ข้ามไปเนื้อหา

หนังสือพระราชพงษาวดาร/เล่ม 1/ส่วน 1

จาก วิกิซอร์ซ
ดำเนินความ

จักดำเนินเรื่องต้นพระราชพงษาวดาร, โดยลำดับโบราณมหาราชครองราชสมบัติ์, สืบ ๆ กันมาในสยามประเทศนี้ว่า เดิมพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งครองราชสมบัติ์, อยู่ณะเมืองเชียงรายโยนกประเทศ, เปนพระนครใหญ่. มีพระเจ้ามหาราชพระองค์หนึ่งครองราชสมบัติ์อยู่ณะเมืองสตอง ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงราย, ได้ทำสงครามแก่กัน, พระเจ้าเชียงรายพ่ายแพ้เสียเมืองแก่พระยาสตอง. จึ่งกวาดครอบครัวอพยพ, ชาวเมืองเชียงรายหนีฆ่าศึกมายังแว่นแคว่นสยามประเทศนี้, ข้ามแม่น้ำโพมาถึงเมืองแปป เปนเมืองร้าง. อยู่คนละฟากฝั่งกับเมืองกำแพงเพ็ชร์, ด้วยบุญญานุภาพของพระองค์เปนมหัศจรรย์, บันดานให้ร้อนถึงสมเด็จอำมรินทราธิราชเนรมิตร์พระกายเปนดาบศ, เสด็จลงมาประดิษฐานอยู่ตรงหน้าช้างพระที่นั่ง แล้วตรัสบอกว่า, ให้ตั้งพระนครในที่นี้, เปนที่ไชยมงคลพ้นไภยปัจจามิตร์. แล้วก็อันตรธานหายไปเฉพาะพระเนตร์. พระเจ้าเชียงรายก็ทรงพระโสมนัศตรัสว่า, พระดาบสองค์นี้ชรอยจะเปนสมเด็จอำมรินทราธิราชแสร้งจำแลงพระกายมาบอกให้เปนแท้. จึ่งให้ตั้งชมรมสำนักนิ์ไพร่พลอยู่ในที่นั้น. แล้วให้สร้างพระนครพร้อมด้วยเชิงเทินป้อมต้ายค่ายคูประตูหอรบครบบริบูรณ์. แล้วสร้างพระราชนิเวศน์สถาน, แลบ้านเรือนแสนท้าวพระยาลาวเหล่าอำมาตย์ราษฎรทั้งปวง, อาไศรยอยู่ในเมืองนั้นสำเร็จแล้ว. ให้นามเมืองว่า เมืองไตรยตรึงษ์. เหตุสมเด็จท้าวสหัสไนยน์มาชี้ที่ให้, ก็เสด็จครองราชสมบัติอยู่ในพระนครนั้น, ตราบเท่าทิวงคต. แลพระราชโอรสราชนัดดาได้ครองสมบัติสืบพระวงษต่อกันมาถึง ๔ ชั่วแผ่นดิน. ครั้งนั้น ยังมีชายเข็ญใจคนหนึ่ง, เปนปมเปาทั่วทั้งร่างกาย, คนทั้งหลายร้องเรียกชื่อว่า นายแสนปม, ๆ นั้นทำไร่ปลูกพริกมเขืออยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำใต้เมืองไตรยตรึงษลงไปทางวันหนึ่ง, เก็บผลพริกมเขือขายเลี้ยงชีวิตร์. แลมเขือต้นหนึ่งนั้นอยู่ใกล้ห้างที่อาไศรย. นายแสนปมไปถ่ายปัสสาวะลงที่ริมต้นนั้นเปนนิจ, มเขือนั้นออกผล, ผลหนึ่งใหญ่กว่ามเขือทั้งปวง. เหตุ์ทราบไปด้วยรศแห่งมูตร์, อันเจือไปด้วยสัมภวะราค. พอพระราชธิดาพระยาไตรยตรึงษ์อยากเสวยผลมเขือ, จึ่งใช้สาวใช้ไปเที่ยวซื้อ. ก็ได้ผลมเขือใหญ่นั้นมาเสวย, นางก็ทรงพระครรภ์. ทราบถึงพระราชบิดาตรัสไต่ถาม, ก็ไม่ได้ความว่า คบหาสมัคสังวาศกับด้วยบุรุษผู้ใด จนพระครรภ์แก่กำหนดทศมาศ ก็ประสูตร์พระราชกุมารบริบูรณ์ด้วยบุญธัญลักษณ. พระญาติวงษ์ทั้งหลายบำรุงเลี้ยงพระราชกุมาร, จนทรงพระเจริญขึ้น พระชนม์ได้ ๓ ขวบ. สมเด็จพระไอยกาทรงพระราชดำริห์จะทดลองเสี่ยงทายแสวงหาบิดาพระราชกุมาร, จึ่งให้ตีกลองป่าวร้องแต่บันดาชายชาวเมือง, ให้เข้ามาประชุมในน่าพระลานให้สิ้น, ให้ถือขนมแลผลไม้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาจงถ้วนทุกคน. แล้วจึ่งทรงพระสัตยาธิฐานว่า, ถ้าบุรุษผู้ใดเปนบิดาของกุมารนี้, ขอให้กุมารจงรับเอาสิ่งของในมือแห่งบุรุษผู้นั้น, มาบริโภคให้เห็นประจักษ์เถิด. แล้วให้นางนมอู้มพระราชกุมารออกไปสู่ที่ประชุมชนในพระลาน. ฝ่ายนายแสนปมนั้น, ได้แต่ก้อนเข้าเย็นถือก้อนหนึ่ง พระราชกุมารก็วิ่งเข้ากอดฅอนายแสนปม, แล้วรับเอาก้อนเข้าเย็นมาเสวย. คนทั้งปวงเห็นก็พิศวงชวนกันกล่าวติเตียนต่าง ๆ, พระเจ้าไตรยตรึงษ์ก็ลอายพระไทยได้ความอัปยศ. จึ่งประทานพระราชธิดากับทั้งพระนัดดานั้น, ให้แก่นายแสนปม, แล้วให้ลงแพลอยไปจากเมือง ครั้นแพลอยลงไปถึงที่ไร่มเขือ, นายแสนปมก็พาบุตร์ภรรยาขึ้นอยู่บนห้างอันเปนที่อาไศรย. ด้วยบุญญานุภาพของชนทั้งสาม, ก็บันดานร้อนถึงสมเด็จอำมรินทราธิราช, จึ่งนฤมิตร์พระกายเปนวานร, ถือเอากลองทิพย์มาส่งให้แก่นายแสนปม. แล้วตรัสบอกว่า ถ้าท่านจะปราถนาสิ่งใด, จงตีเภรีนี้ อาจให้สำเร็จความปราถนาทุกประการ. แล้ววานรก็หายไปในที่เฉพาะหน้า, นายแสนปมก็แจ้งว่า เทพยุดานำเอากลองทิพย์มาให้ มีความยินดีนัก จึ่งตีกลองเข้า ปราถนาจะให้รูปงาม, แลปมเปาทั้งปวงนั้นก็หายสิ้น, รูปกายก็งามบริสุทธิ์. จึ่งนำเอากลองทิพย์ไปสู่สำนักแล้วบอกเหตุ์แก่ภรรยา. นางนั้นก็มีความโสมนัศ, จึ่งตีกลองนฤมิตร์ทองธรรมชาติ์ให้ช่างทอง, ทำอู่ทองให้โอรสไสยาศน์. เหตุ์ดังนั้น พระราชกุมารจึ่งได้นามปรากฏ, ว่า เจ้าอู่ทอง จำเดิมแต่นั้นมา.

ลุศักราช ๖๘๑ ปีมแม เอกศก, จึงบิดาเจ้าอู่ทองราชกุมารก็ตีทิพย์เภรีนฤมิตร์เปนพระนครขึ้นในที่นั้น. มีทั้งปราการเชิงเทินป้อมต้ายค่ายคูประตูหอรบครบบริบูรณ์ทุกสิ่ง. พร้อมทั้งพระราชวังบวรนิเวศน์สถาน. จึงตั้งนามว่า. เมืองเทพนคร เหตุ์สำเร็จด้วยเทวานุภาพ. ครั้งนั้น ประชาชนทั้งหลาย. ชักชวนกันมาอาไศรยตั้งบ้านเรืออยู่. ในพระนครนั้นเปนอันมาก. เมืองนั้นก็มั่งคั่งสมบูรร์ด้วยอาณาประชาราษฎร. แลบิดาเจ้าอู่ทองก็ได้ครองราชสมบัติในเมืองเทพนครนั้น ทรงนาม สมเด็จพระเจ้าศิริไชยเชียงแสน. บันฦๅพระเกียริยศปรากฎในสยามประเทศนี้. ๚ะ๛แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง.

ลุศักราช ๗๐๖ ปีวอก ฉอศก, สมเด็จพระเจ้าศิริไชยเชียงแสน, ผู้กอบด้วยพระราชกฤษฎาบุญญานุภาพ, เปนมหัศจรรย์. เสด็จเถลิงถวัลยราชครอบครองไพร่ฟ้าประชาชนใด้ยี่สิบห้าพรรษา, ก็เสด็จสวรรคตในปีวอก ฉอศกนั้น. ครั้นสวรรคตแล้ว กลองทิพย์ก็อันดรธานหาย, จึ่งพระเจ้าอู่ทองราชโอรสก็เสด็จเถลิงถวัลยราชมไหสวรรย์, แทนสมเด็จพระบรมราชบิดา จึ่งให้กระทำการฌาปนกิจถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จแล้ว, พระองค์ดำรงราชอาณาจักรอยู่ในเมืองเทพยนครนั้น, ได้หกพรรษา. พระราชหฤไทยประสงค์จะสร้างพระนครไหม่, จึ่งดำรัสใช้ขุนตำรวจให้ไปเที่ยวแสวงหาภูมิประเทศ, ที่อันมีพรรณมัจฉาชาติบริบูรณ์ครบทุกสิ่ง. จึ่งขุนตำรวจเที่ยวหาที่ตั้งพระนครลงมาโดยทักษิณทิศ, ถึงประเทศที่หนองโสนกอบด้วยพรรณมัจฉาชาติครบบริบูรณ, จึ่งกลับขึ้นไปกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองก็เสด็จกรีธาพลากรโยธาประชาราษฎรทั้งปวง, ลงมายังประเทศที่นั้น, ให้ตั้งพระตำหนักที่ประทับพลับพลาไชยณะตำบลเวียงเหล็ก ให้จัดการทุบปราบที่อันจะตั้งเมือง, แลการทำอิฐเผาปูนซึ่งจะก่อกำแพงพระนครนั้น, แลให้ขนานนามพระนคร, อันจะสร้างใหม่ เอานามพระนครเดิมเปนนามต้น, ว่า กรุงเทพมหานคร. นามหนึ่งชื่อ บวรทวาราวดี, เหตุมีน้ำล้อมรอบดุจเมืองทวาราวดีแต่ก่อน, นามหนึ่งชื่อ ศรีอยุทธยา, เหตุเอานามเมืองสมเด็จพระรามนารายน์อวตารมาประกอบเข้า. ทั้งสามนามประมวญเข้าด้วยกัน, จึ่งเรียกชื่อ กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์อุดมราชนิเวศนมหาสถาน.

ลุกศัราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก, วันศุกร เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ, เพลาสามนาฬิกา เก้าบาท, สถาปนากรุงพระนครศรีอยุทธยา. ได้สังข์ทักษิณาวัฏใต้ต้นหมันสังขหนึ่ง. แล้วสร้างพระที่นั่งไพฑูริย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง, พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท, องศ์หนึ่ง, พระที่นั่งไอยสวรรย์มหาปราสาทองหนึ่ง. แล้วพระเจ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ, พระชนม์ได้สามสิบเจ็ดพรรษา, ถวายพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดี. แล้วโปรดให้ขุนหลวงพงัวซึ่งเปนพี่พระมเหษี, ตรัสเรียกว่า พระเชษฐา, เปนสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า, ไปครองเมืองสุพรรณบูรี แล้วให้. พระราเมศวรราชโอรสไปครองเมืองลพบูรี. ครั้งนั้น มีเมืองประเทศราชขึ้นสิบหกเมือง, คือ เมืองมลากา หนึ่ง, เมืองชวา หนึ่ง, เมืองตนาวศรี หนึ่ง, เมืองทวาย หนึ่ง, เมืองเมาะตะมะ หนึ่ง, เมืองเมาะลำเลิง หนึ่ง, เมืองนครศรีธรรมราช หนึ่ง, เมืองสงขลา หนึ่ง, เมืองจันทบูรี หนึ่ง, เมืองพระพิศณุโลกย์ หนึ่ง, เมืองศุโขไธย หนึ่ง, เมืองพิไชย หนึ่ง, เมืองสวรรคโลกย์ หนึ่ง, เมืองกำแพงเพ็ช หนึ่ง, เมืองพิจิตร, หนึ่ง, เมืองนครสวรรค์ หนึ่ง. แลทรงสร้างวัดพุทไทยสวรรย์, แลวัดป่าแก้ว. แล้วให้พระราเมศวรราชบุตรยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี แลให้สมเด็จพระบรมราชาเมืองสุพรรณบุรียกหนุนออกไป, ได้กรุงกัมพูชา กวาดครอบครัวเข้ามาณกรุงเปนอันมาก.

แผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร.

ลุศักราช ๗๓๑ ปีรกา เอกศก, สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติ ๒๐ ปี, พระชนม์ได้ ๙๖ พรรษา จึ่งสมเด็จพระราเมศวรราชบุตร, ลงมาจากเมืองลพบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติ

แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช.

ครั้นลุศักราช ๗๓๒ ปีจอ โทศก. สมเด็จพระบรมราชาธิราชผู้เปนพระเจ้าลุง, เสด็จเข้ามาแต่เมืองสุพรรณบูรี สมเด็จพระราชเมศวรก็ถวายราชสมบัติแด่สมเด็จพระปีตุลาธิราช, แล้วเสด็จกลับไปเมืองลพบูรี. สมเด็จพระบรมราชาธิราช, ก็เสวยราชสมบัติณะกรุงฯ เสด็จขึ้นไปตีหัวเมืองฝ่ายหนึ่งทั้งปวง. คีอ เมืองนครพังคา, เมืองแซงเซา, เมืองชากังราว เปนหลายครั้ง ครั้งหลัง เสด็จไปตีเมืองนครลำปาง, แลหมื่นนครเจ้าเมืองออกมาถวายบังคม. แล้วทัพหลวงเสด็จกลับคืนพระนคร.

แผ่นดินเจ้าท้องลั่น, แลสมเด็จพระราเมศวรจับฆ่าเสีย, แล้วท่านขึ้นเสวยราชสมบัติ, เปนครั้งที่สอง.

ลุศักราช ๗๔๔ ปีจอ จัตวาศก, สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติสิบสามปี. แต่พระชนมายุ, เท่าใดมิได้ปรากฎในพระราชพงษาวดาร. จึ่งเจ้าทองจันราชบุตร ไนยหนึ่งว่า เจ้าทองลั่น พระชนม์ได้สิบห้าพรรษา, ขึ้นเสวยราชได้เจ็ดวัน. สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบูรี เข้าพระราชวังได้, ให้กุมเอาเจ้าทองจันไปสำเร็จโทษเสีย. แล้วขึ้นเสวยราชสมบัติเปนสองครั้ง. แล้วเสด็จยกไปตีเมืองเชียงไหม่ได้ กวาดครัวลาวลงมาพระนครเปนอันมาก, ให้ส่งออกไปไว้ณะเมืองนครศรีธรรมราช, เมืองสังขลา, เมืองพัทลุง, เมืองจันทบูรี. แล้วสถาปนาพระมหาธาตุสูงสิบเก้าวา, ยอดนพสูญสูงสามวา, สร้างอุโบสถวิหารเปนพระอาราม ให้นาม วัดมหาธาตุ.

ขณะนั้น พระยากัมพูชายกเข้ามาตีเมืองชลบูรี, กวาดเอาครัวอพยพหัวเมืองตวันออกจนถึงเมืองจันทบูรี, คนประมาณหกเจ็ดพันกลับไปเมืองกำพูชา. จึงเสด็จยกไปตีเมืองกัมพูชา, ได้แล้วกลับคืนพระนคร. แผ่นดินสมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราช.

ลุศักราช ๗๔๙ ปีเถาะ นพศก, สถาปนาวัดภูเขาทอง, แล้วสมเด็จพระราเมศวรเสด็จสวรรคตในปีนั้น อยู่ในราชสมบัติได้ ๖ ปี แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. จึ่งสมเด็จพระรามราชบุตรได้เสวยราชสมบัติสืบมาได้สิบห้าปี. แผ่นดินสมเด็จพระอินทราชา.

ลุศักราช ๗๖๓ ปีมเสง ตรีศก, สมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราชทรงพระพิโรธเจ้าพระยามหาเสนาบดี, จะให้จับตัวฆ่าเสีย, เจ้าพระยามหาเสนาหนีข้ามไปอยู่ฟากปทาคูจาม. จึ่งให้ไปเชีญพระนครอินทรราชนัดดาสมเด็จพระบรมราชาธิราชซึ่งครองเมืองสุพรรณบูรีเสด็จเข้ามาถึง. จึ่งเจ้าพระยามหาเสนายกเข้าปล้นเอาพระนครศรีอยุทยาได้, จึ่งเชิญสมเด็จพระนครอินทรขึ้นเสวยรายสมบัติ, โปรดให้สมเด็จพระเจ้ารามไปกินเมืองปทาคูจาม. แล้วพระราชทานบำเหน็จแก่เจ้าพระยามหาเสนา, ให้บุตรสนมองค์หนึ่งเปนภรรยา, เจียดทองคู่หนึ่ง, พานทองคู่หนึ่ง, เต้าน้ำทอง, กระบี่กั้นหยั่น, เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว, แล้วโปรดให้พระเจ้าลูกเธอ, เจ้าอ้ายพระยา ไปครองเมืองสุพรรณบูรี. เจ้ายี่พระยาไปครองเมืองแพรกศรีราชา, คือ เมืองสรรคบุรี เจ้าสามพระยาไปครองไชยนาทบูรี. แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราช

ลุศักราช ๗๘๐ ปีจอ สัมฤทธิศก, สมเด็จพระมหานครอินทราธิราชเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติสิบแปดปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. เจ้าอ้ายพระยา, เจ้ายี่พระยา, ยกพลเข้ามาชิงสมบัติกัน. ต่างองค์ทรงช้างพระที่นั่ง, มาปทะกันเข้าที่เชิงตพานป่าถ่าน. ต่างทรงฟันด้วยพระแสงของ้าว, ต้องพระสอขาดพร้อมกันทั้งสองพระองค์ทิวงคต. มุขมนตรีออกไปเชิญเสด็จเจ้าสามพระยาณะเมืองไชยนาท, เข้ามาครองราชสมบัติ. ถวายพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชเปนที่สอง แลเสด็จไปตีเมืองนครหลวงกัมพูชาได้. แล้วทรงสร้างวัดมเหยงคณ์, แล้วเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ถึงสองครั้ง. ครั้งหลังได้เมืองเชียงใหม่, ได้ลาวเชลยถึง ๑๒๐๐๐๐ กวาดมาพระนคร.

ลุศักราช ๗๙๖ ปีขาล ฉอศก, สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต, อยู่ในรชสมบัติสิบเจ็ดปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ประกฎ.

แผ่นดินพระบรมไตรยโลกยนารถเจ้า.

สมเด็จพระราเมศวรราชบุตรขึ้นเสวยราชสมบัติ, ถวายพระนาม สมเด็จพระบรมไตรยโลกยนารถ, ยกวังทำเปนวัดพระศรีสรรเพ็ช. เสด็จมาอยู่ริมน้ำ, จึ่งให้สร้างพระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาทองค์หนึ่ง, พระที่นั่งสรรเพ็ชปราสาทองค์หนึ่ง, แล้วพระราชทานชื่อขุนนางตั้งตำแหน่งนา, จัดทหารเปนสมหพระกลาโหม, จัดพลเรือนเปนสมุหนายก, ถือศักดินาหมื่นหนึ่ง เปนเดิมตลอดทั่วไป. แล้วทรงสร้างวัดพระรามในที่ถวายพระเพลิงสมเด็จพระรามาธิบดี, ที่สร้างกรุงนั้น.

ลุศักราช ๘๐๕ ปีกุน เบ็ญจศก, ครั้งนั้น เข้าแพง, เข้าเปลือกเกวียนหนึ่งซี้อขายกันเปนเงินสามชั่งสิบบาท. แลทรงหล่อรูปพระโพธิสัตว์ห้าร้อยห้าสิบชาติ, แลทรงสร้างวัดจุฬามณี.

ลุศักราช ๘๐๙ ปีเถาะ นพศก, พระมหาราชเจ้าเมืองเชียงใหม่, ยกมาตีเมืองพระพิศณุโลกย์, เข้าปล้นมิได้. จึ่งยกไปตีเมืองกำแพงเพ็ชร์. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กับสมเด็จพระอินทราชาราชบุตรยกขึ้นไปช่วย. สมเด็จพระอินทราชาเข้าชนช้างกับหมื่นนคร, ข้าศึกลาวเข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งถึงสี่ช้าง สมเด็จพระอินทราชาต้องปืนที่พระภักตร์, แลทัพเชียงใหม่เลิกกลับไปเมือง. แผ่นดินสมเด็จพระอินทราชา

ลุศักราช ๘๑๑ ปีมเสง เอกศก, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวออกทรงผนวชณะวัดจุฬามณี. ได้แปดเดือนแล้วลาผนวช. ในปีนั้น เสด็จสวรรคต, สมเด็จพระบรมไตรยโลกนารถ, อยู่ในราชสมบัติสิบหกปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. จึ่งสมเด็จพระอินทราชาราชบุตรได้เสวยราชสมบัติ, แล้วตั้งพระเจ้าลูกเธอพระบรมราชาเปนพระมหาอุปราช

ลุศักราช ๘๑๕ ปีรกา เบ็ญจศก, ได้ช้างเผือกพังช้างหนึ่ง.


แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี

ลุศักราช ๘๓๒ ปีขาล โทศก, สมเด็จพระอินทราชาเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติยี่สิบสองปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. จึ่งพระบรมราชาราชบุตรได้เสวยราชสมบัติ, ถวายพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดี เปนที่สอง, ล่วงมาสามปี, ถึงศักราช ๘๓๕ ปีมเสง เบ็ญจศก จึ่งได้ราชาภิเศก.

ลุศักราช ๘๔๑ ปีกุน เอกศก, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหล่อพระพุทธรูปยืนใหญ่องค์หนึ่ง, แต่พระบาทจนถึงยอดพระรัศมีสูงได้แปดวา, พระภักตร์นั้นยาวได้สี่ศอก, โดยกว้างได้สามศอก พระอุระกว้างสิบเอ็ดศอก. แลทองสำฤทธิ์หล่อพระพุทธเจ้านั้นหนักห้าหมื่นสามพันชั่ง. ทองคำหุ้มทั้งพระองค์หนักสองร้อยแปตสิบหกชั่ง. ข้างน่านั้นทองเนื้อเจ็ดน้ำสองขา. ข้างหลังนั้นทองเนื้อหกน้ำสองขา. สำเร็จแล้วถวายพระนาม พระศรีสรรเพ็ช, ประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง วัดพระศรีสรรเพ็ชดาราม.

ลุศักราช ๘๖๘ ปีขาล อัฐศก, ครั้งนั้น เข้าแพง เกวียนหนึ่งซื้อขายกันเปนเงินชั่งเก้าบาทสลึง ในปีนั้น ประดิษฐานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระอาทิตยวงษ์, ไว้ในที่พระมหาอุปราช, ให้ขึ้นไปครองเมืองพระพิศณุโลกย์.

แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชามหาพุทธางกูร

ลุศักราช ๘๗๑ ปีมเสง เอกศก, สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติยังมิได้ราชาภิเศกสามปี, ราชาภิเศกแล้ว ๓๗ ปี รวมเปนสี่สิบปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. จึ่งพระอาทิตยวงษ์ราชบุตรขึ้นเสวยราชสมบัติ, ถวายพระนาม สมเด็จพระบรมราชามหาพุทธกางกูร. แผ่นดินพระรัษฎาธิราชกุมาร.

ลุศักราช ๘๗๕ ปีระกา เบ็ญจศก, สมเด็จพระบรมราชามหาพุทธางกูรทรงพระประชวรทรพิษเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติได้ห้าปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. เสนาบดีจึ่งอัญเชิญพระรัษฎาธิราชกุมาร, พระราชบุตรยังทรงพระเยาว์ พระชนม์ได้ห้าพรรษา, ขึ้นเสวยราชสมบัติได้ห้าเดือน. แผ่นดินพระไชยราชาธิราช

ลุศักราช ๘๗๖ ปีจอ ฉอศก, พระไชยราชาธิราชเปนเชื้อพระวงษสมเด็จพระรามาธิบดี, คิดประทุษฐร้ายจับพระรัษฎาธิราชกุมารสำเร็จโทษเสีย. แล้วขึ้นเสวยราชสมบัติ.

ลุศักราช ๘๘๗ ปีรกา สัปตศก, พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ เข้าปล้นเอาเมืองไม่ได้, เสด็จกลับคืนพระนคร, ครั้นณะวันพุฒ เดือนสาม ขึ้นสี่ค่ำ ในปีรกานั้น, เกิดเพลิงไหม้ในพระนคร, แต่ท่ากลาโหมไปถึงท้ายท่อตลาดยอด, ลมหอบเอาลูกเพลิงไปตกลงตแลงแกง, ไหม้ลามลงไปป่าตองโรงครามฉะไกร สามวันจึ่งดับ, มีบาญชีเรือนศาลากุฎีวิหารไหม้ถึงแสนกับห้าสิบหลัง.

ลุศักราช ๘๘๘ ปีจอ อัฐศก, เสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่อีก ได้เมืองลำพูนไชย, เมืองเชียงใหม่. เมื่อเสด็จกลับนั้น, บังเกิดอุบาทว์ทุนิมิตร เห็นโลหิตตกอยู่ณะปตูบ้าน, แลเรือนชนทั้งปวง, ในเมืองนอกเมืองทุกตำบล. ๚ะ แผ่นดินพระแก้วฟ้า.

ลุศักราช ๘๘๙ ปีกุน นพศก, เสด็จยกทัพหลวงกลับมากลางทาง ยังมิถึงพระนคร, ทรงพระประชวรพระโรคปัจจุบันสวรรคตในมัชฌิมวิถี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ, มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนคร. สมเด็จพระไชยราชาธิราช, อยู่ในราชสมบัติได้สิบห้าปี. มีพระราชบุตรสองพระองค์, แลพระองค์ผู้พี่ทรงพระนาม พระแก้วฟ้า, พระชนม์ได้สิบเอ็ดพรรษา พระองค์ผู้น้องทรงพระนาม พระศรีศิลป, พรชนม์ใด้ห้าพรรษา ครั้นถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว, ฝ่ายพระเทียนราชาเปนเชื้อพระวงษ์สมเด็จพระไชยราชาธิราช, พิเคราะห์เห็นแผ่นดินจะเปนจลาจล, จึ่งทูลลาพระแก้วฟ้าออกไปอุปสมบทบวชเปนภิกขุอยู่ณะวัดราชประดิษฐาน. มุขมนตรีก็อันเชิญพระแก้วฟ้าราชบุตรขึ้นเสวยราชสมบัติ, ได้สองปีกับหกเดือน, แลนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์, ผู้เปนพระชนนี ช่วยว่าราชการแผ่นดิน. ครั้นอยู่มา นางพระยาลอบลักสมัคสังวาศกับขุนชินราชผู้รักษาหอพระ, แลตั้งขึ้นเปนขุนวรวงษาธิราช.

ลุศักราช ๘๙๑ ปีฉลู เอกศก, ขุนวรวงษาธิราชกับนางพระยาคิดกันให้จับพระแก้วฟ้าไปสำเร็จโทษเสีย, แล้วยกขุนวรวงษาธิราชขึ้นเปนเจ้าแผ่นดิน, ตั้งนายจันผู้น้องเปนมหาอุปราช, จึ่งขุนพิเรนทรเทพเชื้อพระวงษ์, กับขุนอินทรเทพ หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หา, สี่นายร่วมคิดกันไปเชิญพระเทียนราชา, ซึ่งทรงพระนวช พร้อมกันทำสัตย์เสี่ยงเทียนได้ไชยนิมิตรแล้ว, ทั้งสี่นายคิดจับขุนวรวงษาธิราช, แลอุปราช กับนางพระยาศรีสุดาจันทร์ ฆ่าเสีย. ขุนวรวงษาธิราชอยู่ในราชสมบัติได้ห้าเดือน.

จึ่งมุขมนตรีทั้งปวง, มีขุนพิเรนทรเทพเปนต้น, ก็อัญเชิญพระเทียนราชาลาผนวชมาครองราชสมบัติ, ถวายพระนาม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช. จึ่งปูนบำเหน็จตั้งขุนพิเรนทรเทพเปนสมเด็จพระมหาธรรมราชา, ให้รับพระบัณฑูรขึ้นไปครองเมืองพระพิศณุโลกย์, พระราชทานพระวิสุทธิกระษัตรีราชธิดาเปนพระมเหษี, พร้อมทั้งเครื่องราชูประโภค, ให้ขุนอินทรเทพเปนเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช ไปครองเมืองนครศรีธรรมราช หลวงศรียศเปนเจ้าพระยามหาเสนาบดีศรีสมุหพระกลาโหม, หมื่นราชเสน่หาเปนเจ้าพระยามหาเทพ, พระราชทานราชธิดาบุตรสนมเปนภรรยา. แลเครื่องอุปโภคสำหรับเสนาบดีเหมือนกันทั้ง ๓ แห่ง. แลในแผ่นดินนั้นได้ช้างเผือกผู้ถึงห้าช้าง, คือ พระคเชนทโรดม หนึ่ง, พระบรมไกรสร หนึ่ง, พระสุรียกุญชร หนึ่ง, พระรัตนากาศ หนึ่ง, พระแก้วทรงบาตร หนึ่ง, กับช้างเผือกพังสองช้างนามมิได้ปรากฎ, เปนช้างเผือกเจ็ดช้าง. จึ่งถวายพระนามเพิ่มเข้าว่า, สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือก. มีพระราชบุตรสองพระองค์, ทรงพระนาม พระราเมศวร พระองหนึ่ง, พระมหินทราธิราช พระองค์หนึ่ง แลทรงมอบราชสมบัติแก่พระมหินทราธิราช ออกทรงผนวช, แล้วลาผนวชกลับครองราชสมบัติ. แลพระเจ้าหงษาวดียกมาล้อมพระนครเปนหลายครั้ง, ครั้งหลัง เสด็จสวรรคดในขณะศึกหงษามาล้อมพระนคร, ในศักราชได้ ๙๑๗ ปีเถาะ สัปตศก, อยู่ในราชสมบัติ ๒๗ ปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. จึ่งพระมหินทราธิราชโอรส, ได้เสวยราชสมบัติสืบไปได้ปีหนึ่ง

ลุศักราช ๙๑๘ ปีมโรง อัฐศก, ถึง ณ วันเสาร์ เดือนเก้า แรมสิบเอ็ดค่ำ. เสียพระมหานครศรีอยุทธยาแก่พระเจ้าหงษาวดี. พระเจ้าหงษาวดีจึ่งราชาภิเศกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเมืองพระพิศณุโลกย์ขึ้นครองราชสมบัติ, ในพระนครศรีอยุทธยาแล้ว. ให้คุมเอาพระมหินทราธิราชเลิกทัพกลับไปเมืองหงษาวดี. แลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เมื่อได้ครองราชสมบัตินั้น, พระชนม์ได้ห้าสิบสี่พรรษา. มีพระราชบุตรสองพระองค์, ทรงพระนาม พระนเรศวร พระองค์หนึ่ง, พระเอกาทศรฐ พระองค์หนึ่ง. จึ่งโปรดให้พระนเรศวรขึ้นไปครองเมืองพระพิศณุโลกย์. แลพระยาลแวกยกมาติดพระนครเปนหลายครั้ง พ่ายแพ้กลับไปเมือง. ครั้นพระเจ้าหงษาวดีลิ้นดำสวรรคตแล้ว. พระมหาอุปราชาราชบุตรได้ราชสมบัดิ, กลับยกมาทำสงครามกับพระนครศรีอยุทธยาเปนหลายครั้ง, ก็ปราไชยไปทุกครั้ง.

แผ่นดินสมเด็จพระนเรศวร.

ลุศักราช ๙๔๐ ปีขาล สัมฤทธิศก, สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต, พระชนม์ได้ ๗๖ พรรษา, อยู่ในราชสมบัติ, ๒๓ ปี. จึ่งสมเด็จพระนเรศวรราชโอรสได้เสวยราชสมบัติ, พระชนม์ได้ ๓๕ พรรษา. ตั้งสมเด็จพระเอกาทศรฐเปนพระมหาอุปราช, โปรดให้รับพระราชโองการเหมือนกันทั้งสองพระองค์. แลพระเจ้าหงษาวดีให้มหาอุปราชายกมาทำสงครามถึงยุทธหัตถี. มหาอุปราชาพิราไลยกับฅอช้าง. แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กับสมเด็จพระอนุชาเสด็จไปตีเมืองละแวกถึงสองครั้ง. ครั้งหลังได้เมืองลแวก, จับพระยาลแวกมาทำพิธิปถมกรรมประหารชีวิตรเสีย. แล้วเสด็จไปตีเมืองหงษาวดี, จนถึงเมืองตองอู, ขัดเสบียงอาหารต้องล่าทัพกลับพระนคร. ให้สมเด็จพระอนุชาไปรงับแผ่นดินเมืองเชียงใหม่อันเกิดจลาจล แล้วเสด็จยกไปตีเมืองอังวะ, ไปทางเมืองเชียงใหม่.

แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรฐ

ลุศักราช ๙๕๕ ปีมเสง เบ็ญจศก, สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรพระโรคปัจจุบัน, เสด็จสวรรคตณเมืองห้างหลวงในมัชฌันตรวิถีประเทศ, พระชนม์ได้ห้าสิบพรรษา, อยู่ในราชสมบัติได้สิบหกปี. จึ่งสมเด็จพระเอกาทศรฐราชอนุชาอัญเชิญพระบรมศพกลับยังพระมหานคร. แล้วได้เสวยราชสมบัติ, พระชนม์ได้ ๔๔ พรรษา. ทรงสร้างพระพุทธปฏิมากรทองสามพระองค์, เงินสองพระองค์. แล้วตั้งพระราชพิธีแข่งเรือ, แลตั้งขบวนเรือแห่พระพุทธเจ้ามีการสมโภชเจ็ดวัน.

ลุศักราช ๙๕๗ ปีวอก สัปตศก, ทรงพระกรุณาตั้งพระราชกำหนดกฎพระไอยการไว้สำหรับแผ่นดิน. แลตั้งส่วยสัดสรรพากรสำหรับขึ้นท้องพระคลัง, กับทั้งพระกัลปนาอุทิศถวายพระสงฆ์ราชาคะณะทุกพระอาราม. สมเด็จพระเจ้าอยูหัวมีพระราชบุตรสองพระองค์, ทรงพระนาม เจ้าฟ้าสุทัศน์ พระองค์หนึ่ง, เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ พระองค์หนึ่ง. แลเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นั้น, ประชวรพระยอดเสียพระเนตรข้างหนึ่ง. จึ่งโปรดให้พระราชบุตรผู้พี่เปนพระมหาอุปราช, พระมหาอุปราชกราบทูลขอพิจารณาคนออก, ดำรัสว่า จะเปนขบถฤๅ. พระมหาอุปราชกลัวพระราชอาญา เสวยยาพิษถึงทิวงคต. แผ่นดินเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์

ลุศักราช ๙๖๓ ปีฉลู ตรีศก, สมเด็จพระเอกาทศรฐเสด็จสวรรคต. พระชนม์ได้ ๕๒ พรรษา, อยู่ในราชสมบัติเก้าปี. จึ่งเจ้าฟ้าศรีเสาภาคย์ราชบุตรซึ่งเสียพระเนตรข้างหนึ่งได้เสวยราชสมบัติ. นับกระษัตริยสืบราชวงษสมเด็จพระรามาธิบดีสร้างกรุง, ยกเสียแต่ขุนวรวงษาธิราช, เปนพระเจ้าแผ่นดิน ๒๐ พระองค์ด้วยกัน.

แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

ลุศักราช ๙๖๔ ปีขาล จัตวาศก, ครั้งนั้น พระพิมลธรรมราชาคณวัดระฆังมีศิษย์โยมมาก, ทั้งจมื่นศรีสรรักษก็ถวายตัวเปนบุตรเลี้ยง. จึ่งคิดกับจมื่นศรีสรรักษซ่องสุมผู้คนได้มาก, แล้วก็บริวรรตออกในเพลาราตรี, ยกไพร่พลเข้าฟันประตูเข้าไปได้ในพระราชวัง, ให้กุมเอาพระเจ้าแผ่นดินไปสำเร็จโทษเสีย. พระศรีเสาวภาคย์อยู่ในราชสมบัติได้ปีหนึ่งกับสองเดือน, พระพิมลธรรมก็ขึ้นครองราชสมบัติผลัดพระวงษใหม่, ถวายพระนาม สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม. จึงตั้งจมื่นศรีสรรักษเปนมหาอุปราช, ๆ อยู่ในราชสมบัติได้เจ็ดวัน, เกิดโรคปัจจุบันทิวงคต. ครั้งนั้น สำเภายี่ปุ่นเข้ามาค้าอยู่ณะกรุงลายลำ, ยี่ปุ่นคิดการขบถภาพวกประมาณสามร้อย, ยกเข้ามาล้อมพระที่นั่งจอมทองสามหลัง, จะจับพระเจ้าแผ่นดินอันเสด็จไปทรงบอกพระธรรม, แก่พระสงฆ์ในพระที่นั่งจอมทองนั้น. แลพระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรมแปดรูป, พาสเด็จออกมาพ้นจากที่ล้อมได้, พาไปยังอาราม. จึ่งพระมหาอำมาตย์เกณฑ์ไพร่พลได้, ยกเข้ามาตียี่ปุ่น, ๆ แตกลงสำเภาหนีไป. พระมหาอำมาตย์ออกไปเชิญเสด็จพระเจ้าแผ่นดินเข้าพระราชวัง. จึ่งโปรดตั้งพระมหาอำมาตย์, เปนเจ้าพระยากลาโหมสุรียวงษ์คงแก่ความชอบ.

ลุสักราช ๙๖๘ ปีมเมีย อัฐศก, ได้ข่าวรอยพระพุทธบาทปรากฎณะเขาสุวรรณบรรพต. จึ่งเสด็จขึ้นไปทรงสร้างพระมณฑป, แลวิหารบริเวณทั้งปวง. แล้วทรงแต่งพระมหาชาติคำหลวงไว้สำหรับแผ่นดิน. แผ่นดินพระเชษฐาธิราช

ลุศักราช ๙๘๙ ปีเถาะ นพศก, สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติ ๒๖ ปี, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. พระองค์มีพระราชบุตรสามพระองค์ ทรงพระนาม พระเชษฐาธิราช พระองค์หนึ่ง พระพันปีศรีศิลป พระองค์หนึ่ง, พระอาทิตย์วงษ์ พระองค์หนึ่ง. จึ่งเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงษ์, ก็ยกพระเชษฐาธิราชขึ้นเสวยราชสมบัติ. แลพระพันปีศรีศิลปอนุชาหนีออกไปเมืองเพ็ชรบูรี. คิดการขบถซ่องสุมผู้คน, จะยกเข้ามาตีกรุง. จึ่งดำรัสให้ข้าหลวงออกไปจับได้ตัวเข้ามา ให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย. แผ่นดินพระอาทิตยวงษ์

ลุศักราช ๙๙๑ ปีมเสง เอกศก, มารดาเจ้าพระยากลาโหมถึงแก่กรรม์. เจ้าพระยากลาโหมไปทำการปลงศพณะวัดกุฏ, ขุนนางไปช่วยเปนอันมาก. พระเจ้าแผ่นดินแคลงพระไทย, ว่า แส้งชุมนุมขุนนางจะคิดการขบถ. จึ่งให้ตำรวจออกไปหาเข้ามาจะจับ. เจ้าพระยากลาโหมทราบความแล้ว, ขุนนางทั้งปวงก็เข้าด้วยสิ้น. จึ่งยกพลเข้ามาในเพลากลางคืน, เข้าฟันประตูพระราชวัง, พระเจ้าแผ่นดินไม่คิดต่อสู้ ลงเรือพระที่นั่งหนีไป เจ้าพระยากลาโหมให้ขุนนางไปตามจับมาได้, ให้เอาไปสำเร็จโทษเสีย. พระเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับเจ็ดเดือน แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ. เจ้าพระยากลาโหมจึ่งยกพระอาทิตยวงษราชอนุชา, พระชนม์เก้าขวบ ขึ้นครองราชสมบัติสืบไป. แลพระอาทิตยวงษนั้นทรงพระเยาว์ ขวนขวายแต่การเล่น, เที่ยวประพาศจับแพะจับแกะไปทุกตำบล. ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยปฤกษาพร้อมกันเนียรเทศพระอาทิตยวงษเสียจากเสวตรฉัตร, อยู่ในราชสมบัติได้หกเดือน. จึ่งอัญเชิญเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงษ์ขึ้นครองราชสมบัติ.

แผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง

ลุศักราช ๙๙๒ ปีมเมีย โทศก, เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงษ์ขึ้นเสวยราชสมบัติผลัดพระวงษ์ใหม่, ถวายพระนาม พระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง, พระองค์มีอนุชาพระองค์หนึ่ง, ตั้งให้เปนพระศรีสุธรรมราชา. แลที่บ้านพระพันปีหลวงนั้น, ทรงสร้างเปนพระอาราม, ให้นาม วัดไชยวัฒนาราม. แลพระอาทิตยวงษ์ซึ่งเนียรเทศเสียนั้นคิดขบถ, ดำรัศให้ประหารชีวิตรเสียสิ้นทั้งพรรคพวก. แล้วให้สร้างพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาทองค์หนึง. พระที่นั่งวิหารสมเด็จองค์หนึ่ง, พระที่นั่งไอยสวรรย์ทิพอาศน์ตำบลเกาะบางนางอินองค์หนึ่ง, แลได้ช้างพลายโคบุตรช้างหนึ่ง

ลุศักราช ๑๐๐๐ ปีขาล สัมฤทธิศก, ทรงพระกรุณาให้ตั้งพระราชพิธี. ลบศักราชเปลี่ยนเอาปีกุนเปนสัมฤทธิศก. แล้วให้ตั้งต้นกัลปพฤกษ์ระยะห่างกัน ๑๐ วาต้นหนึ่งรอบพระนคร. ทรงช้างพระที่นั่งเสด็จโปรยทางไปรอบเมือง, แล้วพระราชทานสัตฎกมหาทาน, คือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ ทาสชาย ๑๐๐ ทาสหญิง ๑๐๐ ทอง ๑๐๐ ชั่ง, เงิน ๑๐๐ ชั่ง, ทรงบริจาคแก่มหาชนทั้งปวง

ลุศักราช ๑๐๐๕ ปีมแม เบ็ญจศก, อสนีบาตตกลงต้องเหมพระมหาปราสาทพระที่นั่งมังคลาภิเศก, ติดเปนเพลิงโพลงขึ้นไหม้ลามไปทั้งห้วยคลัง, เรือนน่าเรือนหลังถึง ๑๑๐ เรือน จึ่งดับได้.

แผ่นดินเจ้าฟ้าไชย

ลุศักราช ๑๐๑๗ ปีมแม สัปตศก, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองเสด็จสวรรคต, อยู่ในราชสมบัติ ๒๖ ปี, แต่พระชนม์เท่ามิได้ปรากฎ. จึ่งเจ้าฟ้าไชยราชบุตรผู้ใหญ่, ก็ได้ครองราชสมบัติได้เก้าเดือน. แผ่นดินพระศรีสุธรรมราชา, แลสมเด็จพระนารายน์.

ลุศักราช ๑๐๑๘ ปีวอก อัฐศก, จึ่งพระนารายน์ราชอนุชาต่างพระมารดา, คิดกับพระศรีสุธรรมราชาพระเจ้าอาว, เข้าจับเจ้าฟ้าไชยสำเร็จโทษเสีย เจ้าฟ้าไชยอยู่ในราชสมบัติได้เก้าเดือน. จึ่งพระศรีสุธรรมราชาก็ได้เสวยราชสมบัติ, ให้พระนารายน์ราชนัดดาเปนพระมหาอุปราช. แลพระศรีสุธรรมราชานั้นปราศจากความลอาย, จะร่วมสมัคสังวาสด้วยพระราชกัลยาณีกนิษฐาพระนารายน์เปนเจ้า, ๆ ทรงพระโกรธ ยกโยธามาทำสงครามกับพระเจ้าอาว, ๆ ปราไชยหนีลงไปณวังหลัง. ดำรัสให้ข้าหลวงติดตามจับมาได้ ให้สำเร็จโทษเสีย. พระศรีสุธรรมราชาอยู่ในราชสมบัติได้สองเดือนกับยี่สิบวัน. ในปีวอกนั้น สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้าได้เสวยราชสมบัติ, พระชนม์ได้ ๒๖ พรรษา. พระองค์ได้ช้างเผือกพลายช้างหนึ่ง, ให้ชื่อ พระบรมคเชนทรฉัททันต์. ช้างเผือกพังช้างหนึ่ง, ให้ชื่อ พระอินทไอยราวรรณวิสุทธิราชกิริณี. แลทรงสร้างเมืองลพบูรีมีพระราชวัง, แลพระที่นั่งสุทไธยสวรรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง, พระที่นั่งธัญมหาปราสาทองค์หนึ่ง. เสด็จไปสถิตยณเมืองลพบูรีในเหมันตรดู, แลคิมหันตรดู. ครั้นถึงวัสสานะรดู เสด็จลงมาอยู่ณพระนครศรีอยุทธยา. แลพระไตรภูวนาทิตยวงษ์กับพระองค์ทองพระอนุชาต่างพระอุทรคิดขบถ, ดำรัสให้จับไปสำเร็จโทษเสีย. แล้วให้เจ้าพระยาโกษาขุนเหล็กไปตีเมืองอังวะไม่ได้, ถอยทัพกลับมา แลให้นายปานผู้น้องเจ้าพระยาโกษา, เปนราชทูตออกไปจำเริญทางพระราชไมตรีณเมืองฝรั่งเสศ. ครั้นเจ้าพระยาโกษาถึงอนิตยกรรมแล้ว โปรดให้นายปานผู้น้อง, เปนเจ้าพระยาโกษา ไปตีเมืองเชียงใหม่, ทัพหลวงเสด็จหนุนขึ้นไป ได้เมืองเชียงใหม่. แผ่นดินพระเพทราชา.

ลุศักราช ๑๐๔๔ ปีจอ จัตวาศก, สมเด็จพระนารายน์เปนเจ้าเสด็จสวรรคตณเมืองลพบุรี, พระชนม์ได้ ๕๑ พรรษา, อยู่ในราชสมบัติได้ยี่สิบหกปี. จึ่งพระเพทราชาจางวางกรมช้างซึ่งเปนผู้สำเร็จราชการได้ครองราชสมบัติ, พระชนม์ได้ ๕๖ พรรษา. ให้หลวงศรศักดิ์บุตรเลี้ยงเปนมหาอุปราช, ให้นายทรงบาทผู้เปนคู่คิดในราชสมบัติ, เปนกรมพระราชวังหลัง, ทั้งเจ้าพระยาสุรสงคราม. พระราชทานยศศักดิ์เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งสองเสมอกัน. ภายหลัง รังเกียจพระไทย ให้ประหารชีวิตรเสียทั้งสองคน. ขณะนั้น พระยายมราชสังข์ซึ่งไปครองเมืองนครราชสีมา แลพระยารามเดโชซึ่งไปครองเมืองนครศรีธรรมราช, แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์เปนเจ้านั้น, คิดขบถแข่งเมือง. จึ่งแต่งกองทัพไปตีได้ทั้งสองเมือง. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ช้างช้างพังสองช้าง. ให้นาม พระอินทไอยราพต ช้างหนึ่ง, พระบรมรัตนากาศ ช้างหนึ่ง. แล้วทรงสร้างพระมหาปราสาทองค์หนึ่ง, ให้นามพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ แผ่นดินหลวงสรศักดิ์ ซึ่งเรียก พระพุทธเจ้าเสือ

ลุศักราช ๑๐๕๙ ปีฉลู นพศก, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรหนัก, พระมหาอุปราชจับพระเจ้าลูกเธอตรัสน้อยพระขวันสำเร็จโทษเสีย. ครั้นทราบทรงพระโทมนัศเสด็จสวรรคต, พระชนม์ได้ ๗๑ พรรษา, อยู่ในราชสมบัติสิบหกปี. จึ่งสมเด็จพระมหาอุปราช, คือ หลวงสรศักดิ์ ราชบุตรสมเด็จพระนารายน์ ซึ่งเรียก พระพุทธเจ้าเสือ นั้นได้ครองราชสมบัติ, พระชนม์ได้ ๓๖ พรรษา, มีพระราชบุตรสองพระองค์ ทรงพระนาม เจ้าฟ้าเพชร พระองค์หนึ่ง, เจ้าฟ้าพร พระองค์หนึ่ง จึ่งตั้งพระราชบุตรผู้พี่เปนพระมหาอุปราช, ตั้งพระราชบุตรผู้น้องเรียก พระบัณฑูรน้อย ให้รับพระบัณฑูรทั้งสองพระองค์, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำการปาณาติบาตเปนอันมาก. แผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ

ลุศักราช ๑๐๖๘ ปีจอ อัฐศก, สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือเสด็จสวรรคต พระชนม์ได้ ๔๕ พรรษา, อยู่ในราชสมบัติได้สิบปี จึ่งพระมหาอุปราชราชบุตร, คือ เจ้าฟ้าเพชร, ซึ่งเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ นั้นได้เสวยราชสมบัติ, พระชนม์ ๒๖ พรรษา ให้สมเด็จพระอนุชาเปนพระมหาอุปราช. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงกระทำการปาณาติบาตเหมือนพระราชบิดา.

แผ่นดินเจ้าฟ้าพร ซึ่งเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัวบรมโกฏ.

ลุศักราช ๑๐๙๔ ปีชวด จัตวาศก, เสด็จสวรรคต พระชนม์ได้ห้าสิบสองพรรษา, อยู่ในราชสมบัติยี่สิบเจ็ดปี. ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอไภย, พระชนม์สิบแปดพรรษา. สมเด็จพระมหาอุปราชมิยอม. ทำสงครามกันกับเจ้าฟ้าอไภยราชนัดดา, ตั้งค่ายฝ่ายละฟากฝั่งคลองประตูเข้าเปลือกภายในพระนคร. แต่ทำศึกกันอยู่สองเดือน, เจ้าฟ้าอไภยพ่ายแพ้ลงเรือพระที่นั่งกับทั้งเจ้าฟ้าปรเมศวรพากันหนีไป. ดำรัสให้ข้าหลวงไปติดตามจับมาได้ทั้งสององค์พี่น้อง, ให้สำเร็จโทษเสีย. สมเด็จพระมหาอุปราช, คือ เจ้าฟ้าพร, ซึ่งเรียกว่า พระเจ้าอยู่หัวบรมโกฎ นั้น, ได้เสวยราชสมบัติ, พระชนม์ได้ ๔๙ พรรษา. จึ่งโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรเปนกรมขุนเสนาพิทักษ์, เจ้าฟ้าเอกทัตเปนกรมขุนอนุรักษมนตรี, พระองค์เจ้าแขกเปนกรมหมื่นเทพพิพิธ พระองค์เจ้ามังคุตเปนกรมหมื่นจิตรสุนทร, พระองค์เจ้ารถเปนกรมหมื่นสุนทรเทพ. ครั้งหลังจึ่งตั้งเจ้าฟ้าดอกเดื่อเปนกรมขุนพรพินิต, พระองค์เจ้าปานเปนกรมหมื่นเสพภักดี แล้วตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์เปนพระมหาอุปราช.

ลุศักราช ๑๑๐๙ ปีเถาะ นพศก, ได้ข่าวพืชทองคำเกิดตำบลบางสพานแขวงเมืองกุยบุรี จึ่งดำรัสให้ข้าหลวงคุมไพร่ออกไปร่อน, ได้เนื้อทองเข้ามาถวาย ๙๐ ชั่งเสศ

ลุศักราช ๑๑๑๕ ปีรกา เบ็ญจศก, พระเจ้าลังกาแต่งทุตานุทูตจำทูลพระราชสาสนเข้ามา, ขอพระสงฆ์ออกไปตั้งพระพุทธสาศนาในลังกาทวีป, จึ่งดำรัสให้นิมนต์พระอุบาลี, พระอริยมุนี, กับพระสงฆ์อันดับสิบสองรูป, ส่งออกไปลังกากับด้วยทูตอันมานั้น. แลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ช้างเผือกพังช้างหนึ่ง, ให้นาม พระวิเชียรหัสดินทร์. อยู่มา พระมหาอุปราชลอบลักสมัคสังวาส, กับเจ้าฟ้าสังวาล, เจ้าฟ้านีมในพระราชวัง. ดำรัสให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนพระมหาอุปราชจนสิ้นพระชนม์ในโทษ. แล้วตั้งเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเปนพระมหาอุปราช. แผ่นดินกรมขุนพรพินิต, แล้วถวายแก่กรมขุนอนุรักษมนตรี

ลุศักราช ๑๑๒๐ ปีขาล สัมฤทธิศก, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต, พระชนม์ได้ ๗๔ พรรษา, อยู่ในราชสมบัติยี่สิบหกปี. จึ่งพระมหาอุปราช คือ กรมขุนพรพินิต ได้เสวยราชสมบัติ, แล้วคิดกับกรมขุนอนุรักษมนตรีพระเชษฐาธิราช, จับกรมหมื่นจิตรสุนทร, กรมหมื่นสุนทรเทพ, กรมหมื่นเสพภักดี, ทั้งสามกรมให้สำเร็จโทษเสีย. แลพระเจ้าอยู่หัวอยู่ในราชสมบัติประมาณสิบวัน. จึ่งถวายสมบัติแก่กรมขุนอนุรักษมนตรีพระเชษฐาธิราช, ทูลลาออกทรงผนวชอยู่ณวัดประดู่. จึ่งกรมขุนอนุรักษมนตรีได้เสวยราชสมบัติ, ทรงพระนาม พระเจ้าที่นั่งสุริยามรินทร์

ลุศักราช ๑๑๒๒ ปีมโรง โทศก, พระเจ้าอังวะชื่อ มังลอง ยกกองทัพพม่ารามัญมาตีพระนครไม่ได้ เลิกทัพกลับไปถึงพิราไลยในกลางทาง.

ลุศักราช ๑๑๒๖ ปีวอก ฉอศก, พระเจ้าอังวะชื่อ มังระ, แต่งไห้มหานรธาเปนนายทัพยกมาตีพระนครอีก, รบกันอยู่ ๓ ปี.

ลุศักราช ๑๑๒๙ ปีกุญ นพศก, ณวัน ค่ำ, ก็เสียกรุงพระนครศรีอยุทธยาแก่พม่าข้าศึก. พระเจ้าแผ่นดินอยู่ในราชสมบัติ์ได้ ๙ ปี ก็เสียพระนคร, แต่พระชนม์เท่าใดมิได้ปรากฎ

นับลำดับพระเจ้าแผ่นดิน, แต่ได้เสวยราชสมบัติ์ในพระมหานครศรีอยุทธยา, มาเปน ๕ พระวงษ์ คือ วงษ์พระเจ้าอู่ทองเชียงราย ๑๖ พระองค์ วงษ์เชียงรายสุโขไทย ๔ พระองค์ วงษ์ทรงธรรม ๓ พระองค์ วงษ์ปราสาททอง ๙ พระองค์ วงษ์บ้านพลูหลวง ๑ พระองค์ นับได้ ๓๓ พระองค์. นับปีแต่แรกสร้างพระนคร ศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก, จนเสียพระนครในศักราช ๑๑๒๙ ปีกุญ นพศก, คิดเปน ๔๑๗ ปีเท่านี้.

พระราชพงษาวดารลำดับพระเจ้าแผ่นดินกรุงเก่าสังเขป,
จบบริบูรณ์.
พระราชพงษาวดารสังเขปที่ ๒ ต่อไป.

(๑)ลุศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก, พระเจ้าอู่ทอง ทรงพระนาม สมเด็จพระรามาธิบดี, เปนปฐมราชวงษ์ สร้างกรุงศรีอยุทธยา เสวยสมบัติ์ได้ ๒๐ ปี, สวรรคตในปีรกา เอกศก.

(๒)ลุศักราช ๗๓๑ ปีรกานั้น, สมเด็จพระราเมศวรราชบุตร์เสวยราชสมบัติ์ได้ปี ๑.

(๓)ลุศักราช ๗๓๒ ปีจอ โทศก, ขุนหลวงพงัว ทรงพระนาม สมเด็จบรมราชาธิราช, เข้ามาแต่เมืองสุพรรณบูรี, พระราเมศวรถวายสมบัติ์, เสด็จขึ้นเสวยสมบัติ์ได้ ๑๓ ปี, เสด็จสวรรคตในปีจอ จัตวาศก.

(๔)ลุศักราช ๗๔๔ ในปีจอนั้น, เจ้าทองจันทร์ราชบุตร์, นัยหนึ่งว่า เจ้าท้องลั่น ได้เสวยราชราชสมบัติ์ ๗ วัน. สมเด็จพระราเมศวรจับสำเร็จโทษเสีย, แล้วขึ้นเสวยสมบัติ์อีกครั้งหลังได้ ๖ ปี, สวรรคตในปีเถาะ นพศก.

(๕)ลุศักราช ๗๕๙ ในปีเถาะนั้น, สมเด็จพระเจ้ารามราชบุตร์, ได้เสวยสมบัติ์ได้ ๑๕ ปี, ต้องเนียรเทศในปีมเสง ตรีศก.

(๖)ลุศักราช ๗๖๓ ในปีมเสงนั้น, สมเด็จพระนครินทราชาธิราช, เสวยราชสมบัติ์ได้ ๑๘ ปี สวรรคตในปีจอ สัมฤทธิศก.

(๗)ลุศักราช ๗๘๐ ในปีจอนั้น, เจ้าสามพระยาราชบุตร์ ทรงพระนาม สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสวยราชสมบัติ์ได้ ๑๗ ปี, สวรรคตในปีขาล ฉอศก.

(๘)ลุศักราช ๗๙๖ ในปีขาลนั้น, สมเด็จพระบรมไตรยโลกยนารถราชบุตร์, เสวยราชสมบัติ์ได้ ๑๖ ปี, สวรรคตในปีมเสง เอกศก,

(๙)ลุศักราช ๘๑๑ ในปีมเสงนั้น, สมเด็จพระอินทร์ราชาราชบุตร์, เสวยราชสมบัติ์ได้ ๒๒ ปี, สวรรคตในปีขาล โทศก.

(๑๐)ลุศักราช ๘๓๒ ในปีขาลนั้น, สมเด็จพระรามาธิบดีราชบุตร์, เสวยสมบัติ์ ๔๐ ปี สวรรคตในปีมเสง เอกศก.

(๑๑)ลุศักราช ๘๗๑ ในปีมเสงนั้น, สมเด็จพระบรมราชามหาพุทธางกูรราชบุตร์, เสวยสมบัติได้ ๕ ปี ประชวรทรพิษสวรรคตในปีรกา เบ็ญจศก.

(๑๒)ลุศักราช ๘๗๕ ในปีรกานั้น, พระรัษฎาธิราชกุมารราชบุตร์, พระชนม์ห้าขวบ เสวยสมบัติ์ได้ ๕ เดือน, พระไชยราชาธิราชจับสำเร็จโทษเสีย.

(๑๓)สมเด็จพระไชยราชาธิราช, เสวยสมบัติ์ได้ ๑๕ ปี, สวรรคตในปีกุน นพศก.

(๑๔)ลุศักราช ๘๘๙ ในปีกุนนั้น, พระแก้วฟ้าราชบุตร์พระชนม์ได้ ๑๑ ขวบ, เสวยสมบัติ์ได้ ๒ ปีกับ ๖ เดือน.

(๑๕)ลุศักราช ๘๙๑ ปีฉลู เอกศก, ขุนวรวงษาธิราชจับพระแก้วฟ้าสำเร็จโทษเสีย, ได้สมบัติ์ ๕ เดือน. ขุนพิเรนทรเทพ, จับขุนวรวงษาธิราฆ่าเสีย แล้วอัญเชิญพระเธียรราชาลาผนวชมาเสวยสมบัติ์, ทรงพระนาม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราช, อยู่ในสมบัติ์ได้ ๒๗ ปี, สวรรคตในปีเถาะ สัปตศก.

(๑๖)ลุศักราช ๙๑๗ ในปีเถาะนั้น, พระมหินทราธิราชโอรสเสวยสมบัติ์ปี ๑. ถึงศักราช ๙๑๘ ปีมโรง อัฐศก, เสียกรุงแก่ข้าศึกมอญหงษาวดีครั้งแรก.

สิ้นวงษ์พระเจ้าอู่ทองเชียงราย ๑๖ พระองค์

(๑๗)ในปีมโรงนั้น, สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชขึ้นเสวยราชสมบัติ์ได้ ๒๓ ปี, สวรรคตในปีขาล สัมฤทธิศก.

(๑๘)ลุศักราช ๙๔๐ ในปีขาลนั้น, สมเด็จพระนเรศวรราชบุตร์เสวยสมบัติ์ได้ ๑๖ ปี, สวรรคตในปีมเสง เบ็ญจศก.

(๑๙)ลุศักราช ๙๔๖ ในปีมเสงนั้น, สมเด็จพระเอกาทศรฐราชอนุชาเสวยสมบัติ์ ๙ ปี, สวรรคตในปีฉลู ตรีศก.

(๒๐)ลุศักราช ๙๖๓ ในปีฉลูนั้น, เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ราชบุตร์เสวยสมบัติ์ได้ปี ๑ กับ ๒ เดือน.

สิ้นวงษ์เชียงรายสุโขไทย ๔ พระองค์

(๒๑)ลุศักราช ๙๖๔ ปีขาล จัตวาศก, พระพิมลธรรมจับเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์สำเร็จโทษเสีย, ขึ้นเสวยสมบัติ์ผลัดพระวงษ์ใหม่, ทรงพระนาม พระเจ้าทรงธรรม อยู่ในสมบัติ์ ๒๖ ปี, สวรรคตปีเถาะ นพศก.

(๒๒)ลุศักราช ๙๘๙ ในปีเถาะนั้น, พระเชษฐาธิราชโอรสเสวยสมบัติ์ได้ปี ๑ กับ ๗ เดือน

(๒๓)ลุศักราช ๙๙๑ ปีมเสง เอกศก, เจ้าพระยากลาโหมสุริวงษจับพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษเสีย, แล้วยกพระอาทิตยวงษ์อนุชาพระชนม์ ๙ ขวบ, ขึ้นเสวยสมบัติ์ได้ ๖ เดือน.

สิ้นวงษ์พระเจ้าทรงธรรม ๓ พระองค์.

(๒๔)ลุศักราช ๙๙๒ ปีมะเมีย โทศก, มุขมนตรีเนียรเทศพระอาทิตยวงษ์เสีย, อัญเชิญเจ้าพระยากลาโหมสุริวงษ์ขึ้นเสวยสมบัติ์, ผลัดพระวงษ์ใหม่ ทรงพระนาม พระเจ้าปราสาททอง, อยู่ในสมบัติ์ได้ ๒๖ ปี, สวรรคตในปีมแม สัปตศก.

(๒๕)ลุศักราช ๑๑๑๗ ในปีมแมนั้น, เจ้าฟ้าไชยราชบุตร์เสวยสมบัติ์ได้ ๙ เดือน.

(๒๖)ลุศักราช ๑๐๑๘ ปีวอก อัฐศก, พระศรีสุธรรมราชาพระเจ้าอาว, จับเจ้าฟ้าไชยสำเร็จโทษเสีย, แล้วขึ้นเสวยสมบัติ์ได้ ๒ เดือนกับ ๒๐ วัน.

(๒๗)ในปีวอกนั้น, สมเด็จพระนารายน์ราชบุตร์พระเจ้าปราสาททอง, จับพระศรีสุธรรมราชาพระเจ้าอาวสำเร็จโทษเสีย, แล้วขึ้นเสวยสมบัติ์ได้ ๒๖ ปี, สวรรคตในปีจอ จัตวาศก.

(๒๘)ลุศักราช ๑๐๔๔ ในปีจอนั้น, พระเพทราชาได้เสวยสมบัติ์ ๑๖ ปี, สวรรคตในปีฉลู นพศก. (วงษ์บ้านพลูหลวงแทรก)

(๒๙)ลุศักราช ๑๐๕๙ ในปีฉลูนั้น, พระพุทธเจ้าเสือราชบุตร์สมเด็จพระนารายน์ได้เสวยสมบัติ์ ๑๐ ปี, สวรรคตในปีจอ อัฐศก.

(๓๐)ลุศักราช ๑๐๖๘ ในปีจอนั้น. พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระราชบุตร์เสวยสมบัติ์ได้ ๒๗ ปี, สวรรคตในปีชวด จัตวาศก.

(๓๑)ลุศักราช ๑๐๙๔ ในปีชวดนั้น, พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษพระอนุชาเสวยสมบัติ์ได้ ๒๖ ปี, สวรรคตในปีขาล สัมฤทธิศก.

(๓๒)ลุศักราช ๑๑๒๐ ในปีขาลนั้น, เจ้าฟ้าดอกมเดื่อกรมขุนพรพินิจราชบุตร์, ได้เสวยสมบัติ์ประมาณ ๑๐ วัน, ถวายสมบัติ์แก่พระเชษฐาธิราช.

(๓๓)เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีพระเชษฐาธิราชเสวยสมบัติ์, ทรงพระนาม พระเจ้าที่นั่งสุริยามรินทร์, อยู่ในสมบัติ์ได้ ๙ ปี, เสียกรุงแก่พม่าข้าศึกครั้งหลัง.

สิ้นวงษ์พระเจ้าปราสาททอง ๙ พระองค์.

นับลำดับพระเจ้าแผ่นดินซึ่งได้ครองสมบัติ์กรุงเก่าได้ ๕ พระวงษ์ เปนกษัตร์ ๓๓ พระองค์, คิดเปนปีได้ ๔๑๗ ปี.

พระราชพงษาวดารสังเขปที่ ๒,
จบบริบูรณ์