เมืองที่ตั้งศาล แลศาลแขวงบังคับคดีตามอำนาจได้แต่ในท้องที่ซึ่งผู้บัญชาการเมือง (คือข้าหลวงเทศาภิบาล ฤๅผู้ว่าราชการเมืองเมื่อได้รับอนุมัติของข้าหลวงเทศาภิบาล) จะกำหนดแขวงให้ว่ากล่าวมากน้อยเท่าใดก็ได้
มาตรา๙ในท้องที่ซึ่งศาลใดได้บังคับคดีอยู่โดยอำนาจนั้น จะพิจารณาและพิพากษาคดีอยู่ท้องที่ตำบลเดียว ฤๅจะย้ายที่ไปตำบลอื่นเพื่อให้สดวกในการพิจารณาแลสืบสวนพิพากษาคดี ฤๅเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เมื่อผู้บัญชาการเมืองเห็นสมควร ฤๅผู้พิพากษาเห็นสมควรโดยอนุมัติของผู้บัญชาการเมืองแล้ว ก็ย้ายที่ศาลไปได้
มาตรา๑๐ผู้พิพากษาสำหรับชั้นพิจารณาแลพิพากษาคดีตามหัวเมืองมีตำแหน่งโดยลำดับกันเปน ๓ ชั้น คือ
๑ผู้พิพากษาชั้นที่ ๑ ถือศักดินา ๓๐๐๐ ไร่
๒ผู้พิพากษาชั้นที่ ๒ ถือศักดินา ๑๐๐๐ ไร่
๓ผู้พิพากษาชั้นที่ ๓ ถือศักดินา ๖๐๐ ไร่
มาตรา๑๑การที่จะตั้งฤๅจะเลื่อนจะเปลี่ยนผู้พิพากษาตามหัวเมืองนี้ เปนน่าที่ของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมจะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลแลรับพระบรมราชโองการไปจัดการนั้น ในการที่เกี่ยวแก่ตั้งฤๅเลื่อนฤๅเปลี่ยนผู้พิพากษาตามหัวเมืองซึ่งข้าหลวงเทศาภิบาลจะต้องชี้แจงประการใด ให้มีใบบอกเข้ามายังเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
มาตรา๑๒ผู้พิพากษาชั้นที่สามมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ๑ที่จะออกหมายฤๅสั่งให้จับผู้ต้องหาในคดีมีโทษหลวง
ข้อ๒ที่จะบังคับส่งตัวคนไปต่างแขวงตามสูตรนารายน์
ข้อ๓ที่จะออกหมายฤๅมีคำสั่งให้ค้นของกลางในคดีซึ่งมีโทษหลวง
ข้อ๔ที่จะออกหมายเรียกคู่ความแลพยานในคดีซึ่งมีอำนาจที่จะพิจารณาได้
ข้อ๕ที่จะไต่สวนคดีมีโทษหลวง
ข้อ๖ที่จะพิจารณาแลพิพากษาคดีมีโทษหลวงชั้นลหุโทษซึ่งอาญาจำไม่เกินเดือน ๑ ฤๅปรับไหมไม่เกิน ๕๐ บาท
ข้อ๗ที่จะพิจารณาแลพิพากษา