งานแปล:ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพระยากัลยาณไมตรี/ปัญหาของสยาม

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Problems of Siam.
ปัญหาของสยาม
1. The Constitution.
1. ระเบียบการปกครอง[1]
a) The position of the King.
ก) ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดิน

The Kings of Siam are supposed to be elected by the people. In former days a Ceremony of election was Performed. At the death of the King, a Council consisting of Royal Princes, Ministers of State and High Dignitaries of the Church was held. The Senior Prince or Minister then proposes that such and such a Prince should be elevated to the Throne and asks if anybody has any objection. There is generally no answer to this question, but sometimes an answer in the affirmative is given by saluting with the hands or an inclinations of the head. The King is then formally proclaimed and the words “elected by the people” are added to his titles.

พระเจ้าแผ่นดินสยามย่อมมาจากการสมมติ[2] ของผู้คน ในสมัยก่อน มีการประกอบพิธีสมมติ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์ จะมีการประชุมสภาอันประกอบด้วยพระราชวงศ์ เสนาบดีแห่งรัฐ[3] และผู้สูงศักดิ์ในศาสนจักร จากนั้น เจ้าชายหรือเสนาบดีที่มีอาวุโสจะเสนอว่า พึงยกเจ้าชายพระองค์นั้นพระองค์นี้ขึ้นสู่ราชสมบัติ และถามว่า มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครตอบคำถามนี้ แต่บางทีก็มีการให้คำตอบในทางเห็นชอบโดยการยกมือไหว้หรือค้อมศีรษะ[4] ครั้นแล้ว จะประกาศพระเจ้าแผ่นดินอย่างเป็นทางการ และเพิ่มข้อความ "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" เข้าในพระนาม[5]

This custom was continued to the Fifth Reign. King Chulalongkorn then made an innovation by creating a Crown Prince, who succeeded to the Throne without question, the formality at the death of the King being a sort of proclamation only.

ธรรมเนียมนี้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงรังสรรค์สิ่งใหม่ด้วยการสถาปนามกุฎราชกุมารซึ่งสืบราชสมบัติอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนพิธีการ ณ เวลาที่พระเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์นั้นก็เป็นแต่ประกาศบางอย่าง

King Rama 6th, not having any son, it was resided in a Cabinet Council that he should be succeeded by his full brothers. Later he made a Law of succession.

รัชกาลที่ 6 ไม่มีพระราชโอรส จึงตกเป็นปัญหาในเสนาบดีสภาว่า ควรให้พระเชษฐาหรืออนุชาร่วมพระราชบิดามารดามาสืบทอดพระองค์ ภายหลังจึงทรงตรากฎหมายการสืบสันตติวงศ์ขึ้น[6]

This Law of Succession contains 2 distinct principles i.e. the Principle of election and the Principle of Hereditary succession. In this law it starts by saying that the King reserves the absolute right of appointing any member of the Royal Family as his Successor. But should the King die without having appointed a Successor, the Succession will go to his sons. This sounds straight-forward enough, but a complication arises here owing to the habit of polygamy. The Law specifies that the sons of Somdetch Phra Rajini should have the precedence over the others. Then the preference goes to the sons of the mother next in rank to the queen (there are 4 different ranks and descending the scale of finally to the sons of concubines). Again this sounds all right in principle, if it were not for the fact that a concubine may be raised in rank at any time, and the Queen herself may have her rank lowered according to the whims of the King. This, to my mind, creates very great possibilities of complications. I would suggest that priority of the sons be regulated by the birth ranks of the mothers. I mean priority be given to the sons born of a Princess, such as daughters of a King, then nieces of a King and so on. If there are more than one son of mothers of the same rank, the succession would then go by the seniority in age of those Princes. When there are no sons the succession would go to the King’s brothers. According to the Law as it is the priority is still regulated by the created rank of the mothers. I would suggest the same modification as above. The next question is that the Law does not make it quite clear, when there being no brothers left or when the one who should have succeeded has died. Whether all the sons of that Prince would be eligible to the Throne or whether it is only the sons of the Principal wife only who could succeed. The case has really occurred which shows that in the late King’s mind all the sons could succeed. In my case the son of the Prince of Petchabun was passed over by the expressed wishes of the late King. Now, many people find that the idea that all the sons could succeed was objectionable owing to the fact that some Princes have the most disreputable minor wives who are really not fitted to be the mothers of Kings. They also say that the Siamese follows the India custom and wants their Kings to be born of a Princess of the Royal family. Such Princes are known as “being born in a pure womb”. They are the Chow Fas.

กฎหมายการสืบสันตติวงศ์นี้มีหลักการโดด ๆ อยู่สองประการ คือ หลักการเลือกตั้ง กับหลักการสืบสันตติวงศ์ด้วยการสืบตระกูล ในกฎหมายนี้ เริ่มข้อความโดยแถลงว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสงวนไว้ซึ่งสิทธิอันบริบูรณ์ในการที่จะแต่งตั้งสมาชิกผู้ใดในราชตระกูลขึ้นเป็นผู้สืบทอดพระองค์ แต่ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์โดยมิได้ทรงแต่งตั้งผู้สืบทอดไว้ การสืบสันตติวงศ์ก็จะตกสู่พระราชโอรสของพระองค์ ข้อนี้ก็ฟังดูไม่อ้อมค้อมดีอยู่ แต่นิสัยการมีภริยามากเป็นเหตุให้เกิดความยุ่งยากขึ้นตรงนี้ กฎหมายระบุว่า พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีควรอยู่ในลำดับก่อนผู้อื่น แล้วจึงให้ลำดับแก่พระราชโอรสที่พระมารดามีพระยศถัดจากพระมเหสี (มีพระยศต่างกันสี่ชั้นและลดหลั่นลงมาตามขั้นไปจนถึงพระราชโอรสอันประสูติแต่พระสนมในที่สุด) ข้อนี้ก็ยังฟังดูใช้ได้ในหลักการ ถ้ามิใช่เพราะมีข้อเท็จจริงว่า พระสนมนั้นจะเลื่อนพระยศขึ้นเมื่อใดก็ได้ และพระมเหสีเองนั้นจะทรงถูกลดพระยศลงตามพระราชอัธยาศัยของพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ ในความรู้สึกของข้าพเจ้า เรื่องนี้ทำให้เป็นไปได้อย่างยิ่งยวดที่จะเกิดความยุ่งยาก ข้าพเจ้าใคร่เสนอให้จัดลำดับความสำคัญของพระราชโอรสด้วยพระยศที่พระมารดาทรงได้แต่ประสูติ ข้าพเจ้าหมายความว่า ควรให้ความสำคัญแก่พระราชโอรสที่ประสูติแต่เจ้าหญิง เช่น พระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน จากนั้นเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน ฯลฯ ถ้ามีพระราชโอรสมากกว่าหนึ่งพระองค์ซึ่งพระมารดามีพระยศเสมอกัน การสืบสันตติวงศ์จึงจะอาศัยความอาวุโสทางพระชันษาของเจ้าชายเหล่านี้ เมื่อหาพระราชโอรสมิได้แล้ว การสืบสันตติวงศ์จึงจะตกแก่พระเชษฐาหรืออนุชาของพระเจ้าแผ่นดิน ตามความในกฎหมายดังที่เป็นอยู่นี้ การจัดลำดับความสำคัญยังอาศัยพระยศที่พระมารดาทรงได้จากการสถาปนา ข้าพเจ้าใคร่เสนอให้แก้ไขปรับปรุงอย่างเดียวกับที่ว่ามาข้างต้นนี้ คำถามต่อไปมีว่า กฎหมายมิได้สร้างความชัดเจนนักในกรณีที่ไม่มีพระเชษฐาหรืออนุชาเหลืออยู่ หรือในกรณีที่บุคคลซึ่งควรจะได้สืบสันตติวงศ์นั้นเกิดดับสูญเสียแล้ว พระโอรสทุกพระองค์ของเจ้าชายพระองค์นั้นชอบจะได้ขึ้นสู่ราชสมบัติหรือไม่ หรือเฉพาะพระโอรสประสูติแต่พระชายาเอกที่สามารถสืบสันตติวงศ์ได้ใช่หรือไม่ กรณีดังนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ซึ่งปรากฏว่า ในพระทัยของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศนั้น พระโอรสทุกพระองค์สามารถสืบสันตติวงศ์ได้ ในกรณีข้าพเจ้า พระโอรสของกรมขุนเพ็ชรบูรณ์ฯ[7] ถูกข้ามไปตามพระราชประสงค์ที่พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงแสดงเอาไว้[8] ทีนี้ หลายคนมองว่า แนวคิดที่ว่า พระโอรสทุกพระองค์สามารถสืบสันตติวงศ์ได้นั้น ควรค้าน เนื่องเพราะข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าชายบางพระองค์ทรงมีอนุชายาที่ชื่อเสียงเสื่อมเสียอย่างถึงที่สุด ซึ่งไม่เหมาะจะเป็นพระราชมารดาพระเจ้าแผ่นดินเอาเสียเลย เขายังว่า ชาวสยามดำเนินตามธรรมเนียมอินเดีย และประสงค์ให้พระเจ้าแผ่นดินของตนประสูติแต่เจ้าหญิงในราชตระกูล เป็นเจ้าชายซึ่งรับรู้กันว่า "ประสูติมาแต่พระครรภ์อันบริสุทธิ์" ก็คือ เป็นเจ้าฟ้า

The questions of principles involved, of which I would like to ask your opinions are:

คำถามเกี่ยวกับหลักการที่เกี่ยวข้องซึ่งข้าพเจ้าใคร่จะได้ความเห็นจากท่านนั้น มีว่า
1st Question
คำถามที่หนึ่ง

Should the King have the right to choose any Prince as his Heir? If the King has this right, ought not this right to be extended to a Council of High Princes and Ministers of State, in the case when the King dies without having chosen an Heir. At present the King alone has the right to nominate an Heir. It would be perhaps more logical to allow a Council of some sort to exercise that right when the King has not done so. This would be more consistent with the idea of an Elected King.

พระเจ้าแผ่นดินควรทรงมีสิทธิเลือกเจ้าชายพระองค์ใด ๆ เป็นรัชทายาทหรือไม่? ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีสิทธิเช่นนี้ ควรหรือไม่ที่สิทธินี้จะขยายไปสู่สภาพระบรมวงศ์และเสนาบดีแห่งรัฐในกรณีที่พระเจ้าแผ่นดินสิ้นพระชนม์โดยมิได้ทรงเลือกรัชทายาทไว้? ในขณะนี้ พระเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์เดียวที่มีสิทธิกำหนดรัชทายาท แต่คงจะสมเหตุสมผลมากกว่า ถ้าให้สภาสักสภาใช้สิทธิดังกล่าวเมื่อพระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงกระทำเช่นนั้น ข้อนี้คงจะสอดรับกับแนวคิดเรื่องสมมติราชมากกว่า
2nd Question
คำถามที่สอง

Should the principle of choices be admitted at all or ought the succession to be by birth alone, and ought there to be some amendments to the present law or not?

ควรหรือไม่ที่จะยอมรับหลักการเลือกทุกประการ หรือควรไหมที่ให้จะสืบสันตติวงศ์ด้วยชาติกำเนิดแต่ประการเดียว และควรไหมที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมบางอย่างในกฎหมายปัจจุบัน?
The Powers of the King.
พระราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน

As you well known, the King has absolute power in everything. This principle is very good and very suitable for the country, as long as we have a good King. If the King is really an Elected King it is probable that he would be a fairly good King. But this idea election is really a very theoretical one, and in reality the Kings of Siam are really hereditary, with a very limited possibility of choice. Such being the case, it is not at all certain that we shall always have a good King. Then the absolute power may become a positive danger to the country. Besides this, things have very much changed. In olden days the actions of the King were hardly ever questioned. It would not have been safe to do so. The King was really respected and his words were really laws. But things began to change with the new order of things. In the days of King Chulalongkorn, the King was still very much feared and respected. Even then towards to the end of the Reign, there was a young party who began to criticize the King in many ways, but not openly. In the Reign which has just ended, things got much worse, for many reasons which I have no need to tell you, as you known them well enough. The King has become a person liable to be influenced by anybody who could gain the ears of a favourite. Every official is more or less suspected of embezzlement or nepotism. Fortunately the Princes were still respected as being on the whole honest folks. What was very regrettable was that the Court was heartily detested and in later years was on the verge of being redicaled. The birth of free press aggravated matters still more. The position of the King has become one of great difficulty. The movements of opinion in this country give a sure sign that the days of Autocratic Ruler ship are numbered. The position of the King must be made more secure it if this Dynasty is going to last. Some sort of guarantee must be found against an unwise King.

ดังที่ท่านทราบดี พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกสิ่ง หลักการนี้ดีอย่างยิ่งและเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับประเทศตราบที่เรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ดี ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นสมมติราชอย่างแท้จริงแล้ว ก็น่าที่ผู้นั้นจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดีทีเดียว แต่แนวคิดเรื่องการเลือกตั้งนี้[9] ออกจะเป็นทฤษฎีแท้ ๆ และในความเป็นจริงแล้วพระเจ้าแผ่นดินสยามก็มาจากการสืบตระกูลล้วน ๆ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะมีการเลือกนั้นก็จำกัดยิ่งนัก เมื่อกรณีเป็นเช่นนี้ จึงไม่เป็นที่แน่นอนเสมอไปว่า เราจะได้พระเจ้าแผ่นดินที่ดีทุกครั้ง ดังนั้น อำนาจเบ็ดเสร็จอาจกลายเป็นภัยโดยแท้ต่อบ้านเมือง นอกจากนี้ การณ์ก็แปรเปลี่ยนไปมากมาย ในยุคก่อน แทบไม่มีใครสงสัยในพระจริยวัตรของพระเจ้าแผ่นดิน เพราะทำเช่นนั้นก็คงไม่ปลอดภัย ทั้งพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเป็นที่เคารพอย่างจริงแท้ และพระราชดำรัสก็เป็นกฎหมายอย่างแท้จริง แต่การณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ เสียใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินยังทรงเป็นที่ยำเกรงและเคารพอย่างสูงยิ่ง แม้เป็นเช่นนั้นไปจนสิ้นรัชกาล ก็ยังมีคนหนุ่มสาวคณะหนึ่งเริ่มวิจารณ์พระเจ้าแผ่นดินในหลาย ๆ ทาง แต่มิได้ออกหน้าออกตา ครั้นในรัชกาลที่เพิ่งสิ้นลงนี้ การณ์ย่ำแย่ลงอย่างยิ่งด้วยสาเหตุหลายประการ ซึ่งข้าพเจ้าไม่จำต้องเล่าให้ท่านฟังเพราะท่านทราบดีพออยู่แล้ว พระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นบุคคลที่ถูกชักจูงได้โดยใครก็ตามที่สามารถเป็นที่สนอกสนใจของพระราชวัลลภ ข้าราชการทุกคนต้องสงสัยว่ายักยอกหรือเห็นแก่ญาติไม่มากก็น้อย โชคยังดีที่เจ้าชายทั้งหลายยังทรงได้รับความเคารพในฐานะที่ทรงอยู่ในหมู่ผู้ซื่อสัตย์ทั้งปวง ส่วนเรื่องที่ชวนโทมนัสเหลือเกิน ก็คือ ราชสำนักนั้นถูกชิงชังอย่างสุดขั้วหัวใจ และช่วงหลัง ๆ ก็แทบจะถูก redicaled[10] การเกิดขึ้นของสื่อเสรียิ่งทำให้เรื่องบานปลาย สถานะของพระเจ้าแผ่นดินกลายเป็นสิ่งที่มีความลำบากอย่างสาหัส ขบวนการทางความคิดในประเทศนี้เป็นเค้าลางแน่นอนว่า รัฐนาวาของผู้ครองอำนาจเด็ดขาดนั้นนับวันได้ ถ้า[11] ราชวงศ์นี้จะดำรงอยู่ต่อ ก็ต้องทำให้สถานะของพระเจ้าแผ่นดินมั่นคงยิ่งขึ้น และต้องหาหลักประกันสักอย่างมาป้องกันมิให้มีพระเจ้าแผ่นดินผู้โฉดเขลา

What form then should the Government of Siam take?

แล้วการปกครองสยามควรเป็นไปในรูปแบบใด?
3rd Question
คำถามที่สาม

Must this country have a Parliamentary system one day, and is really the Anglo-Saxon type of Parliamentary Government suitable to an Eastern people?

วันหนึ่งประเทศนี้ก็ต้องมีระบบรัฐสภาใช่ไหม และการปกครองแบบมีรัฐสภาอย่างแองโกล-แซ็กซันนั้นเหมาะสมแก่ชาวตะวันออกหรือไม่?
4th Question
คำถามที่สี่

Is this country ready to have some sort of representative GovernmentM?

ประเทศนี้พร้อมหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทนสักแบบ?

I personally have my doubt as to the 3rd question. As to the 4th question, my personal opinion is an emphatic No.

สำหรับคำถามที่สามนั้น โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ายังกังขาอยู่ ส่วนคำถามที่สี่นั้น ความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า คือ "ไม่" แบบเน้น ๆ

What then should be done in the meanwhile? My first attempts to find some sort of guarantee for the person of the King is the creation of the Supreme Council.

แล้วควรทำอะไรไปพลาง? ความพยายามขั้นแรกของข้าพเจ้าในอันที่จะหาหลักประกันสักอย่างให้องค์พระเจ้าแผ่นดินนั้น คือ การจัดตั้งอภิมนตรีสภา
The Supreme Council.
อภิมนตรีสภา[12]

The Genesis of the Supreme Council is worth telling with some detail.

การก่อกำเนิดอภิมนตรีสภานั้นควรค่าแก่การเล่าให้ฟังพร้อมรายละเอียดบางเรื่อง

I have discussed the idea of such a Council among my friends for some time, before I had any idea that I should have the opportunity of creating it myself. The idea found a firm supporter in Prince Damrong. Just one day before the late King’s death, I consulted the Princes Bhanurangsi and Paribatra about this idea. The former was not very keen on it, as he thought that it would lessen the prestige of the King, but the latter was enthusiastic. When the King died, it was decided that the Supreme Council should be created at once. We had 2 days only to prepare a proclamation, and 3 days after the death of the late King, the Supreme Council was proclaimed by the means of a speech to the Privy Councillors.

ข้าพเจ้าได้ถกแนวคิดเรื่องสภาเช่นว่านั้นในหมู่เพื่อนฝูงมาสักระยะก่อนที่จะเกิดแนวคิดใด ๆ ว่า ควรมีโอกาสได้จัดตั้งสภานั้นด้วยตนเองแล้ว ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้อย่างหนักแน่น คือ กรมพระดำรงฯ[13] ข้าพเจ้าปรึกษาเรื่องแนวคิดนี้กับเจ้าฟ้าภาณุรังษีฯ[14] และเจ้าฟ้าบริพัตรฯ[15] เพียงหนึ่งวันก่อนพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศจะเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าพระองค์แรกไม่สนพระทัยในแนวคิดนั้นนัก เพราะทรงเห็นว่า จะเป็นการบั่นทอนพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน แต่เจ้าฟ้าพระองค์หลังสนพระทัยอย่างแรงกล้า ครั้นพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ก็มีการตัดสินใจว่า ควรจัดตั้งอภิสภาในทันที เรามีเวลาสองวันให้เตรียมประกาศ และเมื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสวรรคตได้สามวัน ก็มีการประกาศอภิมนตรีสภาโดยวิธีแถลงต่อองคมนตรี[16]

I will now explain the reasons for creating this Council in such a hurry. As you know, the late King was beginning to loose the confidence of the people towards the end of the Reign and the question of Succession caused great anxieties. The only High Prince with any reputation was Prince Paribatra and many people would have liked the succession to go to him, while it was well known that the King was expecting to have a child, and should he not have a boy the succession would go to his brothers whom, I am sorry to say, the majority of people did not think much of. For myself, I was a dark horse and in any case inexperienced in affairs of state. Very fortunately for me, on the death of my brother Asdang, I had several occasions to act for the King during his absence from the Capital and during his illness. I was fortunate enough to have been able to gain the confidence of the Ministers and High Princes, so that my candidature to the Throne had the approval of those persons. I also had the best support from Prince Paribatra. On my succession to Throne it was thought absolutely necessary to do something at once to gain the confidence of the people, hence the creation of the Supreme Council. This had its immediate effect and I really gained the confidence of the people in one day. The reason why this action had such an immediate result was that it promised many desirable things.

ทีนี้ ข้าพเจ้าจะอธิบายเหตุผลที่รีบจัดตั้งสภานี้ถึงเพียงนั้น ดังที่ท่านทราบ ประชาชนเริ่มเสื่อมศรัทธาในพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศตลอดมาจนสิ้นรัชกาล และคำถามเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ก็ก่อความกังวลใหญ่หลวง พระบรมวงศ์พระองค์เดียวที่พอจะมีชื่ออยู่บ้าง ก็คือ เจ้าฟ้าบริพัตรฯ และหลายคนคงอยากให้พระองค์ได้สืบสันตติวงศ์ แม้รู้กันดีว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงคาดหมายที่จะได้พระราชบุตรอยู่ และถ้าพระองค์ไร้ซึ่งพระราชโอรสแล้ว การสืบสันตติวงศ์ก็จะตกแก่พระเชษฐาหรืออนุชาที่—ข้าพเจ้าขออภัยที่ต้องกล่าวเช่นนี้—ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองในแง่ดี ส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้น ข้าพเจ้าเป็นม้ามืด และยังอ่อนหัดในกิจการของรัฐไม่ว่าในแง่ใด แต่ข้าพเจ้าค่อนข้างจะโชคดีที่พอสิ้นอัษฎางค์ฯ[17] พี่ชายของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าได้รับโอกาสหลายครั้งให้ปฏิบัติราชกิจแทนพระเจ้าอยู่หัวในช่วงที่ไม่ทรงอยู่ในพระนครและในช่วงที่ทรงพระประชวร ข้าพเจ้ามีบุญพอที่สามารถได้รับความไว้วางใจจากเสนาบดีและพระบรมวงศ์ถึงขั้นที่ท่านเหล่านี้เห็นชอบในข้อเสนอให้ข้าพเจ้าขึ้นสู่ราชสมบัติ ข้าพเจ้ายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีที่สุดจากเจ้าฟ้าบริพัตรฯ ครั้นข้าพเจ้าขึ้นสืบราชสมบัติแล้ว ก็มีความเห็นกันอย่างแน่แท้ว่า จำจะต้องทำอะไรสักอย่างโดยพลันเพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชน ฉะนั้น จึงนำไปสู่การจัดตั้งอภิมนตรีสภา เรื่องนี้เกิดผลทันที และข้าพเจ้าก็ได้รับศรัทธาจากประชาชนภายในวันเดียวจริง ๆ เหตุผลที่การกระทำครั้งนี้มีผลลัพธ์ฉับพลันเช่นนั้น ก็เพราะเป็นการให้คำมั่นถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าพึงใจ

Firstly, that the Royal Family is getting together and will work in harmony.

ประการแรก คือ ราชตระกูลมารวมตัวกันและจะทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

Secondly, that the King was willing to seek the advice of highly respected Princes who have had experience of State affairs and who have the confidence of the people, none of the hated official classes being included in this Council.

ประการที่สอง คือ พระเจ้าแผ่นดินเต็มพระทัยจะแสวงหาคำแนะนำจากเหล่าเจ้าชายซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูง จัดเจนในกิจการของรัฐ และได้รับความไว้วางใจจากปวงประชา โดยไม่เอาชนชั้นข้าราชการซึ่งผู้คนรังเกียจไว้ในสภานี้แม้แต่ผู้เดียว

Thirdly, that the King’s power to take arbitrary actions would be lessened by this Council (remember that in the present state of opinions in the country, the King is thought to be more liable to do more harm than good).

ประการที่สาม คือ สภานี้จะมาลดทอนอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินในอันที่จะกระทำการโดยพลการ (ขอให้ระลึกว่า ในสถานการณ์ทางความคิดในบ้านเมืองยามนี้นั้น มองกันว่า พระเจ้าแผ่นดินมักจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี)

Therefore the immediate result of the creation of the Supreme Council had been very good and I think that it has served its purpose very well and that my action was well justified. Since then, people have had time to reflect a little and the Supreme Council has come to be critizied a great deal. I will enumerate some of the criticisms and questioning about it.

เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทันทีจากการจัดตั้งอภิมนตรีสภานั้นจึงค่อนข้างดี และข้าพเจ้าคิดว่า สภานี้สมความมุ่งหมายอย่างดียิ่งแล้ว และการกระทำของข้าพเจ้านั้นก็มีเหตุผลรองรับดี นับแต่นั้น ประชาชนมีช่วงเวลาให้สะท้อนความรู้สึกไม่มาก และอภิมนตรีสภาก็ตกเป็นเป้าการวิจารณ์อย่างหนักหน่วง ข้าพเจ้าจะขอจาระไนคำวิจารณ์บางข้อและตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น

1. People ask whether the Supreme Council is an advisory body or an executive body. Some think that the Council has too much power. I would answer that the Council is entirely advisory since it cannot carry out any executive actions at all. Its opinions have executive effect through the King alone. The way that the Council works at present is that it meets in the presence of the King and never meets without the presence of the King except by special order. Questions submitted to the Council are: all questions of policy, questions of national finance, appointments of High officials such as Ministers of State, questions of high and special rewards such as ranks of Chow Phya and Grand Crosses (there has been abuse and backstairs influence in the past) and questions concerning tradition and important ceremonials. The King may also seek advice in personal or Royal Family affairs.

1. ผู้คนสงสัยว่า อภิมนตรีสภาเป็นองค์กรที่ปรึกษาหรือเป็นองค์กรบริหารกันแน่ บางคนคิดว่า สภานี้มีอำนาจมากไป ข้าพเจ้าใคร่ขอตอบว่า สภานี้มีหน้าที่ให้คำปรึกษาอย่างเดียว เพราะไม่อาจดำเนินการใด ๆ ในทางบริหารได้เลย ความเห็นของสภานี้จะมีผลในทางบริหารผ่านทางพระเจ้าแผ่นดินแต่ผู้เดียว วิธีทำงานของสภาในเวลานี้ คือ สภาจะประชุมโดยพระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ด้วย และไม่มีวันประชุมโดยพระเจ้าแผ่นดินไม่เสด็จอยู่ด้วยเว้นแต่มีรับสั่งเป็นพิเศษ คำถามทั้งหลายที่เสนอไปยังสภานั้น ได้แก่ คำถามทุกอย่างในทางนโยบาย คำถามในกิจการคลังของชาติ การแต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ดังเช่นเสนาบดีของรัฐ คำถามในการปูนบำเหน็จชั้นสูงและชั้นพิเศษดังเช่นยศเจ้าพระยาและสายสะพาย[18] (ในอดีตมีการนำไปใช้โดยมิชอบและก่อให้เกิดอิทธิพลหลังฉาก) และคำถามเกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรมอันสำคัญ พระเจ้าแผ่นดินอาจแสวงหาคำแนะนำในกิจการส่วนพระองค์หรือส่วนราชตระกูลด้วยก็ได้

In any question that concerns any Ministry, the Minister responsible may be invited to attend the meeting.

เมื่อมีคำถามใด ๆ เกี่ยวกับกระทรวงแห่งใด เสนาบดีผู้รับผิดชอบก็อาจได้รับเชิญร่วมประชุม

The Supreme Councillors sit in the Cabinet Council and give their opinions. Final decision on important matters such as the promulgation of a New Law or the signing of a treaty is always given in the Cabinet Council. Both in the Cabinet Council and in the Supreme Council the decision of the King alone prevails, although in the ordinary course of events, the King always adopts the opinion of the majority, but being still absolute he needs not necessarily do so.

อภิมนตรี[19] ย่อมนั่งประชุมในเสนาบดีสภาและออกความเห็น แต่การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายในเรื่องสำคัญดังเช่นการประกาศใช้กฎหมายใหม่หรือการลงนามในสนธิสัญญานั้นเป็นกิจของเสนาบดีสภาเสมอ และในเสนาบดีสภาก็ดี อภิมนตรีสภาก็ดี พระราชวินิจฉัยของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นที่เป็นใหญ่ ถึงแม้ในช่วงเหตุการณ์ปรกติ พระเจ้าแผ่นดินจะทรงรับตามความเห็นของเสียงส่วนใหญ่ตลอด แต่ในเมื่อทรงมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วไซร้ ก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องทรงกระทำเช่นนั้น

2. It is criticised that the Supreme Council being an advisory body should not sit in the Cabinet Council which is an executive body. I admit that this is quite true. This system is only adopted for the sake of convenience. It would make business much slower if the Supreme Council were not to sit in the Cabinet as any question decided on in the Cabinet will have to be deliberated on again in the Supreme Council. And since the King alone decides all questions, it does not seem necessary to introduce any complications at the present stage. If there is a Prime Minister to preside the Cabinet Council and who will submit the decisions of the Cabinet to the Kings, then it would be well to have the Supreme Council as a separate body which the King could consult and then give his final decision. We will talk more of this later.

2. วิจารณ์กันว่า อภิมนตรีสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษานั้นไม่ควรมานั่งประชุมในเสนาบดีสภาซึ่งเป็นองค์กรบริหาร ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้อนี้ค่อนข้างจริง เรารับระบบนี้มาเพียงเพื่อประโยชน์แห่งความสะดวก แต่ถ้าอภิมนตรีสภาไม่มานั่งประชุมในคณะเสนาบดีด้วยแล้ว การงานก็คงล่าช้าขึ้นมาก เพราะคำถามใด ๆ ที่วินิจฉัยกันในคณะเสนาบดี ก็ต้องยกไปพิจารณากันในอภิมนตรีสภาซ้ำอีก และเพราะพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้เดียวที่จะวินิจฉัยคำถามทั้งหลาย จึงยังไม่เห็นว่าจำเป็นจะต้องนำความยุ่งยากใด ๆ เข้ามาในชั้นนี้ ถ้ามีอัครมหาเสนาบดีมาเป็นประธานเสนาบดีสภาแล้ว ใครจะเป็นผู้ถวายคำวินิจฉัยของเสนาบดีสภาต่อพระเจ้าแผ่นดิน ฉะนั้น คงจะดีถ้าให้อภิมนตรีสภาเป็นองค์กรแยกต่างหากซึ่งพระเจ้าแผ่นดินจะได้ทรงปรึกษาได้ก่อนจะมีพระราชวินิจฉัยขั้นสุดท้าย เราจะคุยเรื่องนี้กันเพิ่มในภายหลัง

3. That there should be some law to indicate and regulate the duties of the Supreme Councillors. This is certainly needed, and a draft law has been drawn up, but owing to the conflicting opinions as to what should be the duties of the Supreme Councillors, I have shelved that draft for the present until a clearer idea of what is the best form to give to such a Council is forthcoming.

3. ที่ว่า ควรมีกฎหมายบางอย่างมาระบุและจัดระเบียบหน้าที่ของอภิมนตรีนั้น อันนี้จำเป็นแน่นอน และมีการยกร่างกฎหมายขึ้นแล้ว แต่เพราะยังเห็นไม่ลงรอยกันว่า หน้าที่ของอภิมนตรีควรมีอะไรบ้าง ข้าพเจ้าจึงพักร่างนี้ไว้ก่อน จนกว่าจะได้แนวคิดที่ชัดเจนขึ้นว่า กำหนดให้สภาเช่นนี้มีรูปแบบใดดีที่สุด

4. That the Supreme Council is approved of at this moment owing to the personalities of the Councillors, and that in the cases when these Councillors are replaced by others, the Council would not have the confidence of the people. I think such ideas are rather pessimistic. If there are no more good men in the future, we can have no hope for Siam.

4. ที่ว่า อภิมนตรีสภาเป็นที่ยอมรับในเวลานี้เพราะลักษณะส่วนตัวของผู้เป็นมนตรี และในกรณีที่เอาคนอื่นมาแทนมนตรีเหล่านี้แล้ว สภาจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า แนวคิดเช่นนี้ออกจะเป็นการมองแง่ร้ายไปหน่อย ถ้าสืบไปภายหน้าจะหาคนดีไม่ได้อีก เราก็สิ้นหวังสำหรับสยามแล้ว

5. That the existence of the Supreme Council lessens the prestige of the King. I admit that this is true, but I consider that the prestige of Kingship in this country can hardly be lower than at this moment. I have already explained the causes I doubt very much whether the old prestige could over be regained. I think that the evolution of the public opinion in Bangkok and educated class has already gone too far, and that it would be a wild goose chase to try and get back any of the old glory. The King should be content to do all the good he can, even though the credit were given to somebody else. I believe that at the present time and with the sentiment of the people as it is at this moment, all credit will always go to somebody else, to some Minister or some Prince, if there is no Supreme Council. If any things goes wrong, it would be attributed to influence of some wicked person and the foolishness of the King is being influenced by that person. People seem to have the idea that the King is a sort of nonentity who is easily influenced by anybody, and that he has no opinion of his own whatever. This statement may sound exagerated, but it is really very near to the truth.

5. ที่ว่า การมีอยู่ของอภิมนตรีสภาเป็นการบั่นทอนพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้อนี้ก็จริง แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า เกียรติยศของความเป็นราชาในประเทศนี้แทบจะไม่ตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้อีก ข้าพเจ้าได้อธิบายแล้วถึงเหตุที่ข้าพเจ้ากังขายิ่งนักว่า มีทางจะกอบกู้เกียรติยศแต่ครั้งเก่าก่อนได้อีกไหม ข้าพเจ้าคิดว่า ความเห็นของสาธารณชนในกรุงเทพฯ และในชั้นปัญญาชนนั้นวิวัฒนาการไปไกลโขแล้ว และการเพียรจะนำความรุ่งเรืองใด ๆ ในวันเก่ากลับคืนมานั้นคงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร พระเจ้าแผ่นดินควรพอพระทัยที่ได้ทำความดีทุกอย่างที่ทำได้ ถึงแม้คนอื่นจะได้หน้าก็ตาม ข้าพเจ้าเชื่อว่า ณ เวลานี้ และตามความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเช่นที่เป็นอยู่ในยามนี้ แม้ไม่มีอภิมนตรีสภา ทุกครั้งคนที่ได้หน้าก็จะเป็นคนอื่น เป็นเสนาบดีบางท่าน ไม่ก็เจ้าชายบางพระองค์อยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็จะยกให้เป็นอิทธิพลของคนชั่วบางคน และ[ถือว่า]พระเจ้าแผ่นดินกำลังถูกคนผู้นั้นชักจูงให้เลอะเทอะ ผู้คนดูจะมีแนวคิดว่า พระเจ้าแผ่นดินเป็นหัวโขนสักอย่างที่ใครก็ชักจูงได้ง่าย ๆ และพระเจ้าแผ่นดินไม่มีความเห็นเป็นของตนเลย คำพูดนี้อาจฟังแล้วเกินจริง แต่ที่จริงแล้วแทบไม่เกินจริง

6. That the Power of the King is lessened. This is, of course, what is intended. As I have already said, the days of absolute power are numbered. The S.C. certainly lessens the King’s power to do harm by the arbitrary actions, but surely, it does not lessen his power to do good as he ought to be supported by very wholeheartedly by the S.C. in that case.

6. ที่ว่า พระราชอำนาจพระเจ้าแผ่นดินถูกลดทอนนั้น แน่นอน นี่เป็นเรื่องที่ตั้งใจอยู่แล้ว ดังที่ข้าพเจ้าได้เอ่ยมาแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จนั้นนับวันได้ อ.ส.[20] จึงย่อมลดทอนพระราชอำนาจพระเจ้าแผ่นดินในอันที่จะกระทำการโดยพลการจนส่งผลเสียเป็นแน่ แต่ที่แน่ ๆ มิได้ลดทอนพระราชอำนาจในการทำดี ซึ่งในกรณีนี้ อ.ส. ควรสนับสนุนพระองค์อย่างสุดหัวใจจริง ๆ

I believe that some of the reasons why the S.C. is so much criticized and feared now is some sort of sentiment of envy. Anybody who has the ears of the King is always hated. It also makes backstairs influence rather difficult, because the people will now have to go to 5 or more backstairs instead of one or two.

ข้าพเจ้าเชื่อว่า เหตุผลบางอย่างที่ทำให้ อ.ส. กลายเป็นที่วิจารณ์และเกรงกลัวกันหนักหนาในเวลานี้ คือ ความรู้สึกริษยาในบางแง่ คนไหนที่พระเจ้าแผ่นดินเอาพระทัยใส่ คนนั้นก็ย่อมถูกชังน้ำหน้าเรื่อยไป อ.ส. ยังทำให้อิทธิพลหลังฉากเกิดค่อนข้างยาก เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนจะต้องเดินทะลุฉากถึงห้าชั้นหรือกว่านั้น แทนที่จะเป็นชั้นสองชั้น

Having stated some of the criticisms against the present form of the Supreme Council, I would put the…

ก็เมื่อได้กล่าวถึงคำวิจารณ์บางอย่างที่มีต่ออภิมนตรีสภาในรูปแบบปัจจุบันนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอตั้ง…
5th Question
คำถามที่ห้า

What is the best form to give to the Supreme Council? Is it worthwhile to make it a permanent institution of the country, or should it be allowed to die a natural death?

กำหนดให้อภิมนตรีสภามีรูปแบบใดดีที่สุด? คุ้มไหมที่จะให้สภานี้เป็นสถาบันถาวรของประเทศ หรือควรปล่อยให้สภานี้ยุติไปตามยถากรรม?
The Cabinet.
คณะเสนาบดี

You have said in your article in the Atlantic Monthly that the Governmental system of Siam is in water-tight compartments. This is perfectly true, but I think that it is inherent to the system of having Ministers each responsible to the King alone. Each works for the benefit of his Ministry alone and not to the benefit of the whole. An attempt has been made to improve matters by having weekly meeting. At least the Ministers meet once a week to discuss matters together, and I think that there has been a real improvement. But it would be better still if we were to have a Prime Minister to preside over the Cabinet. He should be allowed a fairly free choice of his colleagues, so that the Cabinet will work well as an homogenous body. The Ministers will be nominated by the King after having conferred with the Premier. I believe that this would be a real gain to the country. The Supreme Council will then act as a controlling body. I have already indicated the line in which work would be done under this system. The thing to decide is, whether this system should be used now or later.

ในบทความของท่านใน แอตแลนติกรายเดือน นั้น[21] ท่านได้กล่าวว่า ระบบการปกครองสยามอยู่ในสัดส่วนแยกกันอย่างรัดกุม ข้อนี้จริงแท้แน่นอน แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า นี่เป็นเนื้อในของระบบที่ให้เสนาบดีแต่ละคนรับผิดชอบต่อพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว แต่ละคนย่อมดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของกระทรวงตนฝ่ายเดียว มิใช่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ได้พยายามจะปรับปรุงเรื่องนี้โดยให้มีประชุมทุกสัปดาห์แล้ว อย่างน้อยเสนาบดีจะพบกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อถกเรื่องต่าง ๆ ด้วยกัน และข้าพเจ้าเห็นว่า มีการกระเตื้องขึ้นจริง ๆ แต่ก็ยังจะดีกว่านี้ได้ถ้าเรามีอัครมหาเสนาบดีมาเป็นประธานคณะเสนาบดี คนผู้นี้ควรได้รับอนุญาตให้มีอิสระพอสมควรในการเลือกเพื่อนร่วมงานของตน เพื่อที่คณะเสนาบดีจะทำงานได้ดีอย่างองค์กรซึ่งมีรากเหง้าเดียวกัน เสนาบดีนั้นพระเจ้าแผ่นดินจะได้ทรงตั้งขึ้นหลังจากที่ได้ทรงปรึกษากับมหาเสนาบดี[22] ข้าพเจ้าเชื่อว่า นี่จะเป็นผลประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง ส่วนอภิมนตรีสภานั้นก็จะได้ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรควบคุม ข้าพเจ้าได้กำหนดแนวทางสำหรับดำเนินงานภายใต้ระบบนี้เรียบร้อยแล้ว ส่วนสิ่งที่จะต้องวินิจฉัย ก็คือ ระบบนี้ควรนำมาใช้เลยหรือเอาไว้ก่อน
6th Question.
คำถามที่หก

Should we have a Prime Minister? Should this system be inaugurated now?

เราควรมีอัครมหาเสนาบดีหรือไม่? ควรเริ่มระบบนี้ตอนนี้เลยหรือไม่?
The Legislative Council.
สภานิติบัญญัติ

The question of having some sort of Legislative Council has been discussed many times. A sort of Legislative Council was created early in the Reign of King Chulalongkorn. This Council consisted of Ministers of State and 12 nominated members. The Council remained in existence for about 5 years and since then has become a dead letter although some of the Councillors of those days are still living. I think that it was given up because it was felt that there was no real need for such a Council and that it only delayed the work of the Ministers.

คำถามเกี่ยวกับการมีสภานิติบัญญัติสักสภานั้นได้ถกกันมาหลายวาระแล้ว ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติประเภทหนึ่งขึ้น[23] สภานี้ประกอบด้วยเสนาบดีแห่งรัฐและสมาชิกที่ทรงแต่งตั้งมาสิบสองคน สภานี้ดำรงอยู่ราวห้าปี และหลังจากนั้นก็เข้ากรุไป กระนั้น สมาชิกบางคนในครั้งนั้นเดี๋ยวนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่า สภานี้ล้มเลิกไปเพราะรู้สึกกันว่า ไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องมีสภาเช่นนั้น และสภานี้มีแต่ทำให้งานของเสนาบดีล่าช้า

When the late King came to Throne, the Prince of Pitsanuloke recommended the formation of a Council of State similar to what existed in Russia at that time (not the Douma). I believe the matter was discussed in a Cabinet meeting, but the scheme was not adopted, owing to the opinion of Mr. Jens Westengaard who thought that any makeshift form of Parliamentary system would serve no good purpose.

ครั้นพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ กรมหลวงพิษณุโลกฯ[24] ถวายคำแนะนำให้ทรงก่อตั้งสภาแห่งรัฐ คล้าย ๆ กับที่มีอยู่ในรัสเซียสมัยนั้น (ไม่ได้หมายถึง ดูมา)[25] ข้าพเจ้าเชื่อว่า เรื่องนี้ได้ถกกันในที่ประชุมคณะเสนาบดีแล้ว แต่ก็มิได้ตกลงรับโครงการนี้ เนื่องจากความเห็นของนายเจนส์ เวสเตนการ์ด[26] ที่คิดว่า การนำระบบรัฐสภารูปแบบใด ๆ มาใช้แก้ขัดนั้นไม่ช่วยให้เกิดผลดีอันใด

Prince Damrong has now submitted a new idea of a Legislative Council, composed of officials nominated from every Ministry. This Council will really work as a sort of Law drafting Commission. We have already got a Department for drafting laws, and I am not sure that the proposed Council would be able to do the work better. Rather the contrary I am afraid, and it will delay work too. Besides that, it may attempt to criticize the policy of the Ministers, and as the Councillors are officials in the Ministries appointed for a time only, the system may not be very good for discipline. The difficulty about such a nominated Council has always been the question of recruiting the members. At the present moment we cannot afford to pay the members, and we cannot get unpaid members.

บัดนี้ กรมพระดำรงฯ[13] ได้เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบด้วยข้าราชการที่แต่งตั้งจากทุกกระทรวง ที่จริงสภานี้จะทำงานเหมือนเป็นคณะกรรมการร่างกฎหมายสักคณะ แต่เรามีกรมร่างกฎหมายอยู่แล้ว และข้าพเจ้าไม่มั่นใจว่า สภาที่เสนอมานั้นจะทำงานได้ดีกว่ากัน ความกริ่งเกรงของข้าพเจ้านั้นออกจะไปในทางตรงกันข้าม และสภานี้ก็จะทำให้งานล่าช้าเหมือนกัน นอกจากนั้น สภาอาจพยายามวิจารณ์นโยบายของเสนาบดี และด้วยเหตุที่สมาชิกสภาได้แก่ข้าราชการในกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งแต่งตั้งมาแต่ชั่ววาระหนึ่ง ระบบนี้จึงอาจไม่ดีนักสำหรับการรักษาวินัย ปัญหาในการสรรหาสมาชิกนั้นก่อความยากลำบากเกี่ยวกับสภาที่มาจากแต่งตั้งดังกล่าวเสมอ ในยามนี้เราไม่มีเงินพอจะจ้างสมาชิก และเราก็ไม่มีทางจะได้สมาชิกที่ไม่รับค่าจ้าง
7th Question.
คำถามที่เจ็ด

Should we have a Legislative Council? What should be the constitution of such a Council? (I have received many petitions to form some sort of Council).

เราควรมีสภานิติบัญญัติหรือไม่? องค์ประกอบ[27] ของสภาเช่นว่านั้นควรเป็นเช่นไร? (ข้าพเจ้าได้รับฎีกาหลายฉบับให้จัดตั้งสภาขึ้นสักอย่าง)
2. Financial Affairs.
2. กิจการคลัง

I will not say much about financial affairs as I do feel that I am not competent in the matter. I think that we have a very capable advisor in Sir Edward Cooke.

เกี่ยวกับกิจการคลังนั้น ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวมากมาย เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่า ตนเองไร้ความสามารถในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า เรามีที่ปรึกษาที่เปี่ยมความสามารถอย่างยิ่งอยู่แล้ว คือ เซอร์เอ็ดเวิร์ด คูก

The one important question is the proper division of the resources available among the Ministries. I know that, in your opinion. We spend too much on the Defence forces. I am inclined to agree with you in this respect, yet the cutting down of expenditures on Defence is a very serious responsibility. Very few people dare advocate such a thing, as we have too many experiences of the swashbuckling policy of our neighbours.

ปัญหาสำคัญข้อหนึ่ง คือ การปันทรัพยากรที่มีในหมู่กระทรวงต่าง ๆ นั้นให้เหมาะสม ข้าพเจ้าทราบว่า ในความเห็นของท่าน เราใช้เงินมากไปในด้านกองกำลังกลาโหม ข้าพเจ้ามีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยกับท่านในประการนี้ กระนั้น การตัดงบประมาณด้านกลาโหมเป็นความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนัก มีไม่กี่คนที่กล้าหนุนเรื่องเช่นนี้ เพราะเราได้ประสบการณ์มากล้นจากนโยบายอันบ้าบิ่นของเพื่อนบ้านเรา

I am getting the whole of our financial policy overhauled, but I am somewhat at a disadvantage in not really competent in the matter.

ข้าพเจ้ากำลังจะยกเครื่องนโยบายการคลังทั้งหมดของเรา แต่ข้าพเจ้าออกจะด้อยเปรียบตรงที่ไม่มีความสามารถในเรื่องนี้เอาเสียเลย
8th Question.
คำถามที่แปด

Have you any opinion as to our financial policy?

ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการคลังของเราบ้างไหม?
3. Internal Affairs.
3. กิจการภายใน

The one change of importance that I am contemplating at this moment, is the organizations of Municipal Councils. I think that, at first, these Councils should be nominated. Later on we might try Municipal elections. This would give some idea as to the possibility of inaugurating some form of representative government. It will satisfy the advanced opinions of the country, and will be a good demonstration as to whether the people are really ready to have an effective voice in the affairs of the country.

การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ อันอยู่ในความครุ่นคิดของข้าพเจ้า ณ เวลานี้ คือ องค์การของสภาเทศบาล[28] ข้าพเจ้าเห็นว่า เบื้องต้น สภาเหล่านี้ควรมาจากการแต่งตั้ง จากนั้น เราอาจลองเลือกตั้งเทศบาล เรื่องนี้คงจะนำไปสู่แนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเริ่มการปกครองแบบมีผู้แทนสักแบบ เรื่องนี้จะเป็นที่ถูกใจของความคิดหัวก้าวหน้าในประเทศ ทั้งจะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า ประชาชนพร้อมจริง ๆ หรือยังที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในกิจการบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

Another question which I consider important is the Chinese question. The Chinese are very useful in Siam. In former days they marry Siamese women and became very good Siamese citizens. But since the Chinese revolution, there has been quite a change. Now the Chinese bring their wives from China, and are determined to remain Chinese. They organize schools in which they teach practically only the Chinese language. There is a rather disturbing state of affairs, as we loose a source of good and laborious citizens, and with the new ideas in China filtering through, it becomes a latent danger.

คำถามอีกข้อซึ่งข้าพเจ้ามองว่าสำคัญ คือ คำถามเกี่ยวกับจีน ชาวจีนเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในสยาม ในกาลก่อน เขาสมรสกับหญิงชาวสยามและกลายเป็นพลเมืองที่ดียิ่งของสยาม แต่นับจากการปฏิวัติจีนเป็นต้นมา ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงพอดู ในสมัยนี้ ชาวจีนพาภริยาของตัวมาจากจีน และตกลงใจจะเป็นจีนต่อไป เขาตั้งโรงเรียนที่ซึ่งการเรียนการสอนเกือบทั้งหมดเป็นภาษาจีนล้วน ๆ เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างชวนวิตก เพราะเราต้องสูญเสียบ่อเกิดพลเมืองที่ดีและอุตสาหะไป ทั้งเมื่อแนวคิดใหม่ ๆ ในจีนหลั่งไหลไปทั่ว ก็ย่อมกลายเป็นภัยแอบแฝง
9th Question.
คำถามที่เก้า

Can something be done to make the Chinese become Siamese as in the old days? (In the Straits Settlements they are willing to become British subjects).

ทำอะไรได้บ้างไหมเพื่อให้ชาวจีนกลายเป็นชาวสยามเหมือนเมื่อก่อน? (ในนิคมช่องแคบ เขาสมัครใจจะกลายเป็นคนในบังคับบริเตน)

These are all the problems which we have not yet found satisfactory solutions or which are doubtful as to the proper way to attack. Others are being solved or on the point of being solved.

เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาทั้งหมดที่เรายังหาทางแก้ไขอันน่าพอใจมิได้ หรือจะตีให้แตกด้วยทางใดจึงจะเหมาะก็ยังกังขาอยู่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ กำลังแก้ไขหรือก็ใกล้จะได้แก้ไขแล้ว

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. ตาม Dictionary.com (2020a) "constitution" สามารถหมายถึง (1) ระบบระเบียบการบริหารองค์การ ประเทศ ฯลฯ และ (2) เอกสารว่าด้วยระบบระเบียบดังกล่าว นอกเหนือไปจากความหมายอื่น ในที่นี้ เมื่อพิเคราะห์เนื้อหาโดยรวม และการใช้คำนี้ในส่วนอื่น ๆ แล้ว เห็นว่า ไม่ได้หมายถึงเอกสาร จึงแปลว่า "ระเบียบการปกครอง"
  2. ต้นฉบับว่า "elect" ในที่นี้แปลว่า "สมมติ" ตามประเพณี ดังในถ้อยคำว่า "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" (ผู้คนหมู่ต่าง ๆ มาประชุมกันกำหนดขึ้น) หรือ "พระมหาสมมติ" (พระนามกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งตำนานพุทธศาสนาระบุว่า มาจากการที่ผู้คนพร้อมใจกันกำหนดให้เป็น) ทั้งนี้ "สมมติ" มีความหมายตรงตัวว่า ความคิดเห็นเสมอกัน, ความคิดเห็นเท่ากัน ฯลฯ มาจากภาษาสันสกฤตว่า "สม" (เสมอกัน) + "มติ" (ความคิดเห็น) ส่วนในที่อื่น ๆ จะแปล "elect" ว่า "เลือกตั้ง" ตามปรกติ
  3. อาจเรียกว่า "เสนาบดีฝ่ายอาณาจักร" หากเทียบกับถ้อยคำตามประเพณี เช่น ในประกาศยกรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ (ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ, 2472, น. 29) มีว่า "ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารและพลเรือน ทั้งพระพุทธจักรและพระราชอาณาจักร ประชุมในพระที่นั่งอนันตสมาคม" ซึ่งจะสอดคล้องกับถ้อยคำในภาษาอังกฤษที่ว่า "minister of state" อันสื่อว่า เป็น minister ฝ่ายรัฐ ตรงกันข้ามกับ "minister of the church" คือ minister ฝ่ายศาสนจักร (หมายถึง ศาสนาจารย์)
  4. ดูตัวอย่างการประชุมเช่นนี้เมื่อคราวรัชกาลที่ 4 สวรรคต ใน ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ (2472, น. 19–29) และ มหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล), เจ้าพระยา (2490, น. 27–31)
  5. เช่น สร้อยพระนามรัชกาลที่ 5 มีว่า "สรรพวิเศษศิรินธร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ" (กฎหมายลักษณอาญา, 2451, น. 207)
  6. ดู "กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467". (2467, 12 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 41, ตอน 0 ก. น. 195–213.
  7. สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย
  8. รัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2486 (อ้างถึงใน สุพจน์ ด่านตระกูล, ม.ป.ป.) ว่า "ให้ข้ามหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัชในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราไชยนั้นเสียเถิด เพราะหม่อมเจ้าวรานนท์ธวัชมีแม่ที่ไม่มีชาติสกุล เกรงว่าจะไม่เป็นที่เคารพแห่งพระบรมวงศานุวงศ์"
  9. ต้นฉบับว่า "this idea election" ซึ่งคงเป็นการเขียนหรือพิมพ์ผิด ที่ถูกอาจเป็น (1) "this ideal election" หรือ (2) "this idea of election" ในที่นี้แปลตาม (2)
  10. คำว่า "redicaled" นี้ ต้นฉบับคงเขียนหรือพิมพ์ผิด ที่ถูกอาจเป็น "ridiculed" (เย้ยหยัน ถากถาง ฯลฯ) หรือ "eradicated" (ล้างบาง ถอนรากถอนโคน ฯลฯ)
  11. ต้นฉบับว่า "it if" ซึ่งคงเป็นการเขียนหรือพิมพ์ผิด ที่ถูกอาจเป็น (1) "as if" หรือ (2) "if" เฉย ๆ ในที่นี้แปลตาม (2)
  12. ชื่อเต็ม คือ "อภิรัฐมนตรีสภา" ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Supreme Council of State" ดูเพิ่มเติมที่ สถานีย่อย:อภิรัฐมนตรีสภา
  13. 13.0 13.1 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
  14. สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
  15. สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
  16. ดู พระราชดำรัสทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา (2468, น. 2618–2620)
  17. สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
  18. "grand cross" เป็นชั้นเครื่องอิสริยาภรณ์ แปลตรงตัวว่า มหากางเขน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ป.ป.) ว่า เทียบได้กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทยชั้นสายสะพาย
  19. ชื่อเต็ม คือ "อภิรัฐมนตรี" ภาษาอังกฤษใช้ว่า "Supreme Councillor of State" ดูเพิ่มเติมที่ สถานีย่อย:อภิรัฐมนตรีสภา
  20. "อภิมนตรีสภา" (Supreme Council) หรือชื่อเต็มว่า "อภิรัฐมนตรีสภา" (Supreme Council of State) ดูเพิ่มเติมที่ สถานีย่อย:อภิรัฐมนตรีสภา
  21. ดู Sayre, F. B. (1926, pp. 841–851)
  22. ต้นฉบับใช้ทั้ง "prime minister" และ "premier" ในคำแปลนี้จึงใช้ "อัครมหาเสนาบดี" กับ "prime minister" และ "มหาเสนาบดี" กับ "premier" เพื่อแสดงความแตกต่างทางถ้อยคำเท่านั้น
  23. คงหมายถึง สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (Council of State) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ จ.ศ. 1236 (พ.ศ. 2417) ราวหกปีหลังรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ ดูเพิ่มเติมที่ สถานีย่อย:สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
  24. สมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
  25. Dictionary.com (2020b): "ดูมา" (duma) สามารถหมายถึง (1) สภาหรือสมัชชาอย่างเป็นทางการในประเทศรัสเซียก่อน ค.ศ. 1917, (2) สภานิติบัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นสภาล่างในรัฐสภารัสเซีย พระเจ้านิโคลัสที่ 2 ทรงตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1905
  26. เจนส์ ไอเวอร์เซน เวสเตนการ์ด (Jens Iversen Westengaard) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Foreign Language Press Survey, 1903)
  27. ตาม Dictionary.com (2020a) "constituion" สามารถหมายถึง องค์ประกอบ หรือรูปแบบการบริหาร ก็ได้ (นอกเหนือจากความหมายอื่น ๆ) ในที่นี้เห็นว่า กำลังอภิปรายเรื่ององค์ประกอบสภา มากกว่ารูปแบบการบริหารสภา จึงแปลว่า "องค์ประกอบ"
  28. ในที่นี้แปลว่า "องค์การ" เพราะต้นฉบับใช้รูปพหูพจน์ (organizations) แต่อาจเป็นการเขียนหรือพิมพ์ผิด เพราะควรเป็นรูปเอกพจน์ (organization) อันจะแปลว่า "การจัดระเบียบ"

บรรณานุกรม[แก้ไข]

ต้นฉบับ[แก้ไข]

อ้างอิง[แก้ไข]