ข้ามไปเนื้อหา

ราชาธิราช

จาก วิกิซอร์ซ
ราชาธิราช

พระราชพงศาวดารรามัญ
เรื่อง
ราชาธิราช
จัดพิมพ์โดย
องค์การค้าของคุรุสภา
พิมพ์ที่โรงพิมพ์คุรุสภา ปากคลองบางลำพูบน พระนคร
พ.ศ. ๒๔๙๖

ราชาธิราช

ศุภมัศดุพระพุทธศักราช ๒๓๒๘ ปีมะเส็งนักษัตรสัปตศก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออกณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในท่ามกลางเสนาพฤฒามาตย์ราชกระวีมนตรีมุขทั้งปวง เฝ้าฝ่าพระบาทบงกชมาศยุคลพร้อมกัน ประดุจดวงดาราล้อมพระจันทร์เทวบุตรบนนภากาศ จึงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสีหนาทดำรัสเหนือกระหม่อมสั่งว่า เรื่องราวพระเจ้าราชาธิราช ซึ่งทำศึกกับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องเป็นมหายุทธสงครามมีในพระราชพงษาวดารรามัญนั้น ที่แปลออกจากรามัญภาษาเป็นสยามภาษา ถวายสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรฯ แปลกเปลี่ยนกันกับที่ได้ทรงฟังสังเกตไว้แต่ก่อน จึงทรงพระราชดำริห์ดัดแปลงข้อความในเรื่องราชาธิราช ที่ยังขาดเหลือค้างเกินอยู่นั้นให้เรียบเรียงขึ้นเสียใหม่ไว้เป็นสยามภาษา ด้วยพระราชหฤทัยประสงค์จะให้เป็นหิตานุหิตะประโยชน์แก่พระบรมราชวงษานุวงษ์ ข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้น้อยผู้ใหญ่ฝ่ายทหารฝ่ายพลเรือน จะได้สดับนี้จำไว้เป็นคติบำรุงสติปัญญาไปภายหน้า ข้าพระพุทธเจ้าพระยาพระคลังหนึ่ง พระยาอินทรอัคคะราชหนึ่ง พระภิรมรัศมีหนึ่ง พระศรีภูริปรีชาหนึ่ง ข้าทูลลอองธุลีพระบาทพร้อมกันทั้งสี่นาย ขอรับพระราชทานพระบรมราชวโรกาศ เรียบเรียงข้อความในเรื่องราชาธิราชโดยกระแสพระราชบริหาร.

จักดำเนินความในเรื่องราวพระเจ้าราชาธิราชนั้น กล่าวโดยลักษณบุรพเหตุความเบื้องต้น เป็นสังเขปใจความว่า ยังมีพระมหาเถรองค์หนึ่งเป็นพระอรหันต์ มีนามปรากฎว่าพระคะวำบดี เป็นบุตรรามัญชาวเมืองสเทิม พระผู้เป็นเจ้ากอร์ปด้วยอรหัตตคุณ คือได้อภิญญาหก แลจตุสัมภิทาญาณทั้งสี่ แลมารดาของพระมหาเถระเจ้านั้นถึงแก่มรณภาพ พระผู้เป็นเจ้าเล็งดูด้วยทิพจักษุญาณ แจ้งว่ามารดายังหาได้ไปบังเกิดในเทวโลกไม่ ยังท่องเที่ยวถือปฏิสนธิกำเหนิดเป็นมนุษย์อยู่ บัดนี้ ไปบังเกิดในรามัญประเทศ พระผู้เป็นเจ้ามีความปรารถนาจะให้เป็นประโยชน์แก่มารดา แลกษัตริย์เศรษฐีคหบดีพราหมณ์ประชาราษฎรหญิงชายชาวเมือง จึงเข้าญานสมาบัติถืออภิญญาเป็นบาท ออกจากฌานแล้วก็สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์ เหาะมายังเมืองสเทิม สมเด็จพระเจ้าอโศกราชบรมบพิตร ได้เห็นพระปาฏิหาริย์ของพระผู้เป็นเจ้า ก็เลื่อมใสในอรหัตตคุณ แล้วพระเจ้าอะโศกราชจึงตรัสถามพระมหาเถรว่า เมื่อพระศรีสรรเพ็ชญ์โลกาจารย์มีพระชนมายุเสด็จทรมานอยู่นั้น มีพระพุทธบัณฑูรทำนายไว้ประการใดบ้าง พระมหาเถรเจ้าถวายพระพรตามกระแสพระพุทธพยากรณ์ตรัสทำนายไว้ว่า เมื่อพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่นั้น เสด็จมาในอรัญประเทศที่นี้อันชื่อว่าป่าเมาะตะมะ

ยังมีมหายักษ์ทั้งแปดเห็นสมเด็จพระพุทธเจ้ามีพระรูปศิริวิลาศงามหาที่สุดมิได้ ประดับไปด้วยช่อพรรณรังสีเลื่อมประภัศรเปล่งออกจากพระกายข้างละวา มหายักษ์ทั้งแปดเห็นแล้วก็เลื่อมใสยินดี จึงเก็บเอาใบพลวงมาแปดใบกระทำเป็นเพดาน เอาศิลามีพรรณอันขาวมากระทำเป็นพระแท่น อาราธนาสมเด็จพระพุทธเจ้าให้เสด็จนิสีทนาการเหนือเศวตบัลลังก์ศิลาแล้ว มหายักษ์ทั้งแปดจึงเก็บเอาผลพวาป่า มากระทำเป็นน้ำอัฐบาลถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า แล้วจึงเอาน้ำมันมาตามเป็นประทีปถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า ๆ จึงตรัสพระธรรมเทสนาโปรดมหายักษ์ทั้งแปด ยังยักษ์ทั้งแปดให้ตั้งอยู่ในสรณาคมน์แลศีลห้า แล้วทรงทำนายแก่มหายักษ์ทั้งแปดว่า ดูกรมหายักษ์ ผลานิสงส์ที่ท่านทั้งปวงได้กระทำพุทธบูชาแก่ตถาคตในครั้งนี้ จะให้ผลแก่ท่านให้ได้เสวยทิพสมบัติมนุษย์สมบัติไปในอนาคต นานไปท่านทั้งแปดจะได้เกิดเป็นพระมหากษัตราธิราช กอร์ปด้วยตบะเดชะอันล้ำเลิศประเสริฐ แลประเทศป่าอันนี้จะมีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งเสด็จมาสร้างพระนคร ชื่อว่าเมืองเมาะตะมะ แลสมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาแก่มหายักษ์แล้ว ก็เสด็จไปโปรดสัตว์ทั้งปวง เมื่อพระองค์มีพระชนม์ได้แปดสิบพระพรรษา ก็เสด็จเข้าสู่พระนิพพาน ฝ่ายมหายักษ์ทั้งแปด ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไปบังเกิดเป็นเทวบุตรในสวรรค์

อยู่จำเนียรมา ยังมีสมเด็จพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้าอลังคจอสู ได้เสวยราชสมบัติในเมืองภุกาม พระเจ้าอลังคจอสูยกทัพลงมาตีเอาเมืองสเทิมได้ ให้กวาดเอาครัวขึ้นไปไว้ในเมืองภุกาม แล้วพระองค์เสด็จไปประพาสป่าชื่อว่าปัทวัน เสด็จไปถึงที่ตำบลป่าเมาะตะมะ ทอดพระเนตร์เห็นภูมิสถานราบคาบเสมอดี ควรที่จะสร้างพระนครได้ พระเจ้าอลังคจอสูก็ให้สร้างเมืองลงในสถานที่นั้น ครั้นสร้างแล้วพระราชทานให้อลิมามางแขกข้าหลวงมาเป็นเจ้าเมืองเมาตะมะ ให้พระราชทานอำเภอขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะนั้น ทิศข้างเหนือต่อกับเมืองตองอู ทิศตะวันตกต่อบ้าน ทิศตะวันออกต่อกันกับเมืองไทย ทิศใต้ต่อกันกับเมืองสะเติง แล้วพระเจ้าอลังคจอสูเสด็จกลับไปเมืองภุกาม

ในศักราชได้ ๖๓๐ ปี พระเจ้าอลังคจอสูเสด็จทิวงคต เจ้าจัตเวติราชกุมาร ผู้เป็นราชบุตรพระเจ้าอลังคจอสู ได้เสวยราชในเมืองภุกามแทนสมเด็จพระบิดา ทรงพระนามว่า พระเจ้าอนันทไชย ๆ มีพระโองการ ตรัสสั่งให้หาอลิมามางเจ้าเมืองเมาะตะมะด้วยราชกิจข้อหนึ่ง อลิมามางขัดพระโองการไม่ขึ้นไป พระเจ้าอนันทไชยทรงพระโกรธ จึงตรัสสั่งให้สมิงสีหสุรเสนาเป็นแม่ทัพ ถืออาญาสิทธิ์คุมพลทหารเป็นอันมากยกไปตีเมืองเมาะตะมะ ๆ แตก อลิมามางหนีขึ้นไปเมืองหริภุญไชย สมิงสีหสุรเสนาให้อัดญาพระยารักษาเมืองเมาะตะมะได้สามปี ศักราชได้ ๖๓๒ ปี อลิมามางเมื่อแตกหนีไปนั้นได้พวกพลโยธาลาวเป็นอันมากแล้ว กลับไปตีเมืองเมาะตะมะได้ อลิมามางฆ่าอัดญาพระยาตายแล้วก็ได้คืน ที่อัดญาพระยาตายนั้นรามัญเรียกว่าเขาอัดญาพระยามาคุงเท่าบัดนี้

เรื่องพระเจ้าอลังคจอสูมาสร้างเมืองเมาะตะมะสิ้นแต่เท่านี้

ฝ่ายสมณเทวบุตร ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทำนายไว้เมื่อครั้งเป็นมหายักษ์อยู่นั้น จุติมาบังเกิดเป็นบุตรมะปะนายชื่อว่า มะกะโท แลบิดานั้นเป็นพ่อค้าใหญ่อยู่บ้านเกาะวานแขวงเมืองเมาะตะมะ แลมะกะโทนั้นมีน้องหญิงคนหนึ่งชื่อนางอุ่นเรือน น้องชายถัดนางอุ่นเรือนชื่อมักกะตา มะกะโทมีอายุสิบสี่สิบห้าปีบิดานั้นก็ถึงแก่ความตาย มะกะโทได้เป็นนายพ่อค้าคุมลูกค้าสามสิบคน หาบขึ้นไปค้าเมืองสุโขทัย ครั้นมาจะใกล้ถึงตำบลภูเขาปะเตวะ ลูกค้าคนหนึ่งป่วย มะกะโทจึงเข้ารับเอาหาบลูกค้าซึ่งป่วยนั้นแทน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขานั้นมิใช่ฤดูฝน ก็บังเกิดเป็นพายุใหญ่ แล้วฝนตกฟ้าร้องอสนีผ่าลงมาถูกคานซึ่งมะกะโทหาบหักลงจากบ่ามะกะโท ๆ ทำคานผลัดถึงสามครั้ง อสนีก็บันดาลผ่าลงถูกคานถึงสามหน จนหาบนั้นตกลงไปในเหว มะกะโทตกใจยืนตลึงอยู่ในที่นั้น แลไปในบุรพทิศเห็นแสงอรุณสว่างขึ้น ครั้นแลมาฝ่ายประจิมทิศฟ้าแลบขึ้นเห็นเป็นวิมานแลปราสาทมณเฑียรปรากฎแก่ตามะกะโท มะกะโทจึงคิดแต่ในใจว่า เหตุใหญ่เป็นมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้

ฝ่ายลูกค้าทั้งปวงก็มิเป็นอันตราย จึงคิดว่าตัวกูนี้เห็นจะมีวาสนาไปภายหน้า แล้วมะกะโทก็พาลูกหาบพ่อค้าทั้งปวงไปถึงตำบลบ้านมะเตวะ พอเวลาเย็นก็เข้าอาศัยอยู่ แลในบ้านนั้นมีผู้ใหญ่เป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง มีสติปัญญารู้ทำนายนิมิต มะกะโทจึงแต่งเครื่องสักการบูชาอันสมควรแล้ว ก็ไปหาผู้นั้น จึงแจ้งนิมิตอันเป็นมหัศจรรย์ให้ฟังทุกประการ ผู้รู้ทำนายนิมิตนั้นจึงว่าแก่มะกะโทว่า นิมิตของท่านนี้ใหญ่หลวงนัก จงเอาทรัพย์มากองลงสูงเพียงศีร์ษะเมื่อใดแล้ว เราจึงจะทำนายให้แก่ท่าน มะกะโทจึงคิดแต่ในใจว่าครั้งนี้เรามาในที่กันดาร มีเงินอยู่แต่สามสิบบาท จะทำเป็นประการใด ในเมื่อขณะคิดอยู่นั้นพอมะกะโทแลเห็นจอมปลวกอันหนึ่ง อยู่ในที่นั้นสูงเทียมศีร์ษะ มะกะโทคิดขึ้นได้ด้วยอุบายปัญญา จึงเอาเงินตราสามสิบบาทวางขึ้นบนจอมปลวกกระทำสักการบูชา แล้วจึงบอกแก่ผู้ทำนายนิมิตนั้นว่า ข้าพเจ้าบูชาแล้ว ผู้ทำนายนั้นจึงคิดว่าบุรุษผู้นี้มีปัญญฉลาดในอุบายยิ่งนัก ควรที่จะมีบุญอยู่แล้วจึงทำนายว่าแต่นี้สืบไปเมื่อหน้าหาบไม่ต้องบ่าท่านแล้ว ซึ่งจะค้าขายสืบไปนั้นท่านอย่าได้กระทำเลย หาเป็นประโยชน์ไม่ ท่านจงอาสาท้าวพระยาเถิด ซึ่งว่าฝ่ายบุรพทิศเห็นเป็นแสงอรุณสว่างขึ้น จะมีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่งในทิศตะวันออก จะอนุเคราะห์ตกแต่งให้มียศถาศักดิ์แก่ท่านเป็นประถมก่อน แลซึ่งฝ่ายประจิมทิศ สายฟ้าแลบขึ้นเห็นวิมานแลปรางค์ปราสาทปรากฎแก่ตานั้น ท่านจะได้เป็นใหญ่ในทิศตะวันตก จะมีบุญญาธิการทรงศักดานุภาพเป็นอันมาก ท่านอย่าได้สงสัยเลย

มะกะโทครั้นได้ฟังคำทำนายแล้ว ก็มีความยินดี จึงอำลาบุรุษผู้นั้น ยกออกจากบ้านมะเตวะ ก็มายังเมืองสุโขทัย ให้ลูกค้าหาบเที่ยวขายสิ่งของ ครั้นขายสิ่งของเสร็จแล้ว ก็ให้ลูกค้าทั้งปวงกลับคืนไปยังเมืองเมาะตะมะ แต่ตัวมะกะโทนั้น เชื่อคำทำนายนิมิตมิได้กลับคืนไป จึงเที่ยวหาที่พึ่งซึ่งจะผูกพันธ์อาศัยนั้น จึงคิดว่าถ้าเราจะไปฝากตัวอยู่ด้วยเสนาบดีผู้ใหญ่บัดนี้เล่า ก็ยังหาผ้านุ่งห่มที่ดีมิได้ จึงเข้าไปอาศัยอยู่ด้วยนายช้างพระเจ้าสุโขทัย มะกะโทอุตสาหะมิได้เกียจคร้าน ช่วยชำระมูลช้าง ทอดหญ้าช้างทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาด นายช้างเห็นมะกะโทมีความอุตสาหะ ก็รักใคร่เป็นอันมาก ครั้นนายช้างได้รับพระราชทานเงินเดือนครั้งใด ก็แบ่งปันให้มะกะโททุกครั้ง

อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จไปณโรงช้าง ขึ้นทอดพระเนตรช้างพระที่นั่งอยู่บนเกย ทอดพระเนตรเห็นมะกะโทกวาดหญ้าช้างอยู่ จึงตรัสถามนายช้างว่า อ้ายคนนี้เป็นบุตรของผู้ใด นายช้างจึงกราบทูลสมเด็จพระร่วงเจ้าว่า มะกะโทคนนี้เป็นบุตรรามัญเข้ามาอยู่ด้วยข้าพระพุทธเจ้า ช่วยทอดหญ้าช้างแลชำระมูลช้างมีความอุตสาหะเป็นอันมาก สมเด็จพระร่วงเจ้าทรงพระเมตตาแก่มะกะโท จึงตรัสสั่งนายช้างให้เลี้ยงดูมะกะโทไว้อย่าให้ขัดสน เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรช้างอยู่นั้น คายพระสลาออกแล้วบ้วนพระโอษฐ์ลงเหนือแผ่นดิน ๆ กระจายออกไป ทอดพระเนตรเห็นเบี้ย ๆ หนึ่ง จึงตรัสว่าลูกรามัญน้อยจงเก็บเอาเบี้ย ๆ หนึ่งไว้ มะกะโทกราบถวายบังคมแล้วจึงเก็บเอาเบี้ยมาตามรับสั่ง ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าทอดพระเนตรช้างแล้ว ก็เสด็จกลับเข้าสู่พระราชวัง

ฝ่ายมะกะโทได้เบี้ย ๆ หนึ่งก็มีความยินดีนัก จึงคิดว่าแต่เรามาอยู่ทำราชการด้วยนายช้าง พึ่งได้รับพระราชทานในวันนี้ เบี้ย ๆ เดียวนี้จะทำกะไรดี อย่าเลยจะเอาไปซื้อพันธุ์ผักกาดมาปลูกไว้ มะกะโทคิดแล้ว จึงเอาเบี้ยไปซื้อพันธุ์ผักกาด เจ้าของพันธุ์ผักกาดจึงว่าเบี้ยของเจ้าเบี้ยเดียวนี้ เรามิรู้ที่จะตวงพันธุ์ผักกาดให้ มะกะโทจึงว่าเบี้ยของเราเบี้ยเดียวนี้ เราขอแต่พอติดนิ้วเดียว เจ้าของพันธุ์ผักกาดจึงว่าเอาเถอะ มะกะโทจึงเอานิ้วมือชุบเขฬะ แล้วก็จิ้มลงในกระทายพันธุ์ผักกาดนั้น ฝ่ายเจ้าของพันธุ์ผักกาดจึงสรรเสริญแต่ในใจว่า บุตรรามัญผู้นี้มีปัญญาฉลาดนัก นานไปจะได้เป็นผู้ดีมั่นคง ฝ่ายมะกะโทได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแล้ว จึงมาขุดดินกระทำที่ด้วยมูลช้างจึงปลูกเมล็ดพันธุ์ผักกาดไว้ อุส่าห์บำรุงรดน้ำก็งอกงามขึ้น ครั้นอยู่มาพระร่วงเจ้าเสด็จมาทอดพระเนตรช้างอีกครั้งหนึ่ง มะกะโทจึงเลือกเก็บพันธุ์ผักกาดมาชำระเสียให้หมดมูลดินแล้ว จึงขอยืมโต๊ะพานนายช้างใส่พันธุ์ผักกาด นำเข้ามาถวายสมเด็จพระร่วงเจ้า ๆ จึงตรัสถามว่า เองได้พันธุ์ผักกาดนี้มาแต่ไหน มะกะโทจึงกราบทูลว่า เบี้ยซึ่งพระองค์พระราชทานข้าพระพุทธเจ้าเบี้ยหนึ่งนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเอาไปซื้อพันธุ์ผักกาดมาปลูก จึงได้นำมาทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทรงฟังดังนั้น ก็มีพระทัยยินดีนัก จึงทรงพระดำริห์ว่า บุตร์รามัญน้อยนี้ฉลาดประกอบด้วยความเพียร จะเอาไปเลี้ยงไว้ใกล้เราจึงจะชอบ จึงตรัสแก่นายช้างว่า ลูกรามัญน้อยนี้เราจะขอไปเลี้ยงไว้ นายช้างก็ถวายมะกะโทไปแก่สมเด็จพระร่วงเจ้า ๆ จึงมอบให้ไปอยู่ด้วยหัวป่าพ่อครัว มะกะโทครั้นไปอยู่ด้วยพ่อครัวก็มิได้เกียจคร้าน สมเด็จพระร่วงเจ้า ครั้นเห็นมะกะโทอุตสาหะเป็นอันดีก็ชอบพระอัธยาศัย จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นขุนวังมอบให้ว่ากล่าวในนอกพระราชวัง สมเด็จพระร่วงเจ้าทรงพระเมตตานักดุจหนึ่งบุตรในอุทร มะกะโทผู้เป็นขุนวังมีความอุตสาหะรักษาพระองค์กลางคืนเป็นกลางวัน พระร่วงเจ้าทรงพระเมตตายิ่งขึ้นไป ข้าราชการน้อยใหญ่ทั้งปวง ก็มีความรักใคร่แลยำเกรงแก่ขุนวังเป็นอันมาก

ครั้นอยู่มามีหนังสือบอกมาว่า กองทัพแขกชวายกมาตีหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองสุโขทัย ขอกองทัพเมืองสุโขทัยไปช่วยว่าข้าศึกมีกำลังใหญ่หลวงนัก ถ้าช้าเห็นจะเสียเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าทั้งปวงก็จะเป็นเชลยแห่งข้าศึก สมเด็จพระร่วงเจ้าแจ้งในราชการดังนั้น จึงจัดแจงกองทัพบกเรือเสร็จแล้ว เมื่อจะยกไปนั้น พระองค์จึงมอบราชการแลพระราชวังในนอก ให้ขุนวังอยู่รักษา แล้วพระองค์ก็ยกกองทัพหลวงไปปราบข้าศึกแขกชวา

ฝ่ายขุนวังนั้นเป็นใหญ่ได้บังคับกิจการทั้งปวง จะมีผู้ใดใหญ่ขึ้นไปกว่านั้นหามิได้ ขณะนั้นถึงบุพเพสันนิวาศกุศลของชนทั้งสองได้สร้างมา จึงเผอิญให้นางเทพสุดาสร้อยดาว พระราชธิดาสมเด็จพระร่วงเจ้ากับขุนวังเห็นกันแล้ว ให้มีความปฏิพัทธ์ผูกพันสนิทเสน่หาแก่กัน ขุนวังก็ลอบกระทำสังวาสด้วยพระราชธิดา อยู่มาพระยาเจ้าโล้ซึ่งเป็นมิตรกันกับขุนวัง รู้กิติศัพท์ว่าขุนวังผูกพันรักใคร่กับพระราชธิดา พระยาเจ้าโล้มีความกรุณาแก่ขุนวัง จึงหามาว่าท่านทำการทั้งนี้ผิดหาสมควรไม่ ถ้าทราบถึงพระมหากษัตริย์อันเป็นพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็จะถึงแก่ความตายความฉิบหาย ท่านอย่าพึงกระทำความชั่วต่อไปเลย ครั้นขุนวังรู้ความดังนั้นแล้ว จึงไปบอกแก่นางเทพสุดาสร้อยดาว ๆ ก็กลัวพระราชอาญาสมเด็จพระบิดา จึงคิดอ่านจะหนีพร้อมใจกัน จึงจัดแจงผ้าพรรณนุ่งห่ม แลทรัพย์สิ่งของทองเงินที่ดีอันมีค่าเป็นอันมาก รู้กันกับตำรวจวังเจ็ดสิบคน ไพร่ไทยซึ่งเชื่อถือร้อยเศษ จัดแจงเสร็จแล้ว ขุนวังก็พานางเทพสุดาสร้อยดาวขึ้นช้างพังตัวหนึ่งกับคนร้อยเจ็ดสิบคน ออกจากเมืองสุโขทัยหนีไปทางป่ากวะ ถึงแดนต่อแดนแล้ว มะกะโทคิดถึงพระเดชพระคุณสมเด็จพระร่วงเจ้า จึงบ่ายหน้ามาทิศเมืองสุโขทัยกราบถวายบังคมสมเด็จพระร่วงเจ้าลงกับแผ่นดินแล้ว เขียนฉลากบอกเหตุซึ่งมีอัศจรรย์แต่หลังไว้ทุกประการ แล้วมะกะโทก็พาพระราชธิดากับไพร่พลทั้งปวงยกไป ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จกลับ รู้ข่าวว่ามะกะโทพาพระราชธิดาหนีไปจากเมืองสุโขทัย จึงตรัสให้กองทัพยกไปตาม

ฝ่ายกองทัพยกไปถึงแดนต่อแดน จึงพบฉลากซึ่งมะกะโทเขียนไว้นั้น ก็พาเอาฉลากกลับมาเมืองสุโขทัย เข้าไปกราบถวายบังคมสมเด็จพระร่วงเจ้าแล้ว ทูลซึ่งได้ไปตามมะกะโทถึงแดนต่อแดน ก็ถวายฉลากมะกะโทแก่สมเด็จพระร่วงเจ้า ๆ จึงให้อ่านฉลากในหนังสือนั้นว่า ข้าพระพุทธเจ้ามะกะโทขอกราบลงกับพื้นพระสุธาดลจงเป็นสักขีทิพญาน ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบถวายบังคมลาฝ่าพระบาทพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลไว้ให้ทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ด้วยเดิมเหตุเมื่อจะมาสู่พระบรมโพธิสมภารนั้น ข้าพระพุทธเจ้าคุมพ่อค้าสามสิบคน มาค้าถึงตำบลเขาปะเตาะ พ่อค้าคนหนึ่งป่วย ข้าพระพุทธเจ้าจึงเข้ารับหาบแทนแล้ว หาบขึ้นไปบนภูเขาให้บังเกิดเป็นอัศจรรย์ ใช่วสันตฤดูก็บันดาลให้ฝนตก อสนีผ่าลงถูกคานที่ข้าพระพุทธเจ้าหาบนั้นหักลงถึงสามครั้ง แล้วข้าพเจ้าแลไปเบื้องบุรพทิศ เห็นเป็นแสงพระอาทิตย์สว่างขึ้น ครั้นแลมาข้างประจิมทิศ ก็เห็นเป็นปราสาทราชมณเฑียรอันรจนาปรากฎแก่จักษุข้าพระพุทธเจ้า ๆ จึงให้ผู้รู้ทำนาย ๆ ว่า ซึ่งเห็นสว่างในบุรพทิศนั้น คือพระองค์จะได้ทำนุบำรุงข้าพเจ้าเป็นประถม ซึ่งว่าเห็นข้างประจิมทิศเป็นปราสาทราชมณเฑียรนั้น ภายหลังข้าพระพุทธเจ้าจะได้มาเป็นใหญ่ในทิศตะวันตก บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้ทำการทุจริตลอบลักพาพระราชธิดาของพระองค์มา ทำให้เคืองฝ่าพระบาทนั้น โทษข้าพระพุทธเจ้าผิดหนักหนา ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานโทษ พระองค์จงให้อภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่งเถิด

ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว ก็ทราบว่ามะกะโทคนนี้นานไปจะได้เป็นใหญ่ในเมืองมอญ จะได้สืบราชประยุรวงษ์กษัตริย์ไปภายหน้า ก็มิได้ทรงพระพิโรธขัดเคือง จึงออกพระโองการประสาทพระพรให้แก่มะกะโทว่า จงให้ไปเจริญทีฆายุสวัสดิ์ตามนิมิตนั้นเถิด

เมื่อมะกะโทหนีไปนั้น ตั้งใจจะไปเกาะวานไปมิถูก หลงไปป่ากวะถึงมุละมุพักอยู่สามวัน ก็ไปจากมุละมุถึงเมืองวาน มะกะโทไปอยู่บ้านเดิมบิดามารดา บ้านนั้นก็ได้ชื่อว่ามะกะโทมาตราบเท่าบัดนี้ ครั้นมะกะโทถึงบ้านแล้ว บรรดาพรรคพวกญาติพี่น้องแลชาวบ้านทั้งปวง ต่างคนมาประชุมกันชมบุญมะกะโทว่า มะกะโทไปแต่ผู้เดียว บัดนี้ได้พระราชธิดาสมเด็จพระร่วงเจ้ามาเป็นภรรยาแล้วก็ได้ทหารมาเป็นอันมาก แลชาวบ้านนั้นก็นับถือมะกะโทว่ามะกะโทนี้มีวาสนาบารมีมาก จะว่าสิ่งใดก็สิทธิ์ขาดกว่าแต่ก่อน ครั้นอยู่มามารดามะกะโทถึงแก่กรรมแล้ว มะกะโทแลญาติพี่น้องทั้งปวง ก็กระทำการปลงศพสำเร็จแล้ว มะกะโทจึงปรึกษาด้วยญาติพี่น้องทั้งปวงว่า อลิมามางเจ้าเมืองเมาะตะมะนี้มีอิสสริยยศใหญ่หลวงนัก จำจะผูกพันธ์เป็นไมตรีไว้จะได้เป็นที่พึ่งสืบไป บัดนี้บิดามารดาเราก็หาบุญไม่แล้ว นางอุ่นเรือนน้องสาวเรานี้มีรูปร่างอันงาม กอร์ปด้วยกิริยามารยาททั้งเฉลียวฉลาดอยู่ แลเจริญวัยสมควรจะมีเหย้าเรือนอยู่แล้ว เราคิดจะใคร่ปลูกฝังนางอุ่นเรือนน้องสาวเราให้แก่อลิมามาง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

ฝ่ายพรรคพวกญาติพี่น้องทั้งนั้น ก็ยินยอมพร้อมใจด้วยมะกะโท ๆ จึงให้จัดของกำนัล แล้วแต่งหนังสือให้คนถือขึ้นไปถึงอลิมามางว่า ข้าพเจ้ามะกะโทมีใจภักดีต่อท่าน จะยกนางอุ่นเรือนผู้น้องสาวให้เป็นหญิงบำเรอเท้าของท่าน ครั้นอลิมามางได้แจ้งในหนังสือดังนั้นแล้วก็มีความยินดีนัก จึงให้เงินทองเสื้อผ้าเป็นรางวัลแก่ผู้ถือหนังสือโดยสมควร เมื่อผู้ถือหนังสือกลับมาแล้ว อลิมามางคิดจะใคร่ได้เห็นตัวนางอุ่นเรือน ครั้นจะคอยให้เห็นตัวนางอุ่นเรือน ครั้นจะคอยให้เห็นต่อวันคืนดี เมื่อจะไปรับนั้นไม่ทันใจปรารถนา จึงลงเรือแหปลอมขึ้นไปถึงหน้าบ้านมะกะโท ๆ เห็นแล้ว จึงแสร้งให้นางอุ่นเรือนลงมาอาบน้ำณหาดทรายด้วยหญิงสาวใช้สองสามคน หวังจะให้อลิมามางเห็น ครั้นอลิมามางได้เห็นนางอุ่นเรือนวันนั้น ก็มีความปฏิพัทธ์รักใคร่ในนางอุ่นเรือนยิ่งนัก ครั้นกลับมาถึงเมืองแล้ว จึงจัดเรือศีร์ษะจรเข้ แต่งให้คนขึ้นไปรับนางอุ่นเรือนลงมาอยู่กินณเมืองเมาะตะมะ

ขณะนั้นราษฎรชาวบ้านทั้งปวงรู้ว่า อลิมามางขอนางอุ่นเรือนไปเป็นภรรยา ก็นับถือมะกะโทว่าเป็นพี่เมียเจ้าเมือง ต่างคนเข้าหาเป็นพรรคพวกบ่าวไพร่มะกะโทเป็นอันมาก

อยู่มาอลิมามางจึงคิดว่ามะกะโทนี้เป็นคนหยาบช้าหามีความสัตย์ซื่อตรงไม่ ไปอยู่ด้วยพระเจ้าสุโขทัย ๆ ทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงให้เป็นดีแล้ว กลับลักพาพระราชธิดามาอีกเล่า แลบัดนี้คนทั้งปวงนับถือว่าเป็นพี่เมียเรา พากันเข้าหาพึ่งพาเป็นอันมาก นานไปจะเป็นเสี้ยนหนามสัตรูเราจะละไว้มิได้ จำจะคิดฆ่ามะกะโทเสีย แต่จะฆ่าโดยตรงนั้นมิได้ คนทั้งปวงจะนินทา แลพรรคพวกมะกะโทก็มีมาก เกลือกจะไม่สำเร็จ จำจะคิดฆ่าด้วยกลอุบาย ครั้นคิดแล้วจึงเรียกคนสนิทเข้ามาสั่งว่า จะให้ไปลวงมะกะโทมากินเลี้ยงแล้วจะฆ่าเสีย ท่านจงไปปลูกโรงใหญ่ณกลางหาดทรายตองลอย แล้วเอาเครื่องสาตราวุธฝังไว้ในหาดทรายให้พร้อม ถ้าเห็นพวกมะกะโทเสพสุราเมาสิ้นแล้ว จึงให้ทหารเราจับฆ่าเสียให้สิ้น แลคนสนิทก็ออกมาจัดแจงบอกกันทำตามอลิมามางสั่งทุกประการ

ฝ่ายนางอุ่นเรือนผู้น้องมะกะโทรู้ จึงแต่งหนังสือลับใช้คนลอบขึ้นไปถึงมะกะโทว่า อลิมามางคิดการฆ่าพี่เสีย ถ้าอลิมามางให้คนมาเชิญไปกินเลี้ยงนั้นอย่าให้ลงไป มะกะโทครั้นแจ้งดังนั้นแล้ว จึงคิดว่าอลิมามางเป็นน้องเขยเราแล้ว กลับคิดประทุษฐร้ายจะฆ่าเรานั้น เราก็หาผิดมิได้ และใจเราก็เป็นชายชาติทหารจะนิ่งตายด้วยคมอาวุธดังนี้เพราะแพ้รู้เล่ห์กล ก็เป็นที่อัปยศนัก เราจะคิดซ้อนกลฆ่าอลิมามางเสียบ้าง มะกะโทจึงให้ตีมีดเหน็บร้อยสี่สิบเล่ม แล้วจึงเรียกทหารเจ็ดสิบคนมาพร้อมกัน จึงบอกเนื้อความให้ตามหนังสือซึ่งน้องสาวบอกมาทุกประการ จึงแจกมีดเหน็บให้แก่ทหารคนละเล่ม

ฝ่ายอลิมามางจัดแจงการเสร็จแล้ว จึงใช้คนมายังมะกะโทว่า วันการบุญ ให้เชิญไปกินเลี้ยง มะกะโทครั้นแจ้งแล้วจึงว่าแก่คนใช้ว่า ท่านจงไปก่อนเถิด เราจึงจะตามไปภายหลัง ครั้นคนใช้นั้นกลับไปแล้ว มะกะโทจึงสั่งแก่ทหารเจ็ดสิบคน ให้แต่งตัวเหน็บมีดซ่อนไปคนละเล่ม แล้วกำหนดกันว่า ถ้าอลิมามางเลี้ยงสุราบาลเมื่อใด จงกินแต่น้อยอมไว้แล้วลอบบ้วนเสีย อย่าให้พวกอลิมามางเห็น ให้พวกเขากินจงเมา ครั้นเราว่ามัจฉะไซร้ให้งดอยู่ ถ้าเราว่ามุงชุงให้กินเข้า ถ้าเราว่ามอบชอบ เมื่อใดให้เข้าตลุมบอนแทงอลิมามาง แล้วแทงพวกอลิมามางเสียให้สิ้น อันสำคัญสามประการนี้เราสัญญาไว้ ท่านทั้งปวงจงระมัดกำหนดสำคัญให้มั่น ครั้นมะกะโทสั่งแก่ทหารเสร็จแล้ว ก็พากันไปณโรงหาดทรายตองลอย

ฝ่ายอลิมามางเห็นมะกะโทมาก็ทำเป็นยินดี ออกมาต้อนรับมะกะโทเข้าไปนั่งในโรงแล้ว ก็ทำสนทนาด้วยกันโดยไมตรีดุจหาความรังเกียจแก่กันมิได้ อลิมามางจึงให้ยกเอาพานแป้งกระแจะน้ำดอกไม้ออกมาให้มะกะโท แล้วให้ยกของเลี้ยงมาจะให้มะกะโทกิน แลพวกมะกะโทพวกอลิมามางกินสุราบานเลี้ยงดูกันเป็นอลวนอยู่

ฝ่ายพวกมะกะโทอมสุราแต่น้อยแล้วบ้วนเสีย ทำอาการดุจเมาให้อาเจียนถ่มเขฬะทำตามมะกะโทสั่งทุกประการ จะให้แต่พวกอลิมามางเสพสุราเมาอยู่ทุกคน ครั้นน้ำขึ้นครึ่งฝั่งใกล้ท่วมหาดทรายตองลอย แลน้ำในคลองนั้นท่วมหลังช้าง มะกะโทจึงว่ามุงชุงคนทั้งปวงก็งดสุราเสีย ชวนกันกินเข้าสิ้นทุกคน ครั้นคนทั้งปวงกินเข้าแล้ว มะกะโทจึงว่ามัจฉะ คนทั้งนั้นก็ระมัดตัวคอยพร้อมอยู่ แล้วมะกะโทจึงว่ามอบชอบ

ฝ่ายทหารทั้งเจ็ดสิบคน ก็ลุกขึ้นชักมีดเหน็บเข้าตลุมบอนแทงพวกอลิมามางซึ่งเมาสุราอยู่นั้นตายสิ้น แต่ตัวอลิมามางนั้นขึ้นขี่ช้างพังขับหนีลงข้ามคลองตองลอย แลน้ำท่วมหลังช้าง ๆ ว่ายน้ำไปมิพ้น พวกมะกะโทจึงตามทัน จับตัวอลิมามางได้ก็ฆ่าเสียในที่นั้น ที่ฆ่าอลิมามางเสียนั้น ได้ชื่อว่าพติอลิมามางมาจนบัดนี้ แลคลองซึ่งอลิมามางข้ามนั้นก็ได้ชื่อตองนางลอยแล

จุลศักราช ๖๔๓ ปี มะกะโทชนะแก่อลิมามางได้เมืองเมาะตะมะแล้ว มะกะโทจึงให้ทหารเจ็ดสิบคน ขนเอาเครื่องสาตราวุธซึ่งอลิมามางฝังไว้นั้นขึ้นได้สิ้นแล้ว ก็ให้สืบสาวเอาทรัพย์สิ่งของเงินทองของอลิมามาง แลพวกอลิมามางมาได้เป็นอันมาก ก็ปูนบำเหน็จแก่ทแกล้วทหารโดยสมควร จึงให้ยศถาศักดิ์ตั้งแต่งกันเป็นขุนนางตามผู้ใหญ่ผู้น้อย แล้วให้ตรวจตราจัดแจงบ้านเมือง ให้หาสมณชีพราหมณ์ผู้เฒ่าทั้งปวงมาพร้อมกัน มะกะโทจึงว่าแก่คนทั้งปวงว่า ตัวเราเป็นพี่เมียอลิมามางมิได้คิดประทุษฐร้าย แลอลิมามางไปลวงเรามาจะฆ่าเราเสียด้วยหาสาเหตุมิได้ อลิมามางคิดมิชอบก็ถึงแก่ความตายเอง แผ่นดินเมืองเมาะตะมะก็เป็นสิทธิ์ของเรา บัดนี้เราจะให้ตั้งศาลาใหญ่ศาลาหนึ่ง สำหรับสมณพราหมณาจาริย์อาณาประชาราษฎรทั้งปวงไปมาอาศัย ให้ยืนอยู่ตราบเท่าสิ้นแผ่นดิน สมณพราหมณาจาริย์ทั้งปวงก็เห็นด้วยมะกะโท ๆ จึงให้ปลูกศาลาใหญ่ลงไว้ในท่ามกลางเมือง แลมะกะโทได้เมืองเมาะตะมะครั้งนั้น กอร์ปด้วยความเมตตา สมณพราหมณาจาริย์ชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวง

ครั้นอยู่มามะกะโทคิดจะสร้างเมือง จึงให้ชุมนุมสมณพราหมณาจาริย์ แลชาวบ้านทั้งปวงมาพร้อมกัน มะกะโทจึงว่าแก่ราชาปะโรหิต ขะเจียงสมิตรอาจาริย์ ทะเคมหาสมิตรว่า ท่านเป็นโหราผู้ใหญ่ทั้งสามคน บัดนี้เราจะคิดสร้างเมือง ท่านจงหาฤกษ์ที่จะสร้างเมืองขึ้นเป็นราชธานี โหรทั้งสามคนก็หาฤกษ์ที่จะสร้างเมือง ขึ้นเป็นราชธานีตามมะกะโทสั่ง ครั้นได้ฤกษ์แล้ว มะกะโทจึงให้ไพร่พลทั้งปวงแผ้วถางแผ่นดินให้ราบเสมอ แลเมื่อปราบแผ้วแผ่นดินนั้นได้เสือตัวหนึ่ง โหรจึงทำนายว่าเมืองเรานี้จะมีอำนาจมากดุจหนึ่งเสือ แต่ทว่าจะเกิดยุทธนาการสงคราม แล้วได้งูเหลือมตัวหนึ่ง โหรทำนายว่าเป็นนิมิต เมืองนี้จะเป็นท่าสำเภา กอร์ปไปด้วยเศรษฐีกดุมพีพาณิชพ่อค้าจะไปมาค้าขายเป็นอันมาก แล้วได้ไข่นกยูงรังหนึ่งแม่ฟักอยู่ โหรจึงทำนายว่าเมืองนี้นานไปจะได้ช้างเผือกผู้ตัวหนึ่ง

มะกะโทได้ฟังโหรทำนายนิมิตต่าง ๆ จึงว่าซึ่งจะเกิดยุทธนาการสงครามไปเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งปวงอย่าได้สดุ้งตกใจ ไว้เป็นภารธุระแห่งเรา ๆ ก็เป็นเชื้อชายชาติทหาร จะกลัวอันใดกับปัจจามิตรข้าศึก ซึ่งทำนายว่าจะได้ช้างเผือกผู้ตัวหนึ่งนั้น เราก็ดีใจหนักจะได้เป็นพาหนะอันประเสริฐ เป็นนิมิตมหัศจรรย์แก่บารมีเราจะเป็นศรีพระนครอันนี้ ครั้นปราบแผ้วแผ่นดินเสมอแล้ว โหรชื่อว่าราชาปะโรหิต จึงให้แต่งเครื่องพลีกรรมบวงสรวงเทพยดาตามประเพณีแล้ว มะกะโทจึงคิดว่า จะให้สร้างปราสาทโดยควรบัดนี้ ตัวเราก็ยังหานามมิได้ จำจะให้ดูการไว้ก่อน แลจะแต่งเครื่องมงคลราชบรรณาการให้ทูตานุทูตจำทูลสาส์น ไปขอพระนามต่อสมเด็จพระร่วงเจ้าก่อน ด้วยพระองค์เป็นกษัตริย์อันสูงใหญ่ แล้วได้มีพระเดชพระคุณชุบเลี้ยงเรามา ถ้าพระองค์ประสาทนามและเครื่องราชกกุธภัณฑ์มาแล้วเมื่อใด จึงจะให้ทำปรางปราสาทขึ้น มะกะโทคิดฉนี้แล้ว จึงจัดแจงเครื่องราชบรรณาการกับทองคำห้าสิบตำลึง แต่งให้สมิงมะกับละคิด เป็นราชทูตจำทูลพระราชสาส์นกับไพร่พลร้อยเศษคุมเครื่องราชบรรณาการขึ้นไปยังสมเด็จพระร่วงเจ้า ในลักษณพระราชสาส์นนั้นว่า ข้าพระพุทธเจ้าผู้ชื่อว่า มะกะโทผู้เป็นข้าสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระเดชเดชาปกเกล้าฯ ชุบเลี้ยง พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แลข้าพระพุทธเจ้ากระทำความผิด กลัวพระราชอาญาพาพระราชธิดาของพระองค์หนีไป พระเดชเดชานุภาพของพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐปกแผ่คุ้มครองอยู่หาอันตรายมิได้ด้วยกันทั้งสอง บัดนี้ข้าพเจ้าได้เมืองเมาะตะมะแล้ว ยังหาเครื่องราชบริโภคแลนามมิได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบถวายบังคมบาทยุคลมาให้แจ้ง ขอพระองค์จงประสาทนามแลเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ให้เป็นศรีสวัสดิมงคลแก่ข้าพระพุทธเจ้า ๆ ทั้งสองจะได้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะพระเดชเดชานุภาพสืบไป บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าแต่งให้สมิงมะกับละคิด คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการขึ้นมาทูลเกล้าฯ ถวาย

ครั้นสมิงมะกับละคิดกับไพร่ร้อยเศษ คุมเครื่องราชบรรณาการไปถึงเมืองสุโขทัย สมเด็จพระร่วงเจ้าให้เบิกสมิงมะกับละคิดเข้าไปเฝ้า ครั้นแจ้งในลักษณพระราชสาส์นนั้นแล้ว สมเด็จพระร่วงเจ้ามีพระราชฤทัยโสมนัศปรีดาภิรมย์ยิ่งนัก จึงทรงพระราชดำริห์ว่า ครั้นจะประสาทนามให้แก่มะกะโทเป็นกษัตราธิราชดุจหนึ่งมีพระราชสาส์นมานั้น ก็ละอายพระกระมลหฤทัย จึงตรัสปรึกษาแก่มุขมนตรีทั้งปวงว่า มะกะโทแต่ก่อนนั้น อาศัยเราแล้วทำความผิดคิดกลัว พาพระราชธิดาหนีไปยังประเทศเมืองมอญ บัดนี้กลับได้ราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะแล้วให้มาอ่อนน้อมขอพระนามฉนี้ ท่านทั้งปวงจะเห็นเป็นประการใด

มุขมนตรีทั้งปวงบังคมทูลสมเด็จพระร่วงเจ้าว่า ซึ่งตรัสปรึกษาทั้งนี้ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ อันมะกะโทผู้นี้เป็นข้าอยู่ใต้ลอองธุลีพระบาท ทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนก็จริง แต่ว่ามะกะโทนี้มีสมภารบุญบารมีเป็นอันมาก แล้วก็ได้นิมิตอันประเสริฐ มีกุศลสมภารบารมีได้อบรมไว้กับพระราชธิดาของพระองค์ในกาลก่อนแล้ว ขอพระองค์จงพระราชทานพระนามกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไปกับมะกะโทจึงจะควร สมเด็จพระร่วงเจ้าจึงตรัสว่า ซึ่งมุขมนตรีปรึกษานี้ก็ชอบแล้ว สมเด็จพระร่วงเจ้าจึงกล่าวสรรเสริญสมภารบารมีมะกะโทว่า มีบุญดุจหนึ่งรั่วตกลงจากฟ้า ครั้นจะให้นามตามประเทศภาษารามัญ ฝ่ายมะกะโทหาเชื้อสายมิได้ จึงพระราชทานนามโดยภาษาไทยตามนิมิต ลงในแผ่นพระสุพรรณบัตร์ ทรงพระนามว่าพระเจ้าฟ้ารั่ว แล้วพระราชทานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งห้า คือเศวตฉัตร์หนึ่ง มงกุฎหนึ่ง พระขรรค์หนึ่ง พัชวาลวิชนีหนึ่ง ฉลองพระบาททองหนึ่ง อีกทั้งเครื่องราชบริโภคเป็นอันมาก ตรัสใช้ให้อำมาตย์คุมไปพระราชทานมะกะโท ครั้นอำมาตย์กับสมิงมะกับละคิดถึงเมืองแล้ว ก็พากันเข้าไปเฝ้ามะกะโท แลอำมาตย์สมเด็จพระร่วงเจ้าถวายพระนามแผ่นพระสุพรรณบัตร์ กับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์แก่มะกะโท

ฝ่ายมะกะโทรับพระราชทาน บ่ายหน้ามาต่อบุรพทิศ ยกพระหัตถ์ขึ้นถวายบังคมสมเด็จพระร่วงเจ้าก็โสมนัศยินดียิ่งนัก แล้วมะกะโทให้หาฤกษ์ปลูกปราสาท โหรถวายฤกษ์ในฤกษ์นั้นว่า วันพฤหัศบดีเดือนหกแรมสามค่ำ พุทธศักราชได้ ๖๔๘ ปี นักษัตร์ฤกษ์ยี่สิบสองเป็นราชาฤกษ์ จะมีหญิงมีครรภ์แปดเดือนเดินมา เป็นนิมิตได้ฤกษ์เอาเสาลงหลุม จึงมุขมนตรีแลคนทั้งปวง ครั้นวันฤกษ์ก็พร้อมกันคอยท่าฤกษ์ แลนิมิตรถึงฤกษ์เวลากลางวัน พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงพร้อมกันว่าได้ฤกษ์แล้วก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม จึงยกเสาปราสาทนั้นลงหลุม โลหิตสตรีนั้นกระเด็นขึ้นมาเป็นอศรพิศม์แปดตัว อศรพิศม์เจ็ดตัวนั้นตายในสถานที่นั้น แต่ตัวหนึ่งนั้นเลื้อยไปข้างประจิมทิศ แลโหราทำนายว่าเมืองนี้จะบังเกิดกษัตริย์แปดพระองค์ จะทิวงคตในเมืองนี้เจ็ดพระองค์ แต่พระองค์หนึ่งนั้นจะไปทิวงคตฝ่ายประจิมทิศ ครั้นสร้างปราสาทสำเร็จแล้ว จึงให้พระโหราพฤฒามาตย์ตั้งพระราชพิธีราชาภิเศกรับพระนาม ซึ่งสมเด็จพระร่วงเจ้าพระราชทานมานั้น ทรงพระนามชื่อว่าพระเจ้าฟ้ารั่ว แต่รามัญชาวเมืองเมาะตะมะทั้งนั้นเรียกว่า พระเจ้าวาโรตะละไตยเจริญภะตาน เป็นประถมกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะในศักราช ๖๔๓ ปี พระเจ้าฟ้ารั่วตั้งอยู่ในยุตติธรรมเป็นอันดี ครอบครองขัณฑเสมา อาณาประชาราษฎรทั้งปวงอยู่เย็นเป็นสุข มิได้มีปัจจามิตรข้าศึกมาย่ำยี ฝ่ายข้างอุดรทิศแห่งเมืองเมาะตะมะนั้น มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อเมืองกำมะลานี พระเจ้ากำมะลานีครอบครองพระนครนั้น อยู่มาครั้งหนึ่ง พระเจ้ากำมะลานีเสด็จไปเที่ยวประพาสป่า กิตติศัพท์รู้ไปถึงพระเจ้าฟ้ารั่วว่า พระเจ้ากำมะลานีมิได้เสด็จอยู่ในพระนคร พระเจ้าฟ้ารั่วสั่งให้ชุมนุมจัตุรงค์โยธาเสร็จแล้ว ตั้งเป็นกระบวนทัพ พระองค์ก็ยกรีบไปทั้งกลางวันแลกลางคืน ครั้นถึงเมืองกำมะลานี ก็ให้ทหารเข้าโจมตีเอาพระนครได้แล้วเก็บริบเอาสวิญญาณกะทรัพย์ อวิญญาณกะทรัพย์ กวาดเอาครอบครัวเป็นอันมาก ทั้งพระราชธิดาพระเจ้ากำมะลานีก็พามาด้วย

ฝ่ายพระเจ้ากำมะลานีได้แจ้งว่า กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วมาตีเอาพระนครของพระองค์ได้ พาเอาพระราชธิดาและครอบครัวไปเป็นอันมาก พระเจ้ากำมะลานีทรงพระพิโรธ ให้เร่งยกพลโยธาทหารรีบไปทั้งกลางวันกลางคืน เข้าล้อมเมืองเมาะตะมะไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วแจ้งเหตุว่า พระเจ้ากำมะลานียกกองทัพมาล้อมพระนครไว้เป็นสามารถ พระเจ้าฟ้ารั่วจึงทรงดำริห์ว่า แม้นจะยกพลออกหักหาญรบพุ่งด้วยกองทัพพระเจ้ากำมะลานีบัดนี้ ประดุจสาดน้ำรดกันก็จะเสียรี้พลทั้งสองฝ่ายเป็นอันมาก อย่าเลยจะคิดเป็นกลอุบายอ่อนน้อมเอาชัยชนะให้จงได้ ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วทรงดำริห์แล้ว จึงแต่งอักษรราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการใช้ให้ทูตานุทูต ถือออกไปถึงพระเจ้ากำมะลานี ๆ จึงให้เบิกทูตจำทูลพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการเข้าไปถวายบังคมหน้าพระที่นั่ง แล้วให้อ่านพระราชสาส์นดู ในพระราชสาส์นนั้นว่า พระราชสาส์นพระเจ้าฟ้ารั่วมาถึงสมเด็จพระเจ้ากำมะลานีผู้เป็นใหญ่ ด้วยข้าพเจ้ายกกองทัพไปโจมตีเอาเมืองกำมะลานีนั้น ใช่ข้าพเจ้าจะประสงค์แก่ทรัพย์สมบัตินั้นหามิได้ เหตุว่าจะใคร่ได้พระราชธิดาของพระองค์มาเป็นพระอัครมเหษีตั้งไว้ในเศวตฉัตร์ ครั้นจะให้มีพระราชสาส์นไปขอนั้น เกรงพระองค์จะมิประสาทให้ ก็จะป่วยการที่ข้าพเจ้าเสน่หาในพระราชธิดานั้น แลซึ่งข้าพเจ้าทำการล่วงเกินทั้งนี้ผิดราชประเพณีหนักหนา พระองค์จงให้อภัยโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด แลซึ่งพระราชธิดาของพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจะอภิเศกเป็นเอกอัครมเหษี อันพระราชทรัพย์ครอบครัวทั้งปวงนั้นจะส่งคืนไปถวายให้สิ้น สองพระนครจะได้เป็นสุวรรณปัถพีเดียวกัน ถ้าพระองค์ไม่เชื่อ ข้าพเจ้าจะถวายสัตยานุสัตย์ไว้ต่อกัน

ครั้นพระเจ้ากำมะลานีแจ้งในพระราชสาส์นนั้น จึงทรงพระจินตนาการว่า แม้นมิฟังพระเจ้าฟ้ารั่ว จะทำการสงครามหักหาญไปประการใดก็ได้ แต่มิรู้แห่งที่จะคิดประการใดเลย ด้วยเสียพระราชธิดามาแล้ว จำเป็นจะอนุกูลตามราชประเพณี ครั้นทรงพระราชดำริห์แล้วก็มิได้มีความสงสัย จึงสั่งแก่ทูตจำทูลพระราชสาส์นให้เร่งกลับเข้าไปแจ้งแก่พระเจ้าฟ้ารั่วเถิด ถ้าจริงดังนี้แล้วเรามิได้อาฆาตพยาบาทแก่กัน จะประพฤติตามพระราชประเพณีโดยความปรารถนา ครั้นผู้ถือพระราชสาส์นกลับเข้ามาแล้ว กราบทูลแจ้งแก่พระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ก็ดีพระทัยนัก จึงให้แต่งเครื่องเสวยแลโภชนาหาร แลสุราสำหรับที่จะเลี้ยงเสนาไพร่พลทั้งปวง ประกอบด้วยยาพิศม์ทั้งนั้น อีกเครื่องราชบรรณาการออกไปถวายพระเจ้ากำมะลานี ๆ แลทหารทั้งปวงก็เชื่อมิได้มีความสงสัย มีความยินดีนัก ชวนกันบริโภคโภชนาสุราบานอันประกอบไปด้วยยาพิษ ก็ถึงแก่ความตายเป็นอันมาก พระเจ้ากำมะลานีก็ทิวงคต แลพลซึ่งเหลือตายนั้นก็แตกกระจัดกระจายหนีไป แลเครื่องสาตราวุธแลราชพาหนะทั้งนั้น ก็ได้แก่พระเจ้าฟ้ารั่วเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาเมืองเมาะตะมะก็บริบูรณ์บรมสุขยิ่งนัก แลเมืองพะโคคือเมืองหงษาวดีนั้น ก็เป็นส่วยขึ้นแก่เมืองภุกาม คนในเมืองพะโคนั้นต้องเข้าเดือนออกเดือน แลมีอขมะมอญคนหนึ่งนั้นเป็นลูกชาวบ้านมุอิเขต ออกบวชเป็นสามเณอยู่วัด อยู่มาในกาลวันหนึ่ง สามเณรนั้นไปนั่งเบาบนศิลา ๆ นั้นทะลุลงไป อาจารย์เห็นแล้วจึงทำนายว่า สามเณรองค์นี้จะมีบุญ อยู่มาในกาลวันหนึ่ง เจ้าสามเณรจึงลาอาจารย์สึกเป็นคฤหัสถ์ไปได้ลูกสาวมะตะหยอกเป็นภรรยา จึงกระทำหนังสือสัญญาไว้แก่พ่อตาว่า ลูกเขยอยู่บ้าน พ่อตาไปเข้าเดือน พ่อตาเข้าเดือน ลูกเขยอยู่บ้าน ทำหนังสือแล้วก็ส่งให้พ่อตา ๆ เป็นคนเขลา อ่านถึงสองครั้งสามครั้งก็หาความสงสัยมิได้ พ่อตาจึงเก็บเอาหนังสือไว้แล้วก็ไปเข้าเดือน ครั้นออกเดือนมาอยู่บ้าน ถึงกำหนดจะไปเข้าเดือนอีก พ่อตาจึงว่าแก่ลูกเขยว่า ทีนี้ถึงทีเจ้าแล้วไปเข้าเดือนเถิด ลูกเขยจึงว่าให้เอาหนังสือสัญญามาดู พ่อตาจึงคิดแต่ในใจว่า มันนี้เกียจคร้านหนักหนา พ่อตาก็ต้องไปเข้าเดือนเอง แต่พ่อตาเข้าเดือนแทนถึงสามครั้งสี่ครั้งแล้ว จึงเอาหนังสือออกอ่านดูต่อหน้าคนทั้งปวง ในหนังสือสัญญานั้น จะได้ว่าพ่อตาอยู่บ้านหามิได้ ว่าให้แต่ลูกเขยอยู่บ้าน บรรดาชายหญิงซึ่งได้ยินก็ยิ้มอยู่ บางคนก็หัวเราะ แล้วสรรเสริญว่า อขมะมอญคนนี้มีปัญญามากฉลาดกว่าพ่อตา

ฝ่ายอขมะมอญจึงคิดแต่ในใจว่า ความคิดแต่เพียงนี้คนทั้งปวงสรรเสริญว่าฉลาดหนักหนา แต่นี้กูจะไปเข้าเดือนเถิด จึงให้เมียหาเสบียงอาหาร ครั้นเวลากลางคืนจึงนิมิตฝันว่า เท้าข้างหนึ่งเหยียบเมืองพะโค เท้าข้างหนึ่งเหยียบเมืองภุกาม แล้วเท้าที่เหยียบเมืองภุกามนั้น ยกมาเหยียบเมืองพะโคทั้งสองเท้า ฝันดังนั้นแล้วก็ตื่นขึ้น คิดแต่ในใจว่านิมิตนี้ใหญ่หลวงนัก จะไปแก้ฝันแก่บุคคลผู้อื่นนั้นหาควรไม่ จำจะแก้ฝันแก่บิดามารดา ด้วยท่านเป็นบุพเทพยดามีพระคุณแก่เรามาหาที่สุดมิได้ จะรับเอาพรแห่งท่านจึงจะประสิทธิ์ดี ครั้นคิดแล้วเวลารุ่งเช้าไปแก้ฝันให้บิดามารดาฟัง บิดามารดาก็ทำนายว่า เจ้าฝันนี้เป็นมหัศจรรย์ใหญ่หลวงนัก นานไปจะได้เป็นใหญ่ในเมืองพะโค ครั้นได้ฟังบิดามารดาทำนายดังนี้ก็มีความยินดีนัก แล้วก็ไปเข้าเดือนณเมืองภุกาม เป็นฝีพายลงหน้าเรือพระที่นั่ง มีกำลังมาก พายเรือจนพายหัก จึงโปรดให้อขมะมอญเลื่อนออกไปพายกะทงหน้า พายก็หักทุกที จึงตั้งให้เป็นพันหัวแล้ว พระเจ้าภุกามโปรดพระราชทานให้ส่วยตลาดในเมืองพะโคนั้น เป็นกำลังราชการแก่อขมะมอญ ครั้นอขมะมอญออกเดือนกลับมาเมืองพะโคแล้ว ก็เก็บส่วยสาอากรในจังหวัดเมืองพะโค ซึ่งพระเจ้าภุกามพระราชทานให้เป็นกำลังราชการนั้นได้เป็นอันมาก ก็มีใจกำเริบขึ้นที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ จึงว่าแก่พ่อตาว่าทีนี้ถึงกำหนดจะเข้าเดือนข้าไม่ไปเข้าเดือนแล้ว จะอยู่คิดเอาเมืองพะโคให้จงได้ มตะหยอกพ่อตาจึงห้ามอขมะมอญว่า เจ้าคิดดังนี้มิชอบ ดังคนหามีกตัญญูไม่ พระเจ้าภุกามมีพระคุณได้ชุบเลี้ยงอยู่ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานส่วยสาอากรถึงเพียงนี้แล้ว แลพระเจ้าภุกามก็มีบุญญาธิการมาก ประกอบรี้พลช้างม้าเป็นกษัตริย์อันสูงใหญ่ ดังฤๅจะมาคิดกบถดังนี้เล่า ยังจะต่อสู้ด้วยทแกล้วทหารของท่านได้หรือ จะพากันพลอยตายเสียเปล่าหาเป็นประโยชน์มิได้ อขมะมอญจึงว่าพ่อจะปรารภไปใย ที่ว่าจะทำสงครามด้วยพระเจ้าภุกามนั้น ไว้เป็นภาระธุระเข้า อันการสงครามนี้จะชนะก็ด้วยปัญญาแลความคิดเป็นประมาณ ซึ่งจะชนะด้วยรี้พลมากนั้นหามิได้ ถ้าข้าว่าสิ่งใดพ่ออย่าขัดคำทำตามข้าทุกประการแล้ว ก็จะมีชัยชนะแก่สงครามเป็นมั่นคง มะตะหยอกพ่อตาได้ฟังอขมะมอญว่าดังนั้นก็ลงใจด้วย อขมะมอญจึงว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมชาวเมืองพะโคทั้งปวง ให้อยู่ในโอวาทของตนแล้วก็ตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่

ลุศักราช ๖๔๗ ปี อขมะมอญได้เมืองพะโคแล้ว จึงให้ตั้งค่ายขุดคูเมืองทำการอยู่ยังมิทันแล้ว กิตติศัพท์แจ้งไปถึงพระเจ้าภุกาม ๆ จึงแต่งให้เจตะสุกรีพระราชบุตรเขย คุมพลทหารยกลงมาจับอขมะมอญ

ขณะนั้นมตะหยอกรู้จึงว่าแก่อขมะมอญว่า เราได้ห้ามปรามแต่เดิมทีก็มิฟัง ขืนคิดทำการใหญ่หลวงให้เหลือตัว บัดนี้ค่ายคูจะป้องกันรักษาตัวเล่าก็ยังไม่สำเร็จ กองทัพเจตะสุกรีก็ยกมาถึงกึ่งทางแล้ว ท่านจะพาให้เราพลอยถึงแก่ความตายความฉิบหายเสียเป็นมั่นคงในครั้งนี้ ท่านจะคิดประการใด อขมะมอญจึงว่าพ่ออย่าตกใจ อย่าว่าแต่เจตะสุกรียกกองทัพมาเท่านี้เลย ถึงพระเจ้าภุกามจะยกทัพมาด้วยข้าก็ไม่กลัว สุดแต่ข้าว่าสิ่งใดบิดาจงฟังคำข้าทุกประการแล้ว ก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย มะตะหยอกจึงว่าท่านจะให้ทำประการใดก็จะทำตาม อขมะมอญจึงว่า ข้าจะคิดเป็นกลอุบายอันหนึ่ง จะตีพ่อท่านให้หลังแตก แล้วจะปล่อยออกไปให้เข้าหากองทัพเจตะสุกรี ถ้าเจตะสุกรีไต่ถามบิดาจงกล่าวโทษข้าให้จงหนัก แล้วทำเป็นภักดีต่อเจตะสุกรี แล้วจึงนำกองทัพเข้ามาโดยทางอ้อมให้ช้าอยู่ ถ้าประมานการเห็นว่าข้าทำค่ายเสร็จแล้วเมื่อใด บิดาจึงนำทัพเข้ามาเมื่อนั้น อขมะมอญคิดกลอุบายกับมตะหยอกพ่อตาฉนั้นแล้ว จึงเอาหวายผ่าซีกมาตีพ่อตาแต่พอให้หลังแตกเป็นแผล แล้วก็ให้รีบออกไปยังกองทัพเจตะสุกรี

ฝ่ายพม่าในกองทัพ ก็จับเอาตัวมตะหยอกเข้าไปยังเจตะสุกรี ๆ จึงถามว่า เหตุใดท่านจึงต้องโพยโบยตีดังนี้ มตะหยอกจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นพ่อตาอ้ายอขมะมอญ ๆ คิดกบถต่อด้วยพระเจ้าภุกาม ตั้งค่ายขุดคูเมืองแต่งบ้านเมือง ข้าพเจ้าห้ามก็มิฟังกลับโกรธ ให้ตีข้าพเจ้าแล้วใส่ตรุไว้ ข้าพเจ้าหนีออกได้ จึงมาหากองทัพ เจตะสุกรีแจ้งเนื้อความดังนั้นก็สำคัญว่าจริง จึงว่าให้มันทำไปพลางเถิด เองจงนำทัพเราไปโดยทางตรงให้ถึงเมืองพะโคโดยเร็ว มตะหยอกก็นำทัพมาตามป่ากลางเป็นทางอ้อม

ฝ่ายกองทัพพม่าไม่รู้แห่งทาง จึงถามมตะหยอก ๆ ก็บอกไปทุกตำบล ครั้นไปถึงป่าอันหนึ่งถามว่าชื่อไร มตะหยอกจึงบอกว่าชื่อป่ากลาง พม่าทั้งปวงจึงได้รู้ว่าป่านั้นบ้านนั้น ครั้นมตะหยอกนำทัพมาหลายวัน คะเนเห็นว่าอขมะมอญทำค่ายคูเสร็จแล้ว ก็นำกองทัพมาถึงเมืองพะโค

ฝ่ายสมิงอขมะมอญเร่งรัดทำค่ายคูเสร็จแล้ว ก็ให้ปลูกโรงใหญ่โรงหนึ่ง บนกำแพงที่ประตูเมืองฝ่ายทิศตะวันออก แล้วให้ทำรูปหุ่นเป็นรูปพระยาองค์หนึ่ง มีรูปสตรีถือพัดแลร่ม แลเครื่องสำหรับกษัตริย์นั้นแปดคนยืนอยู่ในโรงนั้น

ฝ่ายเจตะสุกรียกมาถึงเมืองพะโคแล้ว เวียนเลียบไปรอบเมือง เห็นรูปหุ่นในโรงนั้น ก็สำคัญตัวสมิงอขมะมอญยืนอยู่ ก็โกรธ จึงยิงด้วยลูกเกาทัณฑ์ สายเกาทัณฑ์นั้นกระทบศีรษะแม่มือเจตะสุกรีแตก

ฝ่ายสมิงอขมะมอญจึงทำเป็นอุบายออกไปเฝ้าเจตะสุกรีทูลว่า ข้าพเจ้าจะได้คิดประทุษฐร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัวหามิได้ ทุกวันนี้คิดกตัญญูบูชาพระคุณอยู่มิได้ขาด ข้าพเจ้าปลูกพระตำหนักปั้นพระรูปไว้ถวายบังคมทุกวัน ถ้าพระองค์ยังแคลงอยู่ ขอให้แต่งคนไปชันสูตรดูพระรูปพระเจ้าอยู่หัวซึ่งข้าพเจ้าทำไว้ในพระตำหนักนั้นเถิด เจตะสุกรีจึงว่า ซึ่งท่านว่ามิได้เป็นกบฏนั้นยังไม่เห็นจริง และพ่อตาของตัวเป็นที่คำนับ เหตุไรจึงตีพ่อตาด้วยอันใด อขมะมอญจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าจะตีพ่อตาด้วยคิดการกบฏนั้นหามิได้ ด้วยสมเด็จพระเจ้าภุกามทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงพระราชทานส่วยสาอาการให้ขึ้นแก่ข้าพเจ้า ๆ คิดถึงพระเดชพระคุณ จึงคิดอ่านแต่งบ้านเมืองไว้ เกลือกจะมีราชการสงครามมา จะได้รับรองป้องกันรบพุ่งไว้เป็นรั้วพระนครชั้นหนึ่ง และพ่อตานั้นเกียจคร้านห้ามมิให้ทำการครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อข้าพเจ้าทำพระรูปขึ้นบูชานั้นก็ห้ามอีกเล่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่ามตะหยอกพ่อตาหาความกตัญญูมิได้ ข้าพเจ้าโกรธจริงตีจริงอยู่ มตะหยอกจึงหนีมากราบทูลกล่าวโทษข้าพเจ้านี้หาจริงมิได้ ขอพระองค์ทรงดำริดูเถิด ถ้าข้าพเจ้าเป็นกบฏแล้ว จะออกมาเฝ้าพระองค์ไย

เจตะสุกรีได้ฟังอขมะมอญว่ากล่าวเป็นฉันท์ข้ากับเจ้าดังนั้นก็เห็นจริงหาความสงสัยมิได้ จึงใช้ให้คนไปชันสูตรดูรูปซึ่งอขมะมอญกระทำไว้สักการบูชานั้น ครั้นทหารไปดูก็เห็นแล้วกลับมาทูลว่า อขมะมอญกระทำพระรูปไว้บูชานั้นจริง เจตะสุกรีมีความโสมนัสยินดี ก็มิได้ทำโทษสิ่งใดแก่อขมะมอญ ๆ ก็บังคมลากลับเข้ามาเมือง จึงแต่งเครื่องบริโภคของเสวย เอาเนื้อฟานสดมาประกอบยาพิษใส่ แล้วก็ใส่ชะลอมส่งให้คนเอาไปถวายเจตะสุกรี เมื่อเจตะสุกรีจะถึงแก่ความพินาศ มิได้พิจารณาซึ่งมัจฉะมังสาหาร ให้ยินดีที่จะบริโภคเป็นกำลัง จึงสั่งให้พ่อครัวเอาเนื้อฟานไปแต่งเครื่องเสวย ครั้นพ่อครัวทำเครื่องเสร็จแล้วก็นำเข้าไปถวายแก่เจตะสุกรี ๆ ก็เสวยเนื้อฟานเข้าไป ศีรษะแม่มือซึ่งถูกสายธนูนั้นก็เป็นพิษกำเริบขึ้น เจตะสุกรีก็ถึงแก่กาลกิริยาตาย

ฝ่ายอขมะมอญก็ให้ตรวจรักษาหน้าที่ค่ายคูประตูหอรบเป็นมั่นคง และเสนาบดีนายทัพนายกองซึ่งมาด้วยเจตะสุกรีนั้นก็ตกใจร้องไห้อื้ออึงไปทั้งกองทัพ จะมีใครคิดการต่อไปหามิได้ ก็เอาศพเจตะสุกรีนั้นไปเผาเสีย แล้วก็ร้องไห้ร่ำไรรักเจตะสุกรีว่า พระองค์ค่อยอยู่เถิด ข้าพเจ้าจะถวายบังคมลาไปแล้ว ที่เจตะสุกรีตายนั้นรามัญเรียกว่าตำบลเจ้าตายตราบเท่าบัดนี้

ฝ่ายเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงก็ยกทัพกลับไปเมืองภุกาม แล้วก็กราบทูลซึ่งเหตุอันสมิงอขมะมอญกระทำแลเจตะสุกรีถึงแก่ความตายนั้นให้พระเจ้าภุกามทรงทราบทุกประการ พระเจ้าภุกามได้แจ้งแล้วก็ทรงพระอาลัยถึงพระราชบุตรเขยเป็นกำลัง ก็ยิ่งทรงพระโกรธแก่อขมะมอญ จึงให้จัดแจงกองทัพจะให้ยกไปจับอขมะมอญอีก

ขณะนั้นมังยอดฟ้าซึ่งเป็นพระอนุชาพระเจ้าภุกาม ๆ ให้ไปกินเมืองตะเคิงนั้นซ่องสุมผู้คนไว้ได้มากแล้ว ก็คิดกบฏแข็งเมืองขึ้นเป็นศึกกันอยู่ถึงเจ็ดปี

ฝ่ายอขมะมอญได้ช้างพลายตระกูลสีแดงเล็บครบ เป็นช้างชาติอุโบสถตัวหนึ่งมีกำลังมาก ครั้นอยู่มาช้างนั้นตาย อขมะมอญจึงให้ถอดเอางานั้นมาเลื่อยทำเป็นโครงกูบเรือ เหลือเศษอยู่นั้นให้เอามาทำเป็นแหวนเครื่องใส่มือถืออยู่ ตั้งแต่ช้างนั้นตายแล้ว ตะบเดชะอขมะมอญนั้นก็เสื่อมลง

ครั้นอยู่มา ฝ่ายลักขะยาพยูซึ่งเป็นน้องเมียสมิงอขมะมอญนั้น ปลูกเรือนฝากระดาน ครั้นเสร็จแล้วเมื่อจะขึ้นเรือนนั้น ลักขะยาพยูจึงว่าแก่สมิงอขมะมอญว่า ข้าพเจ้าปลูกเรือนใหญ่ขึ้นได้ถึงเพียงนี้ก็เพราะบุญญาธิการของท่าน ขอเชิญท่านลงไปเหยียบเรือนข้าพเจ้าให้เป็นเกียรติยศไว้ จะได้ลือชาปรากฎไปทั่วพระนครอันนี้ สมิงอขมะมอญก็มีความกรุณาแก่ลักขะยาพยู ครั้นเวลาได้ฤกษ์ดีแล้ว ก็ลงไปยังเรือนลักขะยาพยู เพื่อจะให้เป็นเกียรติยศแก่น้องเมียของตน

ฝ่ายลักขะยาพยูตกแต่งเครื่องบรรณาการไว้แล้ว ซ่อนหน้าเสียมิได้ออกมาหา ให้แต่ภรรยาแลผู้คนบ่าวไพร่มาหมอบเฝ้ารับเสด็จอยู่ ฝ่ายสมิงอขมะมอญเห็น จึงว่า เรือนมันสนุกยิ่งกว่าเรือนเราอันเป็นพระยาอีก ว่าแล้วก็กลับขึ้นมายังเรือนหลวง นางอัครมเหษีจึงทูลถามถึงสองครั้งสามครั้ง ว่าเหตุไฉนพระองค์จึงเสด็จมาเร็วนัก สมิงอขมะมอญก็มิได้ออกวาจาประการใด นางอัครมเหษีจึงให้สาวใช้คนสนิทลงไปถามเมียลักขะยาพยูว่า ท่านทั้งปวงเพ็ดทูลประการใดจึงทรงพระโกรธ

ฝ่ายลักขะยาพยูรู้ว่าสมิงอขมะมอญโกรธ จึงคิดกับบ่าวไพร่คนสนิทว่า สมิงอขมะมอญสิโกรธเราแล้ว จะนิ่งอยู่ก็มิได้ จำจะคิดอ่านประหารชีวิตเสียจึงจะพ้นอันตราย ครั้นคิดกันพร้อมแล้ว ก็จัดเครื่องบรรณาการให้บ่าวคนสนิทถือขึ้นไปดุจประหนึ่งจะไปถวาย เอาอาวุธซ่อนขึ้นไปด้วย คิดทำดังนี้หวังมิให้สมิงอขมะมอญสงสัยแลตัวลักขะยาพยูนั้น ก็เอาอาวุธซ่อนไปมิให้คนทั้งปวงเห็น ครั้นถึงเรือนหลวงแล้ว ทหารทั้งปวงก็วิ่งกรูกันขึ้นไป

ฝ่ายสมิงอขมะมอญ เห็นพวกลักขะยาพยูถือสาตราวุธเข้ามาผิดปลาด ก็รู้ว่าจะทำร้าย สมิงอขมะมอญก็โกรธฉวยได้ดาบวิ่งออกมาต่อสู้ ฟันพวกลักขะยาพยูศีร์ษะขาดออกตายคนหนึ่ง พวกลักขะยาพยูก็หนุนแน่นกันเข้าไป อขมะมอญเห็นเหลือกำลังจะสู้มิได้ จึงร้องว่าแก่ลักขะยาพยูว่า เราเห็นกันมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ หาความพิโรธราคีแก่กันมิได้ เหตุไฉนท่านจะมาทำร้ายแก่เรา ๆ ขอชีวิตเถิด ลักขะยาพยูก็มิได้ฟัง จึงประหารอขมะมอญถึงแก่ความตาย ครั้งสมิงอขมะมอญตายแล้ว ลักขะยาพยูนั้นก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ครองสมบัติในเมืองพะโคได้แปดวัน แลอเขตะมะมอญคนหนึ่ง เป็นบุตรเขยมตะหยอก สร้างเมืองแห่งหนึ่งขึ้นกับเมืองพะโค ทางไกลเมืองพะโคเจ็ดวัน อเขตะมะมอญรู้ว่า ลักขะยาพยูฆ่าอขมะมอญเสียได้กินเมืองพะโค เห็นผู้คนระส่ำระสายอยู่อเขตะมะมอญก็ยกกองทัพมา พอมีหนังสือมะตะหยอกบอกไปถึงอเขตะมะมอญ ๆ รู้ในหนังสือนั้นแล้ว ก็รีบยกทัพมาถึงเมืองพะโค มตะหยอกรู้จึงเปิดประตูเมืองรับ อเขตะมะมอญก็ยกกองทัพเข้าไปในเมืองไล่จับลักขะยาพยูฆ่าเสีย

ขณะนั้นอเขตะมะมอญได้เป็นกษัตริย์ในเมืองพะโค ตั้งนามตนเองชื่อพระเจ้าตราพระยา ครองราชสมบัติในเมืองพะโคสืบมา

ฝ่ายข้างเมืองเมาะตะมะนั้น พระเจ้าฟ้ารั่วมีพระอิสสริยานุภาพเป็นอันมาก พระเจ้าฟ้ารั่วกับพระเจ้าตราพระยานั้นมีพระทัยเป็นมิตรภาพต่อกัน ต่างองค์ใช้ราชทูตส่งเครื่องบรรณาการไปมาเป็นราชสำพันธมิตรไมตรีกัน พระเจ้าฟ้ารั่วมีพระราชธิดาองค์หนึ่งทรงพระนามว่านางสินทยา

ฝ่ายพระเจ้าตราพระยามีพระราชธิดาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าสุเจตะละ ต่างองค์ส่งพระราชธิดาไปถวายกันทั้งสองฝ่าย ทรงประพฤติดังนี้ เพื่อจะให้พระราชไมตรีผูกพันมั่นคงเป็นสุวรรณปัถพีอันเดียวกัน ทั้งสองพระนครก็อยู่เย็นเป็นสุข

ครั้นอยู่มามังเกริกเปรียง ซึ่งเป็นใหญ่ในเมืองภุกามยกพลโยธามาล้อมเมืองทะละไว้ ให้มังแซะซอราชนัดดายกพลลงมาตีปลายด่านเมืองพะโค ชาวด่านทั้งปวงต้านทานรบพุ่งไว้ได้ประมาณห้าเดือนหกเดือน ต่างองอาจกล้าหาญด้วยกันทั้งสองฝ่าย ชาวด่านจึงบอกเข้ามายังเมืองพะโค พระเจ้าตราพระยาแจ้งแล้ว จึงใช้ราชทูตจำทูลพระราชสาส์น ไปถึงพระเจ้าฟ้ารั่วณเมืองเมาะตะมะ ๆ ในปีนั้นเข้าแพง ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วได้แจ้งแล้ว จึงให้จัดทหารโยธาทั้งปวงเสร็จแล้วให้กองหน้ายกไปก่อน แล้วพระองค์ก็เสด็จยกทัพหนุนไปต่อภายหลัง ครั้นไปถึงเมืองพะโคแล้ว พระเจ้าตราพระยาจึงออกมาต้อนรับสนทนากันตามราชประเพณีไมตรีซึ่งมีต่อกัน

ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาจึงให้จัดกองทัพเมืองพะโคนั้นเสร็จแล้ว ก็ยกพร้อมกันกับกองทัพพระเจ้าฟ้ารั่ว ไปปราบศึกซึ่งล้อมเมืองอากเหมาะปลายด่านนั้น ข้าศึกมิอาจจะต่อสู้ได้ก็แตกพ่ายหนีไป ครั้นมีชัยชนะข้าศึกแล้ว สองกษัตริย์ก็รีบยกไปปราบข้าศึกซึ่งมาล้อมเมืองทะละ แลทัพเมืองภุกามนั้นก็แตกหนีไป จึงยกทัพไปล้อมเมืองหางสะทะงะ พม่าซึ่งรักษาเมืองหางสะทะงะนั้นทานกำลังมิได้ก็แตกหนีไป แล้วรีบยกกองทัพไปตีเมืองสะโทง พม่าซึ่งรักษาเมืองสะโทงนั้นถึงแก่ปราชัย

ฝ่ายทหารพระเจ้าฟ้ารั่วพระเจ้าตราพระยาก็จับตัวณหยัดพม่าซึ่งเป็นเจ้าเมืองสะโทง ออกมาถวายสองกษัตริย์ ๆ ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตเสีย สองกษัตริย์ไปปราบข้าศึกครั้งนั้น ได้พระนครเป็นอันมากแล้ว พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองให้เลิกกองทัพกลับมาเมืองพะโค ยกมาทางหนองมุเขิง

ฝ่ายพระเจ้าตราพระยามีพระทัยประทุษฐร้ายต่อพระเจ้าฟ้ารั่วคิดกันกับเสนาบดีว่า เราจะรีบยกไปก่อนแล้ว จะทำกลอุบายลวงเชิญพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าไปกินเลี้ยงในเมือง จะแต่งโภชนาหารประกอบยาพิษให้เสวยให้ถึงซึ่งพินาศ แล้วจะชิงเอาสมบัติในเมืองเมาะตะมะ ครั้นคิดกันแล้วก็รีบยกทัพมาก่อน

ฝ่ายพระเจ้าฟ้ารั่วก็ยกทัพตามมาภายหลัง ครั้นมาถึงกลางทางมีผู้มากราบทูลว่า พระเจ้าตราพระยาคิดกลอุบายจะทำร้ายต่อพระองค์ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทราบดังนั้น จึงทรงพระราชดำริห์ว่า พระเจ้าตราพระยาก็เป็นพระราชสัมพันธมิตรสนิทเสน่หานัก แลจะมาละสัตยานุสัตย์เสีย จะคิดประทุษฐร้ายต่อเราดังนี้ยังแคลงอยู่ ครั้นจะมิเชื่อเล่าถ้าจริงก็จะเสียที จะยกตามเข้าไปตั้งอยู่นอกเมืองพะโคก่อน ฟังดูพระเจ้าตราพระยาจะคิดประทุษฐร้ายจริงหรือมิจริงประการใดก็จะรู้ ครั้นทรงพระดำริห์แล้ว จึงสั่งกำชับนายทัพนายกองทแกล้วทหารทั้งปวง แล้วก็ให้ยกทัพมาตั้งมั่นอยู่นอกเมืองพะโค ให้คนสอดแนมคอยฟังกิตติศัพท์ดู

ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาได้แจ้งว่า พระเจ้าฟ้ารั่วยกกองทัพมาตั้งอยู่นอกเมืองแล้ว จึงให้แต่งโภชนาหารประกอบด้วยยาพิษเสร็จแล้ว ก็ให้เสนาบดีออกไปเชิญเสด็จพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าไปกินเลี้ยง พระเจ้าฟ้ารั่วจึงตรัสว่า ถ้าพระเจ้าตราพระยาปรารถนาจะเลี้ยงดูเรากับไพร่พลทหารทั้งปวงให้เป็นที่สบายแล้ว ก็ให้เชิญพระเจ้าตราพระยาเสด็จออกมาหาเราก่อนเถิด เราจึงจะเข้าไป ครั้นเสนาบดีกลับเข้าไปทูลตามคำพระเจ้าฟ้ารั่วตรัสสั่ง พระเจ้าตราพระยาก็สดุ้งพระทัย เห็นว่าพระเจ้าฟ้ารั่วรู้พระองค์แล้ว ครั้นจะนิ่งไว้มิได้ก็แต่งกองทัพยกออกมา จะต่อรบด้วยพระเจ้าฟ้ารั่ว

ขณะนั้นเป็นฤดูคิมหันต์ใบไม้แห้ง พระเจ้าตราพระยาก็สั่งให้จุดไฟเผาป่าขึ้น หวังจะให้กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วระส่ำระสายเป็นอันตรายด้วยอำนาจเพลิง ครั้นไฟไหม้มาใกล้กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ จึงสั่งให้ถอยทัพเข้ามาอาศัยอยู่ริมหนองน้ำแห่งหนึ่ง จึงทรงสุวรรณภิงคารคือพระเต้าน้ำทอง เสด็จขึ้นทรงคชสารอันเป็นราชพาหนะ แล้วจึงตั้งสัตยาธิษฐานหลั่งน้ำทักษิโณทกออกพระโอษฐ์ตรัสว่า เราตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์ซื่อตรงต่อพระเจ้าตราพระยา ๆ ละสัตยานุสัตย์สุจริตธรรมเสียคิดประทุษฐร้ายแก่เรา เดชะสัตยานุสัตย์ของเรานี้ ขอเทพยดาทั้งปวงจงช่วยอภิบาลรักษาข้าพเจ้าด้วย ถ้าพระเจ้าตราพระยาแลพวกพลทั้งปวงจะทำอันตรายแก่ข้าพเจ้า ขอให้ปราชัยไปเหมือนละลอกอันกลิ้งเข้ามากระทับฝั่งนั้นเถิด

ขณะนั้นพระเจ้าตราพระยา เร่งรีบยกพลเข้าไปข้างทิศตะวันตก แห่งหนองน้ำที่กองทัพพระเจ้าฟ้ารั่วอาศัยอยู่นั้น จึงลูกชาวบ้านกองมุคนหนึ่งชื่อลักคี เป็นทหารหน้าช้างถือทวนยืนอยู่หน้าช้างพระที่นั่งพระเจ้าฟ้ารั่วกราบทูลว่า ถ้าแลพระเจ้าตราพระยาจะมาชนช้างกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะแทงตาช้างพระเจ้าตราพระยาให้แตกแล้ว จะคว้านเอาไส้ช้างออกมาให้จงได้ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดีนัก

ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาก็ไสช้างเข้ามาชนกับพระเจ้าฟ้ารั่ว ลักคีลูกชาวบ้านกองมุนั้น ก็สอึกเข้าแทงด้วยทวนถูกปากช้างทีหนึ่ง ถูกคอทีหนึ่ง ช้างพระเจ้าตราพระยาถูกเจ็บร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังแล้วก็บ่ายหนีไป พระเจ้าฟ้ารั่วก็เอาผ้าซับพระพักตร์ท่อนหนึ่งทิ้งให้แก่บุตรชาวบ้านกองมุเป็นสำคัญ บุตรชาวบ้านกองมุได้รับพระราชทานผ้าซับพระพักตร์แล้ว ก็เอาพันเป็นมงคลคาดศีร์ษะไว้ ฝ่ายพระเจ้าตราพระยาลงจากช้างขึ้นม้ารีบหนีเข้าป่า รี้พลทั้งนั้นก็แตกหนีไปสิ้น

ฝ่ายพระเจ้าฟ้ารั่วก็ยกทัพเข้าไปยังเมืองพะโคแล้ว แต่งให้ทแกล้วทหารไปติดตามจับพระเจ้าตราพระยา พลทหารตามไปจับเอาตัวได้พามาถวายพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ทรงพระโกรธนัก จะให้ประหารชีวิตเสีย จึงพระสังฆราชราชาคณะชุมนุมสงฆ์ฝ่ายคันฐธุระวิปัสนาธุระหลายรูป เข้ามาถวายพระพรขอชีวิตพระเจ้าตราพระยาไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วก็ทรงพระอนุญาตให้มิได้ฆ่าเสีย แล้วให้เอาตัวพระเจ้าตราพระยากับพระราชธิดาของพระองค์ ซึ่งพระราชทานให้แก่พระเจ้าตราพระยาแต่ก่อนนั้น กับราชบุตรสององค์ชื่อชังคีชื่อชังแง ซึ่งเกิดด้วยนางสินทยาราชธิดาของพระองค์นั้น ให้ทแกล้วทหารคุมไปไว้ณเมืองเมาะตะมะก่อน ฝ่ายพระองค์ยับยั้งอยู่ณเมืองพะโค พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ลูกชาวบ้านกองมุ ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองพะโค จึงให้หาบิดามารดาลักคีออกมาแล้วตรัสว่า บุตรท่านมีความชอบในสงคราม เราก็ปูนบำเหน็จให้อยู่กินเมืองพะโคแล้ว ท่านทั้งสองจงเป็นใหญ่ในบ้านกองมุนี้เถิด แล้วพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าเป็นอันมาก จึงให้เอากลองไปตีในบ้านกองมุนั้นสุดเสียงกลองเพียงใด ก็ให้ทำหลักประโคนปักกำหนดไว้ทั้งสี่ทิศ พระราชทานบ้านส่วยให้ขึ้นแก่บิดามารดาลักคีอำมาตย์นั้นแล้ว ก็ยกเข้าไปเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายพระเจ้าตราพระยานั้น ยังมีจิตคิดประทุษฐร้ายพยาบาทในพระเจ้าฟ้ารั่วอยู่มิได้วาย จึงคิดกระทำเป็นดอกไม้กลไว้รอบพระนคร ถ้าพระเจ้าฟ้ารั่วจะเสด็จออกเลียบพระนครเมื่อใด จึงจะจุดดอกไม้เพลิงกลให้พระเจ้าฟ้ารั่วถึงซึ่งทิวงคต ความคิดพระเจ้าตราพระยาทำอุบายดังนี้ นางสินทยาพระราชธิดาพระเจ้าฟ้ารั่วแจ้งสิ้น จึงเข้าไปกราบทูลแจ้งแก่สมเด็จพระบิดาทุกประการ พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทราบแล้วก็ทรงพระโกรธจึงตรัสว่า ครั้งก่อนก็ทำอันตรายแก่กูทีหนึ่งแล้ว กูก็ละชีวิตไว้มิได้ฆ่าเสีย ยังจะคิดประทุษฐร้ายต่อกูอีกเล่า ผลกรรมมาดลใจจะให้ถึงแก่พินาศฉิบหาย เราจะเลี้ยงไว้มิได้ ก็ตรัสสั่งเพ็ชฆาตให้เอาพระเจ้าตราพระยาไปประหารชีวิตเสีย แลบุตรซึ่งเกิดด้วยนางสินทยาอันเป็นพระราชนัดดานั้น ทรงพระกรุณาโปรดเลี้ยงไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วได้เป็นกษัตริย์ในเมืองเมาะตะมะในศักราช ๖๔๙ ปี เสวยราชสมบัติได้หกปี ลุศักราช ๖๕๕ ปี มีช้างฉัตรทันต์ตัวหนึ่งมาแต่ป่าหิมพานต์สมจรด้วยนางช้างดำณเมืองสุโขทัย เกิดลูกเป็นช้างเผือกผู้ขาวบริสุทธิ์ดุจสำลี อายุช้างนั้นได้หกปี สมเด็จพระร่วงเจ้าจึงให้เอามาบำรุงเลี้ยงไว้ ครั้นอยู่มา เป็นบุญสมภารแห่งพระเจ้าฟ้ารั่วที่จะได้ช้างเผือกไว้เป็นศรีเมืองเมาะตะมะ เผอินให้ช้างเผือกมิได้จับน้ำแลหญ้าเป็นหลายเวลา นางช้างจึงเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระร่วงเจ้า ๆ ก็เสด็จมาทอดพระเนตรพระยาช้างเผือก จึงทรงพระดำริห์ว่า ช้างนี้มิได้เกิดโรคประการใด มาเป็นดังนี้ดูก็เป็นอัศจรรย์นัก หรือจะมิควรอยู่เป็นราชพาหนะแห่งเรากระมัง พระองค์ไม่สบายพระทัยก็เสด็จกลับเข้ามา เวลาค่ำเข้าที่พระบรรทม จึงทรงพระอธิษฐานขอนิมิตเทพยดาอันรักษาพระยาช้างเผือก บันดานให้ทรงพระสุบินนิมิตว่า ถ้าช้างเผือกอยู่ในเมืองสุโขทัยจะเกิดอุบาทว์ใหญ่สี่ประการ คือจะเกิดอันตรายแก่พระเจ้าแผ่นดิน ให้พลัดพรากจากราชสมบัติประการหนึ่ง จะเกิดวิบัติแก่พระอัครมเหษีประการหนึ่ง จะเกิดเหตุใหญ่แก่เสนาบดีประการหนึ่ง จะเกิดจลาจลแก่ไพร่ฟ้าประชากรประการหนึ่ง เป็นอุปัทวเหตุสี่ประการ ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าตื่นจากที่พระบรรทมแล้วเสด็จออก จึงตรัสเล่าพระสุบินให้เสนาบดีทั้งปวงฟัง แล้วตรัสว่าเห็นช้างเผือกจะมิพอใจอยู่ด้วยเราแล้ว ประเทศอันใดพระยาช้างชอบใจจะไปอยู่ก็ตามใจเถิด เสนาพฤฒามาตย์รับสั่งแล้ว จึงปรึกษากันกราบทูลว่า ช้างตัวนี้เป็นพระยาเสวตมงคลคชสารศรีเมืองตัวประเสริฐ ซึ่งจะปล่อยไปนั้นเสียดายนัก ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงจะขอเสี่ยงหญ้าให้พระยาช้างจับดูก่อน ถ้าแลจับหญ้าเมืองใด จึงจะไปส่งเมืองนั้น สมเด็จพระร่วงเจ้าก็ตรัสเห็นด้วยอำมาตย์ จึงให้เอาหญ้ามากำเป็นสามกำ คือตั้งเป็นหญ้าเมืองสุโขทัยกำหนึ่ง เป็นหญ้าเมืองเมาะตะมะกำหนึ่ง เป็นหญ้าเมืองเชียงใหม่กำหนึ่ง แล้วจึงอธิษฐานว่า ถ้าพระยาช้างจะไปอยู่ประเทศที่แห่งใด ก็ให้จับหญ้าเมืองนั้นบริโภคเถิด

ขณะนั้นพระยาช้าง จับเอากำหญ้าเมืองเมาะตะมะขึ้นจบเหนือกระพองศีร์ษะแล้วก็กิน เอางวงกวาดหญ้าสองเมืองนั้นเสีย สมเด็จพระร่วงเจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนี้จึงตรัสว่า สำหรับบุญเขาแล้วก็เอาไปให้เขาเถิด จึงสั่งให้เกณฑ์ชาวบ้านตราเลิกชาวบ้านกลองห้าร้อยคน อำมาตย์ผู้หนึ่งเป็นนายคุมพระยาช้างเผือกมาส่ง แต่แม่ช้างนั้นให้เอากลับคืนมา แลคนซึ่งไปส่งช้างนั้นให้มีขวานถือร้อยพร้าร้อย จอบร้อยสำหรับทำทางปราบหลักตอลุ่มดอน แลคนสองร้อยนั้นให้ปลูกโรงแต่งที่ประทับ แล้วมีพราหมณ์สี่คนสำหรับสังวัธยายมนตร์ทั้งสี่ทิศ ครั้นไปถึงท่าจะลงแพนั้น พระยาช้างเผือกจึงให้แม่ช้างลงแพก่อน ตัวพระยาช้างจึงลงต่อภายหลัง คนห้าร้อยซึ่งไปส่งนั้นจึงว่า ท่านจะเอามารดาไปด้วยฉนี้ ข้าพเจ้าทั้งปวงก็มิพ้นพระราชอาญาพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระยาช้างได้ฟังคำคนทั้งปวงว่าดังนั้น ก็เอางวงขึ้นพาดหลังนางพังผู้มารดา มีจักษุทั้งสองนองไปด้วยน้ำตา จึงเอางวงพยุงส่งมารดาขึ้นจากแพ คนห้าร้อยได้เห็นแล้วก็บังเกิดสังเวชใจสิ้นด้วยกัน ครั้นข้ามไปถึงฝั่งเข้าแดนเมืองเมาะตะมะแล้ว จึงเอาข่าวบอกเข้าไปให้กราบทูลพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ ได้ทราบว่า สมเด็จพระร่วงเจ้าพระราชทานพระยาเสวตมงคลคชสารศรีเมืองมา ก็มีพระทัยโสมนัศนัก จึงให้จัดการที่จะรับพระยาช้างเสร็จแล้ว ก็เสด็จขึ้นไปรับถึงตำบลเมืองแปร แล้วพระราชทานรางวัลแก่ชาวเมืองสุโขทัย ซึ่งมาส่งพระยาช้างเผือกนั้นเป็นอันมาก ครั้นได้ฤกษ์แล้วก็ให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์รับพระยาช้างเผือกลงไปเมืองเมาะตะมะ ตกแต่งที่อยู่ให้ตามสมควร ลุศักราช ๖๕๕ ปี

ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่รู้ว่า พระเจ้าฟ้ารั่วได้ช้างเผือกผู้มาไว้เป็นศรีพระนคร จึงให้แต่งทัพแปดทัพเป็นคนแปดหมื่น ยกลงมาล้อมเมืองเมาะตะมะไว้ พระเจ้าฟ้ารั่วจึงปรึกษาเสนาบดีทั้งปวงว่า กองทัพเมืองเชียงใหม่ยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จะคิดประการใด ฝ่ายมุขมาตยาทั้งปวงจึงกราบทูลว่า ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ให้ยกพลมากระทำสงครามครั้งนี้ เพื่อประโยชน์จะใคร่ได้พระยาช้างเผือกไปไว้เป็นศรีพระนครเชียงใหม่ ขอพระองค์จงทรงพระอธิษฐานขอสุบินนิมิตดูให้แจ้งเหตุประจักษ์ก่อน ถ้าพระยาช้างเผือกจะควรคู่เป็นราชพาหนะของพระองค์อยู่ ขอให้ทรงพระสุบินนิมิตที่เป็นชัยมงคล ถ้าจะเสียพระยาช้างเผือกแลบ้านเมืองแก่ข้าศึก ก็ให้ทรงพระสุบินนิมิตเป็นอัปมงคลให้ประจักษ์แล้ว จึงจะได้คิดถ่ายเทต่อภายหลัง พระเจ้าฟ้ารั่วได้ทรงฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ปลูกศาลแต่งเครื่องพลีกรรมบวงสรวงเทพยดา ครั้นเวลาค่ำก็ทรงอธิษฐานต่อเทพยดาว่า ถ้าช้างเผือกตัวนี้เกิดด้วยบุญสมภารจะเป็นราชพาหนะแห่งข้าพเจ้า ก็ขอให้นิมิตเป็นศุภมงคลเถิด ถ้าข้าพเจ้าจะสิ้นวาสนา จะเสียพระยาช้างแลพระนครแก่ปัจจามิตรข้าศึกแล้ว ขอให้ข้าพเจ้านิมิตเป็นอัปมงคลเถิด ทรงพระอธิษฐานแล้วก็เข้าที่พระบรรทม ครั้นล่วงเข้าเวลาปัจฉิมยาม จึงเทพยดาอันสถิตย์สิงอยู่ในบวรเสวตฉัตร จึงบันดาลให้พระเจ้าฟ้ารั่วนิมิตฝันว่า ซึ่งข้าศึกมาล้อมพระนครไว้ครั้งนี้ จะทรงพระวิตกไปไย พระยาช้างเผือกผู้ของพระองค์เป็นชัยมงคลอยู่แล้ว ให้เร่งแต่งที่บนยอดเขาใกล้เมืองเมาะตะมะ ประดับด้วยราชวัตรฉัตรธง แลให้เอาอ่างทองคำใส่น้ำตั้งพิธีแล้ว จึงประดับพระยาช้างด้วยเครื่องคชาภรณ์อันงาม เชิญขึ้นไปณยอดเขาซึ่งตั้งพิธีนั้น พระยาช้างก็จะสูบเอาน้ำในอ่างทองพ่นออกไปทิศใด ปัจจามิตรที่อยู่ในทิศนั้นก็จะปราชัยไปทุกทิศ ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วตื่นจากที่พระบรรทมแล้ว ทรงพระดำริห์ว่าชรอยเทพยดาเจ้ามาบอกเหตุให้เราแล้วเป็นมั่นคง จึงเสด็จออกสั่งให้แต่งที่ณยอดเขาใกล้เมืองเมาตะมะเสร็จแล้ว ถึงเวลาอุดมฤกษ์ก็ให้เชิญพระยาช้างขึ้นไปสถิตย์ในโรงราชพิธี

ฝ่ายพระยาช้างก็สูบเอาน้ำในอ่างทองแล้ว ก็พ่นออกไปตามทิศซึ่งข้าศึกตั้งอยู่นั้น ช้างในกองทัพเมืองเชียงใหม่ได้ยินเสียงพระยาช้างเผือกพ่นน้ำออกไปก็ตกใจ วิ่งเหยียบกองทัพ ๆ ก็แตกไป ชาวเมืองเมาะตะมะก็เปิดประตูเมืองออกไป เก็บได้เครื่องสาตราวุธแลผู้คนช้างม้าเป็นอันมาก จำเดิมแต่ทัพเมืองเชียงใหม่แตกไปแล้ว ชาวเมืองเมาะตะมะก็มีความสุขทั่วทุกชายหญิง ครั้นอยู่นานมา ชังคีชังแง ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้าตราพระยานั้น พระเจ้าฟ้ารั่วให้เชิญพานพระศรีองค์หนึ่ง เชิญพระเต้าน้ำองค์หนึ่ง ด้วยเห็นว่าเป็นพระราชนัดดาหาแคลงพระทัยไม่ ใช้สอยสนิทอยู่ วันหนึ่งอำมาตย์ทั้งปวงจึงบอกชังคีชังแงว่า พ่อทั้งสองนี้หาเป็นพระราชบุตรพระเจ้าฟ้ารั่วไม่ เป็นบุตรพระเจ้าตราพระยาต่างหาก ชังคีชังแงสงสัยนัก จึงไปทูลถามพระมารดา นางสินทยาผู้เป็นพระมารดา ก็บอกสมคำอำมาตย์ แลแจ้งความแต่หลังให้ฟังทุกประการ ชังคีชังแงได้ฟังพระมารดาบอกดังนั้น ก็มีพระทัยโทมนัศเศร้าโศรก จึงปรึกษากันพี่น้องว่า แต่พระราชบิดาเราท่านยังประหารชีวิตเสีย ตัวเราทั้งสองนี้ที่ไหนท่านจะรักใคร่ พี่น้องจึงคิดกันเป็นกบถ เอามีดเหน็บซ่อนไว้ คอยดูท่วงทีซึ่งจะทำการ ครั้นพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าที่บรรทมหลับสนิทอยู่ สองคนพี่น้องลอบย่องเข้าไป แล้วชักมีดเหน็บออกจะแทง พอนางนักสนมเห็นร้องอื้ออึงขึ้น พี่น้องทั้งสองกลัวแทงเบาไปหาเข้าไม่ พระเจ้าฟ้ารั่วตกพระทัยตื่นขึ้นเห็น ชังคีชังแงก็วิ่งหนีไป จึงตรัสสั่งให้เสนาบดีตามไปจับ เสนาบดีทั้งปวงตามไปจับพระราชนัดดาทั้งสองได้ ณตำบลวัดเฉพาะ เอามาถวายพระเจ้าฟ้ารั่ว ๆ จึงตรัสสั่งให้เอาไปประหารชีวิตเสีย แล้วจึงตรัสว่า แต่นี้ไปตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก จึงเป็นคำโบราณสืบมาคุงเท่าบัดนี้ พระเจ้าฟ้ารั่วเสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้ยี่สิบหกปี พระโรคเบียดเบียฬ ก็สวรรคตณวันพุธขึ้นหกค่ำเดือนยี่จุลศักราช ๖๗๕ ปี เมื่อไปอยู่ณเมืองสุโขทัยประมาณกี่ปี แลเมื่อแรกได้ราชสมบัติพระชนมายุเท่าใด จดหมายในราชพงษาวดารรามัญหาปรากฎไม่

ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวง จึงเชิญพระศพพระเจ้าฟ้ารั่วเข้าถวายพระเพลิงในปราสาท กวาดเอาพระอัฎฐิแลพระอังคารประมวญเข้าแล้วก่อพระเจดีย์สรวมลงไว้ กระทำเปนรูปนกยูงทองไว้หน้าพระเจดีย์ ๆ ยังประดิษฐานอยู่คุงเท่าบัดนี้ แล้วเสนาพฤฒามาตย์ปะโรหิตทั้งปวง จึงเชิญมะกะตาผู้เปนพระอนุชาพระเจ้าฟ้ารั่ว ขึ้นครองสมบัติในศักราช ๖๗๕ ปี ณวันเสาร์ ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสามฤกษ์ยี่สิบ ครั้นมะกะตาได้เสวยราชสมบัติเป็นใหญ่ในเมืองเมาะตะมะแล้ว จึงให้แต่งพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการ ให้ราชทูตคุมไปถวายสมเด็จพระร่วงเจ้าขอพระราชทานนาม พระร่วงเจ้าจึงตรัสถามราชทูตว่ามะกะตานี้เป็นเชื้อวงษ์กษัตริย์อยู่หรือ ราชทูตว่าเป็นพระอนุชาพระเจ้าฟ้ารั่ว สมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดี จึงพระราชทานพระนามลงในพระสุพรรณบัตร์ชื่อพระเจ้ารามประเดิด ราชทูตรับพระสุพรรณบัตร์แล้ว ก็กราบถวายบังคมลามาถึงเมืองเมาะตะมะ จึงถวายพระสุพรรณบัตร์แก่พระเจ้ามะกะตา

ฝ่ายเสนาพฤฒามาตย์ราชปะโรหิตทั้งปวง ก็ตั้งพระราชพิธีราชาภิเศกมะกะตา เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระเจ้ารามประเดิด ๆ จึงให้สร้างเมืองสะโตง และเมืองวานแล้วโปรดให้สมิงยีรามะละไปกินเมืองวาน

ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ จึงแต่งให้เสนาบดีเป็นแม่ทัพมาตีเมืองวาน ๆ แตก สมิงยีรามะละตาย และพระเจ้ารามประเดิดนั้นได้เสวยราชสมบัติแล้ว เกียจคร้านมิได้เอาพระทัยใส่ในราชกิจ

ฝ่ายสมิงมังละคิดซึ่งเป็นผัวนางอุ่นเรือน น้องสาวพระเจ้าฟ้ารั่วหรือพี่เขยพระยารามประเดิดนั้น คิดกันกับภรรยาว่า พระยารามประเดิดเกียจคร้าน มิได้เอาพระทัยใส่ในราชการแผ่นดิน อุปมาดังต้นไม้อันหาผลมิได้ มิดังนั้นประดุจดอกไม้อันปราสจากกลิ่นหอมก็หาประโยชน์มิได้ เมื่อตัวความคิดน้อยแล้วสิประกอบด้วยความเกียจคร้านเล่า แต่ทัพเสนาบดียกมาเพียงนี้ ยังได้ความเดือดร้อนทั้งพระนครแล้ว ถ้าหากมีศึกกษัตริย์ใหญ่หลวงมา จะมิเสียพระนครเป็นเชลยเขาเสียหรือ ทั้งพระยาช้างเผือกก็จะได้ไปแก่ข้าศึก จะนิ่งอยู่ให้ครองสมบัติสืบไปมิได้ จำจะยกเสียจากราชสมบัติ ครั้นคิดกันแล้ว จึงแต่งเป็นกลอุบายให้กรมช้างเอาเนื้อความกราบทูลว่า มีช้างตัวหนึ่งสามงา ๆ หนึ่งออกที่กระพอง เที่ยวกันหญ้าอยู่ป่าริมลานพระ พระยารามประเดิดได้ทรงฟังสำคัญว่าจริง มิได้มีความสงสัยก็ดีพระทัย จึงสั่งให้เอาช้างต่อและเชือกบาศข้ามไปฟากเมืองเมาะลำเลิงแล้ว ส่วนพระองค์ก็เสด็จข้ามไปด้วยพวกพลพอประมาณ หมายจะจับช้างตัวประหลาด เมื่อข้ามไปมิพบช้างสำคัญแล้ว จะเสด็จกลับคืนเข้าเมือง ประตูเมืองเขาก็ปิดเสีย เข้าพระนครมิได้ สมิงมังละคิดก็ให้จับพระยารามประเดิดฆ่าเสีย พระยารามประเดิดได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะสองปี ในศักราช ๖๗๖ ปี แต่กษัตริย์ครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะสวรรคตล่วงไปสองพระองค์แล้ว จึงสมิงมังละคิดจะคิดเอาราชสมบัติ

ฝ่ายนางอุ่นเรือนภรรยานั้นจึงว่า ธรรมดาขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแผ่นดินนี้ ต้องประพฤติให้องอาจดุจหนึ่งพระยาไกรสรสีหราช เสนาบดีไพร่พลเมืองจึงจะเกรงกลัว บัดนี้พระองค์ก็ทรงชราภาพอยู่แล้ว จะมีผู้ใดเกรงกลัวหามิได้ ลูกชายเราก็มีอยู่สองคน ลูกชายใหญ่นั้นจะให้เป็นพระยาเสวยราชสมบัติแล้ว เราสองคนก็จะพึ่งพาอาศัยได้ถนัด ไพร่ฟ้าข้าเฝ้าทั้งปวงก็เกรงกลัวฉันท์เดียวกัน ครั้นปรึกษาเห็นชอบด้วยกันแล้ว จึงอภิเศกเจ้าอาวซึ่งเป็นบุตรชายใหญ่นั้นให้ครองราชสมบัติ ณวันอาทิตย์ขึ้นหกค่ำเดือนยี่ศักราช ๖๗๖ ปี จึงแต่งพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณการ ให้ราชทูตคุมไปถวาย ทูลขอพระนามสมเด็จพระร่วงเจ้า ๆ จึงพระราชทานนามลงพระสุพรรณบัตร์ ชื่อพระเจ้าแสนเมืองมิง และพระราชธิดาสมเด็จพระร่วงเจ้า ซึ่งเป็นมเหษีพระเจ้าฟ้ารั่วนั้น สมิงมังละคิดก็เอามาเป็นภรรยา สมิงมังละคิดให้ปลูกตำหนักใหญ่อันหนึ่งบนยอดเขาฟังปู แล้วให้เขียนเป็นรูปต่าง ๆ อยู่มาวันหนึ่งสมิงมังละคิดออกไปเล่นน้ำในสระ ฝ่ายข้าสาวซึ่งอยู่ในตำหนักนั้นนอนกลางวันมิได้ปิดหน้าต่าง เมื่อจะเกิดเหตุนั้น กาคาบเอาเนื้อย่าง ซึ่งไฟติดอยู่นั้นมาจับกินที่หน้าต่างไฟตกลงติดเชื้อเข้าก็ไหม้ตำหนักขึ้น นางห้ามทั้งหลายซึ่งอยู่ในตำหนักนั้น หนีไม่ทันก็ตายในไฟ

ฝ่ายสมิงมังละคิดกลับเข้ามา เห็นนางห้ามทั้งปวงถึงแก่ความตายดังนั้น จึงให้เอาศพนั้นมากองมั่วสุมไว้ เอาไม้ซึ่งเหลือไฟไหม้นั้นมาเผาศพนั้นเสีย

ฝ่ายพระเจ้าแสนเมืองมิง กับแม่นางตะปีนั้นอยู่ด้วยกัน มีพระราชบุตรองค์หนึ่งชื่ออายกำกอง ครั้นอยู่มามีพระราชบุตรอีกองค์หนึ่งชื่อว่านางโอกัลยา พระเจ้าแสนเมืองมิงมีราชบุตรสององค์

ฝ่ายสมิงมังละคิด และนางอุ่นเรือนซึ่งเป็นบิดามารดา ก็ถึงแก่กาลกิริยาไปสู่ปรโลกในปีนั้น ในศักราช ๖๘๐ ปี พระยาแสนเมืองมิงยกไปตีเมืองลำภูลประการ ได้เมืองลำภูลประการแล้ว ยกไปตีเมืองทวายก็ได้เมืองทวาย จึงให้ขุนลังกาไปตีเมืองตะนาวศรีก็ได้เมืองตะนาวศรี แต่พระยาแสนเมืองมิงได้เสวยราชสมบัติอยู่สิบสี่ปีจะได้มีข้าศึกมาย่ำยีหามิได้ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็อยู่เย็นเป็นสุข พระยาแสนเมืองมิงนั้นโลภในการเมถุนธรรมนัก ประชวรพระโรคสำหรับบุรุษก็ถึงแก่พิลาลัย ศักราช ๖๘๑ ปี แต่กษัตริย์ได้ครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะ ได้พระนามในพระสุพรรณบัตรมาแต่เมืองสุโขทัยเป็นสามพระองค์ จึงเจ้าชีพเป็นพระอนุชาพระเจ้าแสนเมืองมิงได้เสวยราชสมบัติสืบมา รับพระนามว่าพระเจ้ารามมะไตย และราชธิดาของพระเจ้ารามประเดิดซึ่งเป็นน้องพระเจ้ารามมะไตยองค์หนึ่งนั้น ชื่อว่า แม่นางอำปะและแม่นางตะปี ซึ่งเป็นมเหษีพระเจ้าแสนเมืองมิง พระเจ้ารามมะไตยเอานางทั้งสองคนนี้มาเลี้ยงเป็นอัครมเหษี อยู่มาจึงให้ไปสร้างเมืองตะเกิง และเมืองวากะเมาะอยู่ข้างทิศอุดรเมืองพะโค

ครั้นอยู่มาไทยห้าร้อย หนีออกไปแต่เมืองเพ็ชรบุรีไปสู่สมภารพระเจ้ารามมะไตย ๆ ถามว่าเหตุไฉนจึงมาสู่สมภารเรา ไทยห้าร้อยจึงทูลว่า ข้าพเจ้ารู้ข่าวเลื่องลือไปว่า พระองค์มีความรักใคร่ในข้าราชการและทหารนัก ข้าพเจ้าจึงเข้ามาสู่สมภาร พระเจ้ารามมะไตยได้ทรงฟังก็ชอบพระทัย จึงพระราชทานรางวัลแก่ไทยห้าร้อยเป็นอันมาก โปรดให้ชีปอนข้าหลวงเดิมเป็นใหญ่แก่ไทยห้าร้อย ครั้นอยู่มา สมิงอายกำกอง ซึ่งเป็นพระราชบุตรพระเจ้าแสนเมืองมิงเกิดด้วยแม่นางตะปีนั้น เป็นคนหยาบช้า ประพฤติพาลทุจริต พระเจ้ารามมะไตยผู้เป็นบิดาเลี้ยงให้เอาไปจำไว้ ให้ริบเอาทรัพย์สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเสียสิ้น ครั้นอยู่มาภรรยาของอายกำกองคลอดบุตรชาย พระเจ้ารามมะไตยทรงพระเมตตาแก่กุมารผู้เป็นหลานนั้น จึงพระราชทานทรัพย์สิ่งของ ๆ อายกำกองผู้บิดาคืนให้กุมารที่คลอดนั้น ครั้นกุมารวัฒนาการจำเริญใหญ่ขึ้นมา พระเจ้ารามมะไตยจึงพระราชทานนามชื่อสมิงเจ้าอายปราสาท ๆ มีบุตรสี่คน ๆ หนึ่งชื่อยีจาน พระเจ้ารามมะไตยโปรดให้กินเมืองพะสิม คนหนึ่งชื่ออายพะบูนโปรดให้กินเมืองนครเพน คนหนึ่งชื่อเลิกพร้าโปรดให้กินเมืองมองมะละ คนหนึ่งชื่ออุเลวโปรดให้กินเมืองเมาะลำเลิง แล้วพระเจ้ารามมะไตยให้เจ้าอายพะบูนไปตีเมืองทวาย ส่วนพระองค์นั้นยกไปตีเมืองตะนาวศรีแตกได้เมืองตะนาวศรีแล้วกลับเข้ามาในปีนั้น แล้วให้ยีจานยกไปตีเมืองมะเริง ได้เมืองมะเริงแล้ว ก็ให้อยู่กินเมืองมะเริง

ฝ่ายพระเจ้ารามมะไตย เกิดพระราชบุตรด้วยนางอำปะสามพระองค์ พระราชบุตรผู้ใหญ่นั้น เมื่อประสูตรเกิดจันทรุปราคา พระราชบิดามารดาพระวงศา จึงพระราชทานนามชื่อพระนางจันทะมังคะละ อยู่มาพระชนม์ได้สี่ขวบห้าขวบ พระนางจันทะมังคะละสิ้นพระชนม์ พระราชบุตรีถัดมาพระองค์หนึ่ง เมื่อจะประสูตร์มีเหตุอัศจรรย์ พระเจ้ารามมะไตยผู้เป็นพระราชบิดาให้สร้างกุฎีเจ็ดหลังถวายพระสงฆ์แล้วเสร็จแต่ในวันเดียว แล้วมีผู้นำเอาผลมะเดื่อใหญ่ประมาณสามกำมาถวาย ผลมะเดื่อนั้นรามัญเรียกว่าวิอาศรัย ตัวอักษรวิกับกุฎีเจ็ดหลังซึ่งสร้างแล้วนั้นจึงถวายพระนามชื่อว่าวิหารเทวี พระราชบุตรองค์หนึ่งทรงพระนามชื่อว่า มุนะ ครั้นต่อไปในเบื้องหน้าพระราชบุตรชื่อว่ามุนะนี้ได้ครองราชสมบัติ คนทั้งปวงก็เรียกพระวิหารเทวีนั้น ชื่อว่าพระมหาเทวีเหตุว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ พระเจ้ารามมะไตยเกิดพระราชบุตรด้วยแม่นางตะปีสองพระองค์ พระองค์หนึ่งชื่อว่ามิฉานเป็นพระราชบุตรี พระราชบุตรรององค์หนึ่งชื่อว่ามังลังกา ครั้นมังลังกาค่อยจำเริญขึ้นมา พระราชบิดาให้ยกทัพไปตีเมืองทวายก็ได้เมืองทวาย อยู่มาครั้งหนึ่งชีปอนซึ่งได้คุมไทยห้าร้อยเป็นกำลังคิดกลอุบายปลูกเรือนฝากระดานน้อยเรือนหนึ่ง ครั้นเรือนแล้วจึงไปทูลเชิญพระเจ้ารามมะไตยว่า ขอเชิญพระองค์เสด็จไปเหยียบเรือนข้าพเจ้าให้เป็นเกียรติยศไว้ พระเจ้ารามมะไตยก็ทรงพระเมตตาแก่ชีปอนว่าเป็นข้าหลวงเดิมมา แล้วก็ได้เลี้ยงพระองค์มาแต่ยังเยาว์อยู่นั้น หาความสงสัยพระทัยไม่ ก็เสด็จลงไปสู่เรือนชีปอน ๆ กับไทยห้าร้อยก็จับพระเจ้ารามมะไตยฆ่าเสีย พระเจ้ารามมะไตยก็สวรรคต พระเจ้ารามมะไตยได้เสวยราชสมบัติในศักราช ๖๘๑ ปี เสวยราชได้แปดปีทิวงคต ในศักราช ๖๘๙ ปี แต่กษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะ ตั้งแต่พระเจ้าฟ้ารั่วมาจนถึงพระเจ้ารามมะไตย เป็นสี่พระองค์ด้วยกันในเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายแม่นางอำปะพระอัครมหเสีเอก อันตั้งพระนามชื่อว่า นางจันทะมังคะละนั้น กับนางนักสนมทั้งปวง จึงลอบเอาเงินทองไปให้แก่เสนาคนหนึ่งชื่อว่าเจตะสงคราม ให้คิดฆ่าชีปอนเสีย เจตะสงครามรับเงินทองแล้วก็ยกไปฆ่าชีปอนเสีย และชีปอนได้เป็นใหญ่ในเมืองเมาะตะมะได้เจ็ดวันก็ตาย ในศักราช ๖๘๙ ปี แต่กษัตริย์ได้ครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะเป็นห้าพระองค์ ครั้นชีปอนตายแล้ว อายกำกองผู้เป็นราชบุตรพระเจ้าแสนเมืองมิง ซึ่งเป็นหลานพระเจ้ารามมะไตย ๆ ให้จำไว้นั้น ครั้นอยู่มา นางจันทะมังคะละคิดให้ถอดออกจากโทษ ยกราชสมบัติให้ อายกำกองได้ราชสมบัติแล้ว มิได้กตัญญูรักใคร่นางจันทะมังคะละ ๆ ลอบเอายาพิศม์ใส่ให้อายกำกองกิน อายกำกองก็ถึงแก่ความตาย แต่กษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้หกพระองค์ ครั้นอายกำกองถึงแก่อาสัญกรรมแล้ว พระยาอายลาวเป็นใหญ่อยู่ในเมืองสะโตง แล้วยกไปอยู่เมืองพะโค มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ อายลอง นางอำปะให้ไปเชิญมา จะยกราชสมบัติให้ พระยาอายลาวจึงพาเอาอายลองซึ่งเป็นบุตรไปเมืองเมะตะมะด้วย พระยาอายลาวก็เอานางอำปะภิเศกเป็นอัครมเหษี พระยาอายลาวได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาตะมะ ๆ กับเมืองสุโขทัยขาดทางพระราชไมตรีกันแต่นั้นมา

ขณะนั้นในเมืองเมาะตะมะ เมืองพะโค เมืองสะโตง เมืองพะสิมนั้น บังเกิดเข้ายากหมากแพง อาณาประชาราษฎรนั้นล้มตายเป็นอันมาก พระยาช้างเผือกก็งาหัก ครั้นอยู่มา พระยาอายลาวจึงทรงดำริห์ว่า ถ้ากูล่วงลับไปแล้ว มุนะผู้เป็นบุตรนางตะปีกับลูกกูนี้ใครจะได้ราชสมบัติ จำกูจะลองความคิดคนทั้งสองดู ทรงดำริห์แล้ว ทำเป็นทรงพระประชวร มิให้พระอัครมเหษีและนางนักสนมเข้าใกล้ ให้แต่คนที่ไว้พระทัยเข้าใช้ใกล้พระองค์แต่สองคนสามคน ครั้นอยู่มาทำประชวรหนักลง นางนักสนมจึงพูดแก่กันอย่าให้แพร่งพรายไปว่า ทรงพระประชวรหนักลง

ฝ่ายอายลองพระราชโอรสนั้น คุมพลทหารไปจับมุนะ ๆ ตีแตกมา แล้วมุนะยกพวกพลติดตามมาจะจับเอาอายลอง พระเจ้าอายลาวเห็นวุ่นวาย จึงร้องตวาดออกมาว่า อ้ายสองคนพี่น้องทำไมกัน ฝ่ายทหารมุนะได้ยินพระสุรเสียงพระยาอายลาวร้องตวาดออกมา ก็วิ่งหลบลี้หนีไป พระยาอายลาวทำอาการประดุจหนึ่งทรงพระโกรธแก่มุนะ ว่าพวกพ้องข้าไทยมันมาก มันจึงทำข่มเหงแก่ลูกกูได้ถึงเพียงนี้ จึงสั่งให้จำมุนะไว้

ครั้นอยู่มานางจันทะมังคะละ กับนางสะเจียงทูลขอโทษมุนะ พระยาอายลาวโปรดมุนะพ้นโทษ ครั้นอยู่มาอายลองพระราชโอรสพระเจ้าอายลาวเป็นอหิวาตกโรคดับสูญสิ้นพระชนม์ พระยาอายลาวผู้เป็นพระราชบิดา ได้เสวยราชสมบัติเมืองเมาะตะมะได้สิบแปดปี ลุศักราช ๗๐๗ ปี ก็สวรรคต ตั้งแต่พระเจ้าฟ้ารั่วครองราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะ ได้ช้างเผือกผู้เป็นปถมราชพาหนะ มาตราบเท่าพระยาอายลาว ลำดับกษัตริย์ต่อมา พระนามปรากฎเรียกว่า พระเจ้าช้างเผือกทุกพระองค์ ล่วงไปได้เจ็ดพระองค์ด้วยกัน และพระองค์ซึ่งเป็นเคารบแปด คือมุนะได้ราชาภิเศกในราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อว่าพระเจ้าอู่

อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าอู่เสด็จไปคล้องช้างเมืองพะโค เมื่อเสด็จกลับมานั้นพบสตรีผู้หนึ่งอยู่ในสวนกล้วย เป็นบุตรีชาวสวนกล้วย มีลักษณะงามหาที่สุดมิได้ ชื่อว่าเม้ยโกสก แปลเป็นคำไทยว่านางผมงาม พระเจ้าอู่มีพระทัยเสน่หารักใคร่ในนางนั้นนัก จึงให้ตกแต่งมรรคาสรรพไปด้วยราชวัตรฉัตรธง ต้นกล้วยต้นอ้อยมีร้านน้ำสองข้างมรรคา รับสตรีนั้นเข้ามาเมืองเมาะตะมะ เลี้ยงเป็นพระสนมเอก ให้ชื่อว่านางอำเปอ

ขณะนั้นชาวเมืองทั้งปวงซึ่งได้เห็นรูปนางนั้น ก็ตบมือรำทำเพลงว่า ตักกะตอยลัดอูรูปะนะโกลนโกญปะราตะลาญ แปลเป็นภาษาไทยว่า นางรูปงามทรามสวาทผาดหน้าดี มีศรีแก่นางทั้งหลาย ลูกชาวบ้านกล้วยป่า และนางอำเปอนั้น พระยาอู่พระเจ้าช้างเผือกเป็นที่เสน่หารักใคร่ยิ่งนัก ครั้นอยู่มานางจันทะมังคะละซึ่งเป็นพระอัครมเหสีตาย จึงตั้งนางอำเปอขึ้นเป็นอัครมเหสี ให้ชื่อว่านางจันทะมังคะละ

ฝ่ายอำมาตย์คนหนึ่งนั้น มีบุตรคนหนึ่งชื่อว่ามะสามบุญ ๆ มีลูกหญิงสี่คน ๆ หนึ่งชื่อว่ามุเอียด คนหนึ่งชื่อว่ามุกอ คนหนึ่งชื่อว่ามุชีพ คนหนึ่งชื่อว่า มุเตียว ทั้งสี่คนนั้นอำมาตย์ผู้เป็นบิดาเอาขึ้นไปถวายพระเจ้าอู่ ๆ รับเอาไว้คนหนึ่งชื่อว่ามุเตียว เป็นน้องที่สุดแล้วพระราชทานให้มังลังกา ตั้งมังลังกาเป็นยี่กองสิน ให้ไปกินเมืองพะโค และมุเตียวนั้นมีบุตรคนหนึ่งชื่อว่าบุญลาภ ครั้นจำเริญอายุขึ้นมา พระเจ้าอู่โปรดให้ไปกินเมืองตะเกิง พระเจ้าอู่เสวยราชได้สามปี ในศักราช ๗๑๐ ปี พระเจ้าเชียงใหม่จึงแต่งกองทัพแปดทัพ ๆ ละหมื่น ให้อูพิดเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเมาะตะมะ และกองทัพยกไปตีเมืองสะโตง เมืองตักคลา เมืองวาน เมืองยางงิน เมืองนครเถิง เมืองเหล่านี้แตกหมดมาตั้งกองทัพอยู่ณบ้านปลายไผ่แปดทัพ ใกล้เมืองเมาตะมะทางสองร้อยเส้น ชาวเมืองเมาะตะมะออกไปหาเข้าปลาก็ขัดสน สมณชีพราหมณ์เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรก็ได้ความร้อนรนนัก จึงมาประชุมปรึกษาพร้อมกันว่า แต่ก่อนเป็นบุรพจารีตสืบมา ถ้าจะมีศึกสงครามมาแต่ประเทศทิศใด ก็ย่อมให้แต่งบวงสรวงพลีกรรมบูชาเทพยดาอารักษ์ พระเสื้อเมืองทรงเมืองกับพระยาช้างเผือก ข้าศึกก็จะพ่ายหนีไป ปะโรหิตจึงเอาเนื้อความทั้งนี้ขึ้นไปบังคมทูลพระเจ้าอู่ ๆ แจ้งแล้ว ครั้นเวลากลางคืน เทพยดาเจ้าอันรักษาพระยาช้างเผือก จึงบันดาลให้พระเจ้าอู่ทรงสุบินนิมิตว่า ให้ทำต้องกันกับปะโรหิตกราบทูล ครั้งพระเจ้าอู่ตื่นบรรทมขึ้นแจ้งในนิมิตแล้ว ก็มีความยินดีนัก จึงให้อาราธนาสมณชีพราหมณ์ ให้ปลูกศาลบวงสรวงเทพยดาอารักษ์กับโรงพระยาช้างเผือกบนยอดเขาไกล้เชิงกำแพงเมือง แล้วให้ล้อมด้วยราชวัตรฉัตรธง จึงให้ประดับพระยาช้างเผือกด้วยเครื่องคชาอาภรณ์อันอลงการ แล้วเชิญเข้าสถิตย์ในโรง ยืนเหนือแผ่นศิลาบ่ายหน้าไปต่อราชสัตรู แล้วให้เอาอ่างทองคำมาใส่น้ำพระพุทธมนต์ตั้งไว้ตรงหน้าพระยาช้างเผือก ปะโรหิตจึงอธิษฐานว่า ขอให้พวกอรินทร์ราชไพรีพ่ายแพ้หนีไป ด้วยอำนาจพระเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินและะอำนาจพระยาช้างเผือก

ฝ่ายพระยาช้างเผือกก็เอางวงสูบในอ่างทอง พ่นน้ำออกไปโดยทิศข้าศึกตั้งนั้น ฝ่ายรี้พลช้างม้ากองทัพเมืองเชียงใหม่ซึ่งประชิดเมืองเมาตะมะนั้น ก็ตกใจตื่นเหยียบผู้คนอลหม่านไป ครั้นพระเจ้าอู่แจ้งเหตุดังนั้นแล้ว จึงให้ยกกองทัพออกโจมตีกองทัพเมืองเชียงใหม่ ๆ ก็แตกพ่ายไป ทิ้งเครื่องสาตราวุธเครื่องอุปโภคบริโภคเสียสิ้น ทหารและอาณาประชาราษฎรในเมืองออกเก็บเอาของที่กองทัพทิ้งเสียนั้นได้เป็นอันมาก

ขณะนั้นเมืองเมาะตะมะ มีชัยแก่ข้าศึกเพราะพระยาช้างเผือกครั้งนั้น จึงทรงพระนามชื่อว่าพระยาอู่พระเจ้าช้างเผือก ครั้งอยู่มาพระเจ้าช้างเผือก ทรงพระราชศรัทธาจะใคร่ทำนุบำรุงพระพุทธสาสนาให้ถาวรสืบไป จึงให้แต่งทูตานุทูตจำทูลพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการบรรทุกสำเภาออกไป ขอพระบรมสารีริกธาตุณเมืองลังกาทวีป พระเจ้าลังกาครั้นแจ้งแล้ว ก็ทรงพระโสมนัศยินดีมีศัทธาด้วยพระเจ้าช้างเผือก ก็สั่งให้จัดแจงเชิญเสด็จพระบรมสารีริกธาตุให้ราชทูตมาเป็นอันมาก พระเจ้าช้างเผือกจึงให้สร้างพระสถูปกลอมปอน แปลเป็นภาษาไทยว่าพระเจดีย์ใหญ่ร้อยอ้อม จึงเชิญพระสารีริกธาตุบรรจุไว้แล้ว ให้หล่อรูปฉลองพระองค์และรูปพระอัครมเหสี รูปพระมหาเทวีอันเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และรูปนางนักสนมและเสนาบดีแล้วไปด้วยทองคำตั้งไว้บูชาพระสถูป ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงถวายพระนามพระสถูปนั้นว่าพระเจดีย์กลอมปอน ก็ปรากฎอยู่ณเมืองเมาะตะมะมาคุงเท่าบัดนี้ และพระเจ้าช้างเผือกได้เสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้หกปี

ขณะนั้นศักราชได้ ๗๑๖ ปี นายช้างเอาช้างเผือกลงน้ำให้เกิดอัสจรรย์เป็นพายุพัดหนักอากาศมืดมน ช้างนั้นก็อันตรธานหายไป ครั้นพระเจ้าช้างเผือกแจ้งดังนั้น ก็ทรงพระวิตกมีพระทัยเศร้าหมองยิ่งนัก

ขณะนั้นยังมีหมอช้างคนหนึ่งมากราบทูลว่า ในป่าละภูนั้นมีช้างใหญ่ตัวหนึ่ง รอยเท้าได้ศอกขนาด ควรที่จะเป็นช้างพระที่นั่งได้ ครั้นพระเจ้าช้างเผือกแจ้งเนื้อความซึ่งหมอช้างมากราบทูลดังนั้นก็มีพระทัยยินดีนัก จึงพระราชทานรางวัลให้แก่หมอช้างผู้นั้นเป็นอันมาก แล้วพระเจ้าช้างเผือกจึงสั่งให้เกณฑ์เอาพระตะเบิดพี่เขยซึ่งกินเมืองตะเกิง และอำมาตย์ปานจอซึ่งกินเมืองวาน สมิงนารายน์ซึ่งกินเมืองสะโตง มะสามน้องสมิงชีพรายซึ่งกินเมืองตักคลา เจ้าพระลักษ์กินเมืองเสพทั้งห้าเมือง มาพร้อมกันเป็นคนหกหมื่นเศษ พระเจ้าช้างเผือกก็เสด็จไปป่าละภู กับทั้งพระราชบุตรพระราชธิดาพระราชวงษานุวงษ์ และพระอัครมเหสี นางพระสนมกรมในทั้งปวง เสด็จอยู่ณป่าละภูประมาณสี่เดือน มะละคอน น้องชายสมิงเลิกพร้านั้น ก็ไปตามเสด็จด้วย

ฝ่ายพระตะบะผู้รักษาเมืองเมาะตะมะนั้น ภายหลังคิดกันทำการขบถต่อพระเจ้าช้างเผือก ส่วนตัวพระตะบะนั้นแข็งเมืองเมาะตะมะ อายพะบูนผู้น้องแข็งเมืองนครเพน อุเลวนั้นแข็งเมืองเมาะลำเลิง สมิงเลิกพร้านั้นแข็งเมืองมองมะละ พระตะบะนั้นเหตุว่า มีลูกหลานมากจึงคิดร้ายต่อพระเจ้าช้างเผือก ๆ เสด็จล้อมช้างอยู่ณป่าละภูนั้น ทอดพระเนตร์เห็นดาวกฤติกา ซึ่งโลกสมมุติเรียกว่าดาวลูกไก่ นั้นเข้าในดวงพระจันทร์ จึงตรัสถามราชาปะโรหิตว่าเหตุนี้จะเป็นประการใด สมิงขะเจียงสะมิดโหร จึงกราบทูลทำนายว่า เป็นประเพณีสืบมา พระจันทร์เป็นใหญ่กว่าดาวทั้งปวง ถ้าดาวดวงใดใกล้พระจันทร์แล้ว รัศมีพระจันทร์ก็กลบสีดาวลบหายไป อันพระจันทร์ดุจพระมหากษัตราธิราชเจ้า ดาวนั้นดุจดังเสนาบดีทั้งปวง ซึ่งเป็นบริวารพระมหากษัตริย์ ครั้นเข้าใกล้พระมหากษัตริย์แล้วอานุภาพก็หายไป บัดนี้ดาวกฤติกาเข้าใกล้ดวงพระจันทร์ตลอดไป รัศมีก็สว่างอยู่หามลทินมิได้ พระจันทร์ก็ส่องสว่างอยู่ด้วยกันดังนี้ ต้องในคัมภีร์โหรว่า เสนาบดีจะคิดขบถประทุษฐร้ายต่อพระองค์ ซึ่งจะช้าอยู่ในป่านี้ข้าศึกจะมีกำลังมากขึ้น ไพร่พลในกองทัพก็เจ็บป่วยเป็นอันมาก ขอเชิญเสด็จพระองค์ยกกองทัพกลับคืนเข้าพระนคร พระเจ้าช้างเผือกก็เห็นชอบด้วย

ครั้นเวลารุ่งเช้า พระเจ้าช้างเผือกก็สั่งให้ยกกองทัพกลับมา ครั้นถึงบ้านปลายไผ่ริมเมืองเมาะตะมะ พระตะบะรู้จึงให้ปิดประตูเมืองไว้ พระเจ้าช้างเผือกแจ้งเหตุแล้ว จึงสั่งทหารสมิงนารายน์ว่า เราจะยกเข้าตีเมืองเมาะตะมะ พระเจ้าช้างเผือกกับเสนาบดีจัดไพร่พลพร้อมแล้ว ก็ยกเข้าถึงประตูเมือง ชาวเมืองเมาะตะมะเห็นพระเจ้าช้างเผือกก็ตกใจกลัวนัก จะใคร่เปิดประตูเมืองให้ และพี่น้องเมียคชาอิดซึ่งเป็นนางท้าวข้างใน ชวนกันเปิดประตูจะรับพระเจ้าช้างเผือก

ขณะนั้นมะอายพะบูนผู้น้องพระตะบะ ซึ่งร่วมคิดด้วยพี่ชาย ขี่ช้างพลายกับทหารพันหนึ่งมาถึงประตูนั้น ให้จับพวกเม้ยคชาอิดตัดศีร์ษะเสีย แล้วเอาไปตระเวนตีฆ้องร้องว่า ถ้าผู้ใดทำดังนี้อีก มิได้รักษาหน้าที่เชิงเทินจะให้ลงพระราชทัณฑ์ตัดศีร์ษะเสีย ชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้น ก็กลัวอาญารักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายกองทัพพระเจ้าช้างเผือก จะหักหาญรบเข้าไปในเมืองนั้นมิได้ เสนาบดีข้างพระเจ้าช้างเผือกนั้น ร้องเรียกบุตรภรรยาเข้าไป ฝ่ายพระตะบะรู้ก็จับเอาบุตรภรรยาเสนาบดีซึ่งอยู่ด้วยพระเจ้าช้างเผือกมัดแขวนขึ้นไว้ให้เห็น ฝ่ายนายทัพนายกองข้างพระเจ้าช้างเผือก เห็นบุตรภรรยาต้องผูกมัดเจ็บช้ำลำบากอยู่ ต่างคนต่างสงสารนิ่งอยู่มิได้ก็หนีพระเจ้าช้างเผือกเข้าไปหาบุตรภรรยาของตนบ้าง

ฝ่ายพระตะบะก็ให้ปล่อยลูกเมียนายทัพนายกอง ซึ่งมัดไว้นั้นออกเสียให้บำเหน็จรางวัลแก่ผู้หนีมาเข้านั้นเป็นอันมาก ผู้ซึ่งไม่มาเข้าหานั้น พระตะบะให้ทำโทษบุตรภรรยามากขึ้น ครั้นเวลากลางคืนทหารในกองทัพพระเจ้าช้างเผือก ก็หนีไปในเมืองเป็นอันมาก แต่สมิงราชสังครำคนหนึ่งนั้น คิดกตัญญูต่อพระเจ้าอู่พระเจ้าช้างเผือกว่า พระองค์เลี้ยงดูได้ดีมา จะหนีเข้าไปหาพระตะบะเหมือนคนทั้งปวงหาควรไม่ ถึงพระตะบะจะทำโทษแก่บุตรภรรยาสักเท่าใด ก็เป็นเวรานุเวรเขาทำมาแต่ก่อนเอง จะเอาเวรเขามาใส่เวรเราได้หรือ จำจะอาษาไปกว่าจะสิ้นชีวิต จึงสมิงสะมอนเป็นเสนาบดีผู้น้อยคนหนึ่ง เข้าไปกราบทูลพระเจ้าอู่พระเจ้าช้างเผือกว่า คนหนีเข้าไปในเมืองเป็นอันมากกองทัพเราเบาบางไป ที่ยังมาข้างหลังก็มามิทัน เห็นไพร่พลอิดโรยเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเจ็บปวดเป็นอันมาก บรรดานายทัพนายกองที่เป็นคนต่างพระเนตร์พระกรรณของพระองค์ ซึ่งไปอยู่เมืองพะโคนั้นให้หามาก็ยังมิทัน พระองค์จะเสด็จอยู่นี่นานไปกำลังศึกเราจะน้อยไป ข้าพระพุทธเจ้าจะขอเชิญเสด็จพระองค์ไปตั้งทัพณเมืองวานก่อน เมื่อใดพระตะเบิดพี่เขยพระองค์ซึ่งกินเมืองตะเกิงนั้น มาถึงพร้อมกันกำลังศึกเรามากแล้วเมื่อใด จึงเชิญเสด็จยกโยธาทหารมาตีเมืองเมาะตะมะเมื่อนั้น อันพระตะบะนี้เปรียบประดุจสุนักข์จิ้งจอกอันน้อย จะมาสู้พระองค์ซึ่งเป็นพระยาราชสีห์ได้ฉันใด

ฝ่ายพระเจ้าช้างเผือก ได้ฟังสมิงสะมอนกราบทูลดังนั้น เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้กวาดต้อนครอบครัวซึ่งอยู่นอกเมืองนั้นให้ล่วงไปอยู่เมืองวานแล้ว พระองค์ก็ยกกองทัพไปตั้งมั่นอยู่ณเมืองวาน และเมืองเมาะตะมะกับเมืองวานทางไกลกันสองวัน ฝ่ายพระตะเบิดพี่เขย และนายทัพนายกองน้อยใหญ่ซึ่งอยู่ณเมืองตะเกิงนั้น ก็ยกมาถึงเมืองวานพร้อมกัน พระเจ้าช้างเผือกจึงสั่งให้ก่อกำแพงเมืองวาน

ขณะนั้นศักราช ๗๑๗ ปี พระเจ้าช้างเผือกตั้งอยู่ณเมืองวานให้หาเสนาบดีมาพร้อมกัน พอเป็นฤดูฝนไพร่พลไม่ได้ทำนา ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่พระเจ้าช้างเผือกจึงแต่งให้พระตะเบิด พี่เขยพระเจ้าช้างเผือกเป็นแม่ทัพ สมิงราชสังครำทัพหนึ่ง สมิงนครซึ่งกินเมืองพะโคทัพหนึ่ง พร้อมด้วยช้างม้ารี้พลเครื่องสาตราวุธ ให้ถือน้ำพิพัฒน์สัจจาแล้ว จึงให้ยกกองทัพมาตีเมืองเมาะตะมะ ล้อมเมืองเมาะตะมะไว้

ฝ่ายพระตะบะแต่งกองทัพออกมาตีพระตะเบิดก่อน และสมิงมะละครน้องสมิงเลิกพร้า ภักดีต่อพระเจ้าช้างเผือก เป็นใจรบพุ่งตัดศีรษะกองทัพพระตะบะได้เนือง ๆ แจ้งไปถึงพระเจ้าช้างเผือก ๆ ก็ดีพระทัยหนัก แต่ล้อมเมืองเมาะตะมะไว้สิบห้าวัน ผู้คนซึ่งอยู่ในเมืองเมาะตะมะก็กลัวพระเจ้าช้างเผือกนัก พระตะเบิดจึงใช้ให้คนเข้าไปบอกแก่แม่มะสำโรว่า เรายกมาล้อมเมืองอยู่นี่ก็ช้านานแล้ว ยังไม่เห็นสิ่งของที่จะเป็นของคาวของหวานมาสู่ให้เรากินดังแต่ก่อนบ้างเลย แม่มะสำโรจึงว่าข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงดอก จะได้คิดขบถต่อพระเจ้าช้างเผือกนั้นหามิได้ ครั้นจะแต่งเข้าของออกไปให้กินอย่างแต่ก่อน กลัวพระตะบะจะฆ่าเสีย จึงนิ่งจนใจอยู่ และซึ่งพระตะบะทำการขบถทั้งนี้ ก็เป็นกรรมของพระตะบะตกแต่งใส่ตัวเอง ข้าพเจ้าขอถวายบังคมมาถึงฝ่าพระบาทพระเจ้าช้างเผือกด้วยเถิด นอกกว่าพระตะเบิดพี่เขยพระเจ้าช้างเผือกแล้ว ผู้ใดจะเป็นที่พึ่งข้าพเจ้านั้นหามิได้ ทุกวันนี้เห็นแต่พระตะเบิดเป็นที่พึ่งผู้เดียว จึงแม่มะสำโรเอาเรื่องราวทั้งนี้ไปบอกแก่พระตะบะ ๆ ก็ดีใจ พระตะบะจึงว่าแก่แม่มะสำโรว่า จะให้สิ่งของออกไปแก่พระตะเบิดก็ตามเถิด แม่มะสำโรได้โอกาสดังนั้นก็ตกแต่งเข้าของออกไปให้พระตะเบิดกินเนือง ๆ พระตะเบิดกินของหาสงสัยไม่ ครั้นหลายวันมาพระตะบะจึงให้เอายาพิษลอบไปใส่ในของกินซึ่งแม่มะสำโรเอาไปให้พระตะเบิดนั้น ครั้นพระตะเบิดกินเข้าไปก็ถึงแก่ความตาย พระตะบะรู้ว่าแม่ทัพหลวงตายแล้ว จึงแต่งกองทัพออกไปโจมตี กองทัพทั้งนั้นก็แตกพ่ายไป ทิ้งอาศพพระตะเบิดไว้ พระตะบะก็เอาอาสภพระตะเบิดเผาเสีย

ขณะเมื่อพระตะเบิดตายแล้ว พระเจ้าช้างเผือกหาความสบายในพระทัยมิได้ จึงพระเจ้าช้างเผือกยกมหาเทวีพระเจ้าพี่นางให้เป็นภรรยาไชยสุระ แล้วแต่งให้ไชยสุระเป็นแม่ทัพ ยกทหารกลับไปตีเมืองเมาะตะมะอีกครั้งหนึ่ง และไชยสุระนั้นขี่ช้างพลายเข้าหักกำแพงเมือง ชาวหน้าที่เชิงเทินก็ทิ้งขว้างหม้อดินและสุพรรณถันออกไป ข้างไชยสุระก็ถอยออกมา แล้วทหารบนหน้าที่ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกไชยสุระตาย พระตะบะจึงให้ยกกองทัพออกตามตี ทัพไชยสุระก็แตกพ่ายไป จับได้ทหารไชยสุระสามคน ชื่อว่าเจตะราชหนึ่ง สามลามุตองหนึ่ง ทะละเชชหนึ่ง พระตะบะให้เอาทหารสามคนไปปล่อยเสียณเมืองฝรั่ง กองทัพไชยสุระก็แตกกลับไปเมืองวาน อยู่มาฝ่ายสมิงเลิกพร้ายกขึ้นไปตีเมืองหลากแหลก เจ้านครษา ซึ่งกินเมืองหลากแหลกนั้น ต้านทานมิได้ก็แตกหนีไป ตัวเจ้านครษาก็ถึงแก่ความตาย สมิงเลิกพร้าก็ได้เชลยเป็นอันมาก

ฝ่ายกองทัพพระเจ้าช้างเผือก ตั้งอยู่ในหว่างศึกกระหนาบบมิอาจไหวตัวได้ ฝ่ายสมิงมะละคอนซึ่งเป็นน้องสมิงเลิกพร้านั้นอยู่ข้างพระเจ้าช้างเผือก จึงกราบทูลพระเจ้าช้างเผือกว่า พี่ข้าพเจ้าเป็นขบถต่อพระองค์ ตัวข้าพเจ้าหาเป็นขบถด้วยไม่ ข้าพเจ้าจะขอทำราชการฉลองพระเดชพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต บุตรภรรยาของข้าพเจ้าจะขอไว้ใต้ลอองธุลีพระบาท ตัวข้าพเจ้าจะขอรับพระราชทานไปอยู่เมืองหลากแหลกจะขอต่อด้วยสมิงเลิกพร้า มิให้สมิงเลิกพร้ามาย่ำยีได้ คำข้าพเจ้ากราบทูลนี้ ถ้าพระองค์มิไว้พระทัย ข้าพเจ้าขอถวายความสัตย์ไว้ จะขอรับพระราชทานโลหิตในพระบาทแห่งพระองค์ ครั้นพระเจ้าช้างเผือกทราบแล้ว ก็ให้มะละคอนกระทำความสัตย์กินโลหิตพระบาท จึงพระราชทานให้ชื่อว่า สมิงสามปราบให้กินเมืองหลากแหลก ครั้นสมิงสามปราบได้กินเมืองหลากแหลกแล้ว สมิงเลิกพร้าผู้พี่รู้ข่าวไป ก็ยกกองทัพมาตีสมิงสามปราบ ๆ ผู้น้องก็รบต้านทานอยู่ได้ แต่พระเจ้าช้างเผือกให้ไปตีเมืองเมาะตะมะถึงสองครั้ง ๆ หนึ่งพระตะเบิดเป็นนายทัพไปตี ก็ถูกยาพิษถึงแก่ความตาย กองทัพก็เลิกกลับมา อีกครั้งหนึ่งให้ไชยสุระไปตีก็ถูกเกาทัณฑ์ถึงแก่ความตาย กองทัพก็เลิกกลับมา ตั้งแต่นั้นไม่ให้ยกไปตีเลยตั้งมั่นอยู่ณเมืองวาน

ฝ่ายพระตะบะกับญาติวงษ์ทั้งปวง ซึ่งอยู่ในเมืองเมาะตะมะนั้นจึงปรึกษากันว่า พระเจ้าช้างเผือกตั้งมั่นอยู่ณเมืองวาน เราท่านทั้งปวงหาความสุขไม่ ครั้นจะยกกองทัพไปตีโดยกำลังก็เห็นจะกระทำมิได้ เราคิดจะไปขอกองทัพพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ยกลงมาช่วยตีกระหนาบ เห็นจะได้มีชัยชะนะฝ่ายเดียว ครั้นคิดพร้อมกันแล้ว จึงให้จัดแจงแหวนพลอยอันมีค่าต่าง ๆ ทองคำกับสักหลาดแพรม้วนหนึ่ง ผ้าสีหร่ำโมรีเป็นเครื่องราชบรรณาการ แล้วให้แต่งพระราชสาส์นไปถึงพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ในพระราชสาส์นนั้นว่า ข้าพเจ้าพระตะบะขอน้อมเศียรเกล้าถวายบังคมพระบาทยุคลสมเด็จพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ให้แจ้ง ด้วยแต่ก่อนนั้นข้าพเจ้าเป็นข้าพระเจ้าช้างเผือกมานานแล้ว ทุกวันนี้น้ำใจขุ่นหมอง ข้าพเจ้าจะนอนที่ใดก็ผินเท้าไปข้างพระเจ้าช้างเผือก ผินศีรษะมาข้างพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ฝ่ายพระเจ้าช้างเผือกก็ยกไปตั้งอยู่ณเมืองวาน ได้ทำสงครามรบพุ่งติดพันธกันมาหลายครั้ง ยังหาแพ้ชนะกันไม่ ข้าพเจ้าจะขอรับพระราชทานกองทัพสมเด็จพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ยกมาช่วย ตั้งอยู่ที่เมืองสะเติงเป็นทัพกระหนาบ เห็นว่ากองทัพพระเจ้าช้างเผือกจะพ่ายหนีไป ถ้าข้าพเจ้าได้เป็นใหญ่ในเมืองเมาะตะมะแล้ว ชีวิตข้าพเจ้ามีอยู่ตราบใดอันเมืองเมาะตะมะนี้ ข้าพเจ้าขอถวายไว้ใต้ฝ่าพระบาทขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่

ฝ่ายพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ รับเครื่องราชบรรณาการแล้ว ก็มีหนังสือตอบมาว่า จะยกกองทัพลงมาช่วยพระตะบะ ครั้นพระเจ้าช้างเผือกแจ้งว่า พระตะบะให้ไปขอกองทัพพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ๆ จะยกมาช่วยพระตะบะ จึงตรัสปรึกษาด้วยเสนาบดีว่า กองทัพเมืองเชียงใหม่จะยกมาตั้ง ณเมืองสะเติง จะคิดประการใดดี

เสนาบดีกราบทูลว่า สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ด้วยว่ากองทัพเมืองเชียงใหม่ยกลงมาตั้งณเมืองสะเติง ถ้ากองทัพยกเข้าตีเป็นสองทัพกระหนาบเข้ามา พระตะบะจะมีน้ำใจกำเริบ ก็จะตีหักเข้ามาได้ ฝ่ายทัพข้างเราจะขัดสนนัก ขอเชิญเสด็จพระองค์ยกกองทัพไปตั้งเมืองพะโคก่อนผ่อนเอากำลังไว้ พระเจ้าช้างเผือกจึงตรัสว่า ถ้าเราจะยกไปตั้งเมืองพะโคแล้ว เมืองเมาะตะมะนี้จะมิเป็นสิทธิ์แก่พระตะบะหรือ เสนาบดีทั้งปวงจึงทูลว่า ถ้าพระองค์มิยกไปจะตั้งมั่นอยู่ณเมืองวานนี้ก็เห็นจะได้อยู่ ข้าพเจ้าจะอุปมาถวายอันธรรมดาไฟไหม้ปถพีร้อน ถึงจะมีของดีเป็นที่รักก็จำจะเอามาทำเป็นรองเท้าเหยียบไป จึงจะหนีเพลิงซึ่งร้อนได้ บัดนี้ก็มีศึกสงครามมา จะทำอันตรายแก่บ้านเมืองแห่งเรา อันประเพณีศึกจะหย่อนกำลังหาญเหือดลงนั้น ก็เป็นต้นด้วยโลกีเป็นที่ตั้ง จึงจะเกิดกำหนัดตัดความหาญเหือดลงได้ พระองค์มีพระราชธิดาอยู่ขอให้แต่งตะละแม่ศรีไปอ่อนน้อมแก่พระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ เห็นการสงครามก็จะเหือดหายไปเป็นมั่นคง

ครั้นพระเจ้าช้างเผือกได้ฟังถ้อยคำอำมาตย์แพรจอกราบทูลดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งราชธิดากับเครื่องราชบรรณาการ กับช้างพลายห้าช้าง ขึ้นไปถวายพระมหาราชเจ้าเชียงใหม่ ๆ ก็ดีพระทัยหนักมิได้ยกทัพลงมา แต่พระเจ้าช้างเผือกเสวยราชสมบัติในเมืองเมาะตะมะได้สิบห้าปี พระตะบะแข็งเมืองอยู่ได้หกปี ครั้นอยู่มาฝ่ายนางจันทะมังคะละพระอัครมเหสีพระเจ้าช้างเผือกประชวรหนัก จึงกราบทูลพระเจ้าช้างเผือกว่าหลานของข้าพเจ้าคือ มะยีกำกองคนนี้ ข้าพเจ้ารักดังบุตรในอุทร ไปภายหน้าพระองค์อย่าได้รังเกียจ ข้าพเจ้าขออภัยในมะยีกำกองเป็นอันขาดทีเดียว พระองค์ทรงพระเมตตาแก่ข้าพเจ้าฉันใด จงทรงพระเมตตาแก่มะยีกำกองฉันนั้น พระเจ้าช้างเผือกครั้นได้ฟัง พระองค์มิได้ตรัสประการใด ครั้นอยู่มานางจันทะมังคะละผู้เป็นพระอัครมเหสีพระเจ้าช้างเผือกถึงแก่พิลาลัยไปสู่ปรโลก ครั้งนั้นพอบุตรอำมาตย์แพรจอนั้นถึงแก่ความตายด้วย และอำมาตย์แพรจอซึ่งเป็นบิดานั้น เป็นที่คิดอ่านราชการแก่พระเจ้าช้างเผือก ๆ จึงสั่งให้โกนศีรษะทั้งเมือง

ฝ่ายพระตะบะรู้จึงแต่งอายพะบูนผู้น้อง คุมไพร่ห้าร้อยโกนศีรษะสิ้นทุกคน ให้ปลอมไปปล้นเอาเมืองวาน อายพะบูนจึงยกพลห้าร้อยกับช้างพลายร้อย ครั้นกลางวันเข้าซุ่มซ่อนอยู่ในป่า กลางคืนก็เร่งรีบไปก่อนสว่าง เวลาเช้าตรู่ชาวบ้านเมืองเปิดประตูก็ปลอมเข้าไป นายประตูและชาวเมืองทั้งปวงหาทันสงสัยไม่ ครั้นเข้าไปในเมืองได้ ก็คุมกันเป็นกองทัพไล่ตีทั่วทั้งเมือง ชาวเมืองก็ตื่นแตกกระจัดพลัดพรายไป

ฝ่ายพระเจ้าช้างเผือกเสด็จขึ้นช้างพังตัวหนึ่ง ก็ขับช้างหนีไปแต่กับนายช้างคนหนึ่ง พวกพลทหารตามมิทัน ครั้นถึงคลองอันหนึ่ง ช้างลงข้ามคลองติดโคลน ถอนเท้ามิขึ้น นายช้างจึงเข้าแบกเอาพระเจ้าช้างเผือกพารีบเข้าป่าฝ่าพง เมื่อพระเจ้าช้างเผือกอยู่บนหลังนายช้างพาไปนั้น เห็นสิ่งใดก็ถามเนือง ๆ ฝ่ายควานช้างซึ่งแบกพระเจ้าช้างเผือกมานั้นเหนื่อย พระเจ้าช้างเผือกถามสิ่งใดก็พูดบ้างนิ่งเสียบ้าง ครั้นพระเจ้าช้างเผือกถามเซ้าซี้ไปก็โกรธ จึงว่าเป็นคำฉกรรจ์ว่า พระยาอู่ผัวมหาเทวี ข้าศึกตามมาไม่เป็นทุกข์มาถามเซ้าซี้อยู่อีกเล่า พระเจ้าอู่ได้ฟังควานช้างว่าดังนั้น ก็ขัดพระทัยมิได้ถามนายช้างต่อไปเลย ครั้นมาถึงตำบลกะยัดแตะเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตทั้งปวงพาเอาพระอัครมเหสี พระราชบุตร์ พระราชธิดา และนางสนมทั้งปวงมาทันพระเจ้าช้างเผือกพร้อมกัน พระเจ้าช้างเผือกมิได้เสด็จกลับมาเมืองวาน ยกตรงไปเมืองพะโคทีเดียว ครั้นถึงเมืองพะโคแล้ว พระมหาเทวีซึ่งเป็นพระเจ้าพี่นางอยู่ณเมืองตะเกิง รู้ข่าวไปก็เสด็จขึ้นมา ครั้นมาถึงก็เข้ากอดเอาพระเจ้าช้างเผือกผู้เป็นพระราชอนุชา ก็ทรงพระกันแสงรักกัน ครั้นสร่างโศกแล้วจึงพระเจ้าช้างเผือกพระราชทานรางวัลแก่ทหารซึ่งตามเสด็จมานั้น ตามยศถาศักดิ์โดยสมควร แต่นายช้างผู้เดียวพระเจ้าช้างเผือกมิได้พระราชทานสิ่งอันใด พระมหาเทวีจึงว่านายช้างนั้นมีคุณแก่พระองค์เป็นอันมาก พาพระองค์มาถึงพระนครได้ชอบจะปูนบำเหน็จให้มากกว่าคนอื่นจึงควร พระเจ้าช้างเผือกตรัสว่าคุณมันมีก็จริง แต่ว่าโทษมันกระทำไว้ เมื่อมันพาข้าพเจ้ามากลางทาง มันด่าว่าข้าพเจ้าเป็นผัวพระพี่นาง ข้าพเจ้าจะฆ่าเสียอีก เหตุว่ามีคุณได้พามา จึงไม่ประหารชีวิตเสีย แต่เท่านี้ก็เป็นว่าแทนคุณอยู่แล้ว พระเจ้าช้างเผือกก็มิได้พระราชทานสิ่งใดแก่นายควานช้าง พระมหาเทวีจึงขอเอานายช้างไปเลี้ยงไว้

ศักราชได้ ๗๒๐ ปี พระเจ้าช้างเผือกไปอยู่เมืองพะโค และเมืองพะโคนั้น แต่ก่อนกษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติเป็นลำดับกันมาแต่พระเจ้าสักกระทัตร์ จนถึงพระเจ้าดิศราช ซึ่งได้สร้างเจดีย์กะลอมปอนนั้น เป็นสิบเจ็ดพระองค์ด้วยกัน ครั้นพระยาดิศสวรรคตแล้วก็สิ้นเชื้อวงษ์กษัตริย์มา ครั้นอะขะมะมอญได้เป็นกษัตริย์ในเมืองพะโค มาจนถึงพระเจ้าตราพระยาได้เป็นกษัตริย์ในเมืองพะโคก็บริบูรณ์ขึ้น ต่อเมื่อพระยาอู่พระเจ้าช้างเผือกยกไปสร้างนครขึ้น จึงคืนคงเป็นราชธานีใหญ่ แต่นั้นมาก็มีเชื้อราชวงษ์ได้เสวยราชย์สืบกันมาตราบเท่าบัดนี้

ฝ่ายสมิงชีพรายซึ่งได้กินเมืองทะละนั้นถึงแก่ความตาย เมืองทะละนั้นพระยาอู่พระเจ้าช้างเผือกพระราชทานให้แก่มะยีกำกอง แลมะละคอนผู้เปนน้องสมิงเลิกพร้านั้น พระเจ้าช้างเผือกพระราชทานให้กินเมืองหลากแหลก เปนสมิงสามปราบ ได้ถือความสัตย์กินโลหิตในฝ่าพระบาทพระเจ้าช้างเผือกไปตั้งอยู่เมืองหลากหน้า:Rachathirat 2496.djvu/63หน้า:Rachathirat 2496.djvu/64หน้า:Rachathirat 2496.djvu/65หน้า:Rachathirat 2496.djvu/66หน้า:Rachathirat 2496.djvu/67หน้า:Rachathirat 2496.djvu/68หน้า:Rachathirat 2496.djvu/69หน้า:Rachathirat 2496.djvu/70หน้า:Rachathirat 2496.djvu/71หน้า:Rachathirat 2496.djvu/72หน้า:Rachathirat 2496.djvu/73หน้า:Rachathirat 2496.djvu/74หน้า:Rachathirat 2496.djvu/75หน้า:Rachathirat 2496.djvu/76หน้า:Rachathirat 2496.djvu/77หน้า:Rachathirat 2496.djvu/78หน้า:Rachathirat 2496.djvu/79หน้า:Rachathirat 2496.djvu/80หน้า:Rachathirat 2496.djvu/81หน้า:Rachathirat 2496.djvu/82หน้า:Rachathirat 2496.djvu/83หน้า:Rachathirat 2496.djvu/84หน้า:Rachathirat 2496.djvu/85หน้า:Rachathirat 2496.djvu/86หน้า:Rachathirat 2496.djvu/87หน้า:Rachathirat 2496.djvu/88หน้า:Rachathirat 2496.djvu/89หน้า:Rachathirat 2496.djvu/90หน้า:Rachathirat 2496.djvu/91หน้า:Rachathirat 2496.djvu/92หน้า:Rachathirat 2496.djvu/93หน้า:Rachathirat 2496.djvu/94หน้า:Rachathirat 2496.djvu/95หน้า:Rachathirat 2496.djvu/96หน้า:Rachathirat 2496.djvu/97หน้า:Rachathirat 2496.djvu/98หน้า:Rachathirat 2496.djvu/99หน้า:Rachathirat 2496.djvu/100หน้า:Rachathirat 2496.djvu/101หน้า:Rachathirat 2496.djvu/102หน้า:Rachathirat 2496.djvu/103หน้า:Rachathirat 2496.djvu/104หน้า:Rachathirat 2496.djvu/105หน้า:Rachathirat 2496.djvu/106หน้า:Rachathirat 2496.djvu/107หน้า:Rachathirat 2496.djvu/108หน้า:Rachathirat 2496.djvu/109หน้า:Rachathirat 2496.djvu/110หน้า:Rachathirat 2496.djvu/111หน้า:Rachathirat 2496.djvu/112หน้า:Rachathirat 2496.djvu/113หน้า:Rachathirat 2496.djvu/114หน้า:Rachathirat 2496.djvu/115หน้า:Rachathirat 2496.djvu/116หน้า:Rachathirat 2496.djvu/117หน้า:Rachathirat 2496.djvu/118หน้า:Rachathirat 2496.djvu/119หน้า:Rachathirat 2496.djvu/120หน้า:Rachathirat 2496.djvu/121หน้า:Rachathirat 2496.djvu/122หน้า:Rachathirat 2496.djvu/123หน้า:Rachathirat 2496.djvu/124หน้า:Rachathirat 2496.djvu/125หน้า:Rachathirat 2496.djvu/126หน้า:Rachathirat 2496.djvu/127หน้า:Rachathirat 2496.djvu/128หน้า:Rachathirat 2496.djvu/129หน้า:Rachathirat 2496.djvu/130หน้า:Rachathirat 2496.djvu/131หน้า:Rachathirat 2496.djvu/132หน้า:Rachathirat 2496.djvu/133หน้า:Rachathirat 2496.djvu/134หน้า:Rachathirat 2496.djvu/135หน้า:Rachathirat 2496.djvu/136หน้า:Rachathirat 2496.djvu/137หน้า:Rachathirat 2496.djvu/138หน้า:Rachathirat 2496.djvu/139หน้า:Rachathirat 2496.djvu/140หน้า:Rachathirat 2496.djvu/141หน้า:Rachathirat 2496.djvu/142หน้า:Rachathirat 2496.djvu/143หน้า:Rachathirat 2496.djvu/144หน้า:Rachathirat 2496.djvu/145หน้า:Rachathirat 2496.djvu/146หน้า:Rachathirat 2496.djvu/147หน้า:Rachathirat 2496.djvu/148หน้า:Rachathirat 2496.djvu/149หน้า:Rachathirat 2496.djvu/150หน้า:Rachathirat 2496.djvu/151หน้า:Rachathirat 2496.djvu/152หน้า:Rachathirat 2496.djvu/153หน้า:Rachathirat 2496.djvu/154หน้า:Rachathirat 2496.djvu/155หน้า:Rachathirat 2496.djvu/156หน้า:Rachathirat 2496.djvu/157หน้า:Rachathirat 2496.djvu/158หน้า:Rachathirat 2496.djvu/159หน้า:Rachathirat 2496.djvu/160หน้า:Rachathirat 2496.djvu/161หน้า:Rachathirat 2496.djvu/162หน้า:Rachathirat 2496.djvu/163หน้า:Rachathirat 2496.djvu/164หน้า:Rachathirat 2496.djvu/165หน้า:Rachathirat 2496.djvu/166หน้า:Rachathirat 2496.djvu/167หน้า:Rachathirat 2496.djvu/168หน้า:Rachathirat 2496.djvu/169หน้า:Rachathirat 2496.djvu/170หน้า:Rachathirat 2496.djvu/171หน้า:Rachathirat 2496.djvu/172หน้า:Rachathirat 2496.djvu/173หน้า:Rachathirat 2496.djvu/174หน้า:Rachathirat 2496.djvu/175หน้า:Rachathirat 2496.djvu/176หน้า:Rachathirat 2496.djvu/177หน้า:Rachathirat 2496.djvu/178หน้า:Rachathirat 2496.djvu/179หน้า:Rachathirat 2496.djvu/180หน้า:Rachathirat 2496.djvu/181หน้า:Rachathirat 2496.djvu/182หน้า:Rachathirat 2496.djvu/183หน้า:Rachathirat 2496.djvu/184หน้า:Rachathirat 2496.djvu/185หน้า:Rachathirat 2496.djvu/186หน้า:Rachathirat 2496.djvu/187หน้า:Rachathirat 2496.djvu/188หน้า:Rachathirat 2496.djvu/189หน้า:Rachathirat 2496.djvu/190หน้า:Rachathirat 2496.djvu/191หน้า:Rachathirat 2496.djvu/192หน้า:Rachathirat 2496.djvu/193หน้า:Rachathirat 2496.djvu/194หน้า:Rachathirat 2496.djvu/195หน้า:Rachathirat 2496.djvu/196หน้า:Rachathirat 2496.djvu/197หน้า:Rachathirat 2496.djvu/198หน้า:Rachathirat 2496.djvu/199หน้า:Rachathirat 2496.djvu/200หน้า:Rachathirat 2496.djvu/201หน้า:Rachathirat 2496.djvu/202หน้า:Rachathirat 2496.djvu/203หน้า:Rachathirat 2496.djvu/204หน้า:Rachathirat 2496.djvu/205หน้า:Rachathirat 2496.djvu/206หน้า:Rachathirat 2496.djvu/207หน้า:Rachathirat 2496.djvu/208หน้า:Rachathirat 2496.djvu/209หน้า:Rachathirat 2496.djvu/210หน้า:Rachathirat 2496.djvu/211หน้า:Rachathirat 2496.djvu/212หน้า:Rachathirat 2496.djvu/213หน้า:Rachathirat 2496.djvu/214หน้า:Rachathirat 2496.djvu/215หน้า:Rachathirat 2496.djvu/216หน้า:Rachathirat 2496.djvu/217หน้า:Rachathirat 2496.djvu/218หน้า:Rachathirat 2496.djvu/219หน้า:Rachathirat 2496.djvu/220หน้า:Rachathirat 2496.djvu/221หน้า:Rachathirat 2496.djvu/222หน้า:Rachathirat 2496.djvu/223หน้า:Rachathirat 2496.djvu/224หน้า:Rachathirat 2496.djvu/225หน้า:Rachathirat 2496.djvu/226หน้า:Rachathirat 2496.djvu/227หน้า:Rachathirat 2496.djvu/228หน้า:Rachathirat 2496.djvu/229หน้า:Rachathirat 2496.djvu/230หน้า:Rachathirat 2496.djvu/231หน้า:Rachathirat 2496.djvu/232หน้า:Rachathirat 2496.djvu/233หน้า:Rachathirat 2496.djvu/234หน้า:Rachathirat 2496.djvu/235หน้า:Rachathirat 2496.djvu/236หน้า:Rachathirat 2496.djvu/237หน้า:Rachathirat 2496.djvu/238หน้า:Rachathirat 2496.djvu/239หน้า:Rachathirat 2496.djvu/240หน้า:Rachathirat 2496.djvu/241หน้า:Rachathirat 2496.djvu/242หน้า:Rachathirat 2496.djvu/243หน้า:Rachathirat 2496.djvu/244หน้า:Rachathirat 2496.djvu/245หน้า:Rachathirat 2496.djvu/246หน้า:Rachathirat 2496.djvu/247หน้า:Rachathirat 2496.djvu/248หน้า:Rachathirat 2496.djvu/249หน้า:Rachathirat 2496.djvu/250หน้า:Rachathirat 2496.djvu/251หน้า:Rachathirat 2496.djvu/252หน้า:Rachathirat 2496.djvu/253หน้า:Rachathirat 2496.djvu/254หน้า:Rachathirat 2496.djvu/255หน้า:Rachathirat 2496.djvu/256หน้า:Rachathirat 2496.djvu/257หน้า:Rachathirat 2496.djvu/258หน้า:Rachathirat 2496.djvu/259หน้า:Rachathirat 2496.djvu/260หน้า:Rachathirat 2496.djvu/261หน้า:Rachathirat 2496.djvu/262หน้า:Rachathirat 2496.djvu/263หน้า:Rachathirat 2496.djvu/264หน้า:Rachathirat 2496.djvu/265หน้า:Rachathirat 2496.djvu/266หน้า:Rachathirat 2496.djvu/267หน้า:Rachathirat 2496.djvu/268หน้า:Rachathirat 2496.djvu/269หน้า:Rachathirat 2496.djvu/270หน้า:Rachathirat 2496.djvu/271หน้า:Rachathirat 2496.djvu/272หน้า:Rachathirat 2496.djvu/273หน้า:Rachathirat 2496.djvu/274หน้า:Rachathirat 2496.djvu/275หน้า:Rachathirat 2496.djvu/276หน้า:Rachathirat 2496.djvu/277หน้า:Rachathirat 2496.djvu/278หน้า:Rachathirat 2496.djvu/279หน้า:Rachathirat 2496.djvu/280หน้า:Rachathirat 2496.djvu/281หน้า:Rachathirat 2496.djvu/282หน้า:Rachathirat 2496.djvu/283หน้า:Rachathirat 2496.djvu/284หน้า:Rachathirat 2496.djvu/285หน้า:Rachathirat 2496.djvu/286หน้า:Rachathirat 2496.djvu/287หน้า:Rachathirat 2496.djvu/288หน้า:Rachathirat 2496.djvu/289หน้า:Rachathirat 2496.djvu/290หน้า:Rachathirat 2496.djvu/291หน้า:Rachathirat 2496.djvu/292หน้า:Rachathirat 2496.djvu/293หน้า:Rachathirat 2496.djvu/294หน้า:Rachathirat 2496.djvu/295หน้า:Rachathirat 2496.djvu/296หน้า:Rachathirat 2496.djvu/297หน้า:Rachathirat 2496.djvu/298หน้า:Rachathirat 2496.djvu/299หน้า:Rachathirat 2496.djvu/300หน้า:Rachathirat 2496.djvu/301หน้า:Rachathirat 2496.djvu/302หน้า:Rachathirat 2496.djvu/303หน้า:Rachathirat 2496.djvu/304หน้า:Rachathirat 2496.djvu/305หน้า:Rachathirat 2496.djvu/306หน้า:Rachathirat 2496.djvu/307หน้า:Rachathirat 2496.djvu/308หน้า:Rachathirat 2496.djvu/309หน้า:Rachathirat 2496.djvu/310หน้า:Rachathirat 2496.djvu/311หน้า:Rachathirat 2496.djvu/312หน้า:Rachathirat 2496.djvu/313หน้า:Rachathirat 2496.djvu/314หน้า:Rachathirat 2496.djvu/315หน้า:Rachathirat 2496.djvu/316หน้า:Rachathirat 2496.djvu/317หน้า:Rachathirat 2496.djvu/318หน้า:Rachathirat 2496.djvu/319หน้า:Rachathirat 2496.djvu/320หน้า:Rachathirat 2496.djvu/321หน้า:Rachathirat 2496.djvu/322หน้า:Rachathirat 2496.djvu/323หน้า:Rachathirat 2496.djvu/324หน้า:Rachathirat 2496.djvu/325หน้า:Rachathirat 2496.djvu/326หน้า:Rachathirat 2496.djvu/327หน้า:Rachathirat 2496.djvu/328หน้า:Rachathirat 2496.djvu/329หน้า:Rachathirat 2496.djvu/330หน้า:Rachathirat 2496.djvu/331หน้า:Rachathirat 2496.djvu/332หน้า:Rachathirat 2496.djvu/333หน้า:Rachathirat 2496.djvu/334หน้า:Rachathirat 2496.djvu/335หน้า:Rachathirat 2496.djvu/336หน้า:Rachathirat 2496.djvu/337หน้า:Rachathirat 2496.djvu/338หน้า:Rachathirat 2496.djvu/339หน้า:Rachathirat 2496.djvu/340หน้า:Rachathirat 2496.djvu/341หน้า:Rachathirat 2496.djvu/342หน้า:Rachathirat 2496.djvu/343หน้า:Rachathirat 2496.djvu/344หน้า:Rachathirat 2496.djvu/345หน้า:Rachathirat 2496.djvu/346หน้า:Rachathirat 2496.djvu/347หน้า:Rachathirat 2496.djvu/348หน้า:Rachathirat 2496.djvu/349หน้า:Rachathirat 2496.djvu/350หน้า:Rachathirat 2496.djvu/351หน้า:Rachathirat 2496.djvu/352หน้า:Rachathirat 2496.djvu/353หน้า:Rachathirat 2496.djvu/354หน้า:Rachathirat 2496.djvu/355หน้า:Rachathirat 2496.djvu/356หน้า:Rachathirat 2496.djvu/357หน้า:Rachathirat 2496.djvu/358หน้า:Rachathirat 2496.djvu/359หน้า:Rachathirat 2496.djvu/360หน้า:Rachathirat 2496.djvu/361หน้า:Rachathirat 2496.djvu/362หน้า:Rachathirat 2496.djvu/363หน้า:Rachathirat 2496.djvu/364หน้า:Rachathirat 2496.djvu/365หน้า:Rachathirat 2496.djvu/366หน้า:Rachathirat 2496.djvu/367หน้า:Rachathirat 2496.djvu/368หน้า:Rachathirat 2496.djvu/369หน้า:Rachathirat 2496.djvu/370หน้า:Rachathirat 2496.djvu/371หน้า:Rachathirat 2496.djvu/372หน้า:Rachathirat 2496.djvu/373หน้า:Rachathirat 2496.djvu/374หน้า:Rachathirat 2496.djvu/375หน้า:Rachathirat 2496.djvu/376หน้า:Rachathirat 2496.djvu/377หน้า:Rachathirat 2496.djvu/378หน้า:Rachathirat 2496.djvu/379หน้า:Rachathirat 2496.djvu/380หน้า:Rachathirat 2496.djvu/381หน้า:Rachathirat 2496.djvu/382หน้า:Rachathirat 2496.djvu/383หน้า:Rachathirat 2496.djvu/384หน้า:Rachathirat 2496.djvu/385หน้า:Rachathirat 2496.djvu/386หน้า:Rachathirat 2496.djvu/387หน้า:Rachathirat 2496.djvu/388หน้า:Rachathirat 2496.djvu/389หน้า:Rachathirat 2496.djvu/390หน้า:Rachathirat 2496.djvu/391หน้า:Rachathirat 2496.djvu/392หน้า:Rachathirat 2496.djvu/393หน้า:Rachathirat 2496.djvu/394หน้า:Rachathirat 2496.djvu/395หน้า:Rachathirat 2496.djvu/396หน้า:Rachathirat 2496.djvu/397หน้า:Rachathirat 2496.djvu/398หน้า:Rachathirat 2496.djvu/399หน้า:Rachathirat 2496.djvu/400หน้า:Rachathirat 2496.djvu/401หน้า:Rachathirat 2496.djvu/402หน้า:Rachathirat 2496.djvu/403หน้า:Rachathirat 2496.djvu/404หน้า:Rachathirat 2496.djvu/405หน้า:Rachathirat 2496.djvu/406หน้า:Rachathirat 2496.djvu/407หน้า:Rachathirat 2496.djvu/408หน้า:Rachathirat 2496.djvu/409หน้า:Rachathirat 2496.djvu/410หน้า:Rachathirat 2496.djvu/411หน้า:Rachathirat 2496.djvu/412หน้า:Rachathirat 2496.djvu/413หน้า:Rachathirat 2496.djvu/414หน้า:Rachathirat 2496.djvu/415หน้า:Rachathirat 2496.djvu/416หน้า:Rachathirat 2496.djvu/417หน้า:Rachathirat 2496.djvu/418หน้า:Rachathirat 2496.djvu/419หน้า:Rachathirat 2496.djvu/420หน้า:Rachathirat 2496.djvu/421หน้า:Rachathirat 2496.djvu/422หน้า:Rachathirat 2496.djvu/423หน้า:Rachathirat 2496.djvu/424หน้า:Rachathirat 2496.djvu/425หน้า:Rachathirat 2496.djvu/426หน้า:Rachathirat 2496.djvu/427หน้า:Rachathirat 2496.djvu/428หน้า:Rachathirat 2496.djvu/429หน้า:Rachathirat 2496.djvu/430หน้า:Rachathirat 2496.djvu/431หน้า:Rachathirat 2496.djvu/432หน้า:Rachathirat 2496.djvu/433หน้า:Rachathirat 2496.djvu/434หน้า:Rachathirat 2496.djvu/435หน้า:Rachathirat 2496.djvu/436หน้า:Rachathirat 2496.djvu/437หน้า:Rachathirat 2496.djvu/438หน้า:Rachathirat 2496.djvu/439หน้า:Rachathirat 2496.djvu/440หน้า:Rachathirat 2496.djvu/441หน้า:Rachathirat 2496.djvu/442หน้า:Rachathirat 2496.djvu/443หน้า:Rachathirat 2496.djvu/444หน้า:Rachathirat 2496.djvu/445หน้า:Rachathirat 2496.djvu/446หน้า:Rachathirat 2496.djvu/447หน้า:Rachathirat 2496.djvu/448หน้า:Rachathirat 2496.djvu/449หน้า:Rachathirat 2496.djvu/450หน้า:Rachathirat 2496.djvu/451หน้า:Rachathirat 2496.djvu/452หน้า:Rachathirat 2496.djvu/453หน้า:Rachathirat 2496.djvu/454หน้า:Rachathirat 2496.djvu/455หน้า:Rachathirat 2496.djvu/456หน้า:Rachathirat 2496.djvu/457หน้า:Rachathirat 2496.djvu/458หน้า:Rachathirat 2496.djvu/459หน้า:Rachathirat 2496.djvu/460หน้า:Rachathirat 2496.djvu/461หน้า:Rachathirat 2496.djvu/462หน้า:Rachathirat 2496.djvu/463หน้า:Rachathirat 2496.djvu/464หน้า:Rachathirat 2496.djvu/465หน้า:Rachathirat 2496.djvu/466หน้า:Rachathirat 2496.djvu/467หน้า:Rachathirat 2496.djvu/468หน้า:Rachathirat 2496.djvu/469หน้า:Rachathirat 2496.djvu/470หน้า:Rachathirat 2496.djvu/471หน้า:Rachathirat 2496.djvu/472หน้า:Rachathirat 2496.djvu/473หน้า:Rachathirat 2496.djvu/474หน้า:Rachathirat 2496.djvu/475หน้า:Rachathirat 2496.djvu/476หน้า:Rachathirat 2496.djvu/477หน้า:Rachathirat 2496.djvu/478หน้า:Rachathirat 2496.djvu/479หน้า:Rachathirat 2496.djvu/480หน้า:Rachathirat 2496.djvu/481หน้า:Rachathirat 2496.djvu/482หน้า:Rachathirat 2496.djvu/483หน้า:Rachathirat 2496.djvu/484หน้า:Rachathirat 2496.djvu/485หน้า:Rachathirat 2496.djvu/486หน้า:Rachathirat 2496.djvu/487หน้า:Rachathirat 2496.djvu/488หน้า:Rachathirat 2496.djvu/489หน้า:Rachathirat 2496.djvu/490หน้า:Rachathirat 2496.djvu/491หน้า:Rachathirat 2496.djvu/492หน้า:Rachathirat 2496.djvu/493หน้า:Rachathirat 2496.djvu/494หน้า:Rachathirat 2496.djvu/495หน้า:Rachathirat 2496.djvu/496หน้า:Rachathirat 2496.djvu/497หน้า:Rachathirat 2496.djvu/498หน้า:Rachathirat 2496.djvu/499หน้า:Rachathirat 2496.djvu/500หน้า:Rachathirat 2496.djvu/501หน้า:Rachathirat 2496.djvu/502หน้า:Rachathirat 2496.djvu/503หน้า:Rachathirat 2496.djvu/504หน้า:Rachathirat 2496.djvu/505หน้า:Rachathirat 2496.djvu/506หน้า:Rachathirat 2496.djvu/507หน้า:Rachathirat 2496.djvu/508หน้า:Rachathirat 2496.djvu/509หน้า:Rachathirat 2496.djvu/510หน้า:Rachathirat 2496.djvu/511หน้า:Rachathirat 2496.djvu/512หน้า:Rachathirat 2496.djvu/513หน้า:Rachathirat 2496.djvu/514หน้า:Rachathirat 2496.djvu/515หน้า:Rachathirat 2496.djvu/516หน้า:Rachathirat 2496.djvu/517หน้า:Rachathirat 2496.djvu/518หน้า:Rachathirat 2496.djvu/519หน้า:Rachathirat 2496.djvu/520หน้า:Rachathirat 2496.djvu/521หน้า:Rachathirat 2496.djvu/522หน้า:Rachathirat 2496.djvu/523หน้า:Rachathirat 2496.djvu/524หน้า:Rachathirat 2496.djvu/525หน้า:Rachathirat 2496.djvu/526หน้า:Rachathirat 2496.djvu/527หน้า:Rachathirat 2496.djvu/528หน้า:Rachathirat 2496.djvu/529หน้า:Rachathirat 2496.djvu/530หน้า:Rachathirat 2496.djvu/531หน้า:Rachathirat 2496.djvu/532หน้า:Rachathirat 2496.djvu/533หน้า:Rachathirat 2496.djvu/534หน้า:Rachathirat 2496.djvu/535หน้า:Rachathirat 2496.djvu/536หน้า:Rachathirat 2496.djvu/537หน้า:Rachathirat 2496.djvu/538หน้า:Rachathirat 2496.djvu/539หน้า:Rachathirat 2496.djvu/540หน้า:Rachathirat 2496.djvu/541หน้า:Rachathirat 2496.djvu/542หน้า:Rachathirat 2496.djvu/543หน้า:Rachathirat 2496.djvu/544หน้า:Rachathirat 2496.djvu/545หน้า:Rachathirat 2496.djvu/546หน้า:Rachathirat 2496.djvu/547หน้า:Rachathirat 2496.djvu/548หน้า:Rachathirat 2496.djvu/549หน้า:Rachathirat 2496.djvu/550หน้า:Rachathirat 2496.djvu/551หน้า:Rachathirat 2496.djvu/552หน้า:Rachathirat 2496.djvu/553หน้า:Rachathirat 2496.djvu/554หน้า:Rachathirat 2496.djvu/555หน้า:Rachathirat 2496.djvu/556หน้า:Rachathirat 2496.djvu/557หน้า:Rachathirat 2496.djvu/558หน้า:Rachathirat 2496.djvu/559หน้า:Rachathirat 2496.djvu/560หน้า:Rachathirat 2496.djvu/561หน้า:Rachathirat 2496.djvu/562หน้า:Rachathirat 2496.djvu/563หน้า:Rachathirat 2496.djvu/564หน้า:Rachathirat 2496.djvu/565หน้า:Rachathirat 2496.djvu/566หน้า:Rachathirat 2496.djvu/567หน้า:Rachathirat 2496.djvu/568

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก

Public domainPublic domainfalsefalse