ขณะนั้นมังยอดฟ้าซึ่งเป็นพระอนุชาพระเจ้าภุกาม ๆ ให้ไปกินเมืองตะเคิงนั้นซ่องสุมผู้คนไว้ได้มากแล้ว ก็คิดกบฏแข็งเมืองขึ้นเป็นศึกกันอยู่ถึงเจ็ดปี
ฝ่ายอขมะมอญได้ช้างพลายตระกูลสีแดงเล็บครบ เป็นช้างชาติอุโบสถตัวหนึ่งมีกำลังมาก ครั้นอยู่มาช้างนั้นตาย อขมะมอญจึงให้ถอดเอางานั้นมาเลื่อยทำเป็นโครงกูบเรือ เหลือเศษอยู่นั้นให้เอามาทำเป็นแหวนเครื่องใส่มือถืออยู่ ตั้งแต่ช้างนั้นตายแล้ว ตะบเดชะอขมะมอญนั้นก็เสื่อมลง
ครั้นอยู่มา ฝ่ายลักขะยาพยูซึ่งเป็นน้องเมียสมิงอขมะมอญนั้น ปลูกเรือนฝากระดาน ครั้นเสร็จแล้วเมื่อจะขึ้นเรือนนั้น ลักขะยาพยูจึงว่าแก่สมิงอขมะมอญว่า ข้าพเจ้าปลูกเรือนใหญ่ขึ้นได้ถึงเพียงนี้ก็เพราะบุญญาธิการของท่าน ขอเชิญท่านลงไปเหยียบเรือนข้าพเจ้าให้เป็นเกียรติยศไว้ จะได้ลือชาปรากฎไปทั่วพระนครอันนี้ สมิงอขมะมอญก็มีความกรุณาแก่ลักขะยาพยู ครั้นเวลาได้ฤกษ์ดีแล้ว ก็ลงไปยังเรือนลักขะยาพยู เพื่อจะให้เป็นเกียรติยศแก่น้องเมียของตน
ฝ่ายลักขะยาพยูตกแต่งเครื่องบรรณาการไว้แล้ว ซ่อนหน้าเสียมิได้ออกมาหา ให้แต่ภรรยาแลผู้คนบ่าวไพร่มาหมอบเฝ้ารับเสด็จอยู่ ฝ่ายสมิงอขมะมอญเห็น จึงว่า เรือนมันสนุกยิ่งกว่าเรือนเราอันเป็นพระยาอีก ว่าแล้วก็กลับขึ้นมายังเรือนหลวง นางอัครมเหษีจึงทูลถามถึงสองครั้งสามครั้ง ว่าเหตุไฉนพระองค์จึงเสด็จมาเร็วนัก สมิงอขมะมอญก็มิได้ออกวาจาประการใด นางอัครมเหษีจึงให้สาวใช้คนสนิทลงไปถามเมียลักขะยาพยูว่า ท่านทั้งปวงเพ็ดทูลประการใดจึงทรงพระโกรธ