ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:คำพิพากษาคดีกบฏ - กรมโฆษณาการ - ๒๔๘๒.pdf/18

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๕

ฐานกบฏเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยใช้กำลังบังคับ” ไม่มีข้อความจำกัดดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติอีก ๒ ฉะบับที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้น ศาลนี้จึงเห็นว่าบรรดาความผิดฐานกบฏเพื่ือที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และเปลี่ยนแปลงรัฐบาลด้วยใช้กำลังบังคับที่ได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้พราราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ พ.ศ. ๒๔๗๖ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ พ.ศ. ๒๔๗๖ แก้ไชเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๘ นั้น ศาลนี้ทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษา ข้อคัดค้านของพระยาวิชิตสรไกร จำเลยจึ่งฟังไม่ขึ้น

ก่อนที่จะพิจารณาพิพากษาชี้ขาดข้อเท็จจริง เป็นการสมควรที่จะหยิบยกพฤติการณ์บางประการตั้งแต่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองขึ้นมา่กล่าว เพื่อจะได้เอามาประกอบกับทางพิจารณา จะกระทำให้ข้อเท็จจริงในคดีนี้กระจ่างยิ่งขึ้น ความข้อนี้ปรากฏจากถ้อยคำของนายพลตรี พระยาพหลพลพยุหเสนา, นายพลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ร.น., นายนาวาเอก หลวงธำรงนาวาสวัสดิ ร.น., นายพันเอก หลวงเสรีเริงฤทธิ, หลวงนฤเบศร์มานิต, หลวงประดิษฐมนูธรรม, นายพันโท ประยูร ภมรมนตรี, นายสงวน ตุลารักษ์, นายพันตำรวจโท ขุนศรีศราก และนายพันตรี ขุนสุจริตรณการ พะยานโจทก์ว่า

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน, นายพลตรี พระยาพหลพลพยุหเสนา, นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช, นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์, นายพันเอก พระประศาสน์พิทยายุทธ, นายพลตรี หลวงพิบูลสงครา และนายร้อยเอก หลวงทัศนัยนิยมศึก เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารบก นายพลเรือตรี หลวงสินธุสงครามชัย ร.น. เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารเรือ หัวหน้าดั่งกล่าวแล้วได้ประชุมกันถึงเรื่องที่จะยึดอำนาจการปกครอง แต่พระยาฤทธิอัคเนย์เป็นผู้ที่ใจคอไม่แน่นอน ได้เข้าประชุมด้วยครั้งเดียว ภายหลัง