ข้ามไปเนื้อหา

กฎหมายไทยฯ/เล่ม 1/เรื่อง 31

จาก วิกิซอร์ซ
ประกาศลูกทาษ
มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ให้ประกาศแก่พระบรมวงษานุวงษ์แลข้าทูลอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารพลเรีอนซ้ายขวาน่าในกำนันอำเภอรั้วแฃวงแลประชาราษฎรทุกจังหวัดในกรุงเทพฯ หัวเมืองฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือบันดาผู้ที่มีข้าทาษแลผู้ซึ่งเปนทาษเปนเชลยไห้รู้ทั่วกัน ด้วยทรงพระราชดำริห์พร้อมด้วยท่านเสนาบดีแลที่ปฤกษาราชการแผ่นดินว่า ตั้งแต่นี้สืบไปให้เจ้าเบี้ยนายเงินผู้มีทาษตั้งแตคนหนึ่งสองคน เก้าคนสิบคน เก้าครัวสิบครัว ให้ตรวจตราดูลูกทาษของตัวซึ่งเกิดในเรือนเบี้ยว่า มันเกีดในปีมโรงสัมริทธิศก ปีมเสงเอกศก เปนต้นไป จะมีชายหญิงสักกี่คน แล้วให้พร้อมด้วยอำเภอกับตัวทาษสักหลังสารกรมธรรม์ไว้เปนแผนกว่า อ้ายอี่มีชื่อเกีดในปีมโรงสำริทธีศกเปนต้นไป อายุได้เท่านั้นปี จงให้มีไว้ทุก ๆ ฉบับสารกรมธรรม์ ถ้าลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ยตั้งแต่ปีมโรงสำฤทธิศกมาไม่มี ฤๅมีแต่ลูกทาษซึ่งเกิดในปีเถาะนพศก ปีขาน อัฐศก พ้นขึ้นไป ก็ไม่ต้องสักหลังสารกรมธรรม์ไว้ อนึ่ง ตั้งแต่ปีมโรง สัมฤทธิศก ต่อไป ผู้มีสินทรัพย์รับช่วยไถ่ผู้คนค่าทาษชายหญิงมาเปนทาษ ก็ให้ตรวจตราดูอ้ายอี่ลูกทาษซึ่งช่วยไถ่มาใหม่ว่า จะมีลูกทาษเกิดในปีมโรง สัมฤทธิศก เปนต้นมาบ้างฤๅไม่ ถ้ามีติดมาบ้างแล้วไซร้ ก็ให้อำเภอกำนันพร้อมกันกับตัวทาษสักหลังสารสารกรมธรรม์ไว้เปนแผนกส่วนอ้ายอี่ลูกทาษซึ่งตีดมาว่า อ้ายอี่มีชื่อนั้น อายุเท่านั้น จงทุกราย อย่าละเมินเพิกเฉยเสียเปนอันขาด ครั้นโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระราชบัญญัติเมื่อใด จึงให้เจ้าเบี้ยนายเงินแบ่งเงินในสารกรมธรรม์มาลงเปนเงินค่าตัวส่วนลูกทาษตามพิกัดกระเษียรอายุซึ่งมีในพระราชบัญญัติเรื่องลูกทาษ มาตราที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ นั้น ต่อไปภายน่า ตัวทาษจะวางเงินไป ๆ มา ๆ จะได้คิดราคากระเษียรอายุลูกทาษขึ้น ๆ ลด ๆ ให้ถูกต้องกันโดยง่ายตามในพระราชกำหนดบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ โน้น กับอนึ่ง เจ้าเบี้ยนายเงินซึ่งมีสารกรมธรรม์ประทับตราอำเภออยู่แล้ว จะสักหลังสารกรมธรรม์แบ่งลูกทาษครั้งนี้ ห้ามอย่าให้อำเภอเรียกเอาเงินค่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดกับเจ้าเบี้ยนายเงินฤๅตัวทาษ ถ้าเจ้าเบี้ยนายเงินเอาสารกรมธรรม์มาให้สลักหลังเมื่อใด อย่าให้อำเภอแกล้งชักช้าทำให้เสียเวลาของผู้ที่มาทำเปนอันขาด ประกาศมา
ราชกิจจานุเบกษา
กรุงเทพมหานคร
 

เล่มที่ ๑นำเบอร์ ๒๑๕
แผ่นที่ ๒๓
วันอาทิตย เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีจอฉศก ๑๒๓๖

ศุภมัศดุ ลุจุลศักราช ๑๒๓๖ โสณสังวัจฉระ สาวันมาศ ชุณหปักษ นวมีดิถี ศุกรวาร ปริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัว สมเดจพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงษ วรุตมพงษบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามรัชกาลที่ ๕ ในพระบรมราชวงษซึ่งประดิษฐานแลดำรงค์ศิริราชสมบัติรัตนราไชมหัยสวริยาธิปัติณกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสฐาน ซึ่งเปนพระมหานครบรมราชธานีใหญ่ในราชอาณาจักรแดนสยามฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ แลเปนบรมราชาธิราชอันใหญ่ในประเทศราชที่ใกล้เคียง คือลาวกะเหรี่ยงมลายูประเทศแลอื่น ๆ ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ เสดจออกณพระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติเบื้องบูรพาทิศาภาคแห่งพระที่นั่งดุศิตมหาปราสาท ทรงสถิตยเหนือบวรราชอาศน์อันพิจิตรบันจง แปรพระภัตร์ตรงทักษิณทิศาภิมุข พร้อมด้วยท่านที่ปฤกษาราชการแผ่นดินเฝ้าทูลอองธุลีพระบาทโดยลำดับ ทรงพระอนุสรคำนึงถึงธรรมเนียมบ้านเมืองมาแต่โบราณ ธรรมเนียมใดเปนการเจริญ มีคุณมีประโยชน์เปนยุติธรรมแล้ว อยากจะทรงทำนุบำรุงให้วัฒนาการเจริญยิ่งขึ้นให้ดำรงไปได้สิ้นกาลนาน ถ้าธรรมเนียมใดไม่เปนการเจริญแก่ประชาชาวพระนคร ไม่เปนคุณเปนประโยชน์ ไม่เปนยุติธรรม ก็อยากจะทรงเลิกถอนเสีย แต่จะต้องค่อยตัดรอนผ่อนไปทีละเล๊กทีละน้อยตามการตามเวลากว่าจะเรียบร้อยไปได้ ก็แต่ในพระราชบัญญัติเดิมอันโปราณราชกระษัติย์ตั้งไว้ตามคำภีร์พระธรรมสาตรว่าด้วยลักษณทาษ ๗ จำพวก คือทาษสินไถ่ ๑ ลูกทาษเกิดในเรือนเบี้ย ๑ ทาษได้มาแต่บิดามารดา ๑ ทาษท่านให้ ๑ ทาษอันได้ด้วยช่วยกังวลทุกข์ร้อน ๑ ทาษได้เลี้ยงมาเมื่อกาลทุพิกฃไภย ๑ ทาษไปรบศึกได้มาเปนเชลย ๑ เปน ๗ จำพวกด้วยกันดังนี้ อันทาษ ๗ จำพวกนี้ นับว่าเปนทาษโดยกระบินเมืองท่าน ถ้าไม่มีเงินมาให้แก่เจ้าทาษครบค่าแล้ว ก็ไม่มีเวลาที่จะพ้นยากจากทุกข์เปนไทยได้ ฝ่ายลูกทาษซึ่งเกิดแต่ทาษทั้ง ๗ จำพวกนั้น ตั้งแต่ออกจากครรภ์ ภอลืมตา ก็ต้องนับว่าเปนทาษมีค่าตัวไปจนอายุถึงร้อยปีแล้วก็ยังไม่หมดค่าตัว คือท่านคิดอายุตั้งแต่เดือนหนึ่ง ๒ เดือน ๓ เดือน ชาย ๖ บาท หญิงตำลึง ๑ จนชายอายุ ๒๖ ปีถึง ๔๐ ปี เตมค่าสิบสี่ตำลึง หญิงอายุ ๒๑ ปีถึง ๓๐ ปี เตมค่า