พระราชบัญญัติว่าด้วยบังคับโจทย์ให้สาบาลก่อนฟ้องความอาญา

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


Seal of the Royal Command of Thailand


พระราชบัญญัติ


ว่าด้วยบังคับโจทย์ให้สาบาลก่อนฟ้องความอาญา[1]





มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า

มีพระราชกำหนดกฎหมายอันโบราณราชกระษัตริย์ได้บัญญัติไว้สืบมาว่า โจทก์จำเลยจะหาจะแก้ให้กล่าวแต่ที่คดีอันจริง มิให้เอาเท็จมาหามาแก้ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนขืนพระราชบัญญัตินี้จะให้เอาตัวเปนโทษ ประการหนึ่ง บังคับไว้ว่า ทุนทรัพย์ตกสูญหายมีโจรฉกลักไปด้วยประการใด ๆ ให้เจ้าสินสาบาลตัวทำคำกฎหมายตราสินไว้เปนพยาน ถ้าจะฟ้องคดีของตน คำกฎหมายตราสินกับคำฟ้องไม่ตรงกันมิให้รับไว้พิจารณาเปนอันขาด แต่ชนทุกวนนี้กระทำอุบายเจ้าเล่ห์หลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติแกล้งกล่าวหาคดีของตนให้เรี่ยวแรงเกินไปกว่าความจริงนั้นก็มีมากชุกชุม เปนต้นว่า ยืมพัสดุกันไป เจ้าของทวงถาม บิดพลิ้วเสีย ก็กลับแกล้งกล่าวว่าลักบ้าง วิวาททุ่งเถียงกันตัวต่อตัว ภายหลังมาแกล้งกล่าวหาว่าผู้ร้ายลอบตีลอบฟันถึงปล้นสดมก็มีอยู่ชุกชุม คดีที่ผู้ประทับฟ้องต้องประทับไปยังกระทรวงอาญานครบาลนั้นจึงได้มากกว่าพื้นความที่เปนจริงอยู่

ประการหนึ่ง ทรงพระราชดำริห์ว่า คดีของราษฎรที่เปนอาญานครบาลที่ควรมีโทษหลวงนั้น ถ้าผู้หาคละปะปนไปด้วยเท็จส่งเสริมให้แรงขึ้น ก็เปนเหตุให้ผู้พิพากษาตระลาการพิจารณาเอาความจริงได้โดยยาก และบางทีเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว โจทย์ก็ต้องปรับในข้อที่กล่าวเท็จเหลือเกินนั้นให้แก่จำเลยก็มีอยู่ชุกชุม อาไศรยเหตุทั้งปวงนี้ แลทรงพระมหากรุณาคุณเพื่อจักทนุบำรงุให้อาณาประชาราษฎรได้ความเกษมร่มเย็นอยู่โดยพระบารมีนั้น จึ่งได้มีพระบรมราชโองการให้ตราเปนพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ ว่า



ข้อ ๑

ถ้าราษฎรมีอรรถคดีคนใดจะฟ้องหาด้วยความเปนนครบาลก็ดี เปนอาญาก็ดี เปนความอุกฉกรรจ์มีโทษหลวงก็ดี มายังผู้รับฟ้องในกรุงเทพฯ ฤๅมายังศาลากลางในหัวเมือง จะขอฟ้องร้องด้วยความเหล่านี้ ให้ผู้รับฟ้องในกรุงเทพฯ และจ่าศาลในหัวเมืองบังคับให้ผู้นั้นปฏิญาณสาบาลตนว่า จะให้การฟ้องร้องแต่ที่อันจริง แล้วจึ่งให้ผู้รับฟ้องจดถ้อยคำไว้ประทับส่งไปตามกระทรวง ถ้าผู้มีอรรถคดีมาฟ้องคนใดขัดขืนไม่ยอมสาบาลก่อนให้การฟ้อง อย่าให้ผู้รับฟ้องฤๅจ่าศาลรับถ้อยคำไว้เปนอันขาด


ข้อ ๒

เจ้าพนักงานผู้รับฟ้องฤๅจ่าศาล ณ หัวเมืองคนใดรับฟ้องในคดีที่กล่าวหาอาญานครบาลความมีโทษหลวงละเลยเสียมิได้บังคับให้ผู้มาฟ้องปฏิญาณสาบาลตัวก่อนก็ดี ฤๅบังคับให้ผู้มาฟ้องความแพ่งทั้งปวงสาบาลตัวก็ดี เปนการทำขาดทำเหนือพระราชบัญญัติ ฉนี้ พิจารณาเปนสัตย์ ให้ลงโทษ ๓ สฐาน สฐานหนึ่ง จะให้ไหมลเมิดโดยยศถาศักดิ์ สฐานหนึ่ง ให้ไหมทวีคูณ สฐานหนึ่ง ให้จำตามโทษานุโทษ



ประกาศมา ณ วันที่ ๓ เดือนมิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๑ เปนวันที่ ๘๖๐๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้



เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙/แผ่นที่ ๑๑/หน้า ๖๗/๑๒ มิถุนายน ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕, ค.ศ. ๑๘๙๒)




ขึ้น

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะมีลักษณะตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา ๗ สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑)   ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(๒)   รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(๓)   ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(๔)   คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(๕)   คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (๑) ถึง (๔) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น"