ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 8/เรื่องที่ 5

จาก วิกิซอร์ซ
ดูฉบับอื่นของงานนี้ที่ ตำนานพระโกศและหีบศพบรรดาศักดิ์
ตำนานพระโกษฐ
กรมพระสมมตอมรพันธุ์ กรมพระดำรงราชานุภาพ
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงษ์
ช่วยกันทรงสืบสวนเรียบเรียง

พระโกษฐที่ทรงพระบรมศพแลพระศพเจ้านาย กับโกษฐที่พระราชทานสำหรับศพข้าราชการผู้มีบันดาศักดิสูง ซึ่งมีอยู่เวลานี้ รวมเบ็ดเสร็จมี ๑๔ อย่าง เรียงโดยลำดับยศเปนดังนี้

พระโกษฐทองใหญ่

พระโกษฐทองรองทรง นับเสมอพระโกษฐทองใหญ่

พระโกษฐทองเล็ก

พระโกษฐทองน้อย

พระโกษฐกุดั่นใหญ่

พระโกษฐกุดั่นน้อย

พระโกษฐมณฑปใหญ่

พระโกษฐมณฑปน้อย

พระโกษฐไม้สิบสอง

๑๐พระโกษฐพระองค์เจ้า เดิมเรียกว่าโกษฐลังกา

๑๑โกษฐราชินิกูล

๑๒โกษฐเกราะ

๑๓โกษฐแปดเหลี่ยม

๑๔โกษฐโถ

ตำนานพระโกษฐทั้งปวงนี้ มีปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดารบ้าง บอกเล่าต่อกันสืบมาบ้าง ต้องสันนิฐานบ้าง มีตำนานดังแสดงต่อไปนี้ เรียงลำดับตามสมัยที่สร้าง

ที่โกษฐแปดเหลี่ยม มีอยู่ ๔ โกษฐด้วยกัน แต่โกษฐหนึ่งนั้นเก่ามาก ไม่ทราบตำนานว่าสร้างครั้งไร สังเกตทำนองลวดลาย เห็นเปนอย่างเดียวกับช่างครั้งรัชกาลที่ ๑ แต่ฝีมือทำนั้นหยาบมาก ถ้าจะกะเอาว่าสร้างแต่ครั้งกรุงธนบุรี ก็เห็นว่าจะเปนการสมควร ด้วยเหตุข้อ ๑ ยุคนั้น เวลาว่างการทัพศึกมีน้อย งานพระเมรุต้องรีบชิงทำในเวลาว่างอันเปนเวลาสั้น จึงต้องเร่งทำเอาแต่พอให้ใช้ได้ทันงาน จะให้งดงามถึงที่ไม่ได้ ข้อ ๒ โกษฐแปดเหลี่ยมนี้เปนอย่างเดียวกันกับพระโกษฐกุดั่นอันมีตำนานปรากฎว่าสร้างเปนครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑ โกษฐแปดเหลี่ยมต้องมีอยู่ก่อนแล้ว พระโกษฐกุดั่นทำเอาอย่าง จึงจะเปนได้ ซึ่งโกษฐแปดเหลี่ยมจะทำทีหลังเอาอย่างพระโกษฐกุดั่นนั้นเปนไปไม่ได้ ใช้ประกอบศพที่ต่ำศักดิเปนกรรโชก เข้าใจว่าโกษฐแปดเหลี่ยมนี้เก่าแก่กว่าโกษฐชนิดอื่นหมด ด้วยยอดเปนหลังคา คงเปนแบบแรกที่แปลงมาจากเหมตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า ยังอิก ๓ โกษฐนั้น โกษฐหนึ่งก็ไม่ทราบแน่ว่าสร้างเมื่อไร แต่สังเกตฝีมือเห็นว่าคงทำราวรัชกาลที่ ๓ ฤๅที่ ๔ อิกโกษฐหนึ่งกรมหมื่นปราบปรปักษ์ทำขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ใช้ประกอบศพหม่อมแม้นในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดชเปนคราวแรก อิกโกษฐหนึ่งกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจขอพระบรมราชานุญาตทำถวายในรัชกาลนี้ ใช้ประกอบศพเจ้าจอมมารดาสังวาลเปนประเดิม

ที่โกษฐโถ มีอยู่ ๒ โกษฐ โกษฐหนึ่งนั้นเก่ามาก ลวดลายแลฝีมือเหมือนกับโกษฐแปดเหลี่ยมใบเก่า เห็นได้ว่าทำรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่ปรากฎตำนานว่าสร้างเมื่อไร ได้ยินแต่กล่าวกันว่าเปนโกษฐเก่าแก่ใช้มาแต่รัชกาลที่ ๑ แล้ว คำกล่าวเช่นนี้ ประกอบกับฝีมือที่ทำรุ่นเดียวกับโกษฐแปดเหลี่ยม ชักให้น่าเชื่อขึ้นอิกว่าโกษฐแปดเหลี่ยมแลโกษฐโถทั้งสองอย่างนี้สร้างแต่ครั้งกรุงธนบุรี ทำไมจึงเรียกโกษฐโถก็เข้าใจไม่ได้ รูปก็ไม่เห็นเหมือนโถ ทรงอย่างโกษฐแปดเหลี่ยมนั้นเอง แต่ถากแปลงเปนกลม ยอดแก้เปนทรงมงกุฎเหมือนชฎาลคร คงจะทำทีหลังโกษฐแปดเหลี่ยม แลเห็นจะได้เปนยศสูงกว่าโกษฐแปดเหลี่ยม ด้วยยอดทรงมงกุฎพาให้เข้าใจไปเช่นนั้น แต่เดี๋ยวนี้ถือว่าต่ำกว่าโกษฐแปดเหลี่ยม ใช้สำหรับพระราชทานพระราชาคณะแลข้าราชการที่มีบันดาศักดิ์ได้รับพระราชทานโกษฐเปนชั้นต้น อิกโกษฐหนึ่งเปนของทำเติมขึ้นใหม่ พระวรวงษ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการ เปนผู้ทำโดยรับสั่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ เมื่อในรัชกาลที่ ๕

ที่พระโกษฐกุดั่น ๒ พระโกษฐ สร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีมะแม จุลศักราช ๑๑๖๑ (พ.ศ. ๒๓๔๒) ทรงพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี แลเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ เมื่อทรงพระศพสมเด็จพระพี่นาง หุ้มทองคำทั้งสองพระโกษฐ ตามคำที่ว่ากันว่าพระโกษฐกุดั่นนั้นชำรุดหายไปเสียองค์หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ทรงค้นหาได้มาแต่ตัวพระโกษฐ จึงทรงทำฝาแลฐานใหม่ประกอบเข้า พระโกษฐองค์นี้เรียกว่า “กุดั่นใหญ่” ฝีมือทำซึ่งปรากฎอยู่ที่กาบพระโกษฐนั้นงามอย่างยิ่ง สมกับที่มีตำนานว่าเปนของทำในรัชกาลที่ ๑ อิกองค์หนึ่งเรียกว่า “กุดั่นน้อย” องค์นี้ที่ว่าไม่ได้ชำรุดสูญหาย แต่ดูทำนองลายในกาบไม่ค่อยเทียมทันเสมอกันกับพระโกษฐกุดั่นใหญ่อันมีตำนานว่าทำพร้อมกัน อาจจะเปนตัวแทนเสียแล้วก็ได้ พระโกษฐทั้งสององค์นี้เกียรติยศใช้ต่างกัน ทุกวันนี้ถือว่าพระโกษฐกุดั่นใหญ่เกียรติยศสูงกว่าพระโกษฐกุดั่นน้อย แลพระโกษฐกุดั่นน้อยนี้กรมหมื่นปราบปรปักษ์ได้ทรงสร้างเติมขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๕ อิกองค์ ๑

ที่พระโกษฐไม้สิบสอง มีตำนานว่าสร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๑๖๕ (พ.ศ. ๒๓๔๖) ทรงพระศพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ครั้งนั้นหุ้มทองคำ ในบัดนี้พระโกษฐไม้สิบสองมี ๒ องค์ ว่าเปนของเก่าองค์หนึ่ง เปนของสร้างเติมขึ้นใหม่อิกองค์หนึ่ง แต่ไม่ได้ความว่าสร้างเติมขึ้นเมื่อไร สังเกตดูรูปทรงลวดลายทั้งสององค์ไม่เห็นสมเปนฝีมือช่างในรัชกาลที่ ๑ สักองค์เดียว

ที่พระโกษฐทองใหญ่ สร้างในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีมะโรง จุลศักราช ๑๑๗๐ (พ.ศ. ๒๓๕๑) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์โปรดให้รื้อทองที่หุ้มพระโกษฐกุดั่นมาทำพระโกษฐทองใหญ่ขึ้นไว้สำหรับพระบรมศพของพระองค์ เมื่อทำพระโกษฐองค์นี้สำเร็จแล้ว โปรดให้เอาเข้าไปตั้งถวายทอดพระเนตรในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในปีนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ทรงพระอาไลยมาก แลจะใคร่ทอดพระเนตรพระโกษฐทองใหญ่ออกพระเมรุตั้งพระเบญจา จึงโปรดให้เชิญพระโกษฐทองใหญ่ไปประกอบพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ เปนครั้งแรก จึงเลยเปนประเพณีในรัชกาลต่อมาที่พระราชทานพระโกษฐทองใหญ่ให้ทรงพระศพอื่นเปนพิเศษนอกจากพระบรมศพได้ มีบาญชีจดไว้ในห้องพระอาลักษณลงมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ กรมพระสมมตอมรพันธุ์พบบาญชีนี้ ได้ทรงจดต่อมาจนรัชกาลปัจจุบัน มีอย่างนี้

พระโกษฐทองใหญ่ทรงพระบรมศพแลพระศพ
(ตามที่จดไว้เดิมในห้องพระอาลักษณ์)
ในรัชกาลที่ ๑

กรมหลวงศรีสุนทรเทพ

ในรัชกาลที่ ๒

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์

กรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย

สมเด็จพระสังฆราชวัดราชสิทธาราม

กรมหลวงพิทักษมนตรี

กรมหลวงเทพวดี

ในรัชกาลที่ ๓

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย

กรมหมื่นสุรินทรรักษ์

กรมขุนอิศรานุรักษ์

๑๐กรมพระราชวังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

๑๑พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ

๑๒สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

๑๓สมเด็จพระศรีสุลาไลย

๑๔กรมหลวงเทพพลภักดิ์

๑๕กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์

๑๖กรมหมื่นอับศรสุดาเทพ

ในรัชกาลที่ ๔

๑๗พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

๑๘สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัศ

๑๙กรมสมเด็จพระปรมานุชิต

๒๐กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร เมื่อชัก

๒๑กรมสมเด็จพระเดชาดิศร

๒๒กรมหลวงมหิศวรินทรฯ เมื่อชัก

๒๓พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพอย

๒๔กรมหมื่นวิศณุนารถนิภาธร

(จดหมายห้องพระอาลักษณหมดเท่านี้ ต่อนี้กรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงจด)

ต่อจากบาญชีนี้ที่ทราบ

กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ทราบว่าไม่ได้เปลี่ยนลองสี่เหลี่ยม ทรงพระโกษฐมณฑปตลอดงาน

๒๕พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒๖กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ

ในรัชกาลที่ ๕

๒๗พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒๘กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เมื่อชัก

๒๙กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ เมื่อชัก

๓๐สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน

๓๑สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน

๓๒พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์

๓๓กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์

๓๔กรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์

๓๕สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ

๓๖กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร

๓๗สมเด็จเจ้าฟ้าสมมติวงษ์วโรไทย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ

ในรัชกาลปัจจุบัน

๓๘พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

๓๙กรมหลวงวรเสรฐสุดา

๔๐สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์

(จดต่อเมื่อจะลงพิมพ์นี้)

๔๑กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เมื่อชัก

๔๒กรมพระสมมตอมรพันธุ์ เมื่อชัก

ที่พระโกษฐพระองค์เจ้า เรียกกันแต่แรกว่าโกษฐลังกา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริห์สร้างขึ้นแต่ครั้งยังทรงผนวช เปนลองสี่เหลี่ยม หุ้มผ้าขาว ยอดเปนฉัตรระบายผ้าขาว เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ทรงพระศพพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ (ก่อนมีพระโกษฐมณฑปน้อย) ต่อมาพระโกษฐ์นี้สำหรับทรงพระศพพระองค์เจ้าวังน่าแลพระองค์เจ้าตั้ง มาถึงในรัชกาลที่ ๕ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์จึงทรงคิดทำประกอบนอกขึ้น ต่อมากรมหมื่นปราบปรปักษ์ทำเติมขึ้นใหม่อิกพระโกษฐหนึ่ง จึงมีอยู่ในเวลานี้ ๒ พระโกษฐด้วยกัน

ที่พระโกษฐทองน้อย โปรดให้กรมพระเทเวศร์วัชรินทรสร้างขึ้นตามแบบอย่างพระโกษฐทองใหญ่เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ปีกุญ จุลศักราช ๑๒๑๓ (พ.ศ. ๒๓๙๔) สำหรับทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อผลัดพระโกษฐทองใหญ่ไปแต่งก่อนออกงานพระเมรุเมื่อทรงพระบรมศพฤๅตั้งงานพระศพคู่กับพระโกษฐทองใหญ่แล้วหุ้มทองคำ ถ้าใช้งานอื่นไม่หุ้ม กรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงจดคราวที่ได้หุ้มทองคำใช้นั้นไว้ มีอยู่ในท้ายบาญชีพระโกษฐทองใหญ่อย่างนี้

พระโกษฐทองน้อยหุ้มทองชั่วคราว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์

พระโกษฐทองน้อยนี้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล ณกรุงเทพ) สร้างเมื่อในรัชกาลที่ ๕ อิกองค์หนึ่ง

ที่พระโกษฐมณฑปน้อย โปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๔ สำหรับทรงพระศพพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์ ถ้าทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระโกษฐนี้หุ้มทองคำเฉภาะงาน

ที่พระโกษฐมณฑปใหญ่ โปรดให้กรมขุนราชสีหวิกรมคิดอย่างสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๒๒๕ (พ.ศ. ๒๔๐๖) เอาแบบมาแต่พระโกษฐมณฑปน้อย ทรงพระศพกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ก่อน ด้วยกรมพระพิทักษ์เทเวศร์พระรูปใหญ่โต พระศพลงลองพระโกษฐสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยมขึ้นโดยเฉภาะ จึงโปรดให้สร้างพระโกษฐมณฑปนี้สำหรับประกอบลองสี่เหลี่ยม พระโกษฐมณฑปใหญ่นี้ต่อมาสร้างขึ้นอิกองค์หนึ่ง แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ทราบแน่

ที่๑๐โกษฐเกราะ สร้างขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๒๒๕ (พ.ศ. ๒๔๐๖) สำหรับศพเจ้าพระยานิกรบดินทร ด้วยท่านอ้วน ศพลงลองสามัญไม่ได้ ต้องทำลองสี่เหลี่ยม จึงโปรดให้ทำโกษฐเกราะขึ้นประกอบ ที่เรียกว่า “โกษฐเกราะ” เพราะลายสลักเปนเกราะรัด

ที่๑๑โกษฐราชินิกูล โปรดให้กรมขุนราชสีหวิกรมสร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๑๒๒๘ (พ.ศ. ๒๔๐๙) พระราชทานให้ประกอบศพพระยามนตรีสุริยวงษ์ (ชุ่ม บุนนาค) ก่อนผู้อื่น

ที่๑๒พระโกษฐทองเล็ก โปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีกุญ จุลศักราช ๑๒๔๙ (พ.ศ. ๒๔๓๐) ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ เปนทีแรก แล้วได้ใช้ทรงพระศพเจ้านายต่อมา มีบาญชีกรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงจดไว้ในท้ายบาญชีพระโกษฐทองใหญ่อย่างนี้

พระโกษฐทองเล็ก

สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์

สมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง

เจ้าฟ้านภาจรจำรัสศรี

กรมขุนสุพรรณภาควดี

พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช

ที่๑๓พระโกษฐทองรองทรง โปรดให้กรมหมื่นปราบปรปักษ์ สร้างขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีชวด รัตนโกสินทรศก ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) พระโกษฐองค์นี้นับเหมือนกับพระโกษฐทองใหญ่ สำหรับใช้แทนที่พระโกษฐทองน้อยเวลาที่จะต้องหุ้มทองคำ เพื่อจะไม่ให้ต้องหุ้มเข้าแลรื้อออกบ่อย ๆ มีบาญชีคราวที่ได้ใช้ทรงพระบรมศพแลพระศพ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงจดไว้ในท้ายบาญชีพระโกษฐทองใหญ่อย่างนี้

พระโกษฐทองรองทรง
ในรัชกาลที่ ๕

กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์

สมเด็จเจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ

ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาแต่งพระโกษฐทองใหญ่

พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกย์ลักษณวดี

ยังมีเครื่องประดับสำหรับพระโกษฐอิก เช่นพระโกษฐทองใหญ่มีดอกไม้เพ็ชรเปนพุ่มเข้าบิณฑ์ ดอกไม้ไหว เฟื่อง ดอกไม้เอว ของเหล่านี้ประดับครบทุกอย่างแต่พระบรมศพ ถ้าพระราชทานให้ทรงพระศพเจ้านาย โดยปรกติไม่มีเครื่องประดับ ถ้าพระราชเครื่องประดับด้วย มีเปนชั้น ๆ กัน ชั้นต้นประดับพุ่มเข้าบิณฑ์กับเฟื่อง ชั้นสูงรองแต่พระบรมศพ ประดับดอกไม้เอวด้วยอิกอย่างหนึ่ง พระโกษฐเจ้านายก็มีเครื่องประดับ คือยอดพุ่มเข้าบิณฑ์แลเฟื่อง ต่อที่ทรงบันดาศักดิสูงจึงใช้เครื่องประดับ ถ้าพระราชทานให้ทรงศพเจ้านายชั้นต่ำลงมาฤๅขุนนาง ไม่ใช้เครื่องประดับ