โคลงโลกนิติ/2

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โคลงโลกนิติ
๑ - ๑๐๐ ศิลาจารึกวัดพระเชตุพน
โดย: สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร
๒๐๑ - ๓๐๐
บทอาขยาน บทหลัก ระดับประถมศึกษา โคลงโลกนิติ บทที่ ๖๘, ๑๑๔, ๕๕ 
เป็นมนุษย์หรือเป็นคน โดย: สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร

โคลงโลกนิติ ฉบับศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ


 
ก ¿ · ด ๑๐๑ · ว ¿
จำสารสับปลอกเกี้ยว ตีนสาร
จำนาคมนตร์โอฬาร ผูกแท้
จำคนเพื่อใจหวาน ต่างปลอก
จำโลกนี้นั่นแล้ แต่ด้วยไมตรี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๒ · ว ¿
เรียนพระธรรมแท้ผูก ศาสนา
ปลอกผูกคชตรึงตรา ตรากหมั้น
มนตร์ดลแลหยูกยา สมรรถผูก งูแฮ
ผูกโลกทั้งหลายนั้น แน่นด้วยไมตรี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๓ · ว ¿
ผจญคนมักโกรธด้วย ไมตรี
ผจญหมู่ทรชนดี ต่อตั้ง
ผจญคนจิตโลภมี ทรัพย์เผื่อ แผ่นา
ผจญอสัตย์ให้ยั้ง หยุดด้วยสัตยา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๔ · ว ¿
รบชนะศึกได้ ในณรงค์
รบแม่เรือนตัวยง ขยาดแพ้
รบใจชักให้คง ความสัตย์
ถือว่าผู้นั้นแล้ เลิศล้ำชายชาญ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๕ · ว ¿
คนใดคนหนึ่งผู้ ใจฉกรรจ์
เคียดฆ่าคนอนันต์ หนักแท้
ไป่ปานบุรุษอัน ผจญจิต เองนา
เธียรท่านเยินยอแล้ ว่าผู้มีชัย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๖ · ว ¿
แพ้ศึกหลบหลีกได้ รอดตน
แพ้คดีทุกข์ทน ทรัพย์ผ้าย
แพ้เบี้ยค่นจนจน ตัวยาก ก็ดี
แพ้แม่เรือนทำร้าย ยากเท้าบรรลัย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๗ · ว ¿
สงครามแสวงท่วยแกล้ว อาสา
กลคดีพึงหา ท่านรู้
ยามกินรสโอชา ชวนเพื่อน กินนา
หาปราชญ์ล้ำเลิศผู้ เมื่อแก้ปริศนา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๘ · ว ¿
แสวงรู้พึงคบด้วย บัณฑิต
แสวงทรัพย์คบพาณิช ง่ายไซร้
แสวงหายศศักดิ์ชิด ชอบราช
ผิใคร่ได้ลูกไซร้ เสพส้องเมียสาว ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๐๙ · ว ¿
หายากเชิงรอบรู้ การกิจ
หายากเชิงชาญชิด ชอบใช้
หายากเช่นเชิงมิตร คุงชีพ
หายากเชิงช่างให้ ชอบน้ำใจจริง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๐ · ว ¿
ร้อยคนหาแกว่นแกล้ว กลางณรงค์
พันหนึ่งหาปัญญายง ยิ่งรู้
แสนคนเสาะคนตรง ยังยาก
ไป่เท่าคนหนึ่งผู้ อาจอ้างอวยทาน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๑ · ว ¿
ร้อยคนหาแกว่นแกล้ว กลางณรงค์
พันหนึ่งหาปัญญายง ยิ่งรู้
แสนคนเสาะคนตรง ยิ่งยาก
ไป่เท่าคนหนึ่งผู้ อาจอ้างอวยทาน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๒ · ว ¿
ช้างม้าเมียมิ่งแก้ว เงินทอง
ตัวมิตายจักปอง ย่อมได้
ชีวิตสิ่งเดียวของ หายาก
ใช่ประทีปเทียนไต้ ดับแล้วจุดคืน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๓ · ว ¿
เมื่อน้อยเรียนเร่งรู้ วิชา
ครั้นใหญ่หาสินมา สู้เหย้า
เมื่อกลางแก่ศรัทธา ทำแต่ บุญนา
ครั้งแก่แรงวอกเว้า ห่อนได้เป็นการ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๔ · ว ¿
ความรู้ดูยิ่งล้ำ สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้ เร่งรู้เรียนเอา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๕ · ว ¿
ความรู้เรียนเมื่อน้อย หนังสือ
ค่อยสมรรถจึงหัดปรือ โล่ดั้ง
รู้แล้วเลิศอย่าถือ ตนถ่อม เถิดพ่อ
บุญจักให้ใครรั้ง เริ่มรู้เป็นเอง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๖ · ว ¿
ความรู้ดูยิ่งล้ำ สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ กายอาต- มานา
โจรจักเบียนบ่ได้ เร่งรู้เรียนเอา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๗ · ว ¿
จักเรียนความรู้พิ- นิจครู
จักกล่าวภรรยาดู พวกพ้อง
จักขึ้นสู่บนภู- เขาค่อย เดินนา
จักเสพกามาพร้อง โกรธไซร้รำพึง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๘ · ว ¿
ความเพียรเป็นอริแล้ว เป็นมิตร
คร้านเกียจเป็นเพื่อนสนิท ร่วมไร้
วิชาเฉกยาติด ขมขื่น
ประมาทเหมือนดับไต้ ชั่วร้ายฤๅเห็น ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๑๙ · ว ¿
ผิรู้รู้จุ่งให้ เทียมคน
จักเงื่องเงื่องเป็นกล เงื่องแหง้
จักสุกอย่าสุกปน ดิบครึ่ง หนึ่งนา
ทางไล่ไว้หนีแก้ รอดแคล้วภัยพาล ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๐ · ว ¿
ความรู้รู้ยิ่งได้ สินศักดิ์
เป็นที่ชนพำนัก นอบนิ้ว
อย่าเกียจเกลียดหน่ายรัก เรียนต่อ
รู้ชอบใช่หอบหิ้ว เหนื่อยแพ้แรงโรย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๑ · ว ¿
วิชาเป็นเพื่อนเลี้ยง ชีวิต
ยามอยู่เรือนเมียสนิท เพื่อนร้อน
ร่างกายสหายติด ตามทุกข์ ยากนา
ธรรมหากเป็นมิตรข้อน เมื่อม้วยอาสัญ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๒ · ว ¿
เป็นชายความรู้ยิ่ง เป็นทรัพย์
ทุกประเทศมีผู้นับ อ่านอ้าง
สตรีรูปงามสรรพ เป็นทรัพย์ ตนนา
แม้ตกยากไร้ร้าง ห่อนไร้สามี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๓ · ว ¿
เห็นใดจำให้แน่ นึกหมาย
ฟังใดอย่าฟังดาย สดับหมั้น
ชนม์ยืนอย่าพึงวาย ตรองตรึก ธรรมนา
สิ่งสดับทั้งนั้น ผิดเพี้ยนเป็นครู ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๔ · ว ¿
เภตราเพียบล่มล้ม จมอรร- ณพนา
เกวียนหนักหักเพลาพลัน ง่ายไซร้
น้ำน่านซ่านตลิ่งคัน เพราะเปี่ยม เต็มแฮ
ผู้ประจาคมากให้ ทรัพย์ม้วยหมดตัว ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๕ · ว ¿
พลอดนักมักพลาดพลั้ง พลันผิด
หาญนักมักชีวิต มอดม้วย
ตรองนักมักเสียจริต จักคลั่ง
รักนักมักหลงด้วย เล่ห์ลิ้นลมหญิง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๖ · ว ¿
คนใดโผงพูดโอ้ อึงดัง
อวดว่ากล้าอย่าฟัง สัปปลี้
หมาเห่าเล่าอย่าหวัง จักขบ ใครนา
สองเหล่าเขาหมู่นี้ ชาติเชื้อเดียวกัน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๗ · ว ¿
เสือใดแรงร้ายระ พะพง
อาจอุกบุกดงยง ขบคั้น
กินสัตว์สุระทะนง ศักดิ์สาธุ์
จักฉิบหายตายหมั้น เพราะร้ายแรงทะนง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๘ · ว ¿
ลับหลังบังเบียดล้าง ลบคุณ
ต่อพักตร์ยกยอบุญ ลึกซึ้ง
คบมิตรจิตปานปุน เป็นดุจ นี้นา
กลดั่งเสพน้ำผึ้ง คลุกเคล้ายาตาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๒๙ · ว ¿
ผู้อื่นแม้ประโยชน์ไซร้ เสมอมิตร
มิตรประทุษฐ์ทำจิต เจ็บช้ำ
กายกับพยาธิชิด ใครชอบ เลยนา
รุกขชาติในป่าล้ำ เลิศให้เป็นยา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๐ · ว ¿
สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแก่ตนคน เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๑ · ว ¿
ฟักแฟงแตงเต้าถั่ว งายล
หว่านสิ่งใดให้ผล สิ่งนั้น
ทำทานหว่านกุศล ผลเพิ่ม พูนนา
ทำบาปบาปซั้นซั้น ไล่เลี้ยวตามตน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๒ · ว ¿
ยายำประกอบด้วย มนตร์ดล
เคราะห์โศกโรคบนปน ปะไซร้
แม้นบุญช่วยอวยผล ผลเพิ่ม พูนนา
แม้บาปบุรพกรรมให้ บาปซ้ำเสียศูนย์ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๓ · ว ¿
มีสินฤๅเท่าผู้ มีคุณ
ข้าศึกฤๅปานปุน พยาธิไซร้
รักใดจักเพิ่มพุน รักอาต- มานา
แรงอื่นฤๅจักได้ เท่าด้วยแรงกรรม ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๔ · ว ¿
อย่าโทษไทท้าวท่วย เทวา
อย่าโทษสถานภูผา ย่านกว้าง
อย่าโทษหมู่วงศา มิตรญาติ
โทษแต่กรรมเองสร้าง ส่งให้เป็นเอง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๕ · ว ¿
หมอแพทย์ทายว่าไข้ ลมคุม
โหรว่าเคราะห์แรงรุม โทษให้
แม่มดว่าผีกุม ทำโทษ
ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้ ก่อสร้างมาเอง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๖ · ว ¿
แม้มีตัวใหญ่เพี้ยง ภูผา
สูงเจ็ดลำตาลสา- มารถแท้
พงศ์พันธุ์เผ่าจันทรา สุริเยศ ก็ดี
ครั้นว่าไร้ทรัพย์แล้ ทั่วหล้าฤๅเห็น (นับหน้าฤๅมี) ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๗ · ว ¿
คนผู้หินชาติช้า พงศ์พันธุ์
ครั้นมั่งมีสินสรรพ์ อวดอ้าง
แม้ผู้เผ่าสุริยจันทร์ สูงศักดิ์ ก็ดี
ครั้นทรัพย์แรมโรยร้าง หมู่ร้ายดูแคลน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๘ · ว ¿
แม้มีเนตรพ่างเพี้ยง พันจัก- ษุแฮ
มีวิชารู้หลัก เลิศล้น
ปัญญายิ่งยศศักดิ์ ฦาทั่ว ภพนา
รู้เท่าใดฤๅพ้น พ่ายแพ้ความตาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๓๙ · ว ¿
มีฤทธิแรงมากแม้น ทศพล ก็ดี
หักพระเมรุทบทน ท่าวแท้
หยิบยกสี่สากล ชูกลอก ไว้นา
บัดย่อมจะพ่ายแพ้ แก่ท้าวมฤตยู ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๐ · ว ¿
มีฤทธิ์รู้ยิ่งแม้น สัพพัญญู ก็ดี
เหินเห็จเตร็จไตรตรู ทั่วหล้า
ตำดินแหวกสินธู ทุกทวีป
รู้เท่ารู้ล้นฟ้า ห่อนพ้นความตาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๑ · ว ¿
มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้
ภรรยาเยี่ยงบ่วงปอ รึงรัด มือนา
สามบ่วงใครพ้นได้ จึ่งพ้นสงสาร ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๒ · ว ¿
บัญญัติลูกเต้าทรัพย์ สินสกล
ผู้โฉดคิดเวียนวน โศกเศร้า
บ่คิดว่าตัวตน ศูนย์เปล่า ไซร้ฤๅ
เมียลูกทรัพย์หากเข้า เกาะยื้อยามมรณ์ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๓ · ว ¿
ผู้ใดมีมั่งขั้ง เงินทอง
ลูกที่ดีให้ครอง สืบไว้
ลูกร้ายอย่าพึงปอง มอบทรัพย์ ให้นา
พึงวิจารณ์ประมวญให้ รอบรู้เป็นคุณ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๔ · ว ¿
มีลูกจากโทษแท้ สาธารณ์
เข้าบ่อนคบคนพาล ลักลี้
ส้องเสพสุราบาน การบาป
จากโทษแท้เท่านี้ ลาภล้ำบิดา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๕ · ว ¿
ลูกหนึ่งยอดยิ่งล้ำ ประยูร
ลูกหนึ่งเทียมตระกูล พ่อแท้
ลูกหนึ่งถ่อยสถูล กว่าชาติ
สามสิ่งนี้มีแล้ เที่ยงแท้ทุกคน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๖ · ว ¿
มีลูกลูกเล่าไซร้ หลายประการ
ลูกหนึ่งพึงล้างผลาญ ทรัพย์ม้วย
ลูกหนึ่งย่อมคบพาล พาผิด มานา
ลูกที่ดีนั้นด้วย ว่ารู้ฟังคำ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๗ · ว ¿
มีลูกดื้อลูกขี้- กาแก
มีทาสเทียรตำแย แส่ไส้
มีเรือรั่วขี่แพ ดีกว่า
มีแม่เรือนเปื้อนให้ เดือดร้อนเพรางาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๘ · ว ¿
พระจันทร์โอภาสด้วย ราตรี
แสงสว่างแผ้วพันสี ส่องหล้า
กษัตริย์อ่าอินทรีย์ เรืองรุ่ง งามนา
บุตรที่ดีรุ่งหน้า พวกพ้องพงศ์พันธุ์ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๔๙ · ว ¿
ว่าเมียมีมากล้ำ หลายเมีย
เมียหนึ่งยกยอเยีย อย่างแหม้
เมียหนึ่งส่ายทรัพย์เสีย ศูนย์จาก ตนนา
เมียหนึ่งทำโทษแท้ เที่ยงให้ฉิบหาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๐ · ว ¿
เมียมากจุ่งระมัดหมั้น ตัวตน
มันย่อมหามนตร์ดล คิดร้าย
รักนักมักหลงกล การเสน่ห์
ควรประหยัดอย่าหง้าย จักสิ้นเสียตัว ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๑ · ว ¿
หญิงประทุษฐ์ทำเล่ห์ซ้อน เหนือชาย
คิดคดมุ่งมั่นหมาย ค่ำเช้า
คอยไข้ป่วยปางตาย อับลาภ
เอาพิษเพิ่มภักษ์เข้า เหตุนั้นควรถวิล ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๒ · ว ¿
หญิงชั่วผัวหย่าร้าง สามคน
ช้างหลีกหนีสามหน จากเจ้า
ลูกศิษย์ผิดครูตน สามแห่ง
เขาหมู่นี้อย่าเข้า เสพส้องสมาคม ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๓ · ว ¿
หญิงชั่วชู้ร้ายนัก ฤๅคลาด
เห็นบุรุษนักปราชญ์ เกลียดใกล้
แมลงวันย่อมเอาชาติ อสุภ เน่านา
บ่เสาะกลิ่นดอกไม้ ดุจผึ้งภุมรา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๔ · ว ¿
ปางก่อนเคยร่วมน้ำ ใจจิต
เคยยื่นทรัพย์ไปล่ปลิด ปลดให้
เคยเป็นมิ่งเมียสนิท หลายชาติ มานา
ในชาตินี้จึ่งได้ เสพส้องครองกัน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๕ · ว ¿
อากาศหฤโหดร้าย คือกา
สัตว์สี่ตีนคือลา โหดแท้
นักพรตมักโกรธา หฤโหด
ร้ายกว่าร้ายนั้นแล้ แต่ผู้นินทา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๖ · ว ¿
ถ่อลอยกลางแม่น้ำ ฤๅจะเอา
แม้มิบุบบางเบา มอดย้ำ
สตรีรูปลำเพา ผัวหย่า เล่าแฮ
ยักหล่มถ่มร้ายซ้ำ ไม่ร้ายแรงหึง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๗ · ว ¿
ด ังฤๅแม่น้ำและ หนทาง
ศาลสระโรงบึงบาง บ่อห้วย
เปรียบประดุจใจนาง ในโลก นี้นา
ฤๅอิ่มเวลาด้วย แห่งห้องสงสาร ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๘ · ว ¿
แมลงวันท่วยเด็กน้อย นารี
พลูกัดชลคุณฑี ลูกไม้
น้ำไหลแลฤๅษี สิทธิเดช
เจ็ดสิ่งนี้อย่าได้ เกลียดอ้างเป็นเดน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๕๙ · ว ¿
ด ูข้าดูเมื่อใช้ การหนัก
ดูมิตรพงศารัก เมื่อไร้
ดูเมียเมื่อไข้จัก จวนชีพ
อาจจักรู้จิตไว้ ว่าร้ายฤาดี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๐ · ว ¿
ทาสาอย่าคิดไว้ วางใจ
ปกปิดกลภายใน อย่าหง้าย
เลศลับสิ่งใดใด เห็นเหตุ
มันแนะนำทำร้าย หมดสิ้นเสียตัว ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๑ · ว ¿
ความลับอย่าให้ทาส จับที
ปกปิดมิดจงดี อย่าแผร้
แม้ให้ทราบเหตุมี หลายหลาก
นับว่าข้าทาสแท้ โทษร้ายเร็วถึง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๒ · ว ¿
หญิงทาสทางทาสใช้ โดยควร
อย่าและเล็มลามลวน วากเว้
รู้รสก่อเชิงชวน ใช้ยาก
ดังแมลงป่องจระเข้ ก่งแหง้งอนหาง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๓ (๔๐๑) · ว ¿
ช้างสารหกศอกไซร้ เสียงา
งูเห่ากลายเป็นปลา อย่าต้อง
ข้าเก่าเกิดแต่ตา ตนปู่ ก็ดี
เมียรักนอนร่วมห้อง อย่าไว้วางใจ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๔ · ว ¿
หญิงชายบ้าบาปเถ้า ทุรชน
ใครอดออมข้าคน หมู่นี้
สิริห่อนจากตน คลาคลาด
มาอยู่ชูตีนกี้ เมื่อรื้อวางวาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๕ · ว ¿
พ่อชั่วคนรู้ย่อม สาธารณ์
แม่ชั่วปากสามานย์ กล่าวกล้า
พ่อแม่โคตรสันดาน สุทธชาติ
คำอ่อนหวานบานหน้า ร่วมรู้อันดี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๖ · ว ¿
พ่อตายคือฉัตรกั้ง หายหัก
แม่ดับดุจรถจักร จากด้วย
ลูกตายบ่วายรัก แรงร่ำ
เมียมิ่งตายวายม้วย มืดคลุ้มแดนไตร ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๗ · ว ¿
พิษร้อนในโลกนี้ มีสาม
พิษหอกดาบเพลิงลาม ลวกไหม้
ร้อนจริงก็มียาม หยุดหย่อน เย็นนา
ร้อนสิ่งเดียวร้อนไร้ ยิ่งร้อนฤๅวาย ฯ
 
 
ก - · ด ๑๖๘ · ว ๑๗๐
หวานใดในโลกนี้ มีสาม สิ่งนา
หวานหนึ่งคือรสกาม อีกอ้อย
หวานอื่นหมื่นแสนทราม สารพัด หวานเอย
หวานไป่ปานรสถ้อย กล่าวเกลี้ยงคำหวาน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๖๙ · ว ¿
ธรรมดายาโรคร้อน รสขม
กินก็บำบัดลม และไข้
คนซื่อกล่าวใครชม ว่าชอบ หูแฮ
จริงไป่จริงนั้นไซร้ ผ่ายหน้านานเห็น ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๐ (๓๘๕,๓๘๖) · ว ¿
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา หนักยิ่ง
ป้องปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๑ · ว ¿
คนรักมีมากไซร้ แสดงผล
ชังมากนินทาตน โศกเศร้า
รักมากเมื่อกังวล วานช่วย กันนา
ชังมากมักรุมเร้า กล่าวร้ายรันทำ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๒ · ว ¿
ด อกบัวหนามณะก้าน คนฉิน
สระก็มีมลทิน ไป่พร้อง
น้ำล้างสิ่งของกิน พึงเกลียด ตินา
คลองอาบอากูลซ้อง สิ่งร้ายเป็นดี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๓ · ว ¿
ลิ้นพราหมณ์ตานกแร้ง จมูกมด
น้ำจิตพระยากำหนด ยากแท้
คำครูสั่งสอนบท ธรรเมศ
ห้าสิ่งนี้แหลมแล้ รวดรู้เร็วจริง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๔ · ว ¿
คนตื่นคืนหนึ่งช้า จริงเจียว
มล้าวิถีโยชน์เดียว ดุจร้อย
สงสารหมู่พาลเทียว ทางเนิ่น นานนา
เพราะบ่เห็นธรรมน้อย หนึ่งให้เป็นคุณ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๕ · ว ¿
เฝ้าท้าวเทียมเสพด้วย ยาพิษ
เข้าสู่สงครามชิด ใช่ช้า
ทรงครรภ์แลพาณิช เที่ยวท่อง ชเลนา
บัดชื่นบัดเศร้าหน้า กล่าวใกล้ความตาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๖ · ว ¿
บรรทมยามหนึ่งไท้ ทรงฤทธิ์
หกทุ่มหมู่บัณฑิต ทั่วแท้
สามยามพวกพาณิช นรชาติ
นอนสี่ยามนั้นแล เที่ยงแท้เดียรฉาน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๗ · ว ¿
ราชาธิราชน้อม ในสัตย์
อำมาตย์เป็นบรรทัด ถ่องแท้
ฝูงราษฎร์อยู่ศรีสวัสดิ์ ทุกเมื่อ
เมืองดั่งนี้เลิศแล้ ไพร่ฟ้าเปรมปรีดิ์ ฯ
 
 
ก - · ด ๑๗๘ · ว ¿
ข้าท่านคร้านหลีกเจ้า จากเจียร
ชีบ่เล่าเรียนเขียน อ่านไซร้
ชาวนาละความเพียร ไถถาก
สามสิ่งนี้โหดให้ โทษแท้คนฉิน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๗๙ · ว ¿
นายเรือนใหญ่อยู่เหย้า เรือนตน
นายช่างเป็นใหญ่คน ลูกบ้าน
ท้าวพระยาใหญ่กว่าชน ในเขต แดนนา
นักปราชญ์ใหญ่แปดด้าน ทั่วด้าวทิศา ฯ
 
 
ก - · ด ๑๘๐ · ว ¿
สตรีดีรูปได้ เป็นทรัพย์
ชายฉลาดความรู้สรรพ ทรัพย์ได้
พราหมณ์ทรงเวทยานับ ว่าทรัพย์ พราหมณ์นา
ภิกษุเกิดลาภไซร้ เพื่อรู้เทศน์ธรรม ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๑ · ว ¿
เรียนสรรพสบศาสตร์สิ้น เพลงศิลป์
ประสิทธิ์เสร็จทั้งแดนดิน ย่อมได้
ตามปัญญายิ่งโดยจินต์ คดีโลก
สอนอัชฌาสัยไซร้ ห่อนได้มีครู ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๒ · ว ¿
เรียนรู้ครูบอกได้ เสร็จสรรพ์
สบศาสตร์ศิลป์ทุกอัน ย่อมรู้
อัชฌาสัยแห่งสามัญ บุญแต่ง มาแฮ
ครูทักนักสิทธิผู้ เลิศได้บอกเลย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๓ · ว ¿
แม้นบุญยังอย่าได้ ขวนขวาย
อย่าตื่นตีตนตาย ก่อนไข้
ลูกพร้าวอยู่ถึงปลาย สูงสุด ยอดนา
ใครพร่ำน้ำตักให้ หากรู้เต็มเอง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๔ · ว ¿
นกน้อยขนน้อยแต่ พอตัว
รังแต่งจุเมียผัว อยู่ได้
มักใหญ่ย่อมคนหวัว ไพเพศ
ทำแต่พอตัวไซร้ อย่าให้คนหยัน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๕ · ว ¿
เห็นท่านมีอย่าเคลิ้ม ใจตาม
เรายากหากใจงาม อย่าคร้าน
อุตส่าห์พยายาม การกิจ
เอาเยี่ยงอย่างเพื่อนบ้าน อย่าท้อทำกิน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๖ · ว ¿
เริ่มการตรองตรึงไว้ ในใจ
การจะลุจึงไข ข่าวแจ้ง
เดื่อดอกออกห่อนใคร เห็นดอก
ผลผลิตติดแล้วแผร้ง แพร่ให้คนเห็น ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๗ · ว ¿
การใดตรองผิดไซร้ เสียถนัด
เอาสิ่งนั้นตรองขัด คิดแก้
หนามยอกสิ่วแคะคัด ฤๅออก
หนามต่อหนามนั้นแล้ เขี่ยได้คืนถอน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๘ · ว ¿
ผมผิดคิดสิบห้า วันวาร
ทำไร่ผิดเทศกาล ขวบเช้า
เลี้ยงเมียผิดรำคาญ คิดหย่า
ทำผิดไว้คิดเศร้า ตราบเท้าวันตาย ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๘๙ · ว ¿
เดินทางต่างเทศให้ พิจารณ์
อาสน์นั่งนอนอาหาร อีกน้ำ
อดนอนอดบันดาล ความโกรธ
ห้าสิ่งนี้คุณล้ำ เลิศล้วนควรถวิล ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๐ · ว ¿
อาศัยเรือนทาสท่านให้ วิจารณ์
เห็นท่านทำการงาน ช่วยพร้อง
แม้มีกิจโดยสาร นาเวศ
พายถ่อช่วยค้ำจ้อง จรดให้จนถึง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๑ · ว ¿
เขาบ่เรียกสักหน่อยขึ้น เคหา
ท่านบ่ถามเจรจา อวดรู้
ยกตนอหังการ์ เกินเพื่อน
สามลักษณะนี้ผู้ เผ่าร้ายฤๅดี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๒ · ว ¿
เป็นคนคลาดเหย้าอย่า เปล่ากาย
เงินสลึงติดชาย ขอดไว้
เคหาอย่าศูนย์วาย เข้าเปลือก มีนา
เฉินฉุกขุกจักได้ ผ่อนเลี้ยงอาตมา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๓ · ว ¿
สินใดบ่ชอบได้ มาเรือน
อยู่แค่เจ็ดเดือนเตือน ค่ำเช้า
ครั้นนานย่อมเลือนเปือน ปนอยู่
มักชักของเก่าเหย้า มอดม้วยหมดโครง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๔ · ว ¿
ตมเกิดแต่น้ำแล่น เป็นกระสาย
น้ำก็ล้างเลนหาย ซากไซร้
บาปเกิดใช่แต่กาย เพราะจิต ก่อนนา
อันจักล้างบาปได้ เพราะน้ำใจเอง ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๕ · ว ¿
อายครูไซร้ถ่อยรู้ วิชา
อายแก่ราชาคลา ยศแท้
อายแก่ภรรยาหา บุตรแต่ ไหนมา
อายกับทำบุญแล้ สุขนั้นฤามี ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๖ · ว ¿
หน้าแช่มชื่นช้อยเช่น บัวบาน
ถ้อยฉ่ำคำเฉื่อยหวาน ซาบไส้
หัวใจดั่งดาบผลาญ ชนม์ชีพ
เขาเหล่านี้กล่าวไว้ ว่าผู้ทรชน ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๗ · ว ¿
หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย
ม้าหลีกสิบศอกกราย อย่าใกล้
ช้างยี่สิบศอกคลาย คลาคลาด
เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๘ · ว ¿
พาชีขี่คล่องคล้อย ควรคลา
โคคู่ควรไถนา ชอบใช้
บนชานชาติวิฬาร์ ควรอยู่
สุนัขเนาแต่ใต้ ต่ำเหย้าเรือนควร ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๑๙๙ · ว ¿
กระบือหนึ่งห้ามอย่า ควรครอง
เมียมิ่งอย่ามีสอง สี่ได้
โคสามอย่าควรปอง เป็นเหตุ
เรือนอยู่สี่ห้องให้ เดือดร้อนรำคาญ ฯ
 
 
ก ¿ · ด ๒๐๐ · ว ¿
มีเรือค้าขี่ห้า ลำนอ ห้ามแฮ
สุนัขหกอย่าพึงพอ จิตเลี้ยง
แมวเจ็ดเร่งเร็วขอ มาใส่ อีกนา
ช้างแปดม้าเก้าเหยี้ยง อย่างห้ามเพรงมา ฯ
 


ดูเพิ่ม[แก้ไข]

โคลงโลกนิติ · นำ · ๑-๑๐๐ · ๑๐๑-๒๐๐ · ๒๐๑-๓๐๐ · ๓๐๑-๔๐๐ · ๔๐๐- · ส่งท้าย