ทั้งหลายก็เห็นพร้อมโดยพระ ราชบริหาร จึงกะเกณฑ์กันไปแผ้วถางสร้างนครณที่ตำบลยางเสียวนั้น ขุดวัดตัดเอาตั้งแต่หัวยางอันหนึ่งไปเกี่ยวเอาถ้ำอันหนึ่ง แล้วตัดขึ้น ไปทิศเหนือถึงแม่น้ำอันหนึ่งชื่อแม่ละว้านที (คือน้ำแม่สาย) ข้างตะวันออกเอาตีนนาเปนแดน ในจังหวัดนี้ให้แผ้วพื้นราบเพียงเรียงงาม ที่สูงก็ให้คร่ำ ที่ต่ำก็ให้ยอ ที่หลักตอก็ให้สิน ที่หินผาก็ให้เพิกซ้ำ ที่แม่น้ำก็ให้ก่ายขัวข้าม แล้วให้ตั้งหลักอินทขิณคือหลักเมือง ฝั่งศิลาจาฤาวันเวลาฤกษ์ยามอันสร้างพระนครนั้น มีว่าจุลศักราช ได้ ๓๕๓ ตัว ในมะแมฉนำกำโพชพิไสย ไทยภาษาว่าปีรวงเมดเสด็จเข้ามาในคิมหันตอุตุวิสาขปุณมี ไทยว่าเดือนหกเพ็งเม็งอาทิตย์ ไทยกดสียามกองงาย อาทิตย์พุฒอยู่มิน เสาร์อยู่สิงห์ พฤหัศอยู่มังกร อังคารอยู่พฤศพ จันทรจรณยุติเสวยฤกษ์สิบหกในกัญญะราษี ชื่อจิตรฤกษ เมืองอันนั้นได้ชื่อว่าเวียงยางสาย ถ้ำอันนั้นได้ชื่อว่าถ้ำเกี้ยว น้ำแม่ละว้านั้นได้ชื่อว่าน้ำแม่สายมาต่อเท่าบัดนี้ ครั้นสถาปนาพระนครสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระยาลาวเคียงเสด็จเข้ามาครองราชสมบัติในพระนครใหม่นี้ได้ ๒๓ พรรษา ก็เสด็จทิวงคต พระราชโอรสแลนัดดา ได้ครองราชสมบัติสืบต่อ ๆ กันมา ในตำนานพะเยาว่าได้ ๑๒ ชั่วแผ่นดิน แต่ในตำนานเชียงใหม่ว่าได้ ๙ ชั่วแผ่นดิน ถึงขุนเงินไนยหนึ่งเรียกขุนเงินเรือง ได้เปนใหญ่ในหิรัญนครเงินยางขุนเงินมีราชบุตร ๒ องค์ ผู้พี่ชื่อขุนชิน ผู้น้องชื่อขุนจอมธรรมพระราชบิดาให้ขุนจอมธรรมไปครองเมืองภุกามยาว (พะเยา) ฝ่ายใต้ ซึ่งตั้งอยู่ณเขาชมพู คือดอยด้วนใกล้น้ำแม่ใสตา คือแม่อิงเมืองนั้นมีปราการ กว้าง ๑๐๐๐ วา ยาว ๑๑๐๐ วา คูกว้าง ๗ วา มีประตู ๘ ช่อง เบื้องตวันตกสูง ตวันออกต่ำ มีสระใหญ่อยู่หนอิสาณแลพายัพเปนไชยภูมิ์อันประเสริฐ แลด้วยเหตุซึ่งเมืองนั้นตั้งอยู่ที่สุดหางเขาชมพู อันเปนสันยาว จึงมีนามปรากฏว่าภุกามยาว ภายหลังจึงกลายมาเปนพะเยาครั้งนั้นมีจำนวนพลเมือง๑๘๐๐๐๐ จัดเปนแขวงจังหวัดได้ ๓๖ พันนา คือราษฎรคนหนึ่งกำหนดให้นาจุเข้าเปลือกห้าหมื่น(ตรงกับ ๕ ถัง) ไพร่ ๕ คนยกเปนหัวนาคนหนึ่ง ห้าหัวนายกเปนหมวดนาหนึ่งในพันนา๓๖แคว้นนั้น คือ๑พันนา เชียงดี ๒ พันนาน้ำเซาะ๓พันนาแคว้งดง๔ พันนาปั่น ๕ พันนามหาด ๖ พันนามูน ๗ พันนาโคกหลวง๘ พันนาแลง ๙ พันนาแหน ๑๐ พันนาพูน ๑๑ พันนาแคว้นนาย๑๒ พันนาคง๑๓ พันนาเพ็ง ๑๔ พันนาแพง ๑๕ พันนาแจ้ตาก๑๖พันนาตอหวาย๑๗ พันนาตอไคร้ ๑๘ พันนาดิน ๑๙ พันนาพุงเมือง ๒๐ พันนาฉนาก๒๑พันนาแจ้โหน๒๒พันนาม่วง๒๓พันนาครัว ๒๔ พันนาสาน๒๕พันนากุเลาน้อย๒๖พันนาทาน๒๗พันนาลอใต้๒๘พันนาแคว้นออย๒๙พันนาเชียงเคียน๓๐พันนาอง๓๑ พันนาไชย ๓๒ พันนาแก้ว๓๓พันนาเชียงเครื่อง๓๔พันนาฉางหลวง๓๕พันนาริน ๓๖ พันนาเริง พันนาเหล่านี้ คือตำบลบ้านขึ้นเมืองหลวง แลมีกำหนดแดนเมืองหนหรดีตั้งแต่ดอยหลักไก่ ไต่สันเขาไปหนบูรพ์ ไปถึงขุนห้วย ผากาดตาดม่านปางสิฟันไหมสามเชื้อ สบห้วยน้ำกุ ล่องน้ำพุงไปจับน้ำยม (คือแควสวรรคโลก) ขึ้นตามน้ำยมไปจับปากน้ำปั่น แล้วไปจับปากห้วยบ่อทอง แล้วไต่ตามสันเขาไปจับตาด๒๐ วา แล้วไปจับแปหลวง ไต่แปหลวงไปจับกิ่วเขาลึม แล้วไปจับกิ่วม่วงกิ่วแก้วแล กิ่วสามขวง คือปักเสาศิลาไว้ที่นั้น ๓ ต้น แต่นั้นไปจับกิ่วฤาษีกิ่วน้ำใสตา ข้ามไปจับกิ่วช้างกิ่วงูมน กิ่วขาเตียะ กิ่วแม่กาด ขึ้นไปดอยปางไคร้ ถึงขุนแม่กาด ไต่ไปทิศตวันตกเฉียงใต้ ตามแนว เขาแปสันกลางไปห่วงกุดไปจับน้ำแก้ว ขึ้นน้ำแก้วไปจับกิ่วแก้วดอยปุยแล้วไปจับแม่คาว ขึ้นน้ำคาวไปจับกิ่วม่วงไต่แปไปทิศใต้ ถึงกิ่ว รูเหลา ไต่สันไปจับม่วนจิกจ้อง ล่องไปกิ่วขุนถ้ำ ไปจับดอยตังบายไปตวันตกดอยหนวก จับผาคอกวัวถึงหนองแจ้นานไปบรรจบเขาหลักไก่เปนแดนชั้นใน แลนอกนี้ยังมีเมืองขึ้น คือเมืองลอง เมืองเทิง เชียงลง คอบชลาวกลาวออยแช่เลียง หนองขวางแช่หลวง แช่หม เมืองวัง รวมในอาณาเขตรมณฑลเมืองพเยาส่วนหนึ่ง ซึ่งลงมาต่อแดนกันกับแดนหริภุญไชย แลเขลางค์ลำปะกะนคร ขุนจอมธรรมครองเมืองพะเยาได้ ๓ ปี มีราชโอรสองค์หนึ่งประสูตรณวันอังคารขึ้นค่ำเดือนเจ็ด คือเดือนห้าปีเถาะเอกศก จุลศักราช ๔๖ เวลาใกล้รุ่ง อาทิตย์,จันทร, เสาร์, อยู่เมษ ราหูอยู่กุมภ์ พุฒอยู่มิน อังคารอยู่มังกร พฤหัศอยู่กรกฏ ศุกรอยู่ดุล ลักขณาอยู่มิน โหรถวายพยากรณ์ว่าราชกุมารนี้ จะเปนจุลจักรพรรดิ์ปราบชมพูทวีป พระราชบิดาให้ขนานนามวาขุนเจือง ในตำนานกล่าวว่าเทพยดาเอาเครื่องทิพยสามประการคือแส้ทิพย ดาบทิพย คณฑีทิพย มาวางไว้ข้างกายพระราช กุมาร (คือแส้แลดาบเจืองซึ่งตกอยู่กับข่าจะรายทุกวันนี้) ครั้นขุน เจืองมีชนมายุได้๓ขวบพระมารดาประสูตรราชบุตรเปนชายอีกองค์หนึ่งบิดาให้ชื่อว่าขุนชองครั้นราชกุมารทั้งสองเจริญไวย ได้ศึกษา ศิลปสาตรเชิงช้างเชิงม้าแลเพลงอาวุธชำนิชำนาญทุกอัน ครั้นขุนเจืองมีชนมายุได้ ๑๖ ปี ไปคล้องช้างเมืองน่าน พระยาน่านตนชื่อว่าพละเทวะ ยกธิดาผู้ชื่อนางจันทร์เทวีให้เปนภรรยาขุนเจือง แล้วขุนเจืองไปคล้องช้างเมืองแพร่ พระยาแพร่ตนชื่อพรหมวงษ์ ยกธิดาผู้ชื่อว่านางแก้วกษัตรีให้แก่ขุนเจือง ๆ มีช้างเปนอันมาก แลในตำนานกล่าวว่าได้ช้างพางคำ อย่างเดียวกันกับพรหมกุมารในตำนานเชียงแสน แลได้เปนอุปราชเมืองพะเยา ครั้นขอนจอมธรรมพระราชบิดาครองราชสมบัติได้ ๔ พรรษา ชนมายุได้ ๔๙ พรรษาทิวงคต ขุนเจืองได้ครองเมืองพะเยาแทนบิดา สืบมาได้ ๖ ปี มีศึกแกวมาติดเมืองหิรัญนครคือเงินยาง ขุนชินผู้ลุงซึ่งครองเมืองหิรัญนคร เงินยางให้หมื่นพิจิตรถือราชสาสนมาถึงขุนเจือง ว่าบัดนี้ท้าวกาวแลเองกายกรี้พลมามากนักขอให้ขุนเจืองรีบมาช่วยป้องกันเมือง ขุนเจืองจึงให้เกณฑ์พลเมืองพะเยาแลเมืองขึ้น คือเมืองพร้าว เมืองลอ เมืองเทิง เชียงแลง เมืองครอบ เมืองกาว เมืองงาว เมืองออยเมืองพราน เมืองแช่เลียง เชียงแจ้ เชียงต่อ เชียงช้าง แจ้ขอดหนองขวางแจ้หลวงแจ้เหียน แจ้ลุง แจ้หม เมืองวัง ได้คน ๑๓๓๐๐๐ ช้างเครื่อง๗๐๐ม้า ๓๐๐๐ ออกตั้งทัพดอนไชยตวันตกหนองหาง แล้วยกไปทางเมืองคัว เชียงตั้งเชียงช้าง ไปถึงเมืองเงินยาง ได้ผจญกองทัพแกวแตกฉานไป แล้วขุนชินจึ่งยกราชธิดา ชื่อนางอั้วคำคอนเมือง ให้เปนชายาขุนเจือง แล้วขุนเจืองก็เวนราชสมบัติให้ ลูกตนผู้ชื่อว่าลาวเงินเรือง ครองเมืองพะเยาให้ขุนชินผู้ลุงครองเมืองหิรัญนคร ส่วนขุนเจืองก็ยกรี้พลไปผจญณะเมืองล้านช้าง ได้อาณาเขตรล้านช้างแล้ว ก็ยกไปตีเมืองแกว ได้ประเทศแกวทั้งหมดแล้ว ท้าวพระยาสามนตราชทั้งหลาย มีพระยาฮ่อชื่อเจ้าลุ่มฟ้าเก๊าพิมานเปนประธาน ก็มาชุมนุมกันยังภูเหิดในเมืองแกวพระกันกระทำ การปราบดาภิเศกขุนเจือง เปนพระยาจักรราชะในเมืองแกว ในปีขานวันอังคารเดือนสี่ (คือเดือนยี่) ขึ้นเก้าค่ำเวลากลองงาย จุลศักราชได้ ๔๙๖ ขุนเจืองครองเมืองแกวพระกันได้ ๓ ปี กับ ๙ เดือน จึ่งให้พระยาฮ่อลุ่มฟ้าเก๊าพิมานแปลงลายจุ้มลายเจีย ให้แก่ลูกตนผู้ชื่อลาวเงินเรือง เปนพระยาในเมืองเงินยางเชียงราว ส่วนขุนเจืองครองเมืองแกวได้๑๔ปี มีราชบุตรกับนางอู่แก้วธิดาพระยาแกว ๓ องค์ ผู้พี่ชื่อท้าวผาเรือง ผู้กลางชื่อยี่คำหาว ผู้น้องชื่อสามชุมแสง ครั้นราชกุมารเจิรญไวยแล้ว จึ่งยกราชสมบัติเมืองแกวให้แก่ท้าวผาเรืองผู้เปนลูกใหญ่ ให้ลูกผู้กลางชื่อยี่คำหาว ไปเปนพระยาในเมืองล้านช้าง ให้ลูกผู้น้อยชื่อสามชุมแสง ไปเปนพระยาในนันทบุรีคือเมืองน่าน ส่วนขุนเจืองก็พาหมู่รี้พลไปผจญเมืองแกวแมนตา ทอบขอบฟ้าตายืน พระยาแกวแมน มีรี้พลเปนอันมากทำตะพานหินข้ามแม่น้ำใหญ่ออกมารบพระยาเจือง พระยาเจืองอัปราไชยแก่ข้าศึกแกวแมน ต้องอาวุธแกวแมนปลงพระชนม์อยู่กับฅอช้าง ไพร่พลขุนเจืองถึงห้าล้านกันเอาศพขุนเจืองหนีข้าศึกมาถึงเมืองเงินยาง เมื่อขุนเจืองได้ราชสมบัติชนมายุได้ ๒๖ พรรษา ครองลานนา ๒๔ ปี ไปครองเมืองแกว ๓๗ ปี สิริพระชนมายุได้ ๓๗ พรรษา ไปสู่ปรโลก ราชบุตรขุนเจืองชื่อลาวเงินเรือง ครองราชสมบัติเมืองหิรัญนครเงินยางต่อไปได้ ๒๖ ปี ชนมายุ ๕๗ ปีทิวงคต

๓ เรื่องพญาเมงรายตั้งเมืองเชียงใหม่[แก้ไข]

เชื้อวงษ์ขุนเจืองได้ครองราชสมบัติสืบ ๆ กันมา อีก ๔ ชั่วราชวงษ์ ถึงลาวเมือง ลาวเมืองมีโอรสชื่อลาวเม็ง จึ่งพระราชบิดาสู่ขอนางอั้วมิ่งจอมเมือง ธิดาท้าวรุ้งแก่นชายผู้ครองเมืองเชียงรุ้งมาเปนปิยชายาเจ้าลาวเม็ง ท้าวรุ้งแก่นชายจึงเบิกบายตั้งนามราช ธิดาว่านางเทพคำขยาย อยู่มานางทรงครรภ์นิมิตรฝันว่าเห็นดาวประกาย หยาดแต่อากาศลงมาทางทักษิณทิศ นางได้รับดวงดาวนั้นกลืนกิน โหรทำนายว่าราชกุมารนั้น จะทรงศักดานุภาพปราบประเทศทักษิณทิศ ตราบเท่าถึงแดนสมุท ครั้นพระครรภ์นางถ้วนทศมาศก็ประสูตรราชงุตร ในวันอาทิตย์เดือนอ้ายแรมเก้าค่ำปีกุญเอกศกจุลศักราช๖๐๑ เวลาย่ำรุ่ง พระจันทรเสวยฤกษ ๘ ปฤศยฤกษ พระยาลาวเมงแลท้าวรุ้งแก่นชาย ให้ประชุมพระญาติวงษกระทำพิธีสู่ขวัญพระราชกุมาร แล้วขนานนามราชกุมารว่าเจ้าเมงราย ให้ต้องตามนามท้าวเมงผู้บิดา แลท้าวรุ้งผู้เปนตา แลนางเทพคำขยายมารดา ทั้ง ๓ ประมวญเข้าจึงเปนเมงราย คือลูกท้าวเมงหลาน ท้าวรุ้ง เกิดแต่นางเทพคำขยายครั้นเสร็จการสู่ขวัญแล้ว ท้าวรุ้งแก่นชายก็กลับคืนไปเมืองเชียงรุ้งเมงรายราชกุมารทรงพระเจริญไวย พระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา ท้าวเมงพระราชบิดาก็ทิวงคต เมงรายราชโอรส ก็ได้ครองราชสมบัติสนองพระราชบิดา ในหิรัญนครเงินยางที่นั้น ครั้นอยู่มาพระเจ้าเมงราย ดำริห์ว่าท้าวพระยาหัวเมืองซึ่งเปนเชื้อพระวงษ์ ได้ครองเมืองอยู่เปนส่วน ๆ กันนั้น ย่อมวิวาทแย่งชิงไพร่ไทยส่วยไร่ดินแดน ซึ่งกันแลกันเสมอเนือง ๆมิได้ขาด ท้าวเธอจึ่งคำนึงว่าประเทศบ้านใดเมืองใด มีผู้เปนใหญ่มาก ย่อมทำความทุกข์ยากแก่ไพร่ไทยอาณาประชาราษฎรยิ่งนักแลมักมีความสังกาแก่กัน ไม่เปนที่เรียบร้อยได้ จำจะปราบปรามพระยามหานครทั้งหลายเหล่านี้ รวบรวมเข้าเปนราชอาณาจักรอัน หนึ่งอันเดียวกัน คิดแล้วเธอจึ่งแต่งกองทัพออกปราบปรามหัวเมืองทั้งปวง แรกตีได้เมืองมอบเปนปฐม แล้วตีได้เมืองไล เมือง เชียงคำ ไว้ขุนแห่งตนอยู่รั้งเมือง แต่นั้นหัวเมืองทั้งหลาย มีเมืองเชียงช้างเปนต้น ก็มาอ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์เปนเมืองขึ้น พระยา เมงรายรวบรวมหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือได้แล้ว จึ่งไปตั้งอยู่เมือง ราวกู่เต๊า ให้ชื่อว่าเมืองเต่ารอย ก็บังเกิดราชบุตรองค์หนึ่งในปีจอจุลศักราช ๖๒๔ ให้ชื่อว่าขุนเครื่อง

ในปีจอจัตวาศกนั้น ช้างมงคลของพระยาเมงรายปล่อยไว้ ในป่าหัวดอยทิศตวันออกเที่ยวไป พระยาเมงรายตามรอยช้างไปถึงดอยจอมทองริมน้ำแม่กกนที เห็นภูมิ์ประเทศที่นั้นเปนไชยภูมิ์ดี จึ่งให้สร้างพระนครในที่นั้น โอบเอาดอยจอมทองไว้ท่ามกลางเมืองสำเร็จแล้วขนานนามว่าเมืองเชียงราย (คือเมืองของเจ้าเมงราย)

ตั้งแต่สร้างเมืองเชียงรายแล้วได้ ๓ ปี พระยาเมงรายได้ราชบุตรผู้หนึ่งเกิดในปีขานจุลศักราช ๖๒๗ พระราชบิดาให้ชื่อว่า ขุนคราม ไนยหนึ่งว่าขุนสงคราม ถัดนั้นมาอีก ๓ ปีถึงปีมะเสง พระยาเมงรายยกจากเมืองเชียงรายไปตั้งอยู่เมืองฝาง ได้หนึ่งปี ถึงปีมะเมีย พระยาเมงรายยกรี้พลไปตีเมืองผาแดงเชียงของ ผู้กินเมืองเชียงของชื่อว่าคำเรืองเปนเชื้อสายลาวคอบ ครั้นตีได้เมืองเชียงของแล้ว ก็กลับคืนมาอยู่เมืองฝาง ได้ราชบุตรอีกคนหนึ่งเกิดในปีมะเมียนั้นให้ชื่อว่าขุนเครืออยู่จำเนียรมาขุนเครือมีอายุได้ ๖ ปี พระยาเมงรายมีชนมายุได้ ๓๖ ปี ยกกองทัพไปตีเมืองเซิง ได้เมืองเซิงแล้วก็กลับ คืนมาอยู่นครเมืองฝาง

ครั้งนั้นอาณาเขตรเจ้าเมงราย ก็ติดต่อกันกับแดนเมืองหริภุญไชย พ่อค้าชาวหริภุญไชยก็ไปค้าขายถึงนครเมืองฝางเปน อันมาก พ่อค้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญกิติคุรแห่งเมืองหริภุญไชย เปนเมืองมั่งคั่งสมบูรณเปนที่ประชุมการค้าขายแห่งลูกค้านานาประเทศ ทางน้ำก็ถึงเมืองละโว้อโยชฌยา ทางบกก็มาได้ทุกเมือง ชาวเมืองแลผู้ครองเมืองก็มั่งคั่งบริบูรณด้วยทรัพย์สมบัติยิ่งนัก พระยาเมงรายได้ทราบดังนั้น ก็มีความปราถนาจะริปองเอาเมืองหริภุญไชย จึ่งปฤกษาเสนาอำมาตยทั้งหลายว่า ทำฉันใดดีจึ่งจะตีเมืองหริภุญไชยได้ ขณะนั้นมีขุนผู้หนึ่งชื่ออ้ายฟาพระยาเมงรายเลี้ยงให้เปนนายหนังสือเก็บส่วยเข้า เปนคนมีสติปัญญาเปลียวฉลาด อ้ายฟานั้นจึ่งกราบทูลว่า เจ้าเหนือหัวจะใคร่ได้เมืองหริภุญไชย มาเปนเมืองเจ้าบ่อยากแล พระยาว่าเหตุใดสูจึ่งว่าบ่อยาก เมืองนั้นสมฤทธิด้วยรี้พลผู้แกล้วผู้หาญช่างริปองมีมากนัก ฉันใดสูว่าบยากนั้น อ้ายฟาจึ่งทูลว่าเราจักไปรบเอาด้วยกำลังรี้พลโยธานั้นบ่อห่อนจักได้ ผิว่า เราจักรบเอาด้วยปัญญายุทธ คือริปองเอาด้วยอุบาย จึ่งจะได้ด้วยสวัสดีแล พระยาเมงรายถามว่าคำอันมึงว่าจักปองเอาด้วยอุบายนั้นจักกระทำฉันใดเล่า อ้ายฟากราบทูลว่าอุบายอันจักริปองนั้น เปนอันลึกลับไป่ควรสำแดงในที่ชุมนุม ควรสำแดงจำเภาะแต่มหาราชะเจ้า ในที่สงัดจึ่งดีดาย พระยาเมงรายจึ่งอนุญาตให้ขุนฟาเข้าเฝ้าในที่ระโหฐานจำเภาะพระองค์ ขุนฟาจึ่งกราบทูลรับอาสาที่จักไปริปองเอาเมืองหริภุญไชยว่า ขอเจ้าเหนือหัวจุ่งว่า ข้าเจ้านี้ผิดอาชญาเยื่องหนึ่งเยื่องใดแล้ว เจ้าเหนือหัวติแต่งริบร่อนเอาครอบครัวลูกเมีย ช้างม้าข้าคนเข้าของแห่งข้าเจ้านับเสี้ยง แล้วจงขับข้าเจ้าเสียจากเมืองเจ้าเหนือหัว ข้าเจ้าจักหนีไปพึ่งพระยายีบายังเมืองหริภุญไชย ข้าจักสำแดงทุกขโทษว่าข้าเจ้าบ่อมีโทษอันใดสักอันสักเยื่อง พระยาเมงรายฟังคำส่อว่าข้าเจ้าผิดอาชญาแล้ว ริบร่อนครอบครัวเข้าของแห่งข้าขับข้าเจ้าหนี ข้าเจ้าจึ่งมาพึ่งสมภารเจ้าเหนือหัว ตนมีมหากรุณา แลชอบธรรมดาย พระยายีบาก็หากจักเชื่อข้าเจ้าบ่อยากชละ ทีนั้นข้าเจ้าก็จักกระทำอาสาให้พระยายีบาชอบใจเชื่อฟังคำข้าเจ้า แล้วข้าเจ้าจะกระทำชาวเมืองอยู่ในคำผู้ข้า ฉันใดชาวเมืองหริภุญไชยจักบ่อยินดีกับด้วยพระยายีบา ข้าก็จักกระทำด้วยอุบายทุกเยื่อง ฉันใดชาวเมืองหริภุญไชยจักยินดีด้วยบุญสมภารเจ้าเหนือหัว ข้าก็จัก กระทำจงได้ เมื่อใดชาวเมืองอยู่ในคำแห่งข้าแล้ว ข้าหากจักรีบ ใช้มาไหว้สาเจ้าเหนือหัว ให้ยกรี้พลไปปล้นเอา ทีนั้นเจ้าเหนือหัวก็จักได้เมืองหริภุญไชยบ่อยากชละ

เจ้าเมงรายได้ฟังถ้อยคำ ขุนฟาทูลชี้แจงกลอุบายดังนั้น ก็ยินดียิ่งนัก จึ่งให้กระทำตามความคิดขุนฟาทุกประการ ขุนฟา ก็หนีไปพึ่งพระยายีบายังเมืองหริภุญไชย กระทำอุบายต่าง ๆ ตามความคิดแห่งตน ครั้นขุนฟาไปแล้วอยู่ภายหลังเจ้าเมงรายก็ให้ราชบุตรองค์ใหญ่ตนชื่อขุนเครื่องไปครองเมืองเชียงรายเจ้าเมงรายครองราชสมบัติอยู่เมืองฝาง ยามนั้นอายุเจ้าเมงรายได้ ๓๗ ปี เจ้า ขุนเครื่องบุตรใหญ่อายุได้๑๓ปี เจ้าขุนครามบุตรผู้กลางอายุได้ ๑๐ ปี เจ้าขุนเครือผู้น้องอายุได้ ๖ ปี

ครั้งนั้นขุนเครื่องผู้ครองเมืองเชียงราย เชื่อถ้อยคำขุน ผู้หนึ่งชื่อไสเรียงชักนำให้คิดการเปนขบถ ซ่องสุมประชุมพลในเชียงราย หมายว่าจักชิงพ่อตนกินเมือง ครั้นพระยาเมงรายได้ รู้ข่าวดังนั้น จึงคำนึงว่าตูผู้เปนพ่อยังไป่ทันไปสู่ปรโลก กูก็ยัง เปนผู้มีอานุภาพปราบเมืองทั้งมวญอยู่ ดังมันผู้ขุนเครื่องนี้หากมีบุญอันน้อย มันป๊อยจักชิงกูกินเมืองฉันนี้พระยาเมงรายจึ่งหาข้าเก่าอันเคยไว้ใจผู้หนึ่งชื่อขุนออง จึงอุบายใช้ให้ขุนอองไปหาขุนเครื่องยังเมืองเชียงราย ให้ทูลว่าบัดนี้พ่อเจ้ากูนิมิตรฝันเห้นเจ้ากูเปนปีก บินไปในอากาศกับฝูงนกแหลว แล้วไปจับซากผีอยู่ พ่อเจ้าร้อน ใจนักจึ่งให้ข้ามาอันเชิญเจ้า เมื้อผูกมือถือขวัญให้เจ้าอยู่มั่นยืนว่าฉันนี้

ขุนอองก็รับคำพระยาเมงรายแล้ว ไปทูลแก่ขุนเครื่องยัง เมืองเชียงราย ตามคำพระยาเมงรายทุกประการ ขุนเครื่องได้ฟังก็เชื่อถ้อยคำขุนออง จึ่งขึ้นช้างมากับขุนออง พระยาเมงรายรู้ว่าลูกตนมาตามอุบายแล้ว จึ่งใช้ให้ขุนผู้แม่นธนูคนหนึ่ง ชื่ออ้ายเผียนเอาน่าไม้ปืนยาไปสุ้มอยู่ริมทางที่ขุนเครื่องจะมา ครั้นขุนเครื่องขับช้างมาถึงที่นั้น อ้ายเผียนก็วางธนูไปต้องขุนเครื่องตาย ที่ขุนเครื่องถูกยิงตายนั้น ให้ฐาปนาเปนอารามให้นามว่าวัดเวียงยิง แล้วเจ้าเมงรายก็เอารี้พลไปส่งสการศพเจ้าขุนเครื่องยังเวียงเชียงรายแล้ว ก็เลยอยู่เสวยราชสมบัติในเวียงเชียงรายนั้น

มีคำกลางกล่าวว่าขุนเครื่องเปนบุตรชายคนใหญ่ ของ พระยาเมงรายซึ่งบิดาเปนที่รัก แลมุ่งหมายจะให้เปนใหญ่จึ่งให้ไปครองเมืองเชียงรายแต่ชนมายุได้ ๑๓ ปี เหตุยังเยาว์เบาความอยู่จึ่งได้เปนอันตรายตายด้วยความส่อเสียดยุยง อันนี้ก็หากเปนไป ด้วยแรงลมปาก ลมใดในโลกจะแรงยิ่งกว่าลมปากเปนไม่มี ไฟใดในโลกจะแรงยิ่งกว่าไฟโกรธเปนไม่มีดินหินผาใด ๆในโลกจะหนักยิ่งกว่าความหลงเปนไม่มี น้ำใดในโลกจะเหลวไหลแลฦกยิ่ง กว่าน้ำใจคนไม่มี แม้บิดากับบุตรอันเปนที่รักก็ยังอาจส่งให้ทำลายชีวิตรซึ่งกันแลกันได้ถึงเพียงนี้แล

ลำดับนี้จักกล่าวถึงพระยาแกวตนหนึ่ง ชื่อท้าวแก่นพงษาเปนลูกท้าวผาเรืองแม่นคำขา เปนหลานเจ้าพระยาเจือง ได้เปน พระยาแทนพ่อยังเมืองพระกัน คือเมืองแกว ทราบข่าวว่าเจ้าพระยาในเมืองลาวราชเชียงรายผู้เปนเชื้อสายเฝ่าพันธุอันเดียวกัน จะละบ้านเมืองฝ่ายเหนือแห่งตนไว้ไปเอาเมืองหริภุญไชย ท้าวแก่นพงษาจึ่งจัดเครื่องราชาภิเศกแลราชูประโภคทั้งปวงแล้ว ก็ยกรี้พล มาตั้งทัพอยู่ริมน้ำแม่ของถัดปากน้ำแม่ขัน แล้วใช้ให้อำมาตย์ผู้หนึ่งมาเฝ้าเจ้าเมงรายยังเมืองเชียงราย ทูลข่าวสาร ซึ่งท้าวแก่นพงษาผู้เปนหลานเจ้าพระยาเจืองเปนพระญาติวงษ์นำเครื่องอุตมาภิเศกมา เพื่อจักกระทำมุรธาภิเศกเจ้าพระยาเมงรายตามราชประเพณี ครั้งเจ้าพระยาเจืองสืบมา

เจ้าพระยาเมงรายได้ทรงทราบก็มีความยินดีจึ่งแต่งบรรณา การของฝาก ไปต้อนรับเจ้าพระยาแกวเปนอันมาก แลเลี้ยงดูหมู่รี้พลแกวมิให้อดอยาก เมื่อพระยาทั้งสองได้สู่หากันฝ่ายพระยาแกวจึ่งกล่าวแก่เจ้าพะรยาเมงรายว่า ปู่หมวนแห่งข้าเจ้าพระยาเจืองหากเปนพระยาปราบในลวะรัฐแล้ว ได้ไปปราบเมืองแกวเสวยราชสมบัติในเมืองแกว จึ่งมีลูกหลานสืบสายมาถึงตูข้าบัดนี้หากเปน เชื้อชาติวงษาอันเดียวกับเจ้าเหนือหัว อนึ่งเชื้อชาติแห่งเราดังอาว์ ๒ คน ผู้หนึ่งชื่อยีคำหาวได้เปนพระยาในเมืองลานช้าง ผู้หนึ่งชื่อท้าวชุมแสงได้เปนพระยาในนันทบุรี (เมืองน่าน) ตัวข้าเปนลูกท้าว ผาเรืองแม่นคำขา กินเมืองแกวพระกัน สิ้นเช่นพ่อข้าไปสู่ปรโลก แล้ว ข้าก็ได้เปนพระยาแทนพ่อ พระยาหอคำลุ่มฟ้า (จีน)เอาท้าวพระยาทั้งหลายมาอภิเศกข้ายังภูเหิด ให้เปนพระยาใหญ่ครองเมืองแกวทั้งมวญ เปนดังพระยาห้อเจ้าหลุ่มฟ้าเก๊าพิมานอภิเศกปู่เจ้าข้าเจ้าพระยาเจืองนั้น ทีนี้ข้าจึ่งมาเพื่อจักกระทำอุษยาภิเศกเจ้าเหนือหัว ให้เสวยศุขในศริราชสมบัติดังกัน ครั้นถึง วันฤกษดีพระยาแก่นพงษาก็กระทำพิธีราชาภิเศกเจ้าพระยาเมงรายตามขัติยประเพณีแกว แล้วก็อำลาเลิกทัพกลับคืนไปเมืองแกว

จุลศักราชล่วงได้ ๖๓๘ ปีชวดอัฐศก เจ้าพระยาเมงรายครองราชสมบัติอยู่ยังเมืองเชียงราย ทรงคำนึงในพระไทยว่าตั้งแต่ ให้ขุนฟา ไปริปองเมืองหริภุญไชยก็นานแล้วยังมิได้รับข่าวการที่จะสำเร็จได้เมื่อใด ระหว่างนี้ไพร่พลทหารว่างศึกสงครามนานจะเรื้อมือ ไป จำจะยกไปตีเมืองพเยาเสียก่อน ทรงดำริห์ฉนั้นจึ่งให้ตรวจเตรียมรี้พลพร้อมสรรพแล้วถึงวันดีเจ้าพระยาเมงรายก็ยกกองทัพไปยังแดนเมืองพเยา ฝ่ายพระยางำเมืองเจ้าเมืองพเยา ได้ทราบข่าวทัพพระยาเมงรายยกมา ก็ดำริห์การที่จะต่อรบด้วยธรรมยุทธ จึ่งจัดที่ประทับรับรองไว้ปลายแดนเมือง แล้วท้าวเธอก็ยกพลโยธาเปนอันมาก ออกไปตั้งทัพคอยรับอยู่ปลายแดนครั้นกองทัพเจ้าพระยาเมงรายยกมาถึงแดนต่อแดน ได้พบกองทัพเจ้าพระยางำเมือง จัดการต้อนรับโดยดีก็มิได้ต่อยุทธ เหตุบ่อมีเวรต่อกัน พระยางำเมือง ยอมยกแคว้นปากน้ำ ๕๐๐ หลังเรือนให้แก่พระยาเมงราย แล้วพระยาทั้งสองก็กระทำสัตยปฏิญาณ เปนมิตรไมตรีกัน แล้วต่างก็เลิกทัพกลับคืนเมือง ที่อันพระยาทั้งสองกระทำสัตยกันนั้น ปรากฏว่าตำบลราชบานสืบมาจนทุกวันนี้ พระยางำเมืองเจ้าเมืองพเยาตนนี้เปนบุตรพระยามิ่งเมืองผู้ครองเมืองพเยา ลำดับที่ ๙ ตั้งแต่ขุนจอมธรรมเปนต้นมา พระยางำเมืองเกิดปีจอสัมฤทธิศก จุลศักราชได้ ๖๐๐ วันพฤหัศบดีเดือนหกขึ้นค่ำเวลารุ่ง อาทิตย พุฒ อยู่เมศกุมภ์ลักขณา อังคารอยู่ธนู พฤหัศบดีอยู่กรกฎ ศุกร เสาร์ ราหูอยู่กัญ จันทรอยู่พิจิกะเสวยอนุราธฤกษ ๑๗ ท้าวตนนี้มีสติปัญญา ยิ่งนัก เมื่อเจริญไวยชนมายุได้ ๑๔ ปี เรียนสาศตรเพทกับเทพ อิสึตนอยู่เขาดอยด้วน ครั้นชนมายุได้ ๑๖ ปี ไปเรียนศิลปในสำนักพระสุกทันตยังเมืองละโว้ อาจารย์เดียวกันกับพระร่วงเจ้าศุโขไทย เหตุดังนั้นพระยางำเมืองกับพระร่วง จึ่งได้เปนสหายแก่กันครั้นจุลศักราชได้ ๖๒๐ ปี พระยามิ่งเมืองทิวงคต พระยางำเมืองก็ได้ครองสมบัติเมืองพเยาแทนบิดา ท้าวตนนี้มีบุญฤทธิละม้ายคล้ายกันกับพระร่วง ในตำนานว่าท่านไปที่ใดแดดก็บ่อร้อนฝนก็บ่อร่ำ ท่านจักใคร่ให้บกก็บกจักให้แดดก็แดด เหตุดังนั้นจึ่งขึ้นชื่อว่างำเมือง ๆ กับพระร่วงเปนมิตรไปมาหากันเสมอมิได้ขาด ถึงปีพระร่วงเคยยกจตุรงคโยธาไปดำเศียรเกล้ายังแม่น้ำของ โดยทางเมืองพเยา หนทางที่พระร่วงเที่ยวไปมาปรากฎเปนร่องฦกเรียกว่าแม่ร่องช้างต่อเท่าทุกวันนี้ อยู่มาวันหนึ่งพระร่วงมาสู่หาพระยางำเมืองณเมืองพเยา ได้เห็นนางอั้วเชียงแสนราชเทวีของพระยางำเมืองมีรูปโฉมอันงาม แลนางนั้นก็มีใจปดิพัทธต่อพระร่วง ๆ จึ่งลอบลักสมัคสังวาศกับนางนั้น พระยางำเมืองรู้เหตุจึงกุมตัวพระร่วงไว้ แล้วจึงใช้ไปเชิญพระยาเมงรายมาตัดสิน มีความตามตำนานเดิมกล่าวดังนี้ เมื่อนั้นพระยางำเมืองรำพึงว่ากูจักฆ่าพระยาร่วงกับเมียกูเสียก็ได้แล แต่ว่าเมืองใต้กับเมืองกูจักเปนเวรแก่กันสืบไปชละบ่อควรฆ่า อนึ่งเมียกูก็หากร้ายกูได้ผูกพระยาร่วงไว้จักตัดแต่งสินไหมเอาเองก็บ่อควร ส่วนตนกูเปนพระยาใหญ่ ควรกูหื้อไปไหว้สหายกูเจ้าพระยาเมงรายตนมีบุญสมภารแลมีปัญญาฉลาดอาจตัดแต่งถ้อยความชอบด้วยสุคติ ควรไหว้ท่าน มาพิจารณาตัดแต่งความต่อนี้แก่เผือพระยาร่วง อันมีวิวาทแก่ตน กันหื้อเปนสนุกควรแล ว่าอันแล้วพระยางำเมืองก็ใช้หื้อเอาบรรณาการไปถวายแก่พระยาเมงราย ขอหื้อมาชำระโทษ เมื่อนั้นพระยา เมงรายตนมีอัธยาไสยรำพึงว่า โบราณธรรมแต่ก่อนเจ้าความย่อมมาสู่ผู้รู้ไต่ความพิจารณาดาย บัดนี้สหายทั้งสองเปนความกับกันหากูไปพิจารณาความแห่งเขาทั้งสองฉันนี้ เมื่อบ่อไปก็จักเปนเวรแก่กัน มากนักชละ ครั้นกูจักหื้อเอาพระยาร่วงมาตัดแต่งสินไหม มันก็เปนพระยามีอานุภาพมากนักจักมีความละอายนักชละ อันพระยาศรีธรรมราชนครหลวง กับพระยาศรีอยุทธยาอันเปนญาติพระยา ร่วงก็จักเปนเวรกับสหายเจ้าพระยางำเมืองชละ ควรกูไประงับเวร แก่สหายกู เจ้าพระยางำเมืองแลพระยาร่วง ให้หายกังวลควร ชละ ว่าอันแล้วก็มาด้วยยศปริวารเปนอันมากมารอดเมืองพเยาตั้งทัพอยู่ในที่ควรแล้วพระยางำเมืองก้ออกมาต้อนรับยินดีนักด้วยสหายมาแล้ว พระยางำเมืองแต่งราชบรรณาการของฝากทั้งหลาย ไป ถวายแก่พระยาเมงรายตนเปนสหายเจรจาปราไสยกันทุกประการ เล่าโทษทั้งมวญแห่งพระยาร่วงแก่เจ้าพระยาเมงราย ๆ จึ่งกล่าวว่า ดูราสหายเจ้า เรานี้เปนท้าวพระยาใหญ่ได้น้ำมุรธาภิเศกสรงเกษ มีบุญสมภารยศบริวารทุกคน ดังพระยาร่วงนี้เขาเจ้าก็ได้น้ำมุรธาภิเศกในเมืองศุโขไทยโพ้นแล้ว แม้นท้าวร่างได้กระทำผิด สหายได้ รักษาไว้บัดนี้สหายจุงเอาพระยาร่วงมาเราจักพิจารณาตามคลองคุณแลโทษ พระยางำเมืองก็หื้อเอาพระยาร่วงมา พระยาร่วงก็ปลงปฏิญาณว่าตนได้มักเมียพระยางำเมืองแท้ ทีนั้นพระยาเมงรายก็กระทำปริยายชักชวนให้พระยาร่วง กับพระยางำเมืองยินดีซึ่งกันด้วยปริยายหลายประการต่าง ๆ แล้วพระยาเมงรายจึ่งแต่งให้พระยาร่วงษมาพระยางำเมืองสหายตนเปนเบี้ยเก้าลุนเก้าลวงคือเก้าแสนเก้าหมื่นเบี้ย พระยาร่วงก็กระทำตามคำพระยาเมงรายตัดแต่งหื้อษมาพระยางำเมืองเพื่อหื้อหายเวรนั้นแล พระยาเมงรายกระทำหื้อพระยาทั้งสองมีราชไมตรีสนิทติดต่อกัน ยินดียิ่งกว่าเก่าด้วยเดชไมตรีแห่งเจ้าพระยา เมงรายหั้นแลเมื่อพระยาเมงรายได้เปรียบเทียบคดีในระหว่างพระยาทั้งสอง ปรองดองเลิกแล้วความกันแล้ว พระยาทั้ง ๓ เมือง จึ่งให้ตั้งพิธีทำสัตยต่อกันณริมฝั่งน้ำขุนภูให้ยกพลับพลาแลราชอาศนทั้ง ๓ ตั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์แลเครื่องสัจปานทั้งปวง แล้วกระษัตริย์ทั้ง ๓ องค์ ต่างก็กระทำสัตยปฏิญาณต่อกันว่า จักซื่อสัตยต่อักนไม่เบียดเบียฬกันตลอดชีวิตร แล้วต่างคนต่างเอามีดแทงโลหิตที่นิ้วมือ รวมเข้าด้วยกัน ประสมกับน้ำสัตยานั้นเสวยทั้ง ๓ องค์ เพื่อให้เปนทัฬหมิตรสนิทติดต่อกันไปภายน่า เหตุซึ่งกะษัตริย์ทั้ง ๓ นั่งอิงกันกระทำสัตย ที่แม่น้ำขุนภูนั้น น้ำนั้นจึงมีนามว่าน้ำอิงสืบต่อมาเท่าบัดนี้แล้วพระยาเมงรายก็อำลาสหายทั้งสองกลับไปเมืองเชียงรายพระยาร่วงอยู่สอนสาศตรศิลปอาคมต่าง ๆ ให้พระยางำเมืองแล้วก็ ลากลับไปเมืองศุโขทัย

บัดนี้จักกลับกล่าวถึงขุนฟา ซึ่งรับอาษาพระยาเมงรายไปริปองเมืองหริภุญไชยนั้น ตั้งแต่ปีจอจนถึงปีมโรงจุลศักราช ๖๔๒ได้ ๗ ปี จึ่งสำเร็จ

ในระหว่าง ๗ ปีนั้นมีดังนี้ ขุนฟามาฝากตัวอยู่กับพระยายีบา หัวทีมันแสร้งกระทำหื้อถูกใจพระยา กับเสนาอำมาตย์แลประชาราษฎรทั้งหลาย อยู่มาพระยายีบาถามว่าเมื่อขุนฟาอยู่เชียงรายเจ้าเมงรายปลูกเลี้ยงให้ท่านเปนที่ฤา ขุนฟาไหว้ว่าพระยาเมงรายให้ข้าเปนขุนต่างใจไว้ให้ข้าพิจารณาไต่ถ้อยตัดความขับเอาสินส่วยไรต่าไร่ค่านาทุกเยื่องแล พระยายีบาก็ตั้งขุนฟาไว้ในถานันดร ที่พิจารณาถ้อยความกับให้ขับเอาสิ่งส่วยไรค่าไร่ค่านาทุกเยื่องหั้นแล เมื่อหัวที มันตัดความก็ชอบด้วยสุคติคมณะทุกต่อ ขับเอาส่วยไร่ค่านาก็ค่อยเอาบ่อให้แพ้ไพร่ไทยสักอัน ค่าไร่ค่านาที่ใดเต็มมันก็ให้ลงให้ ผ่อนเสีย มันกระทำฉันนี้ได้ ๒, - ๓, ปี อยู่บ่อนานเท่าใดมันคนึงว่าทีนี้ควรกูกระทำเภทุบายแล ว่าอันขุนฟาจึงไหว้พระยาว่าในเมือง หริภุญไชยเปนเมืองใหญ่มีเตชานุภาวะอำนาจอาชญามากดีหลีต่อเท่าบัดนี้ผู้ข้าเห็นไพร่ไทยชาวบ้านชาวเมืองผู้น้อยบ่อควรปากด้วยเจ้าเหนือหัว เขามีถ้อยความเยื่องใดก็เข้ามาไหว้เจ้าเหนือหัวให้เคืองพระราชหฤไทย อนึ่งบ้านเมืองเจ้าเหนือหัวกว้างขวางนัก ได้ส่วยไรค่าไร่ค่านาอันจักเข้าราชโกษฐเปนอันน้อยนัก ในเมืองเชียงรายโพ้นเปนเมืองน้อยเปล่าดาย มีเตชะอานุภาวะเข้มแขงนัก ไพร่ไทย ผู้น้อยมีถ้อยความเยี่ยงใด บ่อห่อนจักปากด้วยเจ้าพระยาเมงรายเท่ามาถึงท้าวขุนปูนดังตูข้า ก็หากแล้วด้วยอาชญาเจ้าพระยาเมงรายตั้งไว้ทุกวันส่วนเจ้าพระยาเมงรายเจ้าก้เสวยราชสมบัติอยู่เย็นเปนศุขแลวันหนึ่งส่วยไรค่าไร่ค่านาได้มาพร่ำเพ็ญเต็มคลังเต็มฉางมากนักดีหลีดาย

พระยายีบาได้ยินคำขุนฟาไหว้สา ก็หลงด้วยขุนฟาจึงกล่าวคำว่าดังนี้ บ้านเมืองกูก็ใหญ่กว้างขวางนักมีเตชอาชญา สองเท่าเมืองเชียงรายดาย ป๊อยได้สินส่วยไรค่าไร่ค่านาน้อยฉันนี้ บ่อควรว่าอัน จึงว่าแต่นี้ไปกูไว้อาชญาแก่ขุนฟาหื้อพิจารณาชุอันแลฉันใดสินส่วนไรค่าไร่ค่านาจะมาเต็มคลังเต็มฉางบ่อกว่าขุนฟาแลว่าวันอ้ายฟาจึงไหว้พระยายีบาว่า ขอเจ้าเหนือหัวสำแดงคำอันตั้งอาชญาไว้ในท่ามกลางโรงหลวงที่ชุมนุมหื้อปรากฏแก่ไทย เจ้าเหนือหัวกับทั้งชาวบ้านชาวเมืองทั้งมวญหื้อรู้ทุกคนเทอะ เมื่อนั้นพระยาก็สำแดงความอันตนตั้งอาชญายังกลางโรงหลวงให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายวัน นั้นแล เมื่อนั้นอ้ายฟาได้โอกาศอันจักเภโทบายมันมีความยินดีนัก อ้ายฟาก็ให้จัดคนผ่อแหนขัดปากตูคุ้มพระยาชุแห่ง บ่ออาจจักให้ราษฎรคนใดคนหนึ่งเมื้อไหว้พระยาได้สักคน ผู้ใดมีกิจการเยื่องใด ก็บ่อเมื้อหาพระยาได้ ก็ต่างเมื้อหาเจ้าขุนบ่าวไผนายมัน เถ้าขุนฟาแต่งเอาสินส่วยไรมากนักชาวบ้านชาวเมืองมาอีดคราง ขุนฟาก็ว่าหากเปนแต่พระยาเจ้าให้กระทำดาย สูอย่าครางเอามาจงได้ว่าอันเขาทั้งหลายใส่ใจว่า หากเกิดแต่พระยายีบาให้ขึ้นเอาสินส่วยไรค่าไรค่านาค่าของเถียงบ่อได้ ก็จำเอาออกให้แท้หั้นแล ขุนฟาซ้ำอุบายไหว้พระยาว่า ข้าเจ้าให้เลียบดูบ้านเมืองเจ้าเหนือหัวทุกแห่งทุกพันไร่พันนา เข้ากล้าดีบ่อดีให้รู้ว่าอันข้าเห็นพันนาทวน กับภูคาลุ่มเมือง ฝายบ่อดี เข้าตายแดดมากนัก ดังข้าจะขุดลอมน้ำอันหนึ่งเหนือฟากแม่พิงค์กล่ำวันออก ให้เปนแม่น้ำแผ่วออกมาพันนาเชียงเลือมาต่อแม่ควง ให้ชาวบ้านชาวเมืองได้แปงฝายเอาน้ำเข้ามา พระยายีบาว่าฉันใดจักดีก็บ่อกว่าขุนฟาแลว่าอัน ครั้นถึงเมื่อฤดูร้อนยามแล้ง ขุนฟาก็ป่าวชาวเมืองทั้งหลายมาขุด ให้เปนเหมืองไปต่อเอาน้ำแม่พิงค์เหนือสบแม่แตงฝ่ายตวันออก ล่องมายาวหมื่นเจ็ดพันวา คนทั้งหลายมาขุดเหมืองอันนั้น เปนอันร้อนไม่ลำบากนักมาอีดมาคราง ขุนฟาก็ว่าบ่อเปนแต่กูนา พระยาเจ้าหากให้ขุดดายสูอย่าคราง ขุนฟาจำให้ขุดต่อเท่าสิ้นฤดูร้อน คนทั้งหลายครางว่าเราขุดเหมืองปางนี้แขงนักแลว่าอันลวดได้ชื่อได้ชื่อว่าเหมืองแขง ถัดกาลยามนั้นขุนฟาให้ป่าวเอา คนมาฝึกหัดเปนหมู่แห่เจ้าพระยายีบา มีไหนแปดหมื่นคนทุกมื้อ เปนกองเรียกทุกพันนา มีห้าหมื่นคนทุกมื้อ แลเหมืองที่ขุนฟาขุดนั้น สิ้นฤดูร้อนสี่เดือนก็แล้ว ชื่อว่าเหมืองแขง ภายหลังมาถึงแผ่นดินเจ้าคือนา จึงเปลี่ยนชื่อเปนเหมืองเก้วมาต่อเท่าบัดนี้แล ถัดนั้นขุนฟาไหว้พระยายีบาว่าเมืองเชียงรายเปนเมืองน้อย พระยาเจ้าเมือง ก้น้อยยังสร้างเรือนหลังใหญ่อยู่นา เจ้าเหนือหัวเปนพระยาใหญ่นักควรสร้างเรือนหลังใหญ่หลังงามอยู่แล ข้าหากอาสาจักแปลงหื้อเจ้าเหนือหัวได้อยู่ ได้ทรงว่าอันพระยายีบาก็ว่าฉันใดก็แล้วแต่ขุนฟา แลว่าอันถึงเดือนสิบเอ็ดสิบสองเข้าสางต้นสางกอเต็มทุ่งขุนฟาแต่งให้พ่อเวียก เข้าไปฟันเอาไม้ยังดอยขี้หมาฟากพันนาเชียงเลิกได้แล้ว ให้ลากเสามากลางทุ่งรูดต้นเข้าชาวเมืองเสียมากนัก เจ้าเข้าน้อยใจร้องไห้มาหาขุนฟา ว่าตูข้าฉิบหายตายยากเข้าเสียแล ว่าอันขุนฟาว่าบ่อ เปนแต่กูนา พระยาเจ้าหากให้กระทำฉันนี้ดาย ชาวเมืองเขาน้อยใจมากนัก ว่าแต่ก่อนพระยาเจ้าเราบ่อห่อนกระทำฉันนี้ บัดนี้พระยา ป๊อยมากระทำผิดคลองจนเราฉิบหายฉันนี้หนอเราบ่อพึงยินดีด้วยพระยาตนนี้แล ว่าอันภายน่าแต่นั้น ฉันใดจักแพ้ใจไพร่ไทย ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายบ่อให้ยินดีในพระยายีบา ขุนฟาก็กระทำ ทุกเยื่อง เมื่อไพร่ไทยทุกข์ร้อนมากก็บ่อยินดีด้วยพระยายีบาดังอัน ที่นั้นขุนฟาแสร้งมารยาจาเชิง ให้ชาวเมืองทั้งหลายยินดีด้วยบุญสมภารเจ้าพระยาเมงราย ครั้นชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายใฝ่ใจใคร่ได้พระยาเมงราย มาเปนเจ้าแก่เขาในเมืองหริภุญไชยฉันนั้น ความ ปราถนาขุนฟาก็บริบูรณ จึงมีหนังสือใส่มือผู้ใช้ รีบขึ้นเมื้อไหว้เจ้าพระยาเมงราย ว่าข้าพระบาทเจ้าเถ้าฟาไปกระทำมารยาเภโทบายได้ ๗ ปี บัดนี้ก็สำเร็จดังความปราถนาทุกประการแล้ว ขอราธนา เจ้าเหนือหัวยกรี้พลเสด็จลงไปโดยรีบแด่ ว่าฉันนี้ก็มีอันนั้นแล

ข้อความตามตำนานเดิมที่กล่าวด้วยอุบายที่เจ้าขุนฟารับอาสาพระยาเมงรายไปแนะนำพระยายีบา ผู้ครองเมืองหริภุญไชย ให้ จัดการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมการปกครองต่าง ๆ ดังพรรณา มานี้รวมมีใจความ ๗ ประการ คือ

(๑) จัดการรักษาเกียรติยศพระยายีบาผู้ครองเมือง หนุนให้สูงสุด มิให้วิสาสะกับราษฎรพลเมืองได้
(๒) จัดเจ้าน่าที่รับภารธุระการปกครองซึ่งเกี่ยวข้องกับการบังคับบัญชาราษฎรแทนผู้เจ้าครองเมือง เปนส่วนพนักงานหรือกระทรวง ให้เปนหลายหมู่หลายน่าที่ออกไป เพื่อความไม่ปรองดอง ฤาไม่สำเร็จเด็จขาดจะพึงมีได้
(๓) จัดการเก็บส่วยสาอากร กวดขันบำรุงราชทรัพย์ให้ เจริญขึ้น
(๔) จัดการบำรุงไร่นาขุดเหมืองฝายให้ไร่นาเจริญขึ้น
(๕) จัดการพลคือกะเกณฑ์ราษฎรมาเข้าเวรประจำการแห่แหนพระเปนเจ้าผู้ครองเมือง แลเฝ้าขัดคุ้มวังตำบลบ้านฤาพันนา ต่าง ๆ เปนทางป้องกันอริราชสัตรูฤาโจรผู้ร้าย
(๖) จัดการโยธาก่อสร้างพระราชนิเวศน์มณเฑียนสถานบ้านเมืองให้งดงาม
(๗) ชักนำให้ราษฎรเบื่อหน่ายต่อเจ้านายของตนไปยินดีเพื่อการเปลี่ยนแปลงเบื้องน่า กล่าวคือพระยาเมงรายผู้ครองเมืองเชียงราย ซึ่งพยายามจะแผ่อำนาจแลอาณาเขตรลงมาทางทิศใต้ซึ่งชนทั้งหลายชาวเมืองหริภุญไชย แลพวกอื่นได้รู้สึกอยู่แล้วใน เวลาโน้น การที่ขุนฟาไปแนะนำนั้น ก็ย่อมประกอบด้วยคุณส่วนหนึ่ง แต่หากใช่กาละอันเปนไปพร้อมจึงย่อมกระทำให้เมืองหย่อนกำลังลง

ฝ่ายพระยาเมงราย เมื่อได้ทราบข่าวสารตามหนังสือขุนฟามีมานั้น ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงให้เกณฑ์จัตุรงค์พลโยธาเปนทัพใหญ่ ยกออกจากนครเมืองฝางมาทางแจ้สักมาประชุมพล ที่นั้น แล้วให้สร้างเปนเวียงอันหนึ่ง ได้ชื่อว่าเมืองพร้าวมาต่อเท่าบัดนี้ ยกจากนั้นมาทางแกนตั้งทัพอยู่ณะที่แห่งหนึ่ง ชาวเมืองเปนอันมากพากันเอาของฝากมาถวายเจ้าเมงรายเยียดยัดคับคั่งจบชานพลับพลาหักต้องค้ำ เหตุฉนั้นที่นั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านค้ำชาน ภายหลังก็กลายมาเปนคำจวน

ฝ่ายข้างเมืองหริภุญไชย ได้ทราบข่าวศึกพระยาเมงรายยกมา ก็พากันตื่นตกใจ พระยายีบาจึงให้หาขุนฟาแลเสนาอำมาตย์ทั้งหลายประชุมปฤกษา ว่าจะจัดการป้องกันเมืองฉันใดดี ขุนฟา กราบทูลว่าพระยาเมงรายยกกองทัพจู่โจมมาโดยเร็วดังนี้ยากที่จะจัดการป้องกันทันทีได้ เห็นควรแต่งกองทัพไปตั้งรับไว้แต่กลางทางส่วนเจ้าเหนือหัวควรย้ายครอบครัวไปไว้ในเมืองเขลางค์ กับด้วยพระยาเบิกผู้บุตรแห่งเจ้าเหนือหัว เพื่อจะได้รวบรวมไพร่พลมาค้ำตูข้า ส่วนตูข้าจักต้อนรบพระยาเมงราย รักษาเมืองหริภุญไชยไว้จงได้ผิว่าจะพลาดพลั้งเสียเมืองหริภุญไชย ส่วนเจ้าเหนือหัวก็จักไม่มีอันตราย ยังจะได้กลับมาต่อรบกับพระยาเมงรายได้อิก พระยายีบา เชื่อถ้อยคำขุนฟา ก็รีบพาครัวอพยพจากเมืองหริภุญไชย ไปหาลูกตนเจ้าพระยาเบิกยังเมืองนครเขลางค์ กองทัพพระยาเมงรายก็ตีได้เมืองหริภุญไชยโดยสดวก ส่วนพระยายีบาไปถึงจอมดอยที่หนึ่งเหลียวหลังดูเมืองหริภุญไชย เห็นควันไฟตระหลบกลบกลุ้มอยู่ ก็รู้ว่าเสียเมืองลำภูญแก่ข้าศึก พระยายีบาโทมนัศพระไทยทรงพระกรรแสงร่ำไรอยู่ที่นั้น ดอยลูกนั้นจึงได้ชื่อว่าดอยบาไห้มาแต่เท่า บัดนี้ฝ่ายขุนฟาเมื่อส่งพระยายีบาถึงเชิงเขาแล้ว ก็กลับมาพักกินงายที่ทุ่งแสนเข้าเชียงเรือ นายบ้านผู้หนึ่งชื่ออ้ายหลอนำห่อเข้ามาต้อนรับ ตำแหน่งนายบ้านนั้นจึงปรากฏชื่อว่าแสนเข้าห่อมาต่อเท่าบัดนี้ แล้วขุนฟาก็กลับมานำกองทัพพระยาเมงรายเข้าปล้นเอาเมือง ลำภูญได้ ในวันขึ้นค่ำสี่เดือนแปดเหนือ คือเดือนหกจุลศักราช ๖๔๓ ปีมะเสงตรีศกยามกองงายอายุเจ้าเมงรายได้ ๔๓ ปี เจ้าเมงราย อยู่เสวยราชสมบัติเมืองหริภุญไชยได้ ๒ ปี ถึงปีมะแมเบญจศกจุลศักราช ๖๔๕ เจ้าเมงรายก็เวนเมืองหริภุญไชย ให้ขุนฟาเปนพระยาครองเมืองหริภุญไชย ส่วนเจ้าพระยาเมงรายก็ยกไปตั้งเมืองใหม่แห่งหนึ่ง อยู่หนทิศอิสาณแห่งเมืองลำภูญ ให้ขุดแม่น้ำ ณะที่นั้นผ่าบ้านให้เปนที่ตกท่า ได้ชื่อว่าชะแว พระยาเมงราย ตั้งอยู่ที่นั้นได้ ๓ ปี ที่ตำบลนั้นลุ่มน้ำยามวรรษาช้างม้าโคกระบือ หาที่อาไศรยมิได้ ถึงปีจอจุลศักราช ๖๔๘ เจ้าเมงรายจึง ย้ายมาสร้างเวียงกุมกามณที่ใกล้น้ำแม่ระมิงค์ ให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้านไขน้ำแม่ระมิงค์เข้าขังในคู แลตั้งลำเวียงรอบทุกเบื้อง แล้วให้ขุดหนองสระอันหนึ่งณะที่ใกล้เรือนหลวง ยามเมื่อขุดนั้นพระยาเมงราย เยี่ยมน่าต่างดูคนทำการทุกวัน เหตุฉนั้นหนองนั้นจึงได้ชื่อว่าหนองต่างมาต่อเท่าบัดนี้ แล้วเจ้าเมงรายให้ตั้งตลาดกุมกามให้เปนที่ซื้อขายแก่คนทั้งหลาย เปนที่สนุกยิ่งนัก อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเมงรายรำพึงว่าไพร่กูนี้จักเปนศุขแลทุกข์ฉันใดหนอ ท้าวเธอจึงแต่งตัวปลอมเปนราษฎรนุ่งผ้าผืนควรค่าร้อยคำภายใน นุ่งผ้าไทยปกภายนอก ปลอมไปเข้าตลาดกุมภามแล้วไปนั่งอยู่ริมน้ำแม่พิงค์ บ่ายหน้าสู่ทิศตวันออก เล็งดูคนทั้งหลายเข้าตลาด แลดูคนลงอาบน้ำแม่พิงค์ ท้าวเธอรำพึงว่า ผู้ใดอาบน้ำแล้วลูบผมลงลุ่ม ผู้นั้นหากมีทุกข์หาสมบัติมิได้ กูจักให้ผ้าผืนควรค่าร้อยคำแก่มันผู้นั้น เจ้าเมงรายดูคนฝูงอาบน้ำนั้น ก็หาผู้ใดลูบผมลงลุ่มสักคนมิได้ วันนั้นเจ้าเมงรายเห็นคนชาวแจ้ข้างเชียงเรือ ขี่เรือข้ามน้ำมาตลาด เรือคับคั่งกันล่มวันละหลาย ๆ ลำ เธอจึงให้สร้างตะพานข้ามแม่น้ำ เรียกว่าตะพานกุมกามแต่นั้นมา

ลุศักราช ๖๕๐ ปีชวดสัมฤทธิศก เจ้าเมงรายให้เอาดินหนองต่าง มาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ ในเวียงกุมกามไว้เปนที่ไหว้บูชาแก่ชาวเมืองทั้งหลาย อยู่มามีมหาเถรเจ้าตนหนึ่งชื่อว่ากัสสปเถร เปนผู้ปฏิบัติเคร่งครัดมีศิษย์ ๕ รูป มาสถิตย์สำราญบำเพ็ญสมณะธรรมอยู่ณภายใต้ไม้มะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่งเปนที่สงัด แลเปนที่สิงสถิตย์รุกขเทวดามาแต่ก่อน อันมีณะที่ใกล้เวียงกุมกาม เจ้าเมงราย ได้ทราบว่ามีพระเถร ๕ รูป มาสำนักนิ์อยู่ณะที่นั้น ก็เสด็จไปไหว้มหาเถรเจ้า แลเจรจาปราไสยด้วยปริยายหลายประการ มหาเถรเจ้า ก็แสดงธรรมวัฏฏคุลีชาฎกแก่เจ้าเมงราย ๆ มีใจเลื่อมใสศรัทธาในศีลาธิคุณแห่งมหาเถรเจ้านั้น จึงให้สร้างอารามในที่นั้นถวายพระผู้เปนเจ้า แลให้หล่อรูปพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ นั่งสาม ยืนสอง สูงใหญ่ขนาดเท่าส่วนองค์ของเจ้าเมงราย ประดิษฐานไว้ ในพระอารามนั้น แล้วเจ้าเมงรายอธิษฐานว่า ด้วยเดชะบุญอันข้าได้สร้างพระพุทธรูปเจ้านี้ ข้าจักยกกำลังรี้พลไปเอาเมืองรามัญเทศะหงษาวดี พระยาเมงรายยังอ่อนน้อมกับข้าด้วยอานุภาพ ผลบุญนี้แล้วข้าจักสร้างมหาวิหารให้เปนที่สถิตย์สำราญพระพุทธรูปเจ้าอีกแล อธิฐานฉันนี้แล้วก็ยกรี้พลโยธาไปเมืองหงษาวดี ข้ามน้ำแม่คงไปถึงน้ำแม่อาสา ขณะ นั้นพระยาหงษาวดีตนชื่อว่าพระยาอู่สุทธโสม รู้ข่าวว่าพระยาเมงรายมาตั้งทัพอยู่ในแคว้นแดนเมืองแห่งตนก็มีความตกใจ จึงใช้อำมาตย์ผู้ฉลาดคุมเครื่องราชบรรณาการของฝากมาถวาย แล้วก็ส่งราชธิดาผู้ชื่อว่านางกายศิริ (ตระแม่ศรีในราชาธิราช) มาถวายกับช้างม้าข้าหญิงชายสิ่งละ๕๐๐ ฝ่ายเจ้าเมงรายครั้นได้รับเครื่องบรรณาการ กับราชธิดา ก็มีความชื่นชมยินดียิ่งนัก จึงกระทำราชไมตรีสนิท ติดต่อกับพระเจ้าหงษาวดี แล้วก็อำลาเลิกทัพกลับมาเมืองตน แล้ว ก็อภิเศกนางกายศิริเปนราชเทวี แล้วจึงให้นายช่างผู้ชื่อการโถม ต่ออย่างสร้างวิหารถวายพระพุทธรูป๕องค์ ยังอารามมหากัสสปเจ้านั้น

ยามนั้นพระยาใต้ ใช้ทูตเปนแขกเมือง นำหวายเส้นหนึ่งยาว ๒๐ วา เหลาเล็กจนสนเข็มได้ มาถวายเจ้าเมงรายเพื่อสำแดงคุณฝีมือช่างชาวใต้ เหลาหวายหาผู้เปรียบเทียบมิได้ เจ้าเมงราย จึ่งให้หาช่างไม้ผู้ชื่อการโถมมาถามว่าท่านยังอาจกระทำให้เหมือนดังนี้ได้ฤาไม่ ช่างการโถมทูลว่าชาวใต้เหลาหวายยาว ๒๐ วาสนเข็มได้ มาสำแดงคุณฉันนี้ แม้นข้าเจ้าจักเหลาสักร้อยวาก็ยังจะได้ แล้วช่างไม้การโถมจึงจักสำแดงคุณฝีมืออย่างหนึ่ง ให้แขกเมืองชาวใต้ดู คือให้เอาไม้ต้นหนึ่งยาวสามวา อันถากแต่งดีแล้วลอบ ลงจมไว้ในน้ำแม่พิงค์ ภายเหนือตะพานกุมกาม แล้วเอาแกลบ ไม้ใส่กรวยหุ้มให้ดีเอาลงไว้ในน้ำที่นั้น ให้น้ำพัดแกลบไม้ออก ละน้อย ๆ เปนดังคนถากออกนั้น เอาลงไว้แต่กลางคืน ครั้นรุ่งเช้าช่างการโถมจึงมาเฝ้าเจ้าเมงรายทูลอาสาดำน้ำถากไให้แขกเมืองดู จึงให้ชักไม้ทั้งเหลือกต้นหนึ่งยาว ๓ วา ลงน้ำแม่พิงค์ให้แขกเมืองเห็น แล้วช่างการโถมก็ลับขวานให้คม ลงดำน้ำพักใหญ่หนึ่งก็ขึ้นมาไหว้พระยา ว่าข้าเจ้าถากไม้แล้วขอให้ชักไม้ขึ้นดูเถิด เจ้าเมงราย ให้ชักไม้ต้นที่ถากแล้วขึ้นดู ก็เห็นเปนรอยถามใหม่ ๆ งามนัก

ฝ่ายแขกเมือง จึงสำแดงคุรอิกอย่างหนึ่ง คือให้ช่างผู้เหลาหวายนั้น สลักเม็ดเข้าสารเม็ดหนึ่ง เปนรูปช้างสองตัวชนกัน แล้วนำขึ้นถวายเจ้าพระยาเมงรายทอดพระเนตรแล้ว จึ่งส่งให้ช่างการโถมดู ช่างการโถมจึงสำแดงคุณให้แขกเมืองดูอิกอย่างหนึ่งบ้าง คือลับขวานให้คม แล้วเอาขวานโกนผมต่างมีดโกน แขกเมือง เห็นดังนั้นก็กล่าวคำสรรเสริญว่าชาวเมืองลาวนี้ฉลาดนัก แล้วแขกเมืองก็ทูลลาเจ้าพระยาเมงรายกลับคืนไปเมืองใต้ ฝ่ายเจ้าพระยา เมงรายจึ่งตั้งช่างการโถมให้เปนหมื่นเจตราไปครองเมืองรอย คือเมืองเชียงแสน ยามนั้นยังเรียกเมืองรอยอยู่ ต่อเมื่อเจ้าพระยาแสนภูไปครองเมืองแลสร้างเมืองใหม่ จึ่งได้เปลี่ยนนามเมืองรอยเปนเมืองเชียงแสน ต่อภายหลังช่างการโถมไปครองเมืองรอยแล้ว จึ่งปรุงเครื่องวิหารที่เมืองเชียงแสนสำเร็จบริบูรณแล้ว ก็รื้อขนส่งมาเมืองเชียงใหม่ จึงได้ยกยอดวิหารสำเร็จแลสร้างเสนาศน์ครบบริบูรณอุทิศถวายแก่มหากัสสปเถรเจ้านั้นยังขาดแต่เจดีย์ ขณะนั้นเจ้าพระยาเมงราย ดำริห์การที่จะยกกองทัพไปยังประเทศภุกาม จึงตั้งปณิธานความปราถนาว่า ขอให้พระยาอังวะอ่อนน้อมดุจดังพระยาหงษาวดี แล้วกลับมาจะสร้างพระเจดีย์ถวาย แล้วพระยาเมงรายก็ยกกองทัพ ไปยังประเทศภุกาม ถึงแดนเมืองอังวะ ก็ตั้งทัพอยู่หนอาคเณย์พระเจ้าอังวะรู้ข่าวก็ใช้ให้ราชบุรุษย์นำเครื่องราชบรรณาการของฝาก มาต้อนรับถวายเจ้าพระยาเมงราย ขอเปนทางพระราชไมตรี เจ้าพระยาเมงรายจึงขอช่างต่าง ๆ ชาวภุกาม คือช่างทองคำ ช่างทองเหลือง ทองแดง ช่างเหล็ก แลอื่น ๆ เพื่อไปฝึกชาวหัดชาวลานนา เปนพืชพรรณสืบไป พระเจ้าอังวะก็โปรดประทานช่างฆ้องผู้มีฝีมือดีสองนายกับช่างทองเหลืองช่างเหล็กพร้อมทุกอัน ให้แก่เจ้าท้าวลานนาตามความประสงค์ เจ้าพระยาเมงรายก็เลิกทัพกลับคืนเมือง แล้วเจ้าพระยาเมงรายก็เอาช่างทองมาไว้เชียงตุง เอาช่างฆ้องไว้เชียงแสน เอาช่างเหล็กช่างทองเหลืองไว้เวียงกุมกม วิชาช่าง ทั้งหลายจึงมีในเมืองลานนาสืบมาต่อเท่าทุกวันนี้

ยามเมื่อเจ้าพระยาเมงรายไปเมืองภุกามนั้น เปนปีขานโทศก จุลศักราชได้ ๖๕๒ ครั้นกลับมาแล้วจึงให้ก่อเจดีย์ที่วัดการโถมตามปฏิญาณ เจดีย์นั้นฐานกว้าง ๖ วาสูง ๙ วา ทำซุ้มคูหาไว้พระ พุทธรูปเปนสองชั้น ๆ ล่างไว้พระพุทธรูปนั่ง ๔ องค์ ชั้นบนไว้พระ พุทธรูปยืนองค์หนึ่ง มีรูปพระโมคลาสาริบุตร แลรูปพระอินทรรูปนางธรณี ไว้รักษาพระพุทธรูปด้วย

ในกาลยามนั้น ยังมีมหาเถรเจ้าหมู่หนึ่ง นำเอาธาตุพระพุทธเจ้ามาแต่ลังกาสิงหฬถวายแก่เจ้าพระยาเมงราย พระสริระธาตุ๒ องค์ เจ้าเมงรายให้บันจุไว้ในเจดีย์นั้นองค์หนึ่ง อิกองค์หนึ่งนั้นบันจุไว้ในพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วเจ้าพระยาเมงรายถวายทองคำ ห้าร้อย ฝากมหาเถรเจ้าไปบูชาพระศรีมหาโพธิในเมืองลังกา มหาเถรเจ้าทั้งสี่รับเอาทองคำห้าร้อยกลับไปเมืองลังกาแล้วก็บูชาพระมหาโพธิ์ แลตั้งสัตยาธิฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักนำเอาสาสนาพระพุทธเจ้าไปตั้งในเมืองลานนา ผิว่ายังจักรุ่งเรืองสำเร็จดังความ ปราถนา ขอให้เม็ดมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรแห่งผู้ข้าแด่ ครั้นสิ้นคำอธิฐานมหาเถรทั้งสี่ก็ได้เม็ดมหาโพธิ์สี่ผล เม็ดโพธิ์นั้นก็งอกเปนต้นน้อย ๆ สี่ต้น มหาเถรก็นำมาสู่ลานนาไทยประเทศ ถวายแก่เจ้าพระยาเมงราย ๆ ให้ปลูกไว้ที่ทุ่งยางเมืองฝางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังรั้วนางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังพันนาธการต้นหนึ่ง อิกต้นหนึ่งนั้นถวายแก่พระราชมารดาผู้ชื่อนางเทพคำขยาย กับนางกายศิริเอาไปปลูก ไว้ แทนที่ไม้มะเดื่อในอารามการโถม แล้วกระทำสักการบูชาแลมหะกรรมฉลองพระอารามเปนการเอิกเกริกยิ่งนัก

เจ้าพระยาเมงรายเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครกุมกาม โดยศุขสวัสดิภาพมาได้ ๕ ปี ลุศักราช ๖๔๓ ปีเถาะตรีศก เจ้าพระยาเมงรายเสด็จไปประพาศข้างทิศหนเหนือ ถึงเชิงเขาอ้อยช้าง คือดอยสุเทพ มีหมู่บ้านตำบลหนึ่งชื่อบ้านแหน ประทับแรมอยู่ที่นั้นสามเวร ได้เห็นภูมิประเทศที่นั้นเปนไชยภูมิ์ดี แลท้าวเธอทรงพระสุบินนิมิตรว่ามีบุรุษผู้หนึ่งมาบอกว่าอยู่ที่นี่ ท้าวพระยาจักมียศแลสมบัติมากนัก พระยาเมงรายจึงทรงพระดำริห์จะสร้างพระนครใหม่ ในสถานที่นั้น ครั้นเสด็จประพาศต่อไปข้างทิศเหนือ ประทับแรมในที่ตำบลหนึ่งสามเวร ที่ตำบลนั้นได้เห็นนิมิตร คือชาวบ้านเอาอวนมากางล้อมเปนรั้วรอบค่ายหลวงที่ประทับนั้น ฐานที่นั้นปรากฏได้ชื่อว่ารั้วหน่างมาต่อเท่าบัดนี้ แล้วเสด็จจากที่นั้นไปทางทิศตวันออกเฉียงเหนือ ประทับแรมอยู่ที่ตำบลหนึ่งสามเวร ในที่นั้นคนทั้งหลายสานเรือกมาล้อมค่ายหลวง ที่ตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าเชียงเรือก ออกจากที่นั้น ไปประทับแรมในป่าแห่งหนึ่งอีกสามคืน ๆ ถ้วนสาม ทรงพระสุบินเห็นอิสัตรีคนหนึ่งมีรูปโฉมงามยิ่งนัก จึงได้ชื่อที่ตำบลนั้นว่า เชียงโฉม แล้วเสด็จกลับมาเวียงกุมกามประทับแรมภายใต้ต้นลานใหญ่ต้นหนึ่ง ที่ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่ายั้งพัก แลเชียงลานก็เรียกแล้วก็เสด็จสำราญอยู่ในเวียงกุมกาม ครั้นสิ้นฤดูนาแล้วเสด็จทรงช้างต้น ไปประพาศไล่มฤคยังเชิงเขาอุสุจบรรพต คือดอยสุเทพ ไปถึงป่าเลาป่าคาแห่งหนึ่งเปนที่อัศจรรย์ยิ่งนัก ภายนอกรอบป่าคานั้นเปนทุ่งราบงาม ในในท่ามกลางลอมคานั้น เปนของราบ เพียงประกอบไปด้วยหญ้าแพรกหญ้าแห้วหมู ขณะนั้นมีฟานเผือก สองตัวแม่ลูกออกไปจากป่าลอมคาเพื่อจักไปหากิน ก็พบหมู่สุนักข์ ไล่เนื้อของพรานทั้งหลายรุมกันไล่ ฟานคู่นั้นก็กลับหนีเข้าอาไศรยอยู่ในลอมคาดังเก่า สุนักข์ทั้งหลายแล่นไปแวดล้อมลอมคาอยู่มิอาจเข้ากัดฟานนั้นได้ ฟานสองตัวนั้นได้อยู่ที่ไชยภูมิ์ก็มีใจสามารถไม่เข็ดขาม แล่นออกไล่ชนสุนักข์เปนคราว ๆ สุนักข์ทั้งหลายมิอาจขบกัดได้พากันพ่ายหนีไป พรานทั้งหลายเห็นอัศจรรย์จึงนำเหตุนั้นกราบทูลพระเจ้าเมงราย ๆ ก็ทรงทราบว่าสถานที่นั้นเปนไชยภูมิ์ดีควรตั้งพระนครได้ จึงให้เอาข่ายมากางอ้อมล้อมลอมคานั้นแล้ว ก็ล้อมจับได้เนื้อทั้งสองนั้นโดยสวัสดีจึงให้จำไปไว้หนเหนือใกล้แม่น้ำแม่หยวก ให้ตั้งลำค่ายล้อมขังฟานทั้งสองไว้ฐานที่นั้น จึงได้ชื่อว่าเวียงฟานมาเท่าทุกวันนี้ ครั้นเจ้าพระยาเมงรายเสด็จกลับจากประพาศป่า มาถึง เวียงกุมกามแล้ว จึงให้เกณฑ์รี้พลไปสร้างพระนครใหม่ในสถานที่นั้น เข้าตั้งที่ไชยภูมิ์ในวันพฤหัศบดีเดือนเจ็ด(คือเดือนห้า) ขึ้นแปดค่ำดิถี๘นาทีดิถี ๓๐ พระจันทร์เสวยฤกษ ๗ ปุณพสุฤกษ ในราษีกรกฎยามแตรรุ่ง ๓ ลูกนาทีเศษสองบาท ไว้ลัขณาเมืองในราษี มินอาโปธาตุ ยามศักราชขึ้นเถลิงศกเปนจุลศักราช ๖๕๔ ปีมโรงจัตวาศก พระเจ้าเมงรายเสด็จขึ้นพระราชนิเวศมณเฑียรสถานใหม่เปนฤกษในวันนั้นแล้ว ให้สร้างบ้านน้อยใหญ่แวดล้อมเปนอันมาก เรียกบ้านต่ำบ้านสูง พระยาเมงรายอยู่หนตวันออกเฉียงเหนือ แห่ง ไชยภูมิ์นั้นเรียกชื่อว่าเวียงเชียงหมั้น แล้วให้แผ้วถางต่อออกไปทางเบื้องตวันออกเรียกว่าเวียงเชียงช้าง ในหนตวันออกนั้นมีหนองใหญ่เปนที่ช้างม้าโคกระบือ ลงอาบกินได้สดวกดีนัก เจ้าพระยา เมงรายให้กรุยเขตรที่จะขุดคู แลก่อกำแพงพระนครอ้อมล้อมเอาที่ไชยภูมิ์ไว้เปนกลางใจเมือง ให้วัดแต่ใจเมืองออกไปไกลด้านละ ๓๐๐๐วาโดยรอบ แล้วท้าวเธอรำพึงพระไทยว่าอาตมาจะสร้างพระนครคราวนี้เปนการใหญ่ ควรจะเชิญสหายทั้งสอง คือพระยางำเมือง ๆภูกามยาม แลพระร่วงเจ้ากรุงศุโขไทย มาให้พร้อมกัน คิดแล้ว ดังนี้จึงตรัสใช้ราชบุรุษไปอันเชิญสหายเจ้าทั้งสองพระนคร ก็มา พร้อมกันยังสถานที่นั้น พระยาเมงรายก็เล่านิมิตรเหตุการต่าง ๆให้พระยาทั้งสองฟัง แล้วปฤกษาหารือว่าจะสร้างปราการพระนครเอาไชยภูมิ์ไว้กลางแลวัดออกจากสูญกลางด้านละ ๑๐๐๐ วาเปนเมืองกว้าง ๒๐๐๐ วา สหายเจ้าจะเห็นเปนประการใด พระยางำเมืองเห็นชอบด้วย แต่พระยาร่วงเจ้ากล่าวว่า ควรรำพึงถึงกาลสมบัติ แลกาลวิบัติก่อน ภายน่าบุทคลผู้มีปัญญาจักดูแคลน ว่าบ่อรู้รำพึงภายน่าภายหลัง เบื้องว่ามีอมิตรข้าศึกมาแวดวังขังเวียง หาบุคคล ผู้จักเฝ้าแหนบ่อได้พอได้เต็มก็จักยากภายน่า ข้ามักใคร่ตั้งแต่ไชยภูมิ์ไปเพียงด้านละ ๕๐๐ วา เปนเมืองกว้าง ๑๐๐๐ วาควรแล เมื่อสืบไปภายน่าผิว่ากาลสมบัติบ้านเมืองมีคนเจริญมากหลายขึ้น เมืองก็หาจักกว้างใหญ่ไพบูลย์ไปตามกาล แล้วพระร่วงเจ้าซ้ำกล่าวว่าสุเทวฤาษี แลสุกทันต์ฤาษีได้ยังฌานสมาบัติ แลอภิญญาณมีอานุภาพเปนอันมาก เมื่อจะสร้างเวียงหริภุญไชยก็ยังเอาม้าน้อยมาควบเอาเปนประมาณ

พระยาเมงรายได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่าข้าแต่สหายเจ้าทั้งสองผิดังนั้นเราจะตั้งล่วงแป ๑๐๐๐วาล่วงขื่อ ๔๐๐ วาเถิด พระยาทั้งสามก็มีฉันทวาทีทัดแม่นกัน แล้วพระยาเมงรายจึงชวนพระยาทั้งสองไป สู่ที่ภูมิ์ไชย เพื่อจะแรกตั้งราชมณเฑียร ขณะนั้นมีหนูเผือกตัวใหญ่เท่าดุมเกวียนมีบริวาร ๔ ตัว แล่นออกจากที่ไชยภูมิ์นั้นไป หนบูรพ์ แล้วไปหนอาคเณย์ ไปลงรูแห่งหนึ่งภายใต้ต้นไม้ผกเรือก คือไม้นิโครธ พระยาทั้งสามเห็นนิมิตรอัศจรรย์ดังนั้น จึงเอาเครื่องสักการ เข้าตอกดอกไม้ไปบูชาที่ไม้นิโครธต้นนั้น แลให้ล้อมรักษาไว้ด้วยดีจึงปรากฎเปนไม้เสื้อเมืองสืบมาต่อเท่าบัดนี้ พระยาทั้งสามให้กวาดแผ้วที่อันจักสร้างเวียง ขึงเส้นเชือกระดับดูก็รู้ว่าพื้นแผ่นดินที่นั้นสูง เบื้องตวันตกเอียงไปทางตวันออก พระยางำเมืองกับพระยาร่วงจึงกล่าวว่าเผือข้าได้เห็นไชยภูมิ์ เมืองนี้เปนมงคล ๗ ประการ ๆ หนึ่งแต่ก่อนได้ยินสืบมาว่า มีกวางเผือก ๓ ตัวแม่ลูก มาแต่ป่าใหญ่ หนเหนือ อาไศรยอยู่ในไชยภูมิ์ที่นี้ มีคนเปนอันมากมากระทำสักการบูชาเปนไชยมงคลประการหนึ่ง อนึ่งฟานเผือก ๒ ตัวแม่ลูกอาไศรยไชยภูมิ์ที่นี้ต่อสู้ฝูงสุนักข์ของนายพรานทั้งหลาย สุนักข์พ่ายแพ้ไป เปนไชยมงคลประการที่สองอนึ่งเราทั้งหลายได้เห็นหนูเผือกกับบริวาร ๔ ตัว ออกจากไชยภูมิ์ที่นี้เปนไชยมงคลประการถ้วนสาม อนึ่งภูมิ์สถานอันจะตั้งเวียงนี้สูงเบื้องตวันตกเอียงมาตวันออก เปนไชยมงคลประการที่สี่ อนึ่งอยู่ที่นี้เห็นน้ำตกแต่เขาอุสุจะบรรพต คือดอยสุเทพ ไหลลงมาเปนแม่น้ำไหลขึ้นไปหนเหนือ แล้วเลี้ยวไปหนตวันออก แล้วเลี้ยวไปใต้ แล้วไปตวันตกอ้อมเวียงกุมกาม แม่น้ำนี้เปนนครคุณเกี้ยวเมืองอันนี้เปนไชยมงคล ประการที่ห้า อนึ่งแม่น้ำนี้ไหลแต่ดอยลงมาที่ขุนน้ำ ได้ชื่อว่า แม่ขาน ไหลไปตวันออก แล้วไหลไปใต้ เทียบข้างแม่พิงค์ไปได้ ชื่อว่าแม่โท อนึ่งหนองใหญ่มีอยู่หนตวันออกเฉียงเหนือแห่งไชยภูมิ์ หนองใหญ่มีหนอิสาณดังนี้ ท้าวพระยาต่างประเทศจักมาบูชาเปนไชยมงคลประการที่หก อนึ่งน้ำแม่ระมิงค์ไหลมาแต่มหาสระ อัน พระพุทธเจ้าได้มาอาบยังดอยสลอง ไหลออกมาเปนขุนน้ำแม่ระมิงค์กรายไปตวันออกเวียง เปนไชยมงคลประการถ้วนเจ็ด พระยางำเมืองและพระยาร่วง สำแดงเหตุอันเปนไชยมงคลเจ็ดประการดังนั้น พระยาเมงรายก็มีความยินดี คนึงใจว่าสหายกูทั้งสอง มีความรู้หลักยิ่งนัก แล้วเธอจึงพาพระยาทั้งสองไปเลียบดูที่อันจะขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน กับที่อันจักก่อปราการเวียง แลซุ้มประตูเวียงทุกแห่ง แล้วพระยา ทั้งสองพากันมานั่งอยู่หนอิสาณ เลี้ยงโภชนาหารกันเสร็จแล้ว พระยาทั้งสอง ให้จัดเครื่องพลีกรรมบูชาเทวดาทั้งหลายแล้วให้ลงมือขุดคูเมืองแลสร้างราชมณเฑียรมีรี้พลโยธาอันกระทำการพระราชมณเฑียร ๕๐๐๐๐ คน ขุดคูเมือง ๔๐๐๐๐ คน แรกตั้งพิธีกลบบาทฝังนิมิตรหลักเมืองในวันพฤหัศเดือนแปด (คือเดือนหก) เพ็ญปีวอก อัฐศก จุลศักราช ๖๕๘ พระจันทรเสวยฤกษ ๑๖ ยามแตรจักใกล้รุ่ง ไว้ลักขณาในมินอาโปราษี แรกลงมือขุดคูก่อปราการเวียงด้านทิศอิสาณ อ้อมไปทักษิณก่อน แล้ววงไปรอบทั้ง ๔ ด้านทำไปพร้อมกัน แรกตั้งกาดเชียงใหม่ขณะเดียวกันนั้น แลการสร้างพระนครนั้น สี่เดือนจึงสำเร็จทุกประการ เจ้าพระยาเมงรายให้มีการมโหรศพสมโภชฉลองเมืองใหม่นั้นสามวันสามคืน แลให้เลี้ยงเสนาโยธา ซึ่งกระทำการพระนคร ด้วยมัจฉมังษาหารแลสุราบาน เปนที่รื่นเริงแลพระราชทานรางวัลเสร็จแล้ว พระยาทั้งสามจึงพร้อมกันขนานนามเมืองว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ครั้นสำเร็จการทั้งปวง แล้ว พระยางำเมือง พระยาร่วง ก็อำลาพระยาเมงรายกลับคืนไป บ้านเมืองแห่งตน ส่วนพระยาเมงรายก็เสด็จเข้ามาครองราชสมบัติในพระนครนพบุรีศรีพิงค์ไชยเชียงใหม่นั้น

๔ พงษาวดารตอนเชียงใหม่เปนเอกราช[แก้ไข]

ที่นี้จะกล่าวด้วยพระยายีบาเจ้าเมืองลำภูญ ซึ่งหนีไปอยู่ กับพระยาเบิกผู้บุตรยังเมืองเขลางค์นครนั้น ก็ซ่องสุมกำลังฝึกหัด ทะแกล้วทหารช้างม้ารี้พลเพื่อจะกลับมาตีเมืองหริภุญไชยคืน พระยาเมงรายแต่งคนเปนอุปนิกขิต ปลอมฟังระหัดอยู่ตั้งแต่ปีมะเมียมาตราบเท่าถึงปีวอกนานได้ ๑๔ ปี คนอุปนิกขิตส่งข่าวสารมาถวายพระยาเมงราย ว่าพระยายีบากับพระยาเบิก จักยกมาตีเมือง หริภุญไชยกับเมืองกุมกาม แลเมืองเชียงใหม่กำหนดในเดือนสี่เพ็ญ พระยาเบิกจักรี้พลมาเปนทัพน่า เมื่ออุปนิกขิตมาแจ้ง ข่าวสารนั้นเปนเดือนอ้ายแรมสิบค่ำ เจ้าพระยาเมงรายรู้ข่าวดังนั้น จึงให้ตีกลองร้องป่าวประชุมพลทั้งหลายพร้อมกันได้จำนวนพล ลำฉกรรจ์๒๓๕๐๐๐ แล้วเจ้าพระยาเมงรายให้บอกข่าวสารทั้งมวญไปยังพระราชบุตร คือเจ้าขุนครามผู้ครองเมืองเชียงราย ให้แต่งช้าง ม้ารี้พลคนศึกทั้งปวงให้พร้อม แลให้แบ่งเปน ๒ กอง ๆ หนึ่งให้มาตั้งทัพอยู่ฝ่ายตวันตกเวียงใกล้เชิงดอยคำ คอยต้อนรบทัพน่าพระยาเบิก อิกกองหนึ่งให้มาทางตวันออกแม่พิงค์ ล่องไปยัง เวียงลำภูญ คอยรบตัดสายหลังกองทัพพระยาเบิก ฝ่ายเจ้าขุน ครามได้ทราบ ก็ให้ป่าวหมู่รี้พลโยธาทั้งปวง ได้กำลังคนศึก ๕๑๘๐๐ คน กำลังเมืองขึ้นทั้งปวงได้ ๒๐๔๐๐ คน สริรวมกันเข้าเปนคน ๗๒๒๐๐ คน เจ้าขุนครามให้แต่งทัพเปน ๒ กอง ๆ หนึ่งให้เจ้าเมืองฝางถือพล ๕๐๐๐ ยกไปตั้งทัพอยู่ตวันตกเฉียงใต้เวียงกุมกามที่เชิงภูเขาดอยคำ ส่วนตัวเจ้าขุนครามถือคน ๕๗๒๐๐ ยกไปทางตวันออกแม่น้ำพิงค์ ถึงประเทศที่หนึ่ง เจ้าขุนครามให้ตั้งทัพอยู่ที่นั้นยามกลองแลง(คือยามเย็น)เจ้าขุนครามขึ้นหอคอยตรวจดูรี้พลทั้งสี่ทิศ เห็นรี้พลเกลื่อนกลาดเต็มทุ่งสุดสายตา คำลาว ว่าสุดเช่นผ่อ เหตุดังนั้นฐานที่นั้นจึงได้ชื่อว่า ตำยบเช่นผ่อมาต่อเท่าบัดนี้ แล้วเจ้าขุนครามให้เลือกคัดทหารพลอาสา ๑๐๐๐ เจ้าขุนครามทรงช้างพลายแก้วไชยมงคล มากับพล ๑๐๐๐ ถึงเมืองเชียงใหม่ เข้าเฝ้าพระยาราชบิดาทูลแถลงการที่ได้จัดกองทัพพร้อมเสร็จตามรับสั่งนั้น แลทูลรับอาสาไปผจญข้าศึก พระยาเมงรายก็ให้โอวาทสั่งสอนแลชี้แจงกลศึกต่าง ๆ แก่พระโอรสแล้วกล่าวว่าพ่อหากได้ตกแต่งรี้พลชาวเชียงใหม่ ๑๖๐๐๐๐ จะไว้ให้รักษาเมืองทั้งสาม เมืองละ ๕๐๐๐๐ ยังอีก ๑๐๐๐๐ จะแต่งให้ขุดคูรั้วนางชักปีกกามาต่อเวียงเชียงใหม่ ถึงหัวกาดเชียงใหม่เบื้องตวันตก ฝ่าย ตวันออกเอาแม่พิงค์เปนคู ให้รักษาเวียงทั้งสอง คือเวียงเชียงใหม่ เวียงกุมกาม ส่วนตัวพ่อจะขี่ช้างแก้วตัวชื่อเพ็ชรพันลังยกกองทัพช้าง๕๐๐ม้า ๘๐๐๐ คนเดินเท้า๑๐๐๐๐ ออกต่อสู้กองทัพพระยายีบา พระยาเบิกล่องใต้ ส่วนเจ้าลูกรักพ่อ จงยกรี้พลตีตัดหลังข้าศึกอย่าให้รอดกลับไปได้ แม้นข้าศึกแตกฉานให้ตามตีถึงนครเขลางค์เจ้าขุนครามรับสั่งพระราชบิดาแล้ว ก็ทูลลากลับไปหาหมู่รี้พลแห่งตนในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าเจ้าก็ยกรี้พลล่องไปโดยลำดับถึงทางบันได กองคอยเหตุมาทูลเจ้าขุนครามว่า พระยายีบาไม่ได้มา ๆแต่พระยาเบิกผู้ลูก มีรี้พลมากหลายนัก ทัพน่าตั้งอยู่ตำบลเชียง ทอง หมู่หลังยังหนุนเนื่องกันมากนักเจ้าขุนครามได้ทราบดังนั้น จึงจัดกองทัพเปนกองล่อกองหนุน คอยรับน่าข้าศึก ส่วนตัว เจ้าขุนครามก็เอาช้างม้ารี้พลโยธาไปสกัดตัดหลังข้าศึกได้แล้ว เจ้า ก็ยกตามหลังข้าศึกเข้ามาเชียงทอง ในคืนวันนั้นพระยาเบิกแรมทัพเชียงเครื่อง รุ่งเช้ายกเข้ามาล้อมเวียงกุมกาม เจ้าขุนครามก็เอาหมู่ รี้พลตามมาในเวลากลางคืนถึงที่แห่งหนึ่ง ภายใต้เวียงกุมกาม เปนเวลาเที่ยงคืนมีดนัก ก็หยุดพักรี้พลอยู่ที่นั้น ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่าคั่งคืนมาต่อเท่าบัดนี้ แล้วเจ้าขุนครามใช้ม้าเร็วไปบอกแก่เจ้าเมืองฝาง ซึ่ง ให้ตั้งทัพอยู่ที่ดอยคำนั้น ให้ยกเข้าตีทัพพระยาเบิก ในเวลาค่อนรุ่ง ครั้นทัพน่าได้รบติดพันแล้ว ตูจักยกขึ้นหาสูเจ้า ๆ เมืองฝางได้รับสั่งดังนั้นแล้ว ครั้นเวลาใกล้รุ่งก็ยกรี้พลเข้าโจมตีทัพน่าข้าศึกได้รบพุ่งกันเปนสามารถ ฝ่ายเจ้าขุนครามก็ยกขึ้นตีกระหนาบหลังพระยาเบิกต้องศึกขนาบ จึงแยกทัพเปนสองกองให้เสนาเศิกอยู่รับทัพด้านน่า ส่วนตนพระยาเบิกก้ยกกลับมาต่อรบข้าศึกด้านหลัง มาทางตวันตกก็พบกองทัพเจ้าขุนครามอยู่ทิศตวันตกเฉียงใต้เวียงกุมกาม เจ้าขุนครามก็แยกทัพออกเปนสามกอง ให้ขุนเมืองเชียงของคุมทัพกอง หนึ่งเปนปีกขวา ให้ขุนเมืองเทิงคุมทัพกองหนึ่งเปนปีกซ้ายตีปีกกาโอบทัพข้าศึกขึ้นไป ให้ขุนเมืองฝางตีประดาลงมา ส่วนเจ้าขุนครามถือพลศึกชาวเชียงใหม่ตีขึ้นไป กองทัพพระยาเบิกก็ตกอยู่ในที่ล้อม พระยาเบิกขี่ช้างพลายชื่อว่าปานพลแสนติดน้ำมันน่าหลัง ไสช้างที่นั่งเข้าชนช้างกับเจ้าขุนคราม ช้างเจ้าขุนครามได้ล่างแทงถูกฅอช้างที่นั่งพระยาเบิกเบนไป ควานท้ายช้างที่นั่งพระยาครามเอาหอกสอดแทงถูกพระยาเบิก ๆ ก้เกี่ยวช้างแล่นหนีที่ที่พระยาทั้งสองชนช้างกันนั้น ลวดเรียกว่าบ้านเนิก บัดนี้เรียกว่าบ้านขัวมุงขุนช้าง ฝ่ายกองทัพพระยาเบิกมีมาก ก็ช่วยกันป้องกัน เอาช้างที่นั่งพระยาเบิกไปได้ ชาวนครเขลางค์เสียรี้พลเปนอันมากทัพช้างฝ่ายเจ้าขุนครามตามไม่ทัน เหตุชาวเขลางค์เอาช้างพังเข้า กันช้างศึกชาวเชียงใหม่ป่วนอยู่ ภายหลังเจ้าขุนครามจึงได้รวมทัพเปนกองใหญ่ ยกติดตามไปทันพระยาเบิกที่แม่ตานแขวงเมือง เขลางค์ ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ รี้พลชาวเขลางค์แตกฉานคุมกันไม่ติดเจ้าขุนครามก็คุมเอาตัวพระยาเบิกได้ปลงพระชนม์เสียในที่นั้น

ฝ่ายพระยายีบารู้ข่าวว่าเสียราชบุตร แล้วเห็นจะรักษาเมืองนครเขลางค์ไว้มิได้ ก็อพยพหนีออกจากเมืองนครเขลางค์ลงไปพึ่งพระยาพิศณุโลกย์ณเมืองสองแคว เจ้าขุนครามก็ได้เมืองนครเขลางค์พักเลี้ยงดูไพร่พลถ้วน ๓ วันแล้วจึงใช้ม้า ๕๐๐ ไปแจ้งข้อราชการอันตีได้เมืองนครเขลางค์ แลพระยายีบาหนีไปเมืองพิศณุโลกย์นั้น แด่พระราชบิดายังเมืองนครเชียงใหม่ แลจะขอรับอาสายกไปติด ตามเอาตัวพระยายีบาให้ถึงเมืองพิศณุโลกย์

เจ้าพระยาเมงรายได้ทราบก็ทรงพระโสมนัศ จึงใช้เสนา ผู้ใหญ่ไปห้ามพระราชบุตรไว้มิให้ยกติดตามเอาตัวพระยายีบาต่อไป ว่าลูกกูได้พระยาเบิกแลเมืองนครเขลางค์แล้ว ด้วยอานุภาพเปนไชยชนะอันใหญ่อยู่แล้ว ให้แต่งขุนผู้มั่นคงอยู่รั้งเมืองนครเขลางค์แล้วให้เลิกทัพกลับมาเถิด เจ้าขุนครามได้รับสั่งพระราชบิดาดังนั้น จึงแต่งให้ขุนไชยเสนาอยู่รั้งเมืองนครเขลางค์ แล้วเจ้าขุนครามก็เลิก ทัพกลับคืนนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าพระยาเมงรายให้แต่งการสมโภชพระราชโอรสถ้วนเจ็ดวันเจ็ดคืน สถาปนาให้เปนเจ้าไชยสงคราม พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างมหาอุปราช ให้ไปครองเมืองเชียงราย แลยกเมืองเชียงดาวให้เปนบำเหน็จอีกเมืองหนึ่งส่วนนายทัพนายกอง แลไพร่พลที่ได้ทำการสงครามนั้น ก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลโดยลำดับตามสมควรแก่คุณานุรูปแลความชอบ ที่ได้กระทำนั้น

เจ้าไชยสงครามแลขุนเมืองทั้งหลาย ต่างทูลลาเจ้าพระยา เมงรายกลับคืนไปรักษาเมืองแห่งตน เจ้าไชยสงครามกลับไปถึงเมืองเจ้าเชียงรายแล้ว จึงแต่งขุนช่างทั้งหลายมาแผ้วถางเมืองเชียงดาว สร้างคุ้มวังที่ประทับพร้อมด้วยโรงพลแลโรงช้างโรงม้า ฉางเข้าฉางเกลือบริบูรณทุกอัน ครั้นรุ่งปีก็เสด็จมาประทับอยู่เมือง เชียงดาว ตั้งแต่เดือนห้าจนถึงเดือนแปด จึงกลับไปเมืองเชียงรายเสมอทุกปี ยามเมื่อเจ้ามาพักอยู่ในเมืองเชียงดาวคราวใด ก็เสด็จไปเฝ้าพระราชบิดายังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ปีละครั้งทุกปี อยู่มาเจ้าพระยาไชยสงคราม บังเกิดบุตรชายสามองค์ ๆ ใหญ่มีนามว่า ท้าวแสนภู เหตุเมื่อจะประสูตรนั้นพระราชบิดาพานางผู้มารดาทรงครรภ์ไปบวงสรวงเทพารักษบนภูดอยในงานปีใหม่ นางผู้มารดาประสูตรพระกุมารองค์นี้บนภูเขานั้น บิดาจึงให้นามว่าเจ้าแสนภู ถัดมาองค์ที่สองทรงนามว่าพ่อท้าวน้ำท่วม เพราะประสูตรในปีน้ำท่วมจึงขนานนามตามนิมิตรนั้น องค์ที่สามทรงนามพ่อท้าวงั่ว เหตุด้วยในวันประสูตรนั้น ชาวเมืองนำเอาหอยงั่วมาถวายเปนอันมาก จึงขนานนามตามนิมิตรนั้น ครั้นกุมารทั้งสามเจริญไวยแล้ว เจ้าพระยาไชยสงครามผู้บิดา ก็ส่งมาเรียนความรู้ในสำนักเจ้าพระยาเมงราย พระราชบิดา เจ้าพระยาเมงรายมีความกรุณาแก่หลานทั้งสามยิ่งนัก

ทีนี้จะกล่าวด้วยราชบุตรเจ้าพระยาเมงราย มีสามชายคือ ขุนเครื่องราชบุตรองค์ใหญ่ ซึ่งผิดอาญาบิดาให้ยิงเสียที่เมืองยิงหนึ่ง ที่สองเจ้าขุนคราม อาสาพระราชบิดาไปตีได้เมืองนครเขลางค์ ได้เปนพระยาไชยสงครามครองเมืองเชียงราย ที่สามเจ้าขุนเครือ พระราชบิดาให้ครองเมืองพร้าว อยู่มาเจ้าขุนเครือลอบไปสู่หาภรรยาเจ้า พระยาไชยสงครามอันอยู่เมืองเชียงดาวนั้น เนื้อความทราบถึงเจ้าพระยาไชยสงคราม จึงคิดอ่านจะกุมเอาตัวเจ้าขุนเครือ ๆ รู้ตัวก็ตั้งมั่นอยู่ในเมืองพร้าว ขณะนั้นเจ้าพระยาเมงรายมีชนมายุได้ ๗๓ ปี ทรงพระประชวรจึงย้ายสถานไปอยู่เวียงกุมกาม เจ้าขุนเครือออกจากเมืองพร้าวมาอยู่ปฏิบัติพระราชบิดาในเวียงกุมกาม เจ้าพระยาเมงรายให้หาเจ้าพระยาไชยสงคราม ๆ ยกมาถึงแจ้สักรู้ข่าวว่าเจ้าขุนเครือผู้น้องมาอยู่กับพระราชบิดาเจ้าจึงยั้งทัพอยู่ณตำบลแจ้สักนั้นแล้วใช้คนสนิทมาเฝ้าพระราชบิดา กราบทูลประพฤติเหตุอันเจ้าขุนเครือได้กระทำผิดแก่ตนนั้น ให้พระราชบิดาทราบ เจ้าพระยาเมงรายจึงรำพึงว่า จะเอาเจ้าขุนเครือไว้ไกล้กันกับเจ้าพระยาไชยสงครามสืบไปภายน่าหาบุญไม่ ก็จะเกิดรบราฆ่าฟันกันเปนทุกข์แก่ไพร่ไทยสืบไป ควรจะแยกเสียให้ห่างไกลกัน ท้าวเธอจึงให้เนรเทศเจ้าขุนเครือ กับทั้งครอบครัวศฤงฆารบริวาร ส่งไปไว้ยังเมืองกองใต้ ให้เงี้ยวชาวเมืองกองทั้งหลาย คือชาวเมืองเชียงทองแลเมืองลีรักษาไว้เงี้ยวทั้งหลายจึงพร้อมกันสร้างเมือง ให้เจ้าขุนเครืออยู่ครองเปนเจ้านายแก่เขา เมืองซึ่งเงี้ยวชาวกองใต้สร้างให้เจ้าขุนเครือนั้น จึงปรากฏได้ชื่อว่าเมืองมายมาตราบเท่าบัดนี้ ครั้นเจ้าเมงรายเนรเทศเจ้าขุนเครือไปแล้ว จึงแต่งพระยาจ่าบ้าน กับหมื่นฝั่งแกนคุมช้างที่นั่งพลายมงคล ชื่อศักดิ์เสมอใจ ออกไปรับเจ้าพระยาไชยสงครามพระราชโอรสเข้ามายังเวียงกุมกาม เจ้าพระยาไชยสงครามก็อยู่ ปฏิบัติพระราชบิดาจนหายประชวรแล้ว เจ้าพระยาเมงรายกับพระราชโอรส ก็กลับคืนมาอยู่นครพิงค์เชียงใหม่ แล้วเจ้าพระยาไชย สงครามก็กลับไปเมืองเชียงรายในปีกุนนั้น อยู่จำเนียรมาลุศักราช ได้ ๖๗๙ ปีมะเสงนพศก เจ้าพระยาเมงรายมีชนมายุได้๘๐ ปี อยู่มาวันหนึ่งเสด็จไปประพาศตลาดกลางเมือง อสนีบาตตกต้องเจ้าพระยาเมงรายทิวงคตในท่ามกลางเมืองนั้น อยู่ในราชสมบัติได้ ๖๐ พรรษา เปนลำดับที่ ๒๕ นับตั้งแต่ลวะจักราชะเปนต้นมา เสนาพฤฒามาตย์ทั้งหลายเชิญพระศพเข้าพระโกษฐ มาประดิษฐานไว้ในพระราชมณเฑียร แล้วพร้อมกันอันเชิญเจ้าพระยาไชยสงครามแต่เมืองเชียงรายลงมาครองราชสมบัติในนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าพระยาไชยสงครามให้สร้างวิมานเมรุมาศขนาดใหญ่ กระทำฌาปนกิจพระศพเสร็จแล้ว ให้สร้างพระเจดีย์ไว้ณะที่อสนีบาตตกต้องพระราชบิดาทิวงคตนั้น เจดีย์นั้นยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ เจ้าพระยา ไชยสงครามอยู่จัดการในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ได้ ๔ เดือน แล้ว อภิเศกราชบุตรองค์ใหญ่ ผู้ชื่อท้าวแสนภู พระชนมายุได้ ๔๑ ปีให้เปนพระยาครองสมบัติในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ แทนพระยาเมงรายพระอัยกาธิราชในปีมะเมียสัมฤทธิศกจุลศักราช ๖๘๐ เดือนเชฐมาศเพ็ญเปนลำดับที่ ๒๖ แห่งราชวงษ์ ถัดนั้นเจ้าก็แต่งราชบุตร ผู้กลาง คือพ่อท้าวน้ำท่วมให้ไปครองเมืองฝาง ให้ราชบุตรผู้น้องน้อยคือพ่อท้าวงั่วไปครองเมืองเชียงของ แล้วเจ้าพระยาไชยสงครามก็กลับไปอยู่เมืองเชียงรายดังเก่า ฝ่ายเจ้าแสนภูเสวยเมืองเชียงใหม่มาถึงปีมะแมได้ปีหนึ่ง ฝ่ายเจ้าขุนเครือผู้ครองเมืองมาย รู้ข่าวพระราชบิดาสวรรคต แลเจ้าแสนภูได้ครองเมืองเชียงใหม่ดังนั้น เจ้าก็ยกรี้พลไทยใหญ่ชาวกองใต้ทั้งหลาย มายังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ อุบายว่าจักมาคำนับศพแล้วมาพักพลอยู่เวียงกุมกามให้ตั้งอยู่ตำบลทุ่งเข้าสาร แล้วก็ยกเข้ามายังกาดเชียงใหม่ อุบายมีบรรณาการของฝากไปถึงพระยาแสนภู ว่าอาว์แต่งมาบูชาศพเจ้าพระยาเมงราย อย่าสังกาแก่อาว์ อย่าขัดประตูเวียงแก่อาว์ ๆ จักไปถามข่าวหลานกู ให้อยู่ศุขสวัสดี ว่าดังนั้นแล้วเจ้าขุนเครือก็แต่งเครื่องศึกไปตั้งอยู่ประตูเชียงใหม่แลประตูสวนดอก จักคอยกุมเอาเจ้าแสนภูยามตลาดชุม

ฝ่ายเจ้าแสนภูรู้ตัวจึงดำริห์ว่า แม้กูจักรบอาว์ ๆ แพ้กูก็จัก เปนอันตรายด้วยมือทหารหาสมควรไม่ เมื่อเปนดังนี้ก็ควรจักหลีก เสียจากเมือง จึงจะไม่เปนเวรานุเวรต่อไป รำพึงฉนี้แล้ว จึงอพยพครอบครัวหนีออกทางประตูหัวเวียง ไปถึงเชียงโสมในเวลาเที่ยงคืน แล้วก็ไปหาพ่อท้าวน้ำท่วมผู้น้องยังเมืองฝาง พ่อท้าวน้ำท่วมก็จัดส่งพี่ตนถึงเมืองเชียงราย เจ้าแสนภูทูลแจ้งเหตุการทั้งปวงต่อเจ้าพระยาไชยสงครามผู้บิดา ฝ่ายเจ้าขุนเครือ ครั้นเจ้าพระยาแสนภูหนี ไปแล้ว ก็เข้านั่งเมืองเชียงใหม่ ในปีมะแมเอกศกจุลศักราช ๖๘๑ นั้น

ฝ่ายเจ้าพระยาไชยสงคราม เมื่อได้ทราบว่าเจ้าขุนเครือผู้น้องมาแย่งชิงเมืองเชียงใหม่ดังนั้น ก็บังเกิดราชมานะพิโพธนัก จึงกล่าวคำสิงหนาทว่า ขุนเครือนี้ได้กระทำผิดถึงสามประการ ๆ หนึ่ง ลอบกระทำมิจฉาจารต่อภรรยากู ประการที่สองมาแย่งชิงลูกกูเจ้าแสนภูกินเมืองเชียงใหม่ ประการที่สามยังซ้ำมาแย่งชิงเมือง เชียงดาว อันเปนเมืองรางวัลพ่อกูให้แก่กู เหตุฉนี้ควรกูไปผจญเสียจงได้ครั้นถึงเดือนเจ็ดขึ้นค่ำหนึ่งปีวอก เจ้าพระยาไชยสงครามจึงแต่งพลศึกให้แก่ลูกตนพ่อท้าวน้ำท่วมผู้ครองเมืองฝาง ให้ยกไป ตีเมืองเชียงใหม่ พ่อท้าวน้ำท่วมทูลรับอาสาพระราชบิดาแล้ว ก็ยก กองทัพมาถึงเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ในวันอังคารเดือนห้าแรมสิบสามค่ำเวลาใกล้รุ่ง ให้ตั้งทัพอยู่ตำบลทุ่งหนองแสนตอ แล้วแต่ง กลศึกอันชื่อว่าราชปัญญา คือแต่งคนเอาเครื่องศึกใส่หาบเหมือน ดังจักมาเข้าเวรรั้งเมือง ปลอมเข้ามาประจำอยู่ทุกประตูเมือง แล้ว แต่งพลศึกยกเรียงรายกันเข้าไปดังจักล้อมเมือง ให้ชาวนครเปนกังวลรักษาน่าที่ ครั้นถึงยามดีเจ้าพ่อท้าวน้ำท่วมกับทหารร่วมใจก็ลอบยกเข้าไปถึงประตูเมือง คนที่ปลอมรักษาประตูก็เปิดประตูรับพ่อท้าวน้ำท่วมก็เข้าเมืองได้ แล้วจึงให้ยิงปืนโห่ร้องตีฆ้องกลองนี่นันขึ้น พลเมืองทั้งหลายก็แตกตื่นกันเปนอลหม่านในคืนวันนั้น ฝ่ายขุนเครือเสพสุราเมานอนหลับอยู่ นายประตูแล่นเข้าไปร้องปลุกว่าเจ้าเมืองฝางหลานแห่งเจ้าเข้าเมืองได้ เอารี้พลมาล้อมคุ้มวังไว้แล้ว เจ้าขุนเครื่องตื่นนอนได้ยินก็ตกใจลุกจากที่นอน แล่นมาตีกลองป่าว หาหมู่รี้พลก็ไม่มีใครมา ขณะนั้นพ่อท้าวน้ำท่วมให้พังประตูคุ้ม เข้ากุมเอาตัวเจ้าขุนเครือได้ เอาไปขังไว้มุมเมืองด้านตวันตกเฉียงใต้ ให้หมื่นเรืองอยู่คุมรักษาบ้านนั้น จึ่งได้ชื่อว่าของเชียงเรืองมาต่อเท่า บัดนี้ เจ้าพ่อน้ำท่วมตีได้เมืองนครพิงค์เชียงใหม่ จับได้ตัวเจ้าขุนเครือแลฆ่าหมู่เงี้ยวอันมากับขุนเครือตายเปนอันมาก จัดการระงับพลเมืองวายตกตื่นแล้วจึ่งส่งข่าวสาสนไปกราบทูลเจ้าไชยสงครามราชบิดา เจ้าไชยสงครามได้ทราบก็ทรงพระโสมนัศยินดียิ่งนัก จึง เสด็จกรีฑาพลไปยังเมืองนครเชียงใหม่ ให้ตั้งพิธีปราบดาภิเศก เจ้าพ่อท้าวน้ำท่วม พระชนม์ได้ ๓๐ ปี ให้เปนพระยาครองเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ในปีจอจัตวาศกจุลศักราช ๖๘๔ เปนลำดับที่ ๔ ตั้งแต่เมงรายมา แล้วเจ้าไชยสงครามก็กลับไปสถิตยสำราญอยู่นคร เชียงรายตามเดิม

เจ้าพ่อท้าวน้ำท่วมครองเมืองเชียงใหม่ได้ ๒ ปี ถึงณปีชวด ฉศกศักราช ๖๘๖ พระราชบิดาทรงระแวงพระไทยว่าจะเปนขบถ จงปลงอาญาสิทธิ์ให้พ่อท้าวงั่วผู้น้องมาคุมเอาตัวเจ้าพ่อท้าวน้ำท่วมยังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ได้แล้ว ก็ส่งไปไว้ยังเมืองเขมรัฐคือเมืองเชียงตุง ชาวเขมรัฐทั้งหลายก็ราชาภิเศกเจ้าพ่อท้าวน้ำท่วมให้เปนพระยาในเขมรัฐโชติตุงคะบุรีนั้น ฝ่ายเจ้าขุนเครื่องซึ่งต้องกักขังอยู่ ณตำบลทัพคันใดนั้น ได้ ๔ ปีก็จุติไปสู่ปรโลก เจ้าพระยาไชย สงครามเสด็จมาจากเชียงราย กระทำการฌาปนกิจศพเจ้าขุนเครื่องผู้น้องเสร็จแล้ว จึงอภิเศกเจ้าแสนฟูราชบุตรให้ครองเมืองนคร เชียงใหม่เปนคำรบสอง ครั้นเสร็จการราชาภิเศกเจ้าแสนฟูแล้ว เจ้าพระยาไชยสงครามก็เสด็จกลับไปเมืองเชียงราย สถิตย์สำราญอยู่ได้ ๒ ปี ถึงณะปีเถาะนพศกลุศักราช ๖๘๙ ทรงพระประชวรทิวงคต พระชนมายุได้ ๓๒ พรรษา ลำดับนั้นเจ้าพระยาแสนฟูเวนราชสมบัติให้เจ้าคำฟูผู้บุตรอยู่รักษาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ แล้วเจ้าพระยาแสนฟูก็เสด็จไปเมืองเชียงราย กระทำการฌาปนกิจศพเจ้าพระยาไชยสงครามผู้บิดาเสร็จแล้ว เจ้าก็อยู่ครองราชสมบัติ ในเมืองเชียงรายสืบไป ฝ่ายเจ้าพ่อท้าวคำฟูได้เปนเจ้าครองเมือง นครพิงค์เชียงใหม่ พระชนมายุได้ ๒๖ พรรษา จุลศักราช ได้๖๙๐ ปีมะโรงสัมฤทธิศก

อยู่มินานเท่าใด เจ้าพระยาแสนฟูซึ่งครองเมืองเชียงราย ดำริห์จะสร้างพระนครใหม่ ให้แสวงหาที่ไชยภูมิ์อันจะสร้างพระนคร นั้นได้ที่เมืองรอยเก่า ริมน้ำแม่ของอันเปนแว่นแคว้นเมืองนาคะบุรีแต่โบราณเปนที่ไชยภูมิ์ดี จึงให้สร้างพระนครใหม่ในที่นั้น ให้ ขุดคูแลก่อปราการพระนครสามด้าน แต่ด้านตวันออกเว้นไว้ เอาน้ำแม่ของเปนคูแลเปนปราการ ตั้งพิธีกัลปะบาตฝังหลักพระนครณวันศุกรเดือนเจ็ด (คือเดือนห้า) ขึ้นสองค่ำปีมะโรงสังฤทธิศก จุลศักราช ๖๙๐ ยามแตรค่ำไว้ลักขณาในราษีดุล วงปราการ ด้านกลาง ๗๐๐ วา ด้านยาวไปตามแม่น้ำ ๑๕๐๐ วา มีประตู๕ แห่ง คือ ประตูยางเทิง ๑ ประตูหนองมุด ๑ ประตูเชียงแสน ๑ ประตูท่าม่าน ๑ ประตูดินขอ ๑ แลตั้งขนอนเขตรเมืองทางใต้ ต่อแดนเชียงราย ที่ตำบลแม่เติมตวันตกเฉียงใต้ ต่อแดนเมืองฝางที่ดอยกิ่วคอสุนักข์ หรือกิ่วสะไตก็เรียก ทิศตวันตกถึงผา ตาแหลว (คือเฉลา) ต่อแดนเมืองสาด ทิศตวันตกเฉียงเหนือ ถึงดอยช้างต่อแดนเชียงตุง ทิศเหนือถึงเมืองกายสามท้าวต่อแดนเชียงตุง ทิศตวันออกเฉียงเหนือถึงเมืองหลวงบ่อแร่ต่อแดนฮ่อ ทิศตวันออกถึงดอยเชียงชีต่อแดนเชียงของ ทิศตวันออกเฉียงใต้ ถึงกิ่วคางหวายหนองวัวต่อแดนเชียงของ แล้วให้ตั้งป้อมค่ายรักษา ด่านทางฝ่ายเหนือ ที่ตำบลหัวโป่ง ๑ ตำบลทับผึ้ง ๑ ทิศตวันตกที่ตำบลทับยาง ๑ ทิศใต้ที่ตำบลท่าว่าง ๑ หาดหลวง ๑ หางดอนมูล ๑ ท่าทราย ๑ แล้วให้จัดแคว้นแขวงเปนพันนา รวม ๓๒ พันนา แลให้สร้างพระอารามเชียงมั่นเปนปฐมอารามสำเร็จบริบูรณ์แล้ว เจ้าพระยาแสนฟูก็ยกจากเมืองเชียงราย เสด็จมาครองราชสมบัติในพระนครใหม่ จึงมีนามปรากฏว่าเมืองเชียงแสนตามนามเจ้าพระยาแสนฟู เจ้าพระยาแสนฟูนั้นไปสร้างวังอยู่ริมน้ำแม่ของหัวดอนแท่น เจ้าพระยาแสนฟูครองราชสมบัติในเมือง เชียงแสนสืบมาได้ ๗ ปี ทรงพระประชวรสวรรคตชนมายุได้ ๖๐ พรรษา อำมาตย์ทั้งหลายจึงอันเชิญเจ้าพระยาคำฟูมาครองราชสมบัติ เจ้าพระยาคำฟูก็มอบเวรเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ให้พ่อท้าวผายูราชบุตรอยู่ครองสนององค์ แล้วเจ้าพระยาคำฟูก็เสด็จไปยังเมืองเชียงแสน เชิญพระศพพระราชบิดาไปฝังไว้ยังเวียงเก่า เหนือสบกกที่ตำบลท่ากาดเปลือก ให้ขุดขุมใหญ่แลสร้างปราสาทกราวมขุมนั้น แล้วเชิญโกษฐพระศพลงบันจุในขุมพร้อมด้วยเครื่องราชู ปโภคอันรจนาด้วยทองคำแลเงิน แลให้ขุนนางกับไพร่ประจำรักษา ๕๐ ครัว แล้วเจ้าพระยาคำฟูก็เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองเชียงแสนนั้นสืบมาลุจุลศักราชได้ ๗๐๐ ปีขานสัมฤทธิศก เจ้าพระยาคำฟูไปชักชวนพระยากาวเมืองน่านเข้าสมทบทัพกันไปรบเมืองพเยาว์ เจ้าพระยาคำฟูเข้าเมืองพเยาว์ได้ ๆ ผู้คนช้างม้าแลทรัพย์สิ่งของเปน อันมากก็มิได้แบ่งปันให้พระยากาวน่าน กองทัพชาวน่านจึงกลับต่อรบกับพระยาคำฟู ๆ ก็ล่าหนีกลับมาเมืองเชียงแสน กองทัพน่านยกเลยไปปล้นเอาเมืองฝางได้ ฝ่ายเจ้าพระยาคำฟูก็ยกกองทัพไปต่อรบชาวน่านยังเมืองฝาง กองทัพน่านพ่ายแพ้กลับไป เจ้าพระยาคำฟูก็กลับมายังเมืองเชียงแสน ครั้นอยู่มาอีก ๒ ปี ถึงปีมะโรงโทศกจุลศักราช ๗๐๒ พระยาคำฟูยกกองทัพไปตีเมืองแพร่ ชาวแพร่ออกต่อรบเปนสามารถ เจ้าพระยาคำฟูก็เลิกทัพถอยคืนมาทางเมืองนครเขลางค์ แต่นั้นมาเจ้าพระยาคำฟูมิได้ยกทัพไปรบเมืองใดอีก เจ้าพระยาคำฟูมีสหายคนหนึ่ง ชื่องั่วหงอยู่ยังเวียงเชียงคำเปนเสรษฐีมีทรัพย์สมบัติมาก แต่รูปร่างพ่างร้าย เจ้าพระยาคำฟูเคยไปมาหาสู่รักใคร่กันอันสนิท เรียกว่าเรือนเดียวกันแลได้ร่วมน้ำสาบาลว่าไม่คิดร้ายต่อกัน อยู่มาวันหนึ่งเจ้าพระยาคำฟูเสด็จไปเยี่ยมเยียนงั่วหงผู้เปนสหายยังเวียงเชียงคำ งั่วหงจึงให้นางภรรยาต้อนรับชำระเท้าแลปฏิบัติแก่พระยา ๆ ได้เห็นนางนั้นมีศิริรูปลักษณงาม ก็มีพระไทยประดิพัทธ จึงลอบกระทำมิจฉา จารกับนางผู้ภรรยาของสหายนั้น ด้วยเหตุซึ่งพระยาได้กระทำ ผิดต่อคำสาบาลดังนี้ อยู่มาได้ ๗ วันพระยาคำฟูลงไปอาบน้ำดำเศียร เกล้าในแม่น้ำเชียงคำ มีเงือกใหญ่ตัวหนึ่งออกจากเงื้อมผามาชักเอาเจ้าพระยาคำฟูไป พระยาคำฟูก้ถึงกาลกิริยาในแม่น้ำนั้น ครั้น ถ้วน ๗ วันศพพระยาคำฟูลอยขึ้นมา คนทั้งหลายจึงได้รู้ว่าพระยาคำฟูสิ้นพระชนมชีพ อยู่ในราชสมบัติได้ ๒๒ พรรษา ชนมายุได้๔๗ พรรษา เสนาอำมาตย์ทั้งหลายเชิญพระศพกลับมาไว้ยังเวียง เชียงแสน แล้วไปอันเชิญเจ้าพ่อท้าวผายูราชโอรส ซึ่งครองนคร พิงค์เชียงใหม่ เจ้าพ่อท้าวผายูจึงให้ราชบุตรตนชื่อเจ้าพ่อท้าวตือนา อยู่รักษาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ส่วนตนเจ้าพ่อผายูก็เสด็จไปเวียงเชียงแสน กระทำการฌาปนกิจศพเจ้าพระยาคำฟูเสร็จแล้วก็เชิญ อัฐิมายังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ สร้างพระเจดีย์บันจุไว้ณะที่ใกล้ประตูสวนดอก แลให้สร้างอารามมีนามปรากฏว่าอารามฦาเชียงพระ ภายหลังเอาพระพุทธสิหิงค์มาไว้ในอารามนี้ จึงมีนามปรากฏว่าวัด พระสิงห์สืบมาจนทุกวันนี้ ลำดับนั้นเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกัน ตั้งพิธีราชาภิเศกเจ้าพ่อท้าวผายู เมื่อชนมายุได้ ๒๙ พรรษา เปน พระยาในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ในปีระกาสัปตศกจุลศักราชได้ ๗๐๗ เมื่อท่านได้เสวยราชสมบัติแล้ว จึงให้ไปอาราธนาพระมหาอภัยจุฬาเถรกับศิษย์สิบรูปยังเมืองหริภุญไชย มาอยู่อารามวัดฦาเชียง พระซึ่งทรงสร้างไว้นั้นเปนเจ้าคณะใหญ่ในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าพระยาผายูเจ้านครพิงค์เชียงใหม่องค์นี้ ทรงทศพิธ ราชธรรมยินดีในบวรพุทธสาสนายิ่งนัก พระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่น แลเจริญในแว่นแคว้นนครพิงค์เชียงใหม่ ตั้งแต่เจ้านครพิงค์เชียงใหม่องค์นี้เปนต้นมา ท้าวเธอมีราชบุตร ๒ องค์ ผู้พี่ชื่อท้าวกือนา เกิดแต่นางจิตราเทวี อันเปนธิดาเจ้างัวเถิง ผู้ครองเมืองเชียงของเจ้าราชบุตรตนนี้ทรงนามหลายอย่าง เมื่อชนมายุได้เดือนหนึ่งเรียกว่าพ่อท้าวพันตู ถัดนั้นมาเรียกว่าพ่อท้าวเวสภู ถัดนั้นว่าพ่อท้าวตื้อนา เหตุว่าพระบิดาให้ดินนาภูนตื้อหนึ่ง ภายหลังจึงเรียกว่า กือนา ราชบุตรองค์น้อยทรงนามพ่อท้าวมหาพรหม เมื่อทรงพระเจริญแล้ว พระราชบิดาให้ไปครองเมืองเชียงราย แต่เจ้ากือนา ราชบุตรองค์ใหญ่ตั้งไว้ในที่อุปราช เจ้าพระยาผายูเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ ครองราชสมบัติได้ ๒๘ พรรษา ชนมายุได้ ๕๗ พรรษา ก็เสด็จดับขันธ์ทิวงคต เสนาพฤฒามาตย์ทั้งหลายจึงราชาภิเศกพ่อท้าวกือนาชนมายุได้ ๔๐ พรรษา ขึ้นเปนเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ เมื่อจุลศักราช ๗๒๙ ปีมะแมนพศก พระยาเจ้าเชียงใหม่องค์นี้ ทศพิธราชธรรม มีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธสาสนา สร้าง วัดวาอารามกุฎีวิหารการบำรุงพระพุทธสาสนามากนัก พระองค์ทรงชำนาญในศัพทศาสตรนิธานอุปเทศ แลเพทางคศาสตร ศิลปคุณ เปนต้นว่าคชศาสตรคุณช้างแลศาสตรต่าง ๆ ทรงพระปรีชานุภาพเปนอันมาก ท้าวพระยาต่างประเทศทั้งหลายก็ยำเกรง น้อมบรรณาการ ยื่นถวายบ่อมิขาด กาลยามนั้นเมืองพิงค์เชียงใหม่ชื่นบานสมบูรณ์ด้วยแสนเสนาอำมาตย์แกล้วหาญ แลราชสมบัติชุ่มเย็นเปนศุขสำราญบานใจแก่ไพร่ฟ้าข้าเมืองมากนัก

ในแผ่นดินพระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่องค์นี้ ได้มีสาสนาลังกาวงษ์ สืบต่อมาแต่รามัญประเทศได้ไปประดิษฐานยังนครพิงค์เชียงใหม่ มีพระมหาสมณะเถรผู้ไปแต่พระนครศุโขทัยเปนต้นด้วยในระหว่างเวลาตั้งแต่จุลศักราชได้ ๖๙๓ ปีเปนต้นมา มีมหาเถรรามัญชาวเมืองมัติมานคร (คือเมาะตมะ) รูปหนึ่ง ได้ไปอุปสมบทมาแต่ลังกาสิงหฬ แลมาตั้งสาสนาลังกาวงษ์ในมัติมานคร พระเถรนั้นมีนามว่าอุทุมพรบุบผามหาสวามิ เจริญศีลาธิคุณปรากฏ กิติศัพท์มาถึงในประเทศนี้ ครั้งนั้นมีภิกษุชาวเมืองศุโขไทย ๒ รูป ชื่ออะโนมัทสีรูป ๑ ชื่อสุมะณะรูป ๑ ได้ไปเรียนพระไตรปิฎกยัง กรุงพระนครศรีอยุทธยา แล้วไปสำนักอยู่กับมหาเถรสังฆราชาบุบภัตตะในเมืองศุโขไทย ภิกษุทั้งสองรูปนั้นได้ทราข่าวสารศีลาธิคุณ แห่งอุทุมพรบุบผามหาสวามินั้น จึงพากันไปสู่สำนักพระมหาเถรนั้น ยังรามัญประเทศ รับอุปสมบทแปลงในสำนักพระเถรอุทุมพรมหาสวามิ แล้วอยู่เรียนปริยัตปฏิบัติสาสนาในสำนักนั้นถ้วน ๔ พรรษา แล้วจึงกลับมาอยู่เมืองศุโขทัยได้ ๑๐ พรรษา จึงเอาอุปสัมปทา เปกขะ ๘ รูป ไปบวชในสำนักอุทุมพรบุบผามหาสวามิอิกครั้ง เพื่อจะนำมาตั้งคณะภิกษุสงฆ์ลังกาวงษ์ในเมืองศุโขทัย มหาสวามิ ก็ให้นิไสยทายกสมาบัติแก่พระเถรทั้งสองให้นำสาสนาไปสู่สยามประเทศ ครั้งนั้นพระมหาอะโนมัทสีมาตั้งอยู่เมืองเฉลียง (คือเมืองตาก) พระมหาสุมณะเถรมาอยู่เมืองศุโขไทย กระทำวินัยกรรม เปนต้นว่าอุปสมบทแลสีมาสมมุติในเมืองทั้งสองนั้น สืบมา อยู่มาวันหนึ่งพระมหาสุมณะเถร นิมิตรฝันว่าเทพยดามาบอกว่าพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช แจกมาบันจุไว้ณะเจดีย์ในเมืองบางจา ซึ่งบัดนี้เจดีย์ได้พังเสียแล้ว มีกอไม้เข็มสัณฐานดังรูปม้านั่งเปน สำคัญณะที่นั้น พระบรมธาตุจะได้ไปประดิษฐานอยู่เมืองเชียงใหม่ด้วยเหตุนิมิตรนี้ ครั้นวันรุ่งขึ้นพระมหาสุมณะเถร จึงไปถวายพระพรต่อพระยาศิริธรรมราชผู้ครองเมืองศุโขไทย แล้วพระมหาสุมณะเถรก็ไปสู่เมืองสัชนาไลย แจ้งข่าวศริระธาตุพระพุทธเจ้าดังเทพยดามาให้นิมิตรนั้นแก่พระยาฦาไทยผู้ครองเมืองสัชนาไลย พระ ยาฦาไทยก็ปีติปราโมทย จัดให้กำลังอันจะให้แล้วหัดถกรรม์แก่มหาสุมณะเถร ๆ ก็พาพวกกำลังไปสู่สถานที่เจดีย์ร้างยังเมืองบางจาเก่านั้น ให้ปลูกร้านสูงกระทำสักการะบูชาพุทธคุณ ขอความปาฏิหารย์แห่งพระบรมธาตุ ครั้นเวลากลางคืนมหาสุมณะขึ้นบนร้านกระทำอาราธนาพระบรมธาตุแล้ว เล็งแลไปโดยรอบ ก็ได้เห็นรัศมีพระบรมธาตุกระทำปาฎิหารย์โชตนาการขึ้นณะที่กอดอกเข็มนั้น จึงให้เอาธงไปปักไว้เปนสำคัญ รุ่งขึ้นจึงให้ขุดลงณะที่นั้น ก็พบอิฐแลศิลา ครั้นขุดลงไปอิกก็ได้โกษฐพระบรมธาตุเท่าผลมะกอกได้พระบรมธาตุองค์หนึ่งตรงสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วทิมมีวรรณดังสีทองอุไร กระทำ โสดสรงชำระสริระธาตุนั้นแล้ว ก็นำมายังเมืองสัชนาไลย พระยาฦาไทยก็กระทำสักการะบูชาเปนอันมาก แล้วมหาสุมณะเถรก็เชิญเสด็จพระบรมธาตุไปยังเมืองศุโขทัย สำแดงต่อพระยาศิริธรรมราช ๆ ไม่ปลงพระไทยเชื่อถือ เหตุด้วยพระบรมธาตุมิได้กระทำอิทธิปาฏิ หารย์อันใดให้ปรากฏ จึงพระยาศิริธรรมราชก็อนุญาตให้พระสุมณะเถรรับพระบรมธาตุนั้นไปรักษาไว้ พระบรมธาตุจึงได้ตกอยู่กับพระสุมณเถร ครั้นอยู่มาพระยากือนา พระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ ได้ทราบข่าวสารสุปติปนันตาธิคุณแห่งพระเถรรามัญผู้มีนามว่าอุทุมพรบุบผามหาสวามินั้น เธอจึงแต่งราชบุรุษย์ไปขออาราธนามหาสวามิเจ้ามาสืบสาสนาในประเทศของพระองค์ มหาสวามิเจ้าไม่รับอาราธนา ให้แต่ศิษย์ ๑๐ รูป มีอานันทเถรเปนต้นมา พระเจ้าเชียงใหม่ให้พระเถรรามัญทั้ง ๑๐ นั้น สำนักอยู่ณะวัดโลก แลอาราธนาให้กระทำวินัยกรรมเปนต้นว่าอุปสมบท แลสีมาสมมุติ ฝ่ายพระเถรรามัญทั้ง ๑๐ นั้น ก็ถวายพระพรว่าพระอุทุมพรบุบผามหาสวามิ ได้อนุญาตให้มหาสุมณะเถรชาวเมืองศุโขทัย นำพระสาสนามาประดิษฐานในประเทศ นี้แล้ว แต่พระเถรรามัญทั้ง ๑๐ นี้ หาได้รับอนุญาตไม่ เพราะ ฉนั้นขอมหาราชเจ้าจงให้อาราธนามหาสุมณะเถรเจ้ามาเปนประธาน อาตมทั้งหลายจึงจะกระทำวินัยกรรมพร้อมด้วยพระมหาสุมณะเถรตนนั้น ครั้งนั้นพระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่จึงแต่งให้หมื่นเงินกองกับปะขาวยอดปะขาวสายเปนทูต เชิญพระราชสาสนไปขออาราธนามหาสุมณะเถร ต่อเจ้าพระยาศิริธรรมราชเจ้าพระนครศุโขทัย พระยา ศิริธรรมราชก็อนุญาตให้มหาสุมณะเถรไปสืบสาสนาในนครพิงค์เชียงใหม่ มหาสุมณเถรจึงให้พระอนันทเถรผู้เปนศิษย์รับภาระครอง อาวาศวัดป่าแก้วกรุงศุโขทัยแทนตัว แล้วมหาสุมณะเถรก้พากุมาระกัสปสามเณรผู้หลานไปยังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ท้าวกือนาเจ้า นครพิงค์เชียงใหม่เสด็จออกมาต้อนรับ ถึงตำบลแสนเข้าห่อเชียงเรือ อาราธนามาสำนักอยู่วัดพระยืน ทิศตวันออกเมืองลำภูญไชยแล้วอาราธนาให้ทำวินัยกรรมอุปสมบทบวชกุลบุตร มหาสุมณเถรกับพระเถรรามัญ ๑๐ จึงบวชกุมารกัสสปสามเณรในนทีสีมาแม่น้ำแมระมิงค์ใกล้วัดจันทพานิเปนปฐม แล้วบวชกุลบุตรชาวเมืองหริภุญไชย แลเชียงใหม่สืบไปได้โดยลำดับ พระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ทรงพระปราโมทย์เลื่อมใสในศีลาธิคุณแห่งพระเถรนั้น จึงอุษยาภิเศกให้ เปนพระมหาสวามิ ชื่อว่าสุมณะบุบรัตนมหาสวามิ พระมหาสุมณะ นั้นจึงถวายพระบรมสาริริกธาตุอันขุดได้จากเมืองบางจานั้น ต่อพระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ พระบรมสาริริกธาตุกระทำอิทธิปาฏิหารย์ต่าง ๆ แลเสด็จมาเปน ๒ องค์ด้วยกัน เจ้าท้าวกือนาเจ้าพระนครเชียงใหม่ จึงให้สร้างพระอารามณะบาไม้พยอมให้นามว่าวัดบุบผารามสวนดอกไม้หลวง อาราธนาพระมหาสุมณะเถรมาอยู่อารามนั้น ตั้งแต่มหาสุมณะเถรมาจากกรุงศุโขทัย แลมาสำนักนิ์อยู่วัดพระยืนเมืองลำภูญได้ ๒๑ พรรษา จึงได้มาอยู่ครองวัดบุบผารามในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ แล้วพระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ ให้สร้างพระเจดีย์ บันจุพระบรมธาตุองค์หนึ่งไวด้ในวัดบุบผารามนั้น ส่วนพระบรมธาตุองค์เดิมซึ่งพระมหาสุมณะเถรนำมานั้น เมื่อจะแสวงหาที่อันสมควรจะสร้างพระเจดีย์ จึงเชิญพระบรมธาตุขึ้นสถิตย์เหนือพระคชาธารอธิฐานเสี่ยงช้างพระที่นั่งปล่อยไป ช้างทรงพระบรมธาตุนั้น ก็ออก ทางประตูหัวเวียงขึ้นสู่จอมดอยอุสุจะบรรพต (คือดอยสุเทพ) แล้วก็หยุดอยู่ณะที่นั้น พระเจ้าเชียงใหม่กับพระมหาสุมณะเถร จึงพร้อม กันสร้างเจดีย์บันจุพระบรมธาตุไว้ณะจอมเขาที่นั้น ในปีชวดอัฐศกจุลศักราช ๗๔๘ วิสาขะมาศเพ็ญวันพุฒ พระจันทรเสวยฤกษ ๑๖ คือพระเจดีย์ธาตุสุเทพ อันปรากฏอยู่ณะจอมเขาหลังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่สืบมาจนทุกวันนี้ เจ้าท้าวกือนาพระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่มีพระราชบุตรกับนางยะสุนทราราชเทวีอันเปนนัดดาท้าวงัวเถิงเจ้าเมืองเชียงของตนหนึ่งเมื่อวันประสูตรราชกุมานรนั้น ท้าวพระยาต่างประเทศนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายเปนอันมาก จึงเอานิมิตรนั้นขนานนามพระราชกุมาร ว่าเจ้าพ่อท้าวแสนเมืองมา เจ้าพระยากือนาเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ เสด็จไปสร้างวังอยู่นอกเวียงฝ่ายเหนือที่ ใกล้วัดพราหมณ์ พระองค์อยู่ในราชสมบัติได้ ๒๑ พรรษาชนมายุได้ ๖๑ พรรษา ก็เสด็จทิวงคต ลำดับนั้นจึงเจ้าท้าวมหาพรหมอนุชา ผู้ครองเมืองเชียงราย ก็ยกพลโยธามาเพื่อจะแย่งราชสมบัติเจ้าแสนเมืองมาผู้หลาน มาตั้งทัพอยู่ที่ตำบลหนองชี ซึ่งภายหลัง เรียกว่าหนองพะชี แล้วใช้ให้มาบอกแก่อรรคมหาเสนาในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ผู้ชื่อว่าแสนผานอง ว่าจะขอเข้าไปส่งสักการ ศพพระเชษฐาธิราช ฝ่ายมหาเสนาแสนผานองแจ้งเหตุ จึงตอบ ไปว่าจักแต่งไปต้อนรับให้สมควรแก่เกียรติยศ แล้วแสนผานองก็จัดพลกำลังหมื่นหนึ่ง แต่งรักษาพระนครดีแล้ว ๆ แต่งพลอีกกองหนึ่งออกตั้งทัพไชยให้ระเบ็งฆ้องกลองโห่ร้องเอิกเริกโกลาหลอยู่ ฝ่าย เจ้าท้าวมหาพรหมแจ้งว่าชาวเชียงใหม่ไม่เปนใจจะต่อรบดังนั้น ก็ถอยทัพลงไปทิศใต้ กวาดเอาชาวเวียงกุมกามได้แต่ผู้หญิงกับสิ่งของแล้วก็ยกไปทางอ้ายช้าง ไปตั้งอยู่ริมน้ำขาน ฝ่ายแสนผานองก็ให้หมื่นโลกนคร คุมพลหมื่นสี่พันอยู่รักษาเมือง ตัวขุนแสนผานองคุมพล ๗๐๐๐ ยกไปตามตีทัพท้าวมหาพรหม ไปทันกันในเวลาเที่ยงคืน เข้าโจมตีกองทัพท้าวมหาพรหมแตกพ่ายได้ครอบครัว ทรัพย์สิ่งของคืน ไปพึ่งพระยาบรมไตรจักรยังกรุงอโยทธยา (คือพระบรมไตรโลกนารถเจ้า) ฝ่ายแสนผานองเลิกทัพคืนเข้าเมือง นครพิงค์เชียงใหม่ จึงประชุมเสนาอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมกันปฤกษาว่าท้าวมหาพรหมแตกพ่ายไปเมืองใต้ครั้งนี้ดีร้ายคงจะกลับนำกองทัพกรุงศรีอยุทธยา ขึ้นมาติดเมืองเราอีกเปนแม่นมั่น จะจัดการศพเจ้าท้าวกือนาไม่ทัน เหตุฉนั้นจึงได้พร้อมกันเจาะพังกำแพงเมืองด้านวัดพราหมณ์ เชิญโกษฐศพเจ้าท้าวกือนาเข้าไว้ในเวียง แล้วแต่งการป้องกันพระนครโดยกวดขัน แล้วให้หมื่นโลกนครยกไป รักษาเมืองนครเขลางค์ไว้ ฝ่ายเจ้าท้าวมหาพรหมหนีไปพึ่งกรุง พระนครศรีอยุทธยาได้ ๒ เดือนกับ ๑๕ วัน ก็นำกองทัพไทยยกขึ้นมาทางเมืองนครเขลางค์ หมื่นโลกนครก็ยกทัพช้างออกต่อรบณะที่ใกล้วัดเชียงภูม ได้สู้รบกับกองทัพไทยเปนสามารถ แล้วกอง ทัพไทยก็ยกล่วงมาถึงเมืองพิงค์ แสนผานองก็ยกรี้พลออกต่อรบครั้งนั้นนางเมืองคือราชมารดาเจ้าแสนเมืองมา แต่งพระองค์แปลงเปนชายทรงช้างอ้ายน้อย เปนจอมพลออกชนช้างข้าศึก กองทัพไทยก็ล่าถอยไปทางเมืองลี้ ครั้นวายการศึกแล้วจึงได้แต่งการฌาปนกิจ ศพเจ้าท้าวกือนา แลราชาภิเศกเจ้าแสนเมืองมาราชบุตร ชนมายุ ได้๑๔พรรษาขึ้นเสวยราชสมบัติเปนพระมหาราชเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ ในปีชวดโทศก จุลศักราช ๗๖๒ เดือนแปดเพ็ญวันพุฒ ฝ่ายเจ้าท้าวมหาพรหมไปอยู่เมืองใต้ไม่นานเท่าใด ก็กลับคืนมาแลได้พระสิหิงค์ มาด้วยในคราวนั้น เจ้าแสนเมืองมาเจ้านครพิงค์เชียงใหม่มิได้ถือโทษ จึงส่งพระเจ้าอาว์ให้ไปครองเมืองเชียงรายดังเก่า ครั้นอยู่มาเจ้าเมืองศุโขทัยแต่งทูตมาเฝ้าเจ้าแสนเมืองมาว่าผิดใจกับพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา จะขอมาพึ่งสมภารพระมหาราชเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ ขอกองทัพไปช่วยป้องกันเมือง เจ้าแสนเมืองมาจึงยกพลโยธา ไปตั้งทัพอยู่ณะที่ใกล้เมืองศุโขทัย เจ้าเมืองศุโขทัยกลับใจแขงเมืองไม่ออกมาแลลอบยกพลออกปล้นทัพเจ้าแสนเมืองมาในเวลาเที่ยงคืน กองทัพเจ้าแสนเมืองมาก็แตกกระจัดกระจายพลัดพรายคุมกันไม่ติด ตัวเจ้าแสนเมืองมากับข้าสองชื่ออ้ายออยผู้หนึ่ง ชื่อยี่ระขาผู้หนึ่งผลัดเปลี่ยนกันแบกเจ้าแสนเมืองมา พาหนีข้าศึกไปทางทัพสลิกตราบเจ้าถึงเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าแสนเมืองมาจึงปูนบำเหน็จข้าทั้งสองนั้นให้เปนขุนช้างซ้ายขวา ตั้งบ้านอยู่ใต้เชียงโสมฟากทางเบื้องตวันออก เขาทั้งสองนั้นจึงสร้างรูปช้างเผือก ๒ ตัวไว้ซ้ายขวาทางเข้าออก เหตุฉนั้นจึงเปนจารีตโบราณสร้างรูปช้างมาต่อเท่าบัดนี้ แลประตูเมืองด้านนั้นก็ได้ชื่อว่าประตูช้างเผือก มาตราบเท่าบัดนี้ ถัดนั้นเจ้าแสนเมืองมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลให้หล่อสร้างพระพุทธรูปพระพุทธสิก ขิองค์หนึ่ง ไว้ยังวัดกาดโถม ไว้นาเปนกัลปนาสงฆ์สำหรับพระอาราม แลบำเพ็ญทานบริจาคเปน อันมาก ลำดับนั้นยังมีพ่อค้าชาวเชียงใหม่หมู่หนึ่ง ไปค้าเมือง ภุกามกลับมาสำนักแรมทางอยู่ในร่มไม้นิโครธต้นหนึ่ง ครั้นเวลาเที่ยงคืนรุกขเทวดามาสำแดงตนให้ปรากฏแก่พ่อค้าหมู่นั้นแล้วกล่าวว่า ตูนี้คือพระยากือนาเมื่อตูยังเปนพระยาในเมืองเชียงใหม่ โหมด้วยคชศาสตร คือเปนหมอช้างจับช้างมากนัก จุติแล้วจะไปสู่เทว โลกย์ มิได้ต้องมาเปนรุกขเทวดาอยู่ในไม้นิโครธต้นนี้ สูจงบอกแก่ลูกกูเจ้าแสนเมืองมา ให้สร้างเจดีย์ยังท่ามกลางเวียงให้สูงพอคนอยู่ไกล ๒๐๐๐ วาแลเห็นได้แล้วจงหยาดน้ำอุทิศส่วนบุญให้แก่กู ๆ จึงจะไปยังเกิดในเทวโลกย์ได้ พ่อค้าหมู่นั้นจึงมาแจ้งเหตุการนั้นต่อท้าวขุนนำความกราบทูลพระเจ้าแสนเมืองมาทรงทราบ จึงให้หล่อพระ พุทธรูปทองคำองค์หนึ่ง พระพุทธรูปเงินองค์หนึ่ง บันจุรากพระเจดีย์แล้วให้ก่อพระเจดีย์ท่ามกลางเวียงยังมิทันสำเร็จ พอเจ้าแสนเมือง มาทรงพระประชวรทิวงคต พระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา อยู่ในราชสมบัติได้ ๒๕ พรรษา

เจ้าแสนเมืองมามีราชบุตรสององค์ต่างมารดากัน ราชบุตร องค์ใหญ่ทรงนามท้าวยี่กุมกาม เหตุด้วยประสูตรที่เวียงกุมกามอิกองค์หนึ่งชื่อสามฝั่งแกนเหตุด้วยราชบุตรองค์นี้ เมื่อพระมารดาทรงครรภ์ได้ ๓ เดือน เจ้าแสนเมืองมาพาไปประพาศต่าง ๆ ถึงสิบสองปันนาล่วงเวลาได้ ๗ เดือนมาถึงพันนาฝั่งแกน พอพระมารดาทรงครรภ์ครบทศมาศก็ประสูตรพระกุมารณะที่นั้น จึงได้ขนานนามว่าเจ้าสามฝั่งแกน ประสูตรในปีมะเสงเอกศกจุลศักราช ๗๕๑ ส่วนราชบุตรองค์พี่คือเจ้าพ่อท้าวยี่กุมกามนั้น ครั้นเจริญไวยพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา พระราชบิดาให้ไปครองเมืองเชียงราย แต่เจ้าสามฝั่งแกนพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา ได้รับราชสมบัติราชาภิเศกเปนพระมหาราชเจ้านครพิงค์เชียงใหม่สืบสนององค์พระราชบิดา ใน ปีมะเสงตรีศกจุลศักราช ๗๓๖ เดือนแปด (คือเดือนหก) เพ็ญวันพุฒ พระองค์จึงฐาปนาพระราชมารดาไว้ในที่พระมหาเทวีมีนามกรวาติโลกจุกราชเทวีแล้วให้สร้างพระอารามณะตำบลฝั่งแกนที่พระราชสมภพนั้น สำเร็จบริบูรณ์แล้วขนานนามว่าวัดพึง ส่วนพระมหาเทวี พระราชมารดาตั้งวังอยู่ตำบลสวนแลภายนอกเวียง เสด็จไปดูการก่อพระเจดีย์ซึ่งเจ้าแสนเมืองมาสร้างค้างไว้นั้นทุกวัน และให้เจาะกำแพงเวียงทำประตูเข้าออก จึงปรากฏว่าประตูสวนแลสืบมาจนเท่าทุกวันนี้ ครั้นเจดีย์นั้นสำเร็จแล้วได้ชื่อเจดีย์กู่หลวง พระเจดีย์องค์นี้เมื่อสืบมาถึงแผ่นดินพระเจ้าดิลกราชให้หมื่นด้ำพร้าคดปฏิสังขรณ์ เอาศิลาแลงมาก่อเสิม ฐานกว้าง ๒๗ วา สูง ๔๑ วา สำเร็จบริบูรณ์ในวัน ๕ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑ ปีกุญสัมฤทธิศกจุลศักราช ๘๐๐ จึงได้ชื่อว่าเจดีย์หลวงสืบต่อมาจนทุกวันนี้

ฝ่ายเจ้าพ่อท้าวยี่กุมกามซึ่งครองเมืองเชียงรายนั้น ครั้นทราบว่าเจ้าสามฝั่งแกนอนุชา ได้ราชาภิเศกเปนพระมหาราชเจ้านครพิงค์เชียงใหม่สนองพระราชบิดาดังนั้น จึงยกรี้พลชาวเชียงรายมา จะชิงราชสมบัติเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ชาวพระนครออกต่อสู้ ป้องกันเมืองเปนสามารถเข้าตีเอามิได้ ก็พ่ายหนีไปพึ่งพระยาไสลือ ไทยยังเมืองศุโขไทย พระยาไสลือไทยก็แต่งกองทัพยกมาช่วยค้ำชูเจ้าพ่อท้าวยี่กุมกามตีเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ กองทัพศุโขไทยยกมาทางเมืองพะเยาเข้าตีเมืองพะเยาก่อน จึงให้ตั้งหอเรือกตำบล หนองเต่าสูง ๑๒ วา ฝ่ายเมืองพะเยาจึงไปรีดเอาทองมุงหลังคา วัดมหาพลมาหล่อลำบู (ปืนใหญ่) เล่มหนึ่งใหญ่ ๔ กำหนักสามล้านทองบวงสรวงพลีด้วยกระบือเผือกลือหนึ่งกระบือแล้วยิงไปทำลายหอเรือก ทัพไทยพระยาไสเห็นร้ายจึงให้ท้าวยี่กุมกาม นำทัพลาดขึ้นไปทางบ้านแจ้พรานไปเมืองเชียงราย พักบำรุงเลี้ยงไพร่พลพอหายอิดโรยแล้วก็ยกลงมาทางเมืองฝางถึงเมืองพิงค์เชียงใหม่ ในวันเสาร์ก็ตั้งทัพอยู่ตำบลหนองหลวง ใช้คนถือหนังสือเข้ามาเจรจาความเมืองว่าถ้าไม่ให้ท้าวยี่กุมกาม เปนเจ้านครพิงค์เชียงใหม่พระยาไสลือก็จะให้พลโยธาเข้าตีเอาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ให้จงได้ ท้าวขุนเสนาในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ตอบไปว่า ท้าวยี่กุมกามไม่สมควรจะได้เปนเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ เหตุว่าหาสติปัญญาแลบุญญาธิสมภารมิได้ เพราะเหตุฉนั้นการที่จะรบกัน ด้วยกำลังพลโยธาไพร่พลก็คงจะล้มตายลงโดยมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย หาประโยชน์มิได้ถ้าจะใคร่รู้ฝีมือเพลงอาวุธกันก็ขอให้เลือกสรรทหารที่มีฝีมือฝ่ายละคนให้สู้กันตัวต่อตัว ถ้าฝ่ายใดแพ้แลชนะ กองทัพฝ่ายนั้นก็เปนแพ้เปนชนะด้วย พระยาไสลือก็เห็นชอบด้วย จึงเลือกสรรได้คนไทยผู้หนึ่งว่ามีฝีมือรำดาบสองมือหาผู้เสมอมิได้ ฝ่ายชาวเชียงใหม่เลือกได้หาญยอดใจเพ็ชรชำนาญดาบเขน ทั้งสองฝ่ายจึงไปตั้งสนามรำเพลงดาบกันที่ตำบลเชียงขวาง ครั้นคนทั้งสองเข้าสัปยุทธสู้กัน ฝ่าย หาญยอดใจเพ็ชรได้ทีฟันถูกนิ้วแม่เท้าทหารไทยผู้นั้น ฝ่ายไทยก็แพ้ แก่ชาวเชียงใหม่

ขณะนั้นยังมีชาวเชียงใหม่ผู้หนึ่งชื่อเพดยศ รวบรวมคนหนุ่มฉกรรจ์ตั้งแต่อายุ๑๖ปี ขึ้นไปเสมอ ๓๐ ปีได้ ๒๐๐ คน ขึ้นไปสุ้มอยู่ยังดอยอุสุจุบรรพตดูชาวทัพไทยออกลาดหาหญ้าช้าง ได้ทีก้ออกทลวง ฟันได้ศีศะมา ถวายเจ้าพระยาสามฝั่งแกนทุกวัน เจ้าสามฝั่งแกนตรัสชมว่าเขาเหล่านี้ เปนเด็กชายน้อยยังมีใจสาพิภักดิ์กล้าหาญ ถึงปานนี้ จึงตั้งให้เปนหัวศึกสี่หมู่ จึงมีตำแหน่งพระยาเด็กชายสืบแต่นั้นมาจนทุกวันนี้ อยู่ได้ ๗ วันพระยาไสลือถอยทัพไปตั้งอยู่ดอยเจ็ดสิน แล้วขึ้นไปสรงน้ำดำเศียรยังดอยยาลาดหลวง แล้วก็เลิกทัพกลับไปข้ามน้ำแม่ระมิงค์ที่สบกางไปทางตวันออก แต่งกองสุ้มไว้รั้งท้ายเปนสามกองณะที่ใกล้หนองแห่งหนึ่ง ฝ่ายเจ้าสามพระยาสามฝั่งแกนเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ จึงแต่งให้หมื่นมขาม ๑ หมื่นสาม หมาก ๑ หมื่นเขม ๑ หมื่นเขือ ๑ ถือพลไปตามตีตัดท้ายพลพระยาไสลือ ไปจวบกองทัพไทยที่แต่งรั้งไว้ จึงได้ตกเข้าในที่ล้อมสู้รบกันเปนสามารถ ฟันกันเปนบั้นเปนท่อนตายกลาดอยู่ที่ใกล้หนองนั้น เหตุฉนั้นหนองนั้นจึงปรากฏเรียกว่าหนองแสนท่อน ภายหลังกลาย เปนหนองแสนทอนซอนสืบมาจนบัดนี้

พระยาไสลือยกไปแรมทัพหนองไผ่ไปทางเหนือ ข้ามน้ำแม่พิงค์ไปมาฟากตวันตก ไปด้วยน้ำริมโดยลำดับมรรคาถึงเมืองเชียงราย พักเลี้ยงดูรี้พลถ้วน ๗ วัน ๆ หนึ่งพระยาไสลือเลียบเล็งดูไชยภูมิ์เสียงราย เห็นด้วยช้างกุ่มเปนดังรูปหมู ด้วยถ้ำเปนดังรูปช้าง จึงตรัสว่าเมืองนี้ผู้ใดอยู่หาความเจริญมิได้ แล้วพระยาไสลือก็กวาดครัวอพยพชาวเชียงรายกับท้าวยี่กุมกามพาไปเมืองศุโขไทย พระยาไสลือให้พ่อท้าวยี่กุมกามไปครองเมืองซาก

ฝ่ายเจ้าสามฝั่งแกนพระเจ้าเชียงใหม่ เอานิมิตรที่พระยาไสลือไปตั้งอยู่เชิงดอยเจ็ดสิน แล้วขึ้นไปสรงเกษณะดอยผาลาดหลวง มีใจครั่นคร้ามชาวเชียงใหม่ เลิกทัพกลับไปนั้น จึงให้ฐาปนาที่นั้นเปนเวียงได้นามว่าเวียงเจ็ดสินโดยเหตุนั้น

เจ้าพระยาสามฝั่งแกนได้เสวยราชสมบัติในปีมะโรง ถึงปีมะเสง ศึกพระยาไสลือมาติดนคร ครั้นพระยาไสลือเลิกทัพกลับไปแล้ว พระยาฮ่อลุ่มฟ้า (เมืองหนองแสคือฮุนหนำ) ใช้ให้มาทวงเข้าสองหมื่นคาน (คือสองหมื่นหาบ) เจ้าพระยาสามฝั่งแกนตอบว่าส่วยเข้าซึ่งเคยส่งเก้าพันคานหากได้เลิกละเสียแล้วตั้งแต่ครั้งเจ้าพระยากือนามา เสนาฮ่อก็กลับไปทูลพระยาฮ่อเจ้าลุ่มฟ้าเก๊าพิมาน พระยาฮ่อจึงให้เจ้าฝ่ายฟ้าเมืองแส ถือพลศึกเปนอันมากยกมาติด เมืองเชียงแสน เจ้าพระยาสามฝั่งแกนจึงแต่งให้เจ้าแสนคำเรืองชื่อว่าเจ้าแสนไชยปราบสัตรู ถือพลชาวเชียงใหม่แปดหมื่นไปรักษาเมืองเชียงแสน ฝ่ายเจ้าเมืองเชียงแสนก็จัดรี้พลชาวเชียงแสน แลชาวเมืองฝางเชียงรายเชียงของ เมืองพะเยา รวมพลสองแสนสอง หมื่นแต่งรักษาเมืองเชียงแสนทั้งภายนอกภายในโดยมั่นคง แล้วแต่งสนามรบเหนือเมืองเชียงแสนแห่งหนึ่งยาว๕๐๐๐วา กว้าง ๑๗๐๐ วา ในเวลากลางคืนแต่งกันไปขุดขุมหลายแห่ง สานเรือกปิดปากขุมกรุใบไม้เกลี่ยดินกลบปากขุม ให้เสมอเหมือนพื้นดินธรรมดา ไว้ระยะห่างกันวาละขุม ๆ กว้าง ๑ วา ลึก ๑ วาทุกขุม แล้วทำทางด้านเหนือด้านตวันตกด้านตวันออกกว้าง ๑๐๐ วา เขาแต่งกลศึกฉันนี้แล้วจึงให้ทัพเมืองเชียงรายเมืองฝางเปนปีกขวา ทัพเมืองเชียงของเมือง เทิงเปนปีกซ้าย ทัพเมืองเชียงใหม่เมืองพะเยาเปนองค์ แล้วแต่งหมู่ม้าห้าร้อยออกยั่วทัพฮ่อ วันนั้นยามแตรใกล้เที่ยงฮ่อก็ยอพลศึก เข้ามา ฝ่ายกองทัพชาวลานนาก็แยกปีกกายอพลศึกเข้าต่อรบตาม ทางโดยแผนที่ ๆ แต่งไว้ แลตีฆ้องกลองโห่ร้องเปนโกลาหล เมื่อทัพทั้งสองฝ่าย ได้รบติดพันกันแล้ว ฝ่ายชาวลานนาแส้งล่าถอยลงมาตามทางที่แต่งขุมไว้นั้น ฮ่อก็ยอพลไล่ตลุยมาถึงขุมที่แต่งไว้นั้นก็ตกขุมลงไปเปนอันมาก กองทัพชาวลานนากลับล้อมรบฆ่าฟันฮ่อตายในขุมเปนอันมาก อยู่มาอีกสามวันกองทัพฮ่อยกหนุนมาอีกเข้าปล้นเวียงเชียงแสน ชาวลานนาแต่งกองอาสาออกทลวงฟันต่อยุทธกันถึงตลุมบอน ฝ่ายพลฮ่อมีเกราะเหล็กเกราะหนังหาใคร่เปนอันตรายไม่ ชาวเมืองจึงให้ขั้วกรวดทรายให้ร้อน แล้วตักหว่านไปให้เข้าหลืบข่ายเกราะนั้นร้อนไหม้ ฮ่อจึงได้พ่ายแพ้เลิกทัพกลับ คืนไปถัดนั้นอยู่มาได้ ๓ ปี ถึงปีระกาสัปตศกศักราช ๗๒๗ กองทัพฮ่อยกมาติดเมืองเชียงแสนอีกหลายทัพหลายกอง มีรี้พลมากนัก ครั้งนั้นจึงมหาเถรศิริวังโส บวชอยู่วัดดอนแท่นเมืองเชียงแสน เปนผู้รอบรู้ศิลปสาตรแลมีสติปัญญาสามารถ เจ้าพระยาสามฝั่งแกนอาราธนาให้ไปอยู่อารามกู่หลวง เปนหัวน่าจัดการพิธีพลีกรรมต่าง ๆ บังเกิดพยุแลฝนใหญ่อสนีบาตตกลงในกองทัพฮ่อ ต้องนายทัพแลรี้พลตายหลายคน ทัพฮ่อก็เลิกถอยไปตั้งอยู่เมืองยอง เจ้าพระยาสามฝั่งแกน จึงปูนบำเหน็จฐาปนาพระมหาศิริวังโสขึ้นเปนราชครูยกแคว้นดอนแท่นให้เปนกัลปนา แล้วจึงให้หมื่นเมืองพร้าวอยู่รั้งเมืองเชียงแสน ฝ่าย ทัพฮ่อไปตั้งอยู่เมืองยองสิบสองพันนา อารวีเชียงรุ้งเมืองแรมนานได้ ๓ ปี ไพร่พลเมืองแตกตื่นอยู่ป่าอยู่เถื่อน ไม่เปนบ้านไม่เปนเมือง เจ้าพระยาสามฝั่งแกนจึงแต่งให้เจ้าขุนแสนลูกพระยาวังพร้าว เปนแม่ทัพถือพลขึ้นไปยุทธกรรมฮ่อยังเมืองยอง ฮ่อทั้งหลายก็พ่ายหนีไป เจ้าขุนแสนตามตีฮ่อถึงที่สุดแดนสิบสองปันนา แล้วก็กลับมา ตั้งทัพอยู่เมืองยอง ให้ตั้งเวียงณะตำบลดอนดาวบศอยู่ทิศตวันออก เมืองยอง เรียกว่าเวียงเชียงใหม่ ครั้งนั้นพระยาแสนฟ้าเมืองอารวี เชียงรุ้ง แลเมืองแรมเมืองเขมรัฐ ก็มากระทำสัตย์ปฏิญาณเปน ไมตรีกับเจ้าขุนแสน แล้วจึงปักปันแดนเชียงรุ้งกับเชียงแสนต่อกัน ตั้งแต่น้ำโอน้ำดำลงมาภายใต้เปนแดนเมืองยอง แลเมืองยองเปนเมืองขึ้นเชียงใหม่แต่นั้นมา เจ้าขุนแสนจึงตั้งเจ้าเมืองยองให้เปน พระยาอนุรุธ เปนประธานแก่พลเมืองทั้งหลายอยู่อุปถากมหาธาตุเจ้าตามประเวณีแต่เช่นพระยาอโศกตั้งไว้ แลเมืองอันนี้เปนเมืองอุปถากมหาธาตุมาแต่โบราณ พลเมืองทั้งหลายหากเปนข้าพระธาตุทั้งสิ้น เหตุฉนั้นจึงไม่ต้องเสียส่วยไร่อันใด นอกจากเครื่องราชบรรณาการ ปีละครั้ง เจ้าขุนแสนจัดการเมืองยองสำเร็จแล้วก็พาเอาชเลยฮ่อแลช่างฟ้อนหอกฟ้อนดาบ ลงมาถวายเจ้าพระยาสามฝั่งแกน ยังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ทรงพระโสมนัศยิ่งนัก จึงฐาปนาเจ้าขุนแสนให้เปนเจ้าพระยาศรีสุวรรณคำลานนาไชยสงคราม ครองเมืองไชยบุรีเชียงแสน เปนใหญ่แก่ลานนาเชียงแสนทั้งมวญมีอาณาเขตฝ่ายใต้ตั้งแต่น้ำตกแม่ของ ฝ่ายตวันตกถึงริมน้ำแม่คงฝ่ายเหนือถึงน้ำโอน้ำดำ ฝ่ายตวันออกถึงดอยหลวงเชียงชี เปนอาณาเขตรมณฑลเมืองเชียงแสนส่วนหนึ่ง

ส่วนเจ้าพระยาสามฝั่งแกนพระเจ้าเชียงใหม่ มีราชบุตร๑๐ ตนต่างพระมารดากัน มีนามตามลำดับองค์ใหญ่ชื่อท้าวอ้าย แลท้าวยี่ ท้าวสาม ท้าวไส ท้าวงัว ท้าวลก ท้าวเจ็ด ท้าวแปด ท้าวเอ้า ท้าวชิบ รวม ๑๐ องค์ แต่ราชบุตรองค์ใหญ่ทรงนามท้าวอ้ายนั้น เมื่อชนมายุได้ ๗ พรรษา พระราชบิดาตั้งไว้ในที่อุปราช ผู้จะรับราชสมบัติสืบต่อราชวงษ์ ให้ตั้งวังอยู่ที่ใกล้เวียงเจ็ดลิน อยู่ ได้ ๒ ปีชนมายุได้ ๙ ปี ก็สิ้นพระชนม์ แต่ท้าวงัวผู้ถ้วนห้านั้นพระบิดาให้กินพันนาเชียงเรือ เรียกว่าเจ้าเชียงลาน ท้าวลกผู้ ถ้วนหกบิดาให้ครองเมืองเชียงราย ให้ที่แดนชาวพร้าววังหินห้าร้อยนาท้าวเจ็ดให้ครองเมืองเชียงราย ท้าวสิบผู้น้องน้อยให้ครองเมืองฝาง เรียกว่าเจ้าท้าวช้อย ส่วนราชบุตรอิก ๕ องค์ชื่อท้าวสาม ท้าวไสท้าวแปดท้าวเอ้าหมู่นี้หากไปตามกรรมส่วนท้าวลกผู้ถ้วนหกนั้น เกิดในปีฉลูศักราช ๗๗๑ เมื่อได้ครองเมืองพร้าววังหิน อยู่มินานเท่าใดกระทำความผิดพระราชบิดาทรงพระพิโรธ จึงเนียรเทศไป ไว้เมืองยวมไต้

ยังมีอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อว่าสามเด็กย้อย คิดอ่านจะเอาราชสมบัติให้แก่เจ้าท้าวลก จึงลอบไปรับเจ้าท้าวลกจากเมืองยวมใต้มาสุ้มส้อน ไว้ในเวียงเชียงใหม่ ขณะนั้นเจ้าสามฝั่งแกนพระเจ้านครเชียงใหม่ ไปประทับอยู่เวียงเจ็ดลิน เจ้าท้าวกับหมื่นสามเด็กย้อยเตรียมการพร้อมแล้ว เวลาเมี่ยงคืนก็ลอบไปเผาเวียงเจ็ดลินไหม้ขึ้น เจ้าสามฝั่งแกนทรงม้าที่นั่งแล่นเข้ามาเมืองเชียงใหม่เจ้าท้าวลกก็ให้กุมพระ ราชบิดาไว้ รุ่งเช้าจึงให้นิมนต์ชาวเจ้าสังฆะ เข้ามาประชุมพร้อมกันในราชมณเฑียร เจ้าพระยาสามฝั่งแกนประกาศมอบเวรราชสมบัติแลหลั่งน้ำให้แก่ท้าวลกราชบุตร เปนเจ้านครเชียงใหม่ตามความประสงค์เสร็จแล้ว เจ้าท้าวลกก็ส่งพระราชบิดาไปไว้เมืองสาด เสนาอำมาตย์ทั้งหลายก็ตั้งการราชาภิเศกเจ้าท้าวลก ขึ้นเปนพระมหาราชเจ้าพระนครพิงค์เชียงใหม่ ในปีจอจัตวาศกจุลศักราชได้ ๘๐๔ เดือนแปด (คือหก) เพ็ญวันศุกร ถวายพระนามว่าพระมหาศรี สุธรรมติโลกราช เมื่อได้เถลิงราชสมบัติพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา เจ้าจึงปูนบำเหน็จให้หมื่นสามเด็กย้อยเปนเจ้ากินพันนาขาน ชื่อเจ้าแสนขาน อยู่มาได้ ๑ เดือน กับ ๑๕ วันแสนขานคิดการจะเปนขบถ พระยาติโลกราชจึงให้หาหมื่นโลกนครผู้อาว์ซึ่งครองเมืองนครเขลางค์ให้ไปจับตัวแสนขานได้ พระยาติโลกราชคิดถึงอุปการคุณของแสนขานจึงไม่ฆ่า ให้เอาไปไว้ที่ตำบลเหมืองแก้วแล้ว ตั้งให้เปนหมื่นทวนกินพันนาทวนตั้งบ้านอยู่ตำบลหนองหล่ม ภายหลังจึงให้ไปครองเมืองเชียงแสน แล้วเจ้าพระยาติโลกราชอัญเชิญหมื่นโลกนครให้มาอยู่เวียงเชียงใหม่ หมื่นโลกนครขออาญาสิทธิ ๔ ประการคือ (๑) คนหอกคนเครื่อง (ทหาร) คนใดละน่าที่ราชการหนีหมู่ เข้ามาแอบแฝงข้างน่าข้างใน จักขอฟันเสียเปนตรา (๒) คดีถ้อยความใด ๆ อันสิงเมือง (คือมุขมนตรี) พิพากษาเด็ดขาดแล้ว กลับมาไหว้เจ้าเหนือหัวว่ามิแล้วข้าจักขอฟันผู้นั้นเสีย (๓) เหตุการเยื่องใมีขึ้นขอให้ผู้ข้าได้จัดการก่อน (๔) ส่วนสาอากรทั้งปวงขอให้ไว้แก่เจ้าแคว้น เจ้าพระยาติโลกราชก็อนุญาตให้แก่หมื่นโลกนคร ๆ จึงให้หมื่นหาญแตรทองผู้บุตรอยู่ครองเมืองนครเขลางค์ ส่วนตัวเจ้าหมื่นโลกนครก็มาอยู่ปฏิบัติราชการยังนครพิงค์เชียงใหม่ ขึ้นชื่อว่าหมื่นโลกสามล้าน

ฝ่ายเจ้าท้าวช้อยผู้ครองเมืองฝาง รู้ข่าวว่าเจ้าท้าวลกเปนขบถแย่งราชสมบัติบิดา แลเอาพระบิดาไปไว้เมืองสาด เจ้าท้าวช้อยจึงให้ไปรับพระบิดามาไว้ในเวียงเชียงฝาง แล้วตั้งมั่นแขงเมืองอยู่ เจ้าพระยาติโลกราชให้หมื่นหาญแตรทองถือพลหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองฝาง ชาวฝางออกโจมตีทัพหมื่นหาญแตรทองแตกพ่ายหนีมา เจ้าพระยาติโลกราชจึงให้หมื่นโลกสามล้าน (คือหมื่นโลกนคร) ถือพลสี่หมื่นเศษพันยกไปตีเมืองฝาง ครั้งหลังนี้ทัพเชียงใหม่เข้าปล้นเอาเมืองฝางได้ ๆตัวเจ้าพระยาสามฝั่งแกนส่งมาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ แต่เจ้าท้าวช้อยหนีไปเมืองเทิง หมื่นโลกสามล้าน แต่งทัพตามทันที่เมืองเทิง เจ้าท้าวช้อยสู้รบเปนสามารถจนสิ้นพระชนม์ในที่รบ ฝ่ายหมื่นเทิงสามขนานเจ้าเมืองเทิง ลอบมีศุภอักษรเปนการลับแต่งคนไปกรุงพระนครศรีอยุทธยา ขอพระบรมเดชานุภาพ พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาเปนที่พึ่ง ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราช พระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา ได้ทรงทราบข่าวยุคเข็ญอันมีในมหารัฐประเทศดังนั้น จึงเสด็จยกทัพหลวงขึ้นไปตั้งอยู่เมืองเชียงทอง ทัพน่าถึงสพตื่น (ตรงกับในพระราชพงษาวดารเล่มหนึ่งน่า๒๙มีว่าศักราช๘๐๔ ปีจอจัตวาศกแต่งทัพไปเอาเมืองศรี สพเถิน ครั้งนั้นเสด็จหนุนทัพขึ้นไปตั้งทัพหลวงอยู่ตำบลบ้านโดน)

ผ่านเจ้าหมื่นโลกสามล้านเลิกทัพกลับจากเมืองฝาง มาถึงเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ยามแตรค่ำ เจ้าพระยาติโลกราชพระเจ้าเชียงใหม่ได้ทราบข่าวกองทัพกรุงพระนครศรีอยุทธยายกไปก็ตกพระไทย จึ่งให้หาหมื่นโลกสามล้านเข้าไปปฤกษาว่าเราได้เปนพระยา ขึ้นใหม่ บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยมีศึกมาติดพระนครดังนี้จะทำ ประการใดดี หมื่นโลกสามล้านกราบทูลว่าขอเจ้าเหนือหัวอย่าร้อน พระไทย ข้าจักอาสายกกองทัพไปต่อรบกองทัพไทยมิให้ทันเข้ามาถึงเมืองได้ เบื้องว่าเจ้าเหนือหัวได้เปนพระยาขึ้นใหม่ ผู้ใดจักรักจักชังบ้างยังไม่รู้ทิ ขอให้รักษาพระองค์อยู่แต่ในเวียง แลแต่งการป้องกันสัตรูภายในไว้จงมั่นแลขอให้พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่ผู้ไปราชการทัพเมืองฝางครั้งนี้ จะได้มีน้ำใจภักดียิ่งขึ้น เจ้าพระยาติโลกราชรับคำหมื่นโลนสามล้าน แล้วก็ให้ประสาทรางวัลแก่นายทัพนายกอง แลไพร่พลซึ่งกลับจากทัพเมืองฝางตามสมควรแก่ความชอบ แล้วหมื่นโลกสามล้าน ก็ยกกองทัพออกจากเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ไปตั้งทัพไชยตำบลท่างัว ยามนั้นเจ้าพระยาติโลกราชให้หาหมื่นเทิงสามขนานลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ จึงสั่งให้ไปเข้ากองทัพหมื่นโลกสามล้าน ครั้นหมื่นเทิงสามขนานไปถึงหมื่นโลกสามล้านก็ให้คุมตัวหมื่นเทิงสามขนาน ไว้พิจารณาได้ความเปนสัตย์ว่าหมื่นเทิงสามขนานเปนต้นเหตุชักศึกกรุงศรีอยุทธยาขึ้นมา จึงให้ฆ่าหมื่นเทิงสามขนานเสียตัดศีศะเสียบแพหยวกลอยน้ำไป แล้วหมื่นโลกสามล้านก็ยกกองทัพไปตั้งอยู่เมืองลำพูน พร้อมด้วยทัพหัวเมืองห้ากอง คือทัพหมื่นมอกลองเมืองพร้าวกองหนึ่ง ทัพหมื่นค้อมเมืองเชียงรายกองหนึ่งทัพหมื่นคำหยาดเมืองเชียงแสนกองหนึ่ง ทัพหมื่นแก้วคือหมื่นหาญแตรทองเมืองนครเขลางค์กองหนึ่ง ทัพหมื่นยี่หลอเมืองฝางกองหนึ่งศิริทั้งห้าทัพเปนคนสิบหมื่น คณะนั้นมีคนชาวเชียงของสามคนพี่น้องรับอาสาเข้าปลอมพลทัพไทย แลเมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายตั้งประชิดกันอยู่นั้น ขนานทั้งสามคนจึงหาบหญ้าช้างปลอมเข้าไปอยู่ในกองทัพไทยได้ ครั้นเวลาค่ำดึกสงัดขนานทั้งสามนั้น เห็นนายช้างนอนหลับ อยู่ จึงลอบเข้าไปชักดาบของนายช้างได้คนละเล่ม ก็ฟันนายช้าง นั้นตายแล้วตัดปลอกช้าง ฟันหางช้าง ๆ ก็ร้องตื่นขึ้นทั้งกองทัพฝ่ายหมื่นโลกสามล้านได้ยินดังนั้น ก็ยอพลเข้าตีปล้นกองทัพไทยในเวลาเที่ยงคืน ทัพไทยก็แตกพ่ายไปทางท่าบันได จนรุ่งสว่างจึงพักพลอยู่ที่นั้น กองทัพเมืองเชียงใหม่ไล่ติดตามถึงเชิงเขาป่าก้อ หมื่นมอกลองเมืองพะเยาว์ขี่ช้างเมงครุธเข้าชนช้างพระยาเสลี่ยง คือ ว่าพระยากำแพงเพ็ชร ยังยอดเขาป่าก้อ ช้างเมงครุธงาหักถึงไพรปาก พระยาสองแควให้เอาช้างเข้ารุมล้อมจับช้างเมงครุธกับหมื่นมอกลองได้ก็ฆ่าหมื่นกอกลองเสีย แล้วกองทัพไทยก็เลิกถอยกลับ ไป ฝ่ายหมื่นโลกสามล้านเลิกทัพกลับมาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่พระยาติโลกราชให้ปูนบำเหน็จขนานอ้าย ผู้อาสาปลอมพลนั้นให้เปนหมื่นซาเลยปรากฏชื่อว่าหมื่นหางช้าง

แต่นั้นล่วงมาได้ปีหนึ่งถึงปีกุน พระยาแก่นท้าวผู้ครองเมืองน่าน แต่งอุบายให้มาทูลเจ้าพระยาติโลกราชว่า ศึกแกว (ญวน) จัดมาตกเมืองน่าน ขอกองทัพเมืองเชียงใหม่ไปช่วยรั้ง รักษาเมืองน่าน เจ้าพะรยาติโลกราชไม่ระแวงพระไทย จึงให้หมื่นแก่งพร้าวถือพล ๔๐๐๐๐ เปนทัพหลวง กับทัพหัวเมือง คือหมื่นเชิงตางาม๑ หมื่นยี่ลก ๑ หมื่นออย๑ หมื่นแจ้พราน ๑ หมื่นงาวกาว ๑ รวมทัพหัวเมืองมีพล ๒๓๐๐๐ ยกไปเมืองน่านตั้งทัพอยู่ฝั่งน้ำน่านฟากตวันออกก็มิได้มีศึกแกวยกมา พระยาแก่นท้าวเจ้าเมืองน่าน กระทำกลอุบายต่าง ๆ เจ้าพระยาติโลกราชได้ทราบว่าเจ้าเมืองน่านหลอกลวงดังนั้นก็ทรงพระพิโรธ จึงยกกองทัพหลวงไปตีเมืองน่านในปีกุนเดือนยี่ขึ้นสิบสามค่ำ ครั้นได้เมืองน่านแล้วเจ้าพระยาติโลกราชจึงแต่งกองทัพให้พระมหาเทวี ผู้มารดายกไปตีเมืองแพร่ เข้าล้อมเวียงเมืองแพร่ไว้ ฝ่ายท้าวแม่คุนผู้ครองเมืองแพร่ ก็รักษามั่นอยู่ในเมืองไม่ออกรบ กองทัพเชียงใหม่จะเข้าหักเอาก็มิได้ นายทัพนายกองทั้งหลายจึงคิดกันทำปืนปู่เจ้ายิงเข้าไปในเมือง นัด แรกกระสุนปืนต้องต้นตาลใหญ่ในเมืองหักเพียงฅอ นัดที่สองถูกกลางต้นตาลหักโค่นลง ท้าวแม่คุนเจ้าเมืองแพร่ตกใจกลัว ก็ออกอ่อนน้อมต่อพระมหาเทวี ๆ ก็ให้ท้าวแม่คุนครองเมืองแพร่ดังเก่าส่วนเจ้าพระยาติโลกราชยกไปรบเมืองน่าน ตั้งแต่ปีกุนมาจนถึง ปีมะโรง ๕ ปีจึงได้เมืองน่าน พระยาแก่นท้าวเจ้าเมืองน่านหนีไปพึ่งพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา พระยาติโลกราชจึงตั้งท้าวผาแสนน้องพระยาแก่นท้าวให้ครองเมืองน่านแทนพระยาแก่นท้าว แล้วก็เลิกทัพ กลับมาทางเมืองแพร่ ตราบเท่าถึงเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ฝ่ายข้างเมืองน่านนั้น ครั้นกองทัพเชียงใหม่เลิกมาแล้ว ชาวเมืองชวา คือ (หลวงพระบาง) ยกทัพมาติดเมืองน่าน ตั้งทัพอยู่ตำบลทุ่งส้ม ป่อย พระยาติโลกราชทรงทราบ จึงให้หมื่นเงินผู้ครองเมืองพร้าวยกไปช่วยเมืองน่านต่อรบชาวเมืองชวา ได้สู้รบกันเปนสามารถยังไม่แพ้ชนะกัน หมื่นเงินบอกข้อราชการมายังเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่จึงแต่งกองทัพยกหนุนไปอิกกองหนึ่ง จึงได้ตีทัพชาวชวาแตกหนีไป

อยู่มาถึงปีมะแม พระยายุทิศเจียงผู้ครองเมืองสองแคว มาอ่อนน้อมยอมเปนเมืองขึ้นต่อพระเจ้าเชียงใหม่ (เนื้อความตอนนี้ตรงกับความในพระราชพงษาวดารน่า ๒๙ ซึ่งมีว่าครั้งนั้นพระยาเชลียงคิดขบถพาครัวทั้งปวงไปแต่มหาราช) แลในปีมะแมเดือนห้าขึ้นสิบสามค่ำ พระยาติโลกราชเจ้าพระนครพิงค์เชียงใหม่ เสด็จยก ทัพหลวงไปเมืองสองแควเพื่อจะป้องกันเอาเมืองฝ่ายเหนือแห่งกรุงพระนครศรีอยุทธยา จึงเสด็จไปตั้งอยู่ทุ่งยั้ง แลเมืองฝางมีรี้พลทัพหลวง๔๐๐๐๐ ทัพหัวเมืองหมื่นหนึ่ง แล้วยกไปตั้งอยู่ข้างแม่กรังในเมืองสองแควยี่สิบวัน แล้วยกไปตีปากยม (คือปากพิงค์เดี๋ยวนี้) ครั้นได้ปากยมแล้วจึงให้หมื่นหาญนคร ยกไปตีเมืองเชลียงไปถึงตำบลน้ำรึมเพลาค่ำ มีมหาเถรมาบอกเหตุว่าที่นี้ไม่ควรยั้งควรนอน ชาวเชลียงเขามีมากนักจักมากระทำร้าย หมื่นยี่ซาตอบว่า จ้ากู อย่าร้อนใจ ตูข้าหากหลายนักมิเปนไร ก็พากันยั้งทัพอยู่ณะที่นั้นครั้นเพลาเที่ยงคืนชาวเชลียงออกมาปล้นทัพหมื่นนคร เสียชาวนคร ไปมากนัก หมื่นนครหักหนีมาหาหมื่นกึ่งตีนเชียง ทัพไทยไล่ติด ตามมาพอเวลารุ่งสว่าง เห็นฉัตรผ้าขาวอยู่ในหมู่ทัพหมื่นกึ่งตีนเชียง ไทยสำคัญว่าเปนทัพพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ก็ตั้งยั้งทัพอยู่มิอาจ เข้าตี หมื่นกึ่งตีนเชียงใช้ให้ไปทูลพระเจ้าเชียงใหม่ ๆ จึง ให้หมื่นซาคำแหว่งกับหมื่นพรานด้งเอาทัพม้า ๑๐๐๐ พลถือน่าไม้ปืนยาวยกไประดมยิง กองทัพไทยล้มตายเปนอันมากก็พ่ายหนีไป ขณะนั้นพอมีข่าวศึกล้านช้างยกมา เจ้าพระยาติโลกราชก็ให้กวาดครัวชาวสองแควกับทั้งพระยายุทิศเจียง พาเลิกทัพกลับไปเมืองพิงค์เชียงใหม่ จึงให้พระยายุทิศเจียงกินพันนาพูคาแล้วให้ไปกิน เมืองพเยา พระยาสองแควยกยศเจ้าพะรยาติโลกราช พิดทูล ว่าพระผู้เปนเจ้าตั้งแต่นั้นมา แต่นั้นล่วงมาได้ ๕ ปีถึงปีจอ พระยา เจ้านครพิงค์เชียงใหม่ยกทัพหลวงไปตีเมืองชวา ได้ตำบลเชียงตืนของน้อยของหลวงไปถึงแก่งและ หมื่นกึ่งตีนเชียงกับชาวเชียงใหม่แลช่าวต่างเมืองไปทางเมืองเหลือก ออกมาทางนูน (ท่านุ่น) แม่ของได้รบกับกองทัพชาวชะวาซึ่งมาตั้งรับแตกหนีไป ได้ชเลยเปนอันมาก

ถัดนั้นถึงปีกุนพระเปนเจ้าติโลกราชยกทัพหลวงไปเมืองเชียง รุตีได้เมืองตุ่นเมืองลวงครั้งหนึ่งครั้นรุ่งปีถึงปีชวดยกทัพหลวงไปเชียงรุ้งครั้งที่สอง ตีได้เมืองวิงบ้านแจ้วก็เลิกทัพกลับคืนนครพิงค์เชียงใหม่ในระหว่างนั้น เมืองนครพิงค์เชียงใหม่กับกรุงศรีอยุทธยาต่างแต่งอุปนิตขิตปลอมฟังระหัดซึ่งกันแลกัน ฝ่ายไทยแต่งให้หาญพรมสท้านเปนอุปนิกขิตฟังเหตุการอยู่ในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ฝ่ายเชียงใหม่แต่งให้หาญไสสูงตัดผมนุ่งผ้าเปนไทยปลอม ฟังระหัดในพระนครศรีอยุทธยา ฝ่ายเมืองเชียงใหม่จับตัวหาญพรม สท้านได้ไม่ฆ่า แต่ให้เฆียนแลโกนผมแล้วขับเสียจากเมือง แล เมื่อจะขับอุปนิตขิตของไทยไปนั้น แสร้งแต่งอุบายเตรียมทัพจะยกไปเมืองฝ่ายเหนือ เพื่อจะให้หาญพรมสท้านนำข่าวไปแจ้งยังกรุง พระนครศรีอยุทธยา

ครั้งถึงปีฉลู สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเจ้ากรุงพระนครศรีอยุทธยากับสมเด็จพระอินทราชาราชบุตร ยกพยุหโยธาทัพหลวงขึ้นมาตีเมืองนครพิงค์เชียงใหม่โดยทางเมืองนครลำปาง ตั้งทัพหลวง ณริมน้ำแม่ราชธานีฝั่งตวันออก เจ้าพระยาติโลกราชก็ยกทัพหลวงออกไปตั้งยังเชิงดอยบา พร้อมด้วยทัพหัวเมืองทั้งปวง คือท้าว บุยเรือเจ้าเชียงราย ๑ เจ้ายอดเมืองตนหลาผู้ครองเมืองแจ้สัก ๑ หมื่นกึ่งตีนเชียง ๑ หมื่นหาญแตรทอง ๑ เจ้าพระยาสองแควตั้ง ทัพอยู่ริมหนองทั้งสองมีป่าไผ่อยู่โดยรอบ ๑

ฝ่ายข้างกองทัพไทยนั้นสมเด็จพระอินทราชาธิราชกับขุนวชิระ เจ้าเมืองกำแพงเพ็ชร์ ขุนราชอาสาผู้รั้งเมืองศุโขไทยยกทัพช้าง เข้าฝ่าทัพพระยาสองแควในเวลาเที่ยงคืน พระยาสองแควรู้ตัวเตรียมพลไว้สรรพ ส่วนตัวพระยาสองแควขึ้นขี่ช้างพลายเพ็ดมหาพินายอยู่ ท่าชนศึก สมเด็จพระอนทราชาไสช้างที่นั่งเข้าชนช้างพระยาสองแคว รี้พลทั้งสองฝ่ายก็เข้ายุทธนากันเปนโกลาหล ขณะนั้นเจ้าแจ้สักขี่ช้างมงคล หมื่นจ่าช้อยขี่ช้างขวัญเพ็ด หมื่นนครขี่ช้างไชยสงครามผูเสนาขี่ช้างภูบาล ทั้ง ๔ ช้างเข้ารุมแทงช้างที่นั่งสมเด็จพระอินทราชาและขุนเมืองกำแพงเพ็ชร์ขุนเมืองศุโขไทย ทั้ง ๓ ช้างตกอยู่ในหนองพลลาวก็ระดมยิ่งปืนไฟแลน่าไม้ต้องพลทหารไทยล้มตายเปนอันมาก สมเด็จพระอินทราชาธิราชต้องกระสุนปืนที่พระภักตร์ขับช้างที่นั่งหนีไป แลในคืนวันนั้นเปนเดือนแรมมืดนักกองทัพหมื่น เมืองด้งกับกองหมื่นเด็กชายหลงรบพุ่งกันเอง ต่อรุ่งแจ้งกองหมื่นด้งกองพระยาสองแคว จึงได้ไล่ติดตามทัพไทยไปจนใกล้กองทัพหลวง สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ๆ ก็ให้เลิกถอยกองทัพกลับไป เมื่อนั้นเจ้าพ่อท้าวบุญเรืองกับพระยาแจ้สัก เข้าไปทูลพระเปนเจ้าติโลกราช จะขอเอาช้างพลายเก้าเท้า กับพลายปานชมพูไปไล่เอากองทัพไทย พระเปนเจ้าติโลกราชตรัสห้ามไว้ ฝ่ายหมื่นด้งเมื่อไล่ทัพไทยไป ใกล้จะถึงทัพหลวงสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ หมื่นด้งจึงให้รายพลเข้าซุ่มอยู่ในป่าตีฆ้องกลอง โห่ร้องกระทำให้ข้าศึกเห็นเปนมีรี้พล มาก ครั้นทัพไทยล่าเลิกจึงได้ยกติดตามไปถึงเขาพึง ไม่ทัน แล้วก็กลับมา ฝ่ายกองทัพไทยก็ไปตั้งอยู่ณเมืองสองแคว ใน เดือนสี่ปีเถาะนั้นพระเปนเจ้าติโลกราช ยกทัพหลวงไปล้อมเมืองสองแควไว้ ครั้งนั้นขุนเพ็ชร์กับขุนรามรับอาสาสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ออกฝ่าฟันทัพลาวที่ล้อมเมืองสองแควนั้น ในเวลาเที่ยง คืนนำทัพหลวงออกจากที่ล้อมได้ ไปตั้งริมน้ำแม่ราชธานี (น้ำยม) เจ้าพระยาติโลกราชก็เลิกทัพกลับคืนพระนครพิงค์เชียงใหม่ พระ ราชทานบำเหน็จรางวัลแก่นายทัพนายกองตามสมควรแก่ความชอบส่วนพระยาสองแควนั้น พระเจ้าเชียงใหม่พระราชทานเมืองงาวเมืองแพร่แลแคว้นกาวน่านให้เปนบำเหน็จซึ่งได้ชนช้างชนะสมเด็จพระอินทราชานั้น ครั้นอยู่มาถึงปีมะโรงเจ้าพระยาติโลกราชยกกองทัพไปตีเมืองพงในแว่นแคว้นสิบสองพันนาลื้อ ให้หมื่นด้งนครอยู่รักษาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถก็ยก ทัพหลวงขึ้นมาตีเมืองแพร่โดยทางเขาพึง หมื่นด้งนครรู้ข่าวก็ยก กองทัพไปตั้งรับ ฝ่ายพระเจ้าติโลกราช ซึ่งเสด็จยกทัพหลวง เข้าไปตีเมืองพงเข้าปล้นเมืองมิได้ ก็เลิกถอยกลับมาถึงเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ได้ทราบข่าวทัพไทยมาติดเมืองแพร่ หมื่นด้งนคร ไปตั้งรับรบสู้อยู่จึงเสด็จยกทัพหลวง ไปช่วยหมื่นด้งนครสู้รบกองทัพไทยเปนสามารถกองทัพไทยก็ล่าถอย พระยาติโลกราชเสด็จยกทัพหลวงตามไปถึงเมืองเชลี่ยง พระยาเชลี่ยงอ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์แลนำพระเจ้าเชียงใหม่ไปตีเมืองฝาง (สวางคบุรี) ตั้งทัพอยู่เหนือเมืองเข้าปล้นเมืองสามวันมิได้ ก็เลิกถอยกลับมาเมืองเฉลี่ยงดังเก่า พักรี้พลพอหายอิดโรยแล้ว จึงไว้หมื่นด้งกับล่ามหมื่นเวียก อยู่รั้งเมืองเชลี่ยงกับพระยาเชลี่ยงแล้ว ก็เลิกทัพกลับคืนนครพิงค์เชียงใหม่ในปีมะเสงนั้น อยู่มาพระยาเชลี่ยงกลับใจจะเปนขบถแต่งกลอุบาย ซุ่มกำลังไว้ แล้วให้มาเชิญหมื่นด้งนครไปเล่นชนไก่ เพื่อจะจับหมื่นด้งฆ่าเสีย หมื่นด้งรู้ตัวจึงยกกำลัง ๕๐๐๐ ไปจับพระยาเชลี่ยงได้ส่งไปเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ให้เนียรเทศพระยาเชลี่ยงไปไว้เมืองหาง (คือเมืองรังรุ้ง ซึ่งในพระราชพงษาวดารเรียกเมืองห้างหลวง) แล้วจึงตั้งหมื่นด้งนคร เปนพระยาครองเมืองเชลี่ยง ครั้งนั้นพระนครพิงค์เชียงใหม่มีเดชานุภาพมากนักพระเจ้าติโลกราชเจ้าพระนครพิงค์เชียงใหม่พระองค์นี้ ทรงพระปรีชาฉลาดในศัพทสาศตรต่าง ๆ แลแกล้วกล้าสามารถในการ ณรงค์สงคราม ปราบปรามประเทศราชทั้งหลาย เปนที่เข็ดขามคร้ามเกรงพระเดชเดชานุภาพเปนอันมาก ครั้นพระองค์จัดการราชอาณาจักรเรียบร้อยสำเร็จแล้ว จึงทรงพระปรารภในการบำรุงพระพุทธสาสนา ให้ประชุมพระเถรานุเถรมีพระธรรมทิณไตรเปนต้นกระทำสังคายนายพระไตรปิฏกในโพธารามวิหารปีหนึ่งจึงสำเร็จบริบูรณ์เปนอัฐมสังคายนายลำดับที่แปด จึงเฉลิมพระปรมาภิธัยว่าพระเจ้าศิริธรรมจักรวัติโลกราชามหาธรรมิกราช พระเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ในเมื่อพระพุทธสาสนากาลล่วงได้๒๐๒๐พรรษา จุลศักราช ๘๓๙ ครั้งนั้นกรุงพระนครศรีอยุทธยา กับพระนครพิงค์เชียงใหม่ก็กลับเปนทางพระราชไมตรีกัน สมเด็จพระบรมราชาธิราชพระเจ้าแผ่นดินกรุงพระนครศรีอยุทธยา มีพระราชศรัทธาจักทรงพระผนวชบำเพ็ญเนก ขัมบารมี จึงใช้ราชทูตมายังสำนักพระเจ้าติโลกราช ขอสงฆ์ไป กระทำวินัยกรรมสืบสาสนวงษ์ในกรุงพระนครศรีอยุทธยา พระเจ้าติโลกราชจึงอาราธนาพระเถรสิบสองรูป มีพระเทพกูลเถรเปนต้นกับให้ล่ามแขกเปนราชทูตเชิญพระธรรมพระสงฆ์ไปยังกรุงพระนครศรี อยุทธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระราชศรัทธา ถวายไทยทานแก่พระเถรทั้งหลายนั้นแลพระราชทานรางวัลแก่ล่ามแขกผู้เปนทูตนั้นเปนอันมาก แล้วก็มีพระราชสาสนแลเครื่องราชบรรณาการตอบแทนส่งทูตกลับคืนไปยังพระนครพิงค์เชียงใหม่

ศักราชได้ ๘๔๙ ปีมะแมนพศก เจ้าพระสุวรรณคำล้านนากับหมื่นเมืองพร้าวผู้ครองเมืองเชียงแสนถึงแก่พิราลัย พระเปนเจ้าติโลกราชจึงให้เจ้าทองงัวราชบุตรเปนหมื่นงัวไปครองล้านนาเชียงแสนได้ตั้งพิธีราชาภิเศกในวันพุฒเดือนยี่ขี้นเจ็ดค่ำปีรกาเอกศกจุลศักราช ๘๕๑ ทรงพระนามพระยาศิริราชเงินกอง ครั้นครอง เมืองได้๓ ปี ท่านนั้นได้สร้างพระอารามแลพระพุทธปฏิมากร แล้วด้วยทองปัญจองค์หนึ่งหนักล้านทอง (คือทองหนัก ๑๐ หาย) พระพุทธปฏิมากรองค์นั้นจึงได้ชื่อว่าพระเจ้าล้านทอง ปรากฎอยู่ ณ เมืองเชียงแสนจนทุกวันนี้

ฝ่ายพระเจ้าติโลกราชครองราชสมบัติอยู่ในเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ได้ ๒๓ ปีก็ทิวงคต เสนาพฤฒามาตย์ทั้งหลายจึงราชาภิเศกพระยอดเชียงรายราชนัดาขึ้นครองราชสมบัติ เปนพระมาหาราชเจ้านครพิงค์เชียงใหม่สืบไปขณะนั้นเจ้าหมื่นงัวผู้ครองล้านนาเชียงแสนถึงแก่พิราลัย พระเจ้าเชียงใหม่จึงให้หมี่นมณีขี้นไปครองเมือง เชียงแสน พระเจ้าเชียงใหม่องค์นี้ครองราชสมบัติได้ ๙ ปีก็ทรงพระประชวรทิวงคตพระโอรสทรงนามพระเมืองแก้วได้ครองนครพิงค์เชียงใหม่แทนพระราชบิดา ลุศักราช ๘๗๖ ปีจอฉศกกองทัพ กรุงพระนครศรีอยุทธยายกขึ้นไปตีได้เมืองนครเขลางค์ พระยาเมืองแก้วเจ้านครเชียงใหม่อพยพขึ้นไปตั้งอยู่เมืองเชียงแสนครั้นทัพ กรุงพระนครศรีอยุทธยาเลิกกลับไปแล้วจึงได้ยกกลับคืนมาครองนครเชียงใหม่ดังเก่า พระองค์ครองราชสมบัติได้ ๓๐ ปีทิวงคต พระเมืองเกษเกล้าพระราชโอรสได้ครองราชสมบัติสืบไปพระเมืองเกษเกล้าให้พระยาสุทธสนธิ์ไปครองเมืองเชียงแสน ในปีรกาสัปตศกจุลศักราช ๘๘๗ แลพระเจ้าเชียงใหม่องค์นี้มีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธสาสนา ได้ทรงสถาปนาแลปุรณปฏิสังขรณ์พระอารามน้อยใหญ่เป็นอันมาก แลได้อาราธนาพระมหาญาณมงคลเถรวัดอโศ การาม อันเปนประธานในหมู่พระสงฆ์คณะลังกาวงษ์ ให้เปนต้นการร้อยกรองพระไตรปีฎกแลอุปสมบทกรรมสีมาสมมุติให้ถูกต้องเปนหลักในพระพุทธสาสนาแลทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเปนอเนกประการ พระองค์ครองราชสมบัติมาถึงจุลศักราชได้ ๙๐๘ ปีมะเมียอัฐศกก็ทิวงคตพระราชโอรสทางนามท้าวทรายคำได้ครองนครพิงค์เชียงใหม่สืบไป ขณะนั้นพระยาสุทธสนธิ์ผู้ครองเมืองเชียงแสนแทนส่วนท้าวทรายคำพระเจ้าเชียงใหม่ครองเมืองเชียงใหม่ได้ ๓ ปีก็ทิวงคตหามีพระราชโอรสนัดาจะสืบสันตติวงษ์ไม่ เสนาพฤฒามาตย์ทั้งหลายพร้อมใจกันไปอัญเชิญเจ้าเชษฐวงษ์ราชโอรสพระเจ้าโพธิสาราช พระเจ้าล้านช้างมาครองพระนครพิงค์เชียงใหม่ สืบกระษัตริย์ขัตยวงษ์เพราะเหตุพระมารดาของเจ้าเชษฐวงษ์ เปนราชธิดาพระเมืองเกษเกล้าเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ เจ้าเชษฐวงษ์ผู้เปนพระมหาอุปโยราช ล้านช้างได้มาครองเมืองเชียงใหม่อยู่ได้ ๒ ปี พอพระเจ้าโพธิสาราชพระเจ้าล้านช้างผู้เปนพระราชบิดาทรงพระประชวรเสด็จสวรรคตพระอุปโยราชเจ้าเชียงใหม่ก็เสด็จกลับคืนไปเมืองล้านช้างครั้งนั้นได้เชิญเอาพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกฎ ซึ่งประดิษฐานอยู่ณวัดบุบผารามวิหารเมืองเชียงใหม่เอาไปไว้ณเมืองเวียงจันท์ด้วยแต่ครั้งนั้นมา

ฝ่ายข้างเมืองนครเชียงใหม่ครั้นพระอุปโยราชล้านช้าง เสด็จกลับไปเมืองล้านช้างแล้วแสนท้าวพระยาทั้งหลายฝ่ายเมืองเชียงใหม่ จึงไปอันเชิญพระเมกุฏิซึ่งอยู่เมืองนายอันเปนเชื้องสายเจ้าขุนเครื่องราชบุตรเจ้าพระยามังรายผู้สร้างพระนครพิงค์เชียงใหม่สืบมานั้นมาเปนเจ้านครเชียงใหม่ ในปีกุญตรีศกศักราชได้ ๙๑๓ สืบกระษัตริย์ขัติยวงษาต่อไป

ฝ่ายข้างเมืองเชียงแสนหมื่นทักขิณครองเมืองได้ ๔ ปีถึงอนิจกรรม พระอุปโยราชล้านช้างให้พระยาคำหมู่มาครองเมือง เชียงแสนได้ ๗ ปี พระยาคำหมู่ถึงอนิจกรรม เมือจุลศักราชได้ ๙๑๖ จึงพระเมกุฏิเจ้าพระนครเชียงใหม่ให้เจ้ากมลเปนพระยาครองเมืองเชียงเสนสืบไปได้ปีหนึ่ง พระไชยเชษฐาธิราชเจ้าล้านช้างยกกองทัพขึ้นมาล้อมเมืองเชียงแสน ชาวเชียงแสนต่อรบขับเขี้ยวกันอยู่ถึง ๓ ปีกองทัพล้านช้างจึงล่าถอยไป

๕ พงษาวดารตอนเชียงใหม่ขึ้นพม่า[แก้ไข]

ลุศักราช ๙๑๙ ปีมเสงนพศก พระเจ้าหงษาวดีสิ้นดำยกพยุหโยธาพัพมาปราบเมืองฝ่ายฟ้าลานนาไทยทิศตวันออก ได้เมืองนครเชียงใหม่ในวันเพ็ญเดือนเจ็ด แล้วยกขึ้นมาตีเมืองฝาง ได้เมืองฝางแล้วก็ยกขึ้นมาเมืองเชียงแสนพระยากมลเมืองเชียงแสนอพยพ ครอบครัวหนีไปพึ่งเมืองแสนหวี (คือเทียนหนีในภาษาจีน)พระเจ้าหงษาวดีปราบได้ลานนาไทยประเทศ แล้วคงให้พระเมกุฏิเปนเจ้านครเชียงใหม่ดังเก่าแลแต่งกองทัพไปตามจับเจ้ากมลผู้ครองเมืองเชียงแสนซึ่งหนีไปเมืองแสนหวีนั้นได้ตัวคืนมามอบให้รักษาเมืองเชียงแสนดังเก่าแล้วก็เลิกทัพกลับไปกรุงหงษาวดีอยู่ ภายหลังล่วงมา๖ ปีถึงณปีชวดฉศกจุลศักราช ๙๒๖ พระเมกุฏิ เจ้านครเชียงใหม่กับพระยากมลผู้ครองเมืองเชียงแสนคิดกันแขงเมืองต่อกรุงหงษาวดี พระเจ้าหงษาวดียกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ได้ตัวพระเมกุฏิแลพระยากมลส่งไปไว้กรุงหงษาวดีแล้วให้ราชเทวีอันเปนเชื้อสายเจ้าเชียงใหม่แต่ก่อนครองเมืองเชียงใหม่แทน

ลุศักราช ๘๓๐ พระเจ้าหงษาวดีเกณฑ์กองทัพพม่ารามัญไทยใหญ่แลลานนาไทยทุกหัวเมืองได้รี้พลเปนอันมากยกไปรบกรุงพระนครศรีอยุทธยาได้แล้วจึงให้พระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองพิศณุโลกครองราชสมบัติกรุงพระนครศรีอยุทธยา

ลุศักราชได้ ๙๓๔ปีมะโรงจัตวาศกพระเจ้าหงษาวดีให้เกณฑ์กองทัพพม่ารามัญลาวไทยยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองหนองหารปราบปรามประเทศล้านช้างได้ทั้งหมด

ลุศักราช ๙๓๙ ปีขาลนพศก นางพระยาราชเทวีผู้ครองเมืองเชียงใหม่แลเจ้าฟ้าหน่อคำผู้ครองเมืองเชียงแสนถึงแก่พิราลัย ครั้นศักราชได้ ๙๔๑ พระเจ้าหงษาวดีจึงให้แมงซานระธามังคุยผู้ครองเมืองสาวะถีมาครองเมืองเชียงใหม่แลให้พระยาลำพูนไชยไปครองเมืองเชียงแสนภายหลังให้เอาตัวพระยาลำพูนไปไว้กรุงหงษาวดีให้พระยาเกียรติ์มาครองเมืองเชียงแสนแทน

ลุศักราชได้ ๙๔๓ ปีมะเสงตรีศก พระเจ้ากรุงหงษาวดีเสด็จสวรรคต มังเอิงพระราชโอรสได้ครองราชสมบัติณกรุงหงษาวดี ได้ ๔ ปี ลุศักราชได้ ๙๔๗ ปีรกาสัปตศกพระเจ้าหงษาวดีมีรับสั่งให้เมืองเชียงใหม่ ยกกองทัพไปรบกรุงพระนครศรีอยุทธยา กองทัพกรุงออกโจมตีทัพเชียงใหม่แตกพ่ายเสียนันทะกอยต่อนายทัพตาย ในที่รบกองทัพก็เลิกกลับคืนเมืองเชียงใหม่

ลุศักราช ๙๕๔ ปีมะโรงจัตวาศกพระมหาอุปราชากรุง หงษาวดีทรงนามมังแลเปนจอมพล ๗ แสน ยกไปตีกรุงพระนครศรี อยุทธยา พ่ายแพ้แก่สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้ามหาอุปราชาขาดฅอช้างถึงพิราลัยในท่ามกลางสมรถูมิกองทัพรามัญแตกฉานกลับไป

ลุศักราช ๙๕๗ ปีมะแมสัปตศก พระเจ้าล้านช้างให้กำลังอุดหนุนเจ้าเมืองน่านให้เปนขบถต่อกรุงหงษาวดี แลคิคการไม่สำเร็จ ก็พากันอพยพไปอยู่ล้านช้างมังซานระธามังคุยผู้ครองเมืองเชียงใหม่จึงให้ลูกเลี้ยงไปครองเมืองน่าน

ลุศักราช๙๖๐ปีจอสัมฤทธิศกครัวลาวซึ่งพระเจ้าหงษาวดีกวาดไปไว้กรุงหงษาวดีอพยพหนีมาเมืองเชียงใหม่แล้วเลยไปล้านช้างแลในปีเดียวนั้นกองทัพกรุงพระนครศรีอยุทธยา ยกขึ้นมาตีเมืองนครเชียงใหม่ได้

ลุศักราช ๙๖๒ ปีชวดโทศก เมืองเชียวรายแขงเมืองกองทัพพม่ารามัญยกมาล้อมเมืองเชียงราย

ศักราช ๙๖๓ ปีฉลูโทศก ออกยารามเดโชไปเปนพระยา เชียงแสนชาวล้านช้างยกทัพมาติดเมืองเชียงแสนออกยารามดโชหนีเสียเมืองเชียงแสนแก่ชาวล้านช้าง

ศักราช ๙๖๕ ปีเถาะเบญจศกเมืองสาดแขงเมืองกองทัพพม่ายกมากวาดครัวเมืองสาดไปเปนอันมาก

ศักราช ๙๖๙ ปีมะแมนพศก มังซานระธามังคุยเจ้าเมืองเชียงใหม่ ครองเมืองได้ ๒๘ ปีพิราไลย มองซอยเทาอนุชาขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ได้ ๑๓ เดือนตาย บุตรชายได้ครองเมืองแทนได้ ๒ ปีตาย แล้วบุตรชายคนเล็กได้ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่แทน จึงให้พระยาจ่าบ้านเชียงใหม่ไปครองเมืองเชียงแสน ภายหลังพม่าตั้งให้พระยาจ่าบ้านเปนเจ้าฟ้ากาเผือกครองลานนาไทยเชียงแสน

ลุศักราช ๙๗๖ ปีขาลฉษศก พระยาเชียงใหม่ถึงพิราลัย พระยาน่านซึ่งเปนลูกเลี้ยงมังนระธามังคุยได้เปนพระยาเชียงใหม่

ศักราช ๙๘๑ ปีมะแมเอกศกเจ้าฟ้ากาเผือกผู้ครองเมืองเชียงแสนพิราไลย นางพยากาเผือกว่าราชการเมืองแทน

ศักราช ๙๘๖ ปีชวดฉศก เมืองเชียงของเปนขบถ พระเจ้าหนองผักหวานแมงซาแต่งให้พระเจ้าสุทโธธรรมราชา มังแรจอชวา เปนแม่ทัพถือพลพม่ารามัญมาตั้งอยู่เมืองเชียงหใม่ แล้วยกไปตีเมืองเชียงของได้ ในวันขึ้นเก้าค่ำเดือนสิบสอง

ลุศักราช ๙๘๗ ปีฉลูสัปตศก เมืองน่านเปนขบถพระเจ้า สุทโธธรรมราชายกไปตีเมืองน่านได้

ศักราช ๙๘๘ ปีฉลูอัฐศก พระเจ้าสุทโธธรรมราชายกกองทัพขึ้นไปตีได้เมืองเชียงรุ้ง ในปีเดียวนี้พระเจ้าหงษาวดีหนองผักหวานสวรรคต มังแรทิพขึ้นครองกรุงหงษาวดีแทน ฝ่ายพระเจ้าสุทโธธรรมราชาตีได้เมืองเชียงรุ้ง แลสิบสองพันนาลื้อแล้วก็ถอยทัพลง มาตั้งอยู่เมืองเชียงแสน เจ้าฟ้าสุทโธตั้งทัพอยู่ตำบลศรีคองแมนมังแรจอชวาตั้งทัพอยู่ทุ่งยางงามเจ้าทั้งสองเกิดวิวาทกัน ต่างก็ยก รี้พลเข้ารบกันได้วันหนึ่งกับคืนหนึ่งจึงแสนหลวงเรือดอนกับพระสังฆราชเจ้า เข้าไปเจรจาว่ากล่าวสมัคสมานทั้งสองฝ่ายต่างเลิก รบกัน เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชาจึงตั้งให้แสนหลวงเรือดอนเปนพระยาหลวงทิพเนตรไปครองเมืองฝาง ตั้งนายหน่อคำบุตรพระยาหลวงทิพเนตรให้เปนพระยาเชียงแสน แล้วก็เสด็จคืนเมืองหงษาวดี อยู่ภายหลังพระยาเชียงใหม่ขึ้นไปตีปล้นเอาเมืองเชียงแสนได้ จับตัว นายหน่อคำมาขังไว้เมืองเชียงใหม่ให้พระยานครเปนพระยาศรีสองเมือง แต่แสนอาญาเปนหวุ่นถือพล ๓๐๐๐ อยู่รั้งเวียงเชียงแสนได้สามปี ลุศักราช ๙๙๓ ปีมะแมตรีศก พระเจ้าสุทโธธรรมราชายก กองทัพมาเอาเมืองเชีองใหม่ได้ ส่งพระยาเชียงใหม่ไปไว้กรุงหงษาวดีแล้วให้พระยาทิพเนตรกินนาสามล้านครองเมืองเชียงใหม่ ให้พระยาเชียงแสนผู้บุตรพระยาเชียงใหม่กลับไปครองเมืองเชียงแสนดังเก่าลุศักราช ๙๙๔ ปีวอกจัตวาศก พระเจ้าสุทโธธรรมราชายกกองทัพ ไปเอาเมืองฝางตั้งล้อมอยู่ ๓ ปีจึงได้เมืองฝาง

ศักราช ๙๙๘ ปีชวดอัฐศก พระเจ้าสุทโธธรรมราชาบำเพ็ญพระราชกุศลบวชกุลบุนรพันหนึ่ง แลมีพระราชอาญาให้สถาปนาที่วังนางฟ้ากาเผือกเปนพระอารามขนานนามว่าวัดเชตวัน แล้วให้อาราธนามหาเถรป่าไผ่ดอนแท่นมาเปนเจ้าอาวาศรองวัดเชตวัน ลุศักราช ๑๐๐๐ ปีขาลสัมฤทธิศก นางฟ้ากาเผือกพิราไลย

ศักราช ๑๐๑๐ปีชวดสัมฤทธิศก พระเจ้าสุทโธธรรมราชาเสด็จสวรรคตณกรุงอังวะมังนันทะได้ครองราชสมบัติ

ลุศักราช ๑๐๑๒ปีขาลโทศก พระยาหลวงทิพเนตรถึงพิราไลยเจ้าฟ้าหน่อคำผู้ครองเชียงแสน ได้ครองลานนาไทยเชียงใหม่แทน บิดาสืบไปได้ ๕ ปี ลุศักราช ๑๐๑๗ ปีมะแมสัปตศก ถ็ถึงอสัญกรรมพระยาแสนเมืองตนลูกได้ครองเมืองแทนได้๓ ปี พระเจ้าอังวะเอาตัวไปกักขังไว้กรุงอังวะ

ศักราชได้ ๑๐๑๙ ปีรกานพศกบังเกิดน้ำเหนือหลากท่วมเมืองทุกแห่ง แลพระแสนเมืองได้กลับจากกรุงอังวะมาถึงบ้านเมือง ในศกนั้น

ศักราชได้ ๑๐๒๑ ศึกฮ่อมาติดเมืองปางหลวง พระเจ้าแปรได้ขึ้นเปนกระษัตริย์ครองกรุงอังวะ

ลุศักราช ๑๐๒๒ ปีชวดโทศก กองทัพกรุงศรีอยุทธยายกขึ้นมาตีเมืองนครเชียงใหม่แลเชียงแสน ชาวเชียงใหม่พ่ายหนีละเมืองเสียไปตั้งเวียงน้อยอยู่ในป่าห้วยใต้ได้ ๒ ปี ลุศักราช ๑๐๒๔ปีขาลจัตวาศก จึงได้กลับคืนมาตั้งเมืองเชียงใหม่ดังเก่า พระเจ้าเมืองแพร่ได้ครองเมืองเชียงใหม่ครั้นนั้นเมืองนครเชียงใหม่ไม่ได้ขึ้นกรุงอังวะ

ลุศักราช ๑๐๓๐ พระเจ้าแปรสวรรคต มหาธรรมภุกามขึ้นครองราชสมบัติกรุงอังวะจึงให้เจ้าฟ้าสางกุงมาอยู่เมืองเชียงแสน

ศักราชได้ ๑๐๓๔ เจ้าแสนเมืองผู้ครองเชียงแสนถึงพิราไสยครองเมืองได้ ๑๘ ปี จึงพระอินเมืองตนลูกได้ครองเมืองแทนได้ ๗ ปี

ศักราชได้๑๐๔๐ปีพระอินเมืองก็ถึงพิราไลย พระเฉลิมเมืองตนลูกได้ครองเมืองแทน แลในปีนั้นพระเจ้าเมืองแพร่ผู้ครองเมืองเชียง ใหม่ถึงพิราไลย พระเจ้าอึ้งแซะมาครองเมืองเชียงใหม่แทนศักราช ๑๐๓๗ ปีเถาะสัปตศก พระเจ้าอึ้งแซะพิราไลยลูกพระเจ้าเจกุดตราได้ครองเมืแงเชียงใหม่แทน ฝ่ายทางเชียงแสนนั้น พระเฉลิมเมืองครองเมืองได้ ๔ ปีก็พิราไลย ฟ้าสางกุงจึงตั้งส่างล่ามเปนหวุ่นครองเมืองเชียงแสนต่อไปได้ ๔ ปี ส่างล่ามมีความผิดจึงส่งตัวไปไว้กรุงอังวะ แล้วเอาฟ้าเมืองหลวงมาครองเมืองเชียงแสน แทนเมื่อจุลศักราช ๑๐๕๔ ขณะนั้นเมืองเชียงแสนเกิดฝนแล้งเข้าแพง ราษฎรอดอยากล้มตายระส่ำระสายเปนอันมากล่วงมาถึงศักราช ๑๐๕๗ ปีกุนสัปตศก ฟ้าเมืองหลวงผู้ครองเวียงเชียงแสนถึงพิราไลย ยังหาได้ตั้งเจ้าเมืองไม่ ลุศักราช ๑๐๖๑ ปีเถาะเอกศก มหาธรรมราชาพระเจ้าภุกามสวรรคต อึ้งแซะมหาอุปราชอนุชาได้ราชาภิเศก เสวยราชสมบัติกรุงอังวะ จึงตั้งเจ้าหน่อเมืองพันนาซ้ายเปนหวุ่นไปครองเมืองเชียงแสน ให้รามะเสนนาขวาเปนจักกาย (เกียกกาย)คือปลัด ลุศักราช ๑๐๖๓ ปีมเสงตรีศก พระเจ้ากรุงอังวะยกกองทัพมาตั้งอยู่เมืองเชียงแสน แล้วยกไปรบเมืองแมน (คือจีนฮ่อ) เข้าปล้นเมืองมิได้ ก็ถอยทัพกลับมาตั้งอยู่เมืองเชียงรุ้งได้ปีหนึ่ง แล้วก็กลับมาตั้งอยู่เมืองเชียงแสน แล้วให้แสนหลวงต่างบุตรพระยาไชยวิชิตไปครองเมืองกาย ให้แสนหลวงเถิงบุตรพระยาเศรษฐีไปครองเมืองไร ตั้งแสนสิริงธนะเปนพระยาหลวงสุนทรฦาไชย ยกเมืองเชียงแสนออกจากอำนาจเมืองเชียงใหม่ ให้ขึ้นกรุงอังวะพระเจ้าอังวะทรงจัดการปกครองลานนาไทยประเทศราชเสร็จแล้ว ก็เลิกทัพกลับไปกรุงอังวะ

ลุศักราช ๑๐๖๔ ปีมเมียจัตวาศก ครัวลาวล้านช้างอพยพ มาเปนอันมาก ผู้ครองเมืองเชียงแสนก็รับส่งไปไว้กรุงอังวะ

ศักราช ๑๐๖๕ ปีมแมเบญจศก ชาวล้านช้างยกกองทัพ มาตั้งอยู่ ณ เมืองเชียงของ แล้วเลยลงไปทางเมืองน่าน ครั้งนั้นฝนแล้งเข้าแพงราคาเข้าหกหาบเปนเงิน ๒๐๐ ท็อก ลุศักราช ๑๐๖๖ ปีวอกฉศก ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ให้มากุมเอาพระยาเชียงแสน ไปฆ่าเสียยังเมืองเชียงใหม่ แล้วตั้งแมงแรกะยาเจสูงเปนหวุ่นครองเมืองเชียงแสนแทน เมืองเชียงแสนเกิดอุบาทว์หลายประการ สุกรตกลูกเปนช้าง แลในวันเดือนสิบขึ้นสิบค่ำ ฝนตกหนักภูเขาพังแลยอดเจดีย์หักพังหลายแห่ง ลุศักราช ๑๐๖๙ ปีกุนนพศก เดือนแปดแรมหกค่ำ เจ้าเมืองไรย้ายไปครองเมืองเชียงราย เจ้าหน่อเมืองไปครองเมืองน่าน ครั้งนั้นปลาบึกขึ้นน้ำแม่กกมากนัก ศักราชได้ ๑๐๗๐ พม่าให้กุมเอาจักกายเมืองเชียงแสนกับทั้งครอบครัวส่งไปกรุงอังวะ ในปีเดียวนั้นเมืองเชียงตุงเปนขบถกองทัพพม่ายกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุงได้ ศักราช ๑๐๗๒ แมงแรกะยาจเสงผู้ครองเมืองเชียงแสนถึงแก่กรรม ฟ้าลักที่ได้ครองเมืองแทน ครั้งนั้นพระยาเชียงรายสร้างวัดพระคำ ฝ่ายเมืองเชียงแสนสร้างธาตุกิติหลังน้อยสำเร็จ บริบูรณ์แล้วฉลองในวันเพ็ญเดือนหกปีมเสงเบญจศกจุลศักราช๑๐๗๕ ครั้น ณ เดือนอ้ายแรมเก้าค่ำ ฝนตกหนักเจ็ดวันเจ็ดคืน น้ำแม่โขง ขึ้นท่วมเมืองคนตายเปนอันมากศักราช ๑๐๗๗ ปีมะเมียสัปตศกเดือนเจ็ดขึ้นหกค่ำยามใกล้รุ่งแผ่นดินไหวหนัก พระเจดีย์วิหารหักพังทลาย ๔ ตำบล แผ่นดินไหวอยู่ในเดือนนั้นทั้งเดือน ครั้นต่อมาถึงเดือนเก้าแรมสี่ค่ำ แผ่นดินไหวหนักอีกครั้งหนึ่ง ลุศักราช ๑๐๗๙ ปีรกานพศก น้ำแม่โขงนองหนักท่วมเมืองเชียงแสนฦก ๓ ศอกวัดต้นตอวัดต้นแก้ว วัดบุญยืน วัดพระบวช ยุบจมลงทั้ง ๔ วัด ศักราชได้ ๒๐๘๐ เดือนเจ็ดขึ้น ห้าค่ำ มีเงือกรุ้งออกสอดเกี่ยวพัน๔ ตัว เปนอัศจรรย์ยิ่งนัก ลุศักราฃ ๑๐๘๙ชาวเชียงใหม่เปนขบถ มีเทพสิงห์ชาวเมืองยองเปนหัวน่า ยกเข้าปล้นเมืองเชียงใหม่ จับตัว โป่มังแรนร่าฆ่าเสีย บรรดาพม่ามอญขึ้นอยู่ในเมืองเชียงใหม่แตก หนีขึ้นมาเมืองเชียงแสน กองทัพชาวเชียงใหม่มีกำลัง ๗๐๐๐ คน ยกเข้ามาล้อมเมืองเชียงแสนตั้งแต่วันเดือนสี่ขึ้นห้าค่ำ ถึงเดือนห้าแรมค่ำหนึ่ง เมี้ยวหวุ่นจักกายพม่าก็แตกหนีละเมืองเมืองเชียงแสน เสียครั้งนั้นพระยาหางวังตื่นมีกำลัง๔๐๐คนออกต่อรบทัพชาวเชียง ใหม่ยามใกล้รุ่ง กองทัพเชียงใหม่แตกไป ได้เครื่องสรรพาวุธ แลช้างพลาย ๖ ช้าง กับเชลยชาวเชียงใหม่เปนอันมาก ก็ส่งไป ถวายพระเจ้าอังวะ ๆ โปรดให้พระยาหางวังตื่นเปนพระยาครองเมืองเชียงแสน

ฝ่ายทางเมืองเชียงใหม่นั้นเทพสิงห์ขึ้นนั้งเมืองอยู่ได้ ประมาณเดือนหนึ่ง มีหนังสืออาญาประกาศแก่แคว้นแขวงทั้งปวงทุกแห่ง ให้จับพม่ามอญบันดามี ส่งไปล้างเสียให้สิ้นเชิง บันดา พม่ารามัญที่ยังเหลืออยู่ในแว่นแคว้นเมืองเชียงใหม่ พากันมั่วสุม คุมกันเข้าเปนหมู่เปนกอง มีจะเรเนแตกกับปู่ยานช่างเหล็กเปนหัวน่ารวบรวมกำลังเข้าได้ ๓๐๐ คน พากันไปคิดการกับเจ้าองค์นก อัน เปนเจ้าลาวชาวล้านช้าง ซึ่งหนีจากเมืองหลวงพระบางมาบวชเปน ภิษุอยธ่ ณ วัดบุบผารามเมืองนครเชียงใหม่ เจ้าองค์นกก็ลาผนวช ออกรับเปนหัวน่าที่จะต่อรบกับหมู่เทพสิงห์ แล้วพากันยกกำลังเข้า มาตั้งอยู่วัดเกษฝั่งตวันออกแม่พิงค์ ตรงน่าเมืองเชียงใหม่ข้ามขณะนั้นหมู่เทพสิงห์มีคน ๕๐ คนมารักษาสพานข้ามแม่น้ำอยู่ ครั้นเวลาเมี่ยวคืนเจ้าองค์นกแต่งให้จะเรเนแตกคุมกำลังอ้อมไปเข้าทางแจ่งศรีภูมิกองหนึ่ง แล้วแต่งกำบังเข้าแทงหมู่เทพสิงห์ซึ่งรักษาสพานท่าแพแตกแล้ว ก็ยกมาเข้าเมืองเชียงใหม่ได้ แต่เทพสิงห์หนี ออกจากเมืองไปทางทิศใต้ ครั้นได้เมืองเชียงใหม่แล้ว จึงอันเชิญเจ้าองค์นกขึ้นครองเมือง ทรงนามว่าเจ้าองค์คำ ฝ่ายเทพสิงห์หนีไปเมืองน่าน จึงไปชักชวนเจ้าธรรมปัญโญผู้ครองเมืองน่าน ยกกำลังมาตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าองค์คำผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ก็ยกกองทัพออกไปตั้งรับที่ตำบลป่าช้างได้สู้รบกันเปนสามารถ เจ้าธรรมปัญโญตายในที่รบกองทัพเมืองน่านแตกกลับไป

ลุศักราช ๑๐๙๐ ปีวอกเดือนสี่ขึ้นห้าค่ำ สแคงพระยานาย ทัพพม่ายกกองทัพมาจากกรุงอังวะ ถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าองค์ คำแต่งให้พม่า ๒๐ คน กับชาวเมือง ๒๐ คนออกไปต้อนรับสแคงพระยา ๆ สั่งให้จับคนชาวเมือง ๒๐ คนจะฆ่าเสีย ชาวเมือง ๒๐ คนรู้ตัวก็หนีกลับมาทูลเจ้าองค์คำว่า ครั้นเจ้าจะเปนม่านตูข้าขอหนี ครั้นเจ้าจะเปนไทยตูข้าขอรบม่าน เจ้าองค์คำได้แจ้งเหตุดังนั้น ก็พร้อมใจด้วยพลเมืองที่จะต่อรบพม่า ขณะนั้นพม่ามาตั้งทัพอยู่หนองหมอน เจ้าองค์คำคุมกำลังออกไปรบกับพม่า แต่ต่อสู้กันอยู่ถึง ๒ เดือนพม่าแตกหนีไปทางเมืองวังหนองขวาง ไปตั้งอยู่เมืองพะเยา ถึงวันเดือนสี่ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีชวดจัตวาศกจุลศักราช ๑๐๙๔ เจ้าองค์คำยกกองทัพขึ้นไปตามตีกองทัพพม่าแตกจากเมืองพะเยาขึ้นไปอยู่เมืองเชียงแสน เจ้าองค์คำก็เลิกทัพกลับมาเมืองเชียงใหม่

ลุศักราช ๑๐๙๕ ปีฉลูเบญจศก พระเจ้าอังวะให้เมงจักกายเปนแม่ทัพถือพล ๑๐๐๐๐ ยกมาตีเมืองเชียงใหม่เข้าปล้นเมืองมิได้ก็เลิกถอยไปตั้งอยู่เมืองเชียงแสน

ศักราช ๑๑๐๒ ปีวอกโทศก เมงจักกายนายทัพพม่า ซึ่งแตกหนีไปอยู่เมืองเชียงแสนได้เปนเมี้ยวหวุ่นอยู่เมืองเชียงแสน ป่วย ลงถึงอนิจกรรม พระเจ้าอังวะตั้งให้น้อยชิณวงษ์เปนเมี้ยวหวุ่นเมืองเชียงแสน ขนานนามเพียะนรักษ์

ศักราช ๑๑๐๗ ปีฉลูสัปตศก สมิงทอได้นั่งเมืองหงษาวดีมีราชสาสนมาขอนางอิ้งทิพธิดาเจ้าองค์คำผู้ครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าองค์คำส่งราชธิดาไปกรุงหงษาวดี ครั้นลุศักราช ๑๑๐๘ ปีขาลอัฐศกสมิงทอเสียเมืองหงษาวดี จึงพานางอิ้งทิพกลับมาส่งคืนเจ้าองค์คำยังเมืองเชียงใหม่

ศักราช ๑๑๑๓ ปีมแมตรีศก เมืองลื้อเขินแมนเข้ากันเปน ขบถ ยกมารบเพียะนรักษ์ผู้ครองเมืองเชียงแสน เพียะนรักษ์พาครัวอพยพหนีไปอยู่ตำบลสบมา ลื้อเขินก็เข้ารักษาเมืองเชียงแสนไว้ถึงศักราช ๑๑๑๗ ปีกุนสัปตศก เพียะนรักษ์ส้องสุมได้กำลังแกวแลลาวยกกลับมาตีเมืองเชียงแสนคืนได้ดังเก่า

ศักราช ๑๑๑๙ ปีฉลูนพศก กองทัพล้านช้างยกไปตีเมืองเชียงแสน เพียะนรักษ์ออกต่อรบที่ตำบลดอนแท่น เสียทีแก่ข้าศึกตายในที่รบ บุตรชายเพียะนรักษ์ชื่อเจ้าตนทิพ กับบุตรเจ้านาขวาขื่อเจ้าบวร พากันหนีไปกรุงอังวะ พระเจ้าอังวะตั้งให้เจ้าบวรเปนเมี้ยวหวุ่นครองเมืองเชียงแสน ให้เจ้าตนทิพครองเมืองเชียงราย ให้ขนานอทิครองเมืองเชียงราบให้กลับคืนมาครองเมืองทั้ง ๓ คน

ฝ่ายข้างเมืองเชียงใหม่นั้น เจ้าองค์คำครองเมืองได้ ๓๒ ปี ถึง ณ ปีเถาะเอกศก จุลศักราช ๑๑๒๑ ทรงประชวร ก็พิราไลยในเดือนอ้ายแรม ๑๕ ค่ำ เจ้าจันท์ราชบุตรได้ครองเมืองแทน แลในเดือนสี่ปีเถาะนั้น พระเจ้ามังลองยกกองทัพไปตีเมืองมอญ ครัวมอญอพยพหนีเข้ามาเมืองเชียงใหม่เปนอันมาก ในศกเดียวนั้นพระเจ้ามังลองยกกองทัพไปกรุงศรีอยุทธยาโดยทางเมืองทวาย ฝ่ายข้างเมืองเชียงใหม่นั้น น้อยวิสุทธิ์เมืองลำพูนยกกองทัพไปตีเมืองเชียงแสนได้ เมี้ยวหวุ่นบวรผู้ครองเมืองเชียงแสนตาย น้อยวิสุทธิ์ได้ครองเมืองเชียงแสน

ลุศักราช ๑๑๒๒ ปีขาลโทศก เจ้าดอวงเมือง ๆ ลำพูน ยกกองทัพขึ้นไปเอาเมืองเชียงแสนมิได้ก็เลิกทัพกลับมาลำพูน แลในศกเดียวนั้น วันเดือนแปดขึ้นแปดค่ำ คนใช้พม่ามาถึงเมืองลำพูนครั้นเดือนสิบแรมเจ็ดค่ำ พระเจ้ามังลองเลิกทัพจากกรุงศรีอยุทธยาขึ้นมาถึงแม่น้ำพระก็ทรงพระประชวรทิวงคตในที่นั้น แลในศกเดียวนั้น เดือนสิบสองแรมค่ำหนึ่งวันจันทร์ยามรุ่ง พระอาทิตย์เปนสุริยคราธ

ศักราช ๑๑๒๓ ปีมะเสงตรีศก เดือนสี่แรมค่ำ เจ้าปัตอนุชาเจ้าจันท์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ขบถต่อเจ้าจันท์ ๆ สู้มิได้หนีไปพึ่งพระยาทะกาลเมงทละอยู่ตำบลบ้านฉัน ฝ่ายเจ้าปัตได้เมืองเชียงใหม่แล้ว มิได้ครองเมืองเองกลับอาราธนาเจ้าอธิการวัดดวงดี ให้ลาสิกขาบทแล้วยกขึ้นเปนเจ้านครเชียงใหม่ แลในศกเดียวนั้นวันเดือนเจ็ดแรม ๗ ค่ำ เจ้าลำพูนถึงพิราไลย

ลุศักราช ๑๑๒๔ ปีมะเมียจัตวาศก เดือนยี่ขึ้นค่ำหนึ่งเวลาบ่ายมีสุริยปราคา ครั้นถึงเดือนสามขึ้นสิบสามค่ำ ชาวลำพูนแล วังพร้าวยกไปรบชาวป่าช้าง ครั้นถึงเดือนสี่กองทัพพม่าเก้าทัพ โป่อภัยคามินีเปนแม่ทัพ ยกมาจากกรุงอังวะตั้งทัพอยู่ที่วัดเวฬุวันกู่เต๊าแล้วเข้าล้อมเมืองเชียงใหม่ในวันเสาร์เดือนสี่ขึ้นค่ำหนึ่ง กองทัพพม่าเข้าเมืองเชียงใหม่ได้ ในวันเดือนสิบเอ็ดแรมแปดค่ำปีมะแมเบญจศกจุลศักราช ๑๑๒๕ พม่ากวาดต้อนครัวญาติวงษ์เจ้าองค์คำแลไพร่ไทยชาวเมืองเชียงใหม่ส่งไปกรุงอังวะเปนอันมาก ส่วนโป่อภัยคามินี ก็เข้ารักษาเมืองเชียงใหม่อยู่ แลแต่งนายทัพนายกองพม่าคุมกองทัพแยกย้ายกัน ไปรบตีกวาดต้อนครอบครัวพลเมืองในหัวเมืองต่าง ๆ แลเข้ารักษาอยู่ทุกตำบล ครั้งนั้นแสนขวาง โรงช้างส้องสุมกำลังได้ยกไปรบพม่า ซึ่งตั้งทัพอยู่ท่าอ้อย ได้ไชยชนะแล้วก็หนีไปตั้งอยู่ดอนมูลเมืองเชียงแสน ฝ่ายโป่อภัยคามินีจึงแต่งจักกายอินท์ยกกองทัพไปจับแสนขวางที่ดอนมูล แสนขวาง ก็แตกหนีเสียไพร่พลเปนอันมาก

ฝ่ายข้างเมืองนครเขลางค์ คือนครลำปางนั้น เมื่อจุล ศักราฃได้ ๑๐๙๔ ท้าวมหายศเมืองลำพูนยกรี้พลไปรบตีเมืองนครแตก บิดาท้าวลิ้นกางผู้ครองเมืองนครอพยพครอบครัวหนีไปอยู่ปะตูผา ฝ่ายท้าวมหายศเมืองลำพูนก็เข้าตั้งอยู่ในวัดพระธาตุลำปาง ครั้งนั้นยังมีมหาเถรองค์หนึ่งเปนเจ้าอธิการวัดพระแก้ว เปนที่นับถือของประชาชนชาวเมืองนครนั้นเปนอันมาก พระมหาเถรนั้นดำริห์การที่จะกู้เมืองนครคืนจากอำนาจข้าศึก คือท้าวมหายศเมืองลำพูนจึงส้องสุมศิษย์หาได้กำลังเปนอันมาก แล้วเธอจึงไปว่ากล่าวกับเจ้าเมืองนครซึ่งหนี ไปอยู่ประตูผานั้น ให้กลับมาเอาเมืองนครลำปางคืน พระยานครตนนั้นผู้มีเพียรย่อหย่อนเสียแล้ว ไม่สามารถที่จะมารบกับพระยาลำพูนได้ จึงยอมอนุญาตว่าแล้วแต่มหาเถรเจ้าจะเลือกหาผู้ใดที่สามารถต่อสู้กับข้าศึกคืนเอาเมืองนครได้แล้ว ก็จะยอมยกเมืองนคร ให้แก่ผู้นั้นครองเมืองนครสืบบุตรหลานต่อไปครั้งนั้นพระมหาเถรเจ้าอธิการวัดพระแก้ว จึงปฤกษาด้วยญาติโยมศิษย์หาเลือกหาผู้จะเปนหัวน่า คุมไพร่พลไปรบกับพระยาลำพูนนั้น ก็เลือกได้นายทิบช้างพรานปืนคนหนึ่ง เปนคนมีกำลังแลสติปัญญาสามารถอาจที่จะเปนนายทัพได้ คนทั้งหลายเรียกนายทิบช้างนั้น เพราะแกมีกำลังแล่นไล่ตัดหางช้างเถื่อนได้ พระมหาเถรเจ้าอธิการวัดพระแก้วจึงจัดกำลัง ๓๐๐ คน มอบให้นายทิบช้างเปนนายทัพยกไปรบพระยาลำพูน ซึ่งตั้งอยู ณ วัดพระธาติลำปาง นายทิบช้างคุมพลกำลังเข้าโจมตีกองทัพพระยาลำพูนแตก ฆ่าพระยาลำพูนตาย ไพร่พลชาวลำพูนแตกหนีไป นายทิบช้างไล่ติดตามฆ่าฟันไปจนถึงดอยดินแดงผีปันน้ำแล้วก็กลับมาเมืองนครลำปาง พระมหาเถรกับราษฎรก็พร้อมกันยกนายทิบช้างขึ้นเปนพระยาไชยสงคราม ครองเมืองนครลำปางเปนเอกราช มิได้ขึ้นแก่พม่าไทยแลเชียงใหม่ นายทิบช้างครองเมืองนครลำปางมานานได้ ๒๗ ปี จุลศักราช ได้ ๑๑๒๑ จึงถึงแก่กรรมนายทิบช้างมีบุตรชาย๔ ตาย๒ ยังเหลือ ๒ คือนายชายแก้ว ๑ นายพ่อเรือน ๑ มีบุตรหญิง ๔ คน ครั้นพระยาไชยสงคราม(ทิบช้าง) ถึงแก่กรรมแล้ว ฝ่ายท้าวลิ้นกางซึ่งเปนบุตรพระยานครคนเก่า กลับยกกำลังมาแย่งชิงเมืองนครลำปางคืนจากนาย ชายแก้ว นายพ่อเรือนบุตรพระยาไชยสงคราม (ทิบช้าง) นายชายแก้ว นายพ่อเรือน พ่ายแพ้แก่ท้าวลิ้นกางแล้ว ก็พาครอบครัวอพยพหนีไปอยู่เมืองแพร่ส้องสุมกำลังได้พอสมควร แล้วก็ยกกลับมาต่อรบกับท้าวลิ้นกางอีก ครั้งนี้นายพ่อเรือนน้องชายนายชายแก้ว ถูกปืนตายในที่รบ แต่นายชายแก้วแตกหนีไปเข้าหาพม่า ณ กรุงอังวะ พม่าให้โป่ชุกคุมกำลังหัวเมืองฝ่ายเหนือ พาตัวนายชายแก้วกลับมาเมืองนครลำปาง จับตัวท้าวลิ้นกางฆ่าเสีย แล้วพม่าตั้งนายชายแก้วให้เปนฟ้าชายแก้ว ครองเมืองนครลำปาง ในปีจุล ศักราช๑๑๒๖ ล้อโป่ชุกแม่ทัพพม่า จึงเอานายขนานกาวิลกับนายดวงทิพซึ่งเปนบุตรเจ้าฟ้าชายแก้ว คุมพลลาวชาวเมืองนครลำปางเข้าสมทบกองทัพพม่ายกไปตีเมืองเวียงจันท์ ได้เมืองเวียงจันท์ แลธิดาเจ้าเวียงจันท์ ซึ่งเรียกว่านางสามผิวส่งไปถวายพระเจ้าอังวะ แต่นั้นมาเมืองนครลำปางก็ตกเปนเมืองขึ้นพม่ากรุงอังวะ

ลุศักราช ๑๑๒๗ ปีรกาสัปตศก พระเมืองไชยเมืองลำพูนส้องสุมกำลังได้ ยกมารบพม่าโป่อภัยคามินียังเมืองเชียงใหม่ โป่อภัยคามินีพ่ายแพ้แตกหนี พาเอาฟ้าชายแก้วเมืองนครลำปางไปกรุงอังวะ พระเจ้าอังวะให้อะแซวุ่นกี้เปนแม่ทัพถือพลแสนหนึ่งยกมาปราบปรามลานนาไทยประเทศ ให้โป่อภัยคามินีกับฟ้าชายแก้วเข้ากองทัพกลับมาด้วย ในปีนั้นดาวพระพฤหัศบดีเข้าในดวงพระจันทร์ อะแซวุ่นกี้ยกกองทัพมาตีได้ลานนาไทยคืนแล้ว ก็ให้โป่อภัยคามินีอยู่รักษาเมืองเชียงใหม่ดังเก่า แล้วตั้งใก้สีหะกอยทางครองเมืองเชียงแสน แลตั้งโป่เงี้ยวลอยข้าทั้งหลายอยู่รั้งหัวเมืองต่าง ๆ เสร็จแล้ว ก็เลิกทัพกลับไป

ลุศักราช ๑๑๒๘ ปีจออัฐศก เมืองลำพูนคิดขบถ โป่อภัยคามินีกับเลชุโป่ยกกองทัพไปตีได้เมืองลำพูน ในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสาม

อนึ่งทางเมืองเชียงแสนนั้น สีหะกอยทางเจ้าเมืองเชียงแสน ทำความผิด พม่ามีตราเรียกกลับไปกรุงอังวะ ให้จักกายยานแทง จอชะวาอยู่รักษาเมืองเชียงแสน

ในปีนั้นพม่าแต่งกองทัพ ๔ โป่ ๔ กอง โป่เจียกคือ โป่สุพลาเปนแม่ทัพยกไปตีกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยา

ฝ่ายพม่าซึ่งอยู่รักษาเมืองลานนาไทยทุกแห่ง ก็กระทำการกดขี่ข่มเหงต่าง ๆ แก่ราษฎรพลเมืองได้ความเดือดร้อนทั่วไปทุกแห่ง บ้างก็พากันอพยพหลบลี้อยู่ป่าอยู่เถื่อนบ้างก็ซ่องสุมคุมกันเปนกองโจรหลายหมู่หลายกองต่างรบราฆ่าฟันซึ่งกันแลกัน เพราะว่าเมือง หาผู้เปนใหญ่เปนประธานมิได้

ฝ่ายพระยาจันทร์หนองหลวง ซึ่งหนีพม่าไปอยู่เมืองลาวแต่ก่อนนั้นซ่องสุมได้กำลังมากแล้ว ครั้นรู้ว่าพม่ายกไปจากเมืองนครลำปางแล้ว พระยาจันทร์ ก็คุมกำลังลอบเข้ามาโจมตีบ้านหัวเสือดอนไฟบ้านก้อม กวาดครัวเชลยแลทรัพย์สิ่งของกลับไปเมืองลาว ถัดนั้นมาจักกายสุริยวงษ์เมืองเถิง กับแสนสุทธนแลแมงควงจอนายน้อยชมภูยกกองทัพขึ้นมาตีเมืองนครลำปางมาถึงตำบลสบปาปยังทางอีกวันหนึ่งจะถึงเมืองนครลำปาง เจ้าฟ้าหลวงไชยแก้ว เจ้าเมืองนครลำปางทราบข่าว จึงเกณฑ์กำลังไทยเงี้ยวพม่าให้เจ้ากาวิละผู้เปนบุตรเปนนายทัพยกไปถึงตำบลสบปาปเวลากองงาย (คือเวลา ๓ โมงเช้า) เจ้ากาวิละขับพลเข้าล้อมกองทัพชาวเถินไว้ ๓ ด้านเว้นแต่ด้านริมน้ำแม่วัง กองทัพทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกันเปนสามารถฝ่ายข้างจักกายสุริยะ แสนสุทธน เมงคองจอ นายน้อยชมภู ก็แตกกระจัดกระจายพ่ายหนีไปทางเมืองลอง เจ้ากาวิละก็เลิกทัพกลับ คืนเข้าเมืองนครลำปาง ศักราช ๑๑๒๙ ปีกุญนพศกเดือนสี่ กองทัพฮ่อฝ่ายเหนือยกมาตีกรุงอังวะ มาถึงตำบลดอยสูงสีแล้วก็เลิก ถอยทัพกลับไป

ลุศักราช ๑๑๓๑ ปีชวดเอกศก โป่อภัยคามินีเจ้าเมืองเชียงใหม่ป่วยลงก็ถึงแก่กรรม พม่าให้แมงแงคามินีคือโป่มะยุง่วนลาวเรียกโป่หัวขาวมาครองเมืองเชียงใหม่สืบไป ครั้งนั้นมีข่าวทัพฮ่อจะมาติดกรุงอังวะ มีตราให้เกณฑ์พลเมืองทั้งปวงเข้ากองทัพพม่าไปรั้งเมืองคอยต่อสู้กองทัพฮ่อ ตั้งแต่เดือนอ้ายปีชวดจนถึงเดือนหกปีฉลูทัพฮ่อไม่ยกมาจริง พม่าจึงปล่อยกองทัพลาวให้กลับคืนมาเมือง ลุศักราช ๑๑๓๒ ปีฉลูโทศกเดือนสิบเอ็ดขึ้นสี่ค่ำวันอาทิตย์ ดาวควันฤาธุมเกตุปรากฏในท้องอากาศทิศบูรพ์ จน ถึงวันแรม ๖ ค่ำเดือนอ้าย จึงเปรไปปรากฏปัจฉิมทิศ ครั้น เดือนสี่จักกายน้อยพรมกับโป่มะยุง่วนผู้รักษาเมืองเชียงใหม่เกิดวิวาทรบกันขึ้นในท่ามกลางเมือง จักกายน้อยพรมพ่ายแพ้ตัว ต้องอาวุธตายในที่รบ ในปีนั้นอัศนีบาตตกต้องปราสามเมืองอังวะแลเกิดพายุใหญ่พัดฉัตรยอดเจดีย์พระเกษธาตุเมืองย่างกุ้งหักลง อนึ่งพม่ามีตราประกาศให้ผู้ชายสักขาดำ ให้หญิงขวากหูถือลานตามอย่างพม่าเปนต้นแต่ครั้งนั้นมา ฝ่ายโป่สุพลาซึ่งยกทัพไปตีกรุงศรี อยุทธยาแล้วเลิกทัพกลับมาลานนาไทย เกณฑ์คนลานนาไทยได้ มากแล้ว ก็ยกกองทัพไปเมืองลานช้างผาขาวพันนา อยุ่ภายหลัง พระยาจ่าบ้านกับโป่มะยุง่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ เกิดวิวาทบาทหมาง รบกันขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ พระยาจ่าบ้านมีกำลังน้อยไม่อาจต้านทานได้ ก็พาพักพวกหนีไปเข้าหาโป่สุพลายังผาขาวพันนา

๖ พงษาวดารตอนเชียงใหม่รวมกับไทยได้[แก้ไข]

ลุศักราช ๑๑๓๓ ปีขาลตรีศก ในปีนั้นพระเจ้าตาก (สิน) เจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรี เสด็จกรีธาทัพยกขึ้นมาตีเมืองนครเชียงใหม่ถึงเมืองนครเชียงใหม่ ณ วันจันทร์เดือนเจ็ดขึ้นสามค่ำ พระยาโกษาเปนแม่ทัพน่า ถือพล ๗๐๐๐ เข้าตั้งประชิดทางประตูไลแกง กองทัพพม่าซึ่งรักษาเมือง ได้สู้รบป้องกันเมืองเปนสามารถอยู่ได้ ๙ วันถึงวันอังคารเดือนเจ็ดขึ้นสิบเอ็จค่ำกองทัพไทยก็เลิกถอยกลับไป ฝ่ายโป่สุพลาทราบข่าวกองทัพไทยยกมาติดเมืองเชียงใหม่ ก็รีบเลิกทัพกลับจากผาขาวพันนา พาเอาพระยาจ่าบ้านกลับมาเมืองนครเชียง ใหม่ตั้งทัพอยู่ ณะ ประตูท่าแพ ให้เตีรยมทัพบกแลทัพเรือจะยกลงไปตีกองทัพไทยฝ่ายพระยาจ่าบ้านเห็นได้ท่วงทีที่จะคิดขบถออกจากอำนาจพม่า พระยาจ่าบ้านจึงใช้คนสนิทลอบไปบอกพระยากาวิละยังเมืองนครลำปาง พระยากาวิละก็ลงใจด้วย จึงตอบมาว่าให้พระยาจ่าบ้านคิดการไปชักนำกองทัพไทยขึ้นมาเถิด พระยากาวิละจะคิดการเมื่อ ภายหลัง ครั้นได้สัญญาอาณัติกันเช่นนั้นแล้ว พระยาจ่าบ้านจึงอุบายเข้าไปขอรับอาสาต่อโป่สุพลาว่า ทางน้ำที่จะยกทัพเรือลงไปเมือง ใต้นั้น เปนแก่งหินผาประกอบไปด้วยสวะแลซุงสักหลักตอกีดขวาง ทางเรือไปไม่สดวก พระยาจ่าบ้านจะขออาสาเปนกองน่า ไปแผ้วถางทำทางให้เรียบร้อยก่อน โป่สุพลาเห็นชอบด้วยจึงเกณฑ์พม่าไทยใหญ่ ๗๐ คนกับชาวเมือง ๕๐ คน มอบให้พระยาจ่าบ้านล่วงน่าไปทำทาง พระยาจ่าบ้านกับพม่าเงี้ยวล่องเรือไปถึงเมืองฮอด หยุด พักนอนกลางคืนจะใกล้รุ่ง พระยาจ่าบ้านกับพรรคพวกร่วมใจกันก็พร้อมกันลอบแทงพม่าเงี้ยว ๗๐ คนตายสิ้น แล้วก็รีบล่องไปยัง เมืองกำแพงเพ็ชร เข้าหากองทัพเจ้ากระยาจักรีขอสวามิภักดิ์เจ้าพระยาจักรีมีใบบอกกราบทูลพระเจ้าตาก โปรดให้พระยาจ่าบ้านนำทัพขึ้นไป กองทัพไทยแบ่งกองทัพเดินบกมาเมืองลี้กองหนึ่งพระสุระเปนนายทัพถือพล ๕๐๐๐ พระยาจ่าบ้านนำกองทัพไทยมาถึงท่าวังตาลพบกองทัพพม่า โป่หัวขาวยกไปต้อนรบ ทัพไทยไม่ทันพร้อมเพรียงกันก็แตกพ่าย ฝ่าเจ้าพระยาจักรีแลพระยาสุรสีห์ เดินกองทัพทางเมืองนครลำปาง พระยากาวิละกับพี่น้องทั้งเจ็ดปฤกษาพร้อมใจกันในการที่จะคิดฟื้นพม่า จึงทำอุบายแต่งให้เจ้าคำสมเปนแม่ทัพคุมพลไทยเงี้ยวพม่ายกลงไปต้อนรับกองทัพไทย เพื่อ มิให้พม่ามีความสงไสย ยังแต่จักกายศิริจอสูกับพม่าเงี้ยวแต่น้อยคนอยู่รักษาเมืองนครลำปาง พระยากาวิละกับพวกร่วมใจ ก็ยกเข้าแทงพม่าจักกายศิริจอสูถึงแก่ความตาย พม่าที่หนีรอดได้ก็ไป แจ้งความแก่เจ้าคำสม ๆ จึงว่า เจ้ากาวิละหากเคยเปนบ้า ลางคาบดีลางคาบร้าย คงจะไม่ตั้งใจเปนขบถ ถ้าเจ้ากาวิลาหากเปนขบถต่อพม่า ข้าทั้งปวงผู้เปนน้องก็จะไม่เข้าด้วย พม่าทั้งหลายก็ไม่ปลงใจเชื่อฟังเจ้าคำสม ครั้นเวลากลางคืนพม่า ๓๐๐๐ คนพากันหนีไปยังเมืองเชียงใหม่ แจ้งขอ้ความแก่โป่มยุง่วนตามเหตุการที่เจ้ากาวิละกระทำนั้น โป่มยุง่วนจึงให้เอาตัวเจ้าฟ้าชายแก้วบิดาพระยากาวิละไปจำไว้ ณ ะ คุก ฝ่ายเจ้าคำสมกลับเข้ามาเมืองนครลำปางจึงแต่งบรรณาการแลหนังสือ ไปถึงโป่มยุง่วนยังเมืองเชียงใหม่ฉบับหนึ่งใจความว่า เจ้ากาวิละเสียจริตเกิดวิวาทฆ่าฟันกันขึ้นกัจัก กายศิรินั้น ข้าทั้งหลายพี่น้องหกคนมิได้รู้เห็นเปนใจด้วย ขออย่า ให้ฆ่าตีกระทำร้ายแก่บิดาข้าทั้งหกนี้เลย โป่มยุง่วนได้รับหนังสือแลบรรณาการดังนั้นจึงมิได้ฆ่าฟ้าชายแก้วแต่ให้จำคุกไว้จะพิจารณาเมื่อภายหลัง ฝ่ายพระยากาวิละก็แต่งให้เจ้าดวงทิพผู้น้องลงไปรับกองทัพไทย เจ้าพระยาจักรีก็ยกรี้พลกองทัพขึ้นมาตั้งอยู่ตำบลลำปางก่อน เจ้ากาวิละก็น้อมนำบรรณาการ แลเสบียงอาหารลงไปต้อนรับเจ้าพระยาจักรีที่ตำบลลำปาง แล้วก็นำทัพไปเมืองเชียงใหม่ โดยทางดอยดินแดงดอยบา ฝ่ายพระยากำแพงเพ็ชรแลพระยาจ่าบ้านซึ่งแตกพม่าไปจากท่าวังตาลนั้น ครั้นรู้ว่าทัพใหญ่ยกมาทันแล้วก็ยกกลับขึ้นไปตีพม่ายังท่าวังตาลอีก กองทัพพม่าต่อรบต้านทางเปนสามารถ แม่ทัพไทยให้วางปืนตับยิงต้องพม่าล้มตายเปนอันมาก ทัพพม่าก็ล่าถอยเข้ามาเมืองเชียงใหม่ กองทัพไทยข้ามน้ำแม่พิงค์ได้โดยสดวก ฝ่ายเจ้ากาวิลรำพึงถึงพระบิดา เกรงว่าพม่าจะฆ่าเสีย เจ้ากาวิลาคุมรี้พลของตนเลยไล่ติดตามพม่าเข้าไปถึงเมืองเชียงใหม่ โป่มะยุง่วนก็แตกหนีออกประตูช้างเผือกไปทางทิศเหนือ เจ้ากาวิละ เข้าเมืองเชียงใหม่ได้ นายน้อยวิฑูรแลนายน้อนสมพมิตรชาวเมืองเชียงใหม่ซึ่งอยู่กับพม่า แจ้งความว่าเจ้าฟ้าชายแก้วยังมีชีวิตรอยู่ในคุก เจ้ากาวิละจึงถอดพระบิดาจากคุกแล้วพาไปเฝ้าพระเจ้าตากยังทัพหลวง กองทัพไทยได้เมืองเชียงใหม่ ในปีมะเมียฉศกจุลศักราช๑๑๓๖ เดือนห้าเหนือคือเดือนสามเพ็ญวันอาทิตย์ แล้วพระมหากระษัตริย์เจ้าจึงทรงตั้งพระยาจ่าบ้านเปนพระยาเชียงใหม่ ตั้งนายก้อนแก้วผู้เปนหลานเปนอุปราชตั้งจักกายแคงเปนพระยา ลำพูนตั้งน้อยต่อมต้อผู้นอ้งเปนอุปราชลำพูน ตั้งนายน้อยโพธิ์ก้อนทองเปนพระยาสุรวงษ์รักษาขอบขัณฑสีมาเสร็จแล้ว ก็เสด็จยาตราทัพหลวงกลับโดยทางเมืองนครลำปาง แรมทัพอยู่ตำบลลำปาง ส่วนเจ้ากาวิละพาพระราชบิดามาถึงเมืองนครลำปางแล้วมีใจชื่นชมยิ่งนัก ก็พาเอาน้องทั้ง หกองค์ลงไปเฝ้าพระเจ้าตากยังลำปางหลวง ก็ทรงโปรดตั้งให้เจ้ากาวิละเปนเจ้าเมืองนครลำปาง ตั้งเจ้าธรรมลังกาผู้เปนน้องที่สามเปนอุปราชเสร็จแล้ว ก็เสด็จยาตราทัพหลวงจากเมืองนครลำปาง ไปโดยทางเมืองเถินฝ่ายเจ้าพระยาสุรสีห์มีใจประดิพัทธในนางสีอโนชาผู้น้องเจ้ากาวิละ จึงใช้ขุนนางผู้ฉลาดมากล่าวขอต่อเจ้าฟ้าชายแก้ว แลเจ้าพี่น้องทั้งเจ็ดคนก็พร้อมใจกัน นำนางสีอโนชาไปยกให้แก่เจ้าพระ ยาสุรสีห์ ส่วนเจ้าพระยาสุรสีห์ก็ยกทัพกลับไปทางเมืองสวรรคโลก ฝ่ายข้างกรุงอังวะได้ทราบข่าวกองทัพไทยยกขึ้นไปตีเมืองนครเชียง ใหม่พระเจ้าอังวะจึงแต่งให้โป่หลังดำคุมรี้พลแสนหนึ่ง ยกไปตีกรุงเทพฯทางท่าดินแดงตั้งทัพอยู่ตำบลแม่สลิดให้อแซวุ่นกี้ถือพล ๕๐๐๐๐ มาทางแม่มะเลิงเข้าตีเมืองระแหง กำแพงเพ็ชร สวรรคโลก ศุโขไทยแตก แล้วยกเข้าล้อมเมืองพระพิศณุโลกไว้เจ้าพระยาจักรีแลเจ้าพระยาสุรสีห์สู้รบป้องกันเมืองอยู่ได้ถึงสี่เดือน ฝ่ายโป่หัวขาวซึ่ง แตกหนีจากเมืองเชียงใหม่ไปได้เดือนกับสี่วัน โป่หัวขาวกลับยกรี้พลหมื่นหนึ่งมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ณ วันอังคารแรมสี่ค่ำเดือนเจ็ด ปีมะแมสัปตศก จุลศักราช ๑๑๓๗ พระยาจ่าบ้านเจ้าเมืองเชียงใหม่ มีกำลัง ๑๙๐๐ คนสู้รบป้องกันเมืองเปนสามารถ แลแต่งคนถือหนังสือบอกข้อราชการทัพลงไปกรุงเทพ ฯ ส่วนเจ้ากาวิละเจ้าเมือง นครลำปางมีกำลังพันหนึ่ง ยกมาช่วยพระยาจ่าบ้านสู้รบพม่าเปนสามารถ กองทัพพม่าเข้าหักเอาหลายครั้งหาได้ไม่ก็ตั้งล้อมไว้ ไพร่ พลฝ่ายพระยาจ่าบ้านพระยากาวิละ หมดเสบียงอาหารก็คิดกันจับพม่ามาฆ่ากินเปนอาหาร พม่าตั้งล้อมอยู่ได้ ๘ เดือน ถึงวันเดือนยี่แรมสี่ค่ำ กองทัพไทยจึงไปถึง เข้าตีทัพพม่าแตกพ่ายไป ครั้นพม่าแตกหนีไป แล้วกองทัพไทยก็เลิกกลับมา ยามนั้นเมืองเชียงใหม่หมดเสบียง อาหารพลเมืองก็แตกฉานไปสู่ทิศต่าง ๆ ส่วนตัวพระยาจ่าบ้านกับอุปราชาน้าหลานพาครอบครัวไปอยู่เมืองนครลำปาง พอหายอิดโรยแล้วก็กลับมาตั้งอยู่ท่าวังพร้าว ภายหลังจึงกลับขึ้นมาตั้งเมือง เชียงใหม่ ยามนั้นเมืองใหม่รุร้างเปนป่ารุกข์อุกเต็มไปด้วยซุ้มไม้เครือเขาเถาวัล เปนที่อยู่แห่งหมู่สัตว์ป่า เพราะมีคนน้อยราย กันอยู่ พอว่างแต่ริมชายคาแหลหนทางเที่ยวไปมาหากัน เหตุว่าไม่มี โอกาศจะแผ้วถางได้ ยามนั้นยังมีคนผู้หนึ่งได้ลูกเสือโคร่ง ๒ ตัวนำมาถวายพระยาจ่าบ้าน ๆ ให้ทำคอกขังไว้ ถึงยามเที่ยงคืน แม่เสือมาเราะร้องก้องกลางเวียง เปนคำคนว่าพระยาช้างอยู่ทาง เหนือ พระยาเสืออยู่ทางใต้ ท้าวตนใดเอาลูกกูไปไว้ให้ปล่อยปันเสีย ครั้นบ่อปล่อยลูกรักแห่งกูบุตราจะกินลำดังลงมาเปนถ้อย จะกินให้หมดทั้งคุ้มหลวงคุ้มน้อยทั้งหญิงชายใหญ่น้อยทั้งนิ้วแม่นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วก้อยฝ่ามือนวลนิ้วน้อย จะกินทั้งเครื่องสร้อยสังวาล บัณหานี้ได้แก่เจ้า ๗ พระองค์พี่น้อง คือเจ้ากาวิละเปนพระยาช้าง พระยาเสือคือเจ้าพระยาสุรสีห์

ฝ่ายพระยาจ่าบ้านอยู่เมืองเชียงใหม่มินานเท่าใดก็เลิกถอยลงไปตั้งอยู่วังพร้าวดังเก่า

ตั้งแต่ปีมะเมียฉศก ศักราช ๑๑๓๖ จนถึงปีมะแมสัปตศก พระยาจ่าบ้านเตรียมการจะขึ้นไปตีเมืองเชียงแสน ได้ยกกองทัพขึ้นไปตั้งอยู่ตำบลแม่ขัวแดง พม่าแลทอโป่ถือพล ๙๙๐๐๐ ยกลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ พระยาจ่าบ้านก็ถอยกลับไปต่อรบพม่า ยังตำบลสันตวาน พระยาจ่าบ้านมีกำลังน้อยมิอาจต้านทานได้ ก็ล่าถอยลงไปถึงเมืองระแหง โป่แลทอก็ยกกองทัพเลยไล่ไปเมือง นครลำปาง เจ้า ๗ องค์พี่น้องได้สู้รบพม่าเปนสามารถ ทัพน่าพม่าเจ็ดพันเจ็ดโป่กอง รี้พลลาวมี ๗๐๐ ได้สู้รบกันอยู่ถึงเจ็ดวันเหลือ กำลังแล้วจึงได้ทิ้งเมืองพากันหนีลงไปเมืองสวรรคโลกย์ ครั้นกองทัพพม่าเลิกถอยไปแล้ว พระยาจ่าบ้านจึงแต่งให้เจ้าอุปราชาก้อนแก้ว ผู้หลานขึ้นไปตั้งวังพร้าวก่อน ให้รวบรวมเสบียงอาหารกับชาวลัวะชาวดอยไว้ท่า พระยาจ่าบ้านจึงตามมาเมื่อภายหลัง ครั้งนั้น เจ้าอุปราชาก้อนแก้ว เก็บเข้าเสบียงไว้ได้มากหาแบ่งปันเจือจานให้พระยาจ่าบ้านไม่ พระยาจ่าบ้านขัดใจจึงฆ่าอุปราชาก้อนแก้วเสียในปีวอกอัฐศกจุลศักราช๑๑๓๘ แลในปีนั้นดาวพฤหัศบดีเข้าในดวงเดือน เมืองอังวะฝนแล้งเข้าแพงนัก เจ้าเจ็ดองค์พี่น้องกับเจ้าฟ้าชายแก้วพระราชบิดาพากันยกจากเมืองสวรรคโลกย์ ขึ้นมาตั้งเมืองนครดังเก่าในปีระกานพศกศักราช๑๑๓๙แลในปีนั้นพระยาจ่าบ้านหนีจากวัง พร้าวลงไปตั้งอยู่หนองหลวง ที่ตำบลหนองหลวงนั้นมีลานต้นหนึ่ง แตกหน่อเปนเจ็ดหน่อล้อมกอภายบน พระยาจ่าบ้านจึงนิมนต์พระสงฆเจ้ามาเจริญพระพุทธมนต์แล้สให้โค่นลานต้นนั้นเสีย ถัดนั้นมา ลุศักราช ๑๑๔๐ ปีจอสัมฤทธิศก พระยาจ่าบ้านย้ายจากหนองหลวงไปตั้งอยู่เมืองลำพูน แล้วล่องไปกรุงเทพฯ ถึงศักราช ๑๑๔๑ ปีกุน นางบุญโสมผู้ภรรยาล่องไปตามหาพระยาจ่าบ้านแล้ว พากันกลับขึ้นมาเมืองลำพูนดังเก่า ครั้งนั้นเสนาอำมาตย์ของพระยาจ่างบ้าน คือพระยาไชยพระยาพานพากันหนีขึ้นไปเมืองเหนือ ยังแต่พระยาสำราญ พระยาอำมาตย์ กับไพร่เมืองกึ่งหนึ่ง พระยาจ่าบ้านขึ้นมาถึงเมืองลำพูนแล้วอยู่มินานเท่าใด ก็ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงแสนสบกก ได้แต่เมืองเปล่าก็เลิกทัพกลับคืนมา อยู่ไม่นานเท่าใดพระยาชายเชียงแสนเชียงรายยกกำลังมาหลอนตีเมืองลำพูนแตก จับได้ชะเลยเปนอันมาก ที่หนีข้าศึกไปก็มาก

ฝ่ายพระยาจ่าบ้านรวบรวมพลกำลังได้บ้างแล้วก็พากันลงไปตั้งอยู่ตำบลวังสะแคงปากน้ำแม่ลี้

อนึ่งในปีจอสัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๑๔๐ นั้น พระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรีให้เจ้าพระยาจักรีแลเจ้าพระยาสุรสีห์เปนแม่ทัพถือพลเปนอันมากยกไปปราบปรามมลาประเทศ กองทัพไทยตีได้เมืองหนองบัวหล่มภุแล้วเลยไปตีได้เมืองเวียงจันพันพร้าวในปีกุญศักราช๑๑๔๑ แม่ทัพทั้งสองแต่งกองข้าหลวง ๓๐๐ คนมาตรวจราชการทางเมืองน่านเมืองแพร่ตลอดมาถึงเมืองนครลำปาง ข้าหลวงไทยหมู่นั้นเที่ยวฉุดคร่าบุตรภริยาชาวบ้านไปทำอนาจารแลแย่งชิงสิ่งสินต่างๆ ราษฎรได้ความเดือดร้อนพากันไปร้องต่อพระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปางพระยากาวิละขัดใจก็ยกพวกไปไล่แทงข้าหลวงไทยหมู่นั้นยังตำบลวังเกิงล้มตายเปนอันมาก ที่หนีรอดได้ก็กลับไปเมืองใต้ อยู่มินานเท่าใดพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรีให้มีตราหาตัวพระยากาวิละ ๆ ก็ขัดตราหาไปไม่ถึง ๓ ครั้ง คิดจะทำราชการแก้โทษที่ทำผิดจึงยกกองทัพไปตีเมืองลอเมืองเทิง ได้ผู้คนครอบครัวเปนอันมากแล้ว พระยากาวิละกับพระยาจ่าบ้านจึงลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณ กรุงธนบุรีแจ้งข้อราชการทัพแลถวายครัวชะเลยนั้น พระเจ้าแผ่นดินมีพระโองการพิพากษาโทษพระยากาวิละข้อที่ทำร้ายข้าหลวงแลขัดท้องตรา พิพากษาโทษพระยาจ่าบ้านข้อที่ฆ่าพระยาอุปราชาก้อนแก้วผู้หลาน ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนหลังพระยาจ่าบ้านแลพระยากาวิละคนละ๑๐๐ ที เอาตัวจำไว้ณ คุก แต่พระยากาวิละนั้นให้ตัดขอบหูเสียทั้งสองข้า ข้อที่ขัดท้องตราเรียกหามาไม่นั้น ภายหลังพระยากาวิละร้องขออาสาราชการตีเมืองเชียงแสนแก้โทษ พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานโทษถอดจากคุกห้คงอยู่ในถานาศักดิกลับขึ้นไปทำราชการตามเดิม แต่พระยาจ่าบ้านนั้นยังไม่พ้นโทษ

ฝ่ายพระยากาวิละพ้นโทษแล้ว กลับขึ้นไปถึงเมืองนครลำปาง ก็เกณฑ์พลกำลังร่วมใจได้ ๓๐๐ คนยกขึ้นไปเมืองเชียงแสน ยามนั้นเปนเวลาขัดสนด้วยเสบียงอาหาร ไพร่พลได้เข้าเสบียงคนละ ๓ แครง ต้มกินแต่น้ำมื้อละน้อย ๆ พอยังชีวิตรให้เปนไป แต่โดยความแกล้ว กล้าสามารถอาจหาญของพระยากาวิละก็ตีได้เมืองเชียงแสนโดยสดวก ได้ครอบครัวชะเลยเปนอันมากก็เลิกทัพกลับคืนมาเมืองนครลำปาง

ฝ่ายพระยาจ่าบ้านอันต้องกักขังอยู่ ณ กรุงเทพ ฯ นั้นป่วยลงก็ถึงแก่กรรมในกรุงเทพมหานคร

ลุศักราฃ ๑๑๔๓ ปีฉลูตรีศก พระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปาง เมื่อเลิกทัพกลับจากเมืองเชียงแสนมาถึงเมืองนครลำปางแล้ว พักกำลังไพร่พลพอหายอิดโรยแล้ว ได้ทราบข่าวกรุงเทพฯ ว่า พระเจ้าตากเสียพระจริต ขุนนางหัวเมืองจับตัวออกเสียจากราชสมบัติแล้วอำมาตย์ราษฎรทั้งปวงพร้อมกันอัญเชิญเจ้าพระยามหากระษัตรศึกขึ้นเถลิงราชสมบัติปราบดาภิเศก เปนบรมกระษัตรผลัดพระวงษ์ใหม่ พระยากาวิละก็พาเจ้านายพี่น้องทั้งปวงลงไปกรุงเทพมหานคร เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทถวายสิ่งของแลครัวชะเลย อันตีได้มาจากเมืองเชียงแสนแลกราบบังคมทูลข้อราชการทั้งปวงพระเจ้าอยุ่หัวทรงพระกรุณาโปรดเปนอันมากจึงให้เลื่อนยศพระยากาวิละขึ้นเปนพระยา วชิรปราการเจ้าเมืองนครเชียงใหม่ พระราชทานพานทองคำเครื่อง ยศอย่างเจ้าประเทศราช ตั้งเจ้าธรรมลังกาผู้น้องที่ ๓ เปนพระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่ ตั้งเจ้าคำสมผู้น้องที่สองเปนพระยานครลำปาง ตั้งเจ้าดวงทิพผู้น้องที่ ๔ เปนพระยาอุปราชเมืองนครลำปาง ตั้งเจ้าหมูหล้าผู้น้องที่ ๕ เปนพระยาราฃวงษ์เมืองนครลำปาง ตั้งนายน้อยคำฟันเปนพระยาบุรีรัตนหัวเมืองแก้ว พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคโดยลำดับตามสมควรแก่ตำแห่งผู้ใหญ่ผู้น้อย พระยาวชิรปราการกาวิละกับพี่น้องทั้งปวงพักอยู่กรุงเทพฯ พอสมควรแล้ว ถึง มืองามยามดีก็กราบถวายบังคมลาพากันกลับขึ้นไปบ้านเมือง

ลุศักราฃ ๑๑๔๔ ปีขาลจัตวาศก พระยากาวิละขึ้นมาถึงเมืองนครลำปาง แล้วก็รวบรวมสมกำลังบ่าวไพร่ได้ ๓๐๐ คน ยกจาก เมืองนครลำปางไปตั้งตำบลวังสะแคง สบน้ำแม่ลี้ที่พระยาจ่าบ้านเคยไปตั้งอยู่ก่อนนั้น รวบรวมได้พลกำลังในที่นั้นอิก ๒๐๐ คนรวมเข้ากันเปน ๕๐๐ คน ก็กวาดต้อนครัวอพยพราษฎรเข้าตั้งอยู่เวียงป่าช้างกรวมลำน้ำแม่ทา ฝั่งหนึ่งเรียกป่าช้างน้อย อีกฝั่งหนึ่งเรียกป่า ช้างหลวง

ยามนั้นลานนาไทยประเทศร่วงโรยโดยเหตุพม่าข้าศึกมาย่ำยีย่อยยับ บ้านกลายเปนป่านากลายเปนพงรกร้างเปนด่านช้างดงเสือ หากำลังไพร่พลเมืองมิได้จึงพระยาวชิรปราการกาวิละกับหมู่ญาติพี่น้องปองกันสืบเสาะซ่องสุมพลกำลัง ทราบว่าหมู่โพกหัวแดงทหารพระยาก้อนแก้ว ซึ่งพระยาเชียงใหม่จ่าบ้านฆ่าเสียนั้น แตกหนีไปอยู่ทางเมืองปอนเมืองยวม ท่าตาฝั่งท่าสีทอสีแทบ้านแม่ปะผากู่เมืองทลาง (ผาปูน) พระยาวชิรปราการจึงแต่งให้พระยาสามล้าน กับไพร่๓๐ คนเอาถ้วยลายงาม ๔๐ ใบ ไปให้ยางก๊างหัวตาดนายด่านเกรี่ยง ๆ เปนใจด้วยแล้ว จึงพระยาสามล้านกับขุนมีชื่อ ลอบเข้า ตีได้บ้านต้องโผะเปนปฐมในศักราช ๑๑๔๕ แล้วพระยาวชิรปราการแต่งหนังสือเปนคำเกลี้ยกล่อมฟ้าน้อยหมวดเมืองทลาง แลจัด ถ้วยลายงาม ๓๐ ใบ เสื้อแพรผืนหนึ่ง ใช้ขุนมีชื่อไปเกลี้ยกล่อมก๊างแสนหลวงยางหัวด่านเกรี่ยงฝ่ายฟากตวันตกแม่น้ำคง ยางก๊างแสนหลวงยอมสมัคจึงมีหนังสือไปถึงฟ้าน้อยหมวด ๆ ยอมสามิภักดิ ขุนมีชื่อพาฟ้าน้อยหมวดเข้ามาถึงพระยาวชิรปราการยังเมืองป่าช้าง ครั้งหนึ่งในศักราชเดียวนั้นพระยาวชิระปราการ (กาวิละ) แต่งให้นาย จันทรราชาผู้หลานกับขุนมีชื่อ คุมกำลังบ่าวไพร่ไปตีบ้านท่าตาฝั่งฟากตวันตกแม่น้ำคง ได้ตัวพ่อเมืองทุ พ่อเมืองกิติ พ่อเมืองยานอาจารนันโท กวาดครัวอพยพราษฎรมาสู่บ้านเมือง แล้วพระยากาวิละแต่งให้แสนราชโกฐคุมรี้พลไปตีได้บ้านแม่ปะ ได้ตัวแสนขัติยะหมื่นชมภูกวาดครัวอพยพมาสู่เมืองถัดนั้นพระยากาวิละให้น้อยชินาขาวน้อยชินาดำ หมอสุกถือหนังสือไปเกลี้ยกล่อมพระยามาลาเมืองจวด ๆ ก็สามิภักดิ์ แล้วคนทั้งสามก็พากันกลับมาแจ้งแก่พระยากาวิละ

ลุศักราช ๑๑๔๖ มะโรงนักษัตรเดือน ๔ เหนือเพ็ญวันพุฒปะคานแมงกีพม่าคุมรี้พล ๔๐๐๐๐ยกมาล้อมเมืองนครลำปาง พระยากาวิละไว้เมืองป่าช้างให้ฟ้าไชยแก้วผู้บิดาอยู่รักษา ตนก็จัดได้พล กำลังพันหนึ่งไปรักษาเมืองนครลำปางต่อสู้พม่า แลใช้แสนสุลวะถือหนังสือลงไปขอกองทัพกรุงเทพฯ มาช่วย ฝ่ายกองทัพพม่าแยกกันไปตีได้เมืองแพร่ เมืองเถิน เมืองตาก จับได้พระยาแพร่พระยาเถิน พระยาเชียงเงิน พม่ากวาดครัวอพยพไปเปนอันมาก พระยากาวิละต่อสู้พม่ารักษาเมืองนครอยู่ได้๒ เดือนกับ ๒๖ วัน กองทัพกรุงเทพฯ รี้พล ๓๐๐๐๐ ขึ้นไปถึงก็เข้าตีทัพพม่า ๆ แตกฉานไปจากเมืองนครลำปาง ในวันอังคารเดือนหกแรมหกค่ำ ครั้นพม่าแตกแล้ว พระยากาวิละเขียนหนังสือใช้ม้าเร็วไปถึงพระยาอุปราชผู้น้องยังเมืองป่าช้างให้เร่งรีบไปตีเมืองจวด พระยาอุปราชแจ้งหนังสือแล้วก็จัดกำลัง ได้ ๕๐๐ คน ยกออกจากเมือง ณ วันพฤหัศบดีเดือนเจ็ด เหนือแรมห้าค่ำ ยกไปถึงเมืองจวดแรมสิบสามค่ำ ขณะนั้นพระยาจวดเข้ากองทัพพม่ามาตีเมืองนครกลับไปยังไม่ทันถึงเมือง พระยาอุปราชเข้าตีเมืองจดเมืองทาเมืองแหนนได้ กวาดครัวอพยพลงมาสิ้น ครั้นพระยาจวดกลับไปถึงเห็นแต่เมืองเปล่า ก็ติดตามลงมาหาบุตรภรรยาสามิภักดิ์ต่อพระยากาวิละณะเมืองป่าช้าง พระยากาวิละก็พาตัวพระยามะลาเมืองจวด ลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทพระเจ้าอยู่หัวณ กรุงเทพฯ แล้วพระยากาวิละทูลขอลาวชาวเถินชาวระแหงซึ่งหนีพม่าลงมาอยู่บ้านป้อมกรุงเก่านั้น โปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้เอาขึ้นไปตั้งเมืองตาก ระแหง เชียงทอง เมืองเถินตามเดิม ครั้นพรยากาวิละกลับไปถึงเมืองป่าช้างแล้ว จึงแต่งพระยาอุปราชนายคำมูลนายวรคุมไพร่ร้อยเศษขึ้นไปเกลี้ยกล่อมนาขวาเมืองเชียงแสน แลติดตามเอาตัวพระยาแพร่พระยาเถินที่พม่ากวาดไปนั้น ได้คืนมาทั้งครอบครัวส่งล่วงน่ามายังเมืองป่าช้าง แล้วพระยาอุปราช ให้นายคำมูลนายวรน้อยกาวิละเข้าไปเกลี้ยกล่อมพม่าเชียงตุง ๆ กลัวพม่าไม่ลงใจด้วย จึงพากันเลยไปเกลี้ยกล่อมเมืองยอง ๆ เปนใจขบถพม่าซึ่งรักษาเมืองยอง ครั้นไม่ชะนะพม่าฟ้าเมืองยองกับนายคำมูล นายวรนายกาวิละน้อยก็พากันหนีมาทางเมืองโกเมืองไชย มาถึงเมืองหลวงภูคา ฝ่ายทางเมืองผางพระยาสุรินทร์กับพระยาเมืองพร้าว มีสัญญาอาณัติถึงเมืองเชียงราย พระยาเมืองสาด พ่อเมืองปุท้าวหาวท่าแสนยอดพร้อมใจกันขบถต่อรบพม่าทุกบ้านทุกเมือง

ลุศักราช ๑๑๔๗ ปีมะเมียนพศก พม่าอะแซหวุ่นกี้ยกรี้พลมาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระยาพร้าว พระยาสุรินทร์เมืองฝาง พระยาเมืองสาด พ่อเมืองปุ ท้าวหาวท่าแสนยอด พระยาเชียงราย พาครอบครัวหนีเข้ามาเมืองนครลำปาง กองทัพพม่าติดตามมาล้อมเมืองนครลำปางไว้ ฝ่ายทางเชียงใหม่ พม่าก็ยกกทองทัพข้ามท่า ตาฝั่งมาทางเมืองยวมสายหนึ่ง พระยากาวิละให้นายพุทธวงษ์คุมไพร่ ๑๕๐ ไปรักษาทางด่านเมืองยวมทัพพม่าหนักแน่นรบไม่หวาดไหว ก็ลาดถอยลงมาตั้งรับตำบลบ่อพระแวนพักหนึ่ง แตก จากบ่อพระแวนถอยมาเข้าเวียงป่าช้าง พระยาเชียงใหม่จัดให้พระยาอุปราช พระยาบุรีรัตน กับกองทัพหัวเมือง ๆ กำแพงเพ็ชร สวรรค โลก ออกรับทัพพม่าสู้กันอยู่ ๒ วันไม่ชนะล่าถอยมา ทัพพม่าติด ตามเข้าล้อมเวียงป่าช้างไว้ พระยาเชียงใหม่แต่งการป้องกันเมืองสู้รบพม่าเปนสามารถ แล้วให้ท้าวแก้วลงมาขอกองทัพกรุงเทพฯไปช่วย ครั้นทัพไทยขึ้นไปถึงก็เข้ารบพม่าแตกพ่ายไป ในวันจันทร์เดือนหกเหนือคือเดือน ๔ ใต้แรมหกค่ำ กองทัพไทยตั้งพักอยู่ ๗ วัน ก็เลิดทัพกลับลงไป ณ กรุง พม่าแตกแล้วนายคำมูลนายวรพระยากาวิละก็กลับเข้ามาถึงเมืองป่าช้าง

ลุศักราช ๑๑๕๐ ปีมแมสัมฤทธิศก พระยาเชียงใหม่กาวิละให้พระยาบุรีรัตน นายพุทธวงษ์ นายจันทรราชา นายคำมูล นายนันท์เสนา นายน้อยกาวิละ คุมไพร่ลำฉกรรจ์สองร้อยเศษไปตีเมืองปั่นตองกาย์ได้ฟ้าหน่อคำ แสนพ่อเมืองตองกายครอบครัวลงมาสู่บ้านเมือง แล้วพระยาเชียงใหม่พร้อมกับเมืองนคร เมืองแพร่ เมืองน่าน ไปรบพม่ายังเมืองเชียงแสนไม่ชนะก็ถอยทัพกลับมา แล้วพระยาเชียงใหม่กับพระยานครยกไปตีพม่าซึ่งตั้งอยู่บ้านลองเมืองฝาง พม่าแตกหนีไป

ลุศักราช๑๑๕๒ ปีจอโทศก วันพฤหัศบดีเดือนเจ็ดคือเดือนห้าแรมสิบสามค่ำ พระยาอุปราช พระยาบุรีรัตน ยกรี้พลพันหนึ่งขึ้นไปตีพม่าซึ่งมาตั้งอยุ่เมืองต่วน เดินทาง ๑๕ วันถึงวันศุกรแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ได้เข้าต่อรบกับกองทัพพม่ายานแกวงศรีโป่มีรี้พล ๓๐๐๐ มารักษาอยู่เมืองต่วนหัวยอดเมืองจายแม่แกน รบกันอยู่ ๓ วัน ยานแกวงศรีโป่แม่ทัพถูกปืนตาย กองทัพพม่าแตกกระจัดกระจายไป แล้วแต่งให้นายจันทรราชา นายกาวิละน้อยคุมรี้พลร้อยเศษ ยก ข้ามน้ำแม่คงไปตีได้บ้านชมชิดฟากตวันตกคง แล้วนายจันทราชาท้าวสิทธิ ท้าวขุนมีชื่อคุมกำลัง ๓๕๐ขึ้นไปตีได้บ้านสต๋อยสอยไรบ้านวังลุวังกาดได้ตัวแสนศรีแลครัวอพยพกวาดลงมาเมือง

ครั้นปราบปรามพม่าอันมาตั้งเมืองต่วน หัวยอด เมืองจาย แม่แกนได้ไชยชนะแล้วก็เลิกทัพกลับมาเมือง ไม่นานเท่าใดพระยาเชียงใหม่กาวิละก็พาเอานายน้อยสุภา นายน้อยเชาวนะ บุตรพระยาตากลงไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณะกรุงเทพมหานคร กราบบังคมทูลข้อราชการทั้งปวง แล้วขอรับพระราชทานนายน้อยสุภา นายน้อยเชาวนะขึ้นมารับราชการเมืองตาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายน้อยสุภาเปนพระยาวิชิตชลธีผู้ว่าราชการเมืองตาก นายน้อยเชาวนะเปนพระยาอินทะคีรีผู้ช่วยราชการเมืองตาก ตั้งท้าวชมภูเปนพระยาจันทบุรีผู้ว่าราชการเมืองเถิน พระยาเชียงใหม่ กับท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงกราบถวายบังคมลาพากันกลับไปรักษาราชการบ้านเมือง

ลุศักราฃ ๑๑๕๓ กุญนักษัตรตรีศก พระยาเชียงใหม่พาวงษาท้าวพระยาไพร่พลขึ้นไปตั้งเมืองนพบุรีศรีพิงค์ไชยเชียงใหม่เปนปฐม อยู่ได้เดือนเศษตั้งหาได้ไม่ เหตุด้วยคนน้อยเปนนครอันใหญ่ แลรุร้างเปนป่าช้างทางเสือเหลือกำลัง ก็พากันถอยลงมาอยู่เวียงป่าช้างดังเก่า

ในศักราช ๑๑๕๓ นั้น พม่าสุระจอแทงโป่คุมรี้พลโยธาสามพันเข้ามาตั้งเมืองฝาง พระยาเชียงใหม่กาวิละ กับพระยาบุรีตนผู้น้องเกณฑ์พลกำลังรี้พลได้ ๒๕๐๐ ถึงศักราช ๑๑๕๔ ศกชวดวันพุฒเดือนเก้าขึ้นสี่ค่ำก็ยกขึ้นไประยะทาง ๑๘ วัน ถึงวันเสาร์เดือนเก้า แรมหกค่ำ ได้รบกับพม่าสุระจอแทงโป่ สู้กันอยู่หนึ่งเดือนกับ ๔ วัน ปล้นเมืองฝางไม่ได้ก็ล่าทัพกลับคืนมา

ลุศักราช ๑๑๕๕ ปีฉลูเบญจศก วันพฤหัศบดีเดือนสามแรม ๑๑ ค่ำ พระยาวชิรปราการกาวิละรวบรวมรี้พลสกลโยธาได้หมื่นหนึ่ง สรรพด้วยสาตราวุธทั้งปวงยกไปตีเมืองเชียงแสน เดินทาง ๑๙ วันจึงถึง ก็เข้าล้อมเมืองเชียงแสนในวันจันทร์เดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ เข้าปล้นเมืองเชียงแสนอยู่เดือนหนึ่งเข้าไม่ได้ ขาดเสบียง ลงก็ล่าทัพกลับมาในวัพฤหัศเพ็ญเดือนหกคือเดือสี่ศักราชเดียวนั้น

ลุศักราช๑๑๕๖ ศกขาลวันอังคารเดือนห้าเพ็ญ พระยาทั้งสามพี่น้องสร้างพระวิหารวัดอินทฐิน แลฐาปนาสวาธุเจ้าวัดผาขาวเปน พระสังฆราช แลได้ซ่อมแปลงปฏิสังขรณ์วัดอารามเก่าใหม่ แลมี การนักขัตฤกษมโหรศพสมโภชเมืองเปนการรื่นเริงแก่อาณาประชาชนเปนอันมาก ลุศักราช ๑๑๕๘ มโรงนักษัตรวันอาทิตย์เดือนหกขึ้นแปดค่ำ ก็ยกกรีธาพลากรแลราษฎรชายหญิงทั้งปวงออกจากเมืองป่าช้างไปโดยมรรคาได้ ๗ วัน ถึงวันพฤหัศเดือนหกขึ้นสิบสองค่ำยามเช้าก็ถึงเมืองพิงค์เชียงใหม่ เดินกระบวนเบียบรอบเมืองแล้วเวลาจวนเที่ยงก็เข้าประตูช้างเผือกไปพักอยู่น่าวัดเชียงมั่น ไพร่พล ก็เข้าตั้งเคหฐานบ้านเรือน คงคืนเปนบ้านเมืองดังแต่ก่อน พระยากาวิละตั้งอยู่เมืองป่าช้างนานได้ ๑๔ ปี ๔ เดือน ๒๑ วัน จึงได้มาตั้งในเมืองพิงค์เชียงใหม่ สถิตย์สำราญอยู่ได้ ๑๐ เดือน ๕ วัน ลุศัก ราช ๑๑๕๙ มะเสงนักษัตรวัพุฒเดือนสี่แรมสองค่ำ พม่าอึ้งแซะโป่ ซิดซิงโป่ ยกพยุหโยธาทัพมีรี้พลเก้าหมื่นเก้าพันมาล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้ พระยาเชียงใหม่แต่งเจ้านายบุตรหลานถือพลออกตีพม่าทุกทิศทุกด้าน พม่าแตกแล้วคืนมาเล่าหลายครั้งหลายคราว จึง พระยาเชียงใหม่ใช้แสนศรีอักษรเชิญศุภอักษรแลคุมเอาพม่าซะเลยลงไปทูลเกล้าฯ แถลงการณ กรุงเทพพระมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จยาตราพยุหโยธาทัพหลวงขึ้นมาช่วยเมืองนครเชียงใหม่ กองทัพหลวงเดินทางลำปางให้พระเจ้าลูกยาเธอลำดวนอินทะปัต ถือพล ๕๐๐๐ เดินทางเมืองลี้ ตีขนาบทัพพม่าอึ้งแซะโป่แตกพ่ายไป จับได้อุปคองโป่แลไพร่พม่า เปนอันมากพม่าล้อมเมืองอยู่ปางนั้นนานได้๒ เดือน ๒๘ วันจึงแตกไป

ลุศักราช ๑๑๖๐ ปีมะเมียสัมฤทธิศก แสนศรีพ่อเมืองปุ พาครัวอพยพหนีพม่าลงมาสู่พระบรมโพธิสมภารพระยาเชียงใหม่พาตัวแสนศรีลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณ กรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งแสนศรีเปนพระยาศรีปุวะดีศรีสุนทรพระราชทานให้กลับขึ้นไปรับราชการยังเมืองเชียงใหม่ ครั้งถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว พระยาเชียงใหม่แต่งให้ท้าวศรีท้าวบุญเรืองคุมกำลัง ๓๐๐ ยกไปตีพม่าโป่ศริหมอนทายังเมืองสาด ได้เมืองสาดกวาดเอาหมื่นหลวง หมื่นน้อย พ่อเมืองสาด แสนเมืองมา น้อยวง เมืองแจด แลครัวอพยพท่าอ้อเมืองกิ่ง เมืองกูน ลงมาสู่บ้านเมือง ได้ช้างพลายหนึ่งช้าง กับนางมิคิงมาเปนบริจาริกาแล้ว เกณฑ์นายคำมูลเปนนายทัพถือพลสามร้อย ขึ้นไปตีฟ้าคำเครื่องอันมาตั้ง อยู่เมืองปุ ฟ้าคำเครื่องถูกปืนตายได้เมืองปุแล้วยกรี้พลข้ามแม่น้ำแม่คงไปฟากตวันตกเข้าตีบ้านสต๋อยสอยไรบ้านวัวลายท่าช้างนาทุ่งอ้อ ได้หมื่นขวาวัวลายกับภรรยาฟ้าคำเครื่องแล้วก็เลิกทัพกลับมาเมือง

ลุศักราช ๑๑๖๒ วอกโทศก พระยาเชียงใหม่ให้ท้าวมหายศคุมรี้พล ๒๐๐ ยกข้ามน้ำแม่คงไปตีบ้านสบแม่เทง ได้หมื่นพรหมกวาดครัวอพยบมาสู่บ้านเมืองในศักราชนั้น ได้ตั้งนามเมืองเชียงใหม่ว่าเมืองรัตนติงษาอภิณบุรี แลก่อรูปช้างเผือก รูปสิงห์ รูปกุมภัณฑ์ เสื้อเมืองศรีเมืองขึ้นในปีนั้น ยามนั้นฝ่ายพม่าจัดให้ฟ้าเมืองเงี้ยวทั้งหลายแต่งผู้คนเข้ามาตั้งในเขตรแขวงเมือง ฝ่ายตวันออกที่รุร้างนั้น ความทราบถึงพระยาเชียงใหม่ ๆ แต่งให้ท้าวอินทศรีคุมพล ๕๐๐ เปนกองโจรยกขึ้นไปตีเมืองปุได้พระยาปุแลไพร่ไทยทั้งปวงกวาดลงมาเมือง แล้วกองทัพเลยไปตีเมืองแจดเมืองกิ่ง เมืองกูนท่าอ้อท่าแจดได้มาเปนอาณาจักรเชียงใหม่ทุกตำบล

ลุศักราช ๑๑๖๔ ปีจอนักษัตรจัตวาศก ฝ่ายเมืองพม่าตั้งราชาจอมหงษ์มาอยู่เมืองสาด ประกาศตัวเปนเจ้าสุวรรณหงษ์จักรวัติราช เจ้าฟ้าหลวงหอคำเปนใหญ่แก่ลานนา ๕๗ เมือง พระยากาวิละผู้ครองเมืองเชียงใหม่จึงเพณฑ์พระยาอุปราชถือพล ๕๐๐ ยกจากเมืองเชียงใหม่ ณ วันพฤหัศเดือนเจ็ดขึ้นสิบสามค่ำ ขึ้นไปทาง ๑๖ วัน ถึงวันศุกรเดือนเจ็ดแรมสิบสามค่ำ เวลาค่ำลอบเข้าปล้นจับเอาตัว ราชาจอมหงษ์กับลูกผู้กลางได้ อยู่ห้าวันก็แต่งคนคุมตัวราชาจอมหงษ์กับบุตรลงมาส่งเมืองเชียงใหม่ กองทัพตั้งอยู่เมืองสาด ๑๙ วันจึงยกขึ้นไปทาง ๗ วันถึงเมืองเขมรัฐตุงค์บุรี (เชียงตุง) ณ วันพุฒ เดือนแปดแรมสิบค่ำ เจ้าศรีไชยโชติสารัม เจ้าเมืองเชียงตุงพา ครอบครัวอพยพหนีทิ้งเมืองเสีย กองทัพเข้าเมืองจับได้พม่าคนหนึ่งชื่อซวยหลิ่งมณี แล้วพระยาอุปราชให้พระยาบุรีรัตนยกกองทัพปราบปรามขึ้นไปถึงเมืองม้า เมืองลา เมืองกอก เมืองกา เมืองขาก เมืองนุง ถึงเขตรว้าฃ่าก้อ ฃ่ากุ้ย แล้วก็กลับลงมาถึงเมืองเชียงตุงพักอยู่เมืองเชียงตุง ๒๕ วัน ก็เลิกทัพกลับจากเชียงตุงวันอาทิตย์เดือนเก้าแรมห้าค่ำ ร้อนแรมมาเดือนกับ ๙ วันถึงเมืองเชียงใหม่ ณ วันพุฒเดือนสิบแรมสิบสี่ค่ำ อยู่ได้ ๑๗ วันถึงวันอาทิตย์เดือนสิบเอ็จแรมสองค่ำพระยาวชิระปราการ(กาวิละ) แลพี่น้องบุตรหลานก้พาเอาตัวราชาจอมหงษ์ก่อลูกกับพม่าซวยหลิ่งมณี ล่องลงไป ณ กรุงเทพฯ

ครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯฐาปนาพระยากาวิละขึ้นเปนเจ้ามีนามศักดิ์ว่าพระบรมราชาธิบดีศรีสุริยะวงษ์ องค์อินทรสุรศักดิ์สมญามหาขัติยะราชชาติราไชสวรรค์ เจ้าขัณฑสีมาพระนครเชียงใหม่ราชธานี เปนใหญ่ในลานนา ๕๗ เมือง อยู่เดือนกับ ๓ วัน ก็กราบถวายบังคมลาพากันกลับขึ้นไปบ้านเมือง

อยู่ได้สามเดือน ถึงเดือนห้าวันพฤหัศแรมสิบเอ็จค่ำเจ้าเชียงใหม่จัดพลกำลังสามพันยกไปตีเมืองไชยแสนนพบุรี (เชียงแสน)เข้าล้อมเมืองวันเสาร์เดือนหกแรมสิบสามค่ำทำการปล้นเมือง เชียงแสนป้องกันเมืองเปนสามารถเข้าไม่ได้ ล้อมไว้สองเดือนแปดวัน ก็เลิกทัพกลับมาในวัศุกรเดือนอ้ายแรมแปดค่ำศักราช ๑๑๖๕ กุนเบญจศก

ในศักราชนั้น พระยาพยากพาครอบครัวไพร่ฟ้าข้าเมืองลงมาสู่พระบรมโพธิสมภาร เจ้านครเชียงใหม่ให้พระยาอุปราชพาตัวพระยาพยากลงมาเฝ้าทูลลออง ฯ ณ กรุงเทพ ฯ ออกจากเชียงใหม่มา ณ วันพฤหัศเดือนสิบสองขึ้นค่ำหนึ่งถึงกรุงเทพ ฯ วันอังคารเดือน สิบสองแรมห้าค่ำอยู่กรุงเทพฯ สองเดือน๑๓ วันก็กราบถวายบังคมลา กลับไปบ้านเมือง พักอยู่เมืองสองเดือน ๒๙ วัน ถึง ณ วันพฤหัศเดือนเจ็ดแรมสามค่ำพระยาอุปราชก็ยกพลนิกายโยธาหาญ ๑๕๐๐ ขึ้นไปตีเมืองเชียงแสนร้อนแรมทาง ๒๔ วัน ลุศักราช ๑๑๖๖ ศกชวดวันอาทิตย์เดือนแปดขึ้นสิบสามค่ำ ยกเข้าทางท่าเข้าเปลือกทิศตวันตกเมืองเชียงแสน ขณะนั้นพม่าเมี้ยวหวุ่นนาขวา แลบันดาเมือง ฝ่ายเหนือ คือเมืองยวง เชียงแขง บ้านยุ เมืองหลวย เมือง อะเชียงทง พากันขับรี้พลคนศึกมาช่วยเมืองเชียงแสนต่อรบก็ต้านทานมิได้พ่ายแพ้ไป กองทัพพระยาอุปราชเข้าเมืองเชียงแสนได้ ณ วันอังคารเดือนสิบ คือเดือนแปดปฐมาสาธขึ้นห้าค่ำเวลารุ่งแล้ว เมี้ยว หวุ่นแลจักกายพม่าก็ตายในที่รบกลางเวียง ชาวเมืองแตกตื่นประทะปะปน ที่หนีข้ามน้ำของไปแอบแฝงอยู่ป่าอยู่เถื่อนก็มี ที่กองทัพจับได้แลยอมสามิภักดิ์ก็มาก ได้เชลยแลช้างมาทรัพย์สิ่งของเปนอันมาก แต่ตัวนาขวาเจ้าเมืองหนีไปจับไม่ได้ พระยาอุปราชจัดกองทัพไปติดตามตัวนาขวา แล้วทัพหลวงก็กวาดครัวอพยพชาว เชียงแสนเลิกทัพกลับมาถึงเมืองนครเชียงใหม่ ในวันจันทร์เดือนแปดทุติยาสาธขึ้นสองค่ำ อยู่มาถึงวันพุฒเดือนเก้าขึ้นสิบค่ำ กอง ทัพซึ่งไปตามจับนาขวา ได้ตัวนาขวากับครอบครัวบุตรภรรยาลงมา ถึงเมืองนครเชียงใหม่ อยู่มาได้เดือนกับ ๒๒ วัน พระยาอุปราช ก็พาตัวเจ้าหอคำเมืองเชียงตุง กับนาขวาพ่อลูกล่องลงมาทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานบำเหน็จรางวัลเปนอันมาก แล้วโปรดให้เจ้าเมืองเชียงตุงแลนาขวากลับคืนไป แต่นาขวานั้นป่วยถึงแก่กรรมเสียที่กรุงเทพ ฯ พระยาอุปราชพักอยู่กรุงเทพ ฯ เดือนครึ่ง ก็กราบ ถวายบังคมลาพาเอาเจ้าเมืองเชียงตุงกับบุตรนาขวากลับขึ้นมาเมืองเชียงใหม่ อยู่มาถึงวันศุกรเดือนสามแรมแปดค่ำ เจ้าเชียงใหม่ ให้พระยาบุรีรัตนผู้น้องถือพล ๑๐๐๐ ขึ้นไปตรวจตระเวนด่านทางฝ่ายเหนือ ถึงเมืองเชียงตุง เมืองยาง เมืองแรม ขณะนั้นพม่ามาตั้ง อยู่เมืองงาปางช้าง พระยาบุรีรัตนยกเข้าตีทัพพม่าเมืองงาปางช้าง เดือนหนึ่งทัพพม่าจึงแตกไป ได้เชลยแลทรัพย์สิ่งของทองเงินช้างม้าอาวุธเปนอันมาก

ฝ่ายพระยาอุปราชกลับจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นมาพักเมืองเชียง ใหม่ได้สองเดือนหกวัน ก็ยกพลนิกายเสนาโยธาหาญพันหนึ่งไป ผาญเอาเมืองยวง แรมทางเดือนกับ ๒ วันถึงเมืองมหิยะกับรัฐบุรี (เมืองยวง) พระยายวงมิอาจต่อรบ ก็อ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์ถวายเมือง แลถวายเครื่องท้าวห้าประการ คือช้างพลายสารใหญ่สัปคับเขนคำ (ช้างต้น) อัศดรเครื่องคำ (ม้าต้น) กับนางหน่อเกลี้ยงคำอันเปนกนิฐภคินีร่วมบิดาถวายเปนบาทบริจา แล้วแต่งรี้พลกองน้อยใหญ่ปราบขึ้นไปในอุตรทิศ บ้านยุ เมืองหลวย เมืองกาย เมืองแร เมืองขวง เมืองเชียงทง เมืองวะ เมืองลวง เมืองหุน เมืองแชเมืองราย เมืองเจิง ท่าล่อ เมืองพาน เมืองม้า เมืองลา เมืองวัง เมืองมาง เมืองถาด เมืองขาง เมืองสูง สิบสองพันนา เชียงรุ้งบันดาเปนอาณารัฐประเทศเขตรน้ำแนวดินแห่งเมืองพิงค์เชียงใหม่แต่ปฐม

พระยาอุปราชพักอยู่เมืองยวงได้ ๑๓ วัน ลุศักราช ๑๑๖๗ ฉลูนักษัตรคุรุวารเดือนเจ็ดแรมสิบเอ็จค่ำ ก็ยกกรีธาพลาพลออก จากมหิยักข์บุรี ไปโดยวิถีบัพพตาอารัญประเทศสามวัน ก็บันลุเขตรเมืองเชียงขาง เข้าครอบงำเมืองเชียงขางได้ ครั้งนั้นได้ พระปฏิมากรทองสำริดปรากฏนามว่ามหาสุวรรณพิมพามีวรรณรังษีรัศมีงามยิ่งนัก บันดาเมืองทั้งหลายในสิบสองพันนาแลข่าต่าง ๆพากันมาอ่อนน้อมยอมเปนข้าโพธิสมภารถวายนางช้างม้าบรรณาการเปนอันมาก แต่พระยาเมืองวะขัดแขงก็ได้แต่งรี้พลไปกวาดต้อนเท ครัวอพยพมาสิ้น พระยาอุปราชแต่งตั้งท้าวพระยารักษาเขตรแคว้นแดนดินสิ้นเสี้ยนสัตรูแล้ว ถึงวันพฤหัศเดือนเก้าขึ้นเก้าค่ำ ก็เลิกรี้พลจากเมืองเชียงขางลงมาพักอยู่เมืองยวงได้ ๗ วัน ก็ยกจากเมืองยวงมาโดยลำดับมรรคาสถานนานได้เดือน กับ ๒๐ วัน บันลุยังเมืองนครเชียงใหม่ พักได้ ๒ เดือน ๑๖ วัน ถึงวันพฤหัศเดือนอ้ายแรมสองค่ำ จึงพระยาอุปราช พระยาบุรีรัตน เจ้าหอคำเชียงตุง นำท้าวพระพาหัวเมืองนอกทั้งปวง มีพระยาเมืองยวง เมืองวะ เมือง เชียงขาง เมืองกาย พระยานาฝากเมืองยาง ล่องลงมาเผ้าทูลลออง ธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานบำเหน็จรางวัลเพิ่มยศถาศักดิ์ขึ้นเปนเจ้า ให้พระยาบุรีรัตนกับนายศรีบุญมาเมืองนครลำปาง ไปครองเมืองหริภุญไชย (ลำพูน)

ครั้น ณ วันพฤหัสเดือนสามแรมสิบยามค่ำ ก็พากันกราบถวายบังคมลากลับขึ้นไปรักษาบ้านเมือง ถึงแล้วเจ้าบุรีรัตน นายศรีบุญมาเมืองนคร พระยาหอคำเชียงตุง ๔ คนพี่น้อง แลท้าวพระยาข้าไพร่ ไทยงานเมืองยวงทั้งปวง เข้าตั้งเมืองหริภุญไชยในศักราช ๑๑๖๗ นั้น แต่นั้นมาบ้านเมืองก็มั่งคั่งสมบูรณ์เว้นว่างการศึกสงครามมาได้ ๔ ปี

ลุศักราช๑๑๗๑พระเจ้าเชียงใหม่ให้พระยาอุปราชออกไปตรวจด่านทางเมืองยวมฝ่ายตวันตกเมืองเชียงใหม่ ถึงแม่น้ำคงที่เรียกว่า สละวินฟากตวันออก เห็นว่าเมืองยางแดงอยู่ฟากตวันตกแม่น้ำคงไม่ได้ขึ้นกับเมืองอังวะ เจ้าอุปราชจึ่งเกลี้ยกล่อมพาพ่อเจ้าเมืองยาง แดงได้ตั้งพิธีสัตย์ตามจารีตเมืองยางแดงมิจฉาทิษฐิ ล้มควายลง ตัวหนึ่งแก้มสุราที่ท่าสยา แล้วเอาเขาควายนั้นผ่าเปนสองซีก ๆ หนึ่งเมืองยางแดงซึกหนึ่งเมืองเชียงใหม่รักษาไว้คนละซีก ตั้งสัตย์ ปัติญาณต่อกันไว้ว่าตราบใดน้ำแม่คงไม่หายเขาควายไม่ซื่อ ถ้ำช้าง เผือกไม่ยุบ เมืองเชียงใหม่ เมืองยางแดงเปนไมตรีกันตราบนั้น แลในศกเดียวนั้นพระเจ้าเชียงใหม่เกณฑ์นายจันทราชา นายกาวิละน้อย นายหนาหมหาวงษ นายน้อยมหาเทพ นายหนานมหายศ นายหนานศรีวิไชยเมืองลำพูนคุมกองทัพยกไปตีบ้านคะเตนตีกองหนึ่ง แล้วให้นายคำมูล นายนันทเสน นายหนานไชยวงษคุมกำลังเมืองลำพูน นายน้อยมหาพรหมคุมกำลังเมืองนครลำปาง นายคำลือคุมกำลังเมืองเชียงใหม่ยกไปตีเมืองสอก กองทัพทั้งนี้ตีได้เมืองสอกกวาดครัวซะเลยแลสิ่งของเครื่องสรรพาวุธต่าง ๆ มาเปนอันมาก แล้วพระเจ้าเชียงใหม่ให้นายคำมูลเปนแม่ทัพไปตีเมืองเชียงคำ ได้ครอบครัวฟ้าเชียงคำมาเปนอันมาก ถัดนั้นแต่งให้ท้าวอินทศิริคุมไพร่ร้อยเศษไปตีบ้านสายเมืองกวาดครัวเงี้ยวชะเลยมาสู่บ้านเมือง

อนึ่งในปีนั้นพม่ายกกองทัพมาตีมหาขนานเมืองยาง มหาขนานแตกหนีข้ามน้ำแม่ของมาอยู่เมืองสิง แล้วมีหนังสือบอกมาถึง พระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองยกขึ้นไปก่อน แล้วจึงให้ พระยาอุปราช นายจันทราชา นายพุทธวงษ์ นายน้อยกาวิละ นายหนามมหาวงษ์ นายคำเครื่อง นายบุญทา พระยาเชียงตุง นาย เมืองเหล็ก พระยาสุริยวงษ์เมืองยวง นายทัพนายกองทีชื่อทั้งนี้คุมรี้พลกองทัพสรรพด้วยเครื่องสรรพยุทธยกขึ้นไปต่อยุทธนากับพม่าข้าศึก ฝ่ายข้างเมืองลำพูนก็แต่งพระยาอุปราชา นายพิมพิศาลนายน้อยมหาพรหม นายน้อยลังกา นายน้อยคำวงษ นายหนานนารถ คุมกองทัพยกหนุนไปอีกกองหนึ่ง ครั้นกองทัพทั้งนี้ถึงเมืองยางได้ต่อยุทธนากับพม่าข้าศึกเปนสามารถ พม่าหนุนหนักมามาก กว่ามากกองทัพทั้งนี้ต้านทานมิได้ ก็พ่ายถอยลงมาอยู่เมืองยวง กองทัพพม่าตามมาถึงเมืองยวง กองทัพเชียงใหม่ก็กวาดครัวอพยพเมืองยวงล่าถอยลงมาตั้งอยู่เมืองเชียงแสน ครั้งนั้นมหาขนานกลับ ใจหนีไปเข้าหากองทัพพม่าแต่กองทัพพม่าหาตามมาถึงเมืองเชียงแสนไม่ กองทัพเชียงใหม่ส่งครัวชะเลยเมืองยวงลงมาเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ก็ล่องลงมากรุงเทพฯ นำครัว ชะเลยทูลเกล้า ฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพ ฯ ทรงพระ กรุณาโปรดพระราชทาน ให้ไว้แก่พระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ก็กราบถวายบังคมลาพาครัวชะเลยนั้นกลับมาไว้เมืองเชียงใหม่ อยู่ไม่นานเท่าใดพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละทรงประชวรก็ถึงแก่พิราไลย ชนมายุได้๗๔ ปี แต่ตั้งอยู่เมืองป่าช้างได้ ๑๔ ปี ขึ้นมาตั้งเมืองนครเชียงใหม่ได้ ๑๙ ปี รวมเวลาที่ได้เปนเจ้าเมือง ๓๓ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระยาอุปราชขึ้นเปนพระยาเชียงใหม่ ครั้นพระยาอุปราชได้เปนพระยาเชียงใหม่แล้วไม่นานเท่าใด จึงแต่งให้พระยาพานกับท้าวศรีคุมไพร่พล ๑๐๐ เศษ ข้ามน้ำแม่คงไปตีบ้านเชียงเกือฝ่ายตวันตกมีไชยได้ชะเลยมาเปนอันมาก

แล้วพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก เกณฑ์ นายคำมูลนายแก้วเมืองมาคุมพล ๒๐๐ ไปตีพม่าสบปุจับได้พม่า ๔ คนส่งมา แล้วกองทัพข้ามน้ำแม่คงไปตีบ้านตวงกายงัวลายได้ เลยมาข้ามท่าผาแดง จับได้พม่าอีก ๕ คนส่งลงมาเมืองนครเชียงใหม่ครั้งหนึ่ง ถัดนั้นมาพระยาเชียงใหม่ช้างเผือกให้นายน้อยกาวิละ นายน้อยมหาพรหมคุมกำลังร้อยเศษไปตีกวาดครัวตังเกรี่ยงซวยกระบางได้มาเปนอันมาก พระยาเชียงใหม่ช้างเผือกครองเมืองได้ ๘ ปี ชนมายุ ๗๖ ปี ถึงแก่พิราไลยในปีมเสงตรีศกศักราช ๑๑๘๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยาอุปราชาเมืองแก้วเปนพระยาเชียงใหม่ นายพุทธวงษ์เปนพระยาอุปราช นายคำมูลเปนพระยาราชวงษ์ รับราชการสืบไป

ลุศักราช ๑๑๘๔ มเมียจัตวาศก มหาขนานเมืองตุงใช้สมณะโคบุตรสามิแลสามเณรด้วง คฤหัฐมีชื่อกับพม่ามองเมียดโยลงมา ณ เมืองเชียงใหม่ ๆ ส่งลงมา ณ กรุงเทพฯ

อยู่มาถึงณ วันอาทิตย์เดือนห้าแรมสิบเอ็จค่ำ พระยาเชียงใหม่เมืองแก้วเกณฑ์พระยาบุรีรัตน นายแก้วเมืองมา นายพรหม นายอุ่นเรือนคุมกำลังสามร้อยเศษยกไปบันจบ กองทัพพระยามหาโยธาไปรับครัวรามัญยังแม่สมิแล้วกลับมาถังสพน้ำแม่มะเลิง กวาดอพยพครัวรามัญมาสู่เมือง พระยาเชียงใหม่คำฟันครองเมืองได้ ๒ ปีชนมายุ ๗๑ ปี ถึงแก่อนิจกรรมในศกศักราช ๑๑๘๗ รกาสัปตศก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งนายพุทธวงษ์เปนพระยากากวรรณ์ธิปราชวิเชียรปราการครองเมืองเชียงใหม่ นายมหาวงษ์เปนพระยาอุปราช นายน้อยมหาพรหมเปนพระยาราชวงษ์ นายหนานไชยวงษ์เปนพระยาบุรีรัตน นายน้อยธนัญไชยเปนพระยาราชบุตรรับราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป

ลุศักราช ๑๑๘๙ จอนพศก พระยาเชียงใหม่แต่งให้นายแก้วเมืองมา นายหนานสุริยะ นายอุ่นเรือนคุมกำลังสองร้อยยกไปตีเมืองเลง ได้ไชยชนะจับได้กุ้ยลงมาสู่บ้านเมืองครั้งหนึ่ง

อยู่มาลุศักราช ๑๒๐๐ จอสัมฤทธิศก เดือนเจ็ดแรมแปดค่ำ พระยาเชียงใหม่ทราบประพฤติเหตุอันฟ้าเงียวเมืองมาย ให้คนเข้ามาตั้งในแขวงเมืองสาดเมืองต่วน อันเปนดินแดนแว่นแคว้นเชียงใหม่จึงเกณฑ์ให้พระยาอุปราช พระยาราชวงษ์ พระยาบุรีรัตน นานหนานไชยลังกา นายแก้วเมืองมา นายน้อยขัติยะ นายพรหม นายภูเกียง พระยาสุริยวงษ์เมืองยวง คุมกำลังเมืองเชียงใหม่ทัพหนึ่ง พระยาอุปราชเมืองลำพูนนายน้อยคำวงษา คุมกำลังเมืองลำพูนทัพหนึ่งยกขึ้นไปตีกวาดครัวอพยพเมืองปุ เมืองสาด เมืองต่วนลงมาสิ้น ครั้งนั้นได้แต่งเขตรแดนปักเสาไม้รักรูปดอกบัว ตามสันดอยแง้มแนว เสาศิลาแดนเดิม แลตั้งด่านที่ท่านาสมปะสบกบไว้ฟ้าไชยแสนโอกาศแสนเดชะชาวบ้านแม่อาวตั้งขึ้นเปนขุนด่านรักษาเขตรแดนสืบมา

ศักราช ๑๒๐๕ ปีขาลจัตวาศกเดือนหกขึ้นค่ำหนึ่ง ท้องฟ้าปรากฏเปนลำภู่กันเท่าลำตาลขึ้นทิศตวันตก เห็นตั้งแต่ตวันลับดอย ถึงยามกองดึกคือเวลา ๙ ทุ่มจึงตก เห็นอยู่ถึงวันแรมแปดค่ำจึ่งหายอยู่มาถึง ณ วันเสาร์เดือนเจ็ดขึ้นเก้าค่ำ พม่าสะแถงโยกับบ่าว ๒๑ คน ช้างพลาย๒ช้างนางม้า๑ปืน๑๕ บอก เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อเจ้าราชวงษ์ผู้รั้งด่านเมืองยอม ถึงศักราช ๑๒๐๕ ปีเถาะเบญจศก เจ้าราชวงษ์ก็นำเอาพม่าสะแคงโยกับพวกเข้ามาถึงเมืองนครเชียงใหม่ ในวันเสาร์เดือนแปดแรมสิบสี่ค่ำ ครั้นถึงเดือนสิบเอ็จขึ้นสิบเอ็จค่ำจึงให้พระยาเช้าแสนศิริศุภอักษร ท้าวสิทธิ์กับไพร่มีชื่อเชิญศุภอักษรแลคุมตัวพม่าสะแคงโยส่งลงไป ณ กรุงเทพมหานคร