พงษาวดารเมืองไทรบุรี

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พงษาวดารเมืองไทรบุรี
(ตามฉบับที่มีอยู่ในศาลาลูกขุน)

ได้ทราบวงษ์ตระกูลเมืองไทรบุรี ว่าพระองค์มหาวังษา (๑) มาแต่เมืองโรม เป็นผู้ตั้งเมืองเดิมเรียกว่าเมืองเกดะคือเมืองไทรบุรี เกดะนั้นเป็นภาษาแขกอาหรับแปลว่าจานดอกไม้ ที่ตั้งเมืองนั้นเรียกว่าลังกาซูกอยู่ทิศเหนือกวาลามุดา พระองค์มหาวังษามีบุตรชาย ๑ ชื่อพระองค์มหาโพธิสัตว์ (๒) พระองค์มหาโพธิสัตว์นี้พระองค์มหาวังษาผู้เปนบิดายกให้เปนเจ้าเมืองแทน แล้วพระองค์มหาวังษาก็กลับไปเมืองโรม พระองค์มหาโพธิสัตว์นั้นมีบุตรชาย ๓ บุตรหญิง ๑ รวม ๔ คน ชื่อปรากฏแต่บุตรชายที่ ๓ เรียกว่าพระศรีมหาวังษา (๓) พระศรีมหาวังษาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งเมืองอยู่ที่สะรูดำทิศเหนือกวาลามุดา พระศรีมหาวังษามีบุตรชายชื่อพระศรีมหาอินทรวังษา (๔) พระศรีมหาอินทรวังษาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งเมืองอยู่ที่กลางอมัดกวาลามุดา พระศรีมหาอินทรวังษามีบุตรชายชื่อพระองค์มหายาดดาหรา (๕) พระองค์มหายาดดาหราได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีตั้งเมืองอยู่ที่โคตาโอร์กวาลามุดา พระองค์มหายาดดาหรามีบุตรชายชื่อพระองค์มหาโพธิสัตว์ (๖) พระองค์มหาโพธิสัตว์ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรีตั้งเมืองอยู่ที่โคตาโอร์กวาลามุดา พระองค์มหาโพธิสัตว์มีบุตรชายชื่อพระองค์มหาวังษา (๗) ลำดับวงษ์ตระกูลเจ้าเมืองไทรบุรีตั้งแต่ที่ ๑ มาถึงที่ ๖ นี้ถือพระพุทธสาสนา ที่ฝังศพหามีไม่

ลำดับวงษ์ตระกูลเจ้าเมืองไทรบุรี ตั้งแต่องค์ที่ ๗ ตลอดมาถือสาสนามหะมัด มีที่ฝังศพเรียกว่าบาระหุม

ที่ ๗ พระองค์มหาวังษาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เปลี่ยนเปนธรรมเนียมอิศลาม ถือสาสนามหะมัด เปลี่ยนชื่อเรียกว่า สุลต่านมูนฟานซะ ตั้งเมืองอยู่ที่ปากน้ำกวาลามุดา สุลต่านมูนฟานซะมีบุตรชายชื่อตนกูมูอัดสำซะ ๑ ตนกูมหะมัดซะ ๑ ตนกูสุไลยมานซะ ๑ รวม ๓ คน

ที่ ๘ ตนกูมูอัดลำซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกชื่อว่าสุลต่านมูอัดลำซะ น้องชายชื่อตนกูมะหมุดซะเปนรายามุดาตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ แต่น้องที่ ๓ ชื่อตนกูสุไลยมานซะนั้นได้เปนพระยาอยู่ที่ปูเลาลังกาวี คือเกาะนางกาวีขึ้นแก่เมืองไทรบุรี สุลต่านมูอัดลำซะมีบุตรชายชื่อตนกูมหะมัดซะ ๑

ที่ ๙ ตนกูมหะมัดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านมหะมัดซะ ตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ สุลต่านมหะมัดซะมีบุตรชาย ชื่อตนกูมันโลซะ ๑

ที่ ๑๐ ตนกูมันโลซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกชื่อว่าสุลต่านมันโลซะ ตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ สุลต่านมันโลซะมีบุตรชายชื่อ ตนกูมหะมุดซะ ๑

ที่ ๑๑ ตนกูมหะมุดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านมหะมุดซะ ตั้งเมืองอยู่ที่คลองเกดะใหม่ สุลต่านมหะมุดซะมีบุตรชายชื่อ ตนกูสะไลยมันซะ ๑

ที่ ๑๒ ตนกูสุไลยมันซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกชื่อว่าสุลต่านสุไลยมันซะ ตั้งเมืองอยู่ที่สะปูเตะ มีบุตรชายชื่อตนกูรายาอุดินมหะมัดซะ ๑ เจ้าเมืองอาแจยกทัพมาตีเมืองไทรบุรีแตก เจ้าเมืองอาแจจับสุล ต่านสุไลยมันซะได้พาไปไว้เมืองอาแจ แต่ตนกูรายาอุดินมหะมัดซะหนีได้ สุลต่านสุไลยมันซะถึงแก่กรรมที่เมืองอาแจ ยกชื่อศพว่าบาระหุมสะปูเตะ

ที่ ๑๓ ตนกูรายาอุดินมหะมัดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านรายาอุดินมหะมัดซะ ตั้งเมืองอยู่ที่นาคอ สุลต่านรายาอุดินมหะมัดซะมีบุตรชายชื่อตนกูมหัยยิตดินมันโซร์ซะ ๑ สุลต่านรายาอุดินมหะมัดซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมนาคอ

ที่ ๑๔ ตนกูมหัยยิตดินมันโซร์ซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านมหัยยิตดินมันโซร์ซะ ตั้งเมืองอยู่บ้านนาสาแขวงเมืองปลิศสุลต่านมหัยยิตดินมันโซร์ซะ มีบุตรชายชื่อตนกูลิยาอุดินมัดรำซะ ๑

ที่ ๑๕ ตนกูลิยาอุดินมัดรำซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านลิยาอุดินมัดรำซะ ตั้งอยู่เมืองเดิม สุลต่านลิยาอุดินมัดรำซะมีบุตรชายชื่อตนกูอะตาอินลามหะมัดซะ ๑ ตนกูอะมัดตายุดินรำซะ ๑ สุล ต่านละยาอุดินมัดรำซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมกาบะลี

ที่ ๑๖ ตนกูอะตาอินลามหะมัดซะได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะ ตั้งเมืองอยู่ปูเลาปีนังคือเกาะหมาก สุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะมีบุตรชายชื่อตนกูมหรมัดยิหวา ๑ สุล ต่านอะตาอินลามหมัดซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมปูเลาปีนัง

ที่ ๑๗ ตนกูอมัดตายุดินมัดรำซะ ผู้น้องสุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะ ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอะมัดตายุดินมัดรำซะ ตั้งเมืองอยู่ที่ปุเลาลิบงคือเกาะลิบง บุตรไม่ปรากฏ สุลต่านอะมัดตายุดินมัดรำซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมลิบง

ที่ ๑๘ ตนกูมหะมัดยิหวา บุตรสุลต่านอะตาอินลามหะมัดซะ ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านมหะมัดยิหวากัยนันอาดิลินมูอัดลาซะ ตั้งเมืองอยู่ที่กายังเมืองปลิศ แล้วมาตั้งอยู่ที่กอตาสตาอิก สุลต่านมหะมัดยิหวากัยนันอาดิลินมูอัดลำซะมีบุตรชายชื่อตนกูอัปดลลา ๑ ตนกูลิยาอุดิน ๑ สองคน สุลต่านมหะมัดยิหวากัยนันอาดิลินมูอัดลำซะถึงแก่กรรม ยกศพชื่อว่าบาระหุมกาหยัง

ที่ ๑๙ ตนกูอัปดลลาได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอัปดลลามัดรำซะ ตั้งเมืองอยู่ที่ปากน้ำคลองเกดะ เรียกว่าโกสะตา ตนกูลิยาอุดินผู้น้องเปนรายามุดา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองปลิศ สุลต่านอัปดลลามัดรำซะมีบุตรชายชื่อตนกูยาหรา ตนกูปะแงหรัน ตนกูปัศนู ตนกูปเหม ตนกูสะเลหมัน ตนกูซู ตนกูโดด ตนกูม่อน ตนกูอามัด ตนกูยะโส รวม ๑๐ คน สุลต่านอัปดลลามัดรำซะถึงแก่กรรม ยกชื่อศพว่าบาระหุมมุเกจปีนัง

ที่ ๒๐ ตนกูลิยาอุดินรายามุดา ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านลิยาอุดินมูอัดรำซะ บุตรไม่ปรากฏ สุลต่านลิยาอุดินมูอัดรำซะถึงแก่กรรม ยกชื่อศพว่าบาระหุมปลิศ

ที่ ๒๑ ตนกูปะแงหรัน บุตรสุลต่านอัปดลลามัดรำซะ (๑๙) ได้เปนเจ้าเมืองไทรบุรี เรียกว่าสุลต่านอะหมัดตายุดินฮาเลมซะ ตั้งเมืองอยู่ปากน้ำเมืองเกดะ ตนกูปราเห่มได้เปนรายามุดา ตนกูปัศนูได้เปนเจ้าเมืองสตูน สุลต่านอะหะมัดตายุดินฮาเลมซะมีบุตรชายชื่อ ตนกูอัปดลลา ตนกูยากป ตนกูไซนาระชิด ไทยเรียกว่าตนกูคาวี ๓ คน รายามุดาป่วยถึงแก่กรรมณะเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีนั้นโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศเปนเจ้าพระยาไทรบุรี

ณปีมะเสงเบญจศกศักราช ๑๑๙๕ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตนกูม่อนน้องเจ้าพระยาไทรบุรี มาฟ้องต่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราชว่า เจ้าพระยาไทรบุรีเปนใจด้วยพม่า เจ้าพระยาไทรบุรีทราบความแล้วแขงเมือง ถึงกำหนดปีไม่ส่งต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ จึงโปรดเกล้าฯ เกณฑ์กองทัพหัวเมืองให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชเปนแม่ทัพยกไปตีเมืองไทรบุรี เจ้าพระยาไทรบุรีแตกหนีไปอยู่เมืองมะลากา โปรดเกล้าฯ ให้พระบริรักษ์ภูเบศร์ บุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ไปเปนพระยาไทรบุรี (๒๒)

นายนุดมหาดเล็กบุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เปนพระเสนานุชิตผู้ช่วยราชการอยู่ได้ประมาณ ๒ – ๓ ปี ณะปีวอกอัฐศกศักราช ๑๑๙๘ ตนกูเดนบุตรตนกูราหยา พี่เจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันแต่ต่างมารดากัน มาเกลี้ยกล่อมพวกแขกเมืองไทรบุรีกำเริบขึ้นแล้วเข้าตีเมืองไทรบุรี โปรดให้เกณฑ์กองทัพหัวเมืองฝ่ายใต้ยกไปช่วยพระยาไทรบุรีรบตนกูเดนๆ ตายแล้ว กองทัพแขกพวกตนกูเดนหนีไมเมืองมะลากา ณะปีจอสัมฤทธิศกศักราช ๑๒๐๐ ตนกูมัดสาอัดบุตรตนกูโดดน้องเจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันแต่ต่างมารดากัน กับหวันมาลีมาเกลี้ยกล่อมแขกเกาะนางกาวี แลแขกในเมืองไทรบุรีเข้าด้วยแล้วรบชิงเอาเมืองไทรบุรีได้ พระยาไทรบุรีบอกมายังเมืองนครศรีธรรมราชๆ บอกส่งเข้ามาณะกรุงเทพฯ แต่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชป่วยไปไม่ได้ จึงให้พระวิชิตสรไกรยกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชกับกองทัพหัวเมืองไปช่วยพระยาไทรบุรี พระเสนานุชิตยังรบสู้กันอยู่ ณะปีกุนเอกศก ๑๒๐๑ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราชกับพระยาศรีพิพัฒน์เปนแม่ทัพยกกองทัพกรุงเทพฯ ออกไปถึงเมืองสงขลา แล้วทราบข่าวไปถึงเมืองไทรบุรี ตนกูมัดสาอัด หวันมาลี ออกจากเมืองไทรบุรีหนีไป เจ้าพระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ ก็หยุดทัพฟังราชการอยู่ณะเมืองสงขลา ภายหลังเจ้าพระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ จึงได้แบ่งกองทัพยกขึ้นไปจัดการเมืองไทรบุรี เห็นว่าพระยาไทรบุรีพระเสนานุชิตเปนไทย จะให้รักษาเมืองไทรบุรีต่อไป บุตรหลานเจ้าพระยาไทรบุรีก็จะมารบกวนย่ำยีแก่บ้านเมืองอิก จึงแยกแขวงอำเภอเมืองไทรบุรีออกเปน ๑๒ มุเกม ตั้งตนกูอาสันเปนเจ้าเมืองกะปังปาสูเมือง ๑ ตั้งเสศอุเซนเปนเจ้าเมืองปลิศเมือง ๑ ตั้งตนกูมัดอาเก็บเปนเจ้าเมืองสตูนเมือง ๑ ให้อยู่ใต้บังคับเมืองนครศรีธรรมราชเปน ๔ เมืองทั้งเมืองไทรบุรี ตนกูอาหนุ่มซึ่งไพร่บ้านพลเมืองรักใคร่นับถือนั้นให้ว่าราชการเมืองไทรบุรี (๒๓)

เจ้าพระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ จึงพาพระยาไทรบุรี พระเสนานุชิต กลับมาณะกรุงเทพฯ เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท แล้วโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระยาไทรบุรีเปนพระยาบริรักษ์ภูธร ผู้สำเร็จราชการเมืองพังงา ตั้งพระเสนานุชิตเปนผู้ช่วยราชการตามสร้อยชื่อเดิม

เมื่อพระยศภักดีผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่าถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเสนานุชิตเปนพระยาเสนานุชิต ผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วป่า

ณะปีฉลูตรีศกศักราช ๑๒๐๓ เจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันแต่งให้ตนกูดาอิผู้บุตร ตนกูมัดอาเก็บผู้หลาน ถือหนังสืออ่อนน้อมมายังเมืองนครศรีธรรมราชฉบับ ๑ เมืองสงขลาฉบับ ๑ เจ้าพระยาไทรบุรีสารภาพรับผิด ขอพาบุตรหลานเข้ามาทำราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ณะเมืองไทรบุรีตามเดิม เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลา บอกส่งหนังสือเจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันเข้ามาณะกรุงเทพฯ

ครั้นนำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พระยาสงขลามีหนังสือตอบให้ตนกูดาอิ ตนกูมัดอาเก็บ ถือกลับไปให้เจ้าพระไทรบุรีว่า ได้ส่งหนังสือเจ้าพระยาไทรบุรีเข้ามาณะกรุงเทพฯ ท่านเสนาบดีปฤกษาเห็นว่า เจ้าพระยาไทรบุรีทำความผิดต่อแผ่นดินรู้สึกโทษส่งแต่หนังสือมาอ่อนน้อม ไม่แต่งบุตรหลานเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทรับผิดนั้น ไม่ควรนำหนังสือเจ้าพระยาไทรบุรีขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วเจ้าพระยาไทรบุรีจึงมีหนังสือแต่งให้ตนกูดาอิ ตนกูอาเก็บ นายไพร่ ๑๓ คนมาด้วยเรือจินดากองแก้วทางเมืองสิงคโปร์ถึงกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ มีท้องตราตอบยกพระราชทานโทษให้เจ้าพระยาไทรบุรี พาบุตรหลานมาอยู่เมืองไทรบุรีตามเดิม

เมื่อเจ้าพระยาไทรบุรีพาบุตรหลานมาถึงเมืองไทรบุรีแล้ว โปรดเกล้าฯ มีท้องตราพระคชสีห์ออกไปถึงเจ้าพระยาไทรบุรี ยกพระราชทานโทษเจ้าพระยาไทรบุรีทั้งบุตรหลาน มอบเมืองไทรบุรีให้แก่เจ้าพระยาไทรบุรี ตั้งตนกูอับดลลาเปนรายามุดา ตั้งตนกูดาอิเปนพระอินทรวิไชย ครั้งนั้นพระยากะปังปาสูถึงแก่กรรม จึงตั้งตนกูอาหนุ่มซึ่งว่าราชการเมืองไทรบุรีนั้นเปนพระยากะปังปาสู ตั้งตนกูมัดบุตรพระยากะปังปาสูเปนพระวิเสศวังษาผู้ช่วยราชการ อยู่ได้ ๒ ปีเจ้าพระยาไทรบุรีกับรายามุดาถึงแก่กรรม บุตรหลานศรีตวันกรมการเรียกชื่อศพเจ้าพระยาไทรบุรีปะแงหรันว่า บารหุมอะโลสตา

ณปีมโรงฉศกศักราช ๑๒๐๖ เจ้าพระยานครศรีธรรมราชจึงพาตนกูดาอิผู้เปนพระอินทรวิไชย เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระอินทรวิไชยเปนพระยาไทรบุรี (๒๔) พระราชทานเครื่องยศพานทอง ตั้งตนกูสาอิดบุตรตนกูยาโกบเปนรายามุดา พระราชทานเครื่องยศครอบทอง ตั้งตนกูปราเฮมบุตรพระยาอภัยนุราช เปนพระอินทรวิไชย พระราชทานเครื่องยศครอบทอง พระยาไทรบุรีดาอิมีบุตรชายชื่อตนกูอามัด ตนกูเดน ตนกูยาโกบ ตนกูยุโสะ รวม ๔ คน ณปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาไทรบุรีดาอิถึงอาสัญกรรม บุตรหลานศรีตวันกรมการ เรียกชื่อศพพระยาไทรบุรีดาอิว่าบารหุมไซนาระชิต

แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจุลศักราช ๑๒๑๗ ปีเถาะสับตศก เจ้าพระยานครศรีธรรมราชพาตนกูอามัด ตนกูเดน เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ตั้งตนกูอามัดเปนพระยาไทรบุรี (๒๕) พระราชทานเครื่องยศพานทอง ตั้งตนกูเดนเปนพระเกไดสวรินทร์ผู้ช่วยราชการ พระราชทานเครื่องยศครอบทอง ทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบมา ณปีมเมียสัมฤทธิศก พระยาไทรบุรีพา ตนกูยาโกบเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท โปรดเกล้าฯ ตั้งตนกูยาโกบเปนพระชลสินธุสงครามไชยผู้ช่วยราชการ พระราชทานเครื่องยศครอบทอง

ณปีมแมเอกศก พระยากะปังปาสูถึงแก่กรรม พระยาไทรบุรี เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพ ฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอเมืองกะปังปาสูให้รวมเข้าอยู่ในเมืองไทรบุรีตามเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองกะปังปาสูพระราชทานพระยาไทรบุรี ต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการก็เพิ่มเข้าในเมืองไทรบุรีต่อมา แต่พระยาไทรบุรีผู้นี้เปนผู้เข้าออกในกรุงเทพฯ เนืองๆ เหมือนกับผู้สำเร็จราชการหัวเมืองไทย โดยสานเรือกลไฟมาทางเมืองสิงค์โปร์บ้าง เดินมาลงเรือ ณเมืองสงขลาบ้าง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไทรบุรีเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเหมือนขุนนางไทยทุกครั้งเปนการคุ้นเคยสนิทต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท

ณปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๒๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์พร้อมด้วยท่านเสนาบดีเห็นว่า ระยะทางแต่เมืองสงขลาไปเมืองไทรบุรีควรทำให้เปนทางหลวง ราษฎรลูกค้าจะได้ไปมาง่าย มีราชการสิ่งใดเกิดขึ้นจะได้เดินไปมาทันราชการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ ขอแรงไพร่แขกเมืองไทรบุรี เมืองปลิศ เมืองสตูน ให้พระยาไทรบุรีทำทางแต่เมืองไทรบุรีมาถึงพรมแดนเมืองสงขลา พระราชทานเงินอากรรังนกเมืองสตูนให้พระยาไทรบุรีใช้สอยในการทำทาง ๓ ปีเปนเงิน ๑๕๐๐๐ เหรียญ ฝ่ายเมืองสงขลาขอแรงไพร่เมืองสงขลายกส่วยตั้งแต่ปีจอจัตวาศกไป ๓ ปี แลให้ขอแรงไพร่เมืองแขกซึ่งขึ้นแก่เมืองสงขลา ให้เจ้าพระยาสงขลาทำทางแต่เมืองสงขลาไปถึงพรมแดนเมืองไทรบุรีประจบกัน มีสพานข้ามคลองทั้งสองฝ่าย ให้ไพร่บ้านพลเมืองลูกค้าวานิชเดินไปมาสะดวก

ครั้นณวันเสาร์ขึ้นห้าค่ำเดือนยี่ปีมแมตรีศก ศักราช ๑๒๓๓ ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทางชลมารคด้วยเรือกลไฟชื่อบางกอกเปนเรือพระที่นั่ง เรือรบชื่อสยามูประสดัมภ์ เรือรบชื่อพิทยัมรณยุทธเปนเรือตามเสด็จในกระบวน ไปประพาศเมืองสิงคโปร์ เมืองเกาะหมาก เมืองรางงูน เมืองกาลักตา แลเมืองอื่นๆ ในประเทศอินเดีย ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับมา ได้เสด็จประพาศเมืองพังงา เมืองภูเก็จ แล้วเรือพระที่นั่งมาทอดปากน้ำเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีรับเสด็จประพาศเมืองไทรบุรี แลพระยาไทรบุรีกับพี่น้องจัดที่ถวายเปนที่ประทับ แล้วเลี้ยงดูข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั่วกัน ทรงประทับแรมราตรีหนึ่ง แล้วเสด็จทางสถลมารคซึ่งทำใหม่ด้วยกระบวนรถม้า ช้าง ซึ่งกรมพระกลาโหมเกณฑ์ เมืองสงขลา เมืองไทรบุรี เมืองปลิศ เมืองสตูน รับส่งเสด็จนั้นมาประทับร้อนแรมณพลับพลาค่ายหลวงตามระยะทาง เสด็จมาลงเรือพระที่นั่งกลไฟชื่อไรซิงซันณเมืองสงขลา มารดาพระยาไทรบุรีแลพระยาไทรบุรีพี่น้องศรีตวันกรมการตามส่งเสด็จจนถึงเมืองสงขลาเสด็จ พระราชดำเนินกลับเข้ามากรุงเทพฯ ณวันเสาร์ขึ้นเจ็ดค่ำเดือนห้าปีวอกยังเปนตรีศก

ณปีวอกจัตวาศก ศักราช ๑๒๓๔ โปรดเกล้าฯ มีท้องตราให้พระยาไทรบุรีเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ ครั้งนั้นเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรี หวันมหะมัดเมรันมารดาพระยาไทรบุรี ตนกูปอหญิงพี่น้อง ตนกูสะมะแอเสมียนนายไพร่รวม ๔๐ คน เมืองปลิศ ลิเยกนุดบุตรพระยาปลิศ ซึ่งเปนบุตรเขยพระยาไทรบุรี ตนกูอัปดลลา นายไพร่รวมทั้งสิ้นเปน ๔๕ คน

ณวันศุกรแรมสิบค่ำเดือนสิบปีวอกจัตวาศก เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โปรดเกล้าฯ พระราชทานราชทินนามเลื่อนยศพระยาไทรบุรีเปนเจ้าพระยาไทรบุรี ยกเมืองไทรบุรีออกจากเมืองนครศรีธรรมราชมาขึ้นแก่กรุงเทพ ฯ

ในคำประกาศราชทินนามเจ้าพระยาไทรบุรีนั้นว่า "ศุภมัสดุพระพุทธสาสนกาลเปนอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๑๔ พรรษา ปัตยุบันกาลวานรสังวัจฉร ภัทรบทมาศกาฬปักษ์ทศมีดิถีศุกรวารบริเฉทกาลกำหนดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎบุรุษยรัตนราชรวิวงษ์ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่า พระยาไทรบุรีมีความสวามิภักดิ์คุ้นเคยสนิทในสมเด็จพระบรมชนกนารถ บรมบพิตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเนืองๆ จนตลอดเวลารัชกาลนั้น ครั้นมาถึงในรัชกาลปัตยุบันนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกไปประพาศถึงเมืองปีนัง พระยาไทรบุรีได้จัดการแต่งที่บ้านเรือนถวายให้เปนที่ประทับแลรับรองเลี้ยงดูข้าทูลลอองธุลีพระบาทบรรดาที่ตามเสด็จพระราชดำเนินทั้งสิ้นให้อยู่เปนศุขสบายสมควรแก่พระบรมราชเกียรติยศครั้งหนึ่งแล้ว ครั้นเสด็จกลับจากเมืองกาลักตามาประพาศณเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีได้จัดที่ประทับแลรับรองสนองพระเดชพระคุณโดยความจงรักภักดี แลเลี้ยงดูข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งปวงให้อยู่เย็นเปนศุขจนตลอดเวลาเสด็จประทับอยู่ แลได้ตามส่งเสด็จพระราชดำเนินกลับมาจนถึงเมืองสงขลา อนึ่งได้ทอดพระเนตรเห็นการบ้านเมือง ซึ่งพระยาไทรบุรีทำนุบำรุงขึ้นใหม่ เปนตึกกว้านร้านเรือนเกษมสมบูรณ์งามดีเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน แลได้เปนผู้ชักชวนพระยาแลศรีตวันกรมการเมืองใกล้เคียง รวบรวมไพร่พลชาวเมืองแขกทำทางมาแต่เมืองไทรบุรีจนตกถึงแดนเมืองสงขลาเรียบร้อยงามดีแล้วโดยเร็ว เปนที่ลูกค้าวานิชได้เดินไปมาสบายเปนความชอบต่อแผ่นดินอย่างหนึ่ง แลมีความสวามิภักดิ์คุ้นเคยสนิทต่อกรุงเทพฯ ยิ่งกว่ามลายูประเทศราชอื่นๆ มีความชอบเปนอันมาก สมควรจะยกเปนประเทศราชใหญ่อันหนึ่งได้ จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เลื่อนพระยาไทรขึ้นเปนเจ้าพระยา มีอิศริยยศอย่างสูงรับราชทินนามตามตำแหน่งว่า เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีศรีสุลต่านมะหะมัดรัตนราชมุนินทร์ สุรินทรวิวงษ์ผดุง ทนุบำรุงเกดะนคร อมรรัตนาณาเขตร ประเทศราชราไชสวริยาธิบดี วิกรมสีหะเจ้าพระยาไทรบุรี ได้รับเครื่องราชอิศริยยศอย่างสูงในสยามชื่อมหาสุราภรณ์ไว้เปนเกียรติยศของกรุงเทพฯ แลให้ยกจากเมืองนครศรีธรรมราชมาขึ้นกรุงเทพฯ ได้บังคับบัญชาญาติพี่น้องแลศรีตวันกรมการทั้งปวง บรรดาอยู่ในเขตรแดนเมืองไทรบุรีทั้งสิ้นโดยยุติธรรมแลชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น แลอุส่าห์ประพฤติการควรประพฤติ แลรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อกรุงเทพฯ ตามอย่างเจ้าเมืองแต่ก่อนจงทุกประการเทอญ

แลให้ญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวง มีความสมัคสโมสร ช่วยเจ้าพระยาไทรบุรีคิดอ่านการนครแลราษฎรมลายูนาครี ให้เกษมศรีสมบูรณ์ มีความเจริญขึ้นโดยยุติธรรม แลจงฟังบังคับบัญชาการงานทั้งปวงที่ชอบด้วยราชการ ขอให้สิ่งซึ่งเปนต้นเหตุเปนประธานในโลกย์จงอนุเคราะห์รักษาเจ้าพระยาไทรบุรี แลญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวง ให้เจริญศุขสวัสดิ์พิพัฒมงคลทุกประการ พระราชทานอิศริยยศตั้งมาณวันศุกร แรมสิบค่ำ เดือนสิบปีวอกจัตวาศกเปนปีที่ ๔ ในราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ศักราช ๑๒๓๔ เปนวันที่ ๑๔๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้ " แล้วพระราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี เครื่องอิศริยยศชื่อมหาสุราภรณ์ พระราชทานสัญญาบัตรลิเยกนุดบุตรพระยาปลิศเปนที่พระสุรินทรวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองปลิศ แต่หวัน มหะมัดเมรัน ตนกูปอ เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง โปรดเกล้าฯ พระราชทานหวันมหะมัดเมรัน พานทอง

ณวันศุกรขึ้นสองค่ำเดือนสิบเอ็ดปีวอกจัตวาศก เจ้าพระยาไทรบุรี พระสุรินทรวังษา เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย หวันมหะมัดเมรัน ตนกูปอเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายใน กราบถวายบังคมลากลับออกไปเมืองไทรบุรี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวังสรรค์ จางวางกรมอาษาจาม เปนข้าหลวงไปด้วยเรือรบชื่อพิทยัมรณยุทธ ส่งเจ้าพระยาไทรบุรีให้สมเกียรติยศ ให้พระยาราชวังสรรค์เชิญเครื่องอิศริยยศไปพระราชทานพระยาสตูน พระยาปลิศ พระเกไดสวรินทร์ด้วย คือ พระยาสตูน เครื่องอิศริยยศชื่อนิภาภรณ์ เปนความชอบในราชการแผ่นดิน พระยาปลิศ เครื่องอิศริยยศชื่อนิภาภรณ์ เปนความชอบในราชการแผ่นดิน พระเกไดสวรินทร์ เครื่องอิศริยยศชื่อมัณฑนาภรณ์ เปนความชอบในราชการแผ่นดิน เรือพิทยัมรณยุทธใช้จักรออกจากกรุงเทพฯ ณวันศุกรขึ้นเก้าค่ำเดือนสิบเอ็ดปีวอกจัตวาศก

เมื่อณปีจอฉศกศักราช ๑๒๓๖ พระสุนทรรายา ผู้ช่วยราชการเมืองปลิศมีหนังสือมายังเมืองนครศรีธรรมราชๆ ส่งเข้ามาณกรุงเทพฯ ว่าพระยาปลิศป่วยเปนโรคชราถึงแก่กรรมณวันพุฒขึ้นสามค่ำ เดือนสิบสองปีจอศก พระสุนทรรายาบุตรหลานญาติพี่น้องศรีตวันกรมการได้ฝังศพพระยาปลิศตามธรรมเนียมมลายูแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ มีท้องตราถึงเมืองนครศรีธรรมราช มอบราชการบ้านเมืองให้พระสุนทรรายาซึ่งเปนบุตรผู้ใหญ่พระยาปลิศ ปกครองญาติพี่น้องบุตรหลานศรีตวันกรมการบังคับบัญชาราชการบ้านเมืองต่อไป พระยาปลิศมีบุตรชายชื่อพระสุนทรรายา ๑ พระสุรินทรวังษา ๑ สิเยศอารน ๑ สิเยศตาปา ๑ รวม ๔ คน

ณปีชวดอัฐศก ที่เมืองเประเจ้านายแขกเกิดวิวาทกัน คอเวอนแมนต์อังกฤษยกทัพมาปราบปราม กองทัพแขกเอาปืนยิงมิศเตอร์เบิกเรสิเดนต์อังกฤษตาย เจ้านายแขกรบกับกองทัพอังกฤษสู้กองทัพอังกฤษไม่ได้ พากันหลบหนีเข้าอยู่ในป่า รายาอิศมาแอรายาแลหลากับสมัคพรรคพวก หนีมาอยู่ณตำบลเขตรแดนเมืองเประแต่ใกล้กับที่ยารมแขวงเมืองรามันห์ กองทัพอังกฤษตามไปไม่ได้ โปรดเกล้าฯ ให้มีท้องตราประกาศเมืองแขกประเทศราชที่ใกล้เคียง ไม่ให้เจ้าเมืองกรมการคบแขกเประ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระนครธิราชภักดีกรมพระกลาโหม เปนข้าหลวงออกไปฟังราชการอยู่เมืองแขกเกาวนา เมืองสิงคโปร์ ขอให้เจ้าพระยาไทรบุรีเกลี้ยกล่อมรายาอิศมาแอกับสมัครพรรคพวกมาส่งให้แก่เกาวนา เจ้าพระยาไทรบุรีจึงให้ตนกูศรีตวันกรมการ ไปเกลี้ยกล่อมได้ตัวรายาอิศมาแอกับสมัคพรรคพวกมาส่งให้เกาวนา ภายหลังรายาแลหลากับพรรคพวกออกหาอังกฤษ

ณปีชวดอัฐศกศักราช ๑๒๓๘ ถึงกำหนดแขกเมืองประเทศราชส่งต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการทุกเมือง พระสุนทรรายาผู้ช่วยราชการ สิเยศอารน สิเยศตาปาผู้น้อง คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเมืองปลิศกับเครื่องยศพระยาปลิศ เข้ามาณเมืองนครศรีธรรมราช พระยานครศรีธรรมราชจึงมีใบบอกให้กรมการล่ามนำเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ว่า พระสุนทรรายาว่าราชการรักษาบ้านเมืองปกครองญาติพี่น้องมาเรียบร้อย ควรเพิ่มยศขึ้นเปนผู้ใหญ่ได้ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตร ตั้งพระสุนทรรายาเปนพระยาวิเสศสงคราม รามวิชิต วิลิศมาหรา พระยาปลิศ พระราชทานเครื่องยศครอบทอง พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสิเยศอารนเปนที่พระศักดาดุลยฤทธิ์ ผู้ช่วยราชการเมืองปลิศ

ฝ่ายเมืองสตูน พระยาสตูนมีหนังสือบอกให้พระปักษาวาสะวารณินทร์ผู้ช่วยราชการซึ่งเปนบุตรผู้ใหญ่ คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเมืองสตูนเข้ามาเมืองนครศรีธรรมราชๆ มีใบบอกให้กรมการ ล่ามนำเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย พระยาสตูนมีหนังสือบอกมาว่า ทุกวันนี้พระยาสตูนชราตามืด จะว่าราชการบ้านเมืองไปมิได้ ขอรับพระราชทานพระปักษาวาสะวารณินทร์ว่าราชการบ้านเมืองต่อไป จึงทรงพระราชดำริห์ว่า พระยาสตูนรักษาบ้านเมืองมามิได้มีเหตุเกี่ยวข้องแก่บ้านเมืองพระราชอาณาเขตรแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ควรจัดการให้สมความปราถนาพระยาสตูนจึงชอบ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระปักษาวาสะวารณินทร์ เปนพระยาอภัยนุราชชาติรายาภักดี ศรีอินดาราวิยาหยา พระยาสตูน ให้เอาเครื่องยศพระยาสตูนคนเก่าพระราชทานพระยาสตูนใหม่ แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มยศพระยาสตูนคนเก่า ขึ้นเปนพระยาสมันตรัฐบุรินทร์มหินทราธิรายานุวัตร ศรีสกลรัฐมหาปธานาธิการไพศาลสุนทรจริตสยามพิชิตภักดี จางวางเมืองสตูน พระราชทานเครื่องยศพานทองโปรดเกล้าฯ ให้มอบสัญญาบัตรเครื่องยศพระยาสตูนคนใหม่ออกไปพระราชทานณเมืองสตูน

ณวันอาทิตย์ขึ้นสิบสามค่ำเดือนสี่จุลศักราช ๑๒๓๘ ปี ชวดอัฐศก จีนเมืองภูเก็จขบถฆ่าฟันไพร่บ้านพลเมือง เอาไฟเผากุฎีวิหารตึกเรือน โรงกรมการราษฎรแตกตื่นเปนอันมาก

เจ้าหมื่นเสมอใจราช ข้าหลวงรักษาราชการเมืองภูเก็จ มีหนังสือบอกข่าวราชการขอกองทัพเมืองไทร เมืองปลิศ เมืองสตูน มาช่วยระงับจีนขบถเมืองภูเก็จ เจ้าพระยาไทรบุรีแต่งให้ตนกูสะมะแอ ๑ ตนกูมุซา ๑ หวันอาหวัง ๑ หวันอาหยา ๑ หวันอาม่าน ๑ รวม ๕ นาย ไพร่ ๓๓๕ คนกองหนึ่ง หวันมัดกายิด ๑ เสกมะหมัด ๑ รวม ๒ นาย ไพร่ ๒๒๐ กองหนึ่ง พระชลสินธุสงครามไชยนาย ๑ ไพร่ ๕๐๐ คนกองหนึ่งพระยาปลิศแต่งให้เสกอามิต ๑ เสกมะหมัด ๑ ผู้น้อง ๒ นาย ไพร่ ๔๐๐ กองหนึ่ง พระยาสตูนแต่งให้ตนกูอามิต ๑ ตนกูมะหมัด ๑ ผู้น้อง ๒ นาย ไพร่ ๒๖๐ คนกองหนึ่ง รีบไปถึงเมืองภูเก็จทันราชการ แล้วเจ้าพระยาไทรบุรีได้ไปปฤกษาราชการกับข้าหลวงเมืองภูเก็จ เจ้าพระยาไทรบุรี พระยาปลิศ พระยาสตูน นายทัพนายกองมีความชอบในราชการแผ่นดิน จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดเครื่องอิศริยยศพระแสงปืนเงินตราเสื้อผ้ามอบให้พระอมรวิไสยสรเดช เจ้ากรมทหารปืนใหญ่ เปนข้าหลวงคุมออกไปพระราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี พระแสงปืนมีเครื่องพร้อมหีบหนึ่ง เงินตรา ๕๐ ชั่ง พระชลสินธุสงครามไชยตราช้างเผือกสยามชั้นที่ ๓ ชื่อนิภาภรณ์ ตนกูสะมะแอมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ ตนกูมุซามงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ หวันอาหยา ๑ หวันอาม่าน ๑ หวันมหะมัดอายิด ๑ เสกมะหมัด ๑ หวันอาหวัง ๑ เสื้ออัดลัดคนละตัว พระยาวิเสศสงครามช้างเผือกสยามชั้นที่ ๔ ชื่อภูษนาภรณ์ เสกอามิตมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ เสกมะหมัดมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ พระยาอภัยนุราช พระยาสตูนช้างเผือกสยามชั้นที่ ๔ ชื่อภูษานาภรณ์ ตนกูฮามิดมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ ตนกูมะหมัดมงกุฎสยามชั้นที่ ๕ ชื่อวิจิตราภรณ์ โดยสมควรแก่ความชอบ

ณปีขาลสัมฤทธิศกจุลศักราช ๑๒๔๐ ปี เจ้าพระยาไทรบุรีมีหนังสือบอกให้พระชลสินธุสงครามไชยผู้ช่วยราชการถือมาว่า วันคมิดเดือนดนหิยะที่ ๑๑ ศักราชแขก ๑๒๙๓ ปี ตรงกับวันพุฒขึ้นสิบสามค่ำเดือนอ้ายปีชวดอัฐศก รายามุดาเมืองไทรบุรีป่วยถึงแก่กรรม ขอรับพระราชทานพระชลสินธุสงครามไชย เปนที่รายามุดาทำราชการสนองพระเดชพระคุณต่อไป

ณวันจันทร์แรมสิบสามค่ำเดือนยี่ปีขาลสัมฤทธิศก โปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งพระชลสินธุสงครามไชยเปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมืองไทรบุรี พระราชทานเครื่องยศครอบทอง

ณปีเถาะเอกศกจุลศักราช ๑๒๔๑ ปี เจ้าพระยาไทรบุรีมีหนังสือมาว่า ณวันศุกรขึ้นสามค่ำเดือนเจ็ดปีเถาะเอกศก หวันมหะมัดเมรันมารดาเจ้าพระยาไทรบุรีป่วยเปนโรคป่วงใหญ่ถึงแก่อนิจกรรม มีท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้หลวงโกชาอิศหากคุมเงินสลึงออกไปพระราชทานเจ้าพระยาไทรบุรี ทำบุญให้ทานในการศพหวันมหะมัดเมรัน ๕ ชั่ง

ณปีเถาะเอกศก พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์เมืองไทรบุรีมีหนังสือบอกมาว่า เจ้าพระยาไทรบุรีป่วยมาช้านาน ณวันอาทิตย์ขึ้นสี่ค่ำเดือนแปดปีเถาะเอกศก เจ้าพระยาไทรบุรีถึงอาสัญกรรม มีท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงษ์ ข้าหลวงเมืองตรังรีบไปฟังราชการณเมืองไทรบุรี เพื่อจะได้รงับการวิวาทแลให้เปนการรักษาปรองดองบุตรหลานญาติพี่น้องเจ้าพระยาไทรบุรีมิให้แตกร้าวกัน ให้พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ ปฤกษาญาติพี่น้องผู้ที่จะได้สืบตระกูลเจ้าพระยาไทรบุรีต่อไป

พระยามนตรีสุริยวงษ์ข้าหลวงมีหนังสือบอกให้หลวงโกชาอิศหากถือมาว่า ราชการเมืองไทรบุรีเรียบร้อยแล้ว พระยาสตูน พระยาปลิศ พระอินทรวิไชย พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิ พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ ตนกูอาเก ลงชื่อประทับตราปฤกษาเห็นพร้อมกันว่า เจ้าพระยาไทรบุรีมีบุตรชายใหญ่ ๒ คนๆ หนึ่ง ซื่อตนกูไซนาระชิดอายุได้ ๒๒ ปี คนหนึ่งชื่อตนกูฮามิดอายุ ๑๖ ปี ตนกูไซนาระชิดเปนพี่ควรจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณแทนเจ้าพระยาไทรบุรีต่อไป ตนกูฮามิดเปนน้องควรรับราชการรองลงมา พระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา ขอพาตนกูไซนาระชิด ตนกูฮามิดเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทพระยามนตรสุริยวงษ์ข้าหลวงส่งคำปฤกษาเข้ามาณะกรุงเทพฯ แล้ว

จึงมีท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้พระอมรวิไสยสรเดชเจ้ากรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเปนข้าหลวงไปรักษาราชการหัวเมืองทะเลตวันตกคุมเงินสลึงออกไป พระราชทานพระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์ ทำบุญให้ทานในการศพเจ้าพระยาไทรบุรีเงิน ๑๐ ชั่ง ให้หลวงลักษมานาเจ้ากรมอาษาจาม คุมเรือมุระธาวะสิทธิสวัสดิ์ออกไปรับพระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา ตนกูไซนาระชิด ตนกูฮามิดกับหวันอาหลีศรีตวันกรมการคุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเมืองไทรบุรีณท่าเมืองสงขลา เข้ามาณะกรุงเทพฯ ให้พระเกษตรไทรสถลบุรินทร์รักษาราชการเมืองไทรบุรี เรือมุรธาวะสิทธิสวัสดิ์รับพระเกไดสวรินทร์ พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา พาตนกูไซนาระชิด ตนกูฮามิด ตนกูกาเซม น้องตนกูไซนาระชิดนาย ๑ แขกเมืองแลต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ณวันอังคารขึ้นสิบค่ำเดิอนสิบปีเถาะเอกศก

ณวันจันทร์แรมสิบสองค่ำเดือนสิบสองปีเถาะเอกศก เปนวันเสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคม ประชุมตราพระจุลจอมเกล้าแลถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินบนพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงาน นำแขกเมืองไทรบุรีเข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท พระราชทานสัญญาบัตร แลเครื่องยศพระยาเกไดสวรินทร์ เปนที่พระยายุทธการโกศล พหลพยุหรักษ์อรรควรเดช พิเสศสิทธิรำบาญ บริหารบรมนารถราชโยธินทร์ ผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองไทรบุรีพระราชทานพานทอง

พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเปนที่พระยาสุรพลพิพิธ สรรพประสิทธิกิจพิจารณ์ ปรีชาญาณยุติธรรมพิทักษ์อรรคมนตรี ผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองไทรบุรี พระราชทานพานทอง

ตนกูไซนาระชิด เปนที่พระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุล ต่านมหะมัดรัตนราชมุนินทร์สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรี (๒๖) พระราชทานพานทอง

ตนกูฮามิด เปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรยามุดา พระราชทานครอบทอง

ตนกูกาเซม เปนพระชลสินธุสงครามไชย ผู้ช่วยราชการ พระราชทานครอบทอง

ณวันอาทิตย์ ขึ้นสองค่ำเดือนยี่ปีเถาะเอกศก แขกเมืองไทร เมืองปลิศ เมืองสตูน เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทกราบถวายบังคมลา ณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โปรดเกล้า ฯ ให้เรือรบชื่อพิทยัมรณยุทธออกไปส่งถึงเมืองไทรบุรี

ลุศักราช ๑๒๔๓ ปีมเสงตรีศก พระยาไทรบุรีไซนาระชิดป่วยถึง อาสัญกรรม พระเสนีณรงค์ฤทธิ (ตนกูฮามิด) รายามุดาเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพฯ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา มีอายุเจริญไวยนับได้ ๑๙ ปี แล้ว ควรตั้งพระเสรีณรงค์ฤทธิรายามุดา ซึ่งญาติพี่น้องได้พร้อมกันยกย่องว่า เปนบุตรผู้ใหญ่ของเจ้าพระยาไทรบุรีแต่ก่อนนั้นให้เปนเจ้าเมือง จะได้สืบวงษ์ตระกูลเจ้าพระยาไทรบุรี ให้ปรากฏยืนยาวไปภายน่า

ครั้นณวันพฤหัศบดีขึ้นสิบสามค่ำเดือนสี่ปีมเสงตรีศกศักราช ๑๒๔๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมวงษานุวงษ์ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทโดยลำดับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดา เปนพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่าน มหะมัดรัตนราชมุนินทร์ สุรินทรวิวังษาพระยาไทรบุรี (๒๗)

พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ ออกไปสำเร็จราชการรักษาบ้านเมืองปกครองบุตรหลานญาติพี่น้องศรีตวันกรมการสืบไป

อนึ่งตำแหน่งผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองไทรบุรีแต่ก่อนนั้น โปรดเกล้าฯ ให้ยกเสียทั้ง ๒ ตำแหน่ง ให้มอบราชการบ้านเมืองให้พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรีบังคับบัญชาเด็ดขาดแต่ผู้เดียว

ครั้นณปีรกาสัปตศก จุลศักราช ๑๒๔๗ พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรีแต่งให้ตนกูอับดลดานีผู้น้องกับศรีตวันกรมการ ๓ นาย คุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย ณ กรุงเทพฯ แลมีใบบอกลงวันอารบาอา เดือนดลหิยะที่ ๑๓ ศักราชมลายู ๑๓๐๒ ปีตรงกับวันศุกรขึ้นสิบค่ำเดือนสิบปีรกาสัปตศก เข้ามาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ตำแหน่งที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมือง ไทรบุรีว่างอยู่ยังหามีตัวรับราชการสนองพระเดชพระคุณไม่ พระยาฤทธิสงครามรามภักดีพระยาไทรบุรี ได้ปฤกษาพระยาสุรพลพิพิธแลบรรดาญาติพี่น้องซึ่งเปนผู้ใหญ่กับศรีตวันกรมการเห็นพร้อมกันว่า ตนกูอับดลดานีผู้น้องพระยาฤทธิสงครามรามภักดีพระยาไทรบุรี มีอายุสมควร ทั้งสติปัญญาก็หนักแน่น ควรเปนที่รายามุดาได้ พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรี ขอรับพระราชทานตนกูอับดลดานีเปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมืองไทรบุรี จะได้ช่วยพระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรีทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งตนกูอับดลดานี เปนที่พระเสนีณรงค์ฤทธิรายามุดาเมืองไทรบุรี พระราชทานคอบทองเปนเครื่องยศ ออกไปรับราชการสนองพระเดชพระคุณตามตำแหน่ง

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๔ พระยาฤทธิสงครามรามภักดี พระยาไทรบุรี กับศรีตวันกรมการเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพ ฯ ทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาไทรบุรีได้บังคับบัญชาราชการบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณมาช้านาน มีความชอบความดีมาก สมควรจะเลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยาได้

ครั้นวันที่ ๒๙ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๔ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดารประชุมพระบรมวงษานุวงษ์แลข้าทูลลอองธุลีพระบาท บรรดาที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์สำหรับตระกูลจุลจอมเกล้า แลราชองครักษ์มหาดเล็กตำรวจ กับเจ้าพนักงานต่างๆ ซึ่งมีน่าที่เกี่ยวในการนี้ เพื่อได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มอิศริยยศพระยาไทรบุรีขึ้นเปนเจ้าพระยาไทรบุรี แลพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าด้วย เจ้าพนักงานได้จัดการที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทมุขกระสันเบื้องบุรพทิศ ตั้งพระราชบัลลังก์ตรงผนังทิศตวันออก ภายในเสาน่าพระราชบัลลังก์เปนที่เจ้าพนักงานกระทรวงวัง แลกรมพระตำรวจเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท เบื้องซ้ายแห่งที่นี้ ตั้งแต่น่าพระราชบัลลังก์มาเปนที่เฝ้าแห่งพระบรมวงษานุวงษ์ ต่อน่าแห่งที่นั้นออกไปภายในเสา เปนที่เฝ้าแห่งข้าทูลลอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารพลเรือน ทั้งสองฟากระหว่างเสาน่าพระราชบัลลังก์เบื้องขวาเปนที่เฝ้าแห่งคณาธิบดีของตราเครื่องราชอิศริยาภรณ์นี้ แลเจ้าพนักงานกระทรวงมุรธาธร หลังพระราชบัลลังก์เปนที่เฝ้าแห่งราชองครักษ์มหาดเล็กแลชาวที่ มีทหารยืนแถวที่น่าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทด้วย

เวลาบ่าย ๕ โมงเศษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับเหนือพระราชบัลลังก์ เจ้าพนักงานชาวประโคมๆ มโหรทึกแลแตรทหารทำเพลงสรรเสริญพระบารมีแลถวายคำนับ พอสุดเสียงประโคมแล้วพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยเจ้าพนักงานกระทรวงวัง แลพระยามนตรีสุริยวงษ์ล่าม นำพระยาฤทธิสงครามรามภักดีพระยาไทรบุรีเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท หลวงประสิทธิอักษรสาตร เจ้าพนักงานกระทรวงมุรธาธรอ่านประกาศดำเนินพระบรมราชโองการเสร็จแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรอันเขียนด้วยใบกำกับสุพรรณบัตร แก่พระยาฤทธิสงครามรามภักดี ให้รับตำแหน่งที่เจ้าพระยามีนามดังจะได้แจ้งในประกาศที่จะกล่าวต่อไป แล้วพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าแก่เจ้าพระยาไทรบุรีนั้น ครั้นพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์แล้วมีพระราชดำรัสทรงแสดงพระราชปฏิสันถาร ในการที่ได้ทรงเลื่อนอิศริยยศเจ้าพระยาไทรบุรีครั้งนี้ แลพระราชทานพระบรมราชกระแสพระราชดำริห์ ในการที่ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาไทรบุรีเข้าในพวกสมาชิกแห่งเครื่องราชอิศริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า แลพระราชทานพระบรมราโชวาทพระราชทานพรตามสมควร ในประกาศเลื่อนยศพระยาไทรบุรีเปนเจ้าพระยาไทรบุรีนั้นมีความว่า "ศุภมัสดุพระพุทธสาสนกาลเปนอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๓๘ พรรษา ปัตยุบันกาลจันทคตินิยม เอฬกะสังวัจฉระภัทรบทมาศ ชุษณปักษ ทสมีดิถีครุวาร สุริยคติกาล รัตนโกสินทร ศก ๑๑๔ สิงหาคมมาศ เอกูนติงสติมมาศา หะคุณประเภทปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯลฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงพระราชดำริห์ว่าพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่าน มหะมัดรัตนราขมุนินทร์ สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรีเปนผู้ซึ่งได้ทรงคุ้นเคย แลทรงพระกรุณาโดยเฉภาะมาแต่ยังเยาว์ เพราะได้ทรงสังเกตเห็นอัธยาไศรย ความมั่นคงหลักแหลม คล้ายคลึงกับเจ้าพระยาไทรบุรีผู้เปนบิดามาก เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เปนพระยาไทรบุรีก็หวังพระราชหฤไทยอยู่ว่า พระยาไทรบุรีคงจะปกครองไพร่บ้านพลเมืองให้มีความผาสุก แลทำนุบำรุงบ้านเมืองใหเจริญยิ่งขึ้นโดยความอุสาหะอย่างเจ้าพระยาไทรบุรีได้ทำมาแต่ก่อน

ตั้งแต่พระยาไทรบุรีได้บังคับบัญชาราชการบ้านเมืองต่างพระเนตร พระกรรณมาจนบัดนี้ก็ได้ ถึง ๑๕ ปี การที่พระยาไทรบุรีได้ปกครองแลทำนุบำรุงบ้านเมืองก็มีผลเปนความเจริญขึ้นโดยลำดับสมดังที่ได้มีพระราชหฤไทยหวังนั้นทุกประการ

อิกประการหนึ่ง พระยาไทรบุรีได้มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทประจักษ์แก่พระราชหฤไทยมาแต่ก่อนฉันใด พระยาไทรบุรีก็ได้คงรักษาความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทอยู่มิได้เคลื่อนคลาศ แลหมั่นเข้ามาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทเนืองๆ

อนึ่งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินประพาศหัวเมืองปักษ์ไต้ฝ่ายตวันตกได้เสด็จไปถึงเมืองไทรบุรี พระยาไทรบุรีก็ได้จัดการรับเสด็จโดยความเอื้อเฟื้อเต็มกำลัง ที่จะให้เปนพระเกียรติยศแลเปนศุขสำราญแก่บรรดาพระบรมวงษานุวงษ์ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาทซึ่งได้โดยเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้นทั่วกัน มิได้คิดแก่ความลำบากเหน็จเหนื่อยประการใด อนึ่งสรรพราชการที่มีเกี่ยวข้องกับเมืองไทรบุรี ทั้งการภายนอกแลภายใน พระยาไทรบุรีได้ปฏิบัติราชการโดยความซื่อสัตย์สุจริต แลมีอัธยาไศรยโอบอ้อมอารี เปนที่รักใคร่สรรเสริญของพลเมืองแลบรรดาข้าราชการแลชนทั้งปวงเปนอันมาก ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าความชอบความดีของพระยาไทรบุรีตามที่กล่าวมานี้ สมควรจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เพิ่มอิศริยยศพระราชทานพระยาไทรบุรีให้ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ให้เปนแบบอย่างแก่หัวเมืองประเทศราชทั้งปวง แลให้เปนความยินดีแก่ศรีตวันกรมการไพร่บ้านพลเมืองเมืองไทรบุรีทั่วกัน

จึงมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เลื่อนพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีสุลต่านมหมัดรัตนราขมุนินทร์ สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรี ขึ้นเปนเจ้าพระยา มีอิศริยยศอย่างสูงรับราชทินนามตามตำแหน่งว่า เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีศรีสุลต่าน มหมัดรัตนราชมุนินทร สุรินทรวิวงษ์ผดุง ทนุบำรุงเกดะนคร อมรรัตนาณาเขตร ประเทศราชราไชสวริยาธิบดี วิกรมสีหะ เจ้าพระยาไทรบุรี ได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์สำหรับตระกูลเปนวิสามัญสมาชิกตำแหน่งที่ ๑ ชื่อปฐมจุลจอมเกล้าเปนเครื่องราชอิศริยาภรณ์อย่างสูงสุดสำหรับข้าราชการในกรุงสยาม ให้เปนเกียรติยศของกรุงเทพมหานคร ได้บังคับบัญชาญาติพี่น้องแลศรีตวันกรมการทั้งปวงบรรดาอยู่ในเขตรแดนเมืองไทรบุรีทั้งสิ้น ตามที่เจ้าพระยาไทรบุรีแต่ก่อนได้บังคับบัญชามานั้นโดยยุติธรรมแลชอบด้วยราชการ จงเว้นการควรเว้น อุสาหะประพฤติการควรประพฤติ แลรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อกรุงเทพมหานครตามอย่างตามธรรมเนียมเจ้าพระยาไทรบุรี แต่ก่อนจงทุกประการ

แลให้ญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวงมีความสมัคสโมสรช่วยเจ้าพระยาไทรบุรีคิดอ่านการนคร แลราษฎรมลายูนาครีให้เกษมศรีสมบูรณ์มีความเจริญขึ้นโดยความพร้อมพรักสามัคคีธรรมสุจริตทุกประการ

ขอให้สิ่งซึ่งเปนเหตุเปนประธานในสกลโลก จงอนุเคราะห์รักษาเจ้าพระยาไทรบุรีแลญาติพี่น้องศรีตวันกรมการทั้งปวง ให้เจริญศุขสวัสดิ์พิพัฒมงคลทุกประการเทอญ

ครั้นรัตนโกสินทรศก ๑๑๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองไทรบุรี ๑ เมืองปลิศ ๑ เมืองสตูน ๑ รวม ๓ เมืองเปนมณฑลเทศาภิบาลเรียกว่ามณฑลไทรบุรี โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีเจ้าพระยาไทรบุรีเปนข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลไทรบุรี มีข้อความตามกระแสพระราบดำริห์ในการตั้งมณฑลไทรบุรีแจ้งในประกาศที่นำมาลงไว้ต่อไปนี้


ประกาศกระทรวงมหาดไทย

ด้วยมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า

๑ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า หัวเมืองมลายูฝ่ายตวันตกมีอยู่ ๓ เมืองคือ เมืองไทรบุรี ๑ เมืองปลิศ ๑ เมืองสตูน ๑ แลหัวเมืองทั้ง ๓ นี้ควรจะจัดให้มีแบบแผนบังคับบัญชาการเปนอย่างเดียวกัน ให้ราชการบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

๒ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า เจ้าพระยาไทรบุรี (อับดูลฮามิด) มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท แลกรุงเทพมหานครเปนอันมากมาเนืองนิตย์ แลมีสติปัญญาอุสาหะจัดการเมืองไทรบุรีเจริญเรียบร้อยยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งให้เจ้าพระยาไทรบุรี เปนข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการเมืองปลิศ ๑ เมืองสตูน ๑ รวมทั้งเมืองไทรบุรีด้วยเปน ๓ เมือง

๔ ให้เจ้าพระยาไทรบุรีมีอำนาจที่จะตรวจตราบังคับบัญชาผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน แลมีคำสั่งให้จัดการบ้านเมืองตามที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานะญาตทุกอย่าง เพื่อให้ราชการบ้านเมืองเหล่านั้นเรียบร้อยแลเจริญขึ้น แลให้ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน ศรีตวันกรมการหัวเมืองทั้ง ๒ นั้น ฟังบังคับบัญชาเจ้าพระยาไทรบุรี ในที่ชอบด้วยราชการทุกประการ

๕ ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ แลเมืองสตูน คงมีอำนาจที่จะบังคับบัญชาว่ากล่าวศรีตวันกรมการไพร่บ้านพลเมืองนั้น ๆ แลรับผิดชอบในราชการบ้านเมืองทุกอย่าง แต่ต้องกระทำตามบังคับ แลคำสั่งของเจ้าพระยาไทรบุรี ตามบรรดาการที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตนั้น

๖ ต้นไม้เงินทองเมืองปลิศ เมืองสตูน ซึ่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลหัวเมืองฝ่ายทะเลตวันตกเคยบอกส่งเข้ามากรุงเทพ ฯ นั้น แต่นี้ไปเมื่อถึงกำหนด ให้เจ้าพระยาไทรบุรีบอกนำส่งเข้ามากรุงเทพฯ

๗ ข้อราชการบ้านเมือง ซึ่งผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูนเคยมีใบบอกต่อข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลฝ่ายทะเลตวันตก เพื่อแจ้งข้อราชการหรือหารือราชการก็ดี หรือเพื่อให้บอกเข้ามากรุงเทพฯ ก็ดี แต่นี้ไปให้ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน มีใบบอกไปยังเจ้าพระยาไทรบุรี เพื่อแจ้งข้อราชการหรือหารือราชการ หรือเพื่อให้บอกเข้ามากรุงเทพ ฯ เหมือนเช่นนั้น แต่ในราชการบางอย่างซึ่งเปนแบบแผนเคยมีท้องตราจากกรุงเทพฯ ตรงไปตามหัวเมืองก็ดีที่หัวเมืองเคยบอกตรงเข้ามากรุงเทพฯ ก็ดี ก็ให้คงเปนไมตามแบบแผนเดิมนั้น แต่ต้องแจ้งความให้เจ้าพระยาไทรบุรีทราบด้วย

แต่การที่ว่ามาในข้อนี้ ไม่เกี่ยวข้องถึงฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายร้องทุกข์ หรือเพื่อจะกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทโดยเฉภาะ การเช่นนี้ย่อมเปนราชประเพณี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตไว้แก่ข้าทูลลอองธุลีพระบาทแลไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั่วไปมิได้เลือกหน้า ใครจะถวายก็ได้ไม่ห้ามปราม

๘ ผลประโยชน์ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน เคยได้ในตำแหน่งเท่าใดให้คงได้อย่างแต่ก่อน ส่วนผลประโยชน์ซึ่งผู้ว่าราชการเมืองเหล่านั้น ได้เคยให้ประจำตำแหน่งศรีตวันกรมการเท่าใด ถ้าศรีตวันกรมการเหล่านั้นยังรับราชการบ้านเมืองตามสมควรแก่น่าที่ก็ให้คงได้รับผลประโยชน์ไปอย่างเดิม แลเงินผลประโยชน์เงินภาษีอากรที่ได้ในเมืองปลิศ เมืองสตูน มากน้อยเท่าใด เงินเมืองใดให้จัดจ่ายใช้ราชการทำนุบำรุงในเมืองนั้น แลให้มีบาญชีทั้งรายรับแลรายจ่ายแยกออกเปนเมืองๆ อย่าให้ประปนกัน

๙ ตำแหน่งแลเกียรติยศบันดาศักดิ์ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน แลศรีตวันกรมการเมืองทั้งสองเมืองนั้นเคยมีมาประการใด ก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้น การที่จะเลือกสรรตั้งแต่งศรีสวันกรมการผู้ใหญ่ในเมืองปลิศ แลเมืองสตูนนั้น ตำแหน่งใดว่างลงให้เจ้าพระยาไทรบุรีปฤกษาหารือด้วยผู้ว่าราชการเมืองนั้นเลือกสรรผู้ซึ่งสมควร แล้วมีใบบอกเข้ามากราบบังคมทูล เมื่อทรงพระราชดำริห์เห็นขอบแล้วก็จะได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสัญญาบัตรตามธรรมเนียม ส่วนตั้งแต่กรมการผู้น้อยนั้นให้ผู้ว่าราชการเมืองปลิศ เมืองสตูน หารือต่อเจ้าพระยาไทรบุรี เมื่อเจ้าพระยาไทรบุรีเห็นชอบด้วยแล้วก็ตั้งได้

๑๐ เจ้าพระยาไทรบุรีต้องมีใบบอกรายงานการที่ได้จัดแลเหตุการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเขตแขวงเมืองปลิศ แลเมืองสตูน เข้ามากราบบังคมทูลเนืองๆ แลบรรดาการที่เจ้าพระยาไทรบุรีจะจัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเมืองปลิศ เมืองสตูน ประการใด ก็ให้มีใบบอกเข้ามาขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน ตามแบบแผนขนบธรรมเนียมในราชการ

ประกาศมาแต่กระทรวงมหาดไทย วันที่ ๗ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๑๖


งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"