ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 16 (2475)

นางจิตรา อภัยวงศ จะทำการปลงศพสนองคุณรองอำมาตย์เอก ขาบ อภัยวงศ ผู้สามี แจ้งความมายังราชบัณฑิตยสภาขออนุญาตพิมพ์หนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๖ เป็นครั้งที่ ๒ เพื่อแจกแก่ญาติมิตรผู้มาแสดงไมตรีจิตรในงานนั้น กรรมการราชบัณฑิตยสภาได้อนุญาตให้ตามประสงค์
หนังสือพงศาวดารเมืองพระตะบองที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย) แต่งทั้ง ๒ เรื่อง เรื่อง ๑ เมื่อในรัชชกาลที่ ๔ พระยาอภัยภูเบศร์ (นอง) ถึงอนิจกรรม เจ้าพระยาคทาธรฯ ยังเป็นพระยาคทาธรฯ เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท มีรับสั่งให้พระราชเสนาถามลำดับวงศสกุลผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองแต่ก่อนมา เจ้าพระยาคทาธรฯ จึงชี้แจงให้จดเนื้อความทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ อีกเรื่อง ๑ นั้นแต่งเมื่อในรัชชกาลที่ ๕ เวลาเจ้าพระยาคทาธรฯ เป็นพระยาผู้สำเร็จราชการเมืองแล้ว ในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รวบรวมหนังสือพงศาวดารต่าง ๆ อันปรากฏได้พิมพ์มาในประชุมพงศาวดารแล้วหลายเรื่อง เช่นพงศาวดารเมืองหลวงพระบางนั้นเป็นต้น และครั้งนั้นพระยาราชเสนามีราชการออกไปเมืองพระตะบอง ทำนองจะทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้ไปหาหนังสือพงศาวดารเมืองพระตะบองเข้ามาถวายด้วย จึงปรากฏว่าเจ้าพระยาคทาธรฯ ได้เรียบเรียงหนังสือพงศาวดารเมืองพระตะบองมอบให้พระยาราชเสนานำเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายอีกเรื่อง ๑ จึงเป็น ๒ เรื่องด้วยกัน ในการที่พิมพ์นี้ ได้เอาเรื่องแต่งทีหลังพิมพ์ไว้ข้างหน้า เพราะเห็นเป็นเรื่องพงศาวดารเมือง ส่วนเรื่องที่แต่งก่อนว่าด้วยวงศสกุลของผู้สำเร็จราชการเมือง จึงให้พิมพ์ไว้ข้างหลัง.
ในการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ เจ้าภาพได้นำประวัติของผู้มรณะส่งมาขอให้พิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกด้วย จึงได้พิมพ์ไว้ต่อคำนำนี้ไป.
วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
ข้าพระพุทธเจ้า พระยาคทาธรธรณินทร์ ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง ขอพระราชทานทำเรื่องพงศาวดารกษัตริย์กรุงกัมโพชาธิบดีกับลำดับเจ้าเมืองพระตะบองส่งให้พระยาราชเสนานำน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท
เดิมเมื่อครั้งกรุงธนบุรี เจ้าองค์ตนเป็นสมเด็จพระอุไทยราชาเจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี ภายหลังสมเด็จพระอุไทยราชาให้เจ้าองค์รามน้องต่างมารดาขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระรามาธิบดี สมเด็จพระอุไทยราชาลดลงมาอยู่ที่สมเด็จพระมหาอุปโยราช ครั้นศักราช ๑๑๔๒ ปีชวดโทศก (พ.ศ. ๒๓๒๓) สมเด็จพระมหาอุปโยราชถึงแก่พิราลัย ฝ่ายสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้ากรุงกัมโพชาประพฤติการไม่เป็นยุตติธรรม เสียประเพณีบ้านเมืองไป ฟ้าทะละหะ ชื่อมู พระยาจักรี ชื่อฟาง พระยาเดโช ชื่อแทน เจ้าเมืองกะพงสวาย พี่น้อง ๓ คน กับพระยากลาโหม ชื่อชู ขุนนางเหล่านี้เป็นฝักฝ่ายของสมเด็จพระอุปโยราช คิดก่อการกำเริบ ได้สมัคพรรคพวกมาก จับสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้ากรุงกัมโพชาสำเร็จโทษเสีย แล้วไปรับราชบุตรและราชธิดาสมเด็จพระอุปโยราชมาแต่เมืองบาพนม คือองค์เอง ชาย ๑ องค์เมญ ๑ องค์อี ๑ องค์เภา ๑ หญิง ๓ คน มาไว้เมืองพุทไทเพ็ชร์ แล้วฟ้าทะละหะตั้งตัวเป็นเจ้าฟ้ามหาอุปราช พระยาจักรีตั้งตัวเป็นพระองค์แก้ว พระยากลาโหมตั้งตัวเป็นสมเด็จเจ้าพระยา แต่พระยาเดโชเป็นเจ้าเมืองกะพงสวายอยู่ตามเดิม ฝ่ายพระยายมราช ชื่อแบน และพระยาพระเขมรทั้งปวงซึ่งเป็นข้าสมเด็จพระรามาธิบดี ก็พากันหนีเข้ามาณเมืองพระตะบอง บอกข้อราชการบ้านเมืองซึ่งเกิดจลาจลเข้ามาณกรุงธนบุรี ณเดือนยี่ ปีชวดโทศก ในแผ่นดินตาก
ครั้นศักราชได้ ๑๑๔๔ ปีขาลจัตวาศก (พ.ศ. ๒๓๒๕) แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ โปรดเกล้าฯ ให้พระยายมราชแบนออกไปปราบปรามกรุงกัมโพชาเรียบร้อยแล้ว พระยายมราชแบนจึงส่งเจ้าองค์เอง ชาย ๑ เจ้าองค์เมญ ๑ เจ้าองค์อี ๑ เจ้าองค์เภา ๑ หญิง ๓ เข้ามาณกรุงเทพฯ เวลานั้นเจ้าองค์เองยังเยาว์อยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยายมราชแบนเป็นฟ้าทะละหะ ให้อยู่รักษากรุงกัมโพชาธิบดี ตั้งทัพใหญ่อยู่ณเมืองอุดงมีไชย
ครั้นศักราชได้ ๑๑๕๖ ปีขาลฉศก (พ.ศ. ๒๓๓๗) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์โปรดเกล้าฯ อภิเศกให้เจ้าองค์เองออกไปเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีครองกรุงกัมโพชา จึงทรงขอแยกเมืองพระตะบอง เมืองนครเสียมราฐ มาขึ้นแก่กรุงเทพฯ แล้วโปรดให้ฟ้าทะละหะแบนพาขุนนางพระยาพระเขมรพรรคพวกเข้ามาตั้งอยู่ณเมืองพระตะบอง โปรดเกล้าฯ ตั้งให้ฟ้าทะละหะเป็นที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง (๑) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ได้ถวายบุตรชายคน ๑ ชื่อนายรศ มาเป็นมหาดเล็กรับราชการอยู่ณกรุงเทพฯ
สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์เองไปครองกรุงกัมโพชานั้น มีราชบุตรชื่อเจ้าองค์จันทร์ ๑ เจ้าองค์สงวน ๑ เจ้าองค์อิ่ม ๑ เจ้าองค์ด้วง ๑ แต่เจ้าองค์จันทร์กับเจ้าองค์สงวนร่วมมารดากัน เจ้าองค์อิ่มกับเจ้าองค์ด้วงร่วมมารดากัน สมเด็จพระรามาธิบดีองค์เองครองกรุงกัมโพชาได้ ๓ ปี ถึงแก่พิราลัย จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าองค์จันทร์เป็นสมเด็จพระอุไทยราชา ตั้งเจ้าองค์สงวนเป็นมหาอุปโยราช ตั้งเจ้าองค์อิ่มเป็นพระมหาอุปราช แต่เจ้าองค์ด้วงน้องสุดท้องนั้นยังเล็กอยู่ และเจ้าองค์จันทร์เมื่อครั้งโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปเป็นสมเด็จพระอุไทยราชาครองกรุงกัมโพชานั้น ชนมายุได้ ๑๖ พรรษา
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นเจ้าเมืองพระตะบองได้ ๑๖ ปี ถึงแก่กรรม ครั้นณปีมะเมียโทศก แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้พระยาพิบูลย์ราชแบน เป็นขุนนางในเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เป็นที่พระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบอง (๒) ทรงตั้งนายรศมหาดเล็กบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นพระวิเศษสุนทรผู้ช่วยราชการ
ฝ่ายกรุงกัมโพชาธิบดี สมเด็จพระอุไทยราชากับมหาอุปโยราชเกิดร้าวรานบาดหมางกัน สมเด็จพระอุไทยราชาให้จับพระยาจักรี ชื่อแบน ฆ่าเสีย ว่าเป็นฝักฝ่ายข้างมหาอุปโยราช ๆ มีความรังเกียจ จึงพาพระมหาอุปราชกับเจ้าองค์ด้วงและพระยาพระเขมรพรรคพวกเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ณกรุงเทพฯ ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชาก็ลงเรือพาพระยาพระเขมรไปพึ่งเจ้าเวียดนามเมืองญวนขอกองทัพญวนขึ้นมารักษากรุงกัมโพชาธิบดี ครั้งนั้นหัวเมืองเขมรที่ต่อแดนเมืองพระตะบองคงขึ้นอยู่กับกรุงเทพฯ และที่เมืองโพธิสัตว์คล้องได้พระยาช้างเผือก พระยาสวรรคโลก ชื่อเวด เจ้าเมืองโพธิสัตว์ จึงส่งเข้ามาถวายณกรุงเทพฯ พระราชทานนามว่าพระยาเศวตกุญชร พระยาสวรรคโลกมีความรังเกียจสมเด็จพระอุไทยราชา ก็พาครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารณกรุงเทพฯ พระยาพิบูลย์ราชเป็นที่พระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบองได้ ๕ ปี ถึงแก่กรรมเมื่อปีจอฉศก (พ.ศ. ๒๓๕๗) จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งพระวิเศษสุนทรรศบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นพระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบอง (๓) พระยาอภัยภูเบศร์รศเป็นเจ้าเมืองได้ ๑๓ ปี ณปีกุนนพศก (พ.ศ. ๒๓๗๐) ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาอุดมภักดี ชื่อเชด กับพระยาปลัดกรมการเมืองพระตะบอง บอกกล่าวโทษพระยาอภัยภูเบศร์รศเข้ามาณกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เอาตัวพระยาอภัยภูเบศร์รศเข้ามาตั้งเป็นพระพิพิธภักดีรับราชการณกรุงเทพฯ ตั้งพระยาอุดมภักดีเชดเป็นพระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบอง (๔) ต่อมา
ฝ่ายเจ้าองค์สงวนซึ่งเป็นพระมหาอุปโยราชเข้ามาอยู่ณกรุงเทพฯ ถึงแก่พิราลัย ครั้นณปีมะเส็งเบญจศก (พ.ศ. ๒๓๗๖) จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ที่สมุหนายก เป็นแม่ทัพใหญ่ยกออกไปตีกรุงกัมโพชา สมเด็จพระอุไทยราชาก็ลงเรือหนีลงไปเมืองไซ่ง่อน กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ยกติดตามไปจนถึงเปียมเนา มีกองทัพญวนขึ้นมาป้องกัน ได้รบกับกองทัพไทยหลายเวลา กองทัพไทยติดตามเอาตัวสมเด็จพระอุไทยราชาไม่ได้ กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ก็เลิกกลับเข้ามาตั้งอยู่ณเมืองพระตะบอง
ครั้นณปีมะเส็งฉศก พระยาอุดมภักดีซึ่งเป็นพระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบองได้ ๘ ปี ถึงแก่กรรม ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชาซึ่งหนีลงไปพึ่งเจ้าเวียดนามณเมืองญวน กลับเข้ามาถึงกรุงกัมโพชา ก็ถึงแก่พิราลัย สมเด็จพระอุไทยราชามีราชธิดา ๔ องค์ ชื่อเจ้าองค์แบน ๑ ชื่อเจ้าองค์มี ๑ ชื่อเจ้าองค์เภา ๑ ชื่อเจ้าองค์สงวน ๑ ต่างมารดากันทั้ง ๔ องค์ เจ้าเวียดนามจึงตั้งเจ้าองค์มีบุตรสมเด็จพระอุไทยราชาที่ ๒ ให้ครองกรุงกัมโพชาธิบดี
ถึงปีจอสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๓๘๑) โปรดให้ก่อกำแพงเมืองพระตะบอง ทรงตั้งเจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราชเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง (๕) ตั้งพระยาปลัด ชื่อรศ ให้เป็นพระยาวิเศษสุนทร มีเครื่องยศพานทอง กระบี่บั้งทอง กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ก็เลิกเข้าไปณกรุงเทพฯ
ณปีกุนเอกศก (พ.ศ. ๒๓๘๒) มีท้องตราโปรดออกไปที่เมืองพระตะบองว่าให้ยกเป็นกระบวนทัพไปสอดแนมจับพวกด่านเมืองโพธิสัตว์เข้ามาณกรุงเทพฯ จะได้ไต่ถามด้วยข้อราชการกรุงกัมโพชาธิบดี เจ้าองค์อิ่มเจ้าเมืองพระตะบองจึงจัดให้พระพิทักษ์บดินทร์ พระนรินทรโยธา คุมกองทัพยกไปตั้งณเมืองระสือ คอยจับคนเมืองโพธิสัตว์ อยู่ภายหลังเจ้าองค์อิ่มคิดกบฏ จับพระยาปลัด พระยกรบัตร กับกรมการ และกวาดต้อนครอบครัวลงเรือหนีไปเมืองพนมเปน แต่ครัวที่กวาดต้อนไปทางบกนั้น กองทัพพระพิทักษ์บดินทร์ พระนรินทรโยธา จับไว้ได้ จึงบอกข้อราชการเข้ามาณกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขัดเคืองเจ้าเขมร จึงโปรดเกล้าฯ ให้จำเจ้าองค์ด้วงไว้ที่ณทิมกรมพระตำรวจ ภายหลังพระยาศรีสหเทพ (เพ็ง) กราบบังคมทูลพระกรุณาว่าเจ้านายฝ่ายเขมรหมดเชื้อสาย เหลือแต่นักองค์ด้วงองค์เดียว ดุจแก้วหาค่ามิได้ ถ้านักองค์ด้วงเป็นอันตราย เมืองเขมรจะทำการไม่ตลอด ขอรับพระราชทานนักองค์ด้วงไปคุมไว้ที่บ้านพระยาศรีสหเทพ จะได้ทนุบำรุงมิให้เป็นอันตรายได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้พระยาศรีสหเทพรับตัวไป ให้ขุนจำนงอักษรเป็นผู้ดูและอุปถัมภ์บำรุงนักองค์ด้วงไว้ที่บ้านพระยาศรีสหเทพ นักองค์ด้วงจึงได้ยกนักโถน้องนักเทพซึ่งเป็นญาติฝ่ายมารดานักองค์ด้วงให้เป็นภรรยาขุนจำนงอักษร
ฝ่ายกรุงกัมโพชาธิบดี องเตียงกุนแม่ทัพญวนให้ส่งเจ้าองค์มีผู้ครองกรุงกัมโพชาธิบดี กับเจ้าหญิงราชธิดาสมเด็จพระอุไทยราชา และขุนนางพระยาพระเขมรผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสนาบดีผู้สำเร็จราชการหลายนาย ไปไว้ณเมืองเว้ ส่วนเจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราชซึ่งเป็นกบฏจับกรมการเมืองพระตะบองและครอบครัวออกไปกรุงกัมโพชาธิบดีนั้น องเตียงกุนก็ให้คุมตัวส่งไปไว้ณเมืองเว้ แต่กรมการเมืองพระตะบองที่มีชื่อเสียงเป็นคนแขงแรง ญวนให้ฆ่าเสียณกรุงกัมโพชาธิบดีบ้าง แยกย้ายไปไว้ตามหัวเมืองญวนซึ่งขึ้นกับเมืองเว้บ้าง องเตียงกุนแม่ทัพก็คิดจัดการจะครอบครองเอากรุงกัมโพชาธิบดีเป็นหัวเมืองของญวน ขุนนางพระยาพระเขมรหัวเมืองซึ่งขึ้นกับกรุงกัมโพชาธิบดีและไพร่บ้านพลเมืองก็ได้ความเดือดร้อน ก็พากันคิดก่อการกำเริบลุกลามฆ่าฟันกองทัพญวน กองทัพญวนยกมาปราบปรามเขมร ๆ กับญวนก็เป็นข้าศึกกันขึ้น
เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงบอกข้าราชการเข้ามาณกรุงเทพฯ ขอเจ้าองค์ด้วงออกไปณเมืองพระตะบอง แล้วเจ้าพระยาบดินทรเดชาก็ยกกองทัพพาเจ้าองค์ด้วงไปจากเมืองพระตะบอง ไปตั้งทัพใหญ่อยู่ณเมืองอุดงมีไชย องเตียงกุนก็ยังตั้งทัพอยู่ณเมืองพนมเปน รบพุ่งกันต่อมา ญวนยกขึ้นมาตีเมืองอุดงมีไชย เจ้าพระยาบดินทรเดชาตีกองทัพญวนแตกไป องเตียงกุนเห็นจะปราบปรามเมืองเขมรไม่ได้ ก็เสียใจ จึงให้เลิกกองทัพลงเรือถอยไปจากเมืองพนมเปน แล้วองเตียงกุนแม่ทัพก็กินยาพิศตาย เจ้าพระยาบดินทรเดชาก็เลื่อนกองทัพลงไปตั้งอยู่เมืองพนมเปน
เจ้าเวียดนามจึงตั้งให้องคำทรายเป็นแม่ทัพใหญ่มาตั้งอยู่ที่ณเมืองโชฎก แล้วให้มาพูดจาขอเลิกสงครามเป็นไมตรีกัน ญวนยอมให้เจ้าองค์ด้วงเป็นเจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี และยอมส่งเจ้าองค์มี กับเจ้าองค์เภา เจ้าองค์สงวน ขุนนางและเสนากรุงกัมโพชาธิบดี และครอบครัวเมืองพระตะบอง ซึ่งเจ้าองค์อิ่มกวาดต้อนเอาไปนั้น คืนมาให้กองทัพไทยณกรุงกัมโพชาธิบดี ขอแต่ให้เจ้าองค์ด้วงส่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงเวียดนาม ๓ ปีครั้ง ๑ ตามธรรมเนียม ญวนก็จะไม่มาเบียดเบียฬกรุงกัมโพชาธิบดีต่อไป ก็เป็นการตกลงเลิกรบกัน แต่เจ้าองค์แบนเป็นราชธิดาสมเด็จพระอุไทยราชานั้น ญวนมีความสงไสยว่าเป็นบุตรนักเทพหลานเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จึงให้ประหารชีวิตรเสียณเมืองเว้ เจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราชก็ถึงแก่พิราลัยที่เมืองญวน
ถึงปีมะแมนพศก (พ.ศ. ๒๓๙๐) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งองค์ด้วงเป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามามหาอิศราธิบดีเจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชาก็เลิกกลับเข้ามาณกรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ตั้งพระนรินทรโยธา ชื่อม่วง ให้เป็นพระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบอง (๖) แล้วองค์สมเด็จพระหริรักษ์ฯ ถวายเจ้าองค์ราชาวดี ๑ เจ้าองค์ศรีสวัสดิ ๑ เจ้าองค์วัตถา ๑ เข้ามารับราชการณกรุงเทพฯ
ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าองค์ราชาวดีเป็นองค์พระนโรดมพรหมบริรักษ์มหาอุปราช ตั้งเจ้าองค์ศรีสวัสดิเป็นองค์พระหริราชดไนยไกรแก้วฟ้า ไปช่วยราชการองค์สมเด็จพระหริรักษ์ฯ ณกรุงกัมโพชาธิบดี แต่เจ้าองค์วัตถาให้อยู่รับราชการณกรุงเทพฯ ทรงตั้งหลวงอภัยพิทักษ์ ชื่อเยีย บุตรพระยาอภัยภูเบศร์ เป็นพระคทาธรธรณินทร์ผู้ช่วยราชการเมืองพระตะบอง
องค์สมเด็จพระหริรักษ์ฯ ครองกรุงกัมโพชาธิบดีได้ ๑๓ ปี ถึงปีวอกโทศก (พ.ศ. ๒๔๐๓) ก็ถึงแก่พิราลัย ฝ่ายพระยาอภัยภูเบศร์บิดาพระคทาธรธรณินทร์เป็นเจ้าเมืองพระตะบองได้ ๑๓ ปี ก็ถึงอนิจกรรม จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งพระคทาธรธรณินทร์เยียให้เป็นผู้รั้งราชการเมืองพระตะบอง
ครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ พระราชทานอนุญาตให้เจ้าองค์วัตถาออกไปเยี่ยมศพสมเด็จพระหริรักษ์ฯ ณกรุงกัมโพชาธิบดี องค์สมเด็จพระนโรดมกับเจ้าองค์วัตถาก็เกิดร้าวรานบาดหมางถึงรบพุ่งกัน เจ้าองค์วัตถาแตกหนีมาทางเมืองกะพงสวายเข้ามาณเมืองนครเสียมราฐ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองพระตะบองรับเจ้าองค์วัตถาส่งเข้ามาณกรุงเทพฯ ภายหลังพระยาพระเขมรที่เป็นพรรคพวกเจ้าองค์วัตถาคิดก่อการกำเริบลุกลามขึ้นยกเป็นกระบวนทัพไปรบกับกองทัพองค์สมเด็จพระนโรดม กองทัพองค์สมเด็จพระนโรดมแตก องค์สมเด็จพระนโรดมก็พาครอบครัวพระยาพระเขมรหนีเข้ามาเมืองพระตะบอง แล้วก็บอกข้อราชการเข้ามาณกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรีคุมกองทัพออกไปตั้งอยู่ณเมืองพระตะบองคิดระงับเหตุการณ์ที่กรุงกัมโพชาธิบดี แต่องค์สมเด็จพระนโรดมนั้น ให้เข้ามาเฝ้าทูลละอองฯ ณกรุงเทพฯ ต่อมากองทัพเจ้าพระยามุขมนตรีเลื่อนออกไปตั้งอยู่ณเมืองอุดงมีไชย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ส่งองค์สมเด็จพระนโรดมออกไปทางเรือขึ้นที่เมืองกำปอดไปณเมืองอุดงมีไชย กองทัพเจ้าพระยามุขมนตรีก็เลิกกลับเข้ามาณกรุงเทพฯ
ถึงปีกุนเบญจศก (พ.ศ. ๒๔๐๖) จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งองค์พระนโรดมให้เป็นองค์สมเด็จพระนโรดมเจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี ครั้นปีชวดฉศก (พ.ศ. ๒๔๗๐) โปรดเกล้าฯ ตั้งพระคทาธรธรณินทร์เยียบุตรพระยาอภัยภูเบศร์เป็นที่พระยาคทาธรธรณินทร์เจ้าเมืองพระตะบอง (๗)
คิดลำดับกษัตริย์ซึ่งครองกรุงกัมโพชาธิบดี เจ้าองค์ตนซึ่งเป็นสมเด็จพระอุไทยราชาที่ ๑ เจ้าองค์รามเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เจ้าองค์เองเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีฃ ที่ ๓ เจ้าองค์จันทร์เป็นสมเด็จพระอุไทยราชาที่ ๔ เจ้าองค์มีบุตรหญิงเจ้าองค์จันทร์ที่ ๕ เจ้าองค์ด้วงเป็นสมเด็จพระหริรักษ์ที่ ๖ เจ้าองค์ราชาวดีเป็นองค์สมเด็จพระนโรดมที่ ๗ ลำดับกษัตริย์ครองกรุงกัมโพชาธิบดีสิ้นเท่านี้
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนยกจากกรุงกัมโพชาธิบดีตั้งอยู่ณะเมืองพระตะบองเมื่อจุลศักราช ๑๑๕๖ ปีขาลฉศก (พ.ศ. ๒๓๓๗) ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ครั้นศักราชได้ ๑๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๓๘๑) แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ที่สมุหนายก ออกมาตั้งหลักเมืองก่อกำแพงเมืองพระตะบอง คิดลำดับเจ้าเมืองพระตะบอง เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน ที่ ๑ พระยาพิบูลย์ราช ชื่อแบน เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๒ พระยาวิเศษสุนทร ชื่อรศ เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๓ พระอุดมภักดี ชื่อเชด เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๔ เจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราช เป็นเจ้าเมืองพระตะบองที่ ๕ พระนรินทรโยธา ชื่อฟอง เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๖ พระคทาธรธรณินทร์ ชื่อเยีย เป็นพระยาคทาธรธรณินทร์ที่ ๗ เมืองพระตะบอง
ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนเกียรติยศพระยาคทาธรฯ เยีย ขึ้นเป็นเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์เมื่อปีเถาะตรีศก (พ.ศ. ๒๔๓๔) เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ถึงอสัญกรรมปีมะโรงจัตวาศก (พ.ศ. ๒๔๓๕) ทรงตั้งพระอภัยพิทักษ์ชุ่ม บุตรเจ้าพระยาคทาธรฯ เยีย เป็นพระยาคทาธรธรณินทร์ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเป็นที่ ๘ ต่อมาถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ โปรดให้รวมหัวเมืองเขมร ๔ เมือง คือเมืองพระตะบอง ๑ เมืองนครเสียมราฐ ๑ เมืองพนมศก ๑ เมืองศรีโสภณ ๑ เข้าเป็นมณฑล เรียกว่ามณฑลบุรพา โปรดให้พระยาศักดาภิเดชวรฤทธิดั่นเป็นสมุหเทศาภิบาลคนแรก ต่อมาทรงตั้งพระยาคทาธรธรณินทร์ชุ่มเป็นสมุหเทศาภิบาลรับราชการมาจนรัฐบาลไทยทำหนังสือสัญญากับรัฐบาลฝรั่งเศสยอมคืนหัวเมืองเขมรให้แก่กรุงกัมโพชาเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ พระยาคทาธรธรณินทร์ชุ่มไม่สมัคไปอยู่กับต่างประเทศ ขออพยพเข้ามาเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ในพระราชอาณาจักร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองปราจิณบุรีจนบัดนี้.
วันพฤหัศบดี เดือนยี่ ขึ้นค่ำ ๑ จุลศักราช ๑๒๒๒ ปีวอกโทศ๑ก๐ (พ.ศ. ๒๔๐๓) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระราชเสนาเรียงพงศาวดารเมืองพระตะบองทูลเกล้าฯ ถวาย
พระราชเสนาได้หาตัวพระคทาธรธรณินทร์และกรมการผู้ใหญ่ในเมืองพระตะบองมาถาม ให้การว่า เมื่อครั้งแผ่นดินเจ้าตาก ขุนนางเขมรจับองค์สมเด็จพระรามาธิบดีฆ่าเสีย แล้วพระยายมราชแบนเข้ามาณกรุงเทพฯ ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยายมราชแบนออกไปปราบปรามเมืองเขมรสำเร็จแล้ว พระยายมราชส่งนักพระองค์เองกับเจ้าผู้หญิงเข้ามาณกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยายมราชแบนเป็นฟ้าทะละหะ เป็นผู้รักษากรุงกัมพูชาธิบดีอยู่เมืองไผทเพ็ชร์ ประมาณสี่ห้าปี จึงโปรดเกล้าฯ ให้เศกนักพระองค์เองเป็นองค์สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีออกไปครอบครองเมืองไผทเพ็ชร์ ฟ้าทะละหะแบนเข้ามาเฝ้าทูลละอองฯ
ณปีขาลฉศก จุลศักราช ๑๑๕๖ ปี (พ.ศ. ๒๓๓๗) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านสังแกขึ้นเป็นเมืองพระตะบอง ทรงตั้งฟ้าทะละหะแบนเป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ผู้สำเร็จราชการ ให้ยกเอาเมืองนครเสียมราฐมาเป็นเมืองขึ้นเมืองพระตะบองด้วย เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนถวายบุตร หญิง ชื่อนักอยู่ ชายชื่อนายรศ เข้ามาทำราชการอยู่ณกรุงเทพฯ พระนารายน์รามาธิบดีว่าราชการได้ ๓ ปีถึงแก่พิราลัย จึงโปรดตั้งนักพระองค์จันทร์บุตรสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีเป็นองค์สมเด็จพระอุไทยราชาธิราชครอบครองกรุงกัมพูชาณเมืองไผทเพ็ชร์ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนยกนักเทพบุตรหญิงให้เป็นห้ามองค์สมเด็จพระอุไทยราชาธิราชคนหนึ่ง ให้นายมาบุตรเป็นมหาดเล็กคนหนึ่ง พระอุไทยราชาธิราชตั้งนายมาบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นขุนนางหลายที่ จนมาเป็นที่พระองค์แก้ว นักเทพมีบุตรหญิงกับพระอุไทยราชาธิราชคนหนึ่ง ชื่อนักองค์แป้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนว่าราชการได้ ๑๖ ปี ถึงแก่กรรมณปีมะเส็งเอกศก พ.ศ. ๒๓๕๒
ณปีมะเมียโทศก พ.ศ. ๒๓๕๓ ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงตั้งพระยาพิบูลย์ราช ชื่อแบน เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเป็นที่ ๒ ทรงตั้งนายรศมหาดเล็กบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นที่พระวิเศษสุนทรผู้ช่วยราชการ ทรงตั้งนายเตียงบุตรพระยาพิบูลยราชแบนเป็นที่พระภักดีบริรักษ์ผู้ช่วยราชการ ทรงตั้งนายองบุตรเลี้ยงพระยาพิบูลยราชแบนเป็นที่พระวิชิตสงครามปลัดเมืองนครเสียมราฐ
พระยาอภัยภูเบศร์แบนว่าราชการได้ ๕ ปี ถึงอนิจกรรมเมื่อเดือน ๑๐ ปีจอ ฉศก (พ.ศ. ๒๓๕๗) ครั้นณเดือน ๑๒ ปีจอฉศกนั้น โปรดให้พระมหาเทพนำเครื่องยศออกไปตั้งพระวิเศษสุนทรรศบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นพระยาอภัยภูเบศร์ ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเป็นที่ ๓ ตั้งพระภักดีบริรักษ์เตียงบุตรพระยาอภัยภูเบศร์พิบูลย์เป็นพระยาวิเศษสุนทร ตั้งนายศรีน้องชายพระยาวิเศษสุนทรเตียงเป็นพระภักดีบริรักษ์ผู้ช่วย
ครั้นณปีกุนสัปตกศก (พ.ศ. ๒๓๕๘) พระยาสังขโลกนองเจ้าเมืองโพธิสัตว์ยกกองทัพมาตีเมืองพระตะบอง ๆ สู้รบจับพระยาสังขโลกนองได้ ส่งเข้ามาณกรุงเทพฯ แล้วพระยาจักรีเชดเมืองพระตะบองถวายบุตรชาย ชื่อนายศุข บุตรเขยชื่อนายแก้ว เข้ามาเป็นมหาดเล็ก จึงทรงตั้งนายแก้วบุตรเขยพระยาจักรีเชดเป็นพระรัตนวาที
ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระภักดีบริรักษ์น้องชายพระยาวิเศษสุนทรเตียงถึงแก่กรรม โปรดให้เลื่อนพระรัตนวาทีแก้วเป็นพระพิทักษ์บดินทรผู้ช่วยราชการเมืองพระตะบอง ทรงตั้งพระยาจักรีเชดเป็นที่พระยาอุดมภักดี อยู่มาพระพิทักษ์บดินทรแก้วป่วยถึงแก่กรรม พระยานครเสียมราฐเข้ามาเฝ้าทูลละอองฯ ก็ป่วยถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งพระวิชิตสงครามองบุตรเลี้ยงพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นที่พระยานครเสียมราฐ แต่พระยาอภัยภูเบศร์รรศว่าราชการได้ ๑๓ ปี ณเดือน ๔ ปีกุนนพศก (พ.ศ. ๒๓๗๐) พระยาอุดมภักดีเชด พระยาปลัดรศ กรมการเมืองพระตะบอง บอกกล่าวโทษพระยาอภัยภูเบศร์รศเป็นเนื้อความหลายข้อ มีตราให้หาตัวพระยาอภัยภูเบศร์รศเข้ามาอยู่ณกรุงเทพฯ แล้วทรงตั้งเป็นพระยาพิพิธภักดีอยู่รับราชการในกรุงฯ แล้วตั้งพระยาอุดมภักดีเชดเป็นพระยาอภัยภูเบศร์ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเป็นที่ ๔ ทรงตั้งนายศุขบุตรพระยาอภัยภูเบศร์เชดเป็นพระภักดีบริรักษ์ ตั้งนายโสมบุตรพระยาอภัยภูเบศร์เชดเป็นพระพิทักษ์บดินทรเมืองพระตะบอง ทรงตั้งพระวังนองบุตรเขยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นพระยามโนไมตรีเจ้าเมืองระสือ
ครั้นณปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๓๗๓) พระองค์แก้วบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนหนีเข้ามา โปรดให้เป็นเจ้าเมืองสวายเจียก ถึงปีเถาะตรีศก (พ.ศ. ๒๓๗๕) พระยามโนไมตรีนองเกลี้ยกล่อมได้พระยาสังขโลกกดเจ้าเมืองโพธิสัตว์เข้ามาณกรุงเทพฯ ณปีมะเส็งเบญจศกเจ้าพระยาบดินทรเดชายกออกไปเมืองพนมเปนแล้วกลับมาเมืองพระตะบอง เมื่อปีมะเมีย ฉศก (พ.ศ. ๒๓๗๗) พระยาอภัยภูเบศร์เชดถึงอนิจกรรม โปรดเกล้าฯ ตั้งองค์อิ่มเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง นับเป็นที่ ๕ พระราชทานพานทองพระยาปลัดรศ ตั้งพระยามโนไมตรีนองบุตรเขยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเป็นพระนรินทรโยธา ตั้งพระยานครเสียมราฐเป็นพระยานุภาพไตรภพเจ้าเมือง ให้ยกเมืองนครเสียมราฐมาขึ้นกรุงเทพฯ แต่นั้น แล้วทรงตั้งพระยาวิเศษสุนทรเตียงเป็นเจ้าเมืองอรัญประเทศ แล้วเจ้าพระยาบดินทรเดชากลับเข้ามากรุงเทพฯ
ถึงเดือนอ้าย ปีกุนเอกศก (พ.ศ. ๒๓๘๒) นักพระองค์อิ่มเป็นกบฏ จับพระยาปลัดรศ พระยกรบัตร กรมการ แล้วพาหนีไปหาญวน ครั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชายกออกไปถึงเมืองพระตะบอง ให้พระพิทักษ์ดินทร โสมบุตรพระยาอภัยภูเบศร์เชดว่าที่เจ้าเมือง ให้พระนรินทรโยธานองว่าที่ปลัด ให้นายโสมบุตรพระนรินทรโยธานองเป็นที่หลวงอภัยพิทักษ์ ให้พระมหาดไทยจันบุตรพระพิทักษ์บดินทรแก้วเป็นพระยามโนไมตรี แล้วคิดทำศึกกับญวนได้ ๒ ปี พระพิทักษ์บดินทรโสมถึงแก่กรรม พระนรินทรโยธาได้รั้งราชการเมืองพระตะบอง
ครั้นณปีวอกโทศก (พ.ศ. ๒๓๙๓) ทรงตั้งพระนรินทรโยธานองบุตรพระยาธิราชวงศาเป็นพระยาอภัยภูเบศร์ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเป็นที่ ๖ และทรงตั้งหลวงอนุรักษ์มนตรีเกตเป็นที่ปลัดเมือง มาจนในแผ่นดินปัตยุบันนี้ (คือในรัชชกาลที่ ๔) ครั้นพระปลัดเกตเป็นโทษ ทรงตั้งพระยามโนไมตรีจันพี่ชายพระปลัดเกตเป็นที่พระยาปลัด ตั้งพระปลัดเกตเป็นที่พระสุพรรณพิศาลจางวางส่วยทอง
พระยาอภัยภูเบศร์นองว่าราชการเมืองมาได้ ๑๒ ปี ณวันศุกร เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ปีวอกโทศก (พ.ศ. ๒๔๐๓) ถึงอนิจกรรม เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนมีบุตรชายหญิงรวม ๑๖ คน มีรายชื่อดังนี้
พระยาอภัยภูเบศร์ รศ ๑
พระองค์แก้ว มา ๑
พระนรินทรบริรักษ์ อุ่ม ๑
พระยกรบัตร ดม ๑
หลวงเมือง เม้า ๑
หลวงสัจจาคม เมืองโตนด ๑
นายกอง ๑
นายเกต ๑
รวมบุตรชาย ๘
หม่อมอยู่ ๑
นักเทพ ห้ามนักพระองค์จันทร์ ๑
อำแดงมี ภรรยาพระสุพรรณพิศาล ๑
อำแดงปก ๑
อำแดงแป้น ๑
อำแดงนวม ๑
อำแดงเมียด ๑
อำแดงแก้ว ๑
รวมบุตรหญิง ๘ คน
พระยาอภัยภูเบศร์แบน (ที่ ๒) มีบุตรชายหญิงรวม ๙ คน มีรายชื่อดังนี้
พระวิเศษสุนทร เตียง ๑
พระภักดีบริรักษ์ ศรี ๑
พระยานุภาพไตรภพ อง บุตรเลี้ยง ๑
หลวงอาสาประเทศ ๑
นายเสือ ๑
รวมบุตรชาย ๕ คน
อัมพา ทำราชการอยู่ในกรุง ๑
อำแดงแป้น ๑
อำแดงมก ๑
อำแดงเมน ๑
รวมบุตรหญิง ๔ คน
พระยาอภัยภูเบศร์รศมีบุตรชายหญิงรวม ๑๐ คน มีรายชื่อดังนี้
พระพิทักษ์สรไกร อยู่เมืองนครราชสิมา ๑
นายแก้ว ๑
นายเมียก ๑
นายฉิม ๑
นายเพ็ชร์ ๑
รวมบุตรชาย ๕ คน
เอม ภรรยาพระยานุภาพไตรภพ เมืองนครเสียมราฐ ๑
กอง ภรรยาเจ้าพระยานครราชสิมา ๑
แป้น ภรรยาพระยาราชสุภาวดี ๑
ทับ ภรรยาพระยายมราชเมืองอุดงมีไชย ๑
อำแดงแย้ม ๑
รวมบุตรหญิง ๕ คน
พระยาอภัยภูเบศร์เชดมีบุตรชายหญิงรวม ๔ คน มีรายชื่อดังนี้
พระภักดีบริรักษ์ ศุข ๑
พระพิทักษ์บดินทร โสม ๑
รวมบุตรชาย ๒ คน
อำแดงแก้ว ภรรยาพระยาพิทักษ์บดินทร แก้ว ๑
อำแดงกอง ภรรยาพระเสนาธิบดีเมืองพระตะบอง ๑
รวมบุตรหญิง ๒ คน
นักพระองค์อิ่มมีบุตรชายหญิงรวม ๓ คน มีรายชื่อดังนี้
นักองค์ทิม ชาย ๑
นักองค์มี หญิง ๑
นักองค์ดารา หญิง ๑
พระยาอภัยภูเบศร์นองมีบุตรชายรวม ๕ คน มีรายชื่อดังนี้
หลวงอภัยพิทักษ์ เป็นพระคทาธรธรณินทร์ เยีย ๑
นายทองอยู่ ๑
นายขำ ๑
นายบัว ๑
นายยศ ๑
เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์เยียมีบุตรชายหญิงรวม ๔ คน มีรายชื่อดังนี้
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ชุ่ม ๑
คุณหญิงขลิบ ภรรยาพระยาณรงค์เรืองฤทธิ บุตรเจ้าพระยามุขมนตรี ๑
นางเทศ ภรรยาพระโยธาธิราช ทองคำ บุตรเจ้าพระยามุขมนตรี ๑
นางสมบุญ ภรรยาหม่อมเทวาธิราช ม.ร.ว.แดง อิศรเสนา ณอยุธยา ๑
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ชุ่ม อภัยวงศ์ มีบุตรชายหญิงหลายคน บุตรภรรยาหลวงรวม ๔ คน คือ
พระอภัยพิทักษ์ เลื่อม แต่งงานกับนางสาวสงวน สิงหเสนี ธิดาพระยาณรงค์เรืองฤทธิกับคุณหญิงขลิบ ๑
พระยาอภัยวงศ์วรเศรษฐ์ ช่วง ๑
หม่อมเชื่อม ท.จ. ในพระองค์เจ้าจรูญศักดิกฤดากร ๑
คุณหญิงรื่น ภรรยาพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ เชียร กัลยาณมิตร บุตรเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ ๑
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse
