ฝ่ายอำมาตย์คนหนึ่งนั้น มีบุตรคนหนึ่งชื่อว่ามะสามบุญ ๆ มีลูกหญิงสี่คน ๆ หนึ่งชื่อว่ามุเอียด คนหนึ่งชื่อว่ามุกอ คนหนึ่งชื่อว่ามุชีพ คนหนึ่งชื่อว่า มุเตียว ทั้งสี่คนนั้นอำมาตย์ผู้เป็นบิดาเอาขึ้นไปถวายพระเจ้าอู่ ๆ รับเอาไว้คนหนึ่งชื่อว่ามุเตียว เป็นน้องที่สุดแล้วพระราชทานให้มังลังกา ตั้งมังลังกาเป็นยี่กองสิน ให้ไปกินเมืองพะโค และมุเตียวนั้นมีบุตรคนหนึ่งชื่อว่าบุญลาภ ครั้นจำเริญอายุขึ้นมา พระเจ้าอู่โปรดให้ไปกินเมืองตะเกิง พระเจ้าอู่เสวยราชได้สามปี ในศักราช ๗๑๐ ปี พระเจ้าเชียงใหม่จึงแต่งกองทัพแปดทัพ ๆ ละหมื่น ให้อูพิดเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเมาะตะมะ และกองทัพยกไปตีเมืองสะโตง เมืองตักคลา เมืองวาน เมืองยางงิน เมืองนครเถิง เมืองเหล่านี้แตกหมดมาตั้งกองทัพอยู่ณบ้านปลายไผ่แปดทัพ ใกล้เมืองเมาตะมะทางสองร้อยเส้น ชาวเมืองเมาะตะมะออกไปหาเข้าปลาก็ขัดสน สมณชีพราหมณ์เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรก็ได้ความร้อนรนนัก จึงมาประชุมปรึกษาพร้อมกันว่า แต่ก่อนเป็นบุรพจารีตสืบมา ถ้าจะมีศึกสงครามมาแต่ประเทศทิศใด ก็ย่อมให้แต่งบวงสรวงพลีกรรมบูชาเทพยดาอารักษ์ พระเสื้อเมืองทรงเมืองกับพระยาช้างเผือก ข้าศึกก็จะพ่ายหนีไป ปะโรหิตจึงเอาเนื้อความทั้งนี้ขึ้นไปบังคมทูลพระเจ้าอู่ ๆ แจ้งแล้ว ครั้นเวลากลางคืน เทพยดาเจ้าอันรักษาพระยาช้างเผือก จึงบันดาลให้พระเจ้าอู่ทรงสุบินนิมิตว่า ให้ทำต้องกันกับปะโรหิตกราบทูล ครั้งพระเจ้าอู่ตื่นบรรทมขึ้นแจ้งในนิมิตแล้ว ก็มีความยินดีนัก จึงให้อาราธนาสมณชีพราหมณ์ ให้ปลูกศาลบวงสรวงเทพยดาอารักษ์กับโรงพระยาช้างเผือกบน
หน้า:Rachathirat 2496.djvu/50
หน้าตา