สามก๊กอิ๋น

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ปก ลง




ชิดก๊กไซ่ฮั่น



หน้า (๑) ขึ้นลง



ชิดก๊กไซ่ฮั่น



คณะกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุ

พระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

จัดพิมพ์เผยแพร่



หน้า (๒๙)–(๓๐) ขึ้นลง



Lanchakon - 025.jpg


คำปรารภ


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สถิตสถาพรเป็นพระมิ่งขวัญแก่ทวยไทยสืบพระราชปณิธานแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานสันติสุข ด้วยทรงทำนุบำรุงประเทศและอาณาประชาราษฎร์ดับทุกข์เข็ญน้อยใหญ่นานัปการให้ผ่านพ้น เมื่อพิเคราะห์พระราชกรณียกิจทั้งปวงแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองรัชกาล มิได้แตกต่างกันแต่ประการใด

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์มีพระชนมพรรษาเสมอกัน จึงเป็นมหามงคลวโรกาสที่พิเศษสุดที่ยังมิเคยปรากฏในรัชกาลแห่งพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระราชทานนามพระราชพิธีนี้ว่า พระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบรมราชบุรพการีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ในฐานะที่ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์และกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งดำรงยั่งยืนมั่นคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

โบราณราชประเพณีอันดีงามของไทยได้ช่วยหล่อหลอมจิตใจประชาชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพิ่มพูนความจงรักภักดีในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่บ้านเมืองตลอดมา โดยเฉพาะพระบรมมหากษัตริย์ผู้ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ชาวไทยนั้น รัฐบาลและปวงชนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ และตระหนักในความสำคัญของมหามงคลวโรกาสนี้ จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดงานเฉลิมพระเกียรติ และจัดพิมพ์หนังสือวิชาการที่แสดงถึงความยั่งยืนของแผ่นดินให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้สืบไป

ในนามของรัฐบาลและคณะกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรมเนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓ ขอแสดงความชื่นชมยินดีที่การจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ หวังว่า หนังสือนี้จะอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป


พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี




หน้า (๓๑)–(๓๓) ขึ้นลง



คำนำ


ในอภิลักขิตสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช ทรงเจริญพระชนมายุได้สองหมื่นหกพันสี่ร้อยหกสิบเก้าวันในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓ เป็นสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมปัยกาธิราช คณะกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรมเนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีหน้าที่กำหนดแนวทางและจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุเนื่องในพระราชพิธีฯ การนี้ เห็นควรให้จัดพิมพ์หนังสือที่มีคุณค่าประกอบด้วยต้นฉบับหนังสือตัวเขียนในรัชกาลที่ ๑ ตรวจสอบชำระต้นฉบับหนังสือที่หาได้ยากในปัจจุบัน นำมาถ่ายถอด ทำคำอ่าน คำอธิบาย โดยแต่งตั้งคณะบรรณาธิการดำเนินการแต่ละเล่มประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาและนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ของกรมศิลปากร

หนังสือที่ระลึกที่จัดพิมพ์ในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีดังนี้

ตำราพิไชยสงคราม ฉบับรัชกาลที่ ๑ สร้างเมื่อจุลศักราช ๑๑๔๔ (พ.ศ. ๒๓๒๕) เนื้อหาของตำราว่าด้วยกลศึก วิธีใช้ และรูปแบบการจัดตั้งทัพ การดูนิมิตและปรากฏการณ์บนท้องฟ้า รวมถึงหลักสำคัญเก้าประการที่ต้องมีสติกำกับดูแลเพื่อดำรงชีวิตให้ประสบความสำเร็จทั้งในยามศึกและยามสงบ ตำราพิไชยสงครามจึงเป็นตำราสำคัญในการปฏิบัติตนของชายไทยทุกระดับชั้นตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงไพร่พลทั่วไปเพื่อรับใช้แผ่นดิน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และทรงฟื้นฟูศิลปวิทยาการต่าง ๆ ของบ้านเมืองให้กลับดีดังเดิม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างตำราพิไชยสงครามไว้เป็นแบบแผนการรบสำหรับบ้านเมือง

ตำรา ๑๒ เดือน คัดแต่สมุดขุนทิพมนเทียรชาววังไว้ ต้นฉบับเดิมเป็นของเมืองนครศรีธรรมราช มีเนื้อหาว่าด้วยแผนผัง ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในการก่อสร้างซ่อมแซมจวนวังของเมืองนครศรีธรรมราช กฎหมายสำหรับข้าราชการ การอยู่เวรยามดูแลจวนวังของเมือง และขนบธรรมเนียมประเพณีในการปกครองบ้านเมือง สันนิษฐานว่า เมืองนครศรีธรรมราชได้ถ่ายแบบเหล่านี้ไปจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในพุทธศักราช ๒๓๒๙ สมเด็จพระสังฆราช (สี) ทรงขอตำนานการทำพิธีตรุษและสารทของเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งมีบันทึกอยู่ในตำรา ๑๒ เดือนนี้มาเป็นแบบอย่างในการทำพิธีตรุษและสารทสำคัญกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อแรกสร้างด้วย

ตำราช้าง ฉบับรัชกาลที่ ๑ เป็นตำราว่าด้วยกำเนิดและลักษณะของช้างดีชนิดต่าง ๆ สี่ตระกูล ตระกูลพรหมพงศ์ พิษณุพงศ์ อิศวรพงศ์ และอัคนิพงศ์ แต่งเป็นสำนวนร้อยแก้ว

ชิดก๊กไซ่ฮั่น วรรณคดีแปลจากพงศาวดารจีน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข คือ กรมพระราชวังหลัง ทรงอำนวยการแปล เข้าใจว่า แปลก่อน พ.ศ. ๒๓๔๙ นับว่าเป็นหนังสือดี ให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ตำราพิชัยสงคราม สัจธรรมของชีวิต เป็นวรรณคดีมรดกที่แสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดจุฬาโลกมหาราชที่ทรงพระเมตตาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโดยสร้างหนังสือต่าง ๆ ขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับพระนคร

เรื่องตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ เรื่องตั้งเจ้าพระยา และ เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเป็นหนังสือสำคัญชุดเดียวกัน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งสภานายกกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร และทรงบังคับบัญชากรมพระอาลักษณ์ ทรงรวบรวม ตรวจสอบ เรียบเรียง แต่จัดพิมพ์เผยแพร่แล้วเสร็จเฉพาะเรื่องตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ส่วนอีกสองเรื่องยังมิทันได้ตรวจสอบก็ประชวร จึงรับสั่งขอให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสภานายกกรรมการหอพระสมุดฯ ต่อมา ทรงตรวจสอบเพิ่มเติมและจัดพิมพ์เผยแพร่มาตามลำดับ การจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้ตรวจสอบชำระ เพิ่มเติมข้อมูล จัดหารูปภาพประกอบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องตั้งพระบรมวงศานุวงศ์และเรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ได้เพิ่มเติมการสถาปนาเจ้านายและการตั้งพระราชาคณะมาจนถึงรัชกาลที่ ๙

เรื่องสุดท้ายเป็น หนังสือสรุปผลการสัมมนาทางวิชาการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ ๒๘–๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับพระราชปณิธานและมรดกทางวัฒนธรรมสองรัชกาล

อนึ่ง ในการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชครั้งนี้ มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้า ในพระบรมราชูปถัมถ์ มีพระธรรมเสนานี[1] เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตราธิราชเจ้าผู้ทรงสถาปนาวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามให้เป็นพระอารามสำคัญสำหรับพระนครและเป็นพระอารามประจำรัชกาลซึ่งสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าลำดับรัชกาลต่อมาได้ทรงทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองงดงามไว้ด้วยดี ได้มอบทุนค่าจัดพิมพ์ทุกรายการ จึงขออนุโมทนาในกุศลเจตนามา ณ โอกาสนี้ หนังสือเฉลิมพระเกียรติชุดนี้นอกจากนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว จะนำแจกจ่ายเผยแพร่เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาสำหรับห้องสมุดและสถานศึกษาต่าง ๆ ต่อไป


นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น

อธิบดีกรมศิลปากร

ประธานกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช




หน้า (๓๕)–(๔๔) ขึ้นลง



คำชี้แจง


เรื่องไซ่ฮั่นเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่แพร่หลายมากเรื่องหนึ่งของจีน ได้รับคัดเลือกรวมอยู่ในหนังสือชุด "นิยายยุคเก่าที่มีชื่อเสียง ๑๐๐ เรื่อง" ฉบับภาษาจีน ชื่อเต็มว่า "ไซ่ฮั่นทงซกเอี้ยนหงี" หรือ "ซีฮั่นทงสูเอี่ยนอี้" ในภาษาจีนกลาง[2] ไซ่ฮั่น หรือซีฮั่น หมายถึง ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ราชวงศ์ฮั่นแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเรียก ไซ่ฮั่น คือ ฮั่นตะวันตก ช่วงหลังเรียก ตั้งฮั่น[3] คือ ฮั่นตะวันออก) ทงซก หรือทงสู แปลเอาความได้ว่า เข้าถึงสามัญชน เหมาะแก่สามัญชน เอี้ยนหงี หรือเอี่ยนอี้ แปลว่า แสดงความหมาย (ของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์) ชื่อเต็มของนิยายเรื่องนี้จึงมีความหมายว่า "(นิยาย) แสดงความหมายของประวัติศาสตร์ยุคไซ่ฮั่นสำหรับสามัญชน"

ผู้แต่งนิยายเรื่องนี้มีแซ่และชื่อตามเสียงจีนกลางว่า เจินเหว่ย แต้จิ๋วว่า จิงอุ้ย[4] เขาตั้งสมญาตัวเองว่า "จงซานจีว์ซื่อ" หมายถึง "ผู้ปลีกวิเวกแห่งภูเขาจงซาน"[5] เป็นชาวเมืองนานกิง (หนันจิง)[6] สมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. ๑๙๑๑–๒๑๘๗) แต่ไม่ทราบปีเกิดปีตายและประวัติชีวิตของเขา สันนิษฐานได้เพียงว่า น่าจะเป็นคนรุ่นหลังล่อกวนตง (หลอกว้านจง)[7] ผู้แต่งเรื่องสามก๊กผู้มีชีวิตอยู่ช่วงปลายราชวงศ์หยวน (พ.ศ. ๑๘๒๒–๑๙๑๑) ถึงต้นราชวงศ์หมิง ต้นฉบับเรื่องไซ่ฮั่นฉบับเก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในปัจจุบันเป็นฉบับพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ในรัชสมัยว่านลี่[8] ปีที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๑๕๕) ฉบับที่แพร่หลายที่สุดแบ่งเป็นหนึ่งร้อยเอ็ดตอน ยังมีฉบับที่แบ่งเป็นหนึ่งร้อยตอนและหนึ่งร้อยหกตอนอีก แต่เนื้อความยาวเท่ากัน เพียงแต่แบ่งบทต่างกัน การพิมพ์จำหน่ายในยุคเก่าแบ่งเป็นแปดเล่มสมุดจีนเหมือนกัน

นิยายเรื่องนี้ผู้แต่งปรับปรุงขยายความมาจากเรื่อง "หลีเฮาประหารฮั่นสิน" ซึ่งเป็นบทสำหรับเล่านิทานของนักเล่านิทานสมัยราชวงศ์หยวน โดยในสมัยราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ. ๑๕๐๓–๑๘๒๒) และราชวงศ์หยวน การเล่านิทานเป็นศิลปะการบันเทิงที่ได้รับความนิยมมาก ผู้เล่าแต่ละคนมักรวบรวมเรื่องที่มีคนเล่าไว้ก่อนลงเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้เป็นต้นฉบับที่ตนนำเอาไปเล่าต่อ อาจมีการตัดเติมตามที่ตนเห็นควร บันทึกนิทานพวกนี้ต่อมามีผู้นำมาแต่งขยายความเป็นนิยายและกลายเป็นวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงหลายเรื่อง เช่น นิยายสามก๊กของล่อกวนตงซึ่งมีชื่อภาษาจีนว่า "สามก๊กทงซกเอี้ยนหงี"[9] ก็ปรับปรุงขยายความจากบันทึกนิทานเรื่องสามก๊กของสมัยราชวงศ์หยวนที่มีชื่อว่า "สามก๊กจี่เพ่งอ่วย" (แปลว่า นิทานประวัติศาสตร์สามก๊ก)[10] เรื่องไซ่ฮั่นก็เช่นเดียวกัน เจินเหว่ยนำนิทานเรื่อง "หลีเฮาประหารฮั่นสิน" ไปสอบเทียบกับพงศาวดารช่วงปลายราชวงศ์โจวถึงต้นราชวงศ์ฮั่นขยายความให้สมบูรณ์ชัดเจน โดยได้แก้ไขส่วนที่คลาดเคลื่อนให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้น แต่มีความสนุกสนานชวนอ่านชวนติดตามแบบนิยายอย่างสมบูรณ์ เรื่องไซ่ฮั่นจึงเป็นนิยายที่เนื้อเรื่องตรงกับประวัติศาสตร์มากยิ่งกว่าเรื่องสามก๊ก แต่คุณค่าทางวรรณคดีด้อยกว่ามาก เน้นเหตุการณ์สำคัญตอนเล่าปัง[11] ทำศึกแย่งชิงอำนาจกับห้างอี๋[12] จนสถาปนาราชวงศ์ฮั่นใต้ แล้วกำจัดฮั่นสิน[13]

เรื่องสามก๊กเป็นวรรณคดีเอกเรื่องหนึ่งของจีน เป็นนิยายขนาดยาวเรื่องแรก ได้รับยกย่องว่า เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องเยี่ยมที่สุด ทั้งเป็นหนึ่งในสี่ "หนังสือวิเศษแห่งราชวงศ์หมิง" อันหมายถึง นิยายชั้นดีสุดยอดสี่เรื่องที่แต่งในราชวงศ์หมิง คือ สามก๊ก[14] ซ้องกั๋ง[15] (ชื่อจีนว่า สุยหู่จ้วน[16]) ไซอิ๋ว[17] และจินผิงเหมย[18] (สามเรื่องแรกมีแปลอยู่ในชุดนิยายอิงพงศาวดารจีน เรื่องสุดท้ายยาขอบแปลจากฉบับย่อภาษาอังกฤษ ชื่อไทยว่า บุปผาในกุณฑีทอง) เรื่องไซ่ฮั่นไม่มีคุณสมบัติทางวรรณคดีเด่นเท่าสามก๊ก ทั้งยังด้อยกว่าเรื่องเลียดก๊ก[19] แต่ก็เป็นเรื่องที่แพร่หลาย มีคุณค่าทางวรรณคดีอยู่พอสมควร เนื้อเรื่องกระชับ ชัดเจน ภาษาเรียบง่าย มีบทกวีแทรกอย่างไพเราะเหมาะแก่เรื่อง เช่น เพลงปี่ของเตียวเหลียงซึ่งผู้แปลถอดความเป็นร้อยแก้วไว้ในฉบับภาษาไทย ที่ยกย่องกันว่าเป็นข้อดีเด่นของเรื่องไซ่ฮั่น คือ ความสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์และกลศึก ตลอดจนชั้นเชิงการบริหาร การใช้คน และภูมิปัญญาอื่น ๆ ที่แปลกแตกต่างจากเรื่องสามก๊ก

ในภาษาจีนนั้นนิยมพิมพ์เรื่องไซ่ฮั่น (ฮั่นตะวันตก หรือฮั่นตอนต้น) รวมกับเรื่องตั้งฮั่น (ฮั่นตะวันออก หรือฮั่นตอนปลาย) จบเรื่องของราชวงศ์ฮั่นสองเรื่องนี้แล้วจึงถึงเรื่องสามก๊ก เรื่องตั้งฮั่นด้อยกว่าเรื่องไซ่ฮั่นทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และแง่วรรณคดี แต่เนื่องจากเป็นเรื่องต่อเนื่องกัน จึงนิยมพิมพ์รวมไว้ด้วยกัน เรื่องตั้งฮั่นแปลเป็นภาษาไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเช่นเดียวกับเรื่องเลียดก๊กและห้องสิน นิยายอิงพงศาวดารจีนที่แปลในสมัยรัชกาลที่ ๑ และ ๒ ล้วนเป็นเรื่องการศึก กลอุบาย และพิชัยสงครามที่เด่นมาก คือ เลียดก๊ก ไซ่ฮั่น และสามก๊ก

เรื่องไซ่ฮั่นฉบับภาษาไทย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า แปลก่อน พ.ศ. ๒๓๔๙ อันเป็นปีทิวงคตของกรมพระราชวังหลังผู้ทรงเป็นแม่กองแปลเรื่องนี้ ชื่อตัวละคร สถานที่ และคำทับศัพท์ภาษาจีนทั้งหมดใช้ภาษาฮกเกี้ยนถิ่นเอ้หมึงเช่นเดียวกับเรื่องสามก๊ก แต่ได้ปรับให้สะดวกแก่ลิ้นคนไทย แม้กระนั้น ก็ยังเห็นได้ชัดว่า เป็นภาษาฮกเกี้ยนใต้ถิ่นเอ้หมึง

ขอเรียนชี้แจงไว้ในที่นี้ว่า มณฑลฮกเกี้ยน หรือฝูเจี้ยน ในภาษาจีนกลางนั้น[20] ภาษาทางภาคเหนือและภาคใต้ต่างกันมากจนสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากมณฑลนี้มีชื่อเดิมว่า "หมิ่น"[21] ภาษาทางภาคเหนือจึงเรียกว่า "ภาษาหมิ่นเหนือ" ซึ่งแบ่งเป็นภาษาถิ่นย่อยอีกหลายถิ่น แต่พอสื่อสารกันรู้เรื่อง ถือเอาภาษาเมืองฝูโจว หรือที่คนไทยสมัยก่อนเรียกว่า "ฮกจิ๋ว"[22] เป็นถิ่นมาตรฐาน ส่วนภาษาทางใต้ของมณฑลฮกเกี้ยน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลกวางตุ้ง ตลอดจนถึงเกาะไต้หวันและเกาะไหหลำ รวมเป็นภาษาถิ่นใหญ่ถิ่นเดียวกันเรียกว่า "ภาษาหมิ่นใต้" ซึ่งแยกเป็นภาษาถิ่นย่อยอีกหลายถิ่น ภาษาไหหลำ ภาษาแต้จิ๋ว ภาษาเอ้หมึง (เซี่ยเหมิน)[23] ล้วนเป็นภาษาถิ่นย่อยของภาษาหมิ่นใต้ พอสื่อสารกันรู้เรื่อง ภาษาฮกเกี้ยนในเมืองไทย หรือตามความเข้าใจของคนไทยนั้น คือ ภาษาเอ้หมึง ซึ่งคล้ายกับภาษาพื้นถิ่นใต้ในไต้หวันมากจนถือเป็นภาษาเดียวกันได้ หรือกล่าวได้ว่า คนไต้หวันก็พูดภาษาฮกเกี้ยนอันเป็นภาษาถิ่นที่มีผู้ใช้กระจายกว้างแต่ถือเอาสำเนียงเอ้หมึงเป็นสำเนียงมาตรฐาน ภาษาฮกเกี้ยน รวมทั้งภาษาหมิ่นใต้อื่นทั้งหมด เช่น ภาษาแต้จิ๋ว และภาษาไหหลำ ล้วนต่างจากภาษาจีนกลางมากจนสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเลย แม้จะมีบางคำออกเสียงคล้ายกันบ้างก็ตาม เช่น สาน (ฮก), ซาน (กล) ที่แปลว่า ภูเขา[24]

ในวิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตเรื่อง สามก๊ก: การศึกษาเปรียบเทียบ ของประพิณ มโนมัยวิบูลย์ ศึกษาพบว่า คำทับศัพท์ภาษาจีนในเรื่องสามก๊กเป็นภาษาฮกเกี้ยนถิ่นเอ้หมึง ตรงกับคำยืนยันของเสถียร วีรกุล ปราชญ์ด้านจีนวิทยาผู้รู้ภาษาถิ่นเอ้หมึงดี เรื่องไซ่ฮั่นซึ่งแปลในยุคเดียวกันย่อมใช้ภาษาฮกเกี้ยนถิ่นเอ้หมึงเหมือนกัน แต่ภาษาพูดของจีนนั้น แม้เป็นภาษาถิ่นเดียวกัน แต่ถ้าอยู่ต่างอำเภอกันหรือห่างกันราวสิบกิโลเมตรขึ้นไปแล้ว สำเนียงจะต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซินแสผู้แปลไซ่ฮั่นย่อมมีหลายคนเช่นเดียวกับเรื่องสามก๊ก ซินแสฮกเกี้ยนเอ้หมึงจากคนละถิ่นย่อมออกเสียงคำคำเดียวกันต่างกันไปบ้าง จึงปรากฏมีคำคำเดียวกันที่แปลทับศัพท์ออกมาลักลั่นอยู่หลายคำ เช่น แม่น้ำเกียงโห บางแห่งเป็น เกียงหอ[25] แต่บางชื่อที่ลักลั่นน่าจะเป็นเพราะการคัดลอกผิดพลาดด้วย เช่น ซุนบู๊จู๋[26] เป็น ซุยบู๊จู๊ และซุยหมูจู้ อักษร ย ที่ถูกน่าจะเป็น น เป็น ซุนบู๊จู๊ และซุนหมูจู้ ทั้งสองคำนี้เป็นชื่อของนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ของจีนที่ปัจจุบันรู้จักกันในนาม ซุนวู เจ้าของตำราพิชัยสงครามฉบับโด่งดังที่สุดของจีน คำอีกคู่หนึ่งที่แสดงความแตกต่างเรื่องสำเนียงของซินแสผู้แปล คือ คำว่า เกียงจูแหย[27] กับเจียงไท่กง[28] เกียงจูแหยเป็นแม่ทัพของจิวบู๊อ๋อง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์โจว มีรายละเอียดอยู่นิยายอิงพงศาวดารเรื่อง ห้องสิน มีชื่อตัวว่า เกียงสง[29] ชื่อรองว่า เกียงจูแหย เมื่อเสร็จศึกแล้วได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเกียรติคุณเป็น "ไท่กง" ซึ่งพอจะเทียบได้กับสมเด็จเจ้าพระยา คนจึงนิยมเรียกว่า เกียงไท่กง แต่ในเรื่องไซ่ฮั่นตอนหนึ่ง ซินแสออกเสียงคำว่า "เกียง" เป็น "เจียง" จึงกลายเป็น เจียงไท่กง ซึ่งเป็นคนคนเดียวกับเกียงจูแหยนั่นเอง ในเรื่องสามก๊กเรียกบุคคลผู้นี้ตามชื่อตัว เกียงสง แต่เสียงเพี้ยนไปเป็น เก่งสง เกียงสง เกียงจูแหย หรือเกียงไท่กงนี้เขียนตำราพิชัยสงครามไว้เล่มหนึ่ง เตียวเหลียง[30] ได้ตำราเล่มนี้จากผู้เฒ่าศิลาเหลืองและได้ใช้พิชัยยุทธในตำรานี้ช่วยเล่าปังทำศึกเอาชนะห้างอี๋ได้ ความลักลั่นและคลาดเคลื่อนของชื่อตัวละคร สถานที่ ตลอดจนคำทับศัพท์ภาษาจีนประเภทอื่นในเรื่องไซ่ฮั่น นอกจากเพราะซินแสเป็นคนต่างถิ่นต่างสำเนียงกันแล้ว ยังเกิดจากการคัดลอกผิด ตลอดจนการพิสูจน์อักษรพลาดอีกด้วย การจะสอบชำระให้ถูกต้องทั้งหมดเป็นงานใหญ่ต้องใช้เวลามาก ยากที่จะทำให้เสร็จในการพิมพ์ครั้งนี้ได้ จึงเพียงตั้งข้อสังเกตและยกตัวอย่างบางคำไว้เท่านั้น

ส่วนวิธีการแปลนั้น เท่าที่ได้อ่านเทียบกับฉบับภาษาจีนดูคร่าว ๆ สรุปได้ว่า ใช้วิธีการเดียวกับเรื่องสามก๊ก คือ บางตอนแปลได้ครบถ้วนถูกต้องตรงตามต้นฉบับภาษาจีน บางตอนก็ขาดตกบกพร่องไปตามข้อจำกัดของคณะผู้แปล บางตอนก็ตัดเติมให้คนไทยอ่านเข้าใจได้ง่าย สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัด คือ บทกวีที่แทรกอยู่ในเรื่องส่วนมากถูกตัดออก เพราะเป็นเรื่องที่แปลยาก แต่ถ้าบทใดมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง ตัดออกไม่ได้ ก็แปลถอดความเป็นร้อยแก้วไว้ เช่น เพลงปี่ของเตียวเหลียง เพลงโศกของฌ้อปาอ๋อง และเพลงโศกของนางหงอกี๋ ส่วนการตัดเติมและปรับลำดับความใหม่ให้คนไทยเข้าใจง่ายนั้นเห็นได้ชัดตอนต้นเรื่อง ดังจะขอแปลใหม่ตรงตามฉบับภาษาจีนลงไว้ให้ดูก่อนดังนี้

ตอนที่หนึ่ง ชนะศึกจิ๋น อิหยินเป็นเชลย

"อันว่าบรรดาแคว้นทั้งเจ็ดนั้น เจ้าแคว้นเตียวเดิมทีแซ่เดียวกับแค้วนจิ๋น ปวนเหนียมผู้ปู่ (ของเจ้าแคว้นเตียว) มีบุตรชื่อกิเซง กิเซงมีบุตรชื่อ เจาหู ครั้งนั้น พระเจ้าจิ๋วมกอ๋องมีม้าฝีเท้าดีแปดตัว ตัวหนึ่งชื่อ เจอะตี้ (เลิศธรณี) ตัวหนึ่งชื่อ พวนอู (เหนือปักษา) ตัวหนึ่งชื่อ ผุนเซียว (โผนนภา) ตัวหนึ่งชื่อ เทียวเก๋ง (พ้นทัศนา) ตัวหนึ่งชื่อ ยูฮุย (ข้ามรัศมี) ตัวหนึ่งชื่อ เทียวก๋อง (เร็วกว่าแสง) ตัวหนึ่งชื่อ เทงบู๊ (ทะยานผ่านเมฆหมอก) ตัวหนึ่งชื่อ กั้วเอ๊ก (ติดปีก) พระองค์ทรงรถเทียมม้าทั้งแปดนี้อยู่เสมอ เจาหูเป็นสารถี ขับขี่ประพาสทั่วใต้ฟ้า รอยเท้าม้าแลล้อรถไม่มีที่ไหนไปไม่ถึง เหินทะยานไปถึงเขาคุนหลุน ได้พบเทพธิดาไซ่อ๋องโปพระแม่เจ้าจัดเลี้ยงถวายเธอ ณ รัตนสาครสระหยก ของเสวยล้วนทิพยโอชาสุธาโภชน์ พระเจ้าจิ๋วมกอ๋องทรงพระสำราญจนลืมเสด็จกลับ อยู่มา เอี๋ยนอ๋องแห่งแคว้นชีจิ๋วเป็นกบฏชิงนครจิว เทพธิดาไซ่อ๋องโปจึงตรัสว่า 'ท่านรีบกลับไปเถอะ หาไม่แล้ว แผ่นดินจะตกเป็นของผู้อื่น' เจาหูรีบขับราชรถกลับพระนคร แล้วยืมกำลังจากแคว้นฌ้อปราบแคว้นชีจิ๋วรักษาราชอาณาจักรจิวไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความชอบ ได้อวยยศเป็นเตียวอ๋องครองเมืองกำตั๋น แลให้ใช้แซ่เตียวตามชื่อแคว้นศักดินาของตน"

ส่วนสำนวนแปลครั้งรัชกาลที่ ๑ ได้เติมความและเรียบเรียงใหม่ให้คนไทยเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้

"เดิมพงศาวดารเมืองจีนชิดก๊กไซ่ฮั่นต้นสามก๊กแปลออกได้ความว่า ยังมีพระเจ้าจี๋วมกอ๋องครองราชสมบัติในเมืองตั้วก๊กจี๋วเป็นเมืองหลวง มีเมืองใหญ่เจ็ดเมือง คือ เมืองเจ๋ เมืองฌ้อ เมืองเอี๋ยยน เมืองเตียว เมืองงุย เมืองหัน เมืองจี๋น หัวเมืองใหญ่ทั้งเจ็ดนี้มีบุตรชายต้องเอาไปถวายพระเจ้าจี๋วมกอ๋องเป็นจำนำต่างตัวเมืองละคน ครั้งนั้น ปวยเหนียมเป็นเจ้าเมืองจี๋น มีบุตรชื่อ กิเซง กิเซงมีบุตรชื่อ เจาหู ครั้นปวยเหนียมตายแล้วกิเซงได้เป็นเจ้าเมืองจี๋น จึงให้เจาหูผู้บุตรไปเป็นขุนนางอยู่ในพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง ณ เมืองตั้วก๊กจี๋ว

"พระเจ้าจี๋วมกอ๋องมีม้าแปดม้า ม้าหนึ่งชื่อ เจอะตี้ แปลว่า ปราบแผ่นดิน ตัวหนึ่งชื่อ พวนอู ว่า ผิวเนื้อลายตัวงาม ตัวหนึ่งชื่อ ผุนเสียว ว่า ราวจะไปได้บนอากาศ ตัวหนึ่งชื่อ เทียวเก๋ง ว่า เร็วหาตัวเปรียบมิได้ ตัวหนึ่งชื่อ ยูฮุย ว่า องอาจในกลางศึก ตัวหนึ่งชื่อ เทียวก๋อง ว่า ถ้าขี่ไปในเวลากลางคืนเห็นแสงสว่าง ตัวหนึ่งชื่อ เทงบู๊ ขี่ไปดังจะเข้าหมอกออกเมฆได้ ตัวหนึ่งชื่อ กั้วเอ๊ก ว่า ดังมีปีกบินได้ ถ้าพระเจ้าจี๋วมกอ๋องจะมีที่เสด็จไปแห่งใด ม้าแปดม้านี้สำหรับเทียมรถ พระเจ้าจี๋วมกอ๋องเห็นว่า เจาหู บุตรกิเซงเจ้าเมืองจี๋น มีสติปัญญา จึงตั้งให้เป็นขุนนางที่ปรึกษาสำหรับรักษาพระองค์

"ครั้นหนึ่ง พระเจ้าจี๋วมกอ๋องเสด็จทรงรถเที่ยวประพาสไปถึงที่ตำบลหนึ่งมีภูเขาชื่อ ขุนหลุน เป็นที่สนุก เสด็จเที่ยวประพาสชมเขาอยู่ ยังมีนางเทพธิดาองค์หนึ่งออกรับเชิญให้เสวยเครื่องทิพโอชารส พระเจ้าจี๋วมกอ๋องครั้นได้เสวยทิพอาหารก็เพลิดเพลินพระทัยไม่คิดที่จะกลับคืนพระนคร อยู่ภายหลัง เอี๋ยนอ๋อง เจ้าเมืองชีจี๋ว คิดกบฏ เตรียมกองทัพจะยกไปชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง ขณะนั้น นางเทพธิดารู้เหตุจึงแจ้งแก่พระเจ้าจี๋วมกอ๋องว่า เอี๋ยนอ๋อง เจ้าเมืองชีจี๋ว จะคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ ขอเชิญเสด็จกลับเข้าพระนครโดยเร็ว พระเจ้าจี๋วมกอ๋องครั้นแจ้งจึงสั่งเจาหูว่า เจ้าจงเอารถที่เราทรงขี่มาคุมทหารทั้งปวงรีบกลับเข้าไปฟังราชการในพระนคร เจาหูก็คำนับลามาขึ้นรถพาทหารทั้งปวงรีบกลับเข้าไปถึงเมืองฌ้อ สืบรู้ว่า เอี๋ยนอ๋อง เจ้าเมืองชีจี๋ว คิดกบฏต่อพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง เจาหูจึงจัดทหารในเมืองฌ้อกับทหารที่คุมมาสมทบกันยกไปตีเมืองชีจี๋ว ครั้นได้เมืองชีจี๋วแล้วจึงแต่งหนังสือบอกไปกราบทูลพระเจ้าจี๋วมกอ๋อง พระเจ้าจี๋วมกอ๋องทราบความแล้วเห็นว่า เจาหูเป็นแซ่เชื้อเจ้าเมืองจี๋น ชนะศึกมีความชอบ จึงพระราชทานตราให้เจาหูเป็นแซ่เตียว ชื่อ เตียวอ๋อง ครองเมืองกำตั๋น เจ้าเมืองเป็นแซ่เตียว ตั้งแต่นั้นมา จึงเรียกว่า เมืองเตียว"

จะเห็นได้ว่า การเติมเสริมความและเรียบเรียงใหม่นี้ทำให้เนื้อเรื่องชัดเจนเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ข้อแตกต่างระหว่างฉบับภาษาจีนกับภาษาไทยที่เห็นได้ชัดอีกประการหนึ่ง คือ ฉบับภาษาจีนแบ่งเป็นหนึ่งร้อยเอ็ดตอน ทุกตอนจบด้วยเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นชวนติดตาม แล้วจะมีข้อความกระตุ้นปิดท้ายทำนอง "เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เชิญติดตามตอนต่อไป" ส่วนฉบับภาษาไทยไม่แบ่งบทแบ่งตอน เรียบเรียงเรื่องราวตามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นไปจนจบ ต่างกับเรื่องสามก๊กซึ่งฉบับภาษาไทยแบ่งเป็นแปดสิบเจ็ดตอน ส่วนฉบับภาษาจีนแบ่งเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบตอน ทั้งนี้ คงเป็นเพราะเรื่องสามก๊กยาวมาก จึงต้องแบ่งเป็นตอน ส่วนไซ่ฮั่นสั้นกว่าสามก๊กประมาณสองเท่า จึงไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็นตอน ๆ ก็ติดตามเรื่องเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว

การแบ่งเป็นตอนของฉบับภาษาจีนจะจบลงท้ายด้วยเหตุการณ์ที่เป็นปริศนาน่าสนใจทำให้ชวนติดตาม ซึ่งจะขอแปลท้ายตอนที่หนึ่งและตอนต้นที่สองจากฉบับภาษาจีนเป็นตัวอย่างดังนี้

"เมื่องูไสกลับไปแล้ว เตียวอ๋องจึงสั่งกองซุนเขียนว่า 'เจ้าจงควบคุมตัวอิหยินไว้ที่บ้านเจ้า อย่าให้หนีไปได้ แต่ก็อย่าเข้มงวดจนเป็นอันตรายต่อชีวิต ค่าอาหารแลค่าใช้จ่ายทั้งปวงทางการจะจ่ายให้ เจ้าจงระวังรักษาให้ดี' กองซุนเขียนรับบัญชาแล้วพาตัวอิหยินกลับไปบ้าน ขี่ม้าเคียงกันมาตลอดทาง พอผ่านตลาด มีคนผู้หนึ่งยืนขึ้นกลางฝูงชน พินิจดูลักษณะของอิหยิน แล้วอุทานออกมาว่า 'นี่เป็นของดีวิเศษที่ซื้อเก็บไว้ได้' ไม่ทราบว่า คนผู้นี้เป็นใคร? เชิญติดตามตอนต่อไป

"ตอนที่สอง ลิปุดอุยดูนรลักษณ์รู้จักอิหยิน

"ผู้พินิจดูอิหยินคือใครเล่า? ก็คือ พ่อค้าใหญ่ชาวเมืองเอียงเอียด แซ่ ลิ ชื่อ ปุดอุย มาค้าขายที่เมืองกำตั๋น คนผู้นี้มีปัญญาเฉียบแหลม ชาญฉลาดในเหตุการณ์ที่พานพบ เมื่อรุ่นหนุ่มเป็นศิษย์กุยก๊กจู เรียนวิชานรลักษณ์ เชี่ยวชาญการดูลักษณะคน พอได้เห็นอิหยินก็ร้องชมว่า 'เป็นของวิเศษที่ซื้อเก็บไว้ได้' ขณะนั้น อิหยินกำลังกลับบ้านพร้อมกองซุนเขียน

"ลิปุดอุยเห็นอิหยินแล้วก็กลับไปบ้านถามบิดาว่า 'ทำนาได้กำไรกี่เท่า?' บิดาตอบว่า 'สิบเท่า' 'ค้าเพชรพลอยได้กำไรกี่เท่า?' บิดาตอบว่า 'ร้อยเท่า' 'ช่วยคนให้ได้เป็นท้าวพระยาจะได้กำไรกี่เท่า?' บิดาตอบว่า 'นั่นมิอาจประมาณได้เลย'"

ส่วนสำนวนแปลครั้งรัชกาลที่ ๑ แปลเรื่องสองตอนนี้ติดต่อกันไป โดยลำดับเรื่องลิปุดอุยใหม่เพื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ทิ้งให้เป็นปริศนาชวนคิดอย่างฉบับภาษาจีน ดังนี้

"ฝ่ายเตียวอ๋อง เมื่องูไสไปแล้ว จึงมอบตัวอิหยินให้กองซุนเขียนแล้วว่า ท่านจงเบิกเอาทรัพย์สิ่งของในท้องพระคลังไปบำรุงรักษา อย่าให้หนีได้ กองซุนเขียนก็คำนับลา แล้วออกมารับตัวอิหยินขึ้นม้าคนละตัวเดินเคียงกันไปถึงถนนตลาด ขณะนั้น มีชายผู้หนึ่งแซ่ ลิ ชื่อ ปุดอุย อยู่ ณ บ้านเอนเอียงเอียดในเมืองเตียว เมื่อรุ่นหนุ่มได้เป็นศิษย์กุยก๊กเรียนดูลักษณะ ครั้นใหญ่ขึ้นเป็นพ่อค้าเที่ยวค้าขาย เดินมาพบอิหยินขี่ม้ามากับกองซุนเขียน เห็นลักษณะจะได้เป็นกษัตริย์ จึงนึกว่า คนผู้นี้เหมือนสิ่งของอันประเสริฐ ไม่ควรจะตีราคา จึงเดินเข้าไปสะกิดถามบ่าวกองซุนเขียนว่า คนขี่ม้ามาข้างหลังนั้นชื่อใด บ่าวกองซุนเขียนจึงบอกว่า ชื่อ อิหยิน หลานพระเจ้าเมืองจี๋นที่จับได้ในกลางศึก รับสั่งให้นายเราคุมไว้ กองซุนเขียนพาอิหยินมา ณ บ้าน

"ฝ่ายลิปุดอุย ครั้นมาถึงบ้าน เข้าไปหาบิดา จึงถามว่า ถ้าจะทำไร่นา จะได้ผลเท่าใด บิดาจึงว่า ถ้าฝนฟ้าดี จะได้ภาษีสิบเท่า ลิปุดอุยจึงว่า จะซื้อหัวแหวนที่ดีเอามาตกแต่งขาย จะมีกำไรฉันใด บิดาจึงว่า ถ้ารู้ดูว่าดี จะมีประโยชน์ร้อยเท่า ลิปุดอุยจึงถามบิดาว่า ถ้าเชื้อกษัตริย์ตกไว้ จะช่วยทำนุบำรุงให้ได้ครองราชสมบัติ จะจัดเป็นความชอบสถานใด บิดาจึงว่า ถ้าทำได้ดังนั้นจะมีความชอบยิ่งนัก"

จะเห็นได้ว่า นอกจากลำดับความใหม่โดยไม่แบ่งแยกอย่างฉบับภาษาจีนแล้ว ยังมีข้อความเติมเข้ามาในท้ายย่อหน้าแรก ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ชัดเจนดีกว่าไม่เติม

กล่าวโดยสรุป การแปลเรื่องไซ่ฮั่นทำได้ดีมากที่เงื่อนไขในยุคนั้นเอื้ออำนวย แม้จะมีส่วนที่คลาดเคลื่อนไปบ้างก็เป็นเพียงส่วนปลีกย่อย ไม่ทำให้สาระสำคัญตลอดจนเนื้อเรื่องเสียหาย นับเป็นวรรณกรรมแปลชั้นดีเรื่องหนึ่งในยุคแรกเริ่ม น่าอ่านน่าศึกษาอย่างยิ่ง

ส่วนเรื่อง "สามก๊กอิ๋น" นั้นชื่อตรงกับต้นฉบับภาษาจีน อ่านเป็นสำเนียงแต้จิ๋วว่า "ซำกกอิง" จีนกลางว่า "ซันกั๋วอิน"[31] คำว่า อิ๋น อิง หรืออิน ในที่นี้แปลว่า สาเหตุ มูลเหตุ เหตุปัจจัย หมายถึง บุพกรรมในอดีตชาติที่ส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสามก๊กต้องมาเกิดใช้ชาติเสวยวิบากกรรมที่ตนก่อไว้ ผู้แต่งเป็นคนปลายราชวงศ์ชิง ชื่อแซ่ใดไม่ปรากฏ แต่ใช้นามปากกว่า "จุ้ยเย่ว์ซันเหริน"[32] แปลว่า "คนภูเขาเมาจันทร์"[33] ต้นฉบับเก่าที่สุดที่จีนมีอยู่ในปัจจุบันเป็นฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ในรัชสมัยกวง[34] ซึ่งเป็นฮ่องเต้หุ่นของพระนางซูสีไทเฮา[35] แต่นิยายเรื่องนี้ต้องเคยพิมพ์เผยแพร่มาก่อนหน้านี้หลายปี เพราะฉบับภาษาไทยแปลตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ผู้แต่งน่าจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกับพระนางซูสีไทเฮา (พ.ศ. ๒๓๗๘–๒๔๕๑) เขามีผลงานนิยายเรื่องอื่นอยู่อีกบ้าง

เรื่องสามก๊กอิ๋นไม่ใช่วรรณกรรมสำคัญในวงวรรณคดีจีน เพราะศิลปะการประพันธ์และสำนวนภาษาไม่โดดเด่น จึงไม่แพร่หลายนัก ปัจจุบัน ในจีนแทบไม่มีคนรู้จัก หาอ่านได้ยาก เพราะไม่ได้พิมพ์จำหน่ายแพร่หลายเหมือนเรื่องสามก๊กและไซ่ฮั่น แต่ในอดีต เรื่องนี้คงจะได้รับความนิยมพอสมควร จึงแพร่หลายมาถึงเมืองไทย และมีผู้แปลไว้ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ความโดดเด่นของเรื่องสามก๊กอิ๋นอยู่ที่เนื้อเรื่อง ผู้แต่งสามารถเชื่อมโยงตัวละครในเรื่องไซ่ฮั่นกับเรื่องสามก๊กเข้าด้วยกันว่า เพราะกรรมใดตัวละครในเรื่องไซ่ฮั่นจึงต้องไปเกิดชดใช้กรรมนั้นในเรื่องสามก๊ก ผู้แต่งช่างหาแง่มุมของเหตุการณ์ในเรื่องทั้งสองมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้อย่างแยบยลสมเหตุสมผลตามหลักกฎแห่งกรรมอย่างที่ชาวบ้านเข้าใจ เช่น เสียวโหใช้ปัญญาลวงฮั่นสินให้เข้าไปถูกพระนางหลีเฮาจับฆ่า จึงต้องมาเกิดเป็นเอี้ยวสิ้วคนเจ้าปัญญา แต่ถูกโจโฉซึ่งฮั่นสินกลับชาติมาเกิดสั่งฆ่าเพราะเจ้าปัญญาเกินไป ตันแผงใช้อุบายทำให้ฟำแจ้งตรอมใจตาย จึงมาเกิดเป็นจิวยี่ ฟำแจ้งเกิดเป็นขงเบ้งใช้อุบายลวงจิวยี่จนรากเลือดตายชดใช้กรรมเก่า นอกจากนี้ ในเรื่องสามก๊กอิ๋นยังมีรายละเอียดบางประการที่ไม่มีในเรื่องไซ่ฮั่นและเรื่องสามก๊ก เช่น อายุขัยของจูล่ง ทำให้เรื่องนี้สนุกชวนติดตามและชาวบ้านชอบมาก

เรื่องสามก๊กอิ๋นฉบับภาษาจีนไม่ได้แบ่งเป็นบทเป็นตอนเหมือนไซ่ฮั่น เพราะเนื้อเรื่องสั้นมาก เรื่องนี้ผู้แต่งปรับปรุงและขยายความมาจากนิทานเรื่อง "สุมาเหมาพิพากษาคดีในยมโลก"[36] ของเฝิงเมิ่งหลง[37] นักประพันธ์เอกสมัยราชวงศ์หมิง ความคิดเรื่องตัวละครในไซ่ฮั่นมาเกิดใหม่ในเรื่องสามก๊กปรากฏครั้งแรกในหนังสือ "อู่ไต่สื่อผิงฮั่ว"[38] ซึ่งเป็นบันทึกบทสำหรับเล่านิทานเรื่องประวัติศาสตร์ยุคห้าราชวงศ์ (พ.ศ. ๑๔๕๐–๑๕๐๓) ต่อมา ในหนังสือ "สามก๊กจี่เพ่งอ่วย" (บันทึกนิทานสามก๊ก) เปิดเรื่องด้วยการกล่าวถึงบุพกรรมของโจโฉ เล่าปี่ และกวนอู เป็นบทกวีซึ่งพอจะแปลเป็นกลอนไทยได้ว่า

"กังตั๋งสินธูภูเสฉวน โจโฉควรครองถิ่นกลางอย่างกล้าหาญ
ใช่ทั้งสามมักใหญ่ใจทะยาน เกิดมาผลาญจองเวรเก่าองค์เล่าปัง"

จากนั้น จึงเล่าเรื่องว่า มีนักศึกษาชื่อ สุมาเหมา ชื่อรองว่า สุมาตองสอง ตัดพ้อฟ้าที่ไม่เห็นปัญญาของตน พอนอนหลับก็ถูกยมทูตเชิญตัวไปพบยมบาล และได้รับมอบหมายให้ตัดสินคดีสำคัญในยมโลก โจทก์คือ ฮั่นสิน หยินโป้ และแพอวด ฟ้องร้องว่า พระเจ้าฮั่นโกโจ (เล่าปัง) เนรคุณฆ่าพวกตน ฮั่นโกโจซัดทอดพระนางหลีเฮา ในการชำระคดีมีกวยถองเป็นพยานสำคัญว่า ฮั่นโกโจและหลีเฮาทำผิดจริง สุมาตองสองจึงตัดสินให้ฮั่นโกโจเกิดเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระนางหลีเฮาเกิดเป็นพระนางฮกเฮา มเหสีพระเจ้าเหี้ยนเต้ ฮั่นสินเกิดเป็นโจโฉรังแกพระเจ้าเหี้ยนเต้และประหารพระนางฮกเฮาชดใช้กัน หยินโป้เกิดเป็นซุนกวน แพอวดเกิดเป็นเล่าปี่ กวยถองเกิดเป็นขงเบ้ง พอตัดสินเสร็จ เง็กเสียงฮ่องเต้พระผู้เป็นเจ้าพอใจ จึงให้สุมาตองสองไปเกิดเป็นสุมาอี้ผู้วางรากฐานการรวมสามก๊กเข้าด้วยกัน จบเรื่องบุพกรรมของตัวละครเอกแล้ว จึงเข้าสู่เนื้อเรื่องนิทานสามก๊กซึ่งต่อมาล่อกวนตงนำไปแต่งขยายเป็นนิยายสามก๊ก แต่ตัดตอนต้นที่กล่าวถึงบุพกรรมของตัวละครเอกออก

ต่อมาอีกไม่นาน เฝิงเมิ่งหลง นักเขียนนิทานและนิยายผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของราชวงศ์หมิง ได้นำเรื่องบุพกรรมของตัวละครในสามก๊กตอนต้นหนังสือ "สามก๊กจี่เพ่งอ่วย" ไปแต่งขยายเป็นนิทานเรื่อง "สุมาเหมาพิพากษาคดีในยมโลก" โดยเพิ่มคดีจากเดิมคดีเดียวเป็นสี่คดี มีตัวละครมาเกิดเสวยวิบากกรรมอีกหลายคน เช่น ฆ้อฮอกเกิดเป็นบังทอง ฌ้อปาอ๋อง (ห้างอี๋) เกิดเป็นกวนอู ห้วนโก้ยเกิดเป็นเตียวหุย นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก

จนกระทั่งสมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. ๒๒๗๙–๒๔๕๔) ราวยุคพระนางซูสีไทเฮา จุ้ยเย่ว์ซันเหริน (คนภูเขาเมาจันทร์) นักประพันธ์ผู้ไม่มีชื่อเสียงนัก ได้นำเรื่อง "สุมาเหมาพิพากษาคดีในยมโลก" มาขยายความและปรับปรุงแก้ไขเป็นเรื่อง "สามก๊กอิ๋น" คดีความเพิ่มจากสี่คดีเป็นเก้าคดี มีผู้มาเกิดใช้กรรมอีกมากมาย บางคนที่มีอยู่ในเรื่องเดิมก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป เช่น กวยถองในเรื่องเก่าทั้งสองเกิดเป็นขงเบ้ง แต่ในสามก๊กอิ๋นให้เกิดเป็นชีซี เอาฟำแจ้งมาเกิดเป็นขงเบ้งแทน ซึ่งก็เหมาะสมกว่าเรื่องเดิม เรื่องของตัวละครอื่นทั้งที่ปรับเปลี่ยนจากของเก่าและเพิ่มขึ้นใหม่ก็ล้วนเหมาะสม เช่น กีสิดเกิดเป็นจูล่ง จิ๋นซีฮ่องเต้เกิดเป็นตั๋งโต๊ะ ลิปุดอุยเกิดเป็นลิโป้ นางจูกี๋เกิดเป็นนางเตียวเสี้ยน ดังนั้น แม้สำนวนภาษาและศิลปะการแต่งจะไม่ดีเด่นไม่เป็นที่นิยมในแวดวงวรรณคดีของปัญญาชนนัก แต่เรื่องสามก๊กอิ๋นก็ได้รับความนิยมแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านมาก

เหตุที่ได้รับความนิยมก็เพราะเนื้อเรื่องจับใจสอดคล้องกับกฎแห่งกรรมข้ามภพข้ามชาติตามความเชื่อของชาวบ้าน กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ย่อมส่งผลในชาติต่อไป ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วอย่างแน่นอน เช่น ฮั่นโกโจเจ้าเล่ห์เนรคุณคนจึงต้องเสวยวิบากเกิดเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกโจโฉรังแก ฌ้อปาอ๋องแม้จะบุ่มบ่ามเบาปัญญาแต่ก็จริงใจไม่มีเล่ห์เหลี่ยมจึงได้เกิดเป็นกวนอู แต่เพราะเมื่อเป็นฌ้อปาอ๋องฆ่าคนไว้มากจึงต้องตายด้วยคมอาวุธ ส่วนกีสินเป็นคนซื่อยอมตายแทนนายจึงเกิดเป็นจูล่งอายุยืนยาวและตายอย่างสงบ ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ไซ่ฮั่นเป็นเรื่องการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นของพระเจ้าฮั่นโกโจ (เล่าปัง) สามก๊กเป็นเรื่องการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่นในรัชสมัยพระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งเป็นอนุชนสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าฮั่นโกโจนั่นเอง ชะรอยคนจีนคงจะเห็นว่า การที่พระเจ้าฮั่นโกโจเป็นคนเจ้าเล่ห์เนรคุณนั้น ผลกรรมย่อมตกทอดไปถึงอนุชนแม้คนสุดท้ายในราชวงศ์คือพระเจ้าเหี้ยนเต้อย่างสาสม จึงเชื่อมโยงเรื่องของฮ่องเต้สององค์นี้ให้เกี่ยวเนื่องกัน คือ องค์บรรพชนก่อกรรม องค์อนุชนรับวิบกหรือผลของกรรมนั้น เป็นการตอกย้ำความเชื่อเชิงจริยธรรมที่ว่า บรรพชนก่อกรรมดีชั่วอะไรไว้ ผลย่อมตกทอดถึงอนุชนผู้เป็นลูกหลานด้วย ปู่ย่าตายายก่อกรรมทำชั่วไว้ เจ้าตัวอาจไม่ได้รับผลทันตา แต่จะต้องตามสนองต่อลูกหลานไม่รุ่นใดก็รุ่นหนึ่งอย่างแน่นอน เมื่อเอาความเชื่อนี้รวมการกลับชาติมาเกิดรับกรรมเก่าได้อย่างเหมาะสมด้วยแล้ว ทำให้เรื่องสามก๊กอิ๋นสนุกจับใจชาวบ้านด้วยคุณค่าเชิงจริยธรรมที่เข้าใจง่ายและจรรโลงความดีงามในสังคม

สามก๊กอิ๋นฉบับภาษาไทยนั้น ตอนต้นเรื่องบอกไว้ชัดเจนว่า แปลเมื่อปีระกา สัปตก จุลศักราช ๑๒๔๗ ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ดูจากสำนวนแปลแล้ว คนแปลน่าจะมีคนเดียว เป็นทั้งผู้แปลและผู้เรียบเรียง สำนวนแปลจึงค่อนข้างตรงตามต้นฉบับภาษาจีน ตัดแต่บทกวีและรายละเอียดบางตอนออก ชื่อตัวละครใช้ภาษาถิ่นฮกเกี้ยนตามเรื่องสามก๊กและไซ่ฮั่น แต่คนแปลน่าจะเป็นคนแต้จิ๋ว เห็นได้จากการแปล "ชื่อรอง" เป็น "ชื่อครูตั้ง"

ขออธิบายเสริมตรงนี้ว่า ปัญญาชนจีนยุคเก่านั้นมีคำเรียกขานตนเองถึงสามอย่าง คือ หมิง[39] จื้อ[40] และเฮ่า[41] หมิง คือ ชื่อตัว แบ่งเป็นชื่อเล่นและชื่อจริงที่พ่อแม่ตั้งให้ตั้งแต่ยังเล็ก เช่น โจโฉ แซ่โจ ชื่อเล่น อาหมัว ชื่อจริง โฉ เล่าปี่ ไม่ปรากฏชื่อเล่น ชื่อจริงว่า ปี่ ส่วนจื้อเป็นชื่อที่ตั้งเมื่อโต สมัยโบราณผู้ชายตั้งจื้อเมื่อทำพิธีสวมหมวกตอนอายุยี่สิบ ผู้หญิงตั้งตอนเข้าพิธีปักปิ่นเมื่ออายุสิบห้า จื้อใช้สำหรับเข้าสังคมไว้ให้คนอื่นเรียกแทนชื่อตัวเพื่อเป็นการให้เกียรติยกย่องผู้ถูกเรียก ฉะนั้น จึงขอแปลว่า "ชื่อรอง"ซึ่งเป็นคำที่มีใช้อยู่ในพระราชบัญญัติเรื่องชื่อบุคคล คือ มีชื่อตัว กับชื่อรอง จื้อหรือชื่อรองของตัวละครในสามก๊ก เช่น โจโฉ ชื่อรองว่า เบ้งเต๊ก เล่าปี่ชื่อรองว่า เหี้ยนเต๊ก กวนอูชื่อรองว่า หุนเตี๋ยง เตียวหุยชื่อรองว่า เอ๊กเต๊ก จูล่งนั้นความจริงแซ่ เตี๋ยว ชื่อตัวว่า หยุน ชื่อรองคือ จูล่ง ขงเบ้งแซ่ จูกัด ชื่อตัวว่า เหลียง ชื่อรองว่า ขงเบ้ง ส่วนเฮ่าแยกเป็น เปี๋ยเฮ่า[42] กับไว่เฮ่า[43] คำแรกหมายถึง สมญาที่เจ้าตัวตั้งใช้เอง คล้าย ๆ นามแฝง คำหลังหมายถึง ฉายาซึ่งคนอื่นตั้งให้ เช่น ขงเบ้งมีฉายาว่า "อาจารย์ฮกหลง" ซึ่งหมายถึง มังกรผู้ซ่อนกาย สำหรับชาวจีนแต้จิ๋วจะมีชื่อเล่น ชื่อตัวหรือชื่อจริง และชื่อทางการ ชื่อนี้ครูเป็นผู้ตั้งให้เมื่อเข้าโรงเรียน จึงเรียกตามสำเนียงแต้จิ๋วว่า "จือเหา" จีนกลางว่า "ซูเฮ่า"[44] แปลว่า ชื่อในการเรียนหนังสือ ชื่อนี้มีลักษณะคล้ายชื่อรองหรือชื่อของคนจีนทั่วไป

ผู้แปลเรื่องสามก๊กอิ๋นคงจะเป็นคนแต้จิ๋ว จึงแปลคำว่า "จื้อ" เป็น "ชื่อครูตั้ง" ซึ่งปกติหมายถึง ชื่อที่ใช้ในโรงเรียนของชาวจีนแต้จิ๋ว คำแปลนี้ก็ไม่เลว เพราะชื่อหรือชื่อรองของคนจีนในยุคต่อ ๆ มาบางทีครูเป็นผู้ตั้งให้ตอนเข้าโรงเรียน เพราะในยุคหลัง ๆ มา คนต้องเข้าสังคมตั้งแต่ก่อนเป็นหนุ่มเป็นสาว จึงต้องมีชื่อรองให้แทนชื่อตัว แต่ในปัจจุบัน ธรรมเนียมการใช้ชื่อรองเสื่อมสูญไป เพราะทำให้ยุ่งยากสับสน คนทั่วไปในปัจจุบันจึงมีแต่ชื่อตัว แบ่งเป็นชื่อเล่นและชื่อจริงเท่านั้น

สามก๊กอิ๋นฉบับภาษาไทยที่พิมพ์ไว้ในเล่มนี้ได้ต้นฉบับมาจากหนังสือแจกในงานฌาปนกิจศพซึ่งสมบัติ พลายน้อย ได้บอกที่มาไว้ว่า "ได้พิมพ์จากฉบับที่ลงพิมพ์ในวารสารวิทยุศึกษา ซึ่งได้มาจากหนังสือชำรุดอีกต่อหนึ่ง ฉะนั้น ข้อความบางตอนจึงดูไม่ราบเรียบเท่าที่ควร" เมื่ออ่านดูแล้วพบว่า เรื่องขาดหายไปสองตอน ตอนหนึ่งขาดตกจนเรื่องผิดเพี้ยนไป ฉะนั้น ผู้เขียนบทนำจึงพยายามสืบเสาะหาต้นฉบับภาษาจีนอยู่แรมปี ก็ไม่พบฉบับที่พิมพ์จำหน่ายทั่วไป ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ แห่งภาควิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปสอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งหนึ่งภาคเรียน จึงได้ช่วยค้นหาต้นฉบับในห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่งให้ ได้พบพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือชุด "ประชุมนิยายจากต้นฉบับโบราณ" ซึ่งเป็นหนังสือชุดใหญ่ ถ่ายจากต้นฉบับแม่พิมพ์ไม้ของเก่า ตัวอักษรอ่านยากและไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน แต่ก็ได้ถ่ายเอกสารตัดกลับมาให้ และได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์กนกพร นุ่มทอง อาจารย์ภาควิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วยอ่านต้นฉบับนั้นให้แล้วพิมพ์ใหม่ด้วยคอมพิวเตอร์ จัดวรรคตอนให้เรียบร้อย จึงอ่านได้สะดวก ผู้เขียนใช้เป็นต้นฉบับตรวจสอบฉบับภาษาไทย และได้แปลตอนที่ขาดหายไปสองแห่งเติมได้ด้วย คือ ตอนที่กล่าวถึงกวยถองและฆ้อฮอกมาเถิดเป็นชีซีกับหมอฮัวโต๋ กับตอนที่กล่าวถึงนางลิซี นางอองซี และเซียวเต้ กลับมาเกิดใหม่ ทั้งได้แก้ชื่อที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอีกบางชื่อไว้ด้วย

เรื่องที่หลายคนคงจะสงสัย เหตุใดเตียวเหลียงซึ่งเป็นตัวละครสำคัญยิ่งในเรื่องไซ่ฮั่นจึงมิได้มาเกิดใหม่ในเรื่องสามก๊กเหมือนกับคนอื่น ๆ คำตอบก็คือ เพราะตอนนั้นปลายชีวิตเตียวเหลียงทิ้งยศศักดิ์ไปบำเพ็ญพรตตามหลักของเต๋าอย่างแน่วแน่ตลอดจนสิ้นอายุขัย บางตำนานกล่าวว่า ช่วงสุดท้ายอดอาหารจนล่วงลับดับขันธ์ เพราะปลีกตนออกจากโลกียวัตรเข้าสู่โลกุตรธรรมแห่งเต๋า จึง "สิ้นกรรม" ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

อนึ่ง ขอเรียนไว้ ณ ที่นี้ว่า เดิมทีปรัชญาเต๋าไม่มีเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและภพหน้า แม้เมื่อพัฒนาเป็นศาสนาแล้วก็เน้นเรื่องการบำเพ็ญจนบรรลุอมตภาพเป็นเซียน ความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่และเวียนว่ายในสังสารวัฏของจีนเกิดจากพุทธศาสนา ส่งผลกระทบต่อลัทธิเต๋าอยู่บ้าง และมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมจีนในอดีต ดังสะท้อนออกมาในวรรณกรรมเรื่องสามก๊กอิ๋นและเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง แม้เป็นเรื่องที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่จุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่องสามก๊กอิ๋นก็เพื่อจรรโลงคุณธรรม ผู้อ่านควรพินิจพิจารณาโดยแยบคาย เอาประโยชน์ไปใช้ในทางสร้างสรรค์ตนเองและสังคมให้ก้าวหน้าไปในทางดีงาม สมตามจุดมุ่งหมายสำคัญของวรรณกรรมเรื่องสามก๊กอิ๋นนี้ อนึ่ง เมื่ออ่านเรื่องสามก๊กอิ๋นแล้วจะช่วยให้อ่านเรื่องไซ่ฮั่นและสามก๊กได้สนุกยิ่งขึ้น เพราะเห็นความต่อเนื่องของเรื่องทั้งสองตามกฎแห่งกรรมแบบข้ามภพข้ามชาติ และได้ข้อคิดสอนใจอีกด้วย




หน้า ๓๘๑–๓๙๑ ขึ้นลง



สามก๊กอิ๋น


ณ วัน ปีระกา สัปตศก จุลศักราช ๑๒๔๗[45] ได้แปลในเรื่องนิทานจีนใจความว่า เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าห้วนเต้ได้เสวยราชสมบัติอยู่นั้น มีชายผู้หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่แขวงเมืองซอกกุ๋น เป็นที่ซิวจ๋าย แซ่ สุมา ชื่อ เบี๊ยว ชื่อครูตั้ง ตองสอง เมื่อเยาว์อายุได้ประมาณแปดขวบ ประกอบด้วยปัญญาอันว่องไว จับพู่กันเข้าแล้วอาจเขียนเป็นคำโคลงได้รวดเร็วจนชาวบ้านสรรเสริญว่า ประดุจดังเทพบุตร อยู่มาจนถึงคราวไล่หนังสือ สุมาตองสองจึงเข้าไปในที่สำหรับไล่หนังสือ ปรารถนาจะไล่เอาที่ขุนนางให้โตใหญ่ขึ้นไป แต่พากเพียรไปหลายครั้งหลายคราวก็มิได้สมความปรารถนา ด้วยคราวนั้นเป็นคราวขุนนางกังฉินมีอำนาจ ถ้าผู้ใดอยากเป็นขุนนางก็ต้องเสียเงินซื้อเอาจึงจะได้สมปรารถนา แต่สุมาตองสองไม่มีเงินเสียให้แก่ผู้ไล่หนังสือ จึงไม่ได้สมความปรารถนา ก็มีความโกรธแค้นเป็นอันมาก จึ่งทำให้คำโคลงว่า เทพยดาเอ๋ย ซึ่งช่วยตบแต่งให้เราเกิดมา เหตุไรจึ่งใช้ไม่ได้ เป็นเทพยดาอยู่สูงเสียเปล่า จะใช้อันใดได้ เราเป็นคนไม่มีวาสนา จึ่งต้องนั่งกอดมืออยู่ฉะนี้ คนมั่งมีเปรียบเหมือนอยู่บนกลีบเมฆ เราเป็นคนจนก็ต้องยอมอยู่ต่ำ คนโกงกลับมาเบียดเบียนผู้สัตย์ซื่อ เหตุใดเทพยดาจึ่งไม่เห็นด้วย ดูเหมือนจะมาเข้ากับคนโกง ถ้าเราได้เป็นพระยายมราช จะได้จัดการเสียให้เรียบร้อย แล้วจึ่งเอาคำโคลงนั้นเผาไฟเสีย แล้วร้องประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ตัวเราผู้ชื่อ สุมาตองสอง ในชาตินี้ได้ถือสัตย์สุจริตมิได้คิดโกงผู้ใด ถ้ามีผู้เอาเราไปไว้ในเมืองนรก จะจัดการเสียให้เที่ยงธรรม แต่ร้องอยู่ดังนี้เป็นนิจเนือง ๆ

ฝ่ายเทพบุตรซึ่งลงมาตรวจโลกที่ในเมืองมนุษย์ ครั้นได้ยินถ้อยคำอันนี้ ก็เก็บเอาเนื้อความไปทูลกับพระอิศวร พระอิศวรได้ทรงฟังดังนั้นก็โกรธ จึ่งรับสั่งกับเทพบุตรกิมแซใช้ให้ไปเอาตัวมาจะทำโทษ เทพบุตรกิมแซจึ่งกราบทูลว่า สุมาตองสองเป็นคนมีสติปัญญา ซึ่งจะทำโทษนั้นของดไว้ก่อน เอาตัวส่งไปในเมืองนรกชำระความดูก่อน พระอิศวรเห็นชอบด้วย จึ่งรับสั่งให้เทพบุตรกิมแซให้ลงไปยังเมืองนรก ให้สุมาตองสองชำระความในคืนหนึ่งให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็ให้ไว้เมืองนรก พระยายมได้แจ้งข้อรับสั่งดังนั้นจึ่งใช้ทหารผีทั้งสองให้ไปเอาตัวสุมาตองสองมาให้จงได้

ฝ่ายสุมาตองสองในเวลาคืนวันนั้นนั่งอยู่แต่ผู้เดียว เหลือบไปเห็นทหารผีทั้งสองรูปร่างหน้าตาร้ายกาจ ก็สะดุ้งตกใจกลัว ขยับลุกขึ้นจะวิ่งหนี พอทหารผีคนหนึ่งเข้าจับชายเสื้อ คนหนึ่งก็จับสายรัดเอวพาวิ่งไป เท้านั้นมิได้จดดิน บัดเดี๋ยวใจก็ถึง จึ่งแลไปเห็นยี่ห้อที่บนบานประตูสามตัวว่า สิมโสเตียน ทหารทั้งสองก็ผลักสุมาตองสองเข้าไปในประตู จึ่งแลไปเห็นผู้หนึ่งสวมเสื้อหมวกอย่างเจ้านั่งอยู่ที่ชำระความ ทหารผีจึ่งบอกให้สุมาตองสองคุกเข่าลงคำนับ พระยายมจึงขู่ด้วยเสียงอันดังว่า มึงเป็นผู้เล่าเรียนในทางขนบธรรมเนียม เหตุใดจึ่งมาทำดูเหมือนบ้า มิได้รู้จักขนบธรรมเนียม มาติเตียนเรา สุมาตองสองจึ่งร้องตอบว่า ท่านก็ได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่อยู่ในเมืองนรก การจะเป็นประการใด ท่านก็ทราบอยู่ในใจแล้ว ซึ่งจะเอาอำนาจมาข่มข้าพเจ้าซึ่งเป็นขุนนางจนถึงดังนี้ก็ไม่ควรเลย ขอท่านจงเอาแต่การยุติธรรมมาว่ากล่าวกันเถิด

พระยายมจึ่งว่า เราเป็นเจ้าในเมืองนรก ก็ต้องทำตามรับสั่งพระอิศวร เหตุไรมนุษย์ทั้งหลายจึ่งจะรู้ว่าตัวเราดีและชั่ว จะมาแทนที่เรา นั่นเห็นควรแล้วฤๅ สุมาตองสองจึ่งว่า ธรรมดาฟ้าก็ย่อมมีความเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกจึ่งจะควร แต่บัดนี้ ท่านกลับมาบำรุงผู้อาสัตยธรรมให้บริบูรณ์ ผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมกลับตกต่ำ ผู้มีทรัพย์กลับเบียดเบียนซึ่งผู้ยากจน ข้อหนึ่ง ขุนนางไม่มีความสัตย์ซื่อต่อเจ้าแผ่นดิน ข้อสอง วงศานุวงศ์ไม่มีความปรองดองต่อกัน เห็นแก่ทรัพย์เป็นเบื้องต้น ประตูฟ้าอยู่สูงถึงเก้าชั้น เบื้องดินสิบตำแหน่งเป็นลำดับกัน ถ้ายากจนก็ย่อมมีโทษ ถ้ามั่งมีแล้วก็ปราศจากโทษ เปรียบเหมือนตัวข้าพเจ้าเป็นคนยากจนอยู่ฉะนี้ แต่อุตส่าห์เล่าเรียนพากเพียรถือสัตย์กตัญญูอยู่ดังนี้ การทั้งนี้ขอท่านจงตัดสินให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด พระยายมจึ่งว่า ธรรมดาในธรรมจักรก็ย่อมวนเวียนอยู่เป็นอันมาก ซึ่งจะใช้ชาติกันนั้น บางทีก็เร็ว บางทีก็ไปได้ในชาติหน้า ผู้ซึ่งมั่งมีนั้นแต่ชาติก่อนได้ทำไว้แต่การดี มาชาตินี้จึ่งมีทรัพย์ ผู้ซึ่งยากจนนั้นแต่ชาติก่อนได้ทำบาปไว้ ครั้นมาชาตินี้จึ่งไม่มีทรัพย์ ถ้าผู้ใดทำบุญแลบาปนั้นก็ย่อมมีเงาติดตามตัวอยู่เป็นนิจ ท่านอย่าได้มีความสงสัยเลย

สุมาตองสองจึ่งว่า ถ้าฟ้าดินมิได้มีความลำเอียงแล้ว เหตุไรชาวบ้านจึ่งต้องแก้สินบน และเผากระดาษเงินกระดาษทองกันเล่า พระยายมได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง จึ่งว่า ผู้เล่าเรียนโฉดเขลาเอง ซึ่งจะมาว่าเรานั้นไม่ถูก สุมาตองสองจึ่งว่า ถ้าบนกันไม่ได้แล้ว เหตุไรชาวบ้านจึ่งมีงิ้วและเซ่นวักตั๊กแตนกันเป็นนิจเล่า พระยายมจึ่งตอบว่า ธรรมดาบ้านเมืองถ้ามีความสุขก็ย่อมประพฤติกันตามนิยม ถ้าบนไม่ให้ตายได้แล้ว เจ้าแผ่นดินก็จะมีพระชนมพรรษาถึงหมื่นปี อันมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมโฉดเขลา จึ่งมานิยมในการเผากระดาษ ของเหล่านี้มิได้เป็นประโยชน์เลย สุมาตองสองจึ่งว่า ถ้าฟ้าแลดินเป็นสัตยธรรมแล้ว ผู้ซึ่งถือศีลแลทำทานแต่ผ้าก็ไม่มีจะนุ่งห่ม ข้าวก็ไม่มีจะบริโภคเลย ผู้ซึ่งเล่าเรียนถ้ายากจนแล้วจะไล่หนังสือก็ไม่ได้ การทั้งนี้ ถ้าท่านให้ข้าพเจ้าว่าราชการแทนแล้ว การซึ่งจะเบียดเบียนและคดโกงกันคงจะไม่มี

พระยายมจึ่งว่า ดีแล้ว บัดนี้ พระอิศวรผู้เป็นเจ้ามีรับสั่งลงมาให้ท่านชำระความในคืนหนึ่งให้สำเร็จโดยยุติธรรม ไปภายหน้าจะประทานยศศักดิ์ให้บริบูรณ์ ถ้าไม่สำเร็จในคืนหนึ่ง จะเอาตัวเป็นโทษ ไม่ให้กลับไปเมืองมนุษย์ สุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึ่งตอบว่า ซึ่งมีรับสั่งมาทั้งนี้ก็สมคะเนนึกข้าพเจ้า

ในขณะนั้น พระยายมก็พาสุมาตองสองเข้าไป ณ ที่สำหรับแต่งตัว จึ่งเอาหมวกแลเสื้อยศของตัวออกสวมใส่ให้สุมาตองสอง แล้วออกมาที่ว่าราชการ ตีกลองสัญญาขึ้น ในขณะนั้น มีทหารผีข้างที่สองคน คนหนึ่งศีรษะเป็นกระบือ คนหนึ่งเป็นม้า เข้ามาคำนับ แล้วก็ยืนอยู่ตามตำแหน่งพร้อมด้วยขุนนางทั้งหลาย ฝ่ายสุมาตองสองครั้นได้เห็นดังนั้นจึ่งนึกแต่ในใจว่า ในเมืองนรกนี้โตใหญ่เหลือที่ประมาณได้ มีสัตว์นรกเป็นอันมาก ซึ่งพระอิศวรกำหนดมาให้เราชำระความแต่คืนเดียวเท่านั้น เห็นจะเหลือสติปัญญา ครั้นจะไม่รับว่าราชการ บุคคลทั้งหลายก็จะว่า เราเป็นคนไม่มีปัญญา คิดดังนั้นแล้วจึ่งเรียกขุนนางเจ้าพนักงานเข้ามาสั่งว่า ตัวเราได้รับว่าราชการกำหนดในคืนหนึ่งเป็นการจวนนัก ท่านจงเร่งคัดข้อความมาให้เราโดยเร็ว ฝ่ายขุนนางเจ้าพนักงานจึ่งยื่นคำฟ้องขึ้นแปดฉบับตั้งแต่ครั้งแผ่นดินไซห้านยังตกค้างอยู่จนบัดนี้ได้ประมาณสามร้อยปีเศษแล้ว ยังมิได้ชำระตัดสินให้สำเร็จ ขอท่านจงตรวจดูเถิด สุมาตองสนองจึ่งรับเอาคำฟ้องแปดฉบับมาพิจารณาดู ข้อหนึ่ง เป็นความกดขี่ฆ่าคนสัตย์ซื่อ ห้านสิ้น ๑ แพอวด ๑ หยินโป ๑ เป็นโจทก์ เล่าปัง ๑ นางลีเฮา ๑ เป็นจำเลย ข้อสอง เป็นความแก่งแยงกันให้ตรอมใจตาย ฟำแจ้งเป็นโจทก์ ตันแผงเป็นจำเลย ข้อสาม ฆ่าผู้มีคุณ เตงก๋อง ๑ ฮวนโกย ๑ เป็นโจทก์ เล่าปังเป็นจำเลย ข้อสี่ ไม่ผิดแกล้งพาลเอาชีวิตกัน นางเซกซี ๑ นางลีซี ๑ นางอองซี ๑ ยู่อี ๑ เซียวเต้ ๑ ฮวนซันอ๋อง ๑ เป็นโจทก์ นางลีเฮาเป็นจำเลย ข้อห้า ฮังอี๋เป็นโจทก์ สิมาถอง ๑ อองอี ๑ เอียวเซียน ๑ ลีเซง ๑ ฮาก๋อง ๑ เอียวบู๊ ๑ เป็นจำเลย ข้อหก หาว่าใช้อุบายล่อลวงให้ถึงแก่ความตาย ลองโจ๋เป็นโจทก์ ห้านสินเป็นจำเลย ข้อเจ็ด หายอมสามิภักดิ์แล้วฆ่าเสีย เตียนก๋องเป็นโจทก์ ห้านสิ้นเป็นจำเลย ข้อแปด หาแกล้งถอดวงศ์ญาติออกจากที่ขุนนางแล้วผลาญให้สิ้นชีวิต เล่าอิ๋ว ๑ เล่าโขย ๑ เป็นโจทก์ นางลีเฮา ๑ ลิสอก ๑ ลิซ้าน ๑ ลิฮับ ๑ เป็นจำเลย

ฝ่ายสุมาตองสองครั้นได้เห็นแล้วก็ยิ้มอยู่จึ่งว่า การแต่เล็กน้อยเท่านี้ เหตุใดจึ่งชำระตัดสินไม่สำเร็จได้ เพราะคนที่ชำระการไม่เที่ยงธรรม เห็นแก่สินบน จึ่งชำระไปไม่สำเร็จได้ แล้วจึ่งเรียกผู้คุมให้ไปเอาโจทก์จำเลยมาให้พร้อมกัน ณ ที่ชำระความ จึ่งถามห้านสิ้นว่า เมื่อครั้งตัวอยู่กับฮังอี๋เป็นคนถือทวน จะคิดอุบายพูดจาสิ่งอันใดฮังอี๋ก็ไม่นับถือ ตัวจึ่งได้หนีไปอยู่กับฮันอ๋อง ฮันอ๋องจึ่งได้ปลูกโรงพิธีตั้งเป็นแม่ทัพ แล้วมาภายหลังก็เลื่อนที่เป็นเจ๋อ๋อง เหตุใดจึ่งได้คิดกบฏ จนตัวตายยังจะฟ้องหาเจ้านายของตัวอีก ดังนี้ควรแล้วฤๅ ห้านสิ้นจึ่งว่า การซึ่งฮันอ๋องชุบเลี้ยงนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคิดถึงบุญคุณอยู่เป็นนิจ ครั้นทราบว่า สะพานจันโตไฟไหม้เสีย จึ่งได้ชักออกทางตันฉองมาเมืองสามจิ๋น แล้วปราบเองหยอง และจับงุยป้า ชิงเอาเมืองเตียวเป็นที่พัก แล้วจึ่งไปตีเมืองเอี๋ยน ตั้งเมืองเจ๋เจ็ดสิบหัวเมืองฝ่ายทิศตะวันออก ได้ปราบทหารหกนาย ให้ไปติดตามฌ้อปาอ๋องที่แม่น้ำออกัง ความชอบข้าพเจ้าก็มีเป็นอันมาก หมายใจว่า จะให้มีความสุขไปชั่วบุตรแลหลาน ไม่ได้นึกว่า ฮันอ๋องได้เมืองแล้วจะลบหลู่บุณคุณ ถอดออกจากที่อ๋อง ให้นางลีเฮากับเสียวโหคิดอุบายล่อลวงข้าพเจ้าไปที่บียองเก๋ง แล้วซุ่มทหารไว้มัดข้าพเจ้า ใส่โทษว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร ได้ทนทุกข์สังเวชมาถึงสามร้อยปีเศษแล้ว ขอไต้อ๋องจนตัดสินให้ด้วยเถิด

สุมาตองสองจึ่งว่า ท่านเป็นแม่ทัพ ใจองอาจ ปราศจากปัญญา ไม่มีผู้ช่วยคิดฤๅ จึ่งต้องให้เขาล่อลวงมัดเหมือนทารก ในขณะนี้จะมาโกรธแค้นผู้ใดได้ ห้านสิ้นจึ่งว่า ข้าพเจ้ามีคนปรึกษาอยู่ผู้หนึ่งชื่อ กวยถอง แต่ไม่ตลอดต้นปลาย ละข้าพเจ้าเสีย จึ่งต้องอุบายสตรี สุมาตองสองจึ่งใช้ทหารผีไปเอาตัวกอยถองมาแล้วถามว่า ห้านสิ้นว่า ท่านเป็นที่ปรึกษาไม่ตลอดปลายจริงฤๅ กวยถองจึ่งตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าไม่ตลอดต้นปลายนั้น เพราะห้านสิ้นมิได้เชื่อฟังคำข้าพเจ้า ตัวจึ่งต้องตาย เมื่อตอนห้านสิ้นตีเมืองเจ๋ได้แล้ว ข้าพเจ้ามีหนังสือไปกราบทูลขอที่เจ๋อ๋อง ปรารถนาจะระงับราษฎรในเมืองเจ๋ให้เรียบร้อย ฮันอ๋องโกรธจึ่งว่า ศึกเมืองฌ้อยังไม่สำเร็จ จะมาคิดเอาที่เจ๋อ๋อง ในขณะนั้น เตียวเหลียงกับตันเผงจึ่งเอามือสะกิดเท้าแล้วกระซิบว่า กำลังนี้ยังจะใช้คน การเล็กน้อยจะเป็นการใหญ่ ฮันอ๋องได้สติแล้วว่า เป็นชายชาติทหาร จะคิดอันใดก็ได้สำเร็จเถิด จึ่งให้เตียวเหลียงถือตราไปตั้งเป็นสามเจ๋อ๋อง เพราะฉะนั้น จึ่งเห็นว่า ฮันอ๋องจะมีความสงสัย ข้าพเจ้าจึ่งยุให้ห้านสิ้นคิดกบฏ ห้านสิ้นไม่เชื่อว่า ให้คิดกบฏ ข้าพเจ้ากลัวว่า จะมีโทษ จึ่งได้แกล้งทำเป็นเสียจริตแล้วหนีไป ภายหลังเกิดเหตุขึ้นที่บียองเก๋ง มิได้เกี่ยวข้องในตัวข้าพเจ้า

สุมาตองสองจึ่งถามห้านสิ้นว่า เหตุใดท่านจึ่งไม่เชื่อกวยถอง ห้านสิ้นตอบว่า เมื่อเดิมมีหมอดูผู้หนึ่งชื่อ ฆ้อฮอก ได้ดูลักษณะข้าพเจ้าว่า อายุเพียงเจ็ดสิบสอง จึ่งมิได้คิดกบฏ ไม่รู้ว่า อายุแต่สามสิบสอง สุมาตองสองจึ่งเรียกตัวฆ้อฮอกเข้ามาแล้วถามว่า ห้านสิ้นมีอายุสามสิบสอง เหตุใดท่านจึ่งว่ามีอายุถึงเจ็ดสิบสองนั้นไม่สมควรเลย แค่ว่าปีนี้แลปีหน้าก็พอควรอยู่แล้ว เหตุใดจึ่งดูล้วงหน้าไปจนเหลือเกินดังนี้เล่า

ฆ้อฮอกจึ่งว่า ธรรมดาเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งจะประกอบการที่เจริญอายุและถอยอายุก็มี ห้านสิ้นนี้ควรจะมีอายุถึงเจ็ดสิบสอง ข้าพเจ้าดูไม่ผิดเลย แต่ห้านสิ้นไม่รู้จักทางจะไปเมืองโปต๋ง พบคนตัดฟืนที่กลางทางจึ่งถามว่า จะไปเมืองโปต๋งทางไหน คนตัดฟืนก็ชี้บอกทางให้ ห้านสิ้นเกรงจะมีทหารติดตามมา ความจะรู้แพร่งพรายไป จึ่งฆ่าคนตัดฟืน ปรารถนาจะให้ความสูญ ก็ถอยอายุไปอีกสิบปี เมื่อเสียวโหช่วยเสนอความชอบให้แล้ว ฮันอ๋องปลูกโรงพิธีให้ห้านสิ้นขึ้นอยู่ที่สูงนั้น ฮันอ๋องก็ไหว้ห้านสิ้น ห้านสิ้นไว้ยศทำเฉยเสีย จึ่งถอยอายุอีกสิบปี เมื่อครั้งฮันอ๋องใช้ลี้เสงไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเจ๋ให้มาสวามิภักดิ์ เจ๋อ๋องโกรธลี้เสงว่า มาล่อลวง จึ่งใช้ทหารจับลี้เสงทอดน้ำมันเสีย จึ่งได้ถอยอายุอีกสิบปี แล้วเมื่อห้านสิ้นคิดกลอุบายจัดทัพซุ่มทหารไปสิบกองเป็นกระบวนค่ายชื่อ จวดกีติน ฆ่าทหารเมืองฌ้อเสียร้อยหมื่น ทหารเอกพันคน อสุภซ้อนกันดังภูเขา จึ่งถอยอายุไปอีกสิบปี

ฝ่ายสุมาตองสองจึ่งว่า ท่านก็รู้การณ์ล่วงหน้าแล้ว เหตุใดท่านจึ่งไม่ตัดเตือนห้านสิ้นให้คิดอ่านรักษาตัวจงดีเล่า ฆ้อฮอกได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด ฝ่ายห้านสิ้นจึ่งว่า เดิมเสียวโหได้เสนอความชอบให้เป็นแม่ทัพ ครั้นภายหลังมาคิดให้โทษ ได้ดีแลชั่วก็เพราะเสียวโห ข้าพเจ้ายังแค้นอยู่ สุมาตองสองจึ่งเรียกเสียวโหเข้ามาถามว่า เหตุใดท่านจึ่งเป็นคนกลับกลอก ได้อุปถัมภ์เขาแล้วภายหลังกลับให้โทษเขาฉะนี้ เห็นควรแล้วหรือ เสียวโหจึ่งว่า เมื่อห้านสิ้นเข้าสวามิภักดิ์อยู่ฮันอ๋องแล้วหนีไปครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าตามไปในเวลากลางคืนเอาตัวกลับมา ครั้นภายหลังห้านสิ้นคบคิดกับตันฮี้กบฏ เมื่อจะยกทัพไปปราบตันฮี้นั้นได้สั่งนางลีเฮาให้เอาใจใส่ในราชการ นางลีเฮาจึ่งเรียกข้าพเจ้าไปในพระราชวังปรึกษาราชการจะกำจัดห้านสิ้น ข้าพเจ้าได้ช่วยทูลว่า ห้านสิ้นมีความชอบเป็นอันมาก การซึ่งเป็นกบฏยังมิได้จะแจ้งเลย ขอท่านอย่าเพ่อทำโทษก่อน ด้วยผู้คนในบ้านจะแกล้งห้านสิ้นประการใดไม่ทราบ นางลีเฮาโกรธว่า ข้าพเจ้าเป็นใจกับห้านสิ้น จะทำโทษ ก็เป็นที่จนใจ ภายหลังทัพตันฮี้แตกแล้ว เมื่อห้านสิ้นเข้าไปในพระราชวังถูกอุบายนั้นเป็นความคิดของนางลีเฮา ข้าพเจ้าไม่ทราบ ห้านสิ้นได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึ่งว่า เมื่อเขาเอาญาติพี่น้องของเราไปฆ่าสามชั่วโคตร ท่านช่างไม่มีความเมตตาบ้างเลย เสียวโหได้ฟังก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด

สุมาตองสองจึ่งให้จดถ้อยคำไว้แล้วเรียกแพอวดซึ่งเป็นที่ไต้เหลียงอ๋องเข้ามาถามว่า นางลีเฮาฆ่าท่านด้วยโทษสิ่งใด แพอวดจึ่งว่า ข้าพเจ้าได้ช่วยปราบปรามบ้านเมืองให้แก่ฮันอ๋องจนสำเร็จ ครั้นภายหลัง ฮันอ๋องไปปราบตันฮี้ นางลีเฮาบังเกิดความมักมากในทางประเวณี จึ่งถามขันทีว่า บรรดาข้าราชการรูปร่างผู้ใดจะสะอาด ขันทีจึ่งกราบทูลว่า แพอวดรูปร่างสะสวย นางลีเฮาจึ่งใช้ขันทีให้ไปทั้งกลางวันกลางคืนหาตัวข้าพเจ้าไปในพระราชวัง แล้วจึ่งจัดโต๊ะมาเลี้ยง ครั้นข้าพเจ้าเสพสุราได้ประมาณสามถ้วย นางลีเฮาก็มีใจกำเริบขึ้น จะทำการประเวณีกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือสัตย์กตัญญูไม่ปลงใจด้วย ก็กริ้วโกรธ จึ่งใช้ขันทีให้เอากระบองอาญาสิทธิ์ตีข้าพเจ้าจนตาย แล้วจึ่งปรึกษากับนางลีกู๋ผู้น้องสาวคิดใส่โทษข้าพเจ้าว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร แล้วเอาเนื้อไปทำเนื้อส้ม ห้ามมิให้ทำการฝังศพ ฝ่ายนางลีเฮาจึ่งว่า แพอวดพูดจาไม่จริง ขอท่านอย่าได้เชื่อฟัง ธรรมดาผู้ชายก็ย่อมเกี้ยวสตรี สตรีจะเกี้ยวผู้ชายนั้นผิดไป เมื่อท่านเข้าไปในพระราชวังเห็นชาววังรูปงดงามก็พูดจาเกี้ยว ด้วยธรรมเนียมเป็นขุนนางเกี้ยวภรรยาเจ้าโทษก็ต้องตัดศีรษะ ฝ่ายแพอวดจึ่งว่า เมื่อท่านตกอยู่ในกองทัพเมืองฌ้อ ได้ทำชู้กับเสียวโห ตัวข้าพเจ้าไม่มีความผิด มาใส่โทษว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร ทำดังนี้เห็นดีแล้วหรือ นางลีเฮาได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าซีดสลดลง ก็มิได้ตอบประการใด ก้มหน้านิ่งอยู่ สุมาตองสองจึ่งว่า ท่านไม่มีผิดจริง แต่เมื่อจะฆ่าท่านนั้น ไม่มีผู้แก้ไขฤๅ แพอวดจึ่งว่า ข้าพเจ้ามีที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ ยงเทียด ทราบความแล้วก็กลัวตายหนีไป ทิ้งข้าพเจ้าไว้ ขอท่านช่วยชำระด้วยเถิด

สุมาตองสองจึ่งเรียกยงเทียดเข้ามาถามว่า เหตุใดท่านจึ่งไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายแล้วหนีเอาตัวรอดทิ้งให้ตายด้วยมือสตรี ดังนี้ควรแล้วฤๅ ยงเทียดจึ่งตอบว่า เมื่อนางลีเฮาจะประหารชีวิตห้านสิ้นนั้น ข้าพเจ้าก็ทราบว่า การครั้งนี้คงจะถึงได้เหลียงอ๋อง ครั้นภายหลังกลางคืนก็เป็นที่สงสัย จึ่งเตือนสติไต้เหลียงอ๋อง ไต้เหลียงอ๋องก็ไม่เชื่อฟังคำของข้าพเจ้า ฝ่ายสุมาตองสองจึ่งว่า เมื่อไต้เหลียงอ๋องสิ้นชีวิตนั้น แต่คนนอกก็คิดสังเวช ท่านเป็นข้าราชการไม่ได้ตามเจ้าแต่จะอยู่ครอบครองครอบครัวของเจ้าไว้ก็ไม่ได้ ท่านนี้มีความผิดเป็นอันมาก แล้วให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้ จึ่งเรียกหยินโปซึ่งเป็นทีกิ๊วกังอ๋องเข้ามาแล้วให้การว่า ข้าพเจ้ากับห้านสิ้น แพอวด มีความชอบเสมอกัน มิได้คิดกบฏ แกล้งฆ่าเสีย ฮันอ๋องจึ่งตอบว่า ซึ่งห้ามสิ้น แพอวด ตาย เราก็มีความเสียดายอยู่ แต่อ้ายหน้าดำหยินโปนี้เป็นกบฏฆ่าผู้ถือรับสั่ง ดูกิริยาจะชิงเอาราชสมบัติ จึ่งได้ฆ่าเสีย ยังจะมาฟ้องกล่าวโทษกันอีกเล่า หยินโปจึ่งว่า ท่านอย่าพูดมากไป ข้าพเจ้าจะว่าให้ฟัง เมื่อครั้งข้าพเจ้าเสพสุราอยู่ที่เก๋งบอง กังเต๋งผู้ถือรับสั่งเอาเนื้อส้มมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึ่งบริโภค ครั้นเห็นเล็บมือเข้าก็มีความสงสัย จึ่งถามผู้ถือรับสั่งว่า เนื้ออันใด ผู้ถือรับสั่งก็ไม่บอก ข้าพเจ้าจึ่งชักกระบี่ออกขู่ถาม ผู้ถือรับสั่งจึ่งบอกว่า เนื้อแพอวด ข้าพเจ้าจึ่งอาเจียนออกมา จึ่งได้ฆ่าผู้ถือรับสั่งเสีย ซึ่งฮันฮ๋องกล่าวโทษว่าเป็นกบฏนั้นมิจริง ขอท่านจงช่วยชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ฝ่ายสุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็รู้ชักว่า แกล้งฆ่ากันจริง จึ่งว่า น่าสังเวช อ๋องทั้งสามนี้ไม่ควรจะตายเลย ซึ่งแผ่นดินฮั่นนี้ท่านทั้งสามได้ปราบปรามให้ ชาติหน้าจะแบ่งเป็นสามก๊ก ยกความช่วยเหลือให้เป็นบำเหน็จรางวัลกับท่าน แล้วให้จดหมายเป็นถ้อยคำไว้ ข้อสอง ฟำแจ้งเป็นโจทก์ ตันแผงเป็นจำเลย ฟำแจ้งให้การว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับฮังอี๋ก็ตั้งใจโดยสุจริตมิได้คิดเห็นแก่ชีวิต หมายใจว่า จะเอาชัยชนะเมืองฮั่นให้จงได้ ไม่ทราบว่า อ้ายกบฏตันแผงมันจะคิดกลอุบายให้ฌ้อปาอ๋องเกิดความระแวงสงสัยว่า ข้าพเจ้าไม่เป็นคนซื่อสัตย์ ฝ่ายตันแผงจึ่งตอบว่า ธรรมเนียมเป็นขุนนาง ต่างคนมีเจ้านาย ก็ต้องหาความชอบไว้บ้าง ฟำแจ้งจึ่งว่า เหตุใดจึ่งได้ทรยศหนีไปสามิภักดิ์อยู่กับฮันอ๋อง ดังนี้จะมิเป็นกบฏฤๅ ตันแผงได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ตอบเป็นประการใด สุมาตองสองจึ่งว่า ของเน่าก็ย่อมมีหนอน คนมักสงสัยจึ่งได้เชื่อคำยุยง ถึงตันแผงจะทำกลอุบายประการใด ถ้าฮังอี๋ไม่สงสัยแล้ว ใครจะทำอันตรายท่านได้ ฟำแจ้งจึ่งตอบว่า ฮังอี๋เป็นคนมีสัตย์ งูจูอี๋เป็นคนสอพลอ แต่คนทั้งสองถ้าจะพูดจาสิ่งอันใดก็เชื่อฟังกัน ข้าพเจ้าได้ตักเตือนฮังอี๋เป็นหลายครั้ง จนถูกงูจูอี๋ผลักตกจากเก้าอี้ ถึงจะมีปัญญาก็ใช้ไม่ได้ มีทุกข์มิรู้ที่จะฟ้องกับผู้ใด จึ่งได้ลากลับไปปบ้าน ยังไม่ทันจะถึงบ้าน ก็บังเกิดความแค้นจนเป็นฝีขึ้นในท้องตาย

ฝ่ายสุมาตองสองจึ่งว่า งูจูอี๋ทำให้ผู้มีสติปัญญาอับเฉา จึ่งได้เป็นทีให้ตันแผงทำกลอุบาย ถ้าฟำแจ้งยังอยู่ เมืองฌ้อก็ไม่เสีย แล้วให้จดถ้อยคำไว้ ข้อสาม เตงก๋อง ฮวนโกย เป็นโจทก์ เล่าปังเป็นจำเลย เตงก๋องให้การว่า เมื่อครั้งฮันอ๋องต้องล้อมอยู่ที่เมืองเพงเสงนั้น ข้าพเจ้าเห็นฮันอ๋องมีลักษณะเหมือนมังกร ก็ให้มีความกรุณา จึ่งปล่อยเสีย ได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อจวนตัว ไม่ทราบว่า ฮันอ๋องได้เป็นกษัตริย์ขึ้นแล้วจะประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย ฝ่ายฮันอ๋องจึ่งว่า เตงก๋องนี้เป็นทหารสนิทของฮังอี๋ ได้พบข้าศึกแล้วปล่อยเสีย ควรแล้วฤๅ เป็นคนทรยศต่อเจ้า จึ่งฆ่าเสีย ปรารถนาจะมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปภายหน้า เตงก๋องจึ่งตอบว่า เมื่อเลี้ยงโต๊ะที่ฮองหมิงนั้น ห่างเปก ฮวนโกย ได้รำกระบี่กัน ท่านไว้ใจ ก็ไม่ซื่อตรงต่อฮังอี๋เหมือนกัน เหตุใดจึ่งไม่ฆ่าเสียเล่า กลับตั้งให้เป็นขุนนาง แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเหตุใดจึ่งได้ขัดเคืองนัก ฮันอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิได้โต้ตอบประกรใด ก้มหน้านิ่งอยู่ สุมาตองสองจึ่งให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้ แล้วจึ่งเรียกฮวนโกยเข้ามาถามว่า ฮันอ๋องฆ่าท่านด้วยโทษสิ่งใด ฮวนโกยให้การว่า เมื่อครั้งฌ้อปาอ๋องใช้อุบายให้หางจ๋องรำกระบี่ ข้าพเจ้าได้ป้องกันฮันอ๋องไว้มิได้คิดแก่ชีวิต ไม่ทราบว่า ฮันอ๋องจะคิดลบหลู่บุญคุณ ใช้ทหารให้ฆ่าข้าพเจ้าเสีย จึ่งเห็นว่า ฮันอ๋องเป็นคนไม่ดี แต่กีสิ้นตายที่ตำบลเองหยองยังทำเพิกเฉยเสีย ไม่ควรจะเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองเลย ฮันอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด สุมาตองสองจึ่งว่า ฮันอ๋องนี้ไม่ดีจริง เป็นคนทรยศต่อผู้มีคุณสมคำที่เตงก๋อง ฮวนโกย กล่าว แล้วให้พนักงานจดเอาถ้อยคำไว้ ข้อสี่ นางเซกซี นางลิซี นางอองซี ยูอี เซียวเต้ ฮวนซันอ๋อง เป็นโจทก์ นางลีเฮาเป็นจำเลย นางเซกซีให้การว่า เมื่อฮันอ๋องสวรรคตแล้ว นางลีเฮาอุบายเรียกข้าพเจ้าแม่ลูกเข้าไปในพระราชวัง เอายาพิษกรอกยูอีจนสิ้นชีวิต แล้วให้สาวใช้เอาเข็มแทงตาข้าพเจ้า แล้วตัดมือเท้าข้าพเจ้า เอาไปทิ้งที่ถ่ายอุจจาระ ข้าพเจ้าแม่ลูกมีโทษทัณฑ์ประการใดจึ่งทำถึงสาหัสดังนี้ สุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็กลั้นน้ำตามิได้ จึ่งให้พนักงานจดเอาถ้อยคำไว้ นางลิซีก็ให้การว่า พระเจ้าฮุยเต้นั้นไม่มีพระราชโอรส แต่นางลีเฮามีใจปรารถนาจะล้างผลาญแซ่เหลาเสีย จะยกแซ่ลี้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ยังเกรงขุนนางผู้ใหญ่อยู่ คิดอุบายใช้คนสนิทลอบไปหาหญิงราษฎรที่มีครรภ์เข้ามาปรนนิบัติ แล้วว่า ผู้ใดคลอดเป็นบุรุษจะได้ครองราชสมบัติ จึ่งเผอิญข้าพเจ้าคลอดเป็นบุรุษ นางลีเฮากลัวว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นใหญ่ จึ่งเรียกเข้าไปที่บียองเก๋ง เอาสุรายาพิษกรอกข้าพเจ้าจนถึงแก่ความตาย ครั้นภายหลัง พระเจ้าฮุยเต้สิ้นพระชนม์ บุตรข้าพเจ้าก็ได้ครองราชสมบัติทรงพระนาม พระเจ้าเซียวเต้ ครั้นพระเจ้าเซียวเต้เจริญวัยขึ้นก็ทราบความเดิมแล้วจึ่งได้เขียนรูปข้าพเจ้าไว้บูชาที่เก๋ง นางลีเฮากลัวความจะแพร่งพราย จึ่งให้จับพระเจ้าเซียวเต้ขังจนตาย ทำทั้งนี้เป็นที่สังเวชนัก ขอท่านจงได้เมตตาด้วยเถิด สุมาตองสองได้ฟังก็โกรธจึ่งว่า นางลีเฮานี้เปรียบเหมือนไก่ตัวเมียขัน ทำให้เสียธรรมเนียม จะทำการสิ่งใดก็เอาแต่อำเภอใจ มิได้ปรึกษาหารือกับผู้ใด ดังนี้จะเป็นพระมเหสีเอกมิได้ นางลีเฮาก็มิได้ตอบประการใด นั่งนิ่งอยู่

นางอองซีให้การว่า ข้าพเจ้ากับนางลิซีมาคราวเดียวกัน ข้าพเจ้ามีบุตรผู้หนึ่งชื่อ หวง เป็นที่ฮวนซันอ๋อง นางลีเฮาจะยกบุตรข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ก็เกรงว่า ราชสมบัติจะไม่ได้กับแซ่ลี้ แต่ยังเกรงขุนนางผู้ใหญ่อยู่ จึ่งจำใจยกบุตรข้าพเจ้าขึ้นครองราชสมบัติแทนพระเจ้าเซียวเต้ แล้วเอายาพิษมากรอกข้าพเจ้าจนตาย ครั้นภายหลัง บุตรข้าพเจ้าก็ทราบความอันนี้เข้า นางลีเฮาเกรงว่า ฮวนซันอ๋องจะคิดพยาบาท จึ่งใช้ให้จับฮวนซันอ๋องใส่ในกระสอบผ้าทุบเสียจนตาย แล้วให้ประกาศว่า ฮวนซันอ๋องเป็นโรคปัจจุบันตาย ตั้งแต่โบราณมาก็มิได้เห็นผู้ใดทำความชั่วดั่งนี้เลย ต่างคนก็กอดคอกันร้องไห้ สุมาตองสองจึ่งว่า ท่านทั้งหกแม่ลูกอย่ามีความโทมนัสน้อยใจ แล้วให้จดถ้อยคำไว้ ข้อห้า ฮังอี๋เป็นโจทก์ สิมาถอง อองอี๋ เอียวเซียน ลีเซง ฮาก๋อง เอียวบู๊ เป็นจำเลย จึ่งถามฮังอี๋ว่า ผู้ที่ทำลายเมืองฌ้อนั้นคือห้านสิ้น เหตุใดมาฟ้องทหารทั้งหกเล่า ฮังอี๋ให้การว่า ข้าพเจ้ามีจักษุเสียเปล่า ไม่รู้จักคนดีคนชั่ว ซึ่งห้านสิ้นละข้าพเจ้าไปสามิภักดิ์กับฮันอ๋องก็มิได้มีความโกรธนักเลย แต่พวกสิมาถองนั้น ข้าพเจ้าแค้นดังเพลิงลุกในอก เมื่อข้าพเจ้าแตกหนีไปไม่รู้จักทาง พบชาวนาจึ่งถามว่า ทางจะไปเมืองฌ้อทางไหนเล่า ชาวนาผู้นั้นชี้มือไปทางทิศตะวันตก ชาวนาผู้นั้นก็เป็นทหารของข้าพเจ้าชื่อ ฮาก๋อง ไม่ทราบว่า จะหลอกให้เข้าไปในที่ล้อม ข้าพเจ้าผู้เดียวได้ตีกระบวนทัพซึ่งล้อมอยู่นั้นแตกถึงสามครั้ง จึ่งหนีออกจากที่ล้อมไปได้ พบบินจูที่แม่น้ำออกังเอาเรือมาคอยรับจะให้ข้าพเจ้าหนีไปเมืองฌ้อ ข้าพเจ้าจึ่งเหลียวหลังดูเห็นกองทัพใกล้เข้ามา แล้วเห็นทหารซึ่งตามมานั้นเป็นสิมาถอง ก็หมายใจว่า จะมาช่วยชีวิต ไม่ทราบว่า จะมาเร่งรัดให้เชือดคอตาย แล้วตัดศีรษะไปเอาความชอบ ทำดังนี้ควรฤๅ ฝ่ายพวกสิมาถองจึ่งร้องขึ้นพร้อมกันว่า เมื่อครั้งท่านเผาพระราชวัง แล้วขุดพระศพพระเจ้าจิ่นซีฮ่องเต้เอาเงินทองมาเป็นอาณาประโยชน์ตัวเอง แล้วฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้เสีย ตั้งตัวเป็นไซฌ้อปาอ๋อง ทำการดังนี้คนทั้งหลายจึ่งเอาใจออกหาก

ฝ่ายสุมาตองสองจึ่งว่า ฮังอี๋นี้ไม่ดี ฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้เสีย พวกสิมาถองเป็นคนทรยศ จะยกโทษให้ไม่ได้ จึ่งให้จดถ้อยคำไว้ ข้อหก กลองโจ๋เป็นโจทก์ ห้านสิ้นเป็นจำเลย ลองโจ๋ให้การว่า เมื่อข้าพเจ้าไปตีเมืองเจ๋ ห้านสิ้นต้านทานฝีมือไม่ได้ จึ่งใช้ให้ทหารเอาเสาธงไปปักกลางแม่น้ำทำอุบายล่อลวงทหารข้าพเจ้าตายเป็นอันมาก ในขณะนั้น พวกทหารเมืองฌ้อเข้ามาร้องกล่าวโทษห้านสิ้นประมาณร้อยหนึ่ง ฝ่ายสุมาตองสองจึ่งว่า ท่านทั้งหลายอย่าโทมนัสเลย เราจะชำระตัดสินให้โดยยุติธรรม จึ่งให้จดถ้อยคำไว้ ข้อเจ็ด เตียนก๋องเป็นโจทก์ ห้านสิ้นเป็นจำเลย จึ่งถามเตียนก๋องว่า ห้านสิ้นกับท่านก็อยู่ต่างเมืองกัน เหตุใดจึ่งมากล่าวโทษห้านสิ้นเล่า เตียนก๋องจึงตอบว่า ห้านสิ้นนี้เป็นคนไม่มีสัตย์ เห็นแก่ประโยชน์ความชอบ เมื่อครั้งฮันอ๋องใช้ลี้เสงมาเกลี้ยกล่อม ข้าพเจ้าก็ยอมสามิภักดิ์ ครั้นภายหลัง ห้านสิ้นใช้ทหารให้จับครอบครัวบุตรภรรยาข้าพเจ้าประหารชีวิตเสียจนสิ้น แล้วเอาความดีไปแจ้งแก่ฮันอ๋อง ทำดังนี้ควรแล้วฤๅ สุมาตองสองจึ่งว่า ห้านสิ้นนี้ทำการเหลือเกินนัก จึ่งให้จดถ้อยคำไว้ ข้อแปด เล่าอิ๊ว เล่าโขย เป็นโจทก์ นางลีเฮา ลิสอก ลิซาน ลิฮับ เป็นจำเลย เล่าอิ๊ว เล่าโขย ให้การว่า เมื่อฮันอ๋องสิ้นพระชนม์แล้ว นางลีเฮาก็ปรารถนาจะยกแซ่ลี้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เกรงข้าพเจ้าทั้งสองอยา จึงอุบายเอาหญิงแซ่ลี้ให้เป็นภรรยา ข้าพเจ้าทั้งสองไม่รู้อุบาย จึ่งยอมเป็นเขยพวกแซ่ลี้ ครั้นภายหลัง ก็ใช้ทหารให้จับข้าพเจ้าทั้งสองขังไว้ในตึกมือ ฝ่ายสุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นกำลังจึ่งว่า นางลีเฮานี้มีความผิดเป็นอันมาก ฟ้าและดินก็ไม่เข้าด้วยแล้ว จึ่งให้จดถ้อยคำไว้ แล้วเรียกห้านสิ้นเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลเจียวกุ๋น เป็นบุตรโจสงชื่อ โจโฉ ชื่อครูตั้ง เบงเตก เป็นมหาอุปราช ภายหลังเป็นงุยอ๋องอยู่เมืองฮูโต๋ แบ่งแผ่นดินฮั่นกึ่งหนึ่ง เหตุท่านมิได้คิดกบฏ ต่อถึงบุตรท่านเป็นกษัตริย์จึ่งตั้งท่านเป็นบูเต้เป็นการตอบแทน ฮันอ๋องนั้นจงไปเกิดในวงศ์ฮั่นเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ในชาตินั้นอย่าให้มีความสุข ให้โจโฉข่มเหงอยู่เสมอเป็นนิจ เป็นการใช้ชาติซึ่งมิได้มีความเมตตาแก่ขุนนางทั้งปวง นางลีเฮานั้นจงไปเกิดที่บ้านแซ่ฮก เป็นมเหสีของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ภายหลังให้โจโฉเอาผ้ารัดคอตายแล้วฆ่าเสียสามชั่วโคตร เป็นการใช้ชาติซึ่งฆ่าห้านสิ้นสามชั่วโคตรนั้น แล้วเรียกเสียวโหเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นเอียวสิว ชื่อครูตั้ง แตกโจ เป็นที่สมุห์บัญชีของโจโฉ ภายหลังให้โจโฉฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติ เรียกเซียกองตู่เข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลซัวจ๋วนชื่อ ลี้แปะเฉีย ภายหลังโจโฉเอาไปใช้แล้วฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติซึ่งกล่าวโทษห้านสิ้น แล้วเรียกหยินโปเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่เมืองกังตั๋งเป็นบุตรซุ่นเกียนชื่อ ซุ่นกวน ชื่อครูตั้ง ตองบอง ได้ครองราชสมบัติในเมืองกังตั๋ง มีเมืองโทเก้าหัวเมือง เมืองตรีแปดสิบหัวเมือง เป็นการตอบแทนเมื่อชาติก่อนท่านได้ความลำบาก แล้วเรียกแพอวดเข้ามาแล้วว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลตกกุ๋น ที่บ้านมีต้นหม่อน เป็นบุตรเล่าเหงชื่อ เล่าปี่ ชื่อครูตั้ง เฮียนแตก จงตั้งตัวเป็นกษัตริย์ เป็นที่นับถือแก่คนทั้งหลาย เป็นการตอบแทนด้วยชาติก่อนท่านมิได้คิดคดทรยศผู้ใด แล้วเรียกลีกู่เข้ามาว่า ท่านไม่ควรจะช่วยนางลีเฮาทำการทุจริต เปรียบเหมือนเอาปีกมาใส่ให้กับเสือ จงไปเกิดที่ตำบลสานฉวน เป็นภรรยาเล่าอ๋าน ภายหลังให้เล่าอ๋านฆ่าเอาเนื้อมาต้มให้เล่าปี่กิน เป็นการใช้ชาติ

ฝ่ายแพอวดจึ่งว่า ท่านจัดการดังนี้ก็สมควรอยู่แล้ว แต่ทว่า ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปเป็นเจ้าเมืองเสฉวนนั้น จะคิดสู้รับกับเมืองกังตั๋ง เมืองฮูโต๋ เห็นจะเหลือกำลังเป็นแน่แท้ สุมาตองสองจึ่งว่า ท่านอย่าวิตกเลย แล้วเรียกยงเทียดเข้ามาว่า ท่านก็เป็นคนฉลาดอาจจะรู้การณ์ล่วงหน้าได้ จงเป็นเกิดเป็นแซ่ บัง ชื่อ ทอง ชื่อครูตั้ง ซูหงวน ฉายา อาจารย์ฮองซู เป็นที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายของเล่าปี่แล้วไปตายที่ตำบลลกหองโห เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกฟำแจ้งเข้ามาว่า ท่านก็มีสติปัญญาหาผู้เปรียบโดยยาก จงไปเกิดที่เมืองลงเสีย แซ่ จูกัด ชื่อ เหลียง ชื่อครูตั้ง ขงเบ้ง ฉายา อาจารย์ฮกหลง เป็นที่ปรึกษาฝ่ายขวาของเล่าปี่จนสิ้นชีวิต อย่าได้คิดทรยศต่อเจ้า เป็นการตอบแทน แล้วเรียกตันแผงเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นจิวยี่ ชื่อครูตั้ง คงกึน เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองกังตั๋ง ภายหลังต้องอุบายของขงเบ้งอาเจียนเป็นโลหิตตายที่ตำบลปาขิว เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกงูจูกี๋เข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นแซ่ ม้า ชื่อ เจก ชื่อครูตั้ง อิวเสียง เป็นทหารเล่าปี่ ภายหลังให้ขงเบ้งฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกฮวนโกยเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่เมืองหวนเอี๋ยนชื่อ เตียวหุย ชื่อครูตั้ง เอ๊กเต็ก ฮังอี๋จงไปเกิดที่เมืองโอตั๋ง ชื่อ กวนอู ชื่อครูตั้ง หุนต๋อง ท่านทั้งสองจงมีกำลังและฝีมือให้เข้มแข็ง แล้วไปสาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่ที่สวนยี่โถเป็นการตอบแทน แต่ม้าเฮกลองขูซึ่งกระโดดน้ำตายนั้นจงไปเกิดเป็นม้าเซกเทาสำหรับให้กวนอูขี่ทำศึกสงคราม แต่ฮังอี๋ชาติก่อนได้ฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้ ไปเกิดเป็นแซ่ ลก ชื่อ ซุน ชื่อครูตั้ง เป็นเหงียน ท่านทั้งสองจงเป็นทหารเอกอยู่เมืองกังตั๋ง ฝ่ายฮังอี๋จึ่งว่า ทหารของข้าพเจ้าอีกสองคน จิวหลัน หนึ่ง ฮวนฌ้อ หนึ่ง ได้ติดตามจนตายในกลางศึก ข้าพเจ้ายังมีความเสียดายอยู่ ขอไต้อ๋องจงได้โปรดด้วยเถิด

สุมาตองสองจึ่งเรียกคนทั้งสองเข้ามา แล้วให้จิวหลันไปเกิดเป็นจิวฉอง ให้ฮวนฌ้อไปเกิดเป็นกวนเป๋ง เป็นทหารกวนอู กวนอูนั้นเป็นผู้มีสัตย์ ถ้าสิ้นชีวิตแล้วจงไปเป็นเทพารักษ์ แล้วเรียกหางเป๊กเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นงันเหลียงเถิด บองซีนั้นจงไปเกิดเป็นบุนทิว ภายหลังให้กวนอูฆ่าเสียทั้งสองคน เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกสิมาถองเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นลิหยง เอียวซินไปเกิดเป็นเบียนซี อองจีจงไปเกิดเป็นอองเซก ลิเซงจงไปเกิดเป็นหันฮก ฮาก๋องจงไปเกิดเป็นขงซิว อาบู๊จงไปเกิดเป็นจิ๋นเตก เมื่อกวนอูข้ามห้าด่านได้ฆ่าทหารทั้งหกเสีย เป็นการใช้ชาติเขา แล้วเรียกเตงก๋องเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลไหสานชื่อ อิกิม ชื่อครูตั้ง บุนเจก ภายหลังต้องน้ำท่วมแล้วกวนอูจับไปขังคุกไว้ เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกบินจู๋เข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลม้าอินชื่อ เตียวเหลียง ชื่อครูตั้ง บุนอ๋วน ภายหลังโจโฉจับท่านไปได้แล้วจะฆ่าท่านเสีย กวนอูขอไว้เป็นการตอบแทน แล้วเรียกกีสินเข้ามาสั่งว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลเสียงสานชื่อ เตียวยุน ชื่อครูตั้ง จูหลง เป็นทหารเอกที่เมืองเสฉวน จะยกทัพไปตีที่ตำบลใดก็มีชัยชนะทุกครั้ง จะตายก็โดยปกติ เป็นการตอบแทนเมื่อชาติก่อนท่านได้รับความลำบากมาก แล้วเรียกเซกซีเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นภรรยาหลวงเล่าปี่ ยูอีไปเกิดเป็นอาเต๋าได้ครองราชสมบัติเป็นสุขอยู่สี่สิบปีเศษ นางลิซีจงไปเกิดเป็นภรรยาหลวงซุ่นกวน ฮวนซันอ๋องไปเกิดเป็นซุ่นเหลียงลูกสุดท้องซุ่นกวนและได้เป็นกษัตริย์ต่อจากซุ่นกวน แล้วเรียกลองโจเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลโบเหลงชื่อ ม้าเฉียว ชื่อครูตั้ง เผงซี กับพวกทหารซึ่งจมน้ำตายจงไปเกิดเป็นทหารเมืองเสงเหลียง ภายหลังตีทัพโจโฉแตกที่ตำบลด่านตองก๋วนจนถึงแก่ตัดหนวดทิ้งเสื้อเกราะเสียนั้น เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกเตียนก๋องเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นโจรชื่อ เตียวหงุน เที่ยวหากินแต่เวลากลางคืน ภายหลังฆ่าบิดาและครอบครัวของโจโฉเสียที่กลางทาง เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกเล่าอิ๊ว หนึ่ง เล่าโขย หนึ่ง แล้วว่า ท่านจงไปเกิดในวงศ์ตระกูลฮั่น เล่าอิ๊วเป็นเล่าเปี้ยว ชื่อครูตั้ง เกงเสง ครองเมืองเกงจิว ตั้งตัวเป็นเสงบูหอ เล่าโขยนั้นเป็นเล่าเจียง ชื่อครูตั้ง กุยหยก ครองเมืองเสฉวน มีเมืองขึ้นสี่สิบเอ็ดหัวเมือง แล้วตั้งตัวเป็นจิ๋นบูหอเป็นการตอบแทน แล้วจึ่งเรียกลิสอก หนึ่ง ลิซาน หนึ่ง ลิฮับ หนึ่ง เข้ามาว่า ท่านเป็นคนทรยศต่อเจ้า จงไปเกิดเป็นม้าสำหรับให้คนทั้งหลายขี่ เป็นการใช้ชาติที่ใจชั่ว ฝ่ายทูตนรกทั้งหลายพร้อมกันเห็นชอบด้วย สุมาตองสองจึ่งเรียกนางเพียวโบเข้ามาว่า ชาติก่อนท่านได้ให้อาหารห้านสิ้นกิน จงไปเกิดเป็นบุตรสาวขั่วหยงชื่อ ต่ำ ชื่อครูตั้ง นางบุนกี๋ ภายหลังโจโฉไปพบเข้าแล้วให้ทองคำแก่ท่านพันตำลึงเป็นการตอบแทน ในขณะนั้น พนักงานผู้หนึ่งจึ่งบอกแก่สุมาตองสองว่า ขอไต้อ๋องจงโปรดชำระความอีกข้อหนึ่งเถิด หางเหลียงเป็นโจทก์ เจียงหำ หนึ่ง ตังอี หนึ่ง สุมาหิน หนึ่ง เป็นจำเลย สุมาตองสองจึ่งเรียกหางเหลียงเข้ามาว่า ท่านก็เป็นอาของฌ้อปาอ๋อง จงไปเกิดเป็นเกียงอุย เจียงหำไปเกิดเป็นจงโหย ตังกีไปเกิดเป็นเตงงาย สุมาหินไปเกิดเป็นตงเต็ง ภายหลังตายด้วยฝีมือเกียงอุยทั้งสามคน เป็นการใช้ชาติ

ครั้นชำระราชการเสร็จแล้วก็พอได้ยินเสียงไก่ขันเป็นเวลาเช้ามืด สุมาตองสองจึ่งลุกขึ้นจากที่ว่าราชการ แล้วเอาคำทั้งสิ้นเสนอพระยายม พระยายมก็สรรเสริญว่า มนุษย์ผู้นี้มีสติปัญญาโดยแท้ ในขณะนั้น มีปิศาจผู้หนึ่งร้องเสียงอันดังว่า ท่านจัดการดังนี้ก็ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั้งสี่ทิศ คดีของข้าพเจ้าข้อหนึ่งบุตรประหารชีวิตบิดา ขอท่านจงช่วยชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด สุมาตองสองจึ่งถามว่า ปิศาจนี้คือผู้ใด ปิศาจจึ่งบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อ ลิปุดอุย เป็นขุนนางที่บุนสิ่นเหอ อยู่เมืองจิ๋น สุมาตองสองจึ่งว่า เทวบัญชากำหนดให้ชำระแต่ในเวลาคืนหนึ่ง บัดนี้ ก็พ้นกำหนดเสียแล้ว เรารับชำระให้ไม่ได้ ฝ่ายพระยายมจึ่งว่า ความเรื่องนี้ขอท่านจงโปรดชำระให้สำเร็จด้วยเถิด สุมาตองสองจึ่งเรียกโจทก์แลจำเลยเข้ามาพร้อมด้วยกัน และลิปุดอุยจึ่งให้การว่า เมื่ออิหยินไปเป็นตัวจำนำอยู่เมืองเตียว ข้าพเจ้ามีความสงสาร จึ่งยกจูกี๋ซึ่งเป็นภรรยาของข้าพเจ้าให้เป็นภรรยาอิหยิน แต่นางนั้นมีครรภ์ได้สองเดือน ไปอยู่กับอิหยินสิบเดือนจึ่งคลอดจูเจ้ง แล้วอิหยินจึ่งสัญญาว่า ถ้าช่วยคิดอุบายให้กลับไปเมืองจิ๋นได้ จะแบ่งราชสมบัติให้กึ่งหนึ่ง ข้าพเจ้าจึ่งคิดอุบายพาอิหยินกลับไปเมืองจิ๋น อิหยินได้ครองราชสมบัติ จึ่งตั้งข้าพเจ้าเป็นขุนนางที่บุนสิ่นหอ ภายหลังอิหยินสิ้นพระชนม์ จูเจ้งก็ครองราชสมบัติตั้งตัวเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ ฝ่ายนางจูกี๋ มารดาจูเจ้ง ก็มีใจกำเริบในการประเวณี ข้าพเจ้าจึ่งให้เล่าไอเข้าไปปฏิบัติ ภายหลังจูเจ้งทราบความก็โกรธข้าพเจ้านัก จึ่งให้สุรายาพิษข้าพเจ้ากินจนสิ้นชีวิต ทำการดังนี้ควรแล้วฤๅ ฝ่ายจูเจ้งได้ฟังดังนั้นแล้วก็มิได้ตอบประการใดนั่งนิ่ง เล่าไอจึ่งให้การว่า ลิปุดอุยได้ไปทำการประเวณีกับนางจูฮองเฮาแล้วกลัวความผิดจะถึงตัว จึ่งเอาข้าพเจ้ามาแปลงเป็นขันทีให้เข้าไปปรนนิบัตินางจูฮองเฮา ครั้นภายหลัง พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ทราบความก็กริ้ว จึ่งให้ประหารชีวิตข้าพเจ้าเสียสามชั่วโคตร ขอท่านจงโปรดชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด สุมาตองสองจึ่งเรียกลิปุดอุยเข้ามาว่า ท่านมีคุณต่ออิหยินเป็นอันมาก จงไปเกิดเป็นลิโป้ ชื่อครูตั้ง ฮองเสี้ยน จงมีกำลังแลฝีมือให้เข้มแข็ง แล้วเรียกจูเจ้งเข้ามาว่า ท่านก็เป็นบุตรของลิปุดอุย จงไปเกิดเป็นตั้งโต๊ะ ชื่อครูตั้ง ตองเอ๋ง ภายหลังให้ลิโป้ผู้บุตรเลี้ยงฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติ เล่าไอจงไปเกิดเป็นอองอุ่น ขุนนางที่ไตซูต๋อฝ่ายกรมนาเป็นการตอบแทน นางจูกี๋ทำความชั่วจงไปเกิดเป็นบุตรทาส ให้อองอุ่นเลี้ยงเป็นบุตรชื่อ เตียวเสี้ยน แล้วอองอุ่นยกให้เป็นภรรยาลิโป้ ภายหลังจึ่งยกให้ตั้งโต๊ะ

ฝ่ายสุมาตองสองครั้นชำระราชการเสร็จแล้ว จึ่งเอาคำตัดสินส่งให้พระยายม พระยายมก็นำขึ้นถวายต่อพระอิศวร พระอิศวรจึ่งรับมาทอดพระเนตรแล้วตรัสชมสุมาตองสองว่า ความถึงสามร้อยปีเศษแล้วชำระคืนหนึ่งก็สำเร็จโดยยุติธรรม สมควรเป็นผู้มีสติปัญญาโดยแท้ แต่ชาตินี้ยังไม่มีโอกาส ชาติหน้าจงไปเกิดเป็นสุมาอี้ ชื่อครูตั้ง ตงตัด ภายหลังรวบรวมแผ่นดินสามก๊กเปลี่ยนนามเป็นแผ่นดินจิ้นสืบตระกูลไปชั่วบุตรหลาน แต่ห้านสิ้นซึ่งไปเกิดเป็นโจโฉ ถึงจะมีบุตรหลาน ก็ต้องให้แซ่สุมาล้างผลาญ ตรัสดังนั้นแล้วจึ่งมีเทวบัญชาให้สุมาตองสองกลับไปเมืองมนุษย์ ในขณะนั้น พระยายมจึ่งเชิญสุมาตองสองเสพสุราอยู่ สุมาตองสองขัดไม่ได้ก็รับเอาถ้วยสุรามากินแล้วลาพระยายม พระยายมให้ทูตในเมืองนรกทั้งสองมาส่ง ครั้นถึงก็พอตกใจตื่นจึ่งรู้ว่า นิมิตฝัน แล้วบอกเล่าให้คนทั้งหลายฟัง จึ่งมีผู้จดหมายถ้อยคำไว้จนทุกวันนี้ จะจริงแลเท็จอยู่กับผู้กล่าว เรื่องสามก๊กอิ๋นจบแต่เท่านี้




หน้า ๔๔๘–๔๕๐ ขึ้นลง



Thai government Garuda emblem (Version 1).svg


คำสั่งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรม

เนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓

ที่ ๒/๒๕๔๓

เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธี

สมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช




ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๔๐/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๓ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรมเนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓ ขึ้น และให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือการจัดการหรือกิจกรรมตามที่เห็นสมควรนั้น

เพื่อให้การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ จึงให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประกอบด้วย

คณะกรรมการที่ปรึกษา
๑. ราชเลขาธิการ
๒. เลขาธิการพระราชวัง
๓. เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
๔. ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
๕. นายทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา
คณะกรรมการ
๑. อธิบดีกรมศิลปากร ประธานกรรมการ
๒. รองอธิบดีกรมศิลปากร (นางกนกพร อรรคราภรณ์) รองประธานกรรมการ
๓. นายเสรี หวังในธรรม กรรมการ
๔. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ (นายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์) กรรมการ
๕. นายปกรณ์ สัตยวริช กรรมการ
๖. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ (นางสายไหม จบกลศึก) กรรมการ
๗. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ (นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์) กรรมการ
๘. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ (นางสาวศิละลีย์ ภู่เพ็ชร์) กรรมการ
๙. ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ กรรมการ
๑๐. ผู้อำนวยการสถาบันศิลปกรรม กรรมการ
๑๑. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรรมการ
๑๒. ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรรมการ
๑๓. ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมเอกลักษณะของชาติ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ กรรมการ
๑๔. เลขานุการกรมศิลปากร กรรมการ
๑๕. ผู้อำนวยการส่วนภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติ กรรมการ
๑๖. หัวหน้าฝ่ายเอกสารสำคัญ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรรมการ
๑๗. หัวหน้าฝ่ายบันทึกเหตุการณ์ หอจดหมายเหตุแห่งช กรรมการ
๑๘. หัวหน้าฝ่ายเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรมศิลปากร กรรมการ
๑๙. หัวหน้ากลุ่มงานประวัติศาสตร์ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรรมการ
๒๐. หัวหน้ากลุ่มงานวรรณกรรม กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรรมการ
๒๑. หัวหน้ากลุ่มงานแปลและเรียบเรียง กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรรมการ
๒๒. หัวหน้ากลุ่มงานวัฒนธรรมและจารีตประเพณี กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรรมการและเลขานุการ
๒๓. นางจินตนา กระบวนแสง กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
๒๔. นางสาวบุหลง ศรีกนก กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

๑.   กำหนดแนวทางในการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

๒.   จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

๓.   รายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรมเนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓ ทราบเป็นระยะ

๔.   ให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น

๕.   ดำเนินงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


สั่ง ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓


ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรมเนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓




หน้า ๔๕๑–๔๕๒ ขึ้นลง



Thai government Garuda emblem (Version 1).svg


คำสั่งกรมศิลปากร

ที่ ๒๒๓/๒๕๔๓

เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช




ตามมติคณะกรรมการอำนวยการจัดงานหรือกิจกรรมเนื่องในวโรกาสสำคัญในพุทธศักราช ๒๕๔๓ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๓ วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๓ ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปโดยความเรียบร้อยบรรลุตามวัตถุประสงค์ จึงแต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นคณะทำงาน ประกอบด้วย

คณะกรรมการที่ปรึกษา
๑. นายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์
๒. นางสายไหม จบกลศึก
๓. นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์
๔. นางสาวศิวะลีย์ ภู่เพ็ชร์
คณะกรรมการ
๑. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ประธานคณะทำงาน
๒. นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต รองประธานคณะทำงาน
๓. ผู้แทนสำนักพระราชวัง (นางสาวเพลินพิศ กำราญ) คณะทำงาน
๔. ผู้แทนสำนักราชเลขาธิการ (นางสาวณัชชา เลาหะศิรินาถ) คณะทำงาน
๕. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นายวิกรม คัยนันทน์) คณะทำงาน
๖. นายจาตุรงค์ มนตรีศาสตร์ คณะทำงาน
๗. นายสมชาย ณ นครพนม คณะทำงาน
๘. นายชะเอม แก้วคล้าย คณะทำงาน
๙. นางสุนิสา มั่นคง คณะทำงาน
๑๐. นางสาวอรสรา สายบัว คณะทำงาน
๑๑. นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ คณะทำงาน
๑๒. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ คณะทำงาน
๑๓. นางสาวเสาวลักษณ์ กีชานนท์ คณะทำงาน
๑๔. นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย คณะทำงาน
๑๕. นางสาวธีรดา ธีรเดช คณะทำงาน
๑๖. นางสาวศิริพร ภาณุรัตน์ คณะทำงาน
๑๗. นางสาวนันทวัน สาวนายน คณะทำงาน
๑๘. นางสาวฉัตราภรณ์ จินดาเดช คณะทำงาน
๑๙. นางสาวบุหลง ศรีกนก คณะทำงานและเลขานุการ
๒๐. นางสาวศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์ คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้คณะทำงานมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดเนื้อหา จัดทำต้นฉบับ และดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


สั่ง ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓


นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น

อธิบดีกรมศิลปากร





หน้า ๔๕๘–๔๖๒ ขึ้น



Thai government Garuda emblem (Version 1).svg


คำสั่งกรมศิลปากร

ที่ ๕๑๓/๒๕๔๓

เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะบรรณาธิการจัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในพระราชพิธีสมมงคล

พระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช




ตามคำสั่งประธานคณะกรรมการจัดทำหนังสือและจดหมายเหตุเนื่องในพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำหนังสือฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศลเนื่องในพระราชพิธีดังกล่าวแล้วนั้น เพื่อให้การจัดทำหนังสือสำเร็จลุล่วงด้วยดี จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาและคณะบรรณาธิการจัดทำหนังสือเรื่องต่าง ๆ ดังนี้


๑. เรื่อง ตำราพิไชยสงคราม รัชกาลที่ ๑

ที่ปรึกษา
๑. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
๒. พลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี
๓. นายจุลทรรศน์ พยาฆรานนท์
๔. พันเอก อำนาจ พุกศรีสุข
๕. นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์
๖. นางสาวศิวะลีย์ ภู่เพ็ชร์
๗. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
คณะบรรณาธิการ
๑. ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ ประธาน
๒. ผู้อำนวยการส่วนภาษาโบราณ รองประธาน
๓. นายเทิม มีเต็ม
๔. นางสาวศิรินันท์ บุญศิริ
๕. นางสาวจตุพร ศิริสัมพันธ์
๖. นายบุญเตือน ศรีวรพจน์
๗. นายวัฒนะ บุญจับ
๘. นางสาวรัชนี ทรัพย์วิจิตร
๙. นางสาวลำดวน เทียรฆนิธิกูล
๑๐. นางจันทร์ฉาย ประพันธ์พจน์
๑๑. นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย
๑๒. นายสุรสิทธิ์ ไทยรัตน์
๑๓. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ เลขานุการ
๑๔. นายสมภพ มีสบาย ผู้ช่วยเลขานุการ


๒. เรื่อง ตำรา ๑๒ เดือน คัดแต่สมุดขุนทิพมนเทียรชาววังไว้

ที่ปรึกษา
๑. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
๒. พลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี
๓. นายจุลทรรศน์ พยาฆรานนท์
๔. นายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์
๕. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
คณะบรรณาธิการ
๑. ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ ประธาน
๒. ผู้อำนวยการส่วนภาษาโบราณ รองประธาน
๓. นายชะเอม แก้วคล้าย
๔. นายประทุม ชุ่มเพ็งพันธ์
๕. นายเทิม มีเต็ม
๖. นางสุนิสา มั่นคง
๗. นางจันทร์ฉาย ประพันธ์พจน์
๘. นางสาวศิริพร ภาณุรัตน์
๙. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ เลขานุการ
๑๐. นายจุง ดิบประโคน ผู้ช่วยเลขานุการ


๓. ตำราช้าง ฉบับรัชกาลที่ ๑

ที่ปรึกษา
๑. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
๒. พลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี
๓. นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์
๔. นางณัฏฐภัทร จันทวิช
๕. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
คณะบรรณาธิการ
๑. ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติ ประธาน
๒. ผู้อำนวยการส่วนภาษาโบราณ รองประธาน
๓. นางสาวจตุพร ศิริสัมพันธ์
๔. นายเกษียร มะปะโม
๕. นางพรพิมล แสงทับ
๖. นางสาวน้ำทิพย์ นงค์สูงเนิน
๗. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ เลขานุการ
๘. นางสาวเอมอร เชาวน์สวน ผู้ช่วยเลขานุการ


๔. จดหมายเหตุเรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์

ที่ปรึกษา
๑. นายเศวต ธนประดิษฐ์
๒. นางสาวเพลินพิศ กำราญ
๓. นายประสบโชค อ่อนกอ
คณะบรรณาธิการ
๑. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ประธาน
๒. นางเรวดี ฐิตะโลหิต รองประธาน
๓. นางทองเพียร สารมาศ
๔. นายบุญเตือน ศรีวรพจน์
๕. นายภุชชงค์ จันทวิช
๖. นายสุพัฒน์ แผ่พร
๗. นางสาวธีรดา ธีรเดช เลขานุการ
๘. นายสถาพร ดงขุนทศ ผู้ช่วยเลขานุการ


๕. เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์

ที่ปรึกษา
๑. พระธรรมราชานุวัตร[46]
๒. นายเศวต ธนประดิษฐ์
๓. นางสายไหม จบกลศึก
๔. นายปกรณ์ ตันสกุล
๕. นายสนติ์ แสวงบุญ
คณะบรรณาธิการ
๑. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ประธาน
๒. นายประสิทธิ์ แสงทับ รองประธาน
๓. นางศันสนีย์ วีระศิลปชัย
๔. นางทองเพียร สารมาศ
๕. นางสาวศุกลรัตน์ ธาราศักดิ์
๖. นางสาวเสาวลักษณ์ กีชานนท์
๗. นางสาวนันทวัน สาวนายน เลขานุการ
๘. นางสาวฉัตราภรณ์ จินดาเดช ผู้ช่วยเลขานุการ


๖. เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์

ที่ปรึกษา
๑. ท่านผู้หญิงวรุณยุพา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
๒. พลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี
๓. นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์
คณะบรรณาธิการ
๑. ผู้อำนวยการกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ประธาน
๒. นางสาวศิรินันท์ บุญศิริ รองประธาน
๓. นางนุชนารถ กิจงาม
๔. นางสาวราศี บุรุษรัตนพันธุ์
๕. นางสาวลำดวน เทียรฆนิธิกูล
๖. นางจุฑาทิพย์ อังศุสิงห์
๗. นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย เลขานุการ
๘. นางสาวศิริพร ภาณุรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการ


๗. เรื่อง ชิดก๊กไซ่ฮั่น

ที่ปรึกษา
๑. นายบรรเจิด อินทุจรรยงค์
๒. นายถาวร สิกขโกศล
๓. นางสุวดี จงสถิตย์วัฒนา
คณะบรรณาธิการ
๑. นายวัฒนะ บุญจับ ประธาน
๒. นางดาวรัตน์ ชูทรัพย์ รองประธาน
๓. นางสาวอรสรา สายบัว เลขานุการ
๔. นางสาวธิดาเพ็ญ เข็มสว่าง ผู้ช่วยเลขานุการ


สั่ง ณ วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓


นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น

อธิบดีกรมศิลปากร

ประธานกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่า

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช




เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร เจริญพานิช) ฉายา ติสฺสานุกโร
  2. "ซีฮั่นทงสูเอี่ยนอี้" คือ "ซีฮั่นทงสูหยั่นอี้" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (西汉通俗演义 Xīhàn Tōngsú Yǎnyì) แปลว่า เรื่องฮั่นตะวันตกสำหรับประชาชน (Popular Stories of Western Han)
  3. "ตั้งฮั่น" สำเนียงกลางว่า "ตงฮั่น" (東漢 Dōng Hàn)
  4. "จิงอุ้ย" สำเนียงกลางว่า "เจิน เหว่ย" (甄伟 Zhēn Wěi)
  5. "จงซานจีว์ซื่อ" คือ "จงชันจฺวีชื่อ" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (钟山居士 Zhōng Shān Jūshì) แปลว่า นักพรตเขาระฆัง (Hermit of Mount Bell)
  6. "หนันจิง" (南京 Nánjīng)
  7. "ล่อกวนตง" สำเนียงกลางว่า "หลัว กวั้นจง" (羅貫中 Luó Guànzhōng)
  8. "ว่านลี่" (萬曆 Wànlì)
  9. "สามก๊กทงซกเอี้ยนหงี" สำเนียงกลางว่า "ซันกั๋วทงสูหยั่นอี้" (三國通俗演义 Sānguó Tōngsú Yǎnyì) แปลว่า เรื่องสามแผ่นดินสำหรับประชาชน (Popular Romance of the Three Kingdoms)
  10. "สามก๊กจี่เพ่งอ่วย" สำเนียงกลางว่า "ซันกั๋วจื้อผิงฮว่า" (三國志平話 Sānguózhì Pínghuà) แปลว่า เรื่องจดหมายเหตุสามแผ่นดิน (Story of Records of the Three Kingdoms)
  11. "เล่าปัง" สำเนียงกลางว่า "หลิว ปัง" (劉邦 Liú Bāng)
  12. "ห้างอี๋" สำเนียงกลางว่า "เซียง อฺวี่" (項羽 Xiàng Yǔ)
  13. "ฮั่นสิน" สำเนียงกลางว่า "หัน ซิ่น" (韓信 Hán Xìn)
  14. "สามก๊ก" สำเนียงกลางว่า "ซันกั๋ว" (三國 Sān Guó) แปลว่า สามแผ่นดิน (Three Kingdoms)
  15. "ซ้องกั๋ง" สำเนียงกลางว่า "ซ่งเจียง" (宋江 Sòng Jiāng)
  16. "สุยหู่จ้วน" คือ "ฉุยหู่จ้วน" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (水浒传 Shuǐhǔ Zhuàn) แปลว่า เรื่องชาวบึง (Tale of the Marshes) ภาษาอังกฤษแปลชื่อไว้หลายสำนวนต่างกันแต่ความหมายทำนองเดียวกัน เช่น Outlaws of the Marsh ("ผู้ร้ายแห่งลุ่มน้ำ"), Men of the Marshes ("ชาวห้วยละหาน") และ Water Margin ("ริมคุ้งน้ำ")
  17. "ไซอิ๋ว" สำเนียงกลางว่า "ซีโหยว" (西遊 Xīyóu) แปลว่า สู่ชมพูทวีป (Journey to the West)
  18. "จินผิงเหมย" คือ "จินผิงเหมย์" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (金瓶梅 Jīnpíngméi) แปลว่า ดอกบ๊วยในแจกันทอง (The Plum in the Golden Vase)
  19. "เลียดก๊ก" สำเนียงกลางว่า "จั้นกั๋ว" (战国 Zhànguó) มีความหมายตรงตัวว่า รณรัฐ (Warring States)
  20. "ฮกเกี้ยน" สำเนียงกลางว่า "ฝูเจี้ยน" (福建 Fújiàn)
  21. "หมิ่น" (閩 Mǐn)
  22. "ฮกจิ๋ว" (Hók-ciŭ) สำเนียงกลางว่า "ฝูโจว" (福州 Fúzhōu)
  23. "เอ้หมึง" (Ē-mn̂g) สำเนียงกลางว่า "เซี่ยเหมิน" (厦门 Xiàmén)
  24. "ซาน" คือ "ชัน" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (山 shān)
  25. "เกียงหอ" สำเนียงกลางว่า "เจียงเหอ" (江河 Jiānghé)
  26. "ซุนบู๊จู๋" สำเนียงกลางว่า "ซุน อู่ จื่อ" (孫武子 Sūn Wǔ Zǐ) แปลว่า อาจารย์ซุน อู่ (Master Sun Wu)
  27. "เกียงจูแหย" สำเนียงกลางว่า "เจียง จื่อหยา" (姜子牙 Jiāng Zǐyá)
  28. "เจียงไท่กง" (姜太公 Jiāng Tàigōng) แปลว่า เจ้าพระยาเจียง (Grand Duke Jiang)
  29. "เกียงสง" สำเนียงกลางว่า "เจียง ชั่ง" (姜尚 Jiāng Shàng)
  30. "เตียวเหลียง" สำเนียงกลางว่า "จัง เหลียง" (張良 Zhāng Liáng)
  31. "ซันกั๋วอิน" (三國因 Sānguó Yīn) แปลว่า เหตุสามแผ่นดิน (Cause of the Three Kingdoms)
  32. "จุ้ยเย่ว์ซันเหริน" คือ "จุ้ยเยฺว่ชันเหริน" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (醉月山人 Zuì Yuè Shān Rén)
  33. "คนภูเขาเมาจันทร์" ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Drinking-Luna Hermit" หรือ "Drinking-Moon Recluse" หมายความว่า นักพรตดื่มจันทร์ ทั้งนี้ คำว่า "คนภูเขา" (山人) หมายถึง นักพรต หรือฤๅษี
  34. "กวง" หมายถึง กวังซฺวี่ (光绪 Guāngxù)
  35. "ซูสีไทเฮา" สำเนียงกลางว่า "ฉือสี่ไท่โฮ่ว" (慈禧太后 Cíxǐ Tàihòu) แปลว่า พระพันปีฉือสี่ (Empress Dowager Cixi)
  36. "สุมาเหมาพิพากษาคดีในยมโลก" ฉบับแปลอังกฤษใช้ชื่อว่า Sima Mao Disrupts Order in the Underworld and Sits in Judgement ("ซือหม่า เหมา ก่อกวนยมโลกและนั่งบัลลังก์พิพากษา") เป็นนิทานเรื่องที่สามสิบในชุด ยฺวี่ชื่อหมิงหยัน (喻世明言 Yùshì Míngyán) แปลว่า ถ้อยประเสริฐประศาสน์โลก (Illustrious Words to Instruct the World)
  37. "เฝิง เมิ่งหลง" (馮夢龍 Féng Mènglóng)
  38. "อู่ไต่สื่อผิงฮั่ว" คือ "อู่ไต้ฉื่อผิงฮว่า" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (五代史評話 Wǔ Dài Shǐ Píng Huà) แปลว่า ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ทั้งห้า (Five Dynasties History)
  39. "หมิง" (名 míng)
  40. "จื้อ" (字 ) ภาษาอังกฤษใช้ว่า "courtesy name"
  41. "เฮ่า" (號 hào) ภาษาอังกฤษใช้ว่า "art name"
  42. "เปี๋ยเฮ่า" (別號 bié hào) แปลว่า สมนาม (alias)
  43. "ไว่เฮ่า" (外号 wài hào) แปลว่า ชื่อเล่น (nickname)
  44. "ซูเฮ่า" คือ "ชูเฮ่า" เมื่อทับศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน (書號 shū hào) ภาษาอังกฤษใช้ว่า "school name"
  45. วันพฤหัสบดี ขึ้นเก้าค่ำ เดือนหก จ.ศ. ๑๒๔๗ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๘ [ชิดก๊กไซ่ฮั่น. (๒๕๔๕). (พิมพ์ครั้งที่ ๖). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. ISBN 9744175354. หน้า ๓๙๓.]
  46. พระธรรมราชานุวัตร (กมล ลิ้มศิริชัย) ฉายา โกวิโท

ดูเพิ่ม[แก้ไข]




ขึ้น

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"