พงศาวดารเมืองแถง

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พงษาวดารเมืองแถง

ในหนังสือจดหมายเหตุโบราณ ของพวกผู้ไทยกล่าวความรู้ ก่อนเกิด เปนใจความว่า แต่เดิมแผ่นดินเมืองแถงนี้ เปนที่ ทุ่งว่างเปล่า มีภูเขาแลต้นไม้ตามชายทุ่งบ้าง ยังหาเปนบ้านเมือง มีคนอยู่ไม่ ในครั้งนั้นมีเทพยดา ๕ องค์อยู่ในดาวดึงษพิภพ เปน พี่น้องรักใคร่กัน จึงปฤกษาแก่กันว่า เราทั้ง ๕ นี้เสวยทิพยสมบัติ มาในสวรรค์ก็ช้านาน จวนจะจุติอยู่แล้ว ควรจะคิดพากันจุติลงไป เกิดในมนุษโลกย์ จะได้เปนต้นชาติมนุษย์ ช่วยบำรุงแผ่นดินที่เปนทุ่ง เปนป่าว่างเปล่าอยู่ ให้ตั้งเปนบ้านเปนเมืองขึ้นได้ มนุษย์จะได้ อาไศรยเกิดพืชพันธุ์สืบสายแพร่หลาย จะได้เปนที่พึ่งแก่กันต่อ ๆ ไป จนสิ้นโลกย์ เทพยดาพี่น้องทั้ง ๒ ปฤกษาเห็นชอบด้วยกันแล้ว ต่างองค์ก็ต่างปฤกษาด้วยนางเทพยดาทั้ง ๕ อันเปนบริจาริกาของตน ทุกๆ องค์ ก็เห็นชอบด้วยเทพยดาผู้สามีของตนทุก ๆ นาง ต่าง อยากจะจุติลงมาเกิดในมนุษโลกย์ เทพยดาทั้ง ๕ องค์แลนางเทพธิดา ทั้ง ๕ นาง ต่างอธิษฐานร่วมจิตรนฤมิตรเปนรูปเต้าปุง ( น้ำเต้า ) เทพยดาแลนางเทพธิดาก็เข้านั่งประชุมกันอยู่ในรูปเต้าปุง ๆ นั้นก็บันดาล ลอยไปบนฟ้า แล้วจุติตกลงมาบนภูเขาที่ทุ่งนาเตา ภูเขานั้นอยู่ เขตรแดนเมืองฝั่งข้างทิศตวันออกแห่งเมืองแถง ระยะทางเดินเท้า ไปจากเมืองแถงวัน ๑ จึงถึง แลเต้าปุงนั้นเปนภาษาพวกผู้ไทยเรียกผลน้ำเต้า ครั้นภายหลังคนทั้งหลายก็เรียกภูเขานั้นว่าภูเขาเต้าปุง มาจนทุกวันนี้

๗๙ น้ำเต้าที่เปนเทพยดาจุตินั้น ครั้นแตกออกแล้วก็เปนมนุษย์รูปกายแปลก ๆ กัน คือ ข่าแจะออกมาก่อนเปนที่ ๑ แล้วผู้ไทยดำ ออกมาเปนที่ ๒ ลาวพุงขาวออกมาเปนที่ ๓ ฮ่อออกมาเปนที่ ๔ แกวออกมาเปนที่ ๕ (แกวนั้นคือญวน) รวม ๕ แซ่ แล้วผู้หญิง ที่ออกมาด้วยเปน ๕ คนครบตัวชาย รวมเปน ๑๐ คนด้วยกัน ครั้นแล้วชายหญิงก็พากันลงจากภูเขา ไปอาบน้ำชำระกาย แลกินน้ำในหนองชื่อหนองฮกหนองฮาย ที่เชิงเขา น้ำในหนองนั้นเปนน้ำศักดิสิทธิบริสุทธิเย็นในสอาด ใครได้อาบได้กินแล้วร่างกายก็ผ่องใสสอาดงาม แลมีสติปัญญารู้คิดราชการบ้านเมืองได้ แต่ข่าแจะ ซึ่งออกมาก่อนนั้นกลัวหนาว หาลงอาบชำระกายแลกินน้ำในหนอง นั้นไม่ รูปกายจึงได้หมองคล้ำดำมัวมอมติดต่อมาจนถึงปัตยุบันนี้ ฝ่ายผู้ไทยแลลาวฮ่อแลญวนทั้ง ๔ ชาตินี้ ทั้งหญิงชาย ได้พากันลงอาบน้ำบริสุทธิในหนองฮกหนองฮาย ผิวพรรณสัณฐาน จึงได้ขาวผ่องใสเปนนวลกว่าพวกข่าแจะ แลมนุษย์ทั้ง ๕ ชาตินี้ทั้งชายทั้งหญิงเมื่อเกิดมาเปนเดิมต้นชาตินั้น เปนอุปปาติกะกำเนิด โตใหญ่เปนหนุ่มเปนสาวนทีเดียว หาได้ค่อยๆเจริญเหมือนอย่างทารก แลกุมารเช่นปัตยุบันนี้ไม่ มนุษย์หนุ่มสาวเหล่านั้นก็ได้เปนสวามีภริยาแก่กันตามแซ่แลตระกูลที่เกิดมา แต่ผู้ไทยแลลาวพุงขาวแลฮ่อ แลญวนทั้ง ๔ ชาตินี้ มีบุตรชายหญิงเกิดพืชพันธุ์สืบไป ก็มีรูปกาย แลผิวเนื้อขาวตามเพศพันธุ์บิดามารดา แต่พวกข่าแจะนั้นเกิดบุตรสืบ

๘๐ พันธุ์ต่อ ๆ ไป ผิวกายก็ดำมัวมอมไปตามเพศพันธุ์บิดามารดาต่อ ๆ มา จนถึงปัตยุบันบัดนี้ ฝ่ายผู้ไทยแลลาวฮ่อแลญวนทั้ง ๔ ชาตินี้ จึงคิดปฤกษา แยกย้ายกันไปหาถิ่นฐานตั้งบ้านเมืองต่อไปแต่ผู้ไทยตั้งตัวเปน เจ้าอยู่ณเมืองแถง มีนามว่าขุนลอคำ ส่วนลาวพุงขาวแลฮ่อแลญวน แต่เดิมนั้น จะมีนามอย่างไรอิก หามีในจดหมายเหตุของพวกผู้ไทย ไม่ แลผู้เถ้าผู้แก่คนใดก็ไม่แจ้ง แต่ข่าแจะนั้นเปนคนเกียจคร้าน หาคิดการใหญ่โตได้ไม่ จึงไม่อยากไปตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าแผ่นดินอยู่แห่งใด ชอบอาไศรยอยู่ตามยอดภูเขา จะตัดต้นไม้ทำไร่เข้าเลี้ยงชีวิตร แลมนุษย์ทั้ง ๕ ชาตินี้ เมื่อแรกเกิดออกมาจากผลน้ำเต้าที่เรียกว่า เต้าปุงนั้น เขาก็นับถือว่าเปนพี่น้องกันทั้ง ๕ ชาติ แต่ ๔ ชาตินั้น ถือว่าชาติข่าแจะเปนพี่ใหญ่ ด้วยข่าแจะได้ออกมาก่อน แลไพร่พล ก็เกิดทวีขึ้นสำหรับบุญเจ้าแผ่นดินทั้ง ๔ ชาตินั้น บริบูรณ์ทุก ๆ เมือง แต่ขุนลอคำนี้ เดิมสร้างเมืองอยู่ที่ตำบลสามหมื่น แต่ เรียกว่าเมืองแถง ครั้งนั้นมีไพร่พลพรรคพวกอยู่สามหมื่นสามพัน ตั้งแต่นั้นมาที่ตำบลนั้นจึงเรียกว่าสามหมื่นมาจนคุ้มเท่าบัดนี้ แล้วพี่น้องทั้ง ๔ ชาตินั้นก็ปันแดนดินแก่กัน เขตรแดนเมืองแถงข้างทิศใต้ นั้น ตั้งแต่เมืองเปว ๑ เมืองซ่อน ๑ เมืองเหี้ยม ๑ เมืองกูด ๑ เมืองปันลอ ๑ เมืองซำใต้ ๑ เมืองซำเหนือ ๑ เมืองสบแอดเชียง ค้อ ๑ หัวพันทั้งหกสิบสองจุไทยข้างทิศเหนือตั้งแต่เมืองไฮ่ ๑ เมือง ซอ ๑ เมืองลา ๑ เมืองจัน ๑ จดเขตรแดนฮ่อ ข้างทิศตวันตกเฉียง

๘๑ เหนือแต่เมืองหัวอู่ ๑ เมืองภูฝาง ๑ เมืองโพนไทร ๑ เมืองอุย ๑ เปนเขตรแดนดินขึ้นแก่เมืองแถงทั้งสิ้น ต่างเมืองก็ต่างรักษาเขตร แดนไม่ได้เบียดเบียนข่มเหงแก่กัน แต่ข่าแจะพี่ผู้ใหญ่นั้นหามีบ้าน เมืองไม่ เที่ยวตั้งตูบแลกระท่อมอยู่ตามซอกเขาแลท้ายเขา ทำนา เข้าไร่อาไศรยน้ำฝนแลน้ำค้าง ปลูกพริกแลมะเขือผักต่าง ๆ พอเลี้ยงชีวิตร หารู้จักปั่นฝ้ายแลทอผ้าไม่ จึงเก็บเข้าแลผักต่าง ๆ มาแลกผ้า กับน้องลาวแลน้องผู้ไทยไปนุ่งห่ม แลพวกข่าแจะนี้อาไศรยอยู่ตาม ภูเขา ในแดนดินของน้องลาวน้องผู้ไทยโดยมาก ในแดนดินของ น้องฮ่อน้องแกวนั้น หาได้ยินว่ามีพวกข่าแจะอยู่ไม่ เหตุฉนี้พวกข่าแจะจึงต้องอาไศรยอยู่ในแดนดินของน้องลาวแลน้องผู้ไทย ได้ความทุกข์ลำบากมากกว่าน้องทั้งปวง แลเปนผู้รับทุกข์รับศุขของน้องทั้งสิ้น ครั้นภายหลังพวกน้องลาวแลน้องผู้ไทยก็เก็บรวบรวมเอาพวกข่าแจะไว้เปนบ่าว ใช้ให้ทำการหนักเหนื่อยต่าง ๆ ให้หาเข้าแลขี้ผึ้งแลชัน มาส่งส่วยทุก ๆ ปี ถ้ามีการหนักจะต้องทำ เปนต้นว่าตัดไม้ฟัน เสามาปลูกสร้างบ้านเรือน แลขนเสบียงอาหารไปในที่ใด ๆ ก็ใช้ พวกข่าแจะสำหรับการนี้ เปนธรรมเนียมต่อ ๆ มาถึงทุกวันนี้ ฝ่ายเจ้าเมืองฮ่อจึงปฤกษากับพี่น้องพร้อมกันทั้ง ๔ หัวเมือง ด้วยฮ่อนั้นเปนเมืองต้นน้ำ ถึงกำหนดปีแล้วจะคำนับผีฟ้า คือเทพยดาบนสวรรค์ เจ้าเมืองลาว เจ้าเมืองผู้ไทย เจ้าเมืองแกว ก็เห็น ขอบด้วยที่จะไหว้ผีฟ้านั้น มีเขาใหญ่แห่ง ๑ อยู่ในเมืองฮ่อสูงกว่าเขา ๑๑

๘๒ ทั้งปวง เปนที่ประชุมกันไหว้ผีฟ้าบนยอดเขาสูงนั้น เพราะเหตุฉนี้ เมืองลาวเมืองผู้ไทยเมืองแกวจึงได้จัดสิ่งของไปเมืองฮ่อ สำหรับ คำนับผีฟ้าด้วยกัน แลขอผีฟ้าให้ช่วยอวยพรพี่น้องทั้งปวงให้อยู่เย็น เปนศุขทั่วกัน จึงได้เปนจารีตสืบมา ครั้นถึงขวบ ๑ แล้ว เมืองฮ่อ จึงมาตักเตือนเมืองที่เปนพี่น้องให้จัดสิ่งของขึ้นไปไหว้ผีฟ้าพร้อมกัน แลพวกผู้ไทยเหล่านี้ จึงได้นับถือกราบไหว้ผีฟ้าสืบต่อมาจนถึงปัตยุบันบัดนี้ แต่เดิมมาจะได้เปนเมืองขึ้นเมืองออกไปเสียส่วยแก่เมืองฮ่อนั้น ก็หามิได้ ครั้นภายหลังเมืองฮ่อมาเหมาเอาว่าเปนของส่วยขึ้นแก่ เมืองฮ่อ ผู้เถ้าผู้แก่แต่โบราณได้จดหมายไว้ ให้บุตรหลานรู้ต่อ ๆ กันมาดังนี้ ครั้นอยู่มาท้าวลอคำเจ้าเมืองสามหมื่นนั้นสิ้นชีพแล้ว มี ผู้มีบุญหนักศักดิใหญ่ตน๑ มีนามว่าขุนบรมราชา มาเกิดเปนเจ้า อยู่ในเมืองแถง ขุนบรมราชานี้มีบุตรชื่อขุนลอ ได้ลงมาตั้งเมือง หลวงพระบางเปนเดิมต่อมาจนถึงปัตยุบันนี้ มีเรื่องราวขุนลอบุตร ขุนบรมราชามาสร้างเมืองหลวงพระบาง แจ้งอยู่ในเรื่องพงษาวดารของเมืองหลวงพระบางแล้ว ครั้นภายหลังล่วงมาที่เมืองแถงนั้น หลานท้าวลอคำซึ่งอยู่เมืองลา ได้มาครองเมืองแทน มีนามว่า ล้านเจือง แลเมื่อท้าวลอคำยังครอบครองเมืองอยู่นั้น มีบุตรชาย ๗ คน แต่ไปครองเมืองอื่น ๆ อยู่ทั้ง ๗ คน เปนต้นว่าเมืองพม่า ครั้นอยู่มา ล้านเจืองถึงแก่กรรม หลานลอคำซึ่งอยู่ณเมืองพม่ามาเปนเจ้าเมือง แทน มีนามว่าเจ้าม่าน ครั้นเจ้าม่านสิ้นชีพแล้ว บุตรหลานลอคำ

๘๓ อยู่เมืองน่าน แต่พวกผู้ไทยเรียกว่าญวนเมืองน่าน มาครอบครอง บ้านเมืองแทน มีนามว่าเพี้ยศรีนรคุต ๆ ถึงแก่กรรมล่วงไปแล้ว บุตรหลานลอคำซึ่งอยู่เมืองแกวมาเปนเจ้าเมืองแทน มีนามว่า ดึกเทื้อง แต่หาได้ตั้งอยู่ที่เมืองสามหมื่นไม่ ยกเลื่อนไปตั้งอยู่ที่ บ้านเชียงแล ดึกเทื้องเจ้าเมืองได้เกณฑ์ไพร่พลหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่ เมืองแถงแลคนแกวมาสร้างเมือง ขุดเปนคูยกขึ้นเปนกำแพงดิน แลปลูกต้นไม้ไผ่รอบเปนกำแพง จึงได้เรียกว่าค่ายเชียงแลอยู่จน ปัตยุบันนี้ ตั้งแต่ท้าวลอคำเจ้าเมืองสามหมื่นเปนต้น มาจนถึงดึกเทื้อง ผู้ยกเลื่อนมาตั้งเมืองอยู่ที่ค่ายเชียงแลนี้ รวมเปน ๗ เจ้าเมืองด้วยกันเจ้าเมืองผู้หนึ่ง ๆ ครองเมืองได้คนละกี่ปี แลผู้หนึ่ง ๆ มีอายุเท่าไร ก็หามีปรากฎในจดหมายเหตุฉบับ ๑ ฉบับใดไม่ แต่เพียงองดึกเทื้องมาสร้างค่ายเชียงแลนี้ จะได้สักกี่ปีมาแล้วก็ไม่ปรากฎในจดหมาย เหตุ แต่สังเกตประมาณต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเชิงเทินใหญ่โตมาก จะ กว่าร้อยปีขึ้นไป เปนการช้านานมามาก ครั้นดึกเทื้องถึงแก่กรรม แล้ว บุตรหลานของดึกเทื้องจึงเอาศพดึกเทื้องฝังไว้ในค่ายหลวง กลางเมืองเปนกึ่งกลาง แล้วจึงปลูกศาลกรวมปากหลุมไว้ แล เมื่อดึกเทื้องจะถึงแก่กรรมนั้น ดึกเทื้องได้สั่งบุตรหลานไว้ว่า ดึกเทื้องถึงแก่กรรมแล้ว จะขึ้นไปอยู่กับพวกพ้องผีฟ้าด้วยกัน เมื่อจะฝังศพ นั้นให้ฆ่าสัตว์ที่เคยเปนอาหาร คือ กระบือ แพะ หมู เป็ด ไก่ เส้นศพส่งไปให้ดึกเทื้องอย่าให้อดอยากได้ แลผู้ใดจะเข้ามารักษา


๘๔ บ้านเมืองก็ให้ฆ่าสัตว์ที่เปนอาหารเส้นศพส่งไปเหมือนกัน แล้ว ดึกเทื้องจะอวยพรลงมาให้ผู้ที่ครองเมืองนั้นเจริญศุขยืนนาน แลเมื่อบุตรหลานจะทำการฝังศพดึกเทื้องนั้น หัวเมืองซึ่ง ขึ้นแก่เมืองแถงก็เข้ามาพร้อมกันช่วยทำการฝังศพ ครั้นแล้วจึงฆ่า กระบือ แพะ สุกร เป็ด ไก่ เส้นคำนับศพส่งไปให้ดึกเทื้อง ครั้น แล้วบุตรหลานศรีนรคุตซึ่งอยู่ในเมืองแถงนี้ ได้ครอบครองค่าย เชียงแลต่อไป มีนามว่าเจ้าฟ้าลูกกุน ได้ฆ่าสัตว์ทำการเส้นศพ ดึกเทื้องเหมือนดังกล่าวมาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาผู้ใดได้เข้ามารักษา บ้านเมือง ต้องฆ่าสัตว์ทำการเส้นศพดึกเทื้องเสียก่อน ด้วยถือเข้าใจ กันว่า ดึกเทื้องสิ้นชีพแล้วไปอยู่กับหมู่ผีฟ้าบนสวรรค์แม่นแท้ถ้าใคร ได้ทำการเส้นศพดึกเทื้องตามคำสั่งของดึกเทื้องแล้ว ดึกเทื้องคงจะ อวยพรให้ครองเมืองเปนศุขยืนนาน เจ้าเมืองกรมการแลราษฎร ในพื้นเมืองแถง จึงได้นับถือเส้นศพดึกเทื้องมาจนทุกวันนี้ ครั้น เจ้าฟ้าลูกกุนถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานล้านเจืองซึ่งอยู่เมืองลอ ได้มาครอบครองบ้านเมืองแทน มีนามว่าเทียนต้า เจ้าแกวตั้งขึ้นมา เทียนต้าว่าราชการอยู่ได้ ๓ ปี แล้วกลับลงไปยังบ้านเมือง เจ้าแกวจึงตั้งบานบ๊านขึ้นมาครองเมืองอยู่ที่ค่ายเชียงแลได้ ๓ ปี ก็ถอยกลับไปเมืองแกว ครั้งนี้เจ้านครหลวงพระบางตั้งให้กายเจ้าบาง เปน คนผู้ไทยอยู่เมืองฮุง มาเปนเจ้าเมืองแถงอยู่ที่ค่ายเชียงแล ว่า ราชการเมืองอยู่ได้ ๔ ปี กายเจ้าบางรับเอาช้างที่เมืองหลวงพระบาง ไปให้เจ้าแกว กายเจ้าบางก็ไปถึงแก่กรรมเสียที่เมืองแกว เจ้าแกว

๘๕ จึงตั้งให้เจียวท้าว เปนคนผู้ไทยดำอยู่เมืองฮั้วแขวงเมืองควาย มา เปนเจ้าเมืองแถงอยู่มนค่ายเมืองแล เจียวท้าวว่าราชการเมืองอยู่ ได้ ๒ ปี ถอยกลับลงไปบ้านเมือง เจ้าแกวจึงตั้งให้ตีเจ้าเตียน เจ้าเมืองควายมาเปนเจ้าเมืองแถงอยู่ในค่ายเชียงแลได้ ๓ ปี แล้ว ก็กลับไปบ้านเมือง เจ้านครหลวงพระบางจึงตั้งให้เพี้ยคำเปนคน ผู้ไทยดำอยู่เมืองฮึบ มาเปนเจ้าเมืองอยู่ที่ค่ายเชียงแล ว่าราชการ เมืองอยู่ได้ ๒ ปีก็ถึงแก่กรรม ครั้งนั้นเจ้าแกวตั้งให้กายเจ้าเติน เจ้าเมืองลา มาเปนเจ้าเมืองอยู่ในค่ายเชียงแล ว่าราชการเมือง อยู่ได้ ๕ ปี ก็ถอยกลับไปบ้านเมือง นับตั้งแต่เจ้าฟ้าลูกกุนผู้ได้ครองเมืองแถงต่อลำดับดึกเทื้องมานั้น หาปรากฎว่าครองเมืองได้กี่ปีไม่ ตั้งแต่เจ้าลูกกุนมาจนถึงกายเจ้าเตินนี้ รวมเปน ๘ เจ้าเมืองด้วยกัน ตั้งแต่เทียนต้ามาจนถึงกายเจ้าเติน รวมเปน ๗ เจ้าเมือง ในกำหนด ปีที่ผู้ครองทั้ง ๗ เปนเจ้าเมืองปรากฎมาในจดหมายเหตุของพวกผู้ไทยดังที่กล่าวมาแล้วนั้น รวมเปนปี ๒๓ ปี ขณะนั้นเมืองแถงว่างเปล่าหามีเจ้าเมืองไม่ เปนการเริศร้าง ไม่มีผู้เปนธุระทิ้งว่างเปล่า ครั้นลุจุลศักราช ๑๒๐๔ ปีเถาะเบญจศก เปนปีที่ ๒๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจนลุจุลศักราช ๑๒๕๐ ปีชวดสัมฤทธิศก ในแผ่นดินปัตยุบันนี้ ( รัชกาลที่ ๕ ) นับเปนปีได้ ๔๖ ปี ในขณะนั้นเจ้านครหลวงพระบางก็ติดด้วยธุระราชการบ้านเมืองต่าง ๆ อยู่ หาได้เอาธุระช่วยตั้งแต่งผู้ใดให้ไปครองเมืองแถงไม่

๘๖ ครั้งนี้เจ้าแกวจึงตั้งให้กวานฟู กวานตู ขึ้นมาจัดการบ้านเมือง ตั้งอยู่ ในค่ายเชียงแล กวานฟู กวานตู จึงตั้งพวกผู้ไทยชาวเมืองแถง เปนเจ้าเมืองกรมการรักษาบ้านเมืองอยู่ กวานหู กวานตู เปนข้าหลวงกำกับเมืองอยู่ได้ ๓ ปี ก็กลับลงไปบ้านเมือง เจ้าแกวจึงตั้งให้ กวานเกว ( คือพวกแกว ) เปนข้าหลวงขึ้นมากำกับตั้งอยู่ในค่าย เชียงแล อยู่ได้ ๓ ปีก็กลับไป เจ้าแกวจึงตั้งให้ห้องเวียน ( เดิมเปน พวกแกว ) เปนข้าหลวงขึ้นมากำกับอยู่ในค่ายเชียงแล อยู่ได้ ประมาณปี ๑ ครั้นลุจุลศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก เปนปีที่ ๒ ในรัชกาล ที่ ๕ มีเจ้าองค์ ๑ เปนชาติลื้อ ชื่อเจ้าอาญาน้อย อยู่ยังเมืองฮำ ในแขวงสิบสองปันนา เกิดวิวาทรบพุ่งกันขึ้นกับพี่น้อง เพราะเหตุ แย่งชิงบ้านเมืองแก่กัน เจ้าอาญาน้อยเสียทีก็อพยพครอบครัวแล พรรคพวกไพร่พลหนีมา จึงเกลี้ยกล่อมเอาโปเลงเจ้าฟ้าตองซู่ ผู้เปนนายร้อยใหญ่ในพวกตองซู่มาด้วย โปเลงเจ้าฟ้ามีไพร่พลตองซู่อยู่ หลายร้อย มาเข้าสมทบกับพวกลื้อไพร่พลเจ้าอาญาน้อย รวมทั้ง พวกลื้อพวกตองซู่ เปนคนประมาณ ๑๐๐๐ เศษ เจ้าอาญาน้อยกับ โปเลง เจ้าฟ้าคุมไพร่พลสมทบเข้ากันมาตั้งอยู่ที่เมืองภูฝางแขวงเมืองไล เจ้าอาญาน้อยกับโปเลงเจ้าฟ้าคิดปฤกษากันจะแย่งชิงเอาเมืองไลเปนที่มั่น เจ้าอาญาน้อยกับโปเลงเจ้าฟ้าจึงแต่งขุนทัพนายกองคุมไพร่พลลงมาตีเมืองไล เจ้าเมืองไลซึ่งเปนเจ้าตนพระพรหมวงษาอยู่ในปัตยุบันนี้แต่เดิมมีชื่อว่าตาเว้าแสง เจ้าแกวตั้งให้ เปนที่เจ้าเมือง เจ้าเมืองไล

๘๗ ได้คุมไพร่พลออกต่อสู้กองทัพเจ้าอาญาน้อยแลโปงเลงเจ้าฟ้าเปนสามารถ เจ้าเมืองไลต้านทานกองทัพลื้อกองทัพตองซู่สู้ไม่ได้ ก็แตกหนีอพยพ เข้าป่าไป เจ้าเมืองไลจึงพาครอบครัวไปฝากไว้ที่เมืองลา แล้ว เจ้าเมืองไลจึงพาคำโหม คำเหิน กับคำหิง ( คือคำสาม ) บุตร ชาย ๓ คน หนีลงไปอาไศรยอยู่ยังเมืองหลวงพระบางในเวลานั้น คำโหม คำเหิน คำหิง ยังเปนเด็กพอจำความได้ ฝ่ายเจ้าอาญาน้อยก็แบ่งรี้พลออกเปนหลายพวกหลายกอง ลงทางเมืองม่วยเมืองลา เข้าตีหัวเมืองสิบสองจุไทยแตก พวก ราษฎรชาวเมืองไลก็ยอมเข้าทู้ต่อเจ้าอาญาน้อย ๆ ให้เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของแลเสบียงอาหารของเจ้าเมืองไลได้แล้วก็กลับขึ้นไปตั้งทัพพักอยู่ยังเมืองภูฝางดังเก่า หาตั้งอยู่ที่เมืองไลไม่ ด้วยเห็นว่าเมืองไลจะหา เปนที่มั่นได้ไม่ เจ้าอาญาน้อยจึงแต่งให้โปเลงเจ้าฟ้าคุมไพร่พลประมาณ ๘๐ คน ลงมาทางบ้านหินลำแขวงเมืองแถง ระยะทาง จากเมืองแถง ๒ ชั่วโมง องเวียนเดิมเจ้าเมืองแถงรู้ว่ากองทัพพวก ตองซู่ยกมา จึงเกณฑ์กำลังพวกผู้ไทยประมาณ ๑๕๐ คน ยกไป ถึงบ้านหินลำปะทะกองทัพโปเลงเจ้าฟ้าเข้าที่นั้น กองทัพทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เข้าต่อรบกัน พองเวียนเดิมทานกำลังกองทัพเจ้าอาญาน้อยไม่ได้ ก็แตกหนี ไพร่พลองเวียนเดิมก็กระจัดกระจายไปสิ้น กองทัพ เจ้าอาญาน้อยก็จับตัวองเวียนเดิมเจ้าเมืองแถงได้ จึงคุมตัวมาให้ โปงเลงเจ้าฟ้าที่ค่ายเชียงแล

๘๘ ฝ่ายท้าวขุนแลกรมการแลราษฎรชาวเมืองแถงก็แตกกระจัดกระจาย ต่างอพยพครอบครัวหนีออกจากเมือง เที่ยวแยกย้ายกันไป อยู่ตามหัวเมืองสิ้น ฝ่ายโปงเลงเจ้าฟ้าจึงให้เอาองเวียนเดิม ขังไว้ แล้วว่าแก่องเวียนเดิมให้แต่งคนไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมราษฎร ชาวเมืองแถงที่แตกหนีไปนั้น ให้กลับเข้ามาอยู่ยังบ้านเมืองตามเดิม จงสิ้นเชิง จึงจะไว้ชีวิตร ถ้าราษฎรไม่กลับเข้ามาอยู่ยังบ้านเมือง ตามเดิมก็จะฆ่าเสีย องเวียนเดิมจึงแต่งคนออกเกลี้ยกล่อมราษฎร คนใช้ก็ออกไปตรวจดูทุกแห่งทุกตำบลหาพบผู้คนแต่สักคน ๑ ไม่ จึงกลับมาแจ้งความแก่องเวียนเดิมว่า พวกราษฎรชายหญิงพากัน แตกตื่นไปสิ้นแล้วหามีตัวไม่ องเวียนเดิมจึงคิดเห็นว่า เกลี้ยกล่อมราษฎรคืนมาไม่ได้แล้วก็คงจะต้องตายด้วยอาญาของโปเลงเจ้าฟ้า องเวียนเดิมจึงเอาผ้าผูกคอตายเสีย โปงเลงเจ้าฟ้าได้แจ้งแล้วมิได้ ว่าประการใด โปเลงเจ้าฟ้าก็ตั้งทัพพักอยู่ในค่ายเชียงแลนั้น ลุจุลศักราช ๑๒๓๒ ปีมเมียโทศก พวกหัวเมืองสิบสองจุไทย ซึ่งแตกกองทัพลื้อกองทัพตองซู่ซ่อนอยู่ในป่านั้น เจ้าเทียนอี่เมืองม่วย จึงไปเกลี้ยกล่อมมาเข้ารวบรวมกันได้ ๖๐๐ คน แล้วเจ้าเทียนอี่ก็คุมกำลังยกมาล้อมค่ายเชียงแสจะจับโปเลงเจ้าฟ้าฆ่าเสีย โปเลงเจ้าฟ้า รู้ว่าเจ้าเทียนอี่คุมกำลังมามากเห็นจะต่อสู้ไม่ได้ ก็พารี้พลออกจาก ค่ายเชียงแลหนีไป ฝ่ายเจ้าเทียนอี่ก็คุมกำลังเข้าล้อมค่ายเชียงแลไว้ แต่ขุนทัพนายกองตองซู่ ชื่อโปคำผาย ๑ โปยี่ ๑ โปเล็ก ๑ สามนายยังติดอยู่ในที่ล้อม เจ้าเทียนอี่เร่งกำลังตีหักเข้าไปได้ ก็จับตัว

๘๙ ตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ได้ทั้ง ๓ คน เจ้าเทียนอี่กับไพร่พล ๓๐ คน คุมเอาตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ลงไปยังเมืองญวน ระยะทางจากเมืองแถงไปเมืองญวนนั้น ออกจากเมืองแถง ไปนอนเมืองฝั่ง ออกจากเมืองฝั่งไปนอนเมืองอั่ง ออกจากเมืองอั่ง ไปนอนเมืองฮั้ว ออกจากเมืองฮั้วไปนอนเมืองควาย ออกจากเมืองควายไปนอนเมืองม่วย ออกจากเมืองม่วยไปนอนเมืองลา ออก จากเมืองลาไปนอนตำบลตาจ่าน จากตาจ่านไปนอนตาเปิ่น ออก จากตาเปิ่นต้องข้ามน้ำแท้ไปนอนป่าเป จากป่าไปไปนอนเพียงอง จากเพียงองไปนอนบ้านเจิ่ง จากบ้านเจิ่งไปนอนเมืองกุก จากเมือง กุกไปนอนเมืองอาด จากเมืองอาดไปนอนตำบลเลียมวี จากเลียมวี ไปนอนตำบลง่ายหาย จากง่ายหายไปนอนตำบลฮงงือ จากฮงงือ ไปนอนตำบลเฟืองยาว จากเฟืองยาวไปถึงเมืองเต้งฮึง รวมระยะทางตั้งแต่เมืองแถง ๑๘ คืน ถึงเมืองเต้งฮึง เจ้าเทียนอี่จึงนำตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ๓ คนนั้นส่งให้แก่ เจ้าเมืองเต้งฮึง เจ้าแผ่นดินญวนจึงสั่งเสนาบดีให้ถามเอาปากคำว่า เหตุใดจึงพากันมาตีหัวเมืองเหล่านี้ โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก จึง ให้การว่า เดิมพวกผู้ไทยไปนำมาซื้อขายเข้าของ แล้วเกิดผิดใจ วิวาททุบตีกัน จึงได้เกิดศึกใหญ่ขึ้น เจ้าแผ่นดินญวนจึงว่าเหตุเกิดขึ้นทั้งนี้เพราะพวกผู้ไทยในพื้นบ้านเมืองไปชักนำเอาพวกลื้อพวกตองซู่เข้ามา จึงได้เกิดศึกกันขึ้น แล้วเจ้าแผ่นดินญวนจึงว่าแก่โปคำผาย ๑๒

๙๐ โปยี่ โปเล็ก ว่าจะไม่เอาโทษอันใด แต่ให้ถอดถอนพรรคพวกของ โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ที่เข้าตั้งอยู่ในหัวเมืองสิบสองจุไทยแลเขตร แขวงบ้านเมืองเหล่านั้นไปเสียให้สิ้นเชิง จึงจะปล่อยตัวไป ถ้าไม่ ชักนำเอาพรรคพวกออกไปเสียให้สิ้นก็จะฆ่าตัวเสีย โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ก็รับว่าจะถอนเอาพรรคพวกซึ่งอยู่ตามหัวเมืองสิบสองจุไทย แลเขตรแขวงบ้านเมืองเหล่านั้นกลับไปบ้านเมืองของตัวจนสิ้นเชิง เจ้าแผ่นดินญวนจึงแต่งบังเบียนขุนนางญวน คุมตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ขึ้นมาณเมืองแถง แลให้กวาดต้อนพรรคพวกลื้อ ตองซู่ที่อยู่ตามหัวเมืองแลเขตรแขวงจังหวัดเหล่านั้นให้กลับไปอยู่เมืองโยนฝ่ายสิบสองปันนาทั้งสิ้น ตั้งแต่นั้นมาราษฎรชาวเมืองแถงที่ แตกตื่นเข้าป่าไปนั้น พวกที่ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ก็กลับเข้ามาอยู่ยังบ้าน เมืองตามเดิมบ้าง ที่หนีเลยไปอยู่บ้านอื่นเมืองไกลก็มิได้กลับมา อยู่ยังเมืองแถงอิกบ้าง ตั้งแต่นั้นมาพวกราษฎรในพื้นเมืองแถงก็ น้อยเบาบางไป ในปีมเมียโทศกศักราช ๑๒๓๒ นั้น จะเปนเดือนใดไม่แน่ พวกท้าวขุนผู้เถ้าผู้แก่จำมิได้ เจ้านครหลวงพระบาง จันทรคุณประภาตั้งให้เจ้าเมืองไล ซึ่งแตกหนีทัพลื้อทัพตองซู่ลงไปพึ่งพระบารมีอยู่นั้นเปนเจ้าตนพระพรหมวงษา ฯลฯ เจ้าเมืองไล แล้วจึงแต่งให้ เสนาบดีคุมกำลังประมาณ ๓๐๐ คน พาท้าวไลไปให้ตั้งรักษาราชการยังเมืองไลตามเดิม เสนาบดีเมืองหลวงพระบางช่วยท้าวไลจัดการ บ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็กลับลงไปยังเมืองหลวงพระบาง

๙๑ ฝ่ายท้าวไลคิดเจ็บแค้นอยู่ ด้วยเจ้าอาญาน้อยแลโปเลงเจ้าฟ้าคบคิดกันมาตีเมืองไลต้องแตกหนีทำให้ได้ความยากแค้นนั้น ท้าวไล จึงไปเข้าเกลี้ยกล่อมนายฮ่อธงดำอยู่เมืองเล่ากายชื่อองหลิว เวลานั้น มีไพร่พลอยู่ประมาณ ๓๐๐ คนเศษ องหลิวก็พาพวกพลมาอยู่ที่เมือง ไล เจ้าเมืองไลจึงให้องหลิวคุมกำลังไปตีโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก พวกขุนทัพตองซู่ที่เมืองโยน ระยะทางห่างจากเมืองไล ๓ คืน พวก องหลิวก็เข้าไปคุมกำลังเข้าตี โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ก็คุมกำลังออกต่อสู้เปนสามารถ ไพร่พลพวกตองซู่ล้มตายลงเปนอันมาก ตัวโปยี่ โปเล็ก ก็ตายในที่รบ โปคำผายก็แตกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองล่า พวกองหลิวก็กลับมาหาเจ้าเมืองไลแจ้งความให้ฟังทุกประการ เจ้าเมืองไลจึงให้บำเหน็จรางวัลแก่องหลิวแลไพร่พลตามสมควร ในปีเดียวนั้นเจ้าอาญาน้อย ซึ่งเปนเจ้าลื้อตั้งอยู่ที่เมืองภูฝางนั้น แต่งให้คนลงมาที่เมืองไลทวงเงินค่าจ้าง ด้วยเดิมท้าวโดย นำ ท้าวเหลน ท้าวตอม เปนพรรคพวกพี่น้องของเจ้าเมืองไล คิด พร้อมใจกันอยากจะเปนเจ้าเมือง จึงจ้างเจ้าอาญาน้อยให้คุมกำลัง มาตีเมืองไล เจ้าเมืองไลจึงได้แตกหนีลงไปพึ่งอยู่ที่เมืองหลวง พระบาง ครั้นเจ้าเมืองไลกับท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม เปน ปรกติปรองดองกันเข้าแล้ว แลได้ทำความสัตย์ปฏิญาณไม่ทำร้ายแก่กันสืบไป ก็หายอมให้เงินค่าจ้างแก่เจ้าอาญาน้อยไม่ เจ้าอาญา น้อยจึงคุมกำลังประมาณ ๔๐๐ คน มาตั้งค่ายประชิดเมืองไลไว้ ระยะทางแต่เมืองภูฝางถึงเมืองไล ๓ คืน

๙๒ แต่เดิมเมืองภูฝางนี้ก็เปนเมือง ๓ ส่วยเหมือนอย่างเมืองไล เจ้าเมืองไลจึงเอากำลังฮ่อพวกองหลิวออกต่อสู้กองทัพเจ้าอาญาน้อย รบกันอยู่หลายเวลาไม่แพ้ชนะทั้ง ๒ ฝ่าย เจ้าเมืองไลจึงแต่งคนไป เอากำลังฮ่อที่เมืองมูกาแขวงฮ่อให้มาตีเมืองภูฝางที่เจ้าอาญาน้อย ตั้งอยู่ พวกเจ้าอาญาน้อยซึ่งรักษาเมืองภูฝางอยู่นั้นเบาบาง ไม่มี กำลังจะรบสู้ต้านทานพวกฮ่อเมืองมูกา เพราะว่าเจ้าอาญาน้อย เกณฑ์คนลงมาตีเมืองไลเสียเปนอันมาก เมืองภูฝางจึงได้แตก โดยง่าย พวกฮ่อเมืองมูกาก็เข้าเมืองได้ ฝ่ายพวกกองทัพเจ้า อาญาน้อยซึ่งรบติดพันกันอยู่กับเจ้าเมืองไล ครั้นรู้ว่าเมืองภูฝาง แตกฮ่อแล้วก็พากันถอยกองทัพไปทั้งสิ้น กองทัพเจ้าเมืองไลก็ไล่ ติดตามรบไปจนสุดแดน ได้ฆ่าฟันไพร่พลตองซู่ล้มตาบเปนอันมาก เจ้าอาญาน้อยจึงพาไพร่พลที่เหลือตายอยู่นั้นหนีไปยังเมืองวูมเมืองเตแขวงเมืองไล เจ้าอาญาน้อยก็ป่วยเปนไข้ถึงแก่กรรมลงไปในที่นั้น ไพร่พลลื้อของเจ้าอาญาน้อย ก็พากันแตกระส่ำระสายหารวบรวมกัน ได้ไม่ ต่างคนแยกย้ายไปอยู่ในบ้านเมืองต่าง ๆ ฝ่ายพวกฮ่อองหลิวซึ่งเจ้าเมืองไลไปเกลี้ยกล่อมเอามาเปนกำลังนั้น ก็พากันกลับไปยังเมืองเล่ากายทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลจะว่า จ้างกันมาเปนเงินมากน้อยเท่าใด พวกผู้ไทยท้าวขุนเมืองแถงหา ทราบไม่ เมืองเล่ากายนั้นขึ้นแก่เมืองญวน ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองไล ก็เอาส่วยไปขึ้นแก่เมืองเล่ากาย หาได้ลงไปเฝ้าเจ้านครหลวง พระบางไม่

๙๓ ลุจุลศักราช ๑๒๓๔ ปีวอกจัตวาศก เจ้าแกวจึงแต่งให้กวานฟู กวานตู ขุนนางญวนขึ้นมารักษาเมืองแถง กวานฟู กวานตู ก็เข้า ตั้งอยู่ในค่ายเชียงแล แล้วตั้งให้บาลือเปนกายโตงเจ้าเมืองแถง เจ้าเมืองแถงจึงตั้งให้บากองเปนองแสน คือตัวเพี้ยดีในปัตยุบันนี้ แลให้บาออนเปนองปอง ให้บาลอยเปนฮ่อหลวง ให้บาเฟืองเปน ปองกาง เจ้าเมืองแลกรมการซึ่งกวานฟู กวานตู ตั้งแต่งขึ้นเปนพวก ผู้ไทยดำในพื้นเมืองแถงนี้เอง กวานฟู กวานตู ก็เปนข้าหลวงกำกับ อยู่ที่เมืองแถง อนึ่งมีหัวเมืองขึ้นแก่เมืองแถงนั้น ข้างทิศตวันตกเฉียงใต้ คือ เมืองวา ๑ ระยะทางจากเมืองแถง ๕ คืน เมืองสกกก ๑ ระยะ ทางไกลเมืองแถง ๕ คืน เมืองล่าน ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๖ คืน เมืองแลว ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๓ คืน เมืองลอย ๑ ระยะทาง ไกลเมืองแถง ๒ คืน เมืองแทน ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๒ คืน เมืองล้น ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๓ คืน เมืองยา ๑ ระยะทางไกลเมืองแถงคืน ๑ ข้างทิศตวันออกเฉียงเหนือนั้น คือ เมืองภู ๑ ระยะทาง ไกลเมืองแถงวัน ๑ เมืองเหมือน ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๒ คืน เมืองฝั่ง ๑ ระยะทางไกลเมืองแถงวัน ๑ รวมเปน ๑๑ หัวเมือง ในปีเดียวนั้นมีนายฮ่อผู้ ๑ ชื่อล่อหลีคุมพวกฮ่อประมาณ ๘๐ คน เข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านเชียงจันแขวงเมืองแถง เจ้าเมืองแลกรมการ

๙๔ เมืองแถงทั้งกวานฟู กวานตู ข้าหลวงญวน แลพวกราษฎรตกใจ กลัว ก็ยอมเข้าทู้แก่พวกฮ่อล่อหลี ครั้นอยู่มาเพี้ยน้อยนายบ้าน สามหมื่นอยากจะเปนเจ้าเมืองแถง เพี้ยน้อยจึงไปว่าจ้างพวกฮ่อล่อหลีให้ฆ่าโดยงิดเจ้าเมืองเสีย แต่จะจ้างกันเท่าใดนั้นไม่แจ้ง พวกฮ่อ ล่อหลีรับแล้วก็พากันไปล้อมบ้านโดยงิดที่ตำบลเชียงจัน จับตัวโดยงิด ได้แล้วก็ฆ่าเสีย บุตรภรรยาโดยงิดก็แตกหนีเข้าป่าไป เพี้ยน้อย รู้ว่าพวกฮ่อล่อหลีฆ่าโดยงิดตายแล้ว กลัวฮ่อจะมาทวงเอาเงิน จึงอพยพครอบครัวหนีไปอยู่บ้านพวกเย้าที่ตำบลห้วยหอในแขวงเมืองแถง ฝ่ายพวกฮ่อล่อหลีพากันไปที่บ้านเพี้ยน้อย จะทวงเอาเงินค่าจ้างก็หาเห็นเพี้ยน้อยไม่ สืบรู้ว่าเพี้ยน้อยหนีไปอยู่ตำบลห้วยหอ พวกฮ่อล่อ หลีก็ติดตามไป เพี้ยน้อยจึงเอาพวกเย้ามาซุ่มสกัดทางอยู่ ครั้นเห็น พวกฮ่อไปก็เอาปืนยิงพวกฮ่อตาย ๓ คน พวกฮ่อที่เหลืออยู่ก็กลับมา แจ้งความแก่นายฮ่อล่อหลี ฝ่ายเพี้ยน้อยก็หนีลงไปยังเมืองหลวง พระบาง พวกฮ่อล่อหลีมีความโกรธเคืองเพี้ยน้อยเปนอันมาก ครั้น เห็นพวกผู้ไทยก็ฆ่าเสีย พวกท้าวขุนแลราษฎรในเมืองแถงก็กลัว พากันแตกหนีเข้าป่าไปโดยมาก กวานฟู กวานตู ข้าหลวงญวน ก็พากันหนีไปอยู่เมืองเหมือน กวานฟูป่วยถึงแก่กรรมในที่นั้น ฝ่าย เพี้ยน้อยจึงขอกำลังเจ้านครหลวงพระบางมารบพวกฮ่อล่อหลี เจ้า นครหลวงพระบางแต่งให้เพี้ยพรหมเปนนายทัพ เกณฑ์คนเมืองไทรเมืองแบ้ง เมืองอาย เมืองเงิน เมืองลา ๕ เมือง รวมกำลัง ประมาณ ๕๐๐ คน ยกมาตั้งอยู่ที่ค่ายสามหมื่น เพี้ยพรหมนายทัพ

๙๕ พักไพร่พลอยู่ได้ ๓ วัน ก็คุมกำลังเข้าไปตั้งประชิดค่ายฮ่อ พวก เพี้ยพรหมกับพวกฮ่อล่อหลี ได้สู้รบกันอยู่ได้ประมาณ ๙ วัน พวก กองทัพฝ่ายลาวถูกอาวุธตายสองคน แต่พวกกองทัพฮ่อถูกกระสุนปืนตาย ๘ คน พวกฮ่อล่อหลีก็สิ้นกระสุนดินดำ มิอาจที่จะอยู่ต้านทาน กองทัพเพี้ยพรหมได้ พอเวลาตวันเที่ยงก็พากันแตกหนีออกจากค่ายเชียงจัน พวกกองทัพเพี้ยพรหมก็ไล่ติดตามฆ่าฟันพวกฮ่อไปได้ ๒ วัน จับฮ่อได้คน ๑ ก็พากันกลับมาอยู่ที่ค่ายเชียงจัน เพี้ยพรหม พักอยู่ในค่ายเชียงจันได้ ๔ วัน จึงเอาไฟเผาค่ายเสีย แล้วฆ่าฮ่อ ที่จับมาได้นั้นเสียด้วย เพี้ยพรหมก็ยกกลับลงไปยังเมืองหลวง พระบาง เมืองแถงก็ว่างเจ้าเมืองอยู่ ฝ่ายยิบต้ายนายฮ่อเกอเหลือง มีไพร่พลประมาณ ๓๐๐๐ คน ตั้งตัวเปนใหญ่อยู่ณเมืองลา จึงแต่งขุนทัพนายกองพวกฮ่อเกอเหลืองให้แยกย้ายกันไปตีเมืองหัวพันทั้งหกแลเมืองพวนต่อ ๆ ไป เก็บริบเอาเสบียงอาหารเข้าของเงินทองมาแจกจ่ายเลี้ยงกำลังไพร่พลอยู่ ลุจุลศักราช ๑๒๓๘ ปีชวดอัฐศก เกิดพวกข่าแจะเปนขบถพวกลาวแลพวกผู้ไทยเรียกกันว่าข่าเจือง ๆ นั้น คือว่าเปนขบถ มี นายข่าแจะคน ๑ ชื่อล่าแสงแสนเหินอยู่ณเมืองแทนเมืองยา ได้ คุมพวกข่าแจะไปรบกับพวกฮ่อทางสบแอดเชียงค้อ ล่าแสงแสนเหิน ได้ต่อรบพวกฮ่อที่มาตีบ้านเล็กเมืองน้อยนั้นด้วยใจกล้าหาญ ล่าแสงแสนเหินมีไชยชนะแก่พวกฮ่อแล้ว จึงซ่องสุมกำลังพวกข่าแจะ ประมาณ ๕๐๐ คน ๖๐๐ คน ยกไปตั้งอยู่ที่ตำบลเพียงพุกเพียงคำ

๙๖ แขวงเมืองลา ล่าแสงแสนเหินมีใจกำเริบคิดจะตั้งตัวเปนใหญ่ จึง ทำอุบายเอาดาบเล่ม ๑ กับน้ำเต้าผล ๑ ผ้าประเจียดมีเลขยันต์เปนตัวอักษรลื้อผืน ๑ ลงไปซ่อนไว้ในหนองน้ำที่ตำบลเพียงพุกเพียงคำ เวลาเช้าวัน ๑ ล่าแสงแสนเหินออกนั่งที่น่าเรือน จึงสั่งให้หาบรรดาญาติ พี่น้องแลไพร่พลทั้งปวงมาประชุมพร้อมกันที่บ้าน ล่าแสงแสนเหิน จึงบอกแก่ญาติพี่น้องแลคนทั้งปวงว่า คืนนี้เรานอนหลับสนิทอยู่ เจ้า ตนผีฟ้าผู้ใหญ่ คือ สมเด็จอมรินทร์ลงมาปลุกสั่นให้เราตื่นขึ้น เปล่ง รัศมีสว่างทั่วห้องเรือน บอกแก่เราว่าตัวเราจะมีบุญได้เปนใหญ่ ให้ เร่งการต่อสู้กับพวกลาว ตั้งแต่นี้จะไม่ได้เปนบ่าวพวกลาวต่อไป เจ้าตนผีฟ้าผู้ใหญ่จึงบอกให้อาวุธแลสิ่งของป้องกันตัวแก่เรา ว่าซ่อน ไว้ในหนองน้ำเพื่อจะไม่ให้ลาวผู้ใดมารู้เห็นก่อน ว่าแล้วล่าแสงแสน เหินจึงลงไปในหนองน้ำ เอาดาบกับน้ำเต้าแลผ้าประเจียดนั้นขึ้นมาสำแดงให้คนทั้งปวงเห็นจริง บรรดาพวกข่าแจะที่เปนญาติพี่น้องแล ไพร่พลทั้งปวง แต่ล้วนโง่เขลาเปนชาวป่า ก็พากันเชื่อถือแลกลัว เกรงนับถือล่าแสงแสนเหินเปนอันมาก ที่เรือนล่าแสงแสนเหินอยู่นั้นเสาเรือนกลับเอาต้นขึ้นปลายลง ล่าแสงแสนเหินจึงให้ประชุมพวกพี่ น้องแลไพร่พลพร้อมกันทำการไหว้ผีตามธรรมเนียมพวกข่าแจะ แล้วล่าแสงแสนเหินจึงพูดประกาศแก่พวกข่าแจะทั้งปวงว่า เจ้าตนผีฟ้า ผู้ใหญ่ให้ผ้าประเจียดกันตัวแลดาบแก่เรา ให้เราไปฟันกันกับลาว ล่าแสงแสนเหินจึงเอาดาบกับน้ำเต้าแลผ้าประเจียดนั้น ขึ้นกระทำคำนับบูชาไว้ที่เรือน แล้วล่าแสงแสนเหินจึงตั้งพวกพ้องเปนขุนนาง

๙๗ คือพระยาว่าน ๑ พระยาพระ ๑ พระยาลิ้นก่า ๑ พระยาสำเร็จ ๑ ราชาแก้ว ๑ ราชาแม้ว ๑ ราชาคำแดง ๑ ราชาปอง ๑ ราชาหลวง ปองฟ้า ๑ รวม ๙ คน แลยังผู้มีชื่ออิกหลายคน ล่าแสงแสนเหิน จึงให้บากไม้เปนสำคัญ แจกไปตามพวกข่าแจะทุกแห่งทุกตำบล ไม้ที่เอามีดบากเปนสำคัญนั้นเปรียบดังตราพระราชสีห์ พวกข่าแจะ ทั้งปวงได้รู้ได้เห็นแล้วก็นับถือกลัวเกรงยอมเข้าด้วยทั้งสิ้น เพราะ ดังนี้พวกข่าแจะจึงได้เกิดเปนเจืองขึ้นทุกแห่งทุกตำบล ในขณะนั้น มีลื้อคน ๑ ชื่อขนานน้อย อยู่เมืองฟูงแขวงเมือง สิบสองปันนา เจ้าเมืองตั้งให้เปนท้าวหาญ ๆ ได้เข้ามาอยู่กับล่าแสงแสนเหิน ครั้นล่าแสงแสนเหินเปนเจืองขึ้นแล้ว จึงหนีไปอยู่กับท้าวอร แลแจ้งข้อความให้ท้าวอรฟังทุกประการ ในเวลานั้นราษฎรในเมืองแถงก็ต่างแตกแยกย้ายกันไป ฝ่ายพระสวามิภักดิสยามเขตร ซึ่งเปนเจ้าเมืองแถงอยู่ใน ปัตยุบันนี้ เดิมชื่อสิงหวางม่าน เปนพวกฮ่อเกอดำเที่ยวมาค้าขาย พักอยู่ที่เมืองเหมือนได้ปีเศษ ในขณะนั้นเมืองแถงว่างเจ้าเมืองอยู่ กวานตูขุนนางญวนซึ่งแตกหนีฮ่อนั้น ก็ไปอยู่ที่เมืองเหมือน จึงพูด แก่พระสวามิ์ว่าเมืองแถงทุกวันนี้เกิดศึกวุ่นวายไม่มีผู้ช่วยรบศึก ขอ ให้พระสวามิ์ไปช่วยทำศึกในเมืองแถง พระสวามิ์ก็รับคำกวานตูว่า จะไปช่วยรบศึกศัตรู กวานตูจึงตั้งให้พระสวามิ์เปนโดยงิดเจ้าเมือง ๑๓

๙๘ แถง แล้วกวานตูจึงนำพระสวามิ์ขึ้นมาณเมืองแถง พระสวามิ์จึง ยกครอบครัวขึ้นมากับกวานตู มีฮ่อพวกพระสวามิ์มาด้วย ๕ คน พระสวามิ์จึงตั้งพักอยู่ที่ค่ายเชียงจัน ขณะนั้นพวกราษฎรเมืองก็ ไปตั้งทัพรวบรวมกันอยู่ที่ตำบลเชียงจันนั้น ประมาณ ๕๐ หลังเรือน รวมคนชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ประมาณ ๑๐๐ เศษ พระสวามิ์จึงตั้งท้าว ขุนกรมการ ให้บายอยเดิมเปนฮ่อกวางตุ้งเปนองแสน ให้บาโรย เปนองปอง ให้บาอินเปนฮ่อหลวง ให้บาเผยเปนปองกาง ให้ บาอึดเปนฮ่อกลาง ให้บาลิงเปนฮ่อแห้ ให้บาสอเปนองปอ ให้ บาแองเปนเกอไล ให้บาจอเปนเจืองวัน ให้บาอรเปนเพี้ยบ้านหนองเหลือง แล้วตั้งท้าวขุนเล็กน้อยอิกหลายคน กรมการท้าวขุนที่ พระสวามิ์ตั้งแต่งไว้นั้น เปนคนพวกผู้ไทยในพื้นเมืองทั้งสิ้น ครั้นณวัน ๗ ค่ำในปีเดียวกันนั้น ล่าแสงแสนเหินซึ่งเปนเจืองคุมไพร่พลข่าแจะประมาณ ๓๐๐ คน ยกเข้าตีเมืองแถง ตั้ง อยู่ณตำบลห้องแล พระสวามิ์แจ้งว่าพวกข่าเจืองยกเข้ามาตั้งอยู่ดัง นั้น จึงจัดท้าวขุนกรมการแลไพร่พลได้ ๑๐๐ คนเศษ พระสวามิ์ก็ ยกกำลังออกไปต่อสู้พวกล่าแสงแสนเหินที่ตำบลห้องแล ได้สู้รบกัน เปนสามารถ พวกล่าแสงแสนเหินตายในที่รบ ๘ คน แต่พวก พระสวามิ์หามีผู้ใดผู้หนึ่งเปนอันตรายไม่ พวกล่าแสงแสนเหินก็ แตกหนี พวกพระสวามิ์ก็ไล่ติดตามฆ่าฟันไป พวกข่าแจะล้มตาย ลงอิกหลายสิบคน ล่าแสงแสนเหินจึงพาไพร่พลที่เหลือตายนั้นข้าม น้ำนัวไป พระสวามิ์ก็ยกกลับมาเมือง

๙๙ ครั้นณวัน ๘ ค่ำ พวกฮ่อล่อหลีอยู่เมืองลา เปนพวกยิบต้าย นายฮ่อล่อหลีคนนี้ซึ่งเปนนายทัพมาตีเมืองแถงครั้งก่อนนั้น ยกกำลังพวกฮ่อประมาณ ๑๓๐ คน มาตีบ้านสะลือแขวงเมืองแถง จะจับตัวท้าวม่วย ด้วยท้าวม่วยผู้เปนบิดาท้าวม่วยในปัตยุบันนี้ หนีมาซุ่มซ่อน อยู่ที่นั้น พวกฮ่อล่อหลีจับได้ตัวท้าวม่วยแล้ว จึงให้คนคุมตัวส่ง ไปเมืองลา พวกฮ่อล่อหลียังตั้งอยู่ที่นั้น พระสวามิ์รู้ว่าพวกฮ่อยก เข้ามาตีในเขตรแขวงบ้านเมือง จึงคุมพวกผู้ไทยประมาณ ๓๐๐ คน ยกไปตีพวกฮ่อล่อหลีที่บ้านสะลือ ระยะทางไกลเมืองแถง ๒ คืน ได้ สู้รบกันอยู่วัน ๑ พวกฮ่อล่อหลีถูกกระสุนปืนตายในที่รบ ๕ คน พวกพระสวามิ์ถูกปืน ๒ คนแต่หาตายไม่ พวกฮ่อล่อหลีทานกำลังไม่ได้ ก็แตกหนี พวกพระสวามิ์ก็ไล่ติดตามไปจนสุดเขตรแขวงแล้วก็พา กันกลับมา พวกพระสวามิ์เกรงว่าพวกฮ่อจะรวบรวมกันยกกลับมาตีอิก จึงตั้งทัพพักอยู่ที่บ้านสะลือนั้นถึง ๘ วัน ครั้นเห็นว่าพวกฮ่อไม่กลับ มาต่อรบอิกแล้ว พระสวามิ์ก็ยกกลับมาเมืองแถง ในปีเดียวนั้นเจ้าตนพรหมวงษาเจ้าเมืองไล รู้ว่าพระสวามิ์ ทำการศึกแขงแรง จึงมีหนังสือไปยังกวานตู ให้ตั้งพระสวามิ์ซึ่ง เปนโดยงิดอยู่แล้วนั้นเลื่อนขึ้นเปนกายโตง กวานตูจึงตั้งให้โดยงิด เปนกายโตงขึ้น ลุจุลศักราช ๑๒๔๐ ปีขาลสัมฤทธิศก เจ้าเมืองไลจึงมีหนังสือมาถึงกายโตงเจ้าเมืองแถง ให้ยกขึ้นไปช่วยตีพวกฮ่อเกอเหลือง

๑๐๐ เมืองลา คือยิบต้ายเปนตัวนาย กายโตงจึงเกณฑ์ไพร่พลผู้ไทย ในเมืองแถงได้ประมาณ ๓๐๐ คน ยกขึ้นไปพร้อมกันกับเจ้าเมืองไล ถึงเมืองลา ในครั้งนั้นเจ้าเมืองไลเกณฑ์กองทัพหลายหัวเมือง เปน ต้นว่าเมืองบางก็พากันไปสมทบกองทัพเจ้าเมืองไลที่เมืองลาทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลจึงแบ่งกองทัพเข้าล้อมค่ายพวกฮ่อยิบต้ายไว้ ได้สู้รบกับพวกฮ่อเปนสามารถ ไพร่พลล้มตายลงทั้ง ๒ ฝ่ายยังไม่แพ้ไม่ชนะกัน แต่เจ้าเมืองไลตั้งล้อมค่ายฮ่ออยู่ได้ประมาณปี ๑ ก็ยังมิอาจจะยกหักเข้าตีค่ายฮ่อให้แตกได้ กอยิบต้ายจึงคิดปฤกษากับขุนทัพนายกอง ว่าจะละให้เจ้าเมืองไลตั้งล้อมเราอยู่ดังนี้ เสบียงอาหารเราก็เบาบางลงทุกวันเกลือกจะขัดสน แต่เจ้าเมืองไลมีกองลำเลียงส่งเสบียงกัน อยู่ไม่ขาด จำเราจะคิดตัดกองลำเลียงเจ้าเมืองไลเสีย ถ้าส่งเสบียง กันไม่ได้แล้ว กองทัพเจ้าเมืองไลคงจะถอยกำลังก็จะรวนเรเลิกถอน ไปเอง เราเห็นได้ทีจึงยกออกตีซ้ำเติมเอาก็เห็นจะได้ไชยชำนะเปน มั่นคง นายทัพนายกองพวกฮ่อก็เห็นด้วย กอยิบต้ายจึงแบ่งพลแต่ง ให้ขุนทัพนายกองคุมกำลังฮ่อประมาณ ๒๐๐ คน ลอบออกจากค่ายที่ล้อมได้ ไปตั้งสกัดต้นทางที่พวกกองลำเลียงจะคุมเสบียงมาส่งกองทัพเจ้าเมืองไลนั้น กองลำเลียงเมืองไลส่งเสบียงอาหารกันไม่ ได้แล้ว เจ้าเมืองไลเกรงจะเสียทีแก่กอยิบต้าย จึงมีหนังสือบอกไป ถึงเจ้าแกวฉบับ ๑ ถึงองหลิวเจ้าเมืองเล่ากายฉบับ ๑ ให้ยกมาช่วย เจ้าแกวจึงแต่งให้ขุนนางแกวชื่อแจงแล่ลกเปนนายทัพ คุมกำลังประมาณ ๕๐๐ คน องหลิวเจ้าเมืองเล่ากายคุมกำลังประมาณ ๔๐๐ คน

๑๐๑ ยกมาสมทบกันที่เมืองลา ระยะทางจากเมืองแกวถึงเมืองลา ๑๓ คืน จากเมืองเล่ากายถึงเมืองลา ๙ คืน พวกกอยิบต้ายเห็นพวกรี้พล เมืองแกวมามาก เห็นจะสู้มิได้ก็ยอมเข้าทู้อ่อนน้อมต่อแจงแล่ลกแล องหลิว ๆ ก็กวาดต้อนเอาพวกฮ่อกอยิบต้ายลงไปเมืองแกวทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลจึงเข้าไปหาแจงแล่ลก ขอทงจง กับ กอลา นายฮ่อ ๒ คน แลไพร่ฮ่อ ๓๐๐ คนไว้เปนทหารเมืองไล แจงแล่ลกกับองหลิวก็ คุมพวกฮ่อลงไปเมืองเล่ากาย เจ้าเมืองไลจึงให้กอลาคุมพวกฮ่อ ทหาร ๑๕๐ คนอยู่เมืองไล ให้ทงจงคุมพวกฮ่อทหาร ๑๕๐ คนไป อยู่เมืองบาง กองทัพหัวเมืองก็แยกย้ายพากันกลับไปบ้านเมือง กายโตงก็กลับไปเมืองแถง ลุจุลศักราช ๑๒๔๓ ปีมเสงตรีศก ทงจงนายฮ่อซึ่งเจ้าเมืองไล ให้คุมพวกฮ่อไปอยู่เมืองบางนั้น เจ้าเมืองไลหาได้ให้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงแลเสบียงอาหารเลี้ยงไม่ ทงจงกับพวกฮ่อไพร่พลได้ความอดอยาก จึงไปขอเงินเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าเมืองไล ๆ หาให้ไม่ ทงจงกับพวกพวกฮ่อไพร่พลมีใจโกรธเจ้าเมืองไล ด้วยเจ้าเมืองไลรับว่าจะให้เงินเบี้ยเลี้ยง แลค่าจ้างก็หาให้ไม่ ทงจงจึงกลับลงไปเมืองบาง ทงจงจึงใช้คน ไปฬ่อลวงหาตัวท้าวมูนบุตรเขยเจ้าเมืองไลมาได้แล้ว ทงจงก็ให้ จับตัวท้าวมูนใส่โซ่ไว้ เร่งเอาเงินค่าจ้างแลเบี้ยเลี้ยงแก่ท้าวมูน ๆ จึงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองไลว่า ทงจงเอาตัวจำไว้เร่งเงินค่าจ้างแทน เจ้าเมืองไล ๆ ได้แจ้งก็โกรธ จึงเกณฑ์ไพร่พลเมืองม่วยเมืองลา หัวเมืองขึ้นเมืองไล แลบอกหนังสือไปถึงกายโตงเจ้าเมืองแถงให้

๑๐๒ ยกมาช่วย รวมกำลังไพร่พลประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษสมทบกองทัพกันยกไปตีทงจงที่เมืองบาง จับตัวทงจงได้ก็ให้ฆ่าเสีย ถอดเอาท้าวมูน มาได้ พวกฮ่อไพร่พลทงจงก็แตกกระจัดกระจายแยกย้ายกันไป ที่เมืองแอด เจ้าเมืองไลกับหัวบ้านหัวเมืองก็พากันกลับไปยังบ้านเมืองทั้งสิ้น อยู่มาเจ้าเมืองไลมีหนังสือมาถึงกายโตงเจ้าเมืองแถงแล ท้าวขุนทั้งปวงว่า จะให้กอลานายฮ่อกับฮ่อไพร่พล ๑๕๐ คนมาอยู่เมืองแถง กายโตงปฤกษากับพวกท้าวขุนเห็นพร้อมกันไม่ยอมให้ พวกฮ่อกอลามาอยู่ในเมืองแถง กายโตงจึงลงไปหาเจ้าแกวที่เมือง เต้งฮึง แจ้งความว่าเจ้าเมืองไลมีหนังสือลงไปถึงกายโตงแลกรมการเมืองแถง ให้ปลูกเรือน ๑๒ หลัง แลให้เกณฑ์เข้า ๕๐๐๐ ถังไว้ จะให้พวกฮ่อกอลามาอยู่ เดิมพวกฮ่อเหล่านี้องหลิวจะกวาดต้อน เอาไปเมืองเล่ากายทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลขอไว้เปนทหาร แล้วหาเลี้ยงดูพวกฮ่อไม่ พวกฮ่อได้ความอดอยากจึงเกิดศึกขึ้น เจ้าเมืองกรมการเมืองแถงไม่ยอม เจ้าแกวจึงว่าอย่าให้พวกฮ่อเมืองไลเข้ามาอยู่ใน เมืองแถง เจ้าเมืองไลรับมาไว้ก็ให้เลี้ยงดูเอง เกิดเหตุขึ้นประการใด เจ้าเมืองเต้งฮึงจะเอาโทษแก่เจ้าเมืองไล แล้วเจ้าเมืองเต้งฮึงสั่งให้ กายโตงกลับมาบ้านเมือง ฝ่ายเจ้าเมืองไลรู้ความว่า กายโตงเจ้าเมืองแถงไปกล่าวโทษ เจ้าเมืองไลแก่เจ้าเมืองเต้งฮึง เจ้าเมืองไลมีใจโกรธ จึงสั่งท้าวขุน เมืองไลที่ไว้ใจคุมคน ๓๐ คนเศษ ไปคอยสกัดทางอยู่ที่เมืองควาย

๑๐๓ ให้จับตายกายโตงฆ่าเสีย ครั้นกายโตงขึ้นมาถึงเมืองลา มีผู้ที่ชอบกัน ไปแจ้งความลับว่า บัดนี้เจ้าเมืองไลแต่งคนมาซุ่มสกัดทางอยู่ที่ เมืองควายจะคอยฆ่าท่าน อย่าไปทางนั้นเลย จงหลบหลีกเอาตัว รอดเถิด กายโตงรู้ความแล้วก็ก็ตกใจกลัวหาอาจลงมาเมืองแถง ได้ไม่ จึงกลับไปเมืองเต้งฮึง ในเดือน ๔ ปีเดียวกันนั้น พวกฮ่อกอไลที่เจ้าเมืองเลี้ยงไว้นั้น ได้ความกระจัดกระจายก็ถอยลงไปอยู่เมืองควาย จึงเกลี้ยกล่อมพวกซึ่งแตกกระจัดกระจายอยู่นั้นได้ประมาณ ๕๐๐ คน ยกเข้าตีตามหัวเมืองต่าง ๆ คือ เมืองม่วย เมืองลา เมืองควาย เปนต้น พวกหัวเมือง เหล่านี้ก็ยอมเข้าทู้แก่นายฮ่อกอลาทั้งสิ้น กอลาจึงเกณฑ์คนหัวเมือง ซึ่งยอมเข้าทู้นั้น เข้าสมทบกันกับกำลังพวกฮ่อได้ประมาณ ๓๐๐๐ คนยกเข้าล้อมเมืองไล เจ้าเมืองไลจึงยกกำลังออกสู้รบต้านทานกองทัพ กอลาอยู่ได้ ๔ เดือน ทานกำลังพวกฮ่อไม่ได้ เจ้าเมืองไลก็หนีออก จากเมือง อพยพครอบครัวไปอยู่บ้านตาฟินแขวงเมืองลา กอลา ก็ถอยทัพกลับมาอยู่เมืองควาย ในคราวเดียวนั้นเจ้าเมืองเต้งฮึง จึงแต่งให้องห้องกับกายโตงเจ้าเมืองแถง คุมกำลังพวกแกวประมาณ ๖๐๐ คน ขึ้นมาตีพวกฮ่อ กอลาซึ่งตั้งอยู่เมืองควาย องห้องกับกายโตงก็คุมพวกแกวเข้าล้อม ค่ายฮ่อ ต่อสู้กันได้วัน ๑ ไพร่พลล้มตายลงด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่พวกฮ่อกอลาทานกำลังไม่ได้ ก็แตกหนีไปทางเมืองซ่อน แล เมืองอื่น ๆ ในแขวงเมืองหัวพันทั้งหก เจ้าเมืองไลรู้ว่าเจ้าเมืองเต้งฮึง

๑๐๔ แต่งนายทัพขึ้นมาตีพวกฮ่อที่เมืองควายแตก เจ้าเมืองไลจึงแต่งให้ คำโหมผู้บุตรคุมไพร่ประมาณ ๕๐ คน มาเข้ากองทัพองห้องที่เมืองควาย แล้วองห้องกับกายโตงแลคำโหมก็ยกกองทัพมายังเมืองแถง แล้วก็ช่วยกันคุมกำลังติดตามรบพวกฮ่อไปทางสบขบแขวงเมืองวา เมืองซ่อน พวกฮ่อกอลาก็แตกหนีกระจัดกระจายไป องห้อง กายโตง คำโหม ก็พากันเลิกทัพกลับมา แต่องห้องกลับลงไปทางเมืองลำ ไปเมืองเต้งฮึง จึงแต่งให้กวานฟองมากับกายโตงณเมืองแถง กวานฟองจึงตั้งให้กายโตงเลื่อนขึ้นเปนเจ้าอี้เจ้าเมืองแถง ขณะนั้น เจ้าเมืองไลก็กลับมาอยู่ที่เมืองไลดังเก่า ฝ่ายคำโหมรู้ว่าบิดากลับ คืนมาเมืองแล้วก็กลับไปหาบิดายังเมืองไล ตั้งแต่นั้นการศึกฮ่อฝ่ายเมืองไลนั้นก็สงบเรียบร้อยลง ลุจุลศักราช ๑๒๔๕ ปีมแมเบญจศก ท้าวโดยเหลนมีความ ผิดหนีเจ้าเมืองไลมาอยู่เมืองงอย เจ้าเมืองไลจึงแต่งให้บาเม้าเปน ลื้อคุมไพร่ ๘ คนลงมาลอบฆ่าท้าวโดยเหลนเสียได้ที่เมืองงอย ฝ่าย เจ้านครหลวงพระบางได้แจ้งว่า บาเม้าบังอาจเข้ามาฆ่าคนในเขตร แขวง จึงแต่งให้ขุนนางคุมคนขึ้นมาจับตัวบาเม้าลงไปจำไว้ณเมือง หลวงพระบาง ลุจุลศักราช ๑๒๔๖ ปีวอกฉศก เจ้าเมืองไลคิดแค้นกายโตง เจ้าเมืองแถงอยู่ยังไม่หาย ซึ่งกายโตงลงไปกล่าวโทษเจ้าเมืองไล ต่อเจ้าเมืองเต้งฮึง นั้น แลเจ้าเมืองไลคิดอยากจะแย่งเอาเมืองแถง ให้บุตรมาอยู่ครอบครัวด้วย เจ้าเมืองไลจึงจัดกำลังคนพวกผู้ไทย

๑๐๕ ขาวชาวเมืองไลแลพวกฮ่อรวม ๒๐๐ คนได้แล้ว เจ้าเมืองไลก็ยกมา เมืองแถง หมายจะจับตัวกายโตงซึ่งเปนเจ้าอี้นั้นฆ่าเสีย ฮ่อผู้ ๑ ชื่อกอหลีมาบอกความแก่เจ้าอี้ว่า เจ้าเมืองไลคุมกำลังมาจะจับเจ้า อี้ฆ่าเสีย ด้วยสงไสยว่าเจ้าอี้จะคิดเปนศัตรู เจ้าอี้รู้ดังนั้น จึง อพยพครอบครัวไปไว้ณเมืองโพนไทร จึงสืบรู้ว่าพระยาพิไชย ( มิ่ง ) ยกกองทัพขึ้นไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เจ้าอี้คิดว่าเจ้าเมืองไลคิดเบียดเบียนข่มเหงนัก แลเจ้าอี้รู้แน่ว่าแผ่นดินเมืองแถงเปนอาณา เขตรของกรุงเทพ ฯ แท้ แต่เดิมมาเจ้าอี้หาทราบชัดไม่ เจ้าอี้จึง คิดจะเข้ามาสวามิภักดิพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพ ฯ แต่ฝ่ายเดียว ซึ่งเปนเจ้าของพระราชอาณาเขตร ตลอดแดนเมืองแถง ไม่อยากจะอยู่เปนเมืองเสียส่วยสามฝ่ายฟ้าเหมือนเมืองไล จึงแต่งให้โดยบาลงไปหาพระยาพิไชยที่เมืองงอย แจ้งข้อความซึ่งเจ้าเมืองไลยกมาตีเมืองแถง ให้พระยาพิไชยทราบ ทุกประการ แลขอสวามิภักดิเปนข้าแผ่นดิน พึ่งพระบรมโพธิ สมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ พระยาพิไฃยจึงแต่ง ให้ท้าวใหม่เมืองไทรขึ้นมารับ เอาตัวเจ้าอี้ลงไปณเมืองหลวงพระบาง ได้ถามซักไซ้ได้ความจริงแล้ว จึงมีใบบอกลงมายังกรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ มีตราขึ้นไปถึงพระยาพิไชย ให้ตั้งเจ้าอี้เปนพระสวามิภักดิสยามเขตร เจ้าเมืองแถง ให้พระยาพิไชยกับเจ้านคร ๑๔

๑๐๖ หลวงพระบาง แต่งเสนาบดีหลวงพระบางนำพระสวามิ์ขึ้นมานั่ง เมืองแถง พระสวามิ์พักรอเจ้านายอยู่ที่เมืองหลวงพระบางได้ปี ๑ เจ้านายเมืองหลวงพระบางก็ยังหาได้แต่งเสนาบดี นำพระสวามิ์ขึ้นมา ณเมืองแถงไม่ ฝ่ายพระพิไชยก็ไปรบศึกฮ่อเมืองพวนพร้อมด้วยพระยาราช วรานุกูลแม่ทัพ จึงให้พระสวามิ์ไปช่วยรบศึกด้วย การศึกษาฮ่อ เมืองพวนก็ยังหาสำเร็จไม่ ยังติดพันกันอยู่ ฝ่ายกรุงเทพ ฯ แต่งให้คนฝรั่งซึ่งเปนที่พระวิภาคภูวดลขึ้นมาทำแผนที่ในแขวงเมืองหัวพันทั้งหกแลสิบสองจุไทย พระวิภาคภูวดล จึงขอต่อท่านพระยาราชวรานุกุลแม่ทัพ ให้พระยาพิไชยเปนผู้นำทาง ไปทำแผนที่ แต่ในหัวพันทั้งหกแลสิบสองจุไทยนั้นยังกีดขวางอยู่ด้วยพวกฮ่อข้าศึก ทำยังหาสำเร็จไม่ ตกเข้าฤดูฝนพระยาพิไชยก็นำ พระวิภาคภูวดลลงไปยังเมืองหลวงพระบาง ในปีวอกฉศกนั้นเจ้าเมืองไลเห็นพระสวามิ์หนีไปแล้ว จึงตั้ง ให้คำฮุยผู้บุตรเปนบังเบียนเจ้าเมืองแถง บังเบียนก็ไปนั่งเมืองแถง อยู่ บังเบียนเก็บเอาเงินแก่พวกไพร่ราษฎรเมืองปี ๑ คนละบาท เข้าเปลือกเรือนละห้าถัง ส่งไปให้บิดายังเมืองไลทุกปี ถ้าราษฎร มีทุกข์ร้อนมาร้องฟ้องข้อความประการใด บังเบียนก็หาชำระว่ากล่าวพร้อมด้วยท้าวขุนกรมการไม่ บังเบียนบังคับว่ากล่าวกดขี่เอาตามอำเภอใจ หาได้ว่ากล่าวตามจารีตของบ้านเมืองไม่ บังเบียนไม่ชอบใจผู้ใด ไม่เลือกว่าท้าวขุนกรมการแลบุตรหลานท้าวขุนผู้ใดฤๅ ไพร่

๑๐๗ ราษฎรคนใด ถึงจะไม่มีความผิดก็ดี บังเบียนก็ให้ไปเกาะเอาตัวมาบังคับกดขี่แลให้เอาไม้ไผ่ทั้งลำแต่ต้นตลอดปลาย เอาทาบประกับ บีบน่าแข้งเข้าทั้ง ๒ ข้าง เอาเชือกรัดข้างต้นข้างปลายไว้ เร่งเอาเงินสินไหมไถ่โทษตัว คนผู้นั้นทนไม่ได้ก็เสียเงินให้ไม่เปนกำหนด มีมากเอามาก มีน้อยเอาน้อย ราษฎรมีความเดือดร้อนจะคิดหนีไป ทางไหนก็ไม่ได้ บังเบียนประกาศว่าผู้ใดถ่ายเทครอบครัวหนีออกจากเมืองแถง ไปอยู่หัวเมืองใด ๆ ก็ดี บังเบียนจะให้คนไปติดตาม จับมาฆ่าผ่าอกเสียจงได้ เมื่อบังเบียนเปนเจ้าเมืองแถง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลเชียงจัน ในปีเดียวนั้นเจ้าราชวงษ์เมืองหลวงพระบาง กับ พระยาพิชัย แลพระวิภาคภูวดล พร้อมด้วยผู้คนบ่าวไพร่ขึ้นมาถึง เมืองแถง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านห้องเหล็ก บังเบียนเจ้าเมืองแถงก็หา ออกไปคำนับเจ้าราชวงษ์แลพระยาพิไชยไม่ เจ้าราชวงษ์แลพระวิภาคภูวดลพากันไปค่ายเชียงจันที่บังเบียนอยู่ เดินเลียบไปห่างค่ายประมาณ ๓ วา ๔ วา บังเบียนก็หาออกมาคำนับไม่ ครั้นแล้วเจ้าราชวงษ์กับพระยาพิไชยแลพระวิภาคภูวดล ก็ถอยกลับลงมาพักอยู่ที่บ้าน หนองหลวง ฝ่ายคำกุ้ย คำล่า มาจากเมืองไล จึงพากันลงไปคำนับเจ้าราชวงษ์ พระยาพิไชย พระวิภาคภูดล ที่บ้านหนองหลวง อยู่ได้ ๒ วันเจ้าราชวงษ์ กับพระยาพิไชย แลพระวิภาคภูวดล ก็พากันล่องลงทางน้ำยมกลับไปยังเมืองหลวงพระบาง สิ้นคำให้การซึ่งได้เรียบเรียงตามท้าวขุนเมืองแถงให้การแต่ เท่านี้ ฯ

๑๐๘ กงดินเมืองแถง

กำหนดเขตรแขวงของเมืองแถง ซึ่งคงอยู่ในปัตยุบันนี้ รวมเขตรทั้งเมืองน้อยที่ขึ้นอยู่ในรวมกงดินนี้ด้วยนั้น คือดังนี้ ทิศเหนือแลต่อไปทั้ง ๔ ทิศ

ตำบลแกวหินบ่อน้อยเปนที่สุดเขตรแดนเมืองแถงต่อกันกับ แดนเมืองไล มีภูเขาใหญ่ยาวแลสูงชื่อภูแกวหิน เปนภูเขาดิน มีศิลาเกิดแกมแซมบ้างกั้นอยู่เปนสำคัญ ข้ามภูเขาภูแกวหินนั้น ขึ้นไปเปนแดนดินเมืองไล ข้ามภูแกวหินลงมาเปนแดนดินเมืองแถง มีแม่น้ำ ๑ เปนแม่น้ำน้อย ชื่อแม่น้ำหมึก ต้นน้ำไหลไปแต่แดนดิน เมืองแสนหัวเมืองชั้นในเมืองหลวงพระบาง ข้างทิศตวันตกไหลผ่าน ไปกลางเมืองเหมือนหัวเมืองขึ้นเมืองแถง ระยะทางแต่เมืองแถง ไปเมืองเหมือนถึงแม่น้ำหมึกนั้น ๒ วัน แม่น้ำนั้นไหลไปทางทิศ ตวันออกเฉียงเหนือแห่งเมืองแถง ข้ามแม่น้ำหมึกไปทางทิศตวัน ออกเฉียงเหนือนั้น มีภูเขาใหญ่ ๑ ชื่อภูหนองสามทาง สุดเขตร ภูหนองสามทางนี้ต่อแดนเมืองมนเมืองบาง ตั้งแต่ภูหนองสามทาง ไปทางทิศตวันออกนั้น ประมาณระยะทาง ๓ วัน ๔ วันถึงภูเขาใหญ่สูงแห่ง ๑ ชื่อภูเขาเขื่อง ระยะทางแต่ภูหนองสามทางไปถึงภูเขาเขื่อง ทางทิศตวันออกนั้นไม่มีบ้านเมือง เปนป่าแลภูเขาทั้งสิ้น สุดเขตร ภูเขาเขื่อง ข้างทิศเหนือนั้นต่อแดนกับเมืองควาย ตั้งแต่ภูเขาเขื่อง

๑๐๙ ไปทางทิศตวันออกนั้นระยะทางเดินประมาณ ๗ วัน ถึงห้วยน้ำเล็ก แห่ง ๑ ชื่อห้วยแซน มีภูเขา ๑ ชื่อภูย่าเฒ่า เปนภูดินไม่ใหญ่ ไม่เล็กนัก เปนภูเขาประมาณขนาดกลาง ตั้งอยู่ฟากห้วยทิศตวันออกปลายแม่น้ำเมืองฮัวะหัวเมืองของเมืองควายนั้นไหลมาบรรจบแม่น้ำ มาอยู่ข้างใต้ห้วยแซนนั้น เรียกว่าปากฮัวะมา เปนสุดเขตรแดน เมืองแถงข้างทิศตวันออก ตั้งแต่ปากน้ำชื่อปากฮัวะมานั้นไปทาง ตวันออกเฉียงใต้ ระยะทางสามวัน ถึงภูเขาใหญ่สูงแห่งหนึ่งชื่อภูคำ ตั้งอยู่ในทิศตวันออกเฉียงใต้แห่งแดนเมืองแถง สุดเขตรภูคำข้าง ทิศตวันออกเฉียงใต้นั้นต่อแดนเมืองฮั้ว ตั้งแต่ภูคำไปทางทิศใต้ระยะทาง ๓ วัน ถึงห้วยน้ำแห่ง ๑ ชื่อห้วยย่านางหินกองเปนสุดเขตรแดนเมืองแถง ต่อกันกับแดนเมืองสบแอด ซึ่งเปนเมืองหัวพันห้าทั้งหกนั้น ต้นธารห้วยย่านางนี้ก็ไหลไปแต่ในแดนเมืองแถง แลมีศิลาสากองตั้ง เปนสำคัญ ปันเขตรเมืองแถงกับแดนเมืองสบแอดจดกันที่ตำบลนั้น จึงเรียกว่าห้วยย่านางหินกองสืบมา ตั้งแต่ห้วยย่านางหินกองไปทางทิศตวันตกเฉียงใต้ระยะทางเดิน ๘ วัน ถึงภูเขาใหญ่สูงแห่ง ๑ ชื่อ ภูถ้ำหนู ตั้งอยู่ทิศตวันตกเฉียงใต้ สุดเขตรภูถ้ำหนูออกไปทาง ตวันตกเฉียงใต้นั้น ต่อเขตรแดนเมืองเป้อเมืองซ่อน ซึ่งเปนเมืองหัวพันห้าทั้งหก ตั้งแต่ภูถ้ำหนูออกไปทางทิศตวันตก ระยะทางเดินประมาณ ๖ วัน ๗ วัน ถึงภูเขาแห่ง ๑ ชื่อภูยอดน้ำแล้ง ตั้งอยู่ใน ทิศตวันตกแห่งเมืองแถง มีธารน้ำไหลออกจากเชิงภูเขานั้นอยู่เสมอ น้ำธารนั้นไหลผ่านมาในแดนดินเมืองแถง ลงในแม่น้ำกงแดนเมือง

๑๑๐ สบแอดเมืองวา นอกนั้นภูยอดน้ำแล้งออกไปต่อแดนเมืองใต้ หัวเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง ตั้งแต่ภูยอดน้ำแล้งไปทางทิศตวันตก แห่งเมืองแถง ระยะทางเดินประมาณ ๗ วัน ถึงภูเขาใหญ่สูงแห่ง ๑ ชื่อภูห้วยปุง ตั้งอยู่ในที่สุดแดนเมืองแถงข้างทิศตวันตก น้ำใน ห้วยนั้นไหลเข้ามาในเมืองลอยหัวเมืองขึ้นของเมืองแถง นอกภูห้วยปุงนั้นต่อแดนเมืองฮึบหัวเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง ตั้งแต่ภูห้วยปุงไปทางทิศตวันตก ระยะทางเดินประมาณ ๖ วัน ถึงภูเขาสูงใหญ่ แห่งหนึ่ง ชื่อภูผาปูน ตั้งอยู่ที่สุดแดนเมืองแถงข้างทิศตวันตก ต่อกันกับแดนเมืองขวา หัวเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง ศิลา ที่ภูเขานี้ขาว ๆ เหมือนสีปูนขาวทั่วไปทั้งภูเขา จึงเรียกว่าภูผาปูน ตั้งแต่ภูผาปูนไปทางทิศเหนือ ระยะทางประมาณ ๑๐ วัน ถึงแม่น้ำ น้อยแห่ง ๑ เรียกว่าน้ำจิม อยู่ใกล้ภูเขาสูงใหญ่ชื่อเมืองตีนจ้าย หาใช่เปนบ้านเมืองไม่ เปนป่าแลภูเขาทั้งสิ้น แต่เรียกว่าภูเมือง ตีนจ้ายมาแต่โบราณ ภูเขานี้ตั้งอยู่ในที่สุดแดนเมิองแถงข้างทิศเหนือ ต่อกันกับแดนเมืองแสนแลแดนเมืองไล เปนที่แบ่งแดนแยกจากกัน เปน ๓ แพร่ง น้ำจิมแห่งนี้เปนน้ำน้อย ถ้าน่าแล้งน้ำแห้งขาดเปน ห้วง ๆ เรือแพเดินไม่ได้ทั้งน่าน้ำน่าแล้ง แลน้ำนี้ปลายน้ำไหล ลงแม่น้ำหมึก น้ำหมึกนั้นไหลไปลงแม่น้ำแท้ ตั้งแต่น้ำจิมแล ภูตีนจ้ายนี้ไปทางทิศเหนือ บรรจบรอบถึงตำบลแกวหินบ่อน้อย ซึ่ง กล่าวมาแล้วแต่ข้างต้นนั้นเปนระยะทาง ๒ วัน เปนรอบแดนเมืองแถงทั้ง ๔ ทิศใหญ่ แลรวมทิศน้อยเปน ๘ ทิศด้วยกัน ตำบลเมืองน้อย ซึ่งขึ้นแก่เมืองแถงแลตำบลบ้าน ก็รวมอยู่ในส่วนเขตรนี้ทั้งสิ้น ๑๑๑ อนึ่งเมืองขึ้นของเมืองแถง ซึ่งเปนเมืองน้อยที่ร้างบ้าง ยังคง อยู่บ้างในทุกวันนี้ อันรวมอยู่ในกงดินดังกล่าวมาแล้วนั้นมี ๑๒ เมือง คือ

เมืองใหญ่ ๑ เมืองแถง เมืองน้อยที่ขึ้น คือ ๒ เมืองฟางฤๅฝั่ง ๓ เมืองเหมือน ๔ เมืองโปน ๕ เมืองยา ๖ เมืองดวน ๗ เมืองแตน ๘ เมืองดอย ๙ เมืองแลว ๑๐ เมืองสบขบ ๑๑ เมืองวา ๑๒ เมืองลาน