พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (2455)/ภาค 1/145–242

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้า พระชนม์ได้ ๓๕ พระพรรษา ขึ้นเสวยราชสมบัติ ดำรัศให้สมเด็จพระอนุชาเปนพระมหาอุปราช แล้วแต่งการถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระราชบิดาเสร็จแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัศแก่มุขอำมาตย์ว่า แผ่นดินกรุงกัมพุชประเทศกุรุราฏฐนั้น ผู้ใดครองสมบัติ จิตรมักเปนสันดานพาลทุจริต เหมือนพระยาแลวกบิดานักพระสุโท นักพระสุทัน เมื่อศึกกรุงหงษาวดียกมาคราวแรกครั้งสมเด็จพระไอยกาธิราชเจ้าผ่านพิภพใหม่นั้น พระยาแลวกก็ยกทัพเข้ามาพลอยซ้ำตีกวาดเอาอพยพชาวเมืองปราจิณบุรีไป จนสมเด็จพระบรมราชไอยกาต้องเสด็จยกพยุหโยธาออกไปปราบ จึงถวายนักพระสุโท นักพระสุทัน ราชบุตร เข้ามา แล้วนักพระสัฏฐาผู้น้องไปเอาทัพญวนมาตีฆ่าบิดานักพระสุโท นักพระสุทัน เสีย นักพระสัฏฐาได้สมบัติกรุงกัมพูชาธิบดีเปนพระยาแลวก ครั้นแผ่นดินเปนของพระราชบิดาเรา ก็ยกทัพจู่มาถึงวัดสามพิหาร จนเสียพระจำปาธิราชลูกชาย ก็ยังหาเข็ดหลาบไม่ มีศึกหงษามาติดพระนครครั้งใด ก็มีแต่ยกทัพมาพลอยซ้ำตีกวาดเอาประชาราษฎรข้าขอบขัณฑเสมาไปทุกครั้ง แล้วกลับแต่งทูตานุทูตมาขอเปนทางพระราชไมตรี สมเด็จพระบรมราชบิดาเรามิได้มีพระไทยอาฆาฏเพื่อมิให้เสียธรรมราชประเพณี จนปันเขตรแดนปักศิลาจาฤก ครั้นศึกพระเจ้าเชียงใหม่ยกมา พระยาแลวกแต่งให้น้องชายมาช่วยงานพระราชสงคราม น้องนายนั้นมิได้มีสติสัมปชัญญดุจหนึ่งสิงคาลชาติโบดก ฝ่ายพระยาแลวกก็ปราศจากวิจารณปัญญา มีแต่พาลทุจริตในสันดานละสัจสุจริตธรรมเสีย กลับยกทัพมาตีประจันตชนบทอิกเล่า ความแค้นของเราดังว่าเสี้ยนยอกอยู่ในอุรไม่หายเลย แลครั้งนี้ แผ่นดินเปนของเราแล้ว เราจะยกไปแก้แค้นเอาโลหิตพระยาแลวกล้างบาทาเสียให้จงได้ ตรัศแล้วสั่งให้เกณฑ์ทัพสกรรจ์ลำเครื่องสิบหมื่น ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย น้ำลงแห้งเท้าช้างเท้าม้าแล้ว จะยกไป.

 ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงษาวดีแจ้งข่าวไปว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาดับสูญทิวงคตแล้ว ตรัศแก่พระมหาอุปราชาว่า เจ้ากับมหาราชเจ้าพระนครเชียงใหม่จงยกทัพลงไปฟังอึงกิตาการดู พระนครศรีอยุทธยาผลัดแผ่นดินใหม่ เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวงจะเปนจลาจลประการใดบ้าง ถ้าพอจะทำได้ ให้ทำ อย่าให้เสียที พระมหาอุปราชากราบทูลพระราชบิดาว่า โหรทายว่า ชัณษาข้าพระพุทธเจ้าร้ายนัก สมเด็จพระเจ้าหงษาวดีตรัศว่า พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีบุตร การสงครามไม่พักให้พระบิดาใช้เลย ต้องห้ามเสียอิก แลซึ่งเจ้าว่า เคราะห์ร้ายอยู่แล้ว ก็อย่าไปเลย เอาผ้าสัตรีนุ่งเสียเถิด จะได้สิ้นเคราะห์ พระมหาอุปราชาได้ฟังรับสั่งดังนั้น กลัวพระราชอาชญาพระราชบิดา ก็มาตรวจเตรียมรี้พลแลมีพระราชกำหนดไปถึงพระเจ้าเชียงใหม่ให้ยกมา พระเจ้าเชียงใหม่แจ้งพระราชกำหนดแล้ว ก็ยกทัพมากรุงหงษาวดี.

 ลุศักราช ๙๔๑ ปีเถาะ เอกศก พระมหาอุปราชา พระเจ้าเชียงใหม่ ยกพลห้าสิบหมื่น ช้างเครื่องเจ็ดร้อย ม้าสามพัน มาข้ามเมืองเมาะตะมะมาโดยทางแม่กระษัตรเข้าทางพระเจดีย์สามองค์.

 ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้า ครั้นถึงณวัน ค่ำ มีพระราชดำรัศให้เกณฑ์หัวเมืองปักษ์ใต้ทัพหนึ่งเสร็จแล้ว กำหนดพระฤกษ์จะยกไปเอาเมืองแลวก ครั้นณวัน ๑๒ ฯ  ค่ำ จึงมีพระราชโองการสั่งมุขมนตรีผู้ใหญ่ให้รักษาพระนครว่า ทัพพระเจ้าหงษาวดีแตกไปครั้งนี้เปนทัพซึ่งจะบำรุงช้างม้ารี้พลแลจะกลับในน้ำลงปีนี้เห็นจะไม่ทัน แต่ทว่า จะไว้ใจมิได้ เกลือกจะคลั่งสงครามยกมา ถ้ายกมา ก็ให้รักษาเมืองไว้ท่าเราเดือนหนึ่งให้ได้ สั่งแล้วพอเวลาเย็น มีหนังสือเมืองกาญจนบุรีบอกเข้ามาว่า ทัพพระมหาอุปราชา พระเจ้าเชียงใหม่ ยกมาถึงเมืองกาญจนบุรี ทำสพานข้ามอยู่แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทราบดังนั้นก็ดำรัศว่า เราเทียบรี้พลช้างม้าไว้ จะยกไปเอาเมืองแลวก บัดนี้ ทัพหงษาวดียกมาอิกเล่า จำจะยกออกไปเล่นสนุกกับมอญเสียก่อน แล้วมีพระราชกำหนดไปให้พระอมรินทรฦๅไชยเจ้าเมืองราชบุรีแต่งฅนห้าร้อยขึ้นไปซุ่มอยู่ ถ้าข้าศึกข้ามสพานได้แล้ว ให้ล้างสพานเผาเสียจงได้.

 ฝ่ายพระมหาอุปราชาเสด็จยกทัพหลวงถึงกาญจนบุรี เห็นเมืองร้างเปล่าไม่มีฅน ก็เข้าพระไทยว่า ชาวพระนครรู้การ เทครัวอพยพเข้าเมืองสิ้น เสด็จประทับแรม ณ เมืองกาญจนบุรี ให้เที่ยวลาดจับฅนจะถามกิจการก็มิได้ ส่วนพระยาจิตตองกองน่าก็เร่งทำสพานข้ามพลเสร็จ รุ่งขึ้น พระมหาอุปราชาก็เสด็จกรีธาทัพหลวงมาโดยมารควิถีถึงตำบลพนมทวนเพลาชายแล้วสามนาฬิกา บังเกิดวายุเวรัมพวาตพัดหวนหอบธุลีฟุ้งผันเปนกงจักรกระทบมหาเสวตรฉัตรซึ่งกั้นมาหลังพระคชาธารนั้นหักทบลง พระมหาอุปราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ตกพระไทย ให้โหรสำหรับทัพทำนาย ถวายพยากรณ์ว่า เหตุนี้ถ้าเช้าในเที่ยงร้าย นี่ชายแล้ว เห็นเปนศุภนิมิตรที่พระองค์จะมีไชยได้พระนครศรีอยุทธยา สมเด็จพระราชบิดาจะเลื่อนพระองค์ขึ้นจากที่เสวตรฉัตรมหาอุปราชเถลิงถวัลยราชราไชสวรรยาในกรุงหงษาวดีเปนมั่นคง พระมหาอุปราชาตรัศได้ทรงฟังนั้น ก็ยังมิวางพระไทย จนเสด็จถึงตำบลพังตรุแดนสุพรรณบุรี ให้ตั้งทัพไชยโดยขบวน แล้วตรัศให้กองม้าสามร้อยลาดมาดูถึงตำบลเอกราช บางกทิง ว่า ทัพชาวพระนครมาตั้งรับอยู่ตำบลใดบ้าง.

 ส่วนสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าตรัศปฤกษาแก่มุขมาตยาทั้งปวงว่า ศึกมหาอุปราชยกมาครั้งนี้ เราจะกรีธาพลออกต่อยุทธนาการกลางแปลงดีฤๅ ๆ จะตั้งมั่นรับในพระนครดี มุขมนตรีกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าทราบอยู่ว่า พระมหาอุปราชาเกรงพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จไปช่วยงานพระราชสงครามกรุงหงษาวดีตีเมืองรุม เมืองคัง ครั้งหนึ่งแล้ว แลครั้งเมื่อสมเด็จพระเจ้าหงษาวดีกับพระมหาอุปราชาคิดการเปนลับลวงให้เสด็จขึ้นไปจะทำร้าย ทำมิได้ จนทัพหลวงกวาดเอามหาเถรคันฉ่อง พระยาพระราม พระยาเกียรติ์ ญาติโยมครัวอพยพในชนบทประเทศขอบขัณฑเสมากรุงหงษาวดีมาข้ามฝั่งน้ำสโตง พระมหาอุปราชาตามทันฅนละฝั่งฟาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระแสงปืนนกสับยิงข้ามฝั่งมหานทีอันกว้าง ต้องสุรกำมานายกองน่าตาย พระมหาอุปราชาแลท้าวพระยาสมิงรามัญก็ขยาดฝีพระหัตถ์เกรงพระเดชเดชานุภาพเปนสองครั้งแล้ว แลซึ่งพระมหาอุปราชายกมาครั้งนี้ปลาดนัก ด้วยศึกพ่ายเดือนเจ็ดยังไม่ทันบำรุงช้างม้ารี้พลถึงขนาด แลเดือนยี่ยกมาถึงพระนครนี้เห็นเร็วนัก ดีร้ายจะได้ข่าวว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต คิดว่า แผ่นดินเปนจลาจล จึงรุดมาโดยทำนองศึก ครั้นจะรับมั่นในกรุง ข้าศึกจะได้ใจ ขอเชิญเสด็จทัพหลวงออกตั้งรับนอกพระนคร แต่งกองทัพเข้าปะทะฟังกำลังดู ถ้าศึกหนัก จึงทัพหลวงเสด็จหักต่อภายหลัง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ได้ทรงฟังมุขมนตรีทูลดังนั้น ชอบพระไทยนัก แย้มพระโอฐดำรัศว่า ซึ่งปฤกษาการสงครามครั้งนี้ต้องความดำริห์เรา บัดนี้ ทัพเตรียมอยู่ณทุ่งบางขวดพร้อมอยู่แล้ว ให้ยกไปตั้งปากโมก เอาแต่ทัพหัวเมืองตรีจัตวายี่สิบสามหัวเมืองเปนฅนห้าหมื่น ให้พระยาศรีไสยณรงค์เปนแม่กอง ให้พระยาราชฤทธานนต์เปนยุกรบัตร ยกไปขัดรับน่าข้าศึกอยู่ตำบลทุ่งหนองสร่าย พระยาศรีไสยณรงค์ พระยาราชฤทธานนต์ กราบถวายบังคมลาออกมาจัดแจงไพร่พลยกทัพไปโดยพระราชบัญชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศให้โหราหาฤกษ์ พระโหราธิบดี หลวงโลกทีป ขุนเทพากร คำนวณพระฤกษ์ถวายว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จตุรงคโชคสรรพสฤษดิพร้อมมีไชยข้าศึก ขอเชิญเสด็จจากพระนครณวัน ๑๑ ฯ  ค่ำ เพลารุ่งแล้วสองนาฬิกาห้าบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัศให้สมุหนายกกำหนดทัพหลวงจะเสด็จโดยชลมารคไปตั้งทัพไชยปากโมก สมุหนายกก็แจกพระราชกำหนดทูลข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารพลเรือนเตรียมการอันจะเสด็จพระราชดำเนินนั้นเสร็จ ถึงณวัน ๑๑ ฯ  ค่ำ เพลารุ่งแล้วสองนาฬิกาห้าบาท ได้ศุภมหุติมหาวิไชยฤกษ์ สมเด็จพระบาทบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงเครื่องสำหรับพิไชยยุทธสงครามเสร็จ ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งศรีสมรรถไชย สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงเรือพระที่นั่งไกรสรมุขพิมาน อันอลังการรจนาด้วยมหาเสวตรบวรฉัตร ขนัดเครื่องอภิรุมชุมสายพรายพรรณ บังรวิวรรณบังแทรกสลอนสลับ สรรพด้วยกันชิงกลิ้งกลดจามรมาศดาษดา ดูมเหาฬารเลิศนิพันฦก อธึกด้วยกระบี่ธุชธงฉานธงไชย แลสว่างไสวไพโรจด้วยเรือจำนำท้าวพระยามุขมนตรีราชเรียงรายเปนรยะ โดยขบวนพยุหบาตราน่าหลังทั้งปวงพร้อมเสร็จ พออุดมฤกษ์ พระโหราธิบดีก็ลั่นฆ้องไชย ราชครูทวิชาจารย์เป่ามหาสังข์ทักขิณาวัฏประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีฆ้องกลองก้องนี่สนั่นมหาอรรณพนที เคลื่อนเรือขบวนพยุหบาตราโดยชลมารค ถึงที่ประทับขนานน่าพลับพลาไชยปากโมกเพลาชายแล้วสองนาฬิกาสี่บาท เสด็จจัดทัพประทับแรมอยู่ที่นั้น กำหนด ๑๑ ทุ่ม ๓ บาท ทัพหลวงจะเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อเพลา ๑๐ ทุ่ม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินนิมิตรว่า น้ำนองท่วมป่ามาฝ่ายประจิมทิศ เสด็จลุยชลธีเที่ยวไปพบมหากุมภีล์ตัวใหญ่ ได้สัปรยุทธยุทธนาการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประหารกุมภีล์ตาย ประธมตื่น ขณะนั้น ตรัศให้โหรทาย พระโหราธิบดีทูลทำนายว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวง จะได้ถึงซึ่งมหายุทธหัตถี แต่ท่วา พระองค์จะมีไชย จะลุยไล่ประหารปัจจามิตรข้าศึกดุจพระสุบินว่า เที่ยวลุยกระแสน้ำฉนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟัง ดีพระไทยนัก ทรงเครื่องสำหรับราชรณยุทธสรรพเสร็จ เสด็จยังเกยคอยฤกษ์ ทอดพระเนตรเห็นพระสาริริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหารช่วงเท่าผลส้มเกลี้ยงมาแต่ทักษิณทิศเวียนเป็นทักขิณาวัฏแล้วเสด็จผ่านไปอุดรทิศ ทรงพระปีติซ่านไปทั้งพระองค์ ยกพระหัตถ์ถวายทัศนัขสโมธานอธิฐานขอสวัสดีมีไชยแก่ปรปักษ์ พระโหราธิบดีก็ให้ประโคมแตรสังข์ดุริยางคดนตรีพร้อมกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช้างต้นเจ้าพระยาไชยานุภาพติดน้ำมันน่าหลังเปนราชพาหนะ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักรติดน้ำมันน่าหลังเปนราชพาหนะ พร้อมด้วยช้างท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง เสด็จพยุหบาตราทัพโดยแถวสถลมารคไปเข้าที่เสวยตำบลบ้านสะแก้วสะเลา แล้วเสด็จยกไปตามท้องทุ่ง เพลาเที่ยง พระอาทิตย์ทรงกรดร่มช้างพระที่นั่งไปจนบ่ายสามโมง พอกะทั่งกองน่าซึ่งตั้งอยู่ตำบลหนองสร่าย เสด็จประทับเกยใต้ฉายาไม้ประดู่ใหญ่อันสถิตเหนือจอมปลวก เอาเปนนิมิตรครุธนามไชยภูมิ สั่งให้เร่งตั้งค่ายกองน่าหลังปีกซ้ายขวาเปนขบวนประทุมพยุห

 ฝ่ายสมิงจคราน สมิงเป่อ สมิงทรายม่วน นายกองม้าคอยเหตุ เห็นกองทัพน่าแลทัพหลวงดังนั้น ก็ขับม้าวางใหญ่กลับไปค่ายพังตรุ เอาคดีนั้นทูลแด่พระมหาอุปราชาทุกประการ พระมหาอุปราชาแจ้งดังนั้น ก็ทรงพระดำริห์ว่า ชรอยจะเปนทัพพระนเรศวร มิดังนั้น จะเปนทัพเอกาทศรฐน้องชายยกมาเปนมั่นคง แล้วตรัศถามสมิงนายกองม้าว่า คเนพลประมาณเท่าใด สมิงจคราน สมิงเป่อ สมิงทรายม่วน กราบทูลว่า พลประมาณสิบเจ็ดสิบแปดหมื่น พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น จึงตรัศปฤกษาแก่นายทัพนายกองว่า ทัพพระนครศรีอยุทธยายกมาครานี้ก็เปนทัพใหญ่อยู่แล้ว แต่ทว่า น้อยกว่าเราสองเท่าสามเท่า จำจะยกเข้าทุ่มตีเอาทัพแรกนี้ให้แตกฉานยับเยินแล้ว ภายหลังก็จะเบามือลง เห็นจะได้พระนครศรีอยุทธยาโดยง่าย นายทัพนายกองก็เห็นโดยพระราชบัญชา พระมหาอุปราชากำหนดแก่นายทัพนายกองให้เตรียมพลแต่ในเพลาสามยามให้พร้อม ตีสิบเอ็จทุ่มจะยก เอารุ่งไว้น่า นายทัพนายกองก็จัดแจงขบวนทัพเทียบไว้ตามรับสั่งทุกประการ

 ครั้นเพลาสิบเอ็จทุ่ม พระมหาอุปราชาก็สอดฉลองพระองค์ทรงเกราะสุวรรณประดับพลอยสพักสังวาลมรกฎสามสาย ทรงสุวรรณรัตนมหามงกุฎอย่างขัติยราชรามัญ ยอดเงื้อมไปน่าดุจเศียรวาสุกรี แล้วทรงเครื่องสำหรับกันสรรพาวุธพร้อมเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพลายพัทกอสูงหกศอกคืบห้านิ้วติดน้ำมันน่าหลังเปนพระคชาธารกั้นเสวตรฉัตร สมิงนันทมางเปนกลางช้าง เจ้าเมืองมล่วนเปนควาญ พร้อมด้วยแวงจัตุลังคบาท แลน่าช้างพระมหาอุปราชานั้นทวนทองสี่ร้อย ถัดออกมานั้นวางปืนจ่ารงค์มณฑกนกสับกระแบงแก้วดาบโล่ห์ดาบดั้งสิ่งละห้าร้อย แลมางจาชโรพี่เลี้ยงพระมหาอุปราชานั้นเปนกองนำขี่ช้างพลายพัชเนียงสูงหกศอกคืบสองนิ้วติดน้ำมันน่าหลัง สมิงปราบศึกเปนกลางช้าง สมิงมือเหล็กเปนควาญ พระมหาอุปราชาให้แต่งช้างชนะงาผูกคชาธารมีเสวตรฉัตรทั้งสิบหกช้างพรางไว้ แลจัดสมิงรามัญที่เข้มแขงขี่ประจำครบอยู่น่าช้างมางจาชโรพระพี่เลี้ยง แลมีช้างกันแทรกแซงเปนขนัด แล้ววางปืนจ่ารงค์มณฑกนกสับหามแล่นแลพลดาบโล่ห์ดาบดั้งดาบสองมือสิ่งละพันเปนชั้น ๆ ออกไป แล้วช้างท้าวพระยารามัญเกียกกายกองน่าแลพลเดินเท้ายี่สิบหมื่น พลม้าสามพันแซงสองฟากทุ่ง ทัพหลังนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ขี่ช้างพลายชมพูทัตสูงหกศอกคืบนิ้วหนึ่งติดน้ำมันน่าหลัง พระยาเชียงแก้วหลานเปนกลางช้าง แสนหาญใจศึกเปนควาญ กอบไปด้วยช้างดั้งกันแทรกแซงแลพลเดินเท้าสิบหมื่น พระมหาอุปราชาจัดทัพเปนสัตตเสนาเจ็ดแถว ๆ ละเจ็ดกองเปนสี่สิบเก้ากองพร้อมพลาพลทวยหาญ ให้ลั่นฆ้องใหญ่ฆ้องกะแตตีรับตามหมวดกองยกจากค่ายพังตรุครั้งนั้นสนั่นนฤนาทด้วยศัพทสำเนียงเสียงช้างม้าพลาพลเดินสท้านสเทือนดุจแผ่นพสุธาจะถล่มลง

 ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้า ขณะเมื่อเสด็จประทับอยู่ณฉายาไม้ประดู่ เร่งให้ตั้งค่ายมั่น ทอดพระเนตรเห็นม้ารามัญตามชายทุ่งควบกลับไป ก็ตรัศแก่มุขมนตรีว่า พลม้าซึ่งกลับไปนั้นเห็นทีพระมหาอุปราชาให้มาคอยเอาเหตุไปแจ้ง ดีร้ายเพลาพรุ่งนี้จะได้ยุทธใหญ่ ให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ พระยาราชฤทธานนต์ เร่งยกไปแต่ในเพลาตีสิบเอ็จทุ่มปะทะน่าข้าศึกฟังกำลังดู แลในกองทัพหลวงก็ให้ตรวจเตรียมพร้อมไว้แต่เพลาย่ำรุ่ง ท้าวพระยานายทัพนายกองก็ตรวจเตรียมโดยพระราชกำหนด ครั้นอรุณรุ่งแสงสุริโยภาษ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จยังเกย ตรัศให้ท้าวพระยาในกองทัพหลวงยกออกตั้งขวบเบญจเสนาห้าทัพ ให้พระยาสีหราชเดโชขี่ช้างพลายโจมไตรภพถือพลหมื่นหนึ่งเปนกองน่า พระยาพิไชยรณฤทธิขี่ช้างพลายจบไตรจักถือพลห้าพันเปนปีกขวา พระยาพิชิตณรงค์ขี่ช้างพลายจู่โจมทัพถือพลห้าพันเปนปีกซ้าย พระยาเทพวรชุณขี่ช้างพลายจับโจมยุทธถือพลหมื่นหนึ่งเปนเกียกกาย พระยาพิไชยสงครามขี่ช้างพลายฝ่าพลแมนถือพลห้าพันเปนปีกขวา พระยารามกำแหงขี่ช้างพลายแสนพลพ่ายถือพลห้าพันเปนปีกซ้าย แลน่าพระคชาธารออกไปปลายเชือกนั้น ขุนโจมจัตุรงค์ขี่ช้างพลายกุญชรไชย ขุนทรงเดชขี่ช้างพลายไกรสรเดชถือพลเขนทองข้างละห้าร้อย พระราชมนูขี่ช้างพลายหัศดินพิไชยถือพลปี่กลองชนะซ้ายขวาข้างละห้าร้อย แลหลวงพิเดชสงครามขี่ช้างพลายบุญยิ่ง หลวงรามพิไชยขี่ช้างพลายมิ่งมงกุฎถือพลดาบโล่ห์ดาบดั้งข้างละห้าร้อย พระราชวังสรรค์ขี่ช้างพลายแก้วมาเมืองถือพลอาสาจามห้าร้อย พระเสนาภิมุขขี่ช้างพลายเฟื่องภพไตรถือพลอาสายี่ปุ่นห้าร้อย ถัดนั้น ทหารทลวงฟันคู่พระไทยร้อยสามสิบหกฅนถือดาบเขนยี่สิบสองฅน ถือดาบโล่ห์สี่สิบสองฅน ถือดาบสองมือเจ็ดสิบสองฅน น่าพระคชาธารนั้นหัวหมื่นพันทนายสี่พระตำรวจล้วนดาบสพายแล่งถือทวนทองห้าร้อย กำหนดทั้งทัพหลวงเป็นพลแสนหนึ่ง ให้เอาพลายภูเขาทองขึ้นระวางสพัดชื่อ เจ้าพระยาไชยานุภาพ สูงหกศอกคืบสองนิ้ว ติดน้ำมันน่าหลัง ผูกคชาภรณ์เครื่องมันปักมหาเสวตรฉัตรเปนพระคชาธาร เจ้ารามราคพเปนกลางช้าง นายมหานุภาพเปนควาญ แลแวงจัตุลังคบาทนั้น พระมหามนตรีอยู่เท้าน่าฝ่ายขวา พระมหาเทพอยู่เท้าน่าฝ่ายซ้าย หลวงอินทรเทพอยู่เท้าหลังเบื้องขวา หลวงพิเรนทรเทพอยู่เท้าหลังเบื้องซ้าย แลพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชนั้น พลายบุญเรืองขึ้นระวางสพัดชื่อ เจ้าพระยาปราบไตรจักร สูงหกศอกคืบติดน้ำมันน่าหลัง ผูกคชาภรณ์เครื่องมั่นปักบวรเสวตรฉัตร หมื่นภักดีศวรเปนกลางช้าง ขุนศรีคชคงเปนควาญ แลปีกทัพหลวงนั้น เจ้าพระยามหาเสนาขี่ช้างพลายมารประไลยถือพลหมื่นห้าพันเปนปีกขวา เจ้าพระยาจักรีขี่ช้างพลายไฟภัทกัลปถือพลหมื่นห้าพันเปนปีกซ้าย พระยาพระคลังขี่ช้างพลายจักรมหิมาถือพลหมื่นหนึ่งเปนยุกรบัตร พระราชสงครามขี่ช้างพลายสังหารคชสีห์ถือพลห้าพันเปนปีกขวา พระรามรณภพขี่ช้างพลายมณีจักรพรรดิถือพลห้าพันเปนปีกซ้าย พระยาท้ายน้ำขี่ช้างพลายสวัสดิพิไชยถือพลหมื่นหนึ่งเปนกองหลัง หลวงหฤไทยขี่ช้างพลายทรงภูบาลถือพลห้าพันเปนปีกขวา หลวงอภัยสุรินทรขี่ช้างพลายสารภูธรถือพลห้าพันเปนปีกซ้าย ลำดับด้วยหมู่หมวดคชินทรดั้งกันแทรกแซงสลับค่ายค้ำพังคาโคดแล่นล้วนสารชาญยุทธดูมหิมา อันท้าวพระยาเสนาบดีพิริยโยธาทวยหาญแสนยาพลากรพลพฤนท์พร้อมพรั่งตั้งตามขบวนเบญจยุทธเสนางคนิกรเสร็จ พระมหาราชครูพราหมณโหราธิบดีก็อัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์สรงมุรธาภิศกถวายอาเศียรพาทอวยไชย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องประดับสำหรับบรมราชกระษัตริย์สู่สมรภูมิสงคราม วันนั้นวันอาทิตย์ ทรงพระแสงธนู แล้วเสด็จขึ้นเกยคอยฤกษ์ แลชีพ่อพราหมณ์ตั้งโขลนทวารลว้าเส้นไก่ ขุนมหาวิไชยตัดไม้ข่มนาม เสร็จแล้ว พอได้ยินสำเนียงปืนยิงยุทธแย้งสุดเสียง ตรัศให้หมื่นทิพเสนาเอาม้าเร็วไปฟังราชการ เห็นทัพน่าพ่ายเปนอลหม่าน หมื่นทิพเสนาพาเอาขุนหมื่นในกองน่าเข้ามาเฝ้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศถามว่า เหตุใดจึงพ่ายข้าศึก ขุนหมื่นกราบทูลพระกรุณาว่า ยกขึ้นมาปะทะตีกันถึงตลุมบอน ศึกหนักกว่าทุกครั้ง จึงพ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศดูความคิดมุขมนตรีว่า ทัพน่าพ่ายดังนี้จะคิดประการใด เสนาบดีมนตรีมุขกราบทูลว่า ขอเชิญเสด็จตั้งมั่นอยู่ก่อน แต่งทัพไปรับหน่วงไว้ ต่อได้ทีแล้วจึงยกทัพหลวงออกทำยุทธหัตถี เห็นจะได้ไชยชำนะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เห็นด้วย ดำรัศว่า ทัพน่าแตกฉานมาแล้ว แลจะแต่งทัพออกรับ จะมาปะทะกันเข้า จะพลอยให้แตกเสียอิก ชอบให้เปิดลงมาทีเดียว ให้ข้าศึกไล่ละเลิงใจเสียขบวนมา เราจึงยกทัพออกยอข้าศึก เห็นจะได้ไชยชำนะโดยง่าย ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวงกราบถวายบังคมพร้อมกันเห็นโดยพระราชดำริห์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัศให้หมื่นทิพเสนา หมื่นราชามาตย์ ขี่ม้าเร็วขึ้นไปประกาศแก่นายทัพนายกองพลทหารทั้งปวงอย่าให้รอรับเลย ให้เปิดลงมาทีเดียว

 ฝ่ายทัพรามัญเห็นทัพชาวพระนครพ่ายมิได้ตั้งรับ ก็ยิ่งมีใจกำเริบ ไล่ระส่ำระสายมิได้เปนกระบวน สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าเสด็จคอยฤกษ์ ทอดพระเนตรเห็นมหาเมฆตั้งขึ้นมาแต่ทิศพายัพ แล้วกลับเกลื่อนคืนกระจายอันดรธานไป พระสุริยเทวบุตรจรัสแจ่มดวงในนภาดลอากาศ พระมหาราชครูพระครูปโรหิตาจารย์โหราธิบดีลั่นฆ้องไชยดำเนินธง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จทรงช้างต้นเจ้าพระยาไชยานุภาพเปนพระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนารถราชอนุชาเสด็จทรงช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักรเปนพระคชาธาร พลทหารก็โห่สนั่นบันฦๅศัพท์แตรสังข์เสียงประโคมฆ้องกลองชนะกลองศึกสท้านสเทือนประหนึ่งแผ่นดินจะไหว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ยาตราพระคชาธารเปนบทย่างสะเทินมาบ่ายน่าต่อข้าศึก เจ้าพระยาไชยานุภาพ เจ้าพระยาปราบไตรจักร ได้ยินเสียงพลแลเสียงฆ้องกลองศึกอึงคนึง ก็เรียกมันครั่นครื้นกางหูชูหางกิริยาป่วนเดินเปนบาทย่างใหญ่เร็วไปด้วยกำลังน้ำมัน ช้างท้าวพระยามุขมนตรีแลโยธาหาญซ้ายขวาน่าหลังนั้นตกลงไปมิทันเสด็จ พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพน่าข้าศึก ตรัศทอดพระเนตรเห็นพลพม่ารามัญยกมานั้นเต็มท้องทุ่งเดินดุจคลื่นในพระมหาสมุท พลข้าศึกไล่พลชาวพระนครมาครั้งนั้นสลับซับซ้อนกันมิได้เปนกระบวน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พลปรปักษ์ไล่ส่ายเสยถีบฉัดตลุมบอน พลพม่ารามัญล้มตายเกลื่อนกลาด ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธารก็หกหันตลบปะกันไปเปนอลหม่าน พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนูน่าไม้ปืนไฟรดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ แลธุมาการก็ตระหลบมืดเปนหมอกมัวไปมิได้เห็นกันประจักษ์ พระบาทสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าจึงตรัศประกาศแก่เทพยดาทั้งปวงว่า ให้บังเกิดมาในประยุรมหาเสวตรฉัตร จะให้บำรุงพระบวรพุทธสาสนา ไฉนจึงมิช่วยให้สว่างแลเห็นข้าศึกเล่า พอตกพระโอฐลง พระพายก็พัดควันอันเปนหมอกมืดนั้นสว่างไป ทอดพระเนตรเห็นช้างเสวตรฉัตร ๑๖ ช้าง มีช้างดั้งช้างกันยืนอยู่เปนอันมาก แต่มิได้เห็นพระมหาอุปราชา ครั้นเหลือบไปฝ่ายทิศขวาพระหัดถ์ ก็เห็นช้างเสวตรฉัตรช้างหนึ่งยืนอยู่ณฉายาไม้ข่อย มีเครื่องสูงแลทหารน่าช้างมาก ก็เข้าพระไทยถนัดว่า ช้างพระมหาอุปราชา พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ขับพระคชาธารตรงเข้าไป ทหารน่าช้างข้าศึกก็วางปืนจ่ารงค์มณฑกนกสับตระแบงแก้วรดมยิง มิได้ต้องพระองค์แลพระคชาธาร สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าตรัศร้องเรียกด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เรา จะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกันให้เปนเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายน่าไปไม่มีกระษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น ลอายพระไทย มีขัติยราชมานะ ก็บ่ายน่าพระคชาธารออกมารับ เจ้าพระยาไชยานุภาพเห็นช้างข้าศึก ก็เร็วไปด้วยฝีน้ำมันมิทันยั้งเสียที พลายพัทกอได้ล่างแบกรุนมา พระมหาอุปราชาจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าเบี่ยงพระมาลารับ พระแสงของ้าวมิได้ต้องพระองค์ เจ้าพระยาไชยานุภาพสบัดลงได้ล่างแบกถนัด พลายพัทกอเพลี่ยงเบนไป สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าได้ทีจ้วงฟันด้วยพระแสงพลพ่ายต้องพระอังสาเบื้องขวามหาอุปราชาตลอดลงมาจนปัจฉิมุราประเทศซบลงกับฅอช้าง แลนายมหานุภาพควาญพระคชาธารพระนเรศวรเปนเจ้านั้นต้องปืนข้าศึกตาย ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าชนช้างด้วยพระมหาอุปราชาเจ้านั้น เจ้าพระยาปราบไตรจักรซึ่งเปนพระคชาธารสมเด็จเอกาทศรฐเข้าชนด้วยพลายพัชเนียงช้างมางจาชโร เจ้าพระยาปราบไตรจักรได้ล่าง พลายพัชเนียงเสียทีแปรไป สมเด็จเอกาทศรฐจ้วงฟังด้วยพระแสงของ้าวต้องฅอมางจาชโรขาดตายกับฅอช้าง หมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จเอกาทศรฐนั้นต้องปืนข้าศึกตาย ขณะเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทำคชสงครามได้ไชยชำนะพระมหาอุปราชาแลมางจาโชร แลบรรดาท้าวพระยามุขมนตรีนายทัพนายกองซ้ายขวาน่าหลังทั้งปวงขึงมาทันเสด็จ ได้เข้ารบพุ่งแทงฟันข้าศึกเปนสามารถ แลพลพม่ามอญทั้งนั้นก็แตกกระจัดกระจายไป เพราะพระเดชเดชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศให้นายทัพนายกองทั้งปวงยกไปตามจับข้าศึกแล้วเสด็จคืนมายังพลับพลา พระราชทานชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพเปนเจ้าพระยาปราบหงษา บรรดามุขมนตรีนายทัพนายกองซึ่งยกตามข้าศึกไปนั้นได้ฆ่าฟันพม่ามอญโดยทางไปถึงกาญจนบุรี อาศพเกลื่อนไปแต่ตะพังตรุนั้นประมาณสองหมื่นเศษ จับได้เจ้าเมืองมล่วนแลนายทัพนายกองกับไพร่เปนอันมาก ได้ช้างใหญ่สูงหกศอกสามร้อย ช้างพลายพังรวางเพรียวห้าร้อย ม้าสองพันเศษ มาถวาย สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัศให้ก่อพระเจดียฐานสวมศพพระมหาอุปราชาไว้ตำบลตะพังตรุ ขณะนั้น โปรดพระราชทานช้าง ๆ หนึ่งกับหมอแลควาญให้เจ้าเมืองมล่วนขึ้นไปแจ้งแก่พระเจ้าหงษาวดี พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็เสด็จคืนเข้าพระนครแล้วดำรัศว่า เจ้ารามราคพกลางช้างกับขุนศรีคชคงควาญซึ่งได้ผจญข้าศึกจนมีไชยชำนะด้วยพระองค์นั้น ก็ปูนบำเหน็จพระราชทานยศถาศักดิ์เครื่องอุปโภคบริโภคเสื้อผ้าเงินทอง ฝ่ายนายมหานุภาพควาญช้าง หมื่นภักดีศวรกลางช้าง ได้โดยเสด็จงานพระราชสงครามจนถึงสิ้นชีวิตรในท่ามกลางศึกมีความชอบ ให้เอาบุตรภรรยามาชุบเลี้ยง พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเงินทองเสื้อผ้าโดยสมควร เสร็จแล้วพระราชดำรัศให้ปฤกษาโทษนายทัพนายกองว่า ข้าศึกยกมาถึงพระนคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ตั้งพระไทยจะรักษาพระพุทธสาสนาแลสมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎร มิได้คิดเหนื่อยยากลำบากพระองค์ ทรงพระอุสาหเสด็จยกพยุหโยธาทัพออกไปรณรงค์ด้วยข้าศึก แลนายทัพนายกองกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระราชอาชญามิได้โดยเสด็จพระราชดำเนินให้ทัน ละแต่พระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ให้เข้าอยู่ท่ามกลางข้าศึก จนได้กระทำยุทธหัตถีมีไชยแก่พระมหาอุปราชาเสร็จ โทษนายทัพนายกองทั้งนี้จะเปนประการใด พระมหาราชครูปโรหิตทั้งปวงปฤกษาใส่ด้วยพระไอยการศึกกับพระราชกฤษฎีกาว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินงานพระราชสงครามแลเกณฑ์ผู้ใดเข้ากระบวนทัพแล้ว แลมิได้โดยเสด็จให้ทันยุทธนาการ ท่านว่า โทษผู้นั้นเปนอุกฤษฐ์ให้ประหารชีวิตรเสีย อย่าให้ผู้อื่นดูเยี่ยงอย่าง เอาคำพิพากษากราบทูล มีพระราชดำรัศสั่งให้เอาตามลูกขุนปฤกษา แต่ทว่า บัดนี้ จวนวันจาตุททสีบัณณรสีอยู่ ให้เอานายทัพนายกองจำเรือนตรุไว้ก่อนสามวัน พ้นแล้วจึงให้สำเร็จโทษโดยพระไอยการศึก

 ครั้นณวัน ๑๔ ค่ำ สมเด็จพระพนรัตนวัดป่าแก้วแลพระราชาคณะยี่สิบห้ารูปก็เข้ามาถวายพระพรถามข่าวซึ่งเสด็จงานพระราชสงครามได้กระทำยุทธหัตถีมีไชยแก่พระมหาอุปราชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็แถลงการซึ่งปราบปัจจามิตรให้ฟังทุกประการ สมเด็จพระพนรัตนจึ่งถวายพระพรถามว่า พระราชสมภารมีไชยแก่ข้าศึก เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึ่งต้องราชทัณฑ์เล่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งตรัศบอกว่า นายทัพนายกองเหล่านี้อยู่ในกระบวนทัพโยม มันกลัวข้าศึกมากกว่าโยม ละให้แต่โยมสองฅนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชามีไชยชำนะแล้วจึ่งได้เห็นน่ามัน นี่หากว่าบารมีของโยม หาไม่แผ่นดินจะเปนของชาวหงษาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุดังนี้ โยมจึ่งให้ลงโทษโดยพระไอยการศึก สมเด็จพระพนรัตนจึ่งถวายพระพรว่า อาตมภาพพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้นหามิได้ แลเหตุทั้งนี้จำเปนที่จะให้พระเกียรติยศพระราชสมภารเจ้าเปนมหัศจรรย์ เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญ์พุทธเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงพระมหาโพธิณเพลาสายัณห์ครั้งนั้น เทพยเจ้ามาเฝ้าพร้อมอยู่ทั้งหมื่นจักรวาล แลพระยาวัศวดีมารยกพลาพลเสนามารมาผจญครั้งนั้น ถ้าได้เทพยเจ้าเปนบริวารมีไชยแก่พระยามาร ก็หาสู้เปนมหามหัศจรรย์นักไม่ นี่พรรเอิญให้หมู่อมรอินทร์พรหมทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น ยังแต่พระองค์เดียวอาจสามารถผจญพระยามาราธิราชกับพลเสนามารให้ปราไชยพ่ายแพ้ได้ จึ่งสมเด็จพระบรมโลกนารถเจ้าได้พระนามว่า พระพิชิตมารโมฬีศรีสรรเพชดาญาณ เปนมหามหัศจรรย์ดาลดิเรกทั่วอนันตโลกธาตุเบื้องบนตราบเท่าถึงภวัคพรหม เบื้องต่ำตลอดถึงอโธภาคอเวจีเปนที่สุด ก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ครั้งนี้ ถ้าเสด็จพร้อมด้วยเสนางคนิการโยธาทวยหาญมากแลมีไชยแก่พระมหาอุปราชา ก็หาสู้เปนมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศปรากฎไปในนา ๆ ประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งนั้นไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงพระราชปริวิตกน้อยพระไทยเลย อันเหตุที่เปนนี้เพื่อเทพยเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์จักสำแดงพระเกียรติยศดุจอาตมภาพถวายพระพรเปนแท้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัศได้ทรงฟังสมเด็จพระพนรัตนถวายวิสัชยากว้างขวาง ออกพระนามสมเด็จพระบรมอรรคโมฬีโลกครั้งนั้น รฦกถึงพระคุณนามอันยิ่ง ก็ทรงพระปีติโสมนัศตื้นเต็มพระกระมลหฤไทยปราโมทย์ ยกพระกรประนมเหนือพระอุตมางคศิโรตม์นมัสการแย้มพระโอฐว่า สาธุ สาธุ พระผู้เปนเจ้าว่านี้ควรหนักหนา สมเด็จพระพนรัตนเห็นว่า พระมหากระษัตริย์คลายพระโกรธแล้ว จึ่งถวายพระพรว่า อาตมภาพพระราชคณะทั้งปวงเห็นว่า ข้าราชการซึ่งเปนโทษเหล่านี้ผิดหนักหนาอยู่แล้ว แต่ทว่า ได้ทำราชการมาแต่ครั้งสมเด็จพระบรมราชไอยการแลสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง แลทำราชการมาใต้ลอองธุลีพระบาทของพระราชสมภารเจ้าแต่เดิมมา ดุจพุทธบริสัชสมเด็จพระบรมครูก็เหมือนกัน ขอพระราชทานบิณฑบาตโทษฅนเหล่านี้ไว้ครั้งหนึ่งเถิด จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป สมเด็จพระเจ้าอยู่ตรัศว่า พระผู้เปนเจ้าขอแล้วโยมก็จะให้ แต่ทว่า จะให้ไปตีเอาเมืองตนาวศรีเมืองทวายแก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตนถวายพระพรว่า การซึ่งจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้นสุดแต่พระราชสมภารเจ้าจะสงเคราะห์ ใช่กิจสมณะ แล้วสมเด็จพระพนรัตนพระราชาคณะทั้งปวงถวายพระพรลาไป.

 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมุขมนตรีพ้นโทษ พระราชกำหนดให้พระยาจักรีถือพลห้าหมื่นไปตีเมืองตนาวศรี ให้พระยาพระคลังถือพลห้าหมื่นยกไปตีเมืองทวาย พระยาจักรี พระยาพระคลัง นายทัพนายกอง ก็ถวายบังคมลายกไปโดยพระราชกำหนด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัศว่า ซึ่งเราทิ้งเมืองฝ่ายเหนือเสียเลิกครอบครัวลงมานั้นก็หาสิ้นทีเดียวไม่ ครั้งนี้ ศึกหงษาวดีก็ถอยกำลังแล้ว ถึงมาทว่าจะมีมาก็ไม่เกรง เราจะบำรุงเมืองทั้งนี้ให้เปนเกียรติยศไว้ตราบเท่ากัลปาวสาน จึ่งดำรัศสั่งให้พระยาไชยบูรณเปนเจ้าพระยาสุรสีห์ครองเมืองพระพิศณุโลก ให้พระศรีเสาวราชไปรักษาเมืองศุโขไทย ให้พระองค์ทองไปรักษาเมืองพิไชย ให้หลวงจ่าไปรักษาเมืองสวรรคโลก บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงก็ให้เจ้าเมืองกรมการแต่งไปเรียกร้องรวบรวมไพร่พลซึ่งแตกฉานซ่านเซนอยู่ป่าดงนั้นทุกหัวเมือง

 ฝ่ายเจ้าเมืองมล่วนชาวหงษาซึ่งสมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้าจับได้ให้ปล่อยกลับไปนั้น ก็พบนายทัพนายกองพม่ามอญซึ่งแตกฉานซ่านเซนโดยด่านโดยทางไปรวบรวมกันได้ ก็พากันกลับไปกรุงหงษาวดี เข้าเฝ้ากราบทูลประพฤติเหตุซึ่งพระมหาอุปราชาเสียชนมชีพกับฅอช้างนั้นให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าหงษาวดีแจ้งดังนั้นก็เสียพระไทยโทมนัศคิดอาไลยถึงพระราชบุตร แล้วทรงพระโกรธแก่นายทัพนายกองว่า นเรศวรกับเอกาทศรฐน้องชายเข้ามารบแต่สองช้าง กับฅนกลางฅนควาญช้างหกฅนเท่านั้น ทัพเราถึงห้าสิบหมื่น ถึงมาทว่าจะมิถือสาตราวุธเลยจะประหารด้วยก้อนดินแต่ฅนละก้อนก็ไม่คณนามืออิก นี่ละให้เสียราชโอรสแห่งเรา ไหนจะเลี้ยงต่อไปได้ ให้ลงพระราชอาชญาทั้งนายทั้งไพร่แล้วจำใส่เรือนตรุไว้ อยู่ประมาณหกวันเจ็ดวัน พระเจ้าหงษาวดีทรงพระราชดำริห์ว่า นเรศวรทำการศึกว่องไวหลักแหลมองอาจนัก จนถึงยุทธหัตถีมีไชยแก่มหาอุปราชา เอกาทศรฐเล่าก็มีไชยแก่มางจาชโร เห็นพี่น้องสองฅนนี้จะมีใจกำเริบยกมาตีพระนครเราเปนมั่นคง แต่ทว่า จะคิดเอาเมืองตนาวศรี เมืองมฤท เมืองทวาย ก่อน จำจะให้นายทัพนายกองแลไพร่ซึ่งไปเสียทัพมานี้ให้ยกลงไปรักษาเมืองตนาวศรี เมืองมฤท เมืองทวาย ไว้ให้ได้ ศึกจึงจะไม่ถึงกรุงหงษาวดี ครั้นทรงดำริห์แล้ว เพลารุ่ง ก็เสด็จออก ตรัศสั่งให้ถอดนายทัพนายกองออกจากสังขลิกพันทนาการ แล้วให้เร่งยกลงไปรักษาเมืองตนาวศรี เมืองมฤท เมืองทวาย ไว้ให้ได้ ถ้าเสียเมืองตนาวศรี เมืองมฤท เมืองทวาย แก่ข้าศึก จะเอานายทัพนายกองแลไพร่ทั้งนี้ใส่เล้าเผาเสียให้สิ้นทั้งโคตร นายทัพนายกองทั้งปวงกราบถวายบังคมลายกกองทัพไปจากกรุงหงษาวดี

 ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แจ้งอึงกิดาการในกรุงเทพมหานครขึ้นไปเสร็จสิ้นทุกประการ ก็เกรงพระเดชเดชานุภาพ จึงตรัศแก่แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงว่า บัดนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุทธยาถึงแก่สวรรคต สมเด็จพระนเรศวรราชบุตรได้ครองราชสมบัติ พระมหาอุปราชายกลงมาได้ทำคชยุทธถึงแก่พิราไลยกับฅอช้าง แล้วทัพกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยาก็ยกออกไปตีเมืองมฤท เมืองทวาย อยู่แล้ว อันหมู่ปรปักษ์ที่จะเข้าไปรอต่อยุทธด้วยกรุงเทพมหานครศรีอยุทธยานั้นดุจหนึ่งฝูงมิคชาติอันจะเข้าไปต่อศักดาเดชพระยาไกรสรสีหราช ถ้ามิฉนั้น ดุจหนึ่งโลมชาติสกุณปักษาอันเข้าไปรอเปลวเพลิง มีแต่พินาศฉิบหายลงทุกที บัดนี้เล่า พิเคราะห์ดูพระเจ้าหงษาวดีเสียพระมหาอุปราชาราชบุตรเหมือนหนึ่งพระกรขวาขาด สมเด็จพระนเรศวรเปนเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเล่าทรงพระราชกฤษฎาเดชานุภาพทวีขึ้นดุจหนึ่งพระทินกรสถิตย์ลอยอยู่เหนืออากาศปราศจากเมฆขณะเมื่อเพลาเที่ยง แสงรัศมีมีแต่กล้าขึ้นไป ที่ไหนกรุงหงษาวดีจะพ้นเงื้อมพระหัดถ์ จำเราจะลงไปอ่อนน้อมถวายราชบรรณาการพึ่งพระเดชเดชานุภาพจึ่งจะพ้นไภยอันตราย แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงได้ฟังพระราชบัญชาก็มีความยินดีดุจหนึ่งมัณฑุกชาติอันพ้นจากปากอสรพิศม์ พระเจ้าเชียงใหม่จึ่งให้แต่งลักษณพระราชสาสนให้นันทะพะยะกับแสนหลวงจำทูลพระราชสาสนคุมเครื่องราชบรรณาการมาโดยด่านเมืองจาก พระยากำแพงเพ็ชรก็แต่งขุนหมื่นกรมการคุมทูตลงมาถึงพระนครศรีอยุทธยา อรรคมหาเสนาธิบดีจึ่งเข้ากราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จออกพระที่นั่งมังคลาภิเศกพร้อมด้วยหมู่มุขอุไภยสมุหมนตรีกระวีราชปโรหิตาโหรจารย์เฝ้าพระบาทบงกชมาศดาษดาดั่งดวงดารากรรายรอบพระรัชนิกรเทวบุตร จึงดำรัศสั่งให้เบิกทูตานุทูตเข้าเฝ้า พระศรีภูริปรีชาอ่าน ในลักษณพระราชสาสนนั้นว่า พระเจ้าเชียงใหม่ผู้เปนอธิปไตยในมลาวประเทศข้อน้อมศิโรดมถวายวันทนประณามมหา แทบพระบวรบาทยุคลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ด้วยข้าพระบาทแต่ก่อนขัดพระราชอาชญาท่านผู้เปนอิศราธิบดีในรามัญประเทศมิได้ จำยกพยุหโยธามากระทำจลาจลแก่กรุงพระมหานครศรีอยุทธยาเปนหลายครั้งให้เคืองใต้เบื้องบาทบงกชมาศ ขอพระองค์จงทรงพระมหาการุญภาพ บัดนี้ ข้าพระบาทจะขอเอาพระราชกฤษฎาหน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/225หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/226หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/227หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/228หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/229หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/230หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/231หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/232หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/233หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/234หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/235หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/236หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/237หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/238หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/239หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/240หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/241หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/242หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/243หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/244หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/245หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/246หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/247หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/248หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/249หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/250หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/251หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/252หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/253หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/254หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/255หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/256หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/257หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/258หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/259หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/260หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/261หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/262หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/263หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/264หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/265หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/266หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/267หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/268หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/269หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/270หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/271หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/272หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/273หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/274หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/275หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/276หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/277หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/278หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/279หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/280หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/281หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/282หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/283หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/284หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/285หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/286หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/287หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/288หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/289หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/290หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/291หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/292หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/293หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/294หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/295หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/296หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/297หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/298หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/299หน้า:พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ภาค ๑ (๒๔๕๕) b.pdf/300ปีขาล สำเรทธิศก ในปีขาลนั้น พระชนม์ได้ ๓๖ พระพรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติ ๑๕ พระพรรษา เมื่อเสด็จสวรรคตในเมืองห้างหลวง พระชนม์ได้ ๕๐ พรรษา.