ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (4) 2483.djvu/29

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ได้พิสูจน์อักษรแล้ว
23
ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย

ประโยชน์ได้ ในข้อนี้การห้ามมิให้ซื้อขายกันยังเป็นบทบัญญัติอยู่จนทุกวันนี้[1]

20.แต่ส่วนแปลงที่ทำเป็นนาเป็นสวนแล้ว การห้ามมิให้ซื้อขายนั้นมิได้ถือกันอย่างเคร่งครัด และในไม่ช้าบทบัญญัตินั้นก็กลายเป็นหมันไป

ประการหนึ่งเป็นที่สงสัยว่าแม้ดั้งเดิมข้อห้ามนี้จะได้กินความถึงที่ ๆ มีเรือนปลูกอยู่ เพราะตามพระอัยยการเบ็ดเสร็จ บทที่ ๕๖ ซึ่งเป็นบทอันเก่าแก่ ได้ความว่าเจ้าของที่เหย้าเรือนมีสิทธิยกที่นั้นให้แก่ผู้อื่นได้ ฉะนั้นจึงน่าสันนิษฐานได้ว่าเจ้าของมีสิทธิที่จะขายได้ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็ตรงกับธรรมเนียมโบราณของชนเชื้อชาติไทยดังกล่าวมาแล้ว

อีกประการหนึ่งสำหรับที่ ๆ ปลูกต้นไม้อันมีผล แม้ในสมัยที่ยังห้ามซื้อขายที่ดิน ผู้ที่ได้เข้าครอบครองแทนผู้ละทิ้งต้องเสียบำเหน็จสำหรับค่าทำโคกและต้นไม้ที่ปลูกให้แก่เจ้าของเดิม (เบ็ดเสร็จ ๕๒ วรรคท้าย) บทบัญญัตินี้ก็ดำเนินตามหลักยุตติธรรมที่ว่าเจ้าของเดิมควรได้รับค่าชดเชยเพื่อการงานที่ได้ทำให้ที่นั้นเกิดประโยชน์ แต่การชดเชยเช่นนี้มีลักษณะคล้ายกันกับการซื้อขายนั่นเอง เพราะในสมัยที่มีที่ดินว่างเปล่ามาก ที่ดินย่อมมีราคาก็ต่อเมื่อมีคนมาจัดทำประโยชน์ขึ้น ฉะนั้นบทบัญญัตินี้แสดงถึงความก้าวหน้าในการที่จะปล่อยให้ราษฎรมีสิทธิซื้อขายที่กันได้

21.อย่างไรก็ดีตามหนังสือของลาลูแบร์ปรากฏว่าในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ราษฎรซื้อขายที่กันได้โดยไม่มีข้อห้าม ยิ่งกว่านี้ลาลูแบร์ยังกล่าวอีกว่ากฎหมายเองอนุญาตให้ซื้อขายกันได้[2] และความจริงในกฎหมายเก่ามีบทมาตราหลายบทซึ่งระบุไร่นาเรือกสวนในบรรดาทรัพย์ต่าง ๆ ที่รวมเป็นกองสมบัติของราษฎรพร้อมด้วยทาษช้างม้าโคกระบือสรรพสัตว์อื่น ๆ ถ้าได้ในระหว่างเป็นสามีภริยากันก็ตกเป็นสินสมรส (ผัวเมีย ๗๒ วรรคสุดท้าย)[3] เมื่อเจ้าของตายแล้วตกเป็นทรัพย์มฤดกเหมือนทรัพย์อื่น (มฤดก ๓) เป็นที่ยกให้ในพินัยกรรม์ได้ (มฤดก คำปรารภปี ๑๑๕๘ และบทที่ ๔๙) เป็นที่จำนำได้ (เบ็ดเสร็จ ๗) 


  1. ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ":0"
  2. ↑ Du Royaume de Siam เล่ม ๑ หน้า ๑๖๐
  3. ↑ แต่ประโยคที่ว่าให้คิดเอาไร่นาเป็นสมรสนั้น ก็น่าเชื่อว่าเป็นข้อเพิ่มเติมขึ้นในภายหลังต่อจากที่บัญญัติไว้เดิม
ม.ธ.ก.