ครบ ๑๕ วันแล้วพระยาพหลพลพยุหเสนาไม่ยอมรับ พระปกเกล้าฯ รับสั่งว่าได้ทำงานการไปเป็นที่เรียบร้อยขอให้เป็นต่อไปอีก พระยาพหลพลพยุหเสนาจึงจำใจต้องรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อมา การที่พระปกเกล้าฯ ขะยั้นขะยอขอให้พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาเช่นนี้อีกก็เพื่อจะให้พระยาพหลพลพยุหเสนาทำเสียให้แย่ เมื่อทำไม่ไหวแล้วก็คงจะปล่อยการปกครองให้เป็นไปตามรูปเดิม
ก่อนเกิดกบฏ พ.ศ. ๒๔๗๖ พระปกเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงษ์มาพูดทาบทามพระยาพหลพลพยุหเสนาว่าจะพระราชทานเงินให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่พระยาพหลพลพยุหเสนามาคิดว่า การที่จะพระราชทานคงต้องการแลกเปลี่ยนอะไรสักอย่างหนึ่งในเรื่องการเมือง จึงไม่ยอมรับ
เมื่อยึดอำนาจการปกครองครั้งที่ ๒ แล้ว ในตอนต้นพระยาฤทธิ์อัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ได้กลับเข้ารับราชการอีก ส่วนพระยาทรงสุรเดชหายอมกลับเข้ารับราชการไม่ เพราะตำแหน่งที่พระยาทรงสุรเดชต้องการนั้นไม่ถูกต้องตามความประสงค์ พระยาทรงสุรเดชจะต้องการตำแหน่งบังคับบัญชาทหาร เช่นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นต้น ส่วนพระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้ไปอยู่ที่ชายทะเลตำบลบ้านชะอำ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้บอกกับนายพันโทประยูร ภมรมนตรีว่า ให้ระวังตัวเพราะจะเกิดการกบฏใหญ่โต มีเจ้านายที่คิดการครั้งนี้ เช่น กรมพระสวัสดิ์ฯ และข้าราชการทหาร เช่นพระยาเสนาสงครามเป็นต้น แล้วนายพันโท ประยูร ภมรมนตรี จีงได้เล่าให้หลวงอดุลเดชจรัสฟัง รุ่งขึ้นนายพันโท ประยูร ได้ไปหาพระยาฤทธิ์อัคเนย์เพื่อจะเล่าถึงเรื่องที่จะเกิดกบฏให้ฟัง พระยาฤทธิ์อัคเนย์ตอบว่าทราบแล้ว ได้มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่และชั้นผู้บังคับกองพันมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเป็นเวลาจวนตัวแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ทัน ต้องรวมเป็นพวกเดียวกันเสียแล้วไปแก้ไขเอาข้างหน้า เราได้กอดคอกันมาแล้วต้องช่วยกัน ทางฝ่ายทหารบกต้องพึ่งพระยา