ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑/เรื่องเมืองศุโขไทย

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กลับไปหน้าหลัก
Gtk-go-back-ltr.svg ก่อนหน้า ถัดไป Gtk-go-forward-ltr.svg

จาฤกหลักศิลาศุโขไทยที่ ๑[แก้ไข]

จาฤกหลักศิลาศุโขไทยที่ ๑
(คัดตามระเบียบอักษรไทยโบราณที่จาฤกในหลักศิลา)

หลักศิลานี้อยู่ที่ศาลารายในวัดพระศรีรัตนสาศดาราม

พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียวกันห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้าขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหวัวซ้าย ขุนสามชนขบบมาหวัวขวาขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฝ้าหน้าใส พ่อกูหนีญญ่ายพ่ายจแจ้ ๆ กูบ่หนีกูขี่ช้างบุกพลกูขบบเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกูชื่อพระรามคํแหง เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน เมื่อชั่ววพ่อกู กูบํเรอแก่พ่อกู กูบํเรอแก่แม่กู กูได้ตววเนื้อตววปลากูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากสํหมากหวานอนนกูกินอร่อยกินดีกูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนองง่องช้างได้กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมืองได้ช้างได้ของได้ปววได้นางได้เงือนได้ทอง ได้เอามาเขนแก่พ่อกู พ่อกูตายยงงพี่กู กูพร่ำบํเรอแก่พี่กูอย่างบํเรอแก่พ่อกู พี่กูตายจีงได้เมืองแก่กูทงงกล เมื่อ ขววพ่อขุนรามคํแหง เมืองศุโขไทยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีเข้า เจ้าเมืองบ่เอาจะกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงงววไปค้าขี่ม้าไปขายใคร่จกกใคร่ค้าช้างค้า ใคร่จกกใคร่ค้าม้าค้า ใคร่จกกใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ไพร่ฝ้าหน้าใคร่ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่า อย้าวเรือน พ่อเซื่อเลือค้ำ มนนช่างขอลูกเมียเยียเข้าไพร่ฝ้าข้าไทย ป่าหมากป่าพลูพ่อเซื่อมนนไว้แก่ลูกมนนสิ้น ไพร่ฝ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิและผิดแผกแสกข้างกนนส่วนใดแท้แล จีงแล่งความแก่ข้าด้วยซื่อบเข้าผู้ลกกมกกผู้ซ่อน เหนเข้าท่านบ่ใคร่พีนเหนสินท่านบ่ใคร่เดือดคนใดซื้อขายมาหาพาเมือง มาคูข้อยเหนือเพื่อกู มนนบ่มีช้างบ่มีม้าบ่มีปววบ่มีนางบ่มีเงือนบ่มีทองให้แก่มนน ของมนนต้งงเปนบ้านเปนเมืองใด ข้าเลือกข้าเลือหววพุงหววรปกดีบ่ฆ่าบ่ตี ในปากปตูมีกดีงอนนหนึ่งแขวนไว้หนนไพร่ฝ้าหน้าใส กลางบ้านกลางเมืองมีถ้อยมีความเจบท้องข้องใจ มนนจกกกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลนนกดีงอนนท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคํแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่มนนด้วยซื่อไพร่ในเมืองศุโขไทยนี้ จีงซํสร้างป่าหมากป่าพลูท่ววเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มนน ในเมืองศุโขไทยนี้มีน้ำดรพงงโพยสีใสกินดีดงงกินน้ำโขงเมื่อแล้ง รอบเมืองศุโขไทยนี้ตีร ไปได้สามพันสี่ร้อยวา คนในเมืองศุโขไทยนี้มกกทานมกกทรงสีลมกกโอยทาน พ่อขุนรามคํแหงเจ้าเมืองศุโขไทยนี้ท้งงชาวแม่ชาวเจ้าทวยปววทวยนางลูกเจ้าลูก ขุนท้งงสิ้นท้งงหลายท้งงผู้ชายผู้หญิงฝูงทวยมีสรธาในพระพุทธสาสนทรงสีลเมื่อ พรนษาทุกคนเมื่อ โอกพรนษากราลกถินเดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกราลกถินมีพํนเบี้ยมีพํนหมากมีพํนดอกไม้ มีหมอนน่งงหมอนโนนบริพารกถินโอยทาน แล ปีแลญิบลานไปสูดญดดกถินเถิงอรญญิกพู้น เมื่อจกกเข้ามาวยงรยงกนนแต่อรญญิกพู้น เท่าหววลานดํบงคํด้วยสยงพาดสยงพีน สยงเลื่อนสยงขบบใครจกกมกกเหล้นเหล้น ใครจกกมกกหววหวว ใครจกกมกกเลื่อนเลื่อน เมืองศุโขไทยนี้มีสี่ปตูสี่ (ชำรุด) หซวงห้ยน ญ่อมคนสยดกนนเข้ามาดูท่านเผาทยนท่านเหล้นไฟ เมืองศุโขไทยนี้มีต่งงจกกแผก กลางเมืองศุโขไทยนี้มีพีหารมีพระพุทธรูปทอง มีพระ อฐฐารศมีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอนนใหญ่ มีพระพุทธรูปอนนรามมีพีหารอนนใหญ่ มีพีหารอนนราม มีปู่ครูมีสังฆราชมีเถรมีมหาเถร เบื้องตวนนตกเมืองศุโขไทยนี้มีอรญญิก พ่ขุนรามคํแหงกทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญรยนจบปิฎกไตร หววก๊กกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนสุกแต่เมืองศรีธรมมราชมา ในกลางอรัญญิกมีพีหาร อนนหนึ่งมนนใหญ่สูงงามนัก มีพระอัฐฐารศอนนหนึ่งลุกยืน เบื้อง ตวนนโอกเมืองศุโขไทยนี้มีพีหารมีปู่ครูมีทเลหลวงมีป่าหมากมีป่าพลูมีไร่ มีนา มีถีนถานมีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วงมีป่าขามดูงามดงงแกล้เบื้องตีนนอนเมืองศุโขไทยนี้ มีตลาดปสานมีพระอจนมีปราสาทมีป่าหมากพร้าวป่าหมากกลางมีไร่มีนามีถิ่นถานมี บ้านใหญ่บ้านเล็ก เบื้อง หววนอนเมืองศุโขไทยนี้มีกุฏีพีหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร้าวมีป่าลางมีป่าม่วงมีป่าขามมีนาโคก มีพระขพุงผีเทพดาในเขาอนนน้นนเปนใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองศุโขไทยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูกเมืองนี้ทย่งเมืองนี้ดี ผิไหว้บดีพลีบ่ถูกผีในเขาอนนบ่คุ้มบ่เกรงเมืองนี้หาย ๑๒๑๔ ศกมโรง พ่ขุนรามคํแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาไลยศุโขไทยนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึงให้ช่างฟนนขดารหีนต้งง หว่างกลางไม้ตาลนี้ วนนเดือนดบบเดือนโอกแปดวนน วนนเดือนเตมท้งแปดวนน ฝูงปู่ครูเถรมหาเถรขึ้นน่งงเหนือขดารหีนสูดธรมมแก่อุบาสกฝูงทวยจำสีล ผิใช่วนนสูดธรมม พ่ขุนรามคํแหงเจ้าเมืองศรีสชชนาไลยศุโขไทย ขึ้นน่งงเหนือขดารหีนให้ฝูงทวยลูกเจ้าลูกขุนฝูงทวยถือบ้านถือเมืองกนน วนนเดือนพีเดือนเตมท่านแต่งช้างเผือกกรพดดลยางท้ยนญ้อมทองงาม ทงงววาชื่อรูบาสี พ่ขุนรามคํแหงขึ้นขี่ไปนบพระพีหารอรญญิก แลเอามาจาริกาอนนหนึ่งมีในเมืองชลยง สถาปกไว้ด้วยพระศรีรตนธาตุ จาริกกอนนหนึ่งมีในถ้ำชื่อถ้ำพระรามอยู่ฝ่งงน้ำสํพาย จาริกอนนหนึ่งมีในถ้ำรตนธาร ในคลองป่าต้นนี้มีสาลาสองอนน อนนหนึ่งชื่อสาลาพระมาส อนนหนึ่งชื่อพุทธภุ้ง ขดารหีนนี้ชื่อมนงงสีลาบาตรสถาปกไว้หีนจีงท้งงหลายเหน พ่ขุนพระราม คํแหงลูกพ่ขุนศรีอินทราทิตยเปนขุนในเมืองศรีสชชนาไลยศุโขไทย ทงงมากาวลาวแลไทยเมืองใต้หล้าฟ้า (ชำรุด) ศุโขไทยชาวอูชาวของมาออก ๑๒๐๙ ศกปีกุร ให้ขุดเอาพระธาตุออกทงงหลายเห็นกทำบูชาบํเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวนน จีงเอาลงฝงงในกลางเมืองศรีสชชนาไลยก่อพระเจดีย์เหนือหกเข้าจีงแล้ว ต้งงวยงผาล้อมพระมหาธาตุสามเข้าจีงแล้ว เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บมี ๑๒๐๕ ศกปีมแม พ่ขุนรามคํแหงหาใคร่ใจในใจแลใส่ลายสือไปนี้ ลายสือไทยนี้จีงมีเพื่อขุนผู้นั้นไว้ใส่ใจ ขุนพระรามคํแหงนั้นหากเปนท้าวเปนพรครูแก่ไทยทงงหลายหากเปนครูอาจารย์ส่งงสอน ไทยทงงหลาย ให้รู้บุญรู้ธรมมแท้แก่คน อนนมีในเมืองไทย ด้วยรู้ด้วยหลวกกด้วยแกล้วด้วยหาญด้วยแคะด้วยแก่งหาคนจกกเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าเศีกมีเมืองกว้างซางหลายปราบเบื้องตวนนออก รอดสลลวงสองแควลํบาจายสคา เท้าฝ่งงของเถิงวยงจนนวยงคำเปนที่แล้ว เบื้องหววนอนรอดคนทีพระบางแพรกสูพรณณภูมิราชบูรี เพชบูรี ศรีธรมมราช ฝ่งงทเลสมุทรเปนที่แล้วเบื้องตวนนตกรอดเมืองฉอดเมือง (ชำรุด) นหงศาพดีสมุทรห้าเปนแดนเบื้องตีนนอนรอดเมืองแพล่เมืองม่านเมือง (ชำรุด) เมืองพลววพ้นฝ่งงของเมืองขวาเปนแดนแล้ว ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองน้นนชอบด้วย ธรมมทุกคน.

จาฤกหลักศิลาเมืองศุโขไทย ที่ ๒[แก้ไข]

จาฤกหลักศิลาศุโขไทยที่ ๒
อักษรขอมโบราณ

หลักศิลานี้อยู่ที่ศาลารายในวัดพระศรีรัตนสาศดาราม

กัมระเตญอัตศรีสุริยวงศรามะมหาธรรมิกราชาธิราช๑๒๖๙ศกกุล บระบาทกัมระเตญอัตหฤทัยไชยเชตชา...........................บระบาทกัมระเต ญอัตศรีธรรมราชนำเสนาพลยุหผอง อวิศรี...................อภิเษกบระนาม บระบาทกัมระเตญอัตศรีสุริยวงษราม มหาธรรมราชาธิราช...... ..........................ปียังบราวินัยบระอภิธรรมโดยโลกาจารัยยะกฤตยะ ทรมาน........................พรหมณะตะปัสวีสมเด็จบพิตรชญาบัตเวทสาสตราคม ธรรมมันยายังผอง ทำเนประโชยติศาสตร คือคติตำราทิวาช...........................ติวรรษมาศ สุริยะฆราส จันทรฆราสเสด็จอากเตียงนุเสส บระปฤชญาตะโอฬารฤก วิปัสสะคุณานตะ ติควรโมก อวิติไกรยนุ ศักราชตะอธิกะเสด็จปดิตวิงตรล ควรระบิใจ ธนาส อากเตียงสรวัชญาธิกมาศ ทินวารนักษัตรนุสังเกษบ คุโดยกรมสิทธิ สมเด็จบพิตรอากตักอากลับ อากเล็ก ฉนำ คณะนา ตะคิปยะโดยรู้นุสิธิศักติบระกรมสบมาตราปรากฎศรียศกิติเอียด เละหะนุบรานะปี สานดากเลยเสด็จคงดำรงเสวยราชวิภวะติศรีสัชนาไลยสุโขไทยโนวฉนำ ๒๒ ลุ ตะ ๑๒๘๓ ศกฉลู สมเด็จบพิตรเปรอราชบัณฑิต เท่าอัญเชิญ มหาสามิสังฆราชตะมานศิลาเรียนจบ บระบิดกไตรย ตะสถิตยโนวลังกาทวีป ตะมานศิลาจาริย์รู้กษิณครบผอง เจรง อัมวินกร จันนะโมกลุตะมารักคันตรเทพเปรอศิลปีลำดับส้างบระกุฎีวิหาร กัมลง ไปรสวายตะมานโดยทิสปัจจิมสุกโขไทยเนะ ปราบปราม จักกัตเสจสิเน ถวายมะไทยบระไพสบทิศบรวิษณุกรรม กิตนิรมานกาละนาชะ.........มุนาสมเด็จบระมหาเถรานุเถระภิกษุสงฆผองโมกบระบาท กรมระเตญอัตเปรอลำดับสลาเลียชเทียนทูปบุษกลยพฤกษ์สิง ทช........................ ..................ถวายบูชาตราบมรค เปรออมาตย์มนตรีราชกุลผองเทาดล ทูลบูชาสักการะอำวิสรกโนตะโมก ลุเชีงเทินดลศรุก บานจันทร บานวารแรวก ลุสุโขไทยเนะ มวยวัดเทพเปรอปล กราสชำระบระราชมารคอำวีทวาร ตีปุระ เทาลุ ทวารที่ปัจจิม ดลตะไปรสวายนาสร้างกุฎีวิหารสถานสยงตัส นุวิดาน ตะวิจิตร์ จำเลงระแวก รัศมิยาทิตย์มวตบันลาย บัญชังกะชะวนิการำยวลรังยีตราบครบอันตราลกราลนุวัสตร สารพารังค์จำเลงคิดพุทธบาทจุตะธรณีสบอันเลอ ถวายบูชากิริยาผองเจริญเจต บวงอาวิตคณะนาถาปิออสเลยโทะนุเปรียบเมิล บระราชมารคโนะ ประไปรยวร สตะอรคะรูหาญผลู สวรรคเทพ อราธนา มหาสามิสงฆราช บวชบระวรษาออสไตรมาศกาลนุจุตบระวรษาถวายมหาทานฉลองประสำฤทธิสิทธิประลอง บระองค์พระพุทธกรมเตญอัตประดิษฐานทุกกัน ตลสรุกสุโขไทยเนะโดยบุรวสถาน พระมหาธาตุโนะ สดับธรรมสบไถงอำวีมวยเกตุลุบุรณมี คิดราชทรัพย์กฤษณาประทานมาศเชิง ๑๐ ปรักเชิง ๑๐ โอดาลาร ๑๐ สลา ๒ จีวรแพร ๔ บาตบิจุเขนย ขนล กันดลรุจโนะ ชักกระกิริยาทานบวรผอง ตะเทติโสตะอัยตะคณนาเอนกประการ กาลบุรณะ บระวรษาลุ อัสตมิโรจ พุทธวาระ บุรณพูสุฤกษ์นาลางค์ไถงโนะบระบาทกรมเตงอัตสรีสุริยวงษ์รามมหาธรรมราชา ธิราชกษมาทานศีลชะดาบสเวศบรจเนก บระสุวรรณประติมา ตะประ ดิษฐานเล ราชมณเฑียรนาเสด็จนมัสการบูชาสบไถง ไลหยเทพอัญเชิญมหาสามีเทพปวัสชาสามะโนะกาลนา นุปวัส สุศิละโนะ บระบาทกรมเตงอัตศรีสุรียวงษ์รามะมหาธรรมราชาธิราชเสด็จจรถวายเนเล็ก อัญชลีนมัสการ ประสุวรรณประดิมานุประปิตกไตรยดิประดับทุกเละ ประราชมณเฑียร นุมหาสามิ สงฆราชอธิสถานเราะหะนะนุผลบุนย์ ดิอัตตัวปวัสตะสาสนะประพุทธกรมเตงอัต สุวะเนอัดบวงตฤษณาจักรวัรติสมบัตติ อินทรสมบัตติ พรหมสมบัตติอัตกฤษณาสวรรค์เลงอัตอะจานะชา ประพุทธินำสัตว์ผอง ฉลองไตรภพเนะกุอธิสถานโระโนะไลยหเทพ โยกไตรสรณาคม กษณะโนะ ไผทกรมเนะ กะเกรีกสบทิศ อธิสถาน ปวัสไลหยะเทพทรงประจรตจุ อำวิสุวรรณ ประสาทบาทจารเทาลุตะประไปรสวายนา เสด็จประดิษฐานประบาทจุ ตธรณีดลประถวีเนะประกัมบัตวิทสบทิศโสตะกลนาจะโน... .....................เล ถนลเทาตล..................โมะตะชาอันทินเลยมารเสด็จถวายบระบารมีตะกาละโนะ บิมานมหาสวลยยรูวะโนะ คือ เสด็จเปรยประดิษฐานศิลาจาริกะเนะเลงตะชนะคณะผองกือ...... ............ไปรประไจยบุนย์บาปรอดถวายบุนย์ธรรม........................มา นบระบาทสบนักเลยนา ไผทโกรม เกรยรุวะนะ อีลูขะมิรุตมานอำเบบุนย์ธรรมผองมุนบวงเตลเยง ยลรุวะเนะ มวดเยงสดับ อนักโพลกำลองธรรมคุเนะอิลุบิยล ผลบุนย์ปรกฤตะตระเจียกควรบิชนะคณะผองปยายามตะกุศลบุนยะ สบอนักรืบาปผองบวงตะบิถวายเลย..............................ม มหาเถระไตรปิตกกะตะโมกอวีลังกาทวีป สิโทนสิทวลเตย ทักษิณาไปรสวาย ทุกประคาถาสรเสริญ บระยศกิตติผองนาเสด็จ ถวายบระผนวชคือเสร็จจาระศิลาทุกกัมลองพัทสิมานาไปรสวาย โดยทิศปัจจิมศุโขไทยเนะ


แปลหลักศิลาเมืองศุโขไทย ที่ ๒
ซึ่งจาฤกเปนอักษรขอมโบราณ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงแต่ง
(คัดจากวชิรญาณรายเดือนเล่ม ๑ ฉบับที่ ๓ ปี ๑๒๔๖ น่า ๒๓๙)

เรื่องความในอักษรเขมรที่จาฤกลงไว้ในเสาศิลาสี่เหลี่ยมโต ๕ กำสูงสองศอกคืบเศษนี้ เสาศิลานั้นประดิษฐานอยู่ณเมืองศุโขไทยศรีสัชนาไลย เปนเมืองหลวงฝ่ายเหนือ แต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งยังทรงพระผนวช เสด็จขึ้นไปประพาศณหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้รับเสาศิลาทั้งสองแท่งลงมายังกรุงเทพ ฯ แล้วโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ แปลเปนภาษาไทยได้ความว่า ดังนี้

เมื่อครั้งมหาศักราช ๑๒๖๙ ศกกุน พระบาทสมเด็จพระกะมะระเด็งอัตศรีธรรมราช เปนพระมหาอุปราชอยู่เมืองศรีสัชชนาไลย เปนพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระกะมะระเด็งอัตฤๅไทยไชยเชฐเมือง ศุโขไทย พระมหาอุปราชทราบว่าพระราชบิดาทรงพระประชวรหนัก พระองค์จึงยกพยุหแสนยากรเปนกระบวนทัพมา แต่ณวันขึ้นห้าค่ำเดือนแปดถึงเมืองศุโขไทยวันแรมค่ำหนึ่งเดือนแปด เสด็จพระราชดำเนินทัพเข้าประตูเมืองทิศพายัพปราบศัตรูหมู่ปัจจามิตร ประหารชีวิตรผู้คิดมิชอบเสร็จ เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดาที่สวรรคต มุขมนตรีชีพ่อพราหมณตั้งพระราชพิธีอภิเศก แล้วถวายพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้ากะมะระเด็งอัตศรีสุริยพงษรามมหาธรรมิกราชาธิราชพระองค์เสวยราชย์สืบพระวงษ์สนององค์พระบรมราชชนก ต่อมาแต่มหาศักราช ๑๒๗๖ ศกมะเมีย มีพระกระมลราชหฤไทยดังน้ำในมหาสมุทแลสาคร พระองค์ทรงพระกรุณาแก่ราษฎรยิ่งกว่าพระราชบุตร มนตรีแลประชาราษฎรจะเอาวิญญาณกะทรัพย์แลอวิญญาณกะทรัพย์มาถวายพระองค์ ๆ บมิได้รับ กลับแนะนำชี้แจงแสดงธรรมให้เอาไปทำการกุศลเกื้อหนุนในพระสาสนา ฝ่ายชาวเมืองก็มีศรัทธาเลื่อมใส พากันมานั่งฟังคำสั่งสอนของพระองค์ แลปราถนาจะเล่าเรียนวิปัสนา พระองค์ท่านก็ตั้งพระไทยสั่งสอนสรรพสัตว์ทั่วทุกคน ท่านมิได้ปราถนายินดีซึ่งอามิศคิดแต่จะแนะนำสัตว์ที่ต้องทุกข์ให้ได้ความศุขในปรโลก ถึงกาลในปัตยุ บันนั้น ถ้าราษฎรในขอบขันธเสมาบางพวกที่มีความผิดติดอยู่ในเวรจำจองต้องโทษราชทัณฑ์นั้น ก็ทรงพระกรุณาบริจาคพระราชทานทรัพย์ช่วยไถ่โทษแผ่นดินให้พ้นทุกข์แล้ว ก็โปรดให้ไปทำมาหากินตามภูมิ์ พระองค์เสด็จเถลิงราชสมบัติ รักษาไพร่ฟ้าประชาราษฎรด้วยพระมหากรุณาปรานีดังนี้ กิตติศัพท์กิตติคุณก็เปนที่เล่าลือพระเกียรติยศปรากฎขจรรบือไปในนานาประเทศน้อยใหญ่ทั่วทิศานุทิศชนทั้งปวงในด้าวแดนทุกทิศก็มีจิตรชื่นชมนิยมพระบารมีชักชวนกันมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารบันดาลฝนตกต้องตามฤดู จนธัญญาหารแลพืชพรรณผลไม้บริบูรณ์ทั่วหน้า ประชาราษฎรเปนศุขสโมสรประชุมในเมืองนั้น ฝูงราษฎรมิได้เปนทาษทาษาหามิได้ เปนไทยพลเรือนทั้งสิ้นเปนศุขทั้งเมือง เหตุดังนั้นนามเมืองจึงปรากฎว่าเมืองศุโขไทย (คือไทยเปนศุข) กับหมู่ปรปักษปัจจามิตรก็ไม่คิดประทุษร้าย เกรงพระเดชานุภาพ ด้วยพระเกียรติยศเปนที่สรรเสริญทั่วประเทศ ครั้งนั้นมีพระโองการ สั่งให้มุขอำมาตย์สร้างพระราชคฤหเหมปราสาทนพสูรย์ (คือเก้ายอด) แลพระราชมณเฑียรสถานพระพิมานจัตุรมุข แล้วไปด้วยศิลาแลอิฐปูนให้เปนที่แก่นสารถาวร ประกอบขจิตรด้วยสรรพรัตนาเนกโสภาคย์พิจิตรเสร็จสมพระราชประสงค์ พระองค์นำบาตรเต็มไปด้วยมธุปายาศประเคนพระสงฆเถรานุเถรในพระมหาปราสาท พระสงฆ์ทำภัตรกิจเสร็จแล้ว ทรงอภิเศกสมณพราหมณาจารย์ตปศียติ สงฆ์ทั้งหลายเผดียงให้มาเล่าเรียนพระไตรปิฎกธรรม แลศึกษาซึ่งศิลปสาตรวิชาการต่าง ๆ ในบริเวณมหาปราสาทนั้น แลพระองค์ทรงทราบวิธีวันอัฐมี บุรณมีอามาวสีเพ็ญดับแลเดือนอาสาธสำหรับเข้าพรรษาแลอธิกมาศอธิกวารซึ่งจะมีมา แลปีเปนปรกติก็ดี พระองค์ทรงพระอนุสรคำนึ่งถึงฤดูกาลที่ไม่ถูกต้องตามลัทธิพระพุทธสาสนา จึงทรงทำตำราทวา ทศมาศเปนเดิม ไม่มีนักปราชญ์ประเทศใดจะเสมอพระองค์ได้ ครั้งหนึ่งมีรับสั่งให้ราชบุรุษย์ไปอาราธนาพระเจดีย์ แลพระมหาเจดีย์มาประดิษฐานในเมือง แล้วโปรดให้สร้างพระมหาธาตุรูปปรางใหญ่องค์หนึ่ง แล้วสร้างพระอารามในที่พระมหาธาตุนั้น พร้อมด้วยอุโบสถวิหารการเปรียญเสนาศนพระสงฆ์บริบูรณ์ แล้วหล่อพระพุทธปฏิมากรด้วยทองสัมฤทธิ์บริสุทธิ์เท่าพระองค์ท่านไว้เปนพระประธานในพระอุโบสถจึงพระราชทานนามอารามว่า สังฆาวาศอารามวิหาร ทุกวันนี้ชาวเหนือเรียกชื่อว่า (วัดสังกวาด) อธิบาย พระองค์มีพระราชประสงค์พระโพธิญาณในอนาคตกาลแลปราถนาเปนพระพุทธเจ้าเพื่อจะนำสัตว์ให้พ้นจากสงสารวัฏไปสู่พระนฤพานในอนาคตกาล แล้วทรงหล่อรูปพระศรีอาริย์พระองค์หนึ่ง ประดิษฐานไว้ในพระวิหารคตทิศใต้ในอารามครั้งหนึ่งตรัสสั่งนายศิลปีนายช่างให้หล่อรูปพระนเรศร พระมเหศวร พระวิศณุกรรม รูปพระสุเมธวรดาบศ พระศรีอาริย์ ทั้งห้ารูปนี้ประดิษฐานไว้ในหอเทวาไลยมหาเกษตรพิมาน ไว้เปนที่นิพัทธบูชา ณตำบลป่ามะม่วง พระองค์ทรงเล่าเรียนพระพุทธวจนะไตรปิฎกธรรมชำนิชำนาญ พระสูตรพระวินัยพระอภิธรรม โดยโลกาจารย์ทรงทรมาน พระองค์สั่งสอนยะติพราหมณ์ตปศวี ทรงพระราชบัญญัติคัมภีร์สาตราคม เปนประถมธรรมเนียม ทั้งเนปรไชยาคิราธารคือคติตำราทินปาฏิบทมาศ ศวไรยคราธจันทรคราธยังเสร็จ พระองค์ทรงพระปรีชาโอฬาริกวิรคุณานุคุณ ไม่มีผู้ใดในสยามประเทศจะเสมอพระองค์ พระองค์อาจเลือกสรรพิจารณาให้ทราบถนัดแน่ในอธิกมาศทินะปาระนักษัตรสังเกดฤดูโดยกรรมประสิทธิ์ สมเด็จพระบรมบพิตรอาจจะถอนจะลบยกเปนปีเดือนตามศิลป คณนาอนุสิทธิศักดิ์พระคัมภีร์ทุกมาตรมิได้เคลื่อนคลาศเลย เสด็จเสวยราชสมบัติในกรุงศรีสัชชนาไลยศุโขไทยราชธานีได้ ๒๒ ปี ลุมหาศักราช ๑๒๘๓ ศกฉลู สมเด็จพระบรมบพิตร ตรัสใช้บัณฑิตย์ไปอาราธนาพระมหาสามิสังฆราชอันกอบด้วยศีลาจริยานุวัตรทรงพระไตรปิฎกจบ มีศิลปสาตรรอบรู้กระบิลตำหรับฉบับโบราณาจารย์ครบทุกประการอันประเสริฐ ซึ่งสถิตย์อยู่นครจันทรเขตร ในประเทศเกาะลังกาทวีปสิงหฬภาษา มาสู่กรุงศรีสัชชนาไลย พระองค์จึงมีรับสั่งให้ศิลปีนายช่าง ปลูกกุฎีวิหารระหว่างป่ามะม่วงอันมีในทิศประจิมเมืองศุโขไทย นายช่างได้ทำที่ราบคาบปราบภูมิภาคเสมอแล้วเททรายเกลี่ยตามที่ตามทาง ราวกับพระวิศณุกรรมมานฤมิตรก็ปานกัน เมื่อได้สมเด็จพระสังฆราชผู้เปนมหาเถรกับพระภิกษุสงฆ์หลายองค์มาแต่ลังกาทวีปนั้น พระองค์ก็รับสั่งใช้ให้อำมาตย์มุขมนตรีผู้ใหญ่ผู้น้อย แลราชตระกูลทั้งหลายแต่ล้วนเปนชาย นำเอาดอกไม้ธูปเทียนหมากเข้าตอกธงต่าง ๆ ไปรับ ทำสักการบูชาตลอดชลมารคสถลมารค ตั้งแต่เมืองท่าเรือทเลมาทางบกแต่เมืองเชียงทอง เมืองจันทร เมืองพราน เมืองวาน ตลอดถึงเมืองศุโขไทย ครั้งนั้นพระองค์รับสั่งให้อำมาตย์นักการ กวาดพระราชมรรคาสถลมารค ตกแต่งพระทวารทิศบูรพไปจนพระทวารทิศประจิมต่อป่ามะม่วง ซึ่งปลูกกุฎีวิหารมโหฬารเกษมไว้รับพระสังฆราชนั้น ครั้งนั้นพระองค์ทรงบริจาคพระราชทรัพย์จะนับมิได้ ประดับประดาราชมรรคาเปนที่เกษมสำราญไพบูลย์เสร็จแล้ว จึงอาราธนาพระมหาสามิสังฆราชจำพรรษาสิ้นไตรมาศ ครั้นออกพรรษาแล้วพระองค์ทรงตั้ง มหะกรรมการฉลองพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่หล่อเท่ากับองค์นั้น ทรงประดิษฐานไว้กลางเมืองศุโขไทยโดยบุรพทิศด้านพระมหาธาตุนั้น พระองค์ทรงฟังพระธรรมเทศนาทุกวัน ตั้งแต่วันขึ้นค่ำ ๑ ถึง ๑๕ ค่ำ คิดพระราชทรัพย์ที่บริจาคถวายบูชาธรรมวันหนึ่งทองคำชั่งสิบตำลึงเงินชั่งสิบตำลึง อุฬารภัณฑ์เครื่องราชูประโภคต่าง ๆ อย่างละสิบสลาจีวรเกศหมากประจำกัณฑ์สี่บาทเงิน แลเครื่องกระยาหารไทยทานทั้งหลายนานาอเนกประการ เมื่อออกพรรษาลุอัฐมีพุฒวาร ปุนัพพสุฤกษ์ณค่ำวันนั้นพระองค์สมาทานศีลเปนดาบศ บวชเฉภาะเนตรพระสุจณปฏิมากรอันประดิษฐานบนพระมณเฑียร ซึ่งเสด็จทำสักการบูชาเปนเนืองนิตยแล้วจึงอาราธนาพระมหาสามิสังฆราชแลภิกษุสงฆ์เถรานุเถรทั้งปวง ขึ้นบนเหมปราสาทราชมณเฑียร พระองค์ละราชสมบัติออกบรรพชาเปนสามเณร เมื่อจะขอศีลนั้นพระองค์เสด็จยืนขึ้นยกพระหัดถ์อัญชลีนมัสการพระพุทธสุจณปฏิมากรแลพระไตรปิฎกกับพระเถรานุเถร แล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่าเดชะกุศลแต่หนหลังแลผลบุญที่อาตมบรรพชาอุปสมบทต่อพระบวรพุทธสาสนาคราวนี้ อาตมไม่ ปราถนาสมบัติอินทร์พรหม แลจักรพรรดิสมบัติหามิได้ ปราถนาเปนองค์พระพุทธเจ้านำสัตว์ข้ามไตรภพนี้เทอญ

อธิษฐานดังนี้แล้วจึงรับสรณาคมต่อพระอุปัชฌาย์ขณะนั้นแผ่นดินไหวทั่วทุกทิศเมืองศุโขไทย ครั้นทรงผนวชแล้วเสด็จลงจากพระมหาสุวรรณเหมปราสาททรงไม้เท้าจรดจรดลด้วยพระบาทเสด็จพระราชดำเนินไปป่ามะม่วง ขณะประดิษฐานฝ่าพระบาทลงยังพื้นธรณี ปถพีก็หวั่นไหวใหญ่ยิ่งทั่วทุกทิศ ทินสาธเข้าพรรษาวันนั้น จึงเสด็จออกเสวยพระโชรศ ขณะนั้นไม่ควรเลยสรรพไม่เสบยเสพยนานาอากาศดาษสุริยเมฆา จันทร์ปราบต์กับดาราฤกษ์ทั้งปวงยิ่งกว่าทุกวันด้วยฉะนั้น จึงเสด็จบรรพชาเปนภิกษุในระหว่างพัทธสิมานั้น ขณะนั้นนาคราชหนึ่งอยู่โดยบุรพทิศเมืองศุโขไทยนั้น ยกพังพานขึ้นสูงพ้นคน แปรตาไปเฉภาะป่ามะม่วงนั้น เห็นรอยผุดพลุ่งกลางอากาศลงต่อแผ่นดิน อนึ่งเวลานั้นได้ยินเสียงระฆังดนตรีดุริยางค์ไพเราะใกล้โสดของชนเปนอันมาก จะพรรณานับมิได้ แต่บรรดามหา ชนที่มาสโมสรสันนิบาตในสถานที่นั้น ย่อมเห็นการอัศจรรย์ประจักษ์ทุกคน เหตุด้วยเสด็จออกทรงบำเพ็ญพระบารมี เมื่อทำอัษฎางคิกศีล เมื่อฤดูคิมหันต์ไม่มีฝน ด้วยอำนาจศีลและความอธิษฐานพระบารมีด้วย ปถวีก็ประวัติกัมปนาทหวาดหวั่นไหว เทพธารา วิรุณหกก็ตกลงมาในฤดูแล้ว แสดงอัศจรรย์สรรเสริญในการสร้างพระบารมี นักปราชญ์ราชบัณฑิตย์จึงจดหมายโดยวิจิตรจาฤกลงไว้ให้ถ้วนถี่ ในเสาศิลานี้เพื่อจะให้เปนพระเกียรติยศปรากฎต่อไปภายภาคหน้า ลำดับนั้นบรรดามนตรีอำมาตย์โหราราชบัณฑิตย์วิทยาจารย์ เศรฐีมหาศาลราชประยุรวงษานุวงษ์จำนงจิตรพร้อมกันประชุมเชิญพระองค์ให้ลาผนวช สมเด็จพระบรมบพิตรตรัสให้ประชุมนุมพระสงฆ์ เถรานุเถรทั้งปวง ปฤกษาพร้อมกับพระราชประยุรวงษานุวงษ์ แลเสวกามาตย์ ในสันถาคารสถานชื่อสันทติศาลา เห็นพร้อมยอมแล้ว พระองค์ทรงพระกรุณาแก่สรรพสัตว์บรรพชิตเพื่อจะให้รู้ธรรมเนียมลาผนวช แล้วพระองค์ก็ออกพระโอฐเปนพระคาถาเปล่งพระวาจาลาผนวช ผลัดผ้ากาสาวพัตรทั้งปวงแล้ว พระองค์ก็ทรงเครื่องราชกกุธภัณฑ์อนันตราโชประโภคสำหรับกระษัตร เสวกามาตย์ราชกระวีมนตรีทั้งหลายตั้งการอภิเศกอิกครั้งหนึ่ง แล้วถวายพระนามใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้ากะมะระเดงอัตศรีมหาธรรมิกราชาธิราชเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัชชนาไลยศุโขไทยครั้งนั้นสาธุชนทั้งหลายบรรดาที่มีจิตรเลื่อมใสศรัทธาต่อทางธรรม ก็มาวิงวอนให้พระองค์ท่านช่วยแนะนำสั่งสอนในทางธรรมที่จะเปนคุณเปนประโยชน์ในอนาคตกาล ภายหลังพระมหาสามิสังฆราช ถวายพระนามเพิ่มเข้าอิกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้ากะมะระเดงอัตศรีตรีภพธรณีชิตสุริยโชติมหาธรรมิกราชาธิราชเจ้าศุโขไทย ในกาลนั้นพระองค์ทรงระลึกถึงพระเชษฐาเมืองสัชชนาไลยจะเสด็จนำพยุหพลไป ครั้งนั้นราษฎรเมืองศุโขไทยสยบแสยงเสียใจด้วยพระองค์จากพระนคร เมื่อราษฎรเปนดังนั้นท่านจึงอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำมาแต่เมืองจัทรเขตร มาประดิษฐานไว้ในเมืองศุโข ไทยสนองพระองค์พระชนก ถวายพระนามพระพุทธรูปทองคำนั้นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้ากะมะระเดงอัตเลไทย ผู้เปนพระบรมราชชนกอภิเศกให้เปนอธิบดีอยู่ณเมืองศุโขไทย มอบเวนราชสมบัติแลราชการทั้งปวงให้อำนาจทำนุบำรุงราษฎร แล้วพระองค์ท่านเสด็จดำเนินพลไปปราบปรามเมืองหนึ่ง ชื่อศรีจุธามลราชมหานครตั้งอยู่ทิศพายัพเมืองศรีสัชชนาไลย เสด็จทอดพระเนตรตามระยะสถลมารคไป เห็นว่าทางลำบากยากแก่ราษฎรไปมาค้าขาย จึงทรงพระกรุณาโปรดให้รี้พลขุดคลองทำถนนหนทางหลวง ตั้งแต่เมืองศุโขไทยมาจนตลอดถึงเมืองศรีสัชชนาไลย แลเมืองน้อยเมืองใหญ่ ทำทางน้ำทางบกแวะเวียนไปตามหว่างทางใหญ่ เปนการบุญสนองคุณพระราชบิดา แล้วทรงพระกรุณาตั้งขุนด่านหมื่นด่าน คุมไพร่พิทักษ์รักษาอย่าให้คนต่างด้าวชาวต่างแดนหลบหนีข้ามเขตรแดนไปได้ แลอย่าให้เปนทางเปลี่ยว มีโจรผู้ร้ายมาทำอันตรายแก่ราษฎรที่ไปมาค้าขาย เหตุการต่าง ๆ ที่อัศจรรย์ ก็ให้จดหมายจาฤกลงไว้ในเสาศิลา เพื่อให้คนภายหลังรู้แจ้งประจักษ์พระบารมีแลพระเกียรติยศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้ากะมะระเดงอัตศรีตรีภพธรณีชิตสุริยโชติ์มหาธรรมิกราชาธิราชเจ้าแผ่นดินเมืองศุโขไทย หนึ่งเราท่านทั้งหลายไม่เคยเห็นการประจักษ์อัศจรรย์ดังนั้น ครั้นมายลภาพเห็นแล้วต่อหูต่อตาคนทั้งบ้านทั้งเมือง

อนึ่งพระสังฆราชมหาเถรเปนผู้ทรงพระไตรปิฎกมาแต่ลังกาทวีปสถิตย์อยู่พระสีโทลโดยทักษิณป่ามะม่วง ไว้คำสรรเสริญพระเกียรติยศซึ่งเสด็จทรงผนวชบำเพญพระบารมีนั้น ได้เห็นอัศจรรย์หลายประการจึงจดหมายเหตุจาฤกลงไว้ในเสาศิลาในระหว่างพัทธสิมาณป่ามะม่วงโดยประจิมทิศเมืองศุโขไทยนี้

เรื่องความในหนังสือเขมรซึ่งจาฤกอยู่ที่เสาศิลานั้นสิ้นเนื้อความแต่เท่านี้

จาฤกแผ่นศิลาอักษรไทยย่อที่เมืองกำแพงเพ็ชร[แก้ไข]

(คัดจากวชิรญาณรายเดือน เล่ม ๑ ฉบับที่ ๒ ปี ๑๒๔๖ น่า ๑๖๐)

คำจาฤกนี้ได้คัดมาจากตัวจำลอง ที่ในหอพระสมุดวชิรญาณ แต่แผ่นศิลานั้นกระเทาะเสียบ้างแล้ว อ่านไม่ได้ความ จึงได้ .ล. ไว้ แผ่นศิลานี้จาฤกในสมัยเดียวกับหลักที่ ๒ มีความดังนี้

ศักราช ๑๒๓๙ ปีระกาเดือนแปดออกห้าค่ำวันศุกรหนไทถัดเราปู .ล. สกุณินักสัดตว เมื่อยามอนนสถาปนาน้นนเปนหกค่ำแล้ พรญาฦไทยราชผู้เปนลูกพรญาเลือไทยเปนหลานพรญารามราช เมื่อได้เสวยราชในเมืองศรีสัชนาไลยศุโขไทยได้ราชาภิเศกอนนฝูงท้าวพรญาท้ง งหลายอนนมิศหาย อนนมีในสี่ทิศนี้ แต่งกรยาตงวายของฝางหมากมาลามาไหว้ บนนยดดยญอภิเศกเปนท้าวเปนพรญา จึงขึ้นชื่อศรีสุริยพรมหาธรมมราชาธิราช หากเอาพรศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนาในเมืองนครปุนี้ปีน้นน พระมหาธาตุอนนนี้ใช่ธาตุอนนสามานคือพระธาตุแท้จริงแล้ เอาลุกแต่ลงกาทวีปพู้นมาดาย เอาทั้งพืชน์พระศรีมหาโพธิอันพระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ใต้ต้นแล .ล. หลขุนมาราธิราชได้ปราบแก่สรรเพชญเดญญาณเปนพระพุทธ มาปลูกเบื้องหลังพระมหาธาตุนี้ ผิผู้ได้ไหว้นบคทำบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุแล พระศรีมหาโพธิอินี้ อาไสมีผลยานิสงสพร่ำไส คือดงงได้นบองค์พระเปนเจ้าบ้างแล้ ความดังนี้ เราบมีหากถลายคำพระพุทธเจ้าเราหารงงบอกไว้เอง ไสมเมื่อพระเปนเจ้าได้เปนพระพุทธอนนฉนี้ พชนมายุพิธีเราคนยังในเอย .ล. แต่เมื่อน้นน .ล. มาถึงบดดนี้ อาไสชนเราคนคลาจากร้อยนี้แล บดดนี้ถอยปีลงไปแล ยังแต่สิบเก้าปี .ล. มีคนถามว่านี่แต่คลาร้อยปีน้นน แลยงงคงแต่เก้าสิบเท้น้นน ได้คี่ปีแลสิ้น ให้แก้ว่าดังนี้ เมื่อปีน้นนพรญามหาธรมมราชเอาพระธาตุนี้ ชนคนถอยจากปีน้นนได้ร้อยสามสิบเก้าปี แลอนนนี้ ฉถอยน้นนอาไสในปีโถะแต่ปีน้นนมา แลฝูงเจ้าขุนพราหมณ เสรสถีถอยจากเปนมลากเปนดีเขาแต่น้นนแล้

ญงงฝูงรู้ษาลวกกโหรทายอยาอยูกกถอยแต่น้นนแล้.ล.อย่าเลยผิมีคนถามดังนี้ โสตแดวน้นน พระเจ้าเราได้เปนพระพุทธในใต้ต้นพระศรีมหาโพธิมาเถิงวนนสถาปนาพระศรีรตนธาตุ นี้ไว้ .ล. ให้แก้ว่า ดงงนี้ ผิจกกนบบด้วยปี ได้พันเก้าร้อยสี่สิบแปดปีน้นน พระได้เปนพระพุทธน้นนในปีวอก ผิจกกนบบด้วยเดือนได้ยี่สิบหมื่นสี่พนนหกสิบเดือน เดือนอันพระได้เปนพุทธน้นนในเดือนหกบุรณมี ผิจกกนบบด้วยวนนได้เจดแสนหมื่นสี่ร้อยหกสิบแปดวนน พระได้เปนพระพุทธน้นนในวนนพุทธ วนนบานไท วนนเตาญิ ผิมีคนถามสาสนาพระเปนเจ้ายงงเท่าใดจกกสิ้นอนน ให้แก้ว่าดงงนี้ แต่ปีอนนสถาปนาพระศรีรตนธาตุนี้เมื่อหน้าได้สามพนนเก้าปี จึงจกกสิ้นสาสนาพระพุทธเจ้า อนนอนึ่งโสดนบบแต่ปีสถาปนาพระมหาธาตุนี้ไป .ล. เก้าสิบเก้าปีเถิงในปีกุร อนนว่าพระปิฎกไตรนี้จกกหาย .ล. จกกรู้แท้แลมิได้เลย ญงงมีคนรู้คนนลเลกละน้อยใสธรมมแท้สาสนา อนนเปนต้นว่าพระมหาชาติ์หาคนสวดแลมิได้เลย ธรมมชาฎกอนนอื่นไส้มีต้นหาปลายมิได้ มีปลายหาต้นมิได้เลย ตนวกพระอภิธรมมไส้ พระปัฏฐานแลพระยมกจะหายเมื่อน้นนแล .ล. ได้พนนปีโสด ฝูงภิษุสงอนนจำศีลคงสิกษาบทสิอนนญงงมีสิกษาบทสิอนนหนักหนาหามิได้เลย

แต่น้นนเมื่อหน้าได้พนนปีโสด อนนว่าฝูงชีจกกทรงผ้าจีพรหามิได้เลย เท่าญงงนี้ผ้าเหลืองน้อยหนึ่งเนบในหูแลรู้จกกสาสนาพระเปนเจ้าดาย แต่น้นนเมื่อน่าได้พนนปีโสด อนนว่ารู้จกกผ้าจีพรจกกรู้จกกสรมณน่อยหนึ่งหามิได้เลย ถ้าพระเปนเจ้าที่นี่ก็ดีแห่งคนก็ดียงง .ล. เมื่อปีอนนจากสิ้นสาสนาพระพุทธเปนเจ้า .ล. เดือนหกบุรณมี .ล. สารวนน .ล. ไพสาข .ล. ถึงเมื่ออนนดังน้นนแล้ พระธาตุทั้งหลายอันมีในแผ่นดินนี้ก็ดี ในเทพโลกก็ดี ในนาคโลกก็ดี ให้ไปกลางหาวแลไปผชีกนนในลงกาทวีปเข้าอยู่ในคลองเตนมาสิดพระสถูปแล้ว จึงโหะไปอยู่ในต้นพระศรีมหาโพธิ ที่พระพุทธิเปนเจ้าตรศศแก่สรรเพชญเดชญาณ เปนพระพุทธเมื่อก่อนอนนจึงจกกดาลไฟไหม้พระธาตุทงงอนนสิ้น แลเปลวพุ่งขึ้นคุงพรหมโลก สาสนาพระพุทธ จกกสิ้นในวนนดงงกล่าวน้นนแล้ แต่น้นนเมื่อหน้าฝูงคนอนนจะได้รู้บุนยธรมมหามิได้เลย ญ่อมกะทำบาปกรมมแลจกกเอาตนไปเกิดในนรกไส้ .ล. ฝูงสารสดบุรุษท้งงหลายจงเร่งทำบุนยธรมมในสาสนาพระ พุทธเมื่อญงง .ล. ช่ววเราบัดนี้มีบุนยหนักหนา จึงจะได้มาเกิดทนนสาสนาพระเปนเจ้าไส้ จงทงงหลายหมั่นกะทำบูชาพระสถูปเจดีย์พระศรีมหาโพธิอนนเสมอต้งงต้นพระเจ้าเรา ผิผู้ใดได้ .ล. ด้วยใจ สรัทธาดงงอนนชีจกกปราถนาไปเกิดในเมืองฟ้า พระศรีอริยไมตรีลงมาเปนพระพุทธยิยมาเกิดในเมืองดินนี้ คาบดยวดได้ตาย ผิมีคนถามดงงนี้โสด ดงงรืแล ไปรู้รบบบปีเดือนวนนคืนอนนถอยเข้า ดงง อนนผู้ใดหารงงพิจารณาสังขยาครูดู แลรู้แท้ดงงอนนสิ้นให้ทนจำดังนี้ ผู้ครูสังขยาพิจารณาดูอนนคีต้นพรญาศรีสุริยพระมหาธรมมราชา ธิราช แลพรญามหาธรมมราชนั้นยังมีคุณอนนรู้ดงงรืบ้าง อนนให้ขานว่าดังนี้ พรญาธรมมราชน้นนคงเบญจศีล


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"