พระเขี้ยวแก้ว

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ปก

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



Phra khiao kaeo - 001.jpg



หน้า (๑)

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



หอพระสมุดวชิรญาณ


เรื่องพระเขี้ยวแก้ว


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเสด็จประพาสลังกาทวีป พ.ศ. ๒๔๔๐


_______________


พิมพ์ในงานปลงศพสนองคุณ


นางสุนทรรจนา (พลับ สุนทรครุฑ)


เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙


_______________


พิมพ์ที่ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



หน้า (๓)-(๔)

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



คำนำ


_______________


พระอนุการบรรณกิจ (อินทร์ สุนทรครุฑ) จะทำการปลงศพสนองคุณนางสุนทรรจนา (พลับ สุนทรครุฑ) ผู้มารดา ใคร่จะพิมพ์หนังสือเป็นของถวายแลจ่ายแจกเนื่องในการกุศลทักษิณานุปทานสักเรื่องหนึ่ง ได้แจ้งความมายังหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ขอให้กรรมการเลือกเรื่องหนังสือให้ ข้าพเจ้าจึงเลือกเรื่องพระเขี้ยวแก้วที่เมืองลังกาให้พิมพ์ในสมุดเล่มนี้

เรื่องพระเขี้ยวแก้วนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๔๐ ครั้งเสด็จเมืองลังกาเมื่อเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก แล้วพระราชทานมาลงหนังสือพิมพ์วชิรญาณ ทรงแสดงเรื่องราวพระเขี้ยวแก้วแลเรื่องพระสงฆ์เมืองลังการที่ได้ไปทรงทราบในคราวนั้นโดยถ้วนถี่พิสดาร ยังไม่มีใครได้พรรณนามาแต่ก่อน ๆ เป็นหนังสือให้ความรู้ในทางโบราณคดีแลวรรณคดีอย่างพิเศษ หอพระสมุดฯ ได้เคยรวมพิมพ์ไว้ในเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย เห็นควรแยกพิมพ์เฉพาะเรื่องให้ได้อ่านกันแพร่หลายอีกครั้งหนึ่ง จึงอนุญาตให้พิมพ์ในสมุดเล่มนี้

อนึ่ง ในการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ เจ้าภาพได้จดประวัติสังเขปของผู้มรณะส่งมา ขอให้พิมพ์ไว้เป็นที่ระลึก จึงได้พิมพ์ไว้ต่อท้ายคำนำนี้

ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลราศีทักษิณานุปทาน ซึ่งพระอนุการบรรณกิจได้บำเพ็ญมาเป็นมาตุปัฏฐานธรรมด้วยความกตัญญูกตเวที แลที่ได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย



Damrong Rachanuphap - Sign - 001.jpg สภานายก


หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๙



หน้า (๖)

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



นางสุนทรรจนา (พลับ สุนทรครุฑ)


นางสุนทรรจนา (พลับ สุนทรครุฑ)

พ.ศ. ๒๓๘๕-๒๔๖๕



หน้า (๗)

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



ประวัติสังเขปของ


นางสุนทรรจนา (พลับ สุนทรครุฑ)


_______________



นางสุนทรรจนา (พลับ สุนทรครุฑ) เกิดวันอาทิตย์ เดือนหก ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๐๔ ตรงกับพระพุทธศักราช ๒๓๘๕ เป็นบุตรนายทรัพย์ มารดาชื่อแย้ม ได้ทำการวิวาหมงคลกับหลวงสุนทรรจนา (ครุฑ สุนทรครุฑ) เมื่อปีจอ จัตวาศก ๑๒๒๔ ตรงกับพระพุทธศักราช ๒๔๑๕ ที่บ้าน หน้าวัดมหรรณพาราม ในพระนคร มีบุตรแลธิดาด้วยกัน ชายสาม หญิงสาม รวมหกคน คือ

๑.   นางสำริด (โรจนเสนา)

๒.   นางสาวเจิม ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังเยาว์

๓.   หลวงอภิบาลสุขภัณฑ์ (ทองดี สุนทรครุฑ)

๔.   ขุนประสารสารบรรณ (สุต สุนทรครุฑ)

๕.   นางปุย สรศักดิประสิทธิ์ (ธนังกูล) ถึงแก่กรรมแล้ว

๖.   พระอนุการบรรณกิจ (อินทร์ สุนทรครุฑ)

นางสุนทรรจนาป่วยเป็นโรคธาตุพิการ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ คำนวณอายุได้แปดสิบเอ็ดปี



หน้า (๙)

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



สารบาญ


_______________


อารัมภะเรื่องพระเขี้ยวแก้ว
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
หน้า
ว่าด้วยองค์พระทันตธาตุ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ว่าด้วยพระทันตธาตุชั้นที่สอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๑๔
ว่าด้วยการรับพระทันตธาตุซึ่งสำคัญว่าเป็นของจริง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๒๒
ว่าด้วยพระทันตธาตุชั้นที่สอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๒๓
ประกาศของกรมพระนครสวรรค์ฯ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๒๓
ว่าด้วยพระทันตธาตุอื่นอีก
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๒๙
ความเห็นของข้าพเจ้าเอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๓๐
การเปิดพระทันตธาตุให้คนดู
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๓๗
ว่าด้วยแห่เปะระเหะระ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๔๖
เรื่องพระสงฆ์ลังกา
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
๔๘



หน้า ๑-๔

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



เรื่องพระเขี้ยวแก้ว


_______________


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเสด็จประพาสลังกาทวีป


พ.ศ. ๒๔๔๐


_______________


เรื่องพระทันตธาตุ


หรือที่ชาวลังกาเรียกว่า ทาฒะ


อีกนัยหนึ่งเรียกเลือน ๆ ว่า ดาลาดา


_______________


เรื่องนี้เขามีหนังสือเรียกชื่อว่า ดาลาดา วังสะ[1] แต่ไม่ได้อ่านต้นฉบับ เข้าใจว่า คงเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เช่น รัตนพิมพวงศ์ เป็นต้น ที่จะเก็บความมากล่าวบ้างบัดนี้จากหนังสือฉบับหนึ่งซึ่งเขาแต่งในภาษาอังกฤษ เป็นของพวกโซไซเอตี[2] การเล่าเรียนที่ถือศาสนาพระเยซู ได้แต่งแลลงพิมพ์เมื่อรัตนโกสินทรศก ๑๑๓ ในหนังสือนี้แต่งด้วยความมุ่งหมายที่จะยกเหตุผลแห่งความเชื่อถือในสิ่งซึ่งไม่น่าเชื่อของพุทธศาสนิกชนในเมืองลังกา แลกล่าวต่อไปถึงหนังสือที่อ้างว่าเป็นพระพุทธวนจะ เช่น คัมภีร์ไตรภูมิ กล่าวถึงโลกเป็นอยู่อย่างไรตามความคาดคะเนของคนโบราณที่ยังมีความสังเกตตรวจตราไม่พอ แลกล่าวถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งละเสีย ไม่ได้สั่งสอนให้นับถือผู้สร้างโลก ดังนี้เป็นต้น ซึ่งอาจจะแก้ได้ง่าย ๆ ในข้อที่ ๑ ว่า ศาสนาคริสเตียนมีเครื่องที่อ้างว่าเป็นของเกี่ยวข้องด้วยพระเยซูหรือนักบุญมากยิ่งกว่าศาสนาพระพุทธ เรื่องที่น่าหัวเราะก็ไม่น้อยกว่า ในข้อ ๒ เรื่องความรู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไรก็ย่อมเซอะซะอย่างยิ่งเหมือนกัน คือ แบ่งวันสร้างโลกในหกวันไม่เสมอกันได้ เป็นต้น แต่ในข้อ ๓ ผู้ที่กล่าวไม่รู้พุทธศาสนาเลย พูดข้างเดียว ไม่ได้มุ่งต่อความจริงหรือความประพฤติที่เป็นธรรมอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้น ในเหตุเหล่านี้ ไม่ควรจะต้องกล่าวถึงยกมาเป็นข้อวินิจฉัยอันใด

แต่ถึงหนังสือฉบับที่ข้าพเจ้าได้อ่านนี้เป็นของผู้ซึ่งมีทิฐิอันกล่าวแล้วข้างต้นได้แต่งก็จริง แต่มีข้อความที่คัดจากหนังสือเก่า ๆ มีย่อ ดาลาดา วังสะ แลจดหมายเหตุการณ์พอที่จะรู้เป็นเค้า ไม่พักต้องอ่านหนังสือหลายเล่ม ข้าพเจ้าจะเก็บแต่ข้อความที่เห็นว่าจะต้องการรู้มากล่าว ไม่ได้คิดที่จะแปลหนังสือนั้นทั้งเล่ม ดังจะกล่าวต่อไปนี้

พระทันตธาตุนี้ ได้กล่าวว่า เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระพระอัฐิธาตุนอกจากทีเป็นเท่านั้น เหลือพระทนต์สี่องค์ กับพระอัฐิที่โหนกพระปรางทั้งสองข้างแลพระเศียร เจ้าประเทศราชแปดองค์แย่งชิงกัน ภายหลังตกลงกันโดยสวัสดิภาพแบ่งไปองค์ละส่วน ต่างองค์ต่างสร้างพระสถูปบรรจุไว้ พระบรมธาตุซึ่งเป็นสำคัญนั้น คือ พระทนต์ทั้งสี่ องค์หนึ่งเทพยดาพาไป องค์ที่สองนาคทั้งหลายพาไป องค์ที่สามตกไปเมืองคันธาระ อยู่ในตะวันตกเฉียงเหนือแห่งชมพูทวีป องค์ที่สี่ตกไปอยู่เมืองกลิงคะ ทิศตะวันออกเฉียงใต้แห่งชมพูทวีป ข้อความทั้งนี้คัดมาจากหนังสือซึ่งเซอมอเนียวิลเลียม[3] แต่งว่าด้วยพุทธศาสนา



หน้า ๔-๑๓

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



ว่าด้วยองค์พระทันตธาตุ


_______________


ข้อความที่จะกล่าวต่อไปนี้คัดจากหนังสือซึ่งเซอเย. เอมเมอซอนเตนเนนต์[4] แต่งด้วยเรื่องเมืองลังกา[5] ผู้นี้เป็นคนรับราชการอังกฤษ อาจที่จะหาผู้รู้ทั้งหลายช่วยสืบสวนทั้งฝรั่งแลลังกา หนังสือที่เขาแต่งว่าด้วยเรื่องเมืองลังกาเป็นที่สรรเสริญว่าดีกว่าฉบับอื่น ๆ ทั้งหมด

ดาลาดา วังสะ นั้น เขาแต่งเป็นกลอนภาษาลังกา เล่าเรื่องพระทันตธาตุ ซึ่งเขาคะเนกันว่าจะได้แต่งเมื่อพุทธศักราช ๘๕๓ ปี ก่อนจุลศักราช ๓๒๘ ปี แลได้แก้ไขอีกในระหว่างพุทธศักราช ๑๐๐๒ แล ๑๐๒๐ ก่อนจุลศักราช ๑๗๙ ปี แล ๑๖๑ ปี ตามชาวสิงหลกำหนดว่า พุทธปรินิพพานก่อนคริสต์ศักราช ๕๔๓ ปีต้องกันกับเรา เพราะฉะนั้น หนังสือฉบับนี้คงจะได้แต่งภายหลังพุทธปรินิพพาน ๘๕๐ ปี คำแปลลงเป็นภาษาบาลีเรียกว่า ทาฒวังสะ ได้ทำเมื่อพุทธศักราช ๑๗๔๓ จุลศักราช ๕๖๒ ธัมมกิตติเถระเป็นผู้แปลในรัชกาลแห่งพระนางลีลาวดี[6] ตามข้อความที่กล่าวนั้นว่า ภิกษุผู้หนึ่งชื่อ เขมะ เป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า ได้ทำพระทันตธาตุออกจากเชิงตะกอน แล้วถวายแด่พระเจ้าพรหมทัต พระเจ้ากรุงกลิงคะในพระนครทันตปุระ พระเจ้าแผ่นดินได้สร้างวิหารหุ้มด้วยทองประดิษฐานไว้เป็นที่นมัสการมาหลายชั่วบุรุษ

ภายหลังพระทันตธาตุนั้นตกไปยังกรุงปาฏลีบุตร ได้สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์เป็นหลายประการ เมื่อทิ้งลงในหน้าเตาเพลิง ก็บันดาลมีดอกบัวขึ้นมารับ ได้ทดลองประหารลงที่หน้าแผ่นเหล็ก ก็ปรากฏติดอยู่ในแผ่นเหล็ก ไม่มีผู้ใดจะนำออกได้ จนสุภัทรภิกษุ[7] มาเชิญออก จึงออกได้ พระเจ้าคูหสีวะ[8] เจ้ากรุงกลิงคะ จึงได้เชิญพระทันตธาตุนั้นคืนยังพระนครประดิษฐานไว้ในวิหารเก่า เมื่อมีกองทัพมาประชิดพระนคร พระเจ้าคูหสีวะเสด็จออกทำสงคราม จึงสั่งพระราชโอรสเขยผู้มีนามว่า ทนตกุมาร ผู้เป็นสามีของนางเหมมาลา ราชธิดา ว่า ถ้าหากพระองค์ปราชัยสิ้นพระชนมชีพในกลางสนามยุทธ์ ให้เชิญพระทันตธาตุนี้ไปยังพระเจ้ากรุงสิงหล ครั้นเมื่อพระองค์ปราชัยสิ้นพระชนมชีพในกลางศึก พระราชโอรสเขยแลพระราชธิดาก็ปลอมพระองค์เชิญพระทันตธาตุไปด้วย เมื่อพบศัตรู นางเหมมาลาก็ซ่อนไว้ในพระเมาลี ครั้นเมื่อมาถึงกรุงตมลิตถีก็โดยสารเภตราไปยังกรุงลังกา

พระทันตธาตุถึงกรุงลังกาเป็นเวลารัชกาลของพระเจ้ากฤติสิริเมฆวัณณะ ซึ่งประมาณว่าได้ขึ้นดำรงราชย์ในพุทธศักราช ๘๔๒ ก่อนจุลศักราช ๓๔๐ ปี สิ้นพระชนม์ในพุทธศักราช ๘๖๙ ก่อนจุลศักราช ๓๑๒ ปี ทรงกระทำสักการบูชาเป็นอันดี แลป้องกันรักษาโดยกวดขัน

ในกาลนั้น เกาะลังกาได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก ด้วยทมิฬปัจจามิตรมาเบียดเบียน พระเจ้าอัครโพธิ[9] ซึ่งได้เสด็จขึ้นดำรงราชย์ในปีมีพุทธศักราช ๑๓๑๒ จุลศักราช ๑๓๑ ไม่สามารถจะปราบปรามพวกทมิฬได้ จึงได้ย้ายพระราชธานีจากกรุงอนุราธปุระไปตั้งอยู่ ณ ตำบลโปโลนนารุวะ[10] พระราชธานีตั้งอยู่ในที่นั้นจนถึงปีมีพุทธศักราช ๑๘๔๖ จุลศักราช ๖๖๕ มีระหว่างที่ต้องยักย้ายอยู่สองครั้งในปีที่กล่าวแล้วนั้น พระเจ้าภูวเนกพาหุที่ ๑[11] ย้ายพระราชธานีไปตั้ง ณ ตำบลยาพาหุเปนโกรแลที่ ๗ ในขณะนั้น พวกยันตยันทั้งหลายได้ลอบเข้าตีพระนครได้ เชิญพระทันตุธาตุไปยังชมพูทวีป พระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔[12] ได้ดำรงราชย์สนองพระองค์ จึ่งได้เสด็จไปยังกรุงมธุระว่ากล่าวขอคืนพระทันตธาตุกลับมายังเกาะลังกา

ในที่นี้ เตนเนนต์ ผู้แต่งหนังสือ ได้กล่าวว่า เมื่อเวลากำลังบ้านเมืองเป็นจลาจลนั้น พระทันตธาตุองค์ที่แท้ได้พาไปเที่ยวซ่อนไว้ ณ ตำบลต่าง ๆ ในเกาะลังกาเป็นหลายตำบล คือ ตำบลแกนดี[13] ลัพพารคาม แลโกติมาลัยในภายหลังที่สุด เมื่อพุทธศักราช ๒๑๐๓ จุลศักราช ๙๒๒ พวกโปรตุเกสพบเข้า ได้พาไปยังเมืองคัว[14] ซึ่งเป็นเมืองของโปรตุเกสอยู่ในชมพูทวีปฝ่ายทิศตะวันตก แล้วมอบให้แก่ดองคอนสแตนไตน์ เดอ บากันซา[15] ซึ่งเป็นไวศรอย[16] ผู้สำเร็จราชการฝ่ายโปรตุเกสในเขตแดนอินเดีย สังฆราชโปรตุเกสได้เผาเสียต่อหน้าไวศรอยแลขุนนางเป็นอันมาก

อันตรายแห่งพระทันตธาตุซึ่งเป็นที่เลื่องลือนี้ เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก พวกโปรตุเกสได้แต่งหนังสือต่าง ๆ กล่าวถึง เป็นข้อความมั่นคงได้ความว่า เป็นอันพระทันตธาตุองค์แรกนั้นได้สูญสิ้นไปในปีมีพุทธศักราช ๒๐๔๓ จุลศักราช ๘๖๒

เซอเย. อี. เตนเนนต์ ได้คัดข้อความจากหนังสือพงศาวดารโปรตุเกสซึ่งเรียกว่า ไดโค เดอ เคาโต อันเป็นผู้มีชีวิตอยู่ในเวลานั้นแต่ง เรื่องทำลายพระทันตธาตุอย่างไร มีเนื้อความว่า

พระเจ้ากรุงพม่าได้ทรงทราบว่า พระทันตธาตุเป็นที่นับถือทั่วไปของพุทธศาสนิกมีผู้ได้ไปดังนั้น จึงได้รับสั่งให้หามาติโน อาลฟองโซ เป็นคนพ่อค้าโปรตุเกสซึ่งเป็นนายกำปั่นไปค้าขายอยู่ในเมืองหงสาวดี ให้กลับไปเมืองอินเดียขอให้ไวศรอยยอมให้พระทันตธาตุ จะต้องการอันใดแลกเปลี่ยนก็ให้ว่า จะยอมให้ทั้งสิ้น มาติโน อาลฟองโซ ทูลแนะนำให้แต่งทูตานุทูตไปยังไวศรอยว่ากล่าวด้วยการเรื่องนี้ แลให้มอบอำนาจที่จะให้กล่าวข้อความสัญญาอันใดต่างพระองค์ แลพระองค์จะรับอนุมัติตามทุกประการ

ครั้นเมื่อมาติโน อาลฟองโซ ได้ไปถึงยังเมืองคัวในเดือนจิตร[17] พุทธศักราช ๒๑๐๔ จุลศักราช ๙๒๓ แจ้งความให้ไวศรอยทราบในเรื่องมีทูตไปถึง เมื่อเสร็จการต้อนรับทูตแล้วก็เจรจากันด้วยราชการที่ทูตไป ข้างทูตขอให้มอบพระทันตธาตุ แลจะยอมสัญญาให้อันหนึ่งอันใดตามประสงค์ แลจะเป็นไมตรีกับกรุงโปรตุคอล[18] สืบไปชั่วฟ้าแลดินด้วย ทั้งรับที่จะส่งเสบียงอาหารไปยังป้อมของโปรตุเกสที่ตั้งอยู่ ณ เมืองมะละกา ปลายแหลมมลายู ทุกเมื่อตามเวลาที่ขอให้ส่ง ทั้งมีข้ออื่น ๆ ที่รับสัญญาอีกเป็นอันมาก ไวศรอยนัดว่าจะตอบโดยเร็ว ในระหว่างนั้นก็นำข้อความแจ้งแก่บันดาลขุนนางฝ่ายทหารพลเรือน คนทั้งนั้นก็มีความพอใจที่จะรับ เพื่อจะได้มาปลดเปลื้องความขัดข้อง ด้วยโปรตุเกสเวลานั้นอยู่ข้างจะขัดสนทรัพย์สมบัติที่จะใช้จ่ายมาก ข้อความเป็นเหมือนหนึ่งจะตกลงกันอยู่แล้ว

ความทราบถึงหูสังฆราช เรียกว่า อาชบิชอบดองคาสปา[19] ก็รีบไปหาไวศรอยในทันใดนั้น ว่ากล่าวห้ามปรามมิให้ยอมให้ไถ่พระทันตธาตุ ถึงแม้ว่าจะได้ทรัพย์สมบัติอันใดซึ่งมีอยู่ทั่วโลกนี้ ด้วยเหตุว่า จะเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศของพระเป็นเจ้า แลเป็นช่องให้พวกนับถือรูปเคารพทั้งหลายไหว้กราบกระดูกอันนี้ ด้วยเหตุว่า ความกราบไหว้เช่นนั้นย่อมควรแก่พระเป็นเจ้าพระองค์เดียว อาชบิชอบได้เขียนข้อความอธิบายแลเทศนาบนธรรมาสน์ต่อหน้าไวศรอยแลขุนนางทั้งปวง ต่อสู้ห้ามปรามการที่จะให้ไถ่พระทันตธาตุ เพราะฉะนั้น ดองคอนสแตนไตน์ ซึ่งเป็นผู้ถือศาสนามั่นคง กลัวพระเจ้า แลอยู่ในบังคับอาราม จึงหยุดยั้งเรื่องการนี้ไว้ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะเหตุว่าไม่เป็นที่เห็นชอบพร้อมกัน จึงได้ให้ประชุมสังฆราชบาทหลวงหัวหน้าในศาสนาทั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันนำข้อความอันนี้ปรึกษา ด้วยเหตุว่า เงินที่จะได้ค่าไถ่พระทันตธาตุนั้นมาก เวลานี้ ราชการก็ขัดสน เงินไม่มีพอจะใช้จ่าย ถ้าได้ ก็จะพอใช้ราชการทุกอย่าง เมื่อปรึกษาโต้ตอบกันเป็นอันมาก ก็เป็นอันตกลง[20] ว่าไม่ควรจะให้พระทันตธาตุ เพราะจะเป็นการอุดหนุนแก่การไหว้กราบรูปเคารพ เป็นการหมิ่นประมาทแก่พระเป็นเจ้า เพราะฉะนั้น ไม่ควรจะยอมเลย ถึงแม้ว่าประเทศนั้นหรือโลกนี้จะฉิบหายไปหมดก็ตาม อันนี้เป็นความคิดของสังฆราชบาทหลวงทั้งปวง

การตกลงกันนี้ได้จดหมายลงชื่อเป็นสำคัญทั่วกัน หนังสือฉบับนี้ยังอยู่ในออฟฟิศกรมจดหมายเหตุจนทุกวันนี้ ไวศรอยจึงได้เรียกให้ชาวคลังนำพระทันตธาตุออกมาส่งให้แก่อาชบิชอบสังฆราช สังฆราชให้เอาครกมาตั้งตำด้วยมือตนเองจนละเอียดเป็นผง แล้วเทลงในเบ้าสูบเผาจนเป็นเถ้า ทั้งเถ้าพระทันตธาตุแลเถ้าถ่าน เทลงในแม่น้ำต่อหน้าคนทั้งปวงซึ่งได้ประชุมกันดูที่น้ำนั้นจากเฉลียงเรือนแลหน้าต่าง

มีผู้ซึ่งไม่เห็นด้วยความคิดไวศรอยก็มาก เพราะเห็นว่า ไม่เป็นเครื่องที่จะป้องกันพุทธศาสนิกชนไม่ให้ทำรูปเคารพอื่นขึ้นได้อีก เมื่อจะเอากระดูกอันหนึ่งอันใดมาทำรูปให้คล้ายกับพระทันตธาตุที่สูญไปนั้น ความเคารพกราบไว้ก็จะมีได้เสมอกัน ส่วนทองซึ่งได้บอกเลิกเสียไม่รับนั้น สามารถที่จะแก้ไขความขัดสนความร้อนความจำเป็นของบ้านเมือง ไม่ควรจะละทิ้งเสีย

เพื่อจะให้เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์แลสำแดงน้ำใจในข้อที่ทำตามความเห็นของบาทหลวงทั้งหลายโดยความศรัทธาประสาทในคริสต์ศาสนา แลให้เป็นพระเกียรติยศแก่พระเจ้า จึงได้คิดการที่จะทำต่อไปดังนี้ ให้ทำโล่อันหนึ่ง มีรูปไวศรอยแลสังราชแวดล้อมไปด้วยเจ้าวัดแลบาทหลวงซึ่งได้ไปประชุมในเวลานั้น ในท่ามกลางมีเบ้ากำลังสุมไฟ แลมีพุทธศาสนิกชนซึ่งไปยอมเสียเงิน เบื้องบนโล่นั้นมีตัวอักษรซี เป็นอักษรต้นนามของดองคอนสแตนไตน์ ซ้ำห้าครั้ง CCCCC[21] เบื้องล่างมีห้าคำ คอนสแตนตินัส ชีลี คูปิดิเน ครูเมนาส เครมาวิต[22] แปลความว่า คอนสแตนไตน์ซื่อตรงต่อสวรรค์ ไม่รับสมบัติทั้งหลายในพื้นแผ่นดิน

ข้อความทั้งหลายนี้ได้คัดจากหนังสือที่เตนเนนต์แต่งเรื่องเมืองลังกา เล่ม ๒ หน้า ๒๑๓ ถึง ๒๑๕



หน้า ๑๔-๒๑

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



พระทันตธาตุชั้นที่สอง


_______________


ในทางที่กล่าวว่า พระทันตธาตุที่สองได้ทำขึ้นนั้น เซอเย. อี. เตนเนนต์ ได้กล่าวดังนี้

เมื่อพุทธศักราช ๒๑๐๙ จุลศักราช ๙๒๘ พระเจ้าหงสาวดี คือ เมืองพะโค หรือบิคู มีผู้ทูลว่า จะได้เจ้าหญิงเมืองลังกาเป็นพระอัครมเหสี จึงได้แต่งทูตออกไปขอวิวาหะ แต่เจ้าแผ่นดินลังกาซึ่งดำรงราชย์เวลานั้นชื่อ ดองยวง ตามชื่อที่เข้ารีต ชื่อเดิม ธรรมปาละ[23] เผอิญไม่มีพระราชโอรสแลธิดา คำทำนายนั้นเกือบจะเป็นอันไม่ถูกต้องอยู่แล้ว พอมีขุนนางกรมวังผู้หนึ่งซึ่งนับเนื่องอยู่ในเชื้อพระวงศ์กราบทูลแนะนำที่จะให้ส่งบุตรสาวของตนออกไปแทน เพิ่มความชั่วขึ้นในความไม่สุจริต โดยล่อลวงให้ทูตรามัญทั้งหลายเชื่อว่า ยังมีพระทันตธาตุเป็นของแท้เก็บซ่อนไว้ได้ พระทันตธาตุซึ่งพวกฝรั่งเมืองคัวทำลายเสียนั้นเป็นของทำปลอมไว้ ความคิดล่อลวงอันนั้นเป็นอันได้สำเร็จ หญิงซึ่งต่างว่าเป็นเจ้านั้นก็ได้ต้อนรับที่เมืองหงสาวดีโดยอภิเษกมงคลตั้งอยู่ในตำแหน่งอัครมเหสี แลส่งราชทูตทั้งหลายออกไปยังสิงหลทวีปรับพระทันตธาตุซึ่งภายหลังได้ตกไปอยู่เมืองอารดัน[24]

เตนเนนต์ ผู้แต่งหนังสือ ได้คัดข้อความจากหนังสือซึ่งเดอ เคาโต พรรณนาข้อความพิสดารต่อไปดังนี้

ว่า เมื่อพรัหมะ พระเจ้าแผ่นดินเปคู[25] ประสูติ โหรทั้งหลายได้ทำนายว่า จะได้พระราชธิดากรุงลังกาเป็นชายา จะมีลักษณะรูปโฉมเช่นนั้น ๆ จะมีส่วนพระหัตถ์พระบาทเช่นนั้น ๆ พรัหมะมีความปรารถนาที่จะให้สมดังคำทำนาย จึงได้ส่งทูตานุทูตออกไปยังดองยวง พระเจ้ากรุงคอตตา ในพระราชสาส์นนั้นยกย่องเหมือนหนึ่งว่า พระเจ้าดองยวงเป็นผู้สืบกษัตริย์เที่ยงแท้ ไม่เป็นแต่พระเจ้าแผ่นดินโดยเอกเทศองค์หนึ่งของเกาะลังกา ขอพระราชธิดาเพื่อจะอภิเษก แลส่งเครื่องราชบรรณาการล้วนสิ่งของอันมีค่าซึ่งไม่เคยมีในเกาะลังกาเต็มลำเภตรา กับทั้งแพรผ้าแลเพชรพลอยอันมีราคา ทูตานุทูตถึงในเวลาซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทิ้งคอตตามาอยู่ในกำแพงป้อมเมืองโคลัมโบ พุทธศักราช ๒๑๐๗ จุลศักราช ๙๒๖ พระเจ้าดองยวงได้ต้อนรับทูตโดยความยกย่องเป็นอันมาก ทราบความประสงค์ที่ทูตมาแล้วปิดบังความจริงเสียในข้อที่โหรทั้งหลายได้ทายผิด เพราะเธอไม่มีโอรสหรือธิดาเลย จึงได้นำบุตรสาวแห่งอำมาตย์ผู้ใหญ่ในกรมวังซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ แลนางคนนั้นได้ถือศาสนาพระเยซูแล้วโดยความคิดอ่านของคอเวอนเนอ[26] ผู้ชื่อว่า ฟรานซิสโก บาเรตโต[27] อันอำมาตย์กรมวังผู้นั้นได้รับเป็นชื่อตัวด้วย แลนอกนั้น ยังได้ยอมให้อ้างว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ เพราะอำมาตย์ผู้นี้มีอำนาจมาก ดังนั้นจึงได้แนะนำเจ้าแผ่นดินให้ทำตามความคิดตัว หญิงผู้นั้นได้ยกย่องให้มีเกียรติยศทุกประการอย่างพระราชธิดา เมื่อทูตานุทูตมาถึง ได้โปรดให้นางนั้นเสวยร่วมภาชนะด้วยพระองค์ แลรับสั่งเรียกดังพระราชธิดา ด้วยประการทั้งปวงนี้ จึงส่งไปให้เป็นพระอัครมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดี

ข้อขัดขวางซึ่งพระเจ้าดองยวงกลัวเกรงอยู่มากนั้น คือ กัปตันเยเนอราลเมืองโคลัมโบ[28] แลแฟรนซิสแกง[29] คือพวกพระทั้งหลาย ถึงแม้ว่านางนั้นเป็นผู้ถือศาสนาพระพุทธ เขาย่อมเห็นอยู่ว่าเป็นลูกแกะอยู่ในฝูงเขา ซึ่งสามารถจะบังคับให้ถือศาสนาพระเยซูเมื่อใดก็ได้ เพราะเหตุนี้ คนทั้งหลายเหล่านั้นน่าที่จะขัดขวางมิให้นางนี้ออกไปจากลังกาทวีปได้ เจ้าแผ่นดินได้ปรึกษากับกรมวังผู้ใหญ่ผู้นี้ซึ่งเป็นคนมีทุนรอนแลมีความคิด เมื่ออำมาตย์ผู้นั้นชี้แจงอันใด เจ้าแผ่นดินย่อมเชื่อถือทุกอย่าง จนบังคับกดขี่ให้ละทิ้งเมืองคอตตามาได้ความยากจน ด้วยความมุ่งหมายที่จะมั่งมีโดยค้าขายกับเมืองหงสาวดีจึงได้ตกลงยอมจะส่งนางผู้นี้ออกไปให้พระเจ้าแผ่นดินรามัญ เว้นไว้แต่ต้องให้เป็นความลับ อย่าให้โปรตุเกสที่โคลัมโบทราบ

แต่ฝ่ายอำมาตย์กรมวังได้ทำยิ่งกว่านั้น คือ คิดพร้อมกับเจ้าแผ่นดินนำเขากวางมาแกะเป็นรูปพระทันตธาตุเหมือนอย่างเช่นที่ดองคอนสแตนไตน์ได้นำไปเสียแล้วนั้น หุ้มด้วยทองคำ บรรจุในพระเจดีย์อันมีค่าประดับด้วยพลอยต่าง ๆ อำมาตย์กรมวังผู้นั้นซึ่งถือว่าเข้ารีตศาสนาพระเยซูแล้วยังมีน้ำใจนับถือพระพุทธศาสนา เมื่อสนทนากันกับทูตานุทูตแลพระสงฆ์ซึ่งมาด้วยในเวลาก่อนที่จะไปนมัสการถวายเครื่องสักการบูชาพระพุทธบาทที่ยอดเขาอดัม[30] ได้แจ้งให้ทราบเป็นความลับว่า พระเจ้าดองยวง เจ้ากรุงสิงหล ยังมีพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงอยู่ สิ่งซึ่งดองคอนสแตนไตน์จับไปได้นั้นเป็นของปลอม ตัวเขาเป็นกรมวังผู้ใหญ่ได้เก็บซ่อนพระทันตธาตุไว้ที่เรือน พระเจ้ากรุงลังกาได้ถือศาสนาพระเยซูเสียแล้ว ทูตานุทูตแลพระสงฆ์ได้ทราบดังนั้นสำคัญว่าจริง ก็มีความยินดี ขออนุญาตที่จะได้เห็น อำมาตย์นั้นก็ไม่ใคร่จะยอม แต่ครั้นเมื่อภายหลังขอให้ปลอมตัวไปที่บ้านในเวลากลางคืน นำพระทันตธาตุจำลองซึ่งบรรจุในเจดีย์ตั้งอยู่บนที่บูชาแวดล้อมไปด้วยเครื่องหอมแลประทีป ครั้นเมื่อคนทั้งหลายเหล่านั้นได้เห็นก็กราบลงเหนือภาคพื้น ทำสักการบูชาแลสวดคำนมัสการล่วงเวลาเป็นอันมากในราตรีนั้น ภายหลังจึงได้ว่ากล่าวอ้อนวอนกับอำมาตย์กรมวังขอให้ส่งพระบรมธาตุไปถวายพระเจ้ากรุงหงสาวดีกับเจ้าหญิงนั้นด้วย รับสัญญาว่าจะให้มีการมหรสพใหญ่เนื่องในการอาวาหาภิเษกมงคลนั้นด้วย พระเจ้าพรัหมะจะส่งทองสิบหมื่นในชั้นแรก แลจะส่งเภตราอันบรรทุกเต็มด้วยข้าวเปลือกปีละลำทุกปีไป สิ่งของอื่น ๆ เมื่อจะต้องการอันใดก็จะส่งให้ตามปรารถนา การซึ่งสัญญากันนี้เป็นความลับ รู้กันแต่เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินแลอำมาตย์กรมวัง

ครั้นเมื่อเวลาจะส่งนางสาวลังกาไป ก็ได้ปิดบังด้วยความฉลาด กัปตันแห่งเมืองโคลัมโบ แลเดสเดเมโลหรือบาทหลวงทั้งหลายก็ไม่มีใครทราบแลไม่มีใครสงสัย พระเจ้ากรุงลังกาแต่งให้แอนคริสบายันมุททลิยา ขุนนางลังกา เป็นราชทูตไปด้วยกับนาง ไม่มีเหตุการณ์อันใด เป็นปรกติตามทางจนถึงท่าใต้เมืองโกสมี จึงกราบทูลแจ้งข่าวพระราชเทวีเสด็จมาถึงไปให้พระเจ้าแผ่นดินแลขุนนางทั้งปวงทราบ ต่างคนมีความยินเป็นอันมาก

พระมหาอุปราช ราชโอรสแห่งพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จลงมารับถึงท่าเรือ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกมารับที่ประตูพระราชวัง จัดตำหนักให้อยู่ ประกอบไปด้วยห้องอันตกแต่งเป็นอันงาม ทั้งห้องประทม ที่ประทับ ที่แต่งพระองค์ อันสมควรแก่ตำแหน่งพระอัครมเหสีที่พระเจ้าแผ่นดินอันบริบูรณ์ไปด้วยราชสมบัติแลมีพระเดชานุภาพใหญ่ แล้วก็พระราชทานทรัพย์ศฤงคารส่วยสาอากรข้าไทมอบให้เป็นใหญ่ในพระราชวัง เสด็จไปประทับอยู่ด้วยเสมอมิได้ขาด โปรดให้ตั้งพระราชพิธีให้ชนทั้งปวงถวายสัตย์สาบานยกย่องนางนั้นเป็นเจ้าของตนทั่วหน้า

ฝ่ายพระสงฆ์ทั้งหลายแลทูตานุทูตทั้งปวงก็กราบทูลเรื่องราวแห่งพระทันตธาตุซึ่งเป็นที่นับถือยังคงรักษาไว้ได้ มิได้เป็นอันตรายแลได้จัดการตกลงกับผู้รักษาตลอดแล้วนั้น พระเจ้าพรัหมะก็ทรงพระปรีดาด้วยสมดังพระประสงค์ ทรงเข้าพระทัยว่าเป็นพระทันตธาตุแห่งพระของพระองค์ แลนับถือยิ่งกว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น มิได้ช้าก็ส่งพระสงฆ์แลทูตานุทูตสำรับนั้นกับทั้งเครื่องบรรณาการอันวิเศษไปยังพระเจ้ากรุงลังกา แลสัญญาว่าจะส่งสืบไปอีกให้มีราคายิ่งกว่านั้น ทูตานุทูตก็ไปถึงเมืองโคลัมโบ ว่ากล่าวตกลงกันโดยความลับกับดองยวง ก็มอบพระทันตธาตุจำลองกับทั้งเจดีย์ที่ตั้งให้แก่ทูตานุทูตด้วยแสดงความอาลัยแลเป็นความลับ ทูตานุทูตก็ทูลลามาโดยเรือเดิมนั้นตราบเท่าถึงประเทศรามัญ



หน้า ๒๒-๒๔

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



การรับพระธาตุซึ่งสำคัญว่าจริง


_______________


ในเมื่อก่อนที่จะเข้าไปถึงท่าโกสมีซึ่งเป็นท่าเมืองหงสาวดีสักสองสามวัน ข่าวก็ระบือลือเลื่องไปเร็ว พระสงฆ์ทั้งหลายแลราษฎรก็มาประชุมกันด้วยความเลื่อมใสเพื่อจะนมัสการพระทันตธาตุ แล้วให้ผูกแพตกแต่งด้วยเครื่องประดับให้งดงาม จึงอัญเชิญพระทันตธาตุตั้งบนภาชนะทองเงินแลสิ่งอื่น ๆ อันมีค่า ข่าวก็ทราบไปถึงพระเจ้าพรัหมะในกรุงหงสาวดี ในทันใดนั้นก็รับสั่งให้บรรดาข้าราชการลงมาช่วยกันรับพระทันตธาตุ ทรงทอดพระเนตรจัดทำที่สำหรับจะประดิษฐานพระทันตธาตุด้วยพระองค์เอง แลประดับด้วยมหัคฆภัณฑ์อันพระองค์สามารถที่จะรวบรวมมาได้แลมีอยู่ ด้วยอาการเช่นนี้ พระทันตธาตุได้ขึ้นไปโดยระยะทางชลมารคในท้องนทีอันดาษดาไปด้วยเรือทั้งหลายซึ่งแวดล้อมแห่แพมณฑปทรงพระทันตธาตุ เวลาค่ำก็จุดประทีปสว่างดุจเวลากลางวัน

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อทรงตระเตรียมการทั้งปวงเสร็จแล้ว ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งอันวาดเขียนประดับด้วยลายทองแลประกอบด้วยแพรพรรณเครื่องปักต่าง ๆ ล่องลงมาสองวันเพื่อจะพบกระบวนแห่ ครั้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นแต่ไกล ก็เสด็จเข้าสู่ที่สรง ชำระพระองค์ประพรมไปด้วยเครื่องหอม แล้วแต่งพระองค์ด้วยราชาภรณ์อันมีค่า ยื่นพระหัตถ์ไปจับแพอันทรงพระทันตธาตุ แล้วกราบถวายบังคมด้วยโสมนัสศรัทธาเลื่อมใสจะประมาณมิได้ แล้วเสด็จเข้าไปยังหน้าที่ตั้งเครื่องสักการะอันประดิษฐานพระทันตธาตุ แล้วทรงรับพระทันตธาตุจากผู้ซึ่งกำกับขึ้นมา ยกขึ้นวางเหนือพระเศียรเกล้าเป็นหลายครั้งด้วยสักกัจเคารพแลทัฬหปสาทะ แล้วก็อัญเชิญลงประดิษฐาน ณ ที่เดิม เสด็จดำเนินแห่ไปในกระบวนเมือ[31] มาตามระยะทางชลมารคอันหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมทั้งหลายซึ่งมีทุกลำเรือกระบวน ครั้นเมื่อถึงฝั่ง พระสงฆ์ทั้งหลาย แลข้าราชการทั้งปวง กับทั้งพระเจ้าแผ่นดิน แลผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าในหมู่ชนทุกหมู่เหล่าพากันลงไปในน้ำ อัญเชิญบุษบกพระทันตธาตุขึ้นเหนือบ่าแบกไปยังพระราชวัง แวดล้อมไปด้วยประชุมชนทั้งปวงอันจะนับประมาณมิได้ บรรดาเศรษฐีคฤหบดีทั้งหลายก็เปลื้องเครื่องแต่งตัวอันมีค่าลงปูลาดไว้ตามทางเพื่อจะให้ผู้ซึ่งเชิญพระทันตธาตุเดินเหยียบไปบนผ้าทั้งหลายนั้น

พระทันตธาตุนั้น ภายหลังได้ตั้งไว้ในกลางสนามภายในพระราชวังภายใต้มณฑปซึ่งปลูกขึ้นใหม่ พระเจ้าแผ่นดินแลผู้มีบรรดาศักดิ์ทั้งหลายก็ถวายเครื่องสักการบูชา แล้วประกาศนามแลโคตร มีอาลักษณ์ซึ่งได้ตั้งไว้เป็นตำแหน่งสำหรับจดชื่อนั้นคอยจดอยู่ แต่สักการบูชาเช่นนั้นสิ้นสองเดือนจนวิหารซึ่งได้สร้างขึ้นแล้วสำเร็จด้วยราคามากพ้นประมาณ ราวกะว่าจะให้เกิดการจลาจลขึ้นในพระนครนั้น



หน้า ๒๕-๒๙

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



พระทันตธาตุชั้นที่สาม


_______________


เซอเย. อี. เตนเนนต์ ได้กล่าวถึงเรื่อนี้โดยย่อ จะยกมาลงไว้ก่อน “พระเจ้ากรุงแกนดีซึ่งทรงนามว่า วิกรมพาหุ เมื่อได้ทรงทราบว่า พระญาติซึ่งอยู่เมืองคอตตาได้ทำการล่อลวงพระเจ้าหงสาวดีโดยส่งพระราชธิดาปลอมไปดังนั้น เพื่อจะแก้ไข จึงจะยอมให้พระราชธิดาของพระองค์เอง แลว่าจะส่งพระทันตธาตุที่แท้จริงอันซ่อนไว้ กล่าวว่าพระทันตธาตุซึ่งส่งไปแต่เมืองโคลัมโบก็ดี ซึ่งว่าโปรตุเกสทำลายเสียที่เมืองคัวก็ดี เป็นแต่ของจำลองพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า มีแท้แต่ที่ของเธอองค์เดียว จะส่งไปทุนสินในการแต่งงานด้วย พระเจ้าหงสาวดีกอปรไปด้วยทิฐิมานะ ไม่ยอมที่จะให้ปรากฏว่าพระองค์ถูกล่อลวง”

เรื่องพิสดารเดอ เดาโต ได้กล่าวต่อไปดังนี้ “เพื่อจะให้จบเรื่องพระทันตธาตุนี้ ข้าพเจ้าจะเล่าถึงเหตุการณ์อันได้เกิดขึ้น เมื่อปีต่อมา ในระหว่างพระเจ้ากรุงแกนดี แลพระเจ้าพรัหมะ เจ้ากรุงหงสาวดี ในเหตุการณ์เรื่องที่ดองบวง เจ้าแผ่นดินสิงหล ได้ทำนั้น ในการที่ดองยวงได้ผลประโยชน์จากพระเจ้าหงสาวดี แลเรื่องพระทันตธาตุได้ทราบถึงพระกรรณพระเจ้าแกนดีโดยเร็ว เมื่อทราบว่าทรัพย์สมบัติเป็นอันมากซึ่งพระเจ้าพรัหมะให้ส่งมา ก็มีความทะยานพระทัยด้วยความริษยา (เพราะเหตุว่า ดองยวงกับพระองค์ได้เกี่ยวข้องเป็นสัมพันธวงศ์แก่กัน โดยได้ทำอาวาหมงคลด้วยพระน้องนาง หรือบางปากกล่าวว่าพระธิดา ของพระองค์) ไม่ช้าก็ส่งพระราชสาส์นให้ทูตถือไปยังกรุงหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีก็ต้อนรับโดยเกียรติยศ ราชทูตก็แจ้งการตามพระราชประสงค์ของเจ้าตนว่า นางซึ่งดองยวงได้ส่งไปว่าเป็นพระราชธิดานั้น หาใช่เป็นพระราชธิดาไม่ เป็นแต่ธิดาของอำมาตย์กรมวังผู้ใหญ่ พระทันตธาตุซึ่งได้ทรงรับไว้ด้วยมโหฬารด้วยสักการเคารพนั้น ทำด้วยเขากวาง แลกล่าวต่อไปว่า พระเจ้ากรุงแกนดีมีพระราชประสงค์ยิ่งนักที่จะใคร่ได้เป็นสัมพันธมิตรด้วยพระเจ้ากรุงหงสาวดี จึงได้แต่งให้ตัวมาเพื่อจะได้บอกถวายพระราชธิดาซึ่งเป็นพระราชธิดาเกิดจากพระองค์แท้ ไม่เป็นแต่สักว่า นอกนั้นอีกได้กราบทูลให้ทราบว่า พระเจ้ากรุงแกนดีเป็นผู้ซึ่งได้รักษาพระทันตธาตุแท้จริงของสมเด็จพระพุทธเจ้าไว้ พระทันตธาตุซึ่งว่าดองคอนสแตนไตน์จับได้ที่แยฟนา[32] หรือที่พระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ไว้อันถือว่าเป็นของแท้จริงนั้น ไม่เป็นของแท้จริง แลได้ทรงตระเตรียมที่จะสำแดงจดหมายเหตุโบราณซึ่งจะให้เห็นเป็นพยานสำคัญได้ด้วย

พระเจ้าพรัหมะได้ทรงฟังข้อความดังนั้น ก็ทรงพระดำริลังเลในพระทัย แต่ทรงเห็นว่า เจ้าหญิงองค์นั้นคนทั้งปวงได้ทำสัตยานุสัตย์ถวายว่าเป็นพระราชินีอัครมเหสีแล้วพระทันตธาตุเล่าก็ได้กระทำสักการบูชารับรองเป็นการใหญ่โต แลได้ตั้งไว้ในวิหารซึ่งสร้างขึ้นเฉพาะ จึงได้ตกลงพระทัยที่จะระงับเหตุการณ์อันนั้นเสีย เพื่อจะมิให้ต้องทรงรับว่า พระองค์ถูกการล่อลวง เมื่อทรงพระราชดำริดังนั้นแล้ว จึงได้รับสั่งตอบว่า พระองค์มีพระทัยยินดีในการที่จะได้มีเกียรติยศเป็นสัมพันธวงศ์ด้วยราชตระกูลกรุงแกนดี กับทั้งจะได้รับพระทันตธาตุนั้นด้วย แลขอบพระทัยพระเจ้ากรุงแกนดี เพื่อจะให้เป็นเครื่องหมายแห่งความนับถือ จึงได้แต่งเรือกำปั่นบรรทุกของเต็มลำส่งไปด้วยทูต พระองค์ให้แต่งเรือสองลำบรรทุกข้าวแลผ้าต่าง ๆ อันมีราคา ลำหนึ่งส่งไปยังดองยวง ลำหนึ่งส่งไปยังพระเจ้ากรุงแกนดี ลำที่ส่งไปถึงดองยวงนั้นส่งพวกคนในบังคับโปรตุเกสทั้งหลายซึ่งได้จับไว้เป็นเชลยไปด้วย ในพวกชาวโปรตุเกสเหล่านั้นมีผู้หนึ่งชื่อ แอนตอเนียว โตสคาโน ซึ่งได้เป็นผู้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ข้าพเจ้าฟังเป็นหลายครั้ง เรือทั้งสองลำนั้นได้มาถึงเกาะลังกา เว้นไว้แต่ลำซึ่งสำหรับท่าเมืองแกนดี ถูกเจาะจมเสียก่อนที่จะได้ขนสินค้าขึ้น สิ่งของทั้งปวงก็สูญหมด ทูตก็จมน้ำตาย บางคนกล่าวว่า การอันนี้ได้ทำตามคำสั่งของดองยวง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงเป็นความคิดของอำมาตย์กรมวังผู้ใหญ่ เพราะเหตุว่าเจ้าแผ่นดินนั้นไม่สู้เป็นผู้เจ้าความคิดจริงจังอันใดในเรื่องนี้นัก การก็เป็นอันจบกันอยู่เพียงนั้น”

คัดจากหนังสือเตนเนนต์ว่าด้วยเมืองลังกา หน้า ๒๑๕ ถึงหน้า ๒๒๑



หน้า ๒๙-๓๐

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



พระทันตธาตุอื่นอีก


_______________


เตนเนนต์ได้กล่าวไว้ว่า “ชาวสิงหลไม่มีความกระดากใจในการที่จะเพิ่มให้มากขึ้นซึ่งพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า” กุบลายข่านซุ่นตี่[33] พระเจ้าแผ่นดินกรุงจีนต้นวงศ์ปัจจุบันนี้อันทรงพระเดชานุภาพยิ่งใหญ่ ให้มาทสงบรรณาธิการพระเจ้าหงสาวดี ทูตจีนนั้นเป็นคนหยาบคาย พระเจ้าหงสาวดีไม่ฟังคำตักเตือนเสนาบดี จับทูตนั้นประหารชีวิตเสีย กุบลายข่านเจ้าแผ่นดินกรุงจีนก็ยกมาตีเมืองพม่า เข้าตีปล้นพระนครอยู่ในประมาณพุทธศักราช ๑๘๒๔ จุลศักราช ๖๔๓ ให้ไปว่ากล่าวเอาจากพระเจ้ากรุงลังกา ได้พระทันตธาตุสององค์ กับทั้งพระเกศธาตุแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งบรรจุในกล่องศิลาเป็นอันงาม จดหมายอันนี้เป็นของมาโคโปโล[34] เป็นชาวเมืองเวนิส ชอบเที่ยว ได้รับราชการอยู่ในกุบลายข่านหลายปี”

คัดจากหนังสือเตนเนนต์แต่งด้วยเรื่องเมืองลังกา เล่ม ๒ หน้า ๒๐๒



หน้า ๓๐-๓๗

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



ความเห็นของข้าพเจ้าเอง


_______________


ในเรื่องเมืองลังกาที่ได้เกี่ยวข้องกับกรุงหงสาวดีตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนี้ พิเคราะห์เห็นว่า จะเป็นเวลาแผ่นดินของพระมหาปิฏกธร ซึ่งรับพระนามภายหลังว่า พระเจ้าศรีศากยวงศธรรมเจดีย์ มีเกี่ยวข้องกับเมืองลังกาเป็นอันมาก เมื่อเทียบดูศักราชก็พลาดกันไปเล็กน้อย ในหนังสือราชาธิราชลงจุลศักราชไว้ว่า เมื่อมหาปิฎกธรถวัลย์ราชย์จุลศักราช ๙๔๙ ปี เป็นภายหลังพระเจ้าลังกาส่งนางที่อ้างว่าเป็นราชธิดามานั้นยี่สิบเอ็ดปี ถ้าจะเชื่อว่าศักราชในหนังสือราชาธิราชแน่ เวลานั้นก็คงจะเป็นเวลาที่ว่างไม่มีเจ้าแผ่นดิน เพราะเวลานั้น เจ้าแผ่นดินหงสาวดีเป็นสตรี ตกขึ้นไปอยู่กรุงอังวะถึงยี่สิบสองปี เห็นว่า ไม่ควรที่จะเชื่อถือศักราชในหนังสือราชาธิราช ด้วยลงเลอะเทอะ ควรจะสอบได้ว่าไม่แน่หลายแห่ง ถ้าตกลงใจว่าเหตุการณ์อันกล่าวแล้วข้างต้นได้เกิดขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าศรีศากยวงศธรรมเจดีย์แล้ว ก็มีเรื่องราวที่พึง[35] จะสอบกันได้ดังจะกล่าวต่อไปนี้

ดูเหมือนจะดำรงราชย์ล่วงไปไม่ช้านัก คงจะเป็นเพราะเหตุที่เล่าเรียนพระไตรปิฎกมาก เห็นหนังสือต่าง ๆ ซึ่งชาวลังกาแต่งพรรณนาเรื่องราวเมืองลังกาวิเศษต่าง ๆ มีมหาวงศ์ แลทีปวงศ์ เป็นต้น จึงได้แต่งให้พระสงฆ์แลช่าง มีพระพุทธโฆษาจารย์เป็นประธาน ไปถ่ายอย่างปราสาทแลพระพุทธบาทวิหารต่าง ๆ แต่หาปรากฏว่าได้ไปปีใดชัดเจนไม่ แลเหมือนกันกับเมืองเราที่ไม่ได้รู้ชัดเจนมาแต่ก่อนว่า ราชวงศ์เมืองลังกาภายหลังที่กล่าวแล้วในหนังสือมหาวงศ์นั้นเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า เจ้าแผ่นดินยังมีอยู่ ฝรั่งมีอำนาจเกี่ยวข้องในบ้านเมือง แต่จะมีอาการเกี่ยวข้องกันอย่างใดก็ไม่ทราบความชัด ด้วยเหตุหลายประการ เพราะระยะทางไกลไปมายาก เพราะไม่รู้ภาษา เพราะไม่พอใจไต่ถาม ด้วยความปรารถนาที่จะเกี่ยวข้องกับลังกาย่อมมีความประสงค์อย่างเดียวแต่ที่จะสืบข่าวคราวพระพุทธศาสนา ค้นหาหนังสือซึ่งยังไม่มีบริบูรณ์มาเป็นเครื่องเทียบทานหนังสือที่มีอยู่ จดหมายเหตุแห่งผู้ไปลังกาย่อมเดินตามแนวหนังสือมหาวงศ์อันกล่าวล้วนแล้วแต่ด้วยเรื่องศาสนา ในจดหมายเหตุทั้งหลายที่เราได้เห็นย่อมกล่าวถึงเรื่อสากัจฉา คือ โต้ตอบกันในเรื่องทางธรรมบ้าง ทางวินัยบ้าง เป็นการอวดความรู้ภาษามคธหรือบาลีซึ่งเป็นภาษาตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย อวดความรู้ที่ได้อ่านหนังสือมากโดยแก้ปัญหาขัดข้องต่าง ๆ ให้ต้องตามธรรมวินัย ถ้าจะเป็นการสนทนาเล่าบอกกันก็เป็นแต่ศาสนประวัติความเป็นไปของพระศาสนาที่เป็นอยู่ในเมืองแห่งตนแลตน ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยความมุ่งหมายในทางราชการหรือทางค้าขายเลยทีเดียว ข้าพเจ้าได้พบผู้มีชื่อเสียงซึ่งได้ออกไปเมืองลังกา เช่น พระยาสุธรรมไมตรี (ห้อง), สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี) แลผู้น้อยอื่น ๆ อีก ได้ฟังเล่าบอกเรื่องราว ก็ไม่มีอย่างอื่นนอกจากเรื่องศาสนา ถ้าเราจะถามถึงการบ้านเมืองอย่างใด ก็เล่าได้แต่เพียงการอยู่ การกิน แลการเดินทาง ในทางราชการหรือการค้าขายแล้วไม่สามารถจะบอกอันใดได้เลย ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่า เวลาที่มอญคบกันลังกาในตอนนี้คงไม่ผิดอันใดกับเรานัก

ทูตรามัญออกไปลังกาคราวแรกตามที่ได้กล่าวมานี้ ถ้าคิดระยะดู ก็ต้องเป็นเวลาที่ย้ายจากเมืองอนุราธมาแล้ว ข้อที่ไปถ่ายอย่างต่าง ๆ เช่นที่กล่าวไว้นั้นเป็นที่น่าสงสัยเป็นอันมาก เพราะในที่อื่น ๆ นอกจากอนุราธปุระแล้ว หายากที่จะมีสิ่งใดในเมืองลังกาอันควรจะถ่ายอย่าง

ต่อมา มีในจดหมายเหตุพงศาวดารรามัญนั้นว่า พระเจ้าหงสาวดีได้รับพระราชสาส์นจากพระนครต่าง ๆ ถามเชื้อวงศ์เพื่อจะส่งธิดาไปถวาย พระเจ้าหงสาวดีมีพระราชสาส์นตอบอุปมายกพระพุทธวงศ์ขึ้นเป็นข้อเปรียบ ไม่แจ้งวงศ์ของพระองค์ แต่ตามหนังสือนั้นกล่าวว่า บรรดาเมืองทั้งปวงพอใจในสำนวนหนังสือของพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าเชียงใหม่เป็นคนแรกที่ได้ส่งธิดาไปถวาย ตามข้อความนั้นเหมือนหนึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ก็ดี ธิดาก็ดี เชื่อว่าพระเจ้าหงสาวดีองค์นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้า อยากจะใคร่เป็นพ่อตาแลเป็นเมียพระพุทธเจ้า เมืองอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงก็ได้ส่งราชสาส์นไปถามปัญหาตอบแก้ปัญหา ส่งเครื่องบรรณาการกันทุกเมือง

การซึ่งเกี่ยวกับเมืองลังกาที่กล่าวอีกก็เรื่องถามปริศนา นับว่าเป็นพระเจ้ากรุงลังกาแต่งเรือสำเภาส่งมาให้ถามปริศนา นับว่าเป็นครั้งที่สองที่เรือลังกาได้มาถึงเมืองหงสาวดี ครั้งแรกนั้น คือ มาแต่ครั้งพระยาอู่เจ้าช้างเผือก เพราะเหตุที่เกียรติยศอันได้รับทูตลังกานี้มีช้านานครั้งหนึ่งดังนี้ จึงเป็นที่ยินดีของพระเจ้าหงสาวดียิ่งนัก จัดการต้อนรับยิ่งกว่าทูตประเทศอื่น แต่ไม่ได้กล่าวถึงนางราชธิดาแลพระทันตธาตุที่ได้รับ ที่สุดจนทูตชั้นหลังที่มาจากเมืองแกนดีก็ไม่ได้กล่าวถึง ชะรอยจะเป็นด้วยเรื่องกระดากใจ เพราะมีเหตุปรากฏกลับกลายไปเป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เพราะจดหมายเหตุในเมืองพม่ารามัญเหล่านี้จะเอาเป็นแน่แท้อย่างไรไม่ได้ ถ้าสิ่งใดที่เป็นการเสียแล้วก็ไม่จดหรือแก้เสียอย่างอื่น เช่น เมื่ออังกฤษมาตีเมืองพม่าคราวแรก เขาจดหมายว่า อังกฤษมาตีปล้นพระนคร พวกทหารออกสู้รับไม่ได้ชัยชนะ เจ้าแผ่นดินแผลงธนูลูกทองคำออกไป ข้าศึกจึงได้ปลาศนาการไปทั้งสิ้น

ในตอนซึ่งว่าเกี่ยวข้องด้วยเมืองจีนก็ได้มีในหนังสือพงศาวดารรามัญที่แปลเป็นภาษาเราหลายตอน แต่ข้าพเจ้าสงสัยว่าจะมิใช่ตอนมหาปิฎกธรนี้ คงจะเป็นตอนพระเจ้าราชาธิราช มีความเสียดายที่มิได้มีฉบับอังกฤษมาซึ่งมีศักราชแน่นอนกว่า แลเป็นเรื่องพงศาวดารแท้ เก็บรวมทั้งพงศาวดารมอญแลพม่าอาสัม เรื่องราชาธิราชแปลเป็นไทยนี้ตรงกับชื่อที่เรียก คือ ต้องการจะกล่าวถึงพระเจ้าราชาธิราชองค์เดียว คือ เนื้อความก็พระเจ้าราชาธิราชเป็นนายโรงแห่งเรื่องหนังสือนี้ ที่กล่าวถึงผู้อื่นเป็นแต่เรื่องประกอบเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ตามอาการกิริยาข้างพระเจ้าศรีศากยวงศธรรมเจดีย์แล้ว เป็นผู้สมควรที่จะต้องถูกลังกาหลอกเช่นนั้นแท้ทีเดียว

ข้อความทั้งนี้เก็บมาจากหนังสือราชาธิราชตั้งแต่หน้า ๔๙๔ ถึงหน้า ๕๔๘



หน้า ๓๗-๔๕

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



การเปิดพระธาตุให้คนดู


_______________


พระทันตธาตุนี้รักษาอยู่ในที่ซึ่งเรียกว่า ดาลาดามาลิกาวะ[36] ณ เมืองแกนดี ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าอยู่ในท่ามกลางเกาะ วิหารที่เก็บนั้นไม่ใหญ่โตอันใด ตั้งอยู่ในกำแพงพระราชวัง หันหน้าต่อทิศตะวันตก มีลานปลูกหญ้าอยู่กลาง ด้านเหนือเป็นเทวสถานพระเจ้าห้าองค์ แลพระราชวัง ข้างทิศใต้เป็นสระน้ำใหญ่ อีกฟากสระข้างหนึ่งตรงกันกับวิหารพระทันตธาตุ เป็นที่ตั้งวัดบุปผาราม นัยหนึ่งชาวลังกาเรียก มาลิวัตวิหาร ซึ่งว่าพระอุบาลีเถระได้ผูกพัทธสีมาในที่นั้น แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไป ด้านหน้าของวิหารนั้นมีผนังแลซุ้มประตูศิลาลายสลัก ลวดลายทำนองเดียวกันกับโบโรบุโด[37] ที่เมืองชวา แต่ข้าพเจ้ามีความสงสัยเป็นอันมากว่า จะไม่ใช่ของทำขึ้นเฉพาะสำหรับที่นี้ น่าที่จะรื้อมาจากวิหารเก่าแห่งใดแห่งหนึ่งในเมืองอนุราธปุระซึ่งเป็นมหานครโบราณตอนข้างฝ่ายเหนือของเกาะ ด้วยเหตุว่า เครื่องศิลาเช่นนี้ข้าพเจ้าได้เห็นแต่สามแห่ง คือ เสาศิลาตั้งนาฬิกาแดดอยู่เหลังเรือนที่เรียกว่า กวีนส์เฮาส์[38] คือ เรือนเจ้าเมืองที่เมืองโคลัมโบ มีจารึกไว้ว่า เซออาร์เทอ เอลิแบงกฺ แฮฟว์ลอก[39] ได้มาแต่อนุราธปุระ อีกแห่งหนึ่งที่ตำหนักเจ้าแผ่นดินลังกา มีศิลาเป็นวงพระจันทร์ครึ่งซีก กลางสลักเป็นกงรถสำหรับวางหน้าประตู อีกแห่งหนึ่งก็ที่วิหารพระทันตธาตุ ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่า จะเป็นรอมาจากวิหารแห่งหนึ่งแห่งใดในเมืองอนุราธปุระ เมืองแกนดีนีนี้ชาวลังกาเรียกว่า สิงขัณฑะ เป็นเมืองหลวงภายหลังเรื่องมหาวงศ์ เหมือนกันกับพระทันตธาตุซึ่งมาภายหลัง ไม่ใช่เป็นเจดียสถานเก่าซึ่งปรากฏในเรื่องมหาวงศ์ เมื่อสังเกตดูตามหนังสือต่าง ๆ ที่เขาได้แต่ง แลรูปที่เขาได้ถ่ายลอกจำลองมา กับทั้งคำบอกเล่าของผู้มีบรรดาศักดิ์ในประเทศนี้ซึ่งควรเชื่อถือ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ชาติลังกาเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนอย่างแต่ก่อน หรือเกือบจะมิใช่คนเชื้อวงศ์อันเดียวกันกับแต่ก่อน เปรียบประดุจเขมรครั้งพระนครวัดแลเขมรในปัจจุบันนี้ ความคิดแลฝีมือทำการช่างต่าง ๆ เป็นคนละอย่างคนละประเภท ถ้าจะหยิบเอาสิ่งซึ่งทำแต่โบราณแลสิ่งซึ่งทำใหม่มาวางเข้าสองสิ่ง จะไม่ต้องกันเลยทั้งความคิดทั้งฝีมือ สามารถที่จะให้เข้าใจผิดว่าเป็นคนละเมืองกันได้ เหตุทั้งนี้เป็นได้ด้วยคนที่มาอยู่เมืองลังกาแต่ก่อนคงจะเป็นเชื้อชาติชาวเมืองฝ่ายเหนือในชมพูทวีปซึ่งมีความเจริญก่อนกว่าข้างใต้ ลงมายังเกาะนี้ด้วยเรือ แล้วตั้งอยู่ เช่นที่ปรากฏในเรื่องมหาวงศ์ นำฝีมือช่างแลความคิดข้างฝ่ายเหนือลงมาด้วย พวกนี้เองได้แผ่พ่านไปจนกระทั่งถึงเกาะชวา ฝีมือจึงได้ละม้ายคล้ายคลึงกัน เมื่อภายหลังตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้นแล้ว ชนในชมพูทวีปฝ่ายใต้อาศัยความบริบูรณ์ของเกาะนี้ไปมาค้าขาย แลลงมาตั้งอยู่มากขึ้นทุกที เมื่อเกิดการจลาจลขึ้นในเมือง บางคราวก็มีอำนาจแทรกแซงขึ้นเป็นเจ้านายได้ ความคุ้นเคยแลความนับถือกันแลกันกับคนในพื้นเมืองที่มาแต่ฝ่ายเหนือก็เจริญขึ้น จนถึงอาวาหวิวาหมงคลกันแลกัน เกิดบุตรแลหลานกลายเป็นชาติชาวลังกาขึ้นใหม่อีกอย่างหนึ่งซึ่งจะเยกว่าชาวลังกาแท้ก็ได้ ภายหลังเมื่อเกิดจลาจลอันใด ฆ่าฟันกันตายไปมาก ๆ พวกในชมพูทวีปข้างใต้ก็เพิ่มเติมมากขึ้นตามลำดับ ข้าพเจ้าได้ทราบจากผู้ที่ควรเชื่อบอกว่า คนในเกาะลังเดี๋ยวนี้น้อยกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก ที่เมืองอนุราธปุระยังค้นพบรอยซึ่งเป็นที่คนอยู่กว้างออกไปเสมอมิได้ขาด ข้าพเจ้าจะยังไม่กล่าวยืดยาวในเรื่องนี้ ด้วยเหตุว่ายังไม่สมควรจะกล่าวเลย เพราะยังไม่ได้ไปเห็นเมืองอนุราธปุระซึ่งเป็นเมืองมีการก่อสร้างอันวิเศษของโบราณ น่าที่จะดียิ่งกว่าเกาะชวาเป็นอันมาก ที่กล่าวบัดนี้เพื่อจะรวมความว่า เมืองลังกาตอนกลางลงมาหาใต้ซึ่งข้าพเจ้าได้มาอยู่บัดนี้ ไม่เป็นถิ่นที่ซึ่งกล่าวไว้ในคัมภีร์มหาวงศ์ซึ่งเราทั้งหลายมีความพิศวงเลื่อมใสเป็นอันมากนั้น พระทันตธาตุนี้ไม่เป็นสิ่งสำคัญซึ่งเรามีน้ำใจชื่นชมยินดีมาแต่ก่อนเป็นการสมควรแท้จริง เมื่อได้เห็นถิ่นที่แลได้เห็นสิ่งของทั้งปวง คงไม่เป็นเครื่องที่น่าพิศวงหรือน่าเลื่อมใสอันใด อากูลมูลมองไปด้วยสิ่งแลด้วยเรื่องที่จะพึงน่ารังเกียจหรือน่ากระดากใจหลายประการอันไม่ควรจะกล่าวในที่นี้

เมื่อจะกล่าวถึงวิธีซึ่งเปิดพระทันตธาตุให้คนดูหรือนมัสการ ก็จะต้องข้ามเรื่องที่จะพรรณนาถึงเหตุการณ์เหล่านั้นเสีย กล่าวต่อไปว่า พระทันตธาตุนั้นร้อยอยู่ในห่วงลวดซึ่งปักอยู่ในกลางดอกอุบลทำด้วยทองคำ มีพระเจดีย์ครอบเป็นชั้น ๆ จนถึงชั้นในที่สุดเป็นกล่องประดับเพชรพลอยงามดี องค์นอกที่สุดมีสังวาลหลายอย่าง สังเกตได้แต่ว่าเป็นอย่างพม่านั้นสายหนึ่งสวมอยู่ สัณฐานพระทันตธาตุก็ไม่ผิดอันใดกับที่จำลองนัก แต่จะเป็นด้วยเก่า หรือด้วยจะเป็นสีดอกพิกุลแห้ง จึงได้มีสีคล้ำมัวเหมือนงาที่ทำเครื่องมืออันใช้เก่า ๆ แต่ไม่เป็นสีเดียวเสมอกัน ที่ซึ่งเก็บนั้นเป็นห้องไม่มีหน้าต่าง มีแต่ประตูด้านเดียว มีประแจสามดอก ผู้ซึ่งรักษาซึ่งเรียกว่า ระเตมะหัตตะเมยะ ซึ่งแต่งตัวนุ่งผ้ายาวยี่สิบเจ็ดวา เก็บดอกหนึ่ง พระเก็บสองดอก ในนั้นมีสิ่งอื่น ๆ ที่มีราคาหลายอย่าง แต่ยากที่จะเห็นได้ถนัด เพราะมืด ต้องจุดไฟ แลไม่จุดหลายดวงนัก ดูเหมือนเจ้าพนักงานผู้รักษาจะพอใจให้เป็นเช่นนั้นด้วย การที่จะบูชาด้วยประทีบย่อมไม่เป็นที่ต้องใจของผู้รักษา ข้าพเจ้าได้เห็นหนังสือเขียนด้วยลานทองสองผูก ผูกหนึ่งซึ่งเข้าใจว่า ส่งไปแต่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรุงสยาม หนึ่งร้อยห้าสิบปีเศษมาแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้พลิกดู ร้อยลานกลับต้นเป็นปลาย เขียนด้วยอักษรขอม ขึ้นต้นเป็นวิธีอุปสมบท แล้วกฐิน ผูกแลถอนสีมา ข้างปลายมีบานแพนกเขียน แปลร้อยได้คำที่จารึกนั้นมา ศักราชลงว่า ๑๐๐๐๕ ถ้าจะเข้าใจโดยคำว่า พันห้า ก็เป็นก่อนเวลาแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ แลทั้งสังเกตดูถ้อยคำในนั้นประกอบด้วยรูปตัวอักษรเห็นเป็นหนังสือขอมที่เขมรเขียน หาใช่ไปจากกรุงสยามไม่ อีกผูกหนึ่งนั้นไม่ได้ดู ด้วยผู้รักษาหวงแหนเหลือเกินราวกับว่าผู้หนึ่งผู้ใดจะวิ่งราวไปจากที่นั้น ยังมีพระแก้วอีกองค์หนึ่งซึ่งหน้าตักประมาณสักสี่นิ้ว สังเกตดู ไม่ใช่ฝีมือลังกา สีคล้ายมรกต ส่องโปร่ง มีที่ชำรุดบ้าง จะสังเกตว่าเป็นเนื้อศิลาหรืออันใดก็ยาก ด้วยสว่างไม่พอ แลเขาไม่สู้จะให้ดูนานนัก คนก็เข้าเต็มแน่น ถ้าผู้ใดขืนอยู่ช้าก็อาจจะเป็นลมได้ ด้วยต้องการลมสำหรับหายใจ ข้าพเจ้าได้คัดคำบานแพนกในคัมภีร์นั้นมาลงไว้ในที่นี้ด้วย เห็นว่า การที่คัดนั้นมิใช่ง่าย ต้องทำทุกรกิริยาเป็นอันมาก

การที่จะเปิดพระทันตธาตุให้คนดูเป็นการเปิดเผยนั้น นาน ๆ มีครั้งหนึ่ง ในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินลังกายังมีอยู่ เปิดครั้งหลังที่สุดแผ่นดินพระเจ้ากีรติศรี[40] ในราวพุทธศักราช ๒๓๑๘ จุลศักราช ๑๑๓๗ เป็นปีที่พระอุบาลีเถระกับราชทูตกรุงสยามตามคำเชื้อเชิญของพระเจ้ากีรติศรีให้ไปสืบศาสนวงศ์ในเมืองลังกา เพราะเวลานั้น พระสงฆ์ในเมืองลังกาสาบสูญสิ้นไป พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงได้ทรงจัดพระสงฆ์สิบรูป กับทูตานุทูต ให้เชิญพระพุทธรูป พระธรรม แลพระราชสาส์นออกไป ซึ่งจดหมายระยะทางของราชทูต แลวิธีซึ่งเชิญพระทันตธาตุออกให้ราษฎรดูอย่างไร ยังมีอยู่ในห้องอาลักษณ์ แลได้ลงพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณ แต่จะเป็นฉบับใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ ต่อมาอีก มีครั้งหนึ่งเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๑ จุลศักราช ๑๑๙๐ แลเมื่อไม่กี่ปีนี้อีกครั้งหนึ่ง การที่เปิดให้คนดูเช่นนี้ เพื่อประสงค์จะได้เงินปฏิสังขรณ์ที่วิหารพระทันตธาตุ ชนชาวสิงหลทั้งปวงย่อมพากันแตกตื่นไปนมัสการแลเข้าเรี่ยไรทั่วทั้งสกลลังกาทวีป

ในระหว่างซึ่งมิได้มีการเปิดให้คนนมัสการมากเช่นนั้น ย่อมเปิดให้ผู้มีบรรดาศักดิ์ต่างประเทศสำคัญ ๆ ดูบ้างเป็นครั้งเป็นคราว แต่โดยปรกติที่เปิดให้ชาวลังกาบูชานั้น เป็นแต่ไปนมัสการภายนอก หาได้เห็นองค์พระทันตธาตุไม่

เมื่อจะกล่าวตามคนต่างประเทศเขากล่าว ที่เขาได้พิจารณาวาดเขียนจำลองถ้วนถี่ เขาว่า ทำด้วยงาช้างซึ่งเสียสี เป็นของพระเจ้าวิกรมพาหุคิดทำขึ้น ไม่เป็นสัณฐานพันธุ์มนุษย์ เพราะสิ่งที่จริงแท้นั้น โปรตุเกสได้ทำลายเสียที่เมืองคัวดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ตามความเห็นของข้าพเจ้า เห็นว่า ถึงพระทันตธาตุซึ่งว่าโปรตุเกสทำลายเสียนั้นจะเชื่อว่าแท้ก็ไม่ได้ ด้วยพาไปซ่อนเร้นหมกฝังเสียเป็นหลายครั้งมาแล้ว



หน้า ๔๖-๔๗

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



แห่เปะระเหะระ[41]


_______________


พระเจ้าแผ่นดินในลังกาชั้นหลัง ๆ ลงมาย่อมเป็นเชื้อสายแห่งหรือเป็นฮินดู[42] โดยมาก เพราะฉะนั้น ในเมืองแกนดีจึงได้มีเทวสถานอย่างฮินดูเป็นอันมาก เป็นธรรมเนียมที่ต้องแห่พระเป็นเจ้าของฮินดูทุกปี ไม่เกี่ยวข้องกันใดกับพระพุทธศาสนา ครั้นเมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๘ พระเจ้ากรุงลังกาได้เชิญพระสงฆ์กรุงสยามออกไปให้อุปสมบทชำระพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์ประพฤติอยู่ในศีลบริสุทธิ์อย่างสูง เสร็จแล้วพระอุบาลีเถระเจ้าได้ยินเสียงอื้ออึงตระเตรียมการที่จะแห่พระเป็นเจ้าฝ่ายฮินดู ดังนั้น จึงได้ถวายพระพรแก่พระเจ้าแผ่นดินในเวลาเย็นวันนั้นว่า ควรที่จะเชิญพระสถูปขึ้นประดิษฐานเหนือช้างพระที่นั่งแห่ไปหน้าพระเป็นเจ้าทั้งหลาย เพื่อให้การบูชาทั้งหลายนี้เป็นพุทธบูชา แต่พระสงฆ์ทั้งปวงหาได้เข้ากระบวนแห่หรือช่วยจัดการอันใดไม่ นอกจากให้ยืมช้าง วัด แลพระเจดีย์ซึ่งทำประหนึ่งว่าทรงพระทันตธาตุ แต่หาได้มีพระทันตธาตุในนั้นไม่ กับทั้งมณฑปเงินกาไหล่ทองซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์

กระบวนแห่นี้ได้แห่เป็นเวลากลางคืน สว่างไปด้วยแสงไต้ ประโคมสังข์แตรฆ้องกลองปี่แลมีโลดเล่นเต้นรำไปในกระบวน ช้างที่ทรงพระเจดีย์นั้นปกคลุมไปด้วยผ้าสักหลากแดงติดขลิบทอง ที่ผ้าคลุมหน้าใต้โขมดลงมาปักไหมทองเป็นพระพุทธรูปนั่ง มีเครื่องสูง บังสูรย์ จามร ทำด้วยแพรสีต่าง ๆ แต่รูปร่างไม่เหมือนเครื่องแห่ของเรา เหมือนตาลิปัตรวินัยธร วินัยธรรมหัวเมือง หรือสมุห์ใบฎีกาบ้างต่าง ๆ เมื่อข้าพเจ้าไป เขาก็จัดการแห่นี้ขึ้นให้ดูเป็นการพิเศษ แลแห่ผ่านมาหน้าที่อยู่ แต่ข้าพเจ้าหาได้ออกไปดูไม่ ซึ่งกล่าวถึงได้ดังนี้เพราะเขาจัดมาเรียงรายตามทางพร้อมทั้งเครื่องประโคมต่าง ๆ ตลอดสองข้างทางในเวลาที่จะขึ้นไปบนวิหารพระเขี้ยวแก้วนั้นด้วย



หน้า ๔๘-๕๑

ผู้ใช้:Aristitleism/Page break สารบัญ



เรื่องพระสงฆ์ลังกา


_______________


เวลาที่ข้าพเจ้าไปอยู่น้อยนัก ไม่พอที่จะไต่สวนอันใด อาศัยแต่สังเกตด้วยตาแลฟังคำเล่าบอกบ้างเล็กน้อย คงได้ความว่า แยกหมู่แยกคณะกันเป็นอันมาก ไม่มีผู้ใดเป็นใหญ่บังคับบัญชาทั่วไป ฝ่ายอาณาจักรก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดในการศาสนา เขามิได้รื้อถอนคุมเหงเหมือนครั้งโปรตุเกส แต่อาศัยที่มีมีผู้ใดจะตราสินข้อที่ถูกที่ผิด หมู่ใดมีทิฐิอย่างใดก็ประพฤติตนไปตามทิฐิตน ที่เป็นหมวดใหญ่หรือต่างวงศ์กันอยู่นั้นสามจำพวก คือ อุบาลีวงศ์ หรือนัยหนึ่งเรียกว่า สยามวงศ์ นี้ มากทั่วไปทั้งเกาะ พวกที่สอง คือ อมรปุรวงศ์ หรือ มรัมวงศ์ พวกพม่าพวกหนึ่ง มักจะอยู่ตามชายทะเลฝ่ายใต้ พวกที่สาม คือ รามัญวงศ์ ตั้งขึ้นใหม่ ก็ตั้งอยู่ตามชายทะเลเหมือนกัน ในสามพวกนี้แบ่งกันออกไปอีกพวกละหลาย ๆ คณะ ไม่อยู่ในบังคับกัน มีทิฐิต่าง ๆ กัน เป็นต้นว่า พวกอุบาลีวงศ์โดยมากไม่ห่มคลุมเลย จะไปแห่งหนึ่งแห่งใดก็ห่มพาดควายเท่านั้น ไมใช่รัดคดอก[43] อีกพวกหนึ่งห่มคลุมแลเลิกผ้าขึ้นข้างล่างเหมือนอย่างพระมหานิกาย ในสองพวกนี้ก็เถียงกัน ข้อที่เถียงนั้นก็เลวทรามเต็มที พวกที่ไม่ห่มคลุมอ้างว่า ไม่เห็นรูปพระพุทธเจ้าที่ทำไว้แห่งไรห่มสองไหล่ พวกที่ห่มคลุมแต่เลิกผ้าข้างล่างทราบลัทธิธรรมยุติกาในกรุงเทพฯ บ้าง ค้นวินัยพบ ลงเนื้อเห็นด้วยว่า ไม่สู้เป็นปริมณฑล เปลี่ยนแปลงแหวกผ้าทางลูกบวบ ยกลูกบวบขึ้นบ่า แต่คงม้วนขวาอยู่ตามเดิม แต่พวกอื่นห่มอย่างรามัญ คือ ม้วนซ้าย แต่ไม่ยกผ้าชายในขึ้นบ่าหรืออย่างไร พาดขึ้นไปบนบ่าแล้วแลเห็นผิดกันกับธรรมยุติกา ที่ห่มคล้ายธรรมยุติกามีอยู่น้อยองค์ที่ได้เข้ามากรุงเทพฯ ข้างฝ่ายรามัญถือไม่ใช้รองเท้า ไม่กั้นร่ม ใช้แต่ใบตาลป้องศีรษะ ไม่ห่มแพร พวกไม่ห่มคลุมนั้นมักใช้จีวรแพรต่วนเหลืองอนุวาตเล็ก ๆ กั้นร่มแพร สวมรองเท้าอยู่ข้างจะสูง คนในเกาะลังกาย่อมสรรเสริญพระรามัญนิกายมากกว่านิกายอื่น ๆ พระสงฆ์ข้างฝ่ายเมืองแกนดีไม่สู้เอื้อเฟื้อนิกายอื่น ๆ ข้างฝ่ายท่าอยู่ข้างจะเอื้อเฟื้อแลรู้ตื้นลึกหนาบาง อุบาลีวงศ์บางนิกายโกนคิ้ว ดูอาการกิริยาคล้ายพระกรุงเทพฯ เห็นว่า ต้องการอยากจะประพฤติเหมือนพระในกรุงมาก ข้อเถียงกันต่าง ๆ มีมากนัก ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวในที่นี้ การปกครองฝ่ายอังกฤษถือเหมือนราษฎรสามัญ ข้าพเจ้ามีความสงสัยมากว่า ถ้าทำผิดด้วยอาญาจักรไม่ถึงปาราชิกแล้ว เขาจะลงโทษทั้งเพศสมณะหรือประการใด แต่ครั้นเมื่อถามขึ้น ก็กลั้นหัวเราะไม่ได้ ด้วยไม่ควรจะเขลาเช่นนั้นเลย คือ เมื่อทำผิดอันใด ที่โทษควรจำคุก เขาก็ให้เสื้อกางเกงที่สำหรับคนคุกแต่ง จะสึกหรือมิสึกก็ตามใจ เมื่อต้องสวมเสื้อกางเกงแล้ว ก็เป็นพระต่อไปไม่ได้อยู่เอง



เรือพระที่นั่งจักรี
ในมัชฌันตรวิถี ทะเลอาหรับ
วันที่ ๒๗ เมษายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๖



_______________



ศักราช ๑๐๐๐๕ สังเขปพระราชโองการ รามาธิบดีศรีสินทร ภูมินทรวเนศวร กัมพลกัมพุชาธิราช บรมราชบรมบพิตร ควรนสังเขป พระจักรวัติศรีสธินทรยโสรธร บรมราชชายามหาอัครมเหษี พระพิธรณินธรเชษเชษฐ สัทธาสาสนลิขิตตักษร สุวัณณบัตตกัมมวาจา นิพพานปัจจโยโหตุ อนาคเตกาเล จิรัฏฐตุสัทธัมโม



_______________



เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. “Dalada-Vamsa” แปลว่า “Chronicle of the Tooth” [“บันทึกเหตุการณ์เรื่องพระทันตธาตุ” หรือ “ตำนานพระเขี้ยวแก้ว”, มีแปลเป็นภาษาอังกฤษสำนวนหนึ่ง ใช้ชื่อว่า “Memoir on the History of the Tooth-Relic of Ceylon” (“บันทึกประวัติพระทันตธาตุแห่งลังกา”)] เป็นวรรณกรรมร้อยกรองภาษาสิงหล ส่วนรายละเอียดนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ได้ทรงอธิบายไว้ข้างหน้า
  2. “โซไซเอตี” ทับศัพท์จากคำ “society” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า สมาคม, สังคม, วงการ ฯลฯ
  3. คือ เซอร์มอเนียร์ มอเนียร์-วิลเลียมส์ (Sir Monier Monier-Williams) ศาสตราจารย์สาขาภาษาสันสกฤตที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด
  4. คือ เซอร์เจมส์ เอเมอร์เซิน เทนเนินต์ แบเรอนิตที่ ๑ (Sir James Emerson Tennent, 1st Baronet) นักการเมืองชาวไอริช
  5. อาจหมายถึงหนังสือเรื่อง Ceylon; an Account of the Island Physical, Historical, and Topographical with Notices of Its Natural History, Antiquities and Productions หรือเรื่อง Sketches of the Natural History of Ceylon ซึ่งบัดนี้ ทั้งสองเล่มเป็นสาธารณสมบัติเพราะลิขสิทธิ์สิ้นอายุแล้ว และมีให้อ่านเปล่า ๆ ที่โครงการกูเทนแบร์ก (Project Gutenberg), ดู เล่มแรก หรือ เล่มหลัง
  6. พระนางลีลาวดี (Līlāvatī) เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๑ (Parākramabāhu I) เสวยราชย์สืบจากพระภัสดาตั้งแต่ ค.ศ. ๑๑๙๗-๑๒๐๐ (พ.ศ. ๑๗๔๐-๑๗๔๓)
  7. อาจหมายถึง สุภัทรภิกษุที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงบวชให้ก่อนทรงดับขันธ์ และเป็นภิกษุรูปสุดท้ายที่บวชแบบเอหิภิกขุ (พระโคตมพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง)
  8. ต้นฉบับว่า “คูหาสิวะ” ทั้งนี้ แก้เป็น “คูหสีวะ” ตามอักษรโรมันซึ่งว่า “Gūhasīva”
  9. คือ พระเจ้าอัครโพธิที่ ๖ (Aggabodhi VI) เสวยราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. ๗๔๑-๗๘๑ (พ.ศ. ๑๒๘๔-๑๓๒๔, ต่างจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ทรงพระราชนิพนธ์ว่า เสวยครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๓๑๒)
  10. ต้นฉบับว่า “โปลันนาระวะ” ทั้งนี้ แก้เป็น “โปโลนนารุวะ” ตามอักษรสิงหล (สิงหล: පොළොන්නරුව, ทมิฬ: பொலனாறு, โรมัน: Polonnaruwa)
  11. ต้นฉบับว่า “ภูวเนวกพาหุที่ ๑” ทั้งนี้ แก้เป็น “ภูวเนกพาหุที่ ๑” ตามอักษรโรมันซึ่งว่า “Bhūvanekabāhu I”
  12. ต้นฉบับว่า “ปรักกมพาหุที่ ๔” ทั้งนี้ แก้เป็น “ปรากรมพาหุที่ ๔” ตามอักษรโรมันซึ่งว่า “Parākramabāhu IV” และพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๔ เสวยราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๓๒๕ หรือ ๑๓๒๖ ถึง ค.ศ. ๑๓๒๕ หรือ ๑๓๒๖ (พ.ศ. ๑๘๖๘ หรือ ๑๘๖๙ ถึง พ.ศ. ๑๘๖๘ หรือ ๑๘๖๙)
  13. คือ กัณฏี หรือ กัณฎี (โรมัน: Kaṇṭi; ทมิฬ: கண்டி; อังกฤษ: Kandy)
  14. อาจหมายถึง กัว (โรมัน: Goa; กงกณี: गोंय) ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐหนึ่งในประเทศอินเดีย และเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโปรตุเกส
  15. คือ ด็องก็องสตันติโนแห่งบรากันซา (อังกฤษ: Dom Constantino of Braganza; โปรตุเกส: Dom Constantino de Bragança) เป็นผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสอินเดียคนที่ ๒๐ (20th Governor of Portuguese India) และเป็นอุปราชแห่งโปรตุเกสอินเดียคนที่ ๗ (7th Viceroy of Portuguese India)
  16. “ไวศรอย” ทับศัพท์มาจากคำ “viceroy” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งภาษาไทยว่า “อุปราช” หรืออาจว่า “เจ้าพระยามหาอุปราช” ตามราชทินนามไทยแต่ก่อน
  17. คือ จิตรมาส (เดือนอันมีพระจันทร์เพ็ญเสวยฤกษ์จิตรา) ได้แก่เดือนห้าตามจันทรคติ ซึ่งตกราว ๆ เดือนเมษายนตามสุริยคติ
  18. คือ พอร์เชอเกิล ตามสำเนียงอังกฤษ หรือ ปอร์ตูกาล ตามสำเนียงโปรตุเกส (Portugal) หรือราชบัณฑิตยสถานให้เรียก (ประเทศ) โปรตุเกส ดังที่เรียกกันมาช้านาน
  19. คำ “อาชบิชอบ” คือ “อาร์ชบิชอป” (archbishop) หรือในภาษาไทยปัจจุบันใช้ว่า “อัครสังฆราช” (คาทอลิก) หรือ “อัครมุขนายก” ส่วน “อาชบิชอปดองคาสปา” ที่เอ่ยถึงข้างบนนั้น คือ กัสปาร์ คอร์เก เด เลเอา เปเรย์รา (Gaspar Jorge de Leão Pereira) ผู้เป็นอัครสังฆราชแห่งกัว (Archbishop of Gua) ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๕๖๐-๑๕๖๗ (พ.ศ. ๒๑๐๓-๒๑๑๐)
  20. ต้นฉบับว่า “...ก็ไม่เป็นอันตกลง...”
  21. ใน Kingsley Garland Jayne. (1910). Vasco da Gama and his successors, 1460-1580. London: Methuen. page 289. ว่าเป็น “C.C.C.C.C.”
  22. คือ “Constantinus, coeli cupidine crumenas cremavit” แปลว่า “Constantine, whose love for Heaven consumed the lust for money” (“ก็องสตันติโน ผู้เผาผลาญความปรารถนาในทรัพย์ศฤงคารด้วยความรักที่ตนมีต่อสรวงสวรรค์”)
  23. ต้นฉบับสะกดแบบบาลีว่า “ธัมมปาละ” ทั้งนี้ แก้เป็นแบบสันสกฤต คือ “ธรรมปาละ” ตามที่ใช้ในอักษรโรมันว่า “Dharmapāla” และพระเจ้าธรรมปาละนั้นทรงเข้ารีตเป็นแคทอลิก มีพระนามแบบคริสตังว่า “ด็องฌูเอา” (Dom João) หรือที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ทรงใช้ว่า “ดองยวง”
  24. ต้นฉบับเห็นไม่ชัด อาจเป็น “อารคัน” (ค ควาย”), “อารฅัน” (ฅ ฅน), “อารดัน” (ด เด็ก) หรือ “อารตัน” (ต เต่า) ก็ได้
  25. เปคู (Pegu) เป็นชื่อเดิม, ชื่อปัจจุบันคือ พะโค (Bago)
  26. “คอเวอนเนอ” คือ “กัฟเฟอร์เนอร์” ทับศัพท์จากคำ “governor” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ผู้สำเร็จราชการ, ผู้ว่าราชการ, ผู้ว่าการ, ข้าหลวง ฯลฯ ในที่นี้คือ ผู้สำเร็จราชการ (แห่งอินเดียโปรตุเกส)
  27. คือ ฟรันซิสโก บาร์เรโต (Francisco Barreto)
  28. กัปตันเยเนอราล” คือ “แคปเทินเจเนอเริล” (captain general) มีความหมายหนึ่งว่า ข้าหลวงใหญ่, ในที่นี้คือตำแหน่ง “ข้าหลวงใหญ่แห่งโคลัมโบ” (Captain General of Colombo) หรืออาจแปลว่า “ปลัดกรุงโคลัมโบ” ก็ได้ เพราะเป็นตำแหน่งรองจากอุปราช (Viceroy)
  29. “แฟรนซิสแกง” คือ “ฟรัสซิสกัน” (Franciscan) คณะสงฆ์นิกายแคทอลิกสาขาของนักบุญฟรันซิสแห่งอัสซีซี (Francis of Assisi)
  30. คือ ยอดเขาแอเดิม (Adam’s Peak, ได้ชื่อนี้มาเพราะเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของอาดัม มนุษย์คนแรกตามคริสต์ศาสนา), หรือชื่อสามัญว่า เขาศรีปาทะ (Sri Pāda, แปลว่า รอยพระพุทธบาทมงคล), อยู่ในภาคกลางของประเทศศรีลังกาปัจจุบัน
  31. ต้นฉบับว่า “เมื่อ”
  32. “แยฟนา” คือ “จัฟนา” (Jaffna) หรือในภาษาสิงหลว่า “ยาปนยะ” (สิงหล: යාපනය; โรมัน: Yāpanaya)
  33. คือ กุบไล ข่าน (มองโกล: Хубилай хаан; โรมัน: Qubilai Qaγan; อังกฤษ: Kublai Khan)
  34. คือ มาร์โก โปโล (อิตาลี: Marco Polo)
  35. ต้นฉบับว่า “พึ่ง”
  36. ชื่อปัจจุบัน คือ “Sri Dalada Maligawa” (มี "ศรี" ด้วย) ทั้งนี้ แปลว่า ทาฒวิหาร หรือวัดพระเขี้ยวแก้ว (Temple of the Tooth)
  37. “โบโรบุโด” คือ “บรมพุทโธ” (อินโดนีเซีย: Borobudur) ชื่อวัดมหายานในอินโดนีเซีย
  38. “กวีนส์เฮาส์” คือ “ควีนส์เฮาส์” (Queen’s House)
  39. คือ เซอร์อาร์เธอร์ เอลิแบงก์ แฮฟล็อก (Sir Arthur Elibank Havelock)
  40. ต้นฉบับว่า “กฤตติสิริ” ทั้งนี้ แก้เป็น “กีรติศรี” ตามอักษรโรมันซึ่งว่า “Kirti Sri” และพระเจ้ากีรติศรีนั้น พระนามเต็มว่า “กีรติศรีราชสิงหะ” (สิงหล: ශ්රීแ කීර්ති ශ්රීร රාජසිංහ; โรมัน: Kirti Sri Rajasinha) เสวยราชย์ตั้งแต่วันที่ ๑๑ สิงหาคม ค.ศ. ๑๗๔๗ (พ.ศ. ๒๒๙๐) ถึงวันที่ ๒ มกราคม ค.ศ. ๑๗๘๒ (พ.ศ. ๒๓๒๕)
  41. ต้นฉบับว่า “เประหะระ”) ทั้งนี้ แก้เป็น “เปะระเหะระ” ตามชื่อในอักษรมาลายัม (สิงหล: എസല; โรมัน: Esala Perahera; อังกฤษ: Festival of the Tooth)
  42. ต้นฉบับว่า “ฮินดู่” ทุกแห่ง
  43. ต้นฉบับว่า “ราดคดอก” (โดยสะกดว่า “ราตคดอก”) ทั้งนี้ เปลี่ยนไปสะกด “รัดคดอก” (ปัจจุบันนิยมว่า “รัดประคดอก”)




ขึ้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ และลิขสิทธิ์ในงานของพระองค์สิ้นอายุคุ้มครองลงเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๐๓

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"