๔ มาตราหนึ่ง ผู้มีอรรถคดีทังสองเปนความกันอ้างพญาณ ฝ่ายค่างหนึ่งอ้างได้ทิพญาณก็ดี อุดรพญาณก็ดี อุตริพญาณก็ดี ท่านให้พิดเคราะดูคำพญาณ ๓ ประการนี้ไซ้ ถ้าว่าสมด้วยผู้อ้าง ให้พึงพิจารณาดูผู้มีอรรถคดีทังสองนั้น ผู้ใดเปนอุก ผู้ใดหมีได้เปนอุก ให้พิภากษาตามโทษนั้นเถิด
๕ อนึ่งทังสองอ้างพญาณร่วมกันอันเดียว ถ้าสมข้างผู้ใด ให้เอาข้างผู้นั้นเปนชณะแก่ความ ท่านเรียกว่าสมพญาณ ถ้าสมพญาณมีพิรุท ท่านเรียกว่าอะสมพญาณ ท่านว่าหมีเปนชณะแก่ความ ให้เลงดูเขาทังสองสถานนี้ ให้พญาณนั้นพิสูทตัวเอง ถ้าชณะแก่พิสูทแล้วเปนชณะแก่ความ กล่าวมาทังนี้ชื่อว่าสมพญาณอะสมพญาณ
๖ อนึ่งถ้า โจท
จำเลย อ้างพญาณต่าง ๆ กัน ชื่อนา ๆ พญาณ ถ้าอ้างร่วมกัน ชื่อสมะพญาณ สมคำผู้ใดเปนชณะแก่ความ ถ้าพิรุทไซ้ ชื่ออะสมพญาณ หมีเปนชนะแก่ความ ให้ใคร่ดูทิพพญาณ อุดร
อุตริ พญาณที่จะฟังได้หฤๅหมีได้ ให้ฟังเอาแต่ที่อันจริง ถ้าผู้หนึ่งอ้างพญาณ ครั้นไปเผชิญพญาณ ๆ ให้การว่ามีผู้รู้เหนได้ยินเปน ๓ ต่อออกไป ชื่อโยนพญาน สมดังคำอ้าง ฟังเอาเปนพญาณได้