พงศาวดารเมืองไล

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

๒๙ พงษาวดารเมืองไล

ลำดับนี้จะได้รับพระราชทานเรียบเรียงต่อไปในตำบลซึ่งเรียกว่าเมืองไลในทุกวันนี้นั้น ครั้นเมื่อผู้ไทยเดิมอพยพมาอยู่เมืองไซ สิ้นแล้ว ที่ตำบลนั้นมีแต่ข่าก้อ เปนป่าหามีผู้คนไม่ ได้สอบถาม กรมการของเมืองไล แลคำสามคำล่าบุตรท้าวไลได้ให้การเปน ความติดต่อสืบไป ดังจะได้เรียบเรียงเรื่องเมืองไลเปนตอนที่ ๒ มี ความพิศดารต่อไป อนึ่งในข้อความตามคำให้การที่จะกล่าวต่อไปนี้ เปนเค้าเดิม ซึ่งเห็นว่าน่าจะจริงดังนั้น ด้วยธรรมเนียมของคนเมืองไล อัธยาไศรย แลกิริยาความประพฤติก็ยังคงเปนจีนอยู่ทุกประการ แปลกแต่หา ได้ควั่นเปียไม่เท่านั้น ยังติดต่อมีคงอยู่ที่เมืองไลในทุกวันนี้ ในตำบลที่นี้ก็จะต้องนับว่าเดิมจะเปนคนผู้ไทยอยู่ก่อน เช่น คำให้การของท้าวไมนามวงษ์ซึ่งเปนตระกูลเดิมของตำบลนั้น คือ เมืองไลบัดนี้แน่ ครั้นพวกนั้นจะทิ้งร้างไว้ฤๅจะต้องพ่ายแพ้ถอยมา ก็ประมาณไม่ถูกถนัด แต่คำให้การก็หากล่าวไม่ เปนแต่กล่าวว่า พวกจีนไม่ยอมพวกตาด หนีมา เห็นที่ว่างจึงตั้งอาไศรย อยู่ที่นั้น ข้อนี้ก็ต้องกับคำท้าวไมนามวงษ์ให้การว่าทิ้งตำบลเสียแล้ว ได้อพยพมาตั้งอยู่บ้านทินบ้านบ่อ ความตรงกันว่าที่นั้นว่างเปล่าอยู่ พวกจีน จึงได้มาตั้งอยู่ที่นั้น แลพวกผู้ไทยไลเดิมอพยพมาตั้งเมืองไซทั้ง ๒ พวกก็สืบชาติเชื้อมาจนถึงปัตยุบันนี้ ทั้ง ๒ ตำบล คือ ทั้งเมืองไซแลเมืองไล ในข้อความนั้นก็คงจะเปนเวลานั้น ตำบลนั้นเปนป่าชัฏไม่เปน

๓๐ ของผู้ใด แต่ที่ดินนับว่าร่วมอยู่ในกงดินเปนของเมืองหลวงพระบาง ตามแจ้งอยู่ในหลักคำนั้น แต่คนที่มาตั้งเปนเดิมคงจะเปนจีนเปนแน่ ครั้นภายหลังเมืองหลวงพระบางได้ทราบก็มิได้ว่าประการใด ด้วย บูชาจีนอยู่ด้วย คงจะเห็นว่าเปนการดีด้วยที่เปล่า ๆ อยู่ ฝ่ายหัวน่าจีนเดิมที่มาตั้งนั้น เมื่ออยู่นานได้ทราบเบาะแสว่าเปนตำบลต่อติดทั้งลาวทั้งจีนแลญวน เห็นว่าเปนเมืองใหญ่ แลเมืองทั้ง ๓ ก็นับถือไป มาหากัน ในเวลานั้นก็มิได้เปนศัตรูต่อกัน ความรู้มากหวงกัน ที่ดินซึ่งจะล่วงล้ำเขตรแขวงก็ไม่รังเกียจแก่กันด้วยที่ดินนั้น ย่อม ผันผ่อนอ่อนหาตามกำลังบ้านเมืองของตน แต่ในเวลานั้นเมืองลาวเมืองจีนแลเมืองญวนก็คงเปนมีอำนาจกว่าพวกที่มาตั้งอยู่นั้น เมืองใดขึ้นลงไปมาฤๅจะเกี่ยวการในตำบลนั้นก็ได้ทั้ง ๓ ฝ่าย ไม่ว่ากล่าวกัน แต่ฝ่ายลาวอยู่ข้างจะอ่อนกำลังกว่า แต่เปนเจ้าของที่ตำบลนั้นเปนแน่ แต่จะหลายร้อยปีมาแล้ว การเดิมคงจะเปนดังนี้ ดังนั้นหัวน่าจีนที่มา ตั้งในตำบลนั้นจะทราบการถนัด ทั้งเขตรแขวงก็ต่อติดมีทางทั้ง ๓ เมือง ครั้นเมื่อตั้งรกรากลงแล้ว จีนก็ระคนกับผู้ไทยเดิมในตำบลนั้น คงจะ คิดหาความศุขที่จะรักษาพรรคพวก จึงเข้าหาทั้ง ๓ เมือง ยกตัว ขึ้นว่าเปนเมือง ๓ ฝ่ายฟ้า เพื่อจะไม่ให้มีความเดือดร้อนถึงเท่านั้น เดิมคงจะเปนมาดังนี้ จริงอยู่ซึ่งจะเปนดังนี้แน่ แต่ถึงกระนั้นก็เพราะด้วยตำบลนั้น ไม่เปนถิ่นที่อุดมเลย ความที่ตำบลไม่อุดมนั้น จึงทำให้เมืองใหญ่ ซึ่งมีอำนาจเปนชั้นทั้ง ๓ เมือง เห็นชอบยินยอมพร้อมให้ตำบลนั้น

๓๑ เรียกว่าเมืองสามส่วยฟ้ามาได้ตามคำให้การนั้นถึง ๓๐๐ ปีเศษ มี ความตามคำให้การของกรมการแลคำสามคำล่าบุตรท้าวไล ซึ่งได้ รับพระราชทานเรียบเรียงมีความพิศดารเปนหลายประการ ดังแจ้ง ต่อไปน่าโน้น ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

เรื่องเมืองไล

ด้วยความรู้ก่อนเกิดเรื่องเมืองไลแต่แรกเดิมนั้น ตามที่ ปู่ย่าตายายของกรมการซึ่งให้การ แลบางข้อความได้รู้ตามหนังสือ จดหมายเหตุที่ผู้เถ้าผู้แก่จาฤกไว้มีในเมืองไลนั้นบ้าง แต่ในบัดนี้ เมืองไลมีศึกศัตรูย่ำยี ถูกเพลิงไหม้บ้านเมือง หนังสือจดหมาย เหตุการณ์โบราณสำหรับบ้านเมืองนั้นเพลิงก็ไหม้เสียหมด จะค้นหาหนังสือจดหมายโบราณเหล่านั้นมาแปลสอบสวนกันก็มิได้ จึงได้ เรียบเรียงความเปนข้อ ๆ ตามคำให้การเปนลำดับกันไปเปนตอนที่ ๒ ด้วยเรื่องเมืองไลนั้นดังต่อไปนี้

ตอนที่ ๒ ใจความว่า เมื่อครั้งศักราชเม่งเฉียวในเรื่องราวพงษาวดารจีนนั้นประมาณ ๓๐๐ ปีเศษแล้ว พวกตาดยกเข้ามาย่ำยีตีได้ประเทศจีน พวกจีนที่ไม่สมัคยอมอยู่ในอำนาจตาดก็พากันอพยพหลบหนีไปอยู่ในบ้านเมืองต่าง ๆ

๓๒ ในเรื่องราวนั้นมีขุนนางจีนคน ๑ เปนแซ่ฬ่อ เรียกว่าฬ่อตายันอยู่ในเมืองลิมเจา ๆ นั้นเปนหัวเมืองขึ้นของเมืองจีน อยู่ใกล้กับเมืองกวางตุ้ง ฬ่อตายันผู้นี้ไม่สมัคยอมอยู่ในอำนาจตาด จึงเกลี้ยกล่อม ชักชวนญาติพี่น้องที่ร่วมแซ่แลต่างแซ่พร้อมใจกัน อพยพครอบครัวบ่าวไพร่ประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษออกจากเมืองลิมเจา มาตั้งอาไศรย อยู่ที่ตำบลแห่ง ๑ ใกล้ฝั่งน้ำแท้ เปนแดนดินลาวอยู่ในอาณาเขตร สยามแลเขตร จีนต่อกัน แต่ที่ตำบลซึ่งตั้งอยู่ในเวลานั้นเปนแต่ที่ ทำเลว่างพอจะตั้งอยู่ได้ มีแต่พวกข่าก้ออยู่อาไศรย ยังหาได้เรียกว่า เปนบ้านเมืองไม่ พวกจีนก็ขับไล่พวกข่าก้อให้ออกไปตั้งอยู่ตามป่า ตามเขาห่างที่นั้นออกไป แล้วพวกจีนก็ปันน่าทีช่วยกันปราบถางที่ทางลงตั้งเปนบ้านอาไศรยอยู่ในที่นั้นต่อมา ครั้นภายหลังพวกผู้ไทยขาว ผู้ไทยดำอยู่ในแดนดินสิบสองจุไทยใกล้เคียงที่นั้นก็มาอยู่ปะปนกันกับพวกจีนบ้าง จึงพากันเรียกตำบลบ้านนั้นว่าเมืองไล่ เปนภาษาผู้ ไทยขาว อาไศรยเหตุซึ่งพวกจีนมาขับไล่พวกข่าก้อให้ไปอยู่เสีย ที่อื่น เอาตำบลนั้นตั้งเปนบ้านเมืองของตัวอยู่ได้สืบมา ครั้นภายหลังคำคนที่เรียกเมืองไล่นั้นก็เพี้ยน ๆ เสียงไปว่าเมืองไลมาจนเท่าบัดนี้ แลพวกจีนมาตั้งอยู่เมืองไลแต่เดิมนั้น ก็ไว้ผมมวยเหมือน พวกจีนแต่โบราณ หาได้ควั่นเปนผมเปียเหมือนอย่างจีนทุกวันนี้ไม่ พวกจีนที่ไว้ผมเปียนั้นถือตามธรรมเนียมพวกตาด เพราะฉนี้พวกจีนเมืองไลทั้งหญิงทั้งชายก็ไว้ผมมวยตามธรรมเนียมจีนเดิมสืบๆ กันมา จนทุกวันนี้

๓๓ พวกจีนเมืองลิมเจามาตั้งเมืองไลอยู่เปนเดิม ในเวลานั้นหามีคนจีนญวนพวกอื่น ๆ มาตั้งอยู่แต่ก่อนไม่ แดนดินเมืองไล อันเปนปลายพระราชอาณาเขตรสยาม แลต่อกันกับเขตรแดนจีนแลเขตรแดนญวน มีรูปปรากฎแจ้งอยู่ใน แผนที่ซึ่งเจ้าพนักงานกรมแผนที่ได้ตรวจสอบถี่ถ้วนแลทำลงไว้เปนแบบนั้นแล้ว ที่แม่น้ำแท้นั้นเปนฝั่งฟากตวันตก ทิศเหนือจดภูฝาง ทิศใต้ จดแม่น้ำเหมิก ทิศตวันตกจดเมืองแถง เปนเขตรแดนแผ่นดินลาว ซึ่งเปนพระราชอาณาเขตรสยาม ในฟากตวันออกนั้นเปนเขตรแดนจีนข้างทิศใต้ในฝั่งตวันออกนั้นเปนเขตรแดนญวน มีแม่น้ำ ๑ ชื่อแม่น้ำม้า กั้นอยู่เปนเขตร แต่พวกราษฎรนั้นได้แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามฝั่งฟากตวันออกบ้าง ในฝั่งฟากตวันตกบ้าง ต่างคนทำไร่นาหากินอยู่สืบมา ฬอตายันซึ่งเปนหัวน่าของพวกจีนเมืองไลนั้น คิดเห็นว่าได้มาอาไศรยอยู่ในเขตรแดนแผ่นดินแล้ว จึงแต่งให้คุมสิ่งของเครื่องบรรณาการลงมาถวายเจ้านายฝ่ายลาวเมืองล้านช้างร่มขาว ซึ่งเรียก ว่าเมืองหลวงพระบางราชธานีอยู่ในบัดนี้ ขอพึ่งโพธิสมภารเปนข้า ขอบขัณฑเสมา ส่วนเจ้านครล้านช้างร่มขาวทรงเห็นว่า มีพวกจีนมาขอพึ่ง อาไศรยตั้งอยู่ในปลายแดนแผ่นดิน แลมาสวามิภักดิอ่อนน้อมดังนั้น ๕

๓๔ ก็มีพระไทยยินดี ด้วยหมายจะได้พวกจีนเหล่านั้นไว้ให้อยู่ช่วยป้องกันรักษาแผ่นดินปลายพระราชอาณาเขตรสืบไป จึงโปรดตั้งให้ฬ่อตายันหัวน่าพวกจีนเหล่านั้นเปนเจ้าเมืองไล ให้บำรุงพวกจีนแลพวกอื่น ๆ ซึ่งมาตั้งทำมาหากินอยู่ในเมืองนั้นเจริญเปนศุขสืบไป ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองไลก็นับถืออ่อนน้อมอยู่ต่อเมืองล้านช้าง ร่มขาว ยังหาได้ไปอ่อนน้อมต่อฝ่ายจีนแลฝ่ายญวนไม่ ถึงคำรบ ๓ ปี จึงแต่งคนคุมสิ่งของเครื่องบรรณาการลงมาถวายเจ้านครล้านช้าง ร่มขาวๆ ก็โปรดประทานสิ่งของต่าง ๆ ตอบแทนเครื่องบรรณาการ บ้างเปนดังนี้ต่อ ๆ มา จนเจ้าเมืองไลคนเดิมนั้นถึงแก่กรรมล่วงไป แลบุตรหลานเจ้าเมืองไลผู้ใดซึ่งจะได้เปนเจ้าเมืองไลสืบไป ก็ต้อง แต่งคนลงมาขอตราตั้งไปแต่เมืองนครล้านช้าง เจ้าเมืองนครล้านช้างก็โปรดตั้งให้ผู้นั้นเปนเจ้าเมืองไลสืบตระกูลต่อไป ครั้นภายหลังผู้ที่ได้เปนเจ้าเมืองไลสืบมาเห็นว่าพวกราษฎรเกิดเจริญทวีขึ้น แลแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ตา?ฝั่ง แม่น้ำแท้ ข้างทิศตวันออกเปนแดนดินจีนบ้าง แลเปนแดนญวนบ้าง แลภายหลังพวกตาดซึ่งเข้ามาครองประเทศจีนสืบมานั้น จัดการ บ้านเมืองให้ราษฎรอยู่เย็นเปนศุขเรียบร้อย เจ้าเมืองไลภายหลังนี้ จึงคลายทิษฐิมานะลง แลจึงได้แต่งคนคุมสิ่งของไปคำนับอ่อนน้อมฝ่ายจีนบ้าง ฝ่ายญวนบ้าง เพื่อจะได้เปนทางให้ราษฎรไปมาค้าขาย สดวก แลเพื่อจะมิให้มีการรบกวนเบียดเบียนแก่กันทั้ง ๓ ฝ่าย ด้วย ไปมาค้าขายถึงกันอยู่เนือง ๆ

๓๕ ตั้งแต่นั้นเมืองไลจึงได้ไปคำนับอ่อนน้อมต่อฝ่ายจีนแลฝ่ายญวนแลฝ่ายลาว เปนธรรมเนียมสืบมาทุก ๆ เจ้าเมืองที่ได้เปนเจ้าเมืองไล นั้น เจ้าเมืองไลเก็บเงินส่วยพวกราษฎรซึ่งทำมาหากินอยู่ในแดนดิน ทั้ง ๓ ฝ่ายนั้นได้มากน้อยเท่าใดแล้ว ก็แบ่งออกเปน ๓ ส่วน ๆ ที่เก็บ ได้ในแดนดินลาวก็ส่งมาถวายเจ้านายฝ่ายลาว ส่วนที่เก็บได้ในแดนดินจีนก็ส่งไปถวายเจ้านายฝ่ายจีน แลส่วนที่เก็บได้ในแดนดินญวนก็ส่งไปถวายเจ้านายฝ่ายญวน แลเหลือจากนั้นก็จำหน่ายใช้การบำรุงเมืองไลต่อไป การเดิมเปนมาดังนี้ ในภายหลังจึงได้เรียกกันว่าเมืองส่วย ๓ ฝ่ายฟ้าสืบมาจนทุกวันนี้ เจ้าเมืองไลแต่เดิม ๆ ในชั้นต้นนั้น จะส่งส่วยบรรณาการถวายแก่เจ้านายทั้ง ๓ ฝ่ายนั้นเปนฝ่ายละมากน้อยเท่าใดก็ไม่ปรากฎแน่ ด้วยบ้านเมืองแลเขตรแขวงพึ่งตั้งขึ้นใหม่ ๆ แลราษฎรก็ยังไม่มี เต็มภูมิลำเนาทีเดียว ต่อภายหลังราษฎรเกิดเจริญมากขึ้น แลตั้ง บ้านเรือนเปนภูมิลำเนามั่นคงลงมากแล้ว เจ้าเมืองไลในชั้นหลัง ลงมาจึงได้เก็บส่วย แลจัดเปนเครื่องบรรณาการถวายแก่เจ้านาย ทั้ง ๓ ฝ่ายนั้นเปนธรรมเนียมได้รู้กันสืบมาจนถึงบัดนี้ คือเมืองหลวงพระบางนั้นเปนส่วยเงินพันหนึ่ง บางทีเรียกว่า ๓ ปุงเศษ ปุง ๑ เปนเงินไทย ๒๕ บาท รวม ๓ ปุงเศษนั้น เปน เงินไทยชั่ง ๑ ม้า ๆ หนึ่ง เมืองจีนนั้น มีแต่ส่วยเงิน ๑๐ ปุง ๆ ละ ๒๕ บาท รวมเปน เงิน ๒๕๐ บาท เพราะมิได้มีม้า แลเก็บเงินส่วยในแดนดินฝ่ายจีนนั้น

๓๖ ได้มากกว่าฝ่ายลาวแลฝ่ายญวน เงินส่วยที่ส่งไปฝ่ายญวนนั้น ๕ ปุง เปนเงิน ๑๒๕ บาท เพราะมิได้มีม้าเหมือนกันกับส่วยฝ่ายจีน แต่ส่วยซึ่งเก็บได้ในแดนดินฝ่ายญวนแลฝ่ายลาวนั้นประมาณเท่ากัน แต่ฝ่ายลาวนั้นมีม้าเปนส่วยด้วย จึงได้หักเงินลงเปนราคาม้าเมืองไลตัวละ ๓๐ บาท แลม้าเมืองไลนั้นมีกำลังแลฝีเท้าควบขี่ขึ้น ภูเขาได้คล่องแลแขงแรง เจ้านายฝ่ายลาวจึงสั่งให้ส่งไปเปนส่วย สืบมา คิดตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายเปนต้นแซ่พวกเมืองไลที่ได้ยกอพยพมาจากเมืองลิมเจาในคราวนั้น จนถึงปัตยุบันบัดนี้ นับเปนลำดับแซ่กระษัตริย์วงษ์ตาด ซึ่งยกเข้ามาตีประเทศจีนแลได้ครองเมืองจีน คือ เม่งเฉียว ๑ เยนเฉียว ๑ ตาชินเฉียว ๑ รวมเปน ๓ ชั่วแซ่กระษัตริย์วงษ์ตาด ซึ่งได้ครองประเทศจีนสืบมาจนถึงบัดนี้ นับเปนลำดับชั่วแซ่กระษัตริย์วงษ์ญวน ซึ่งได้ครองเมืองญวนคราวเดียวกัน กับลำดับเม่งเฉียวมานั้น คือ กงเฉียว ๑ เลเฉียว ๑ หลีเฉียว ๑ จั้นเฉียว ๑ เลเฉียวอิกครั้ง ๑ เอ้นเฉียว ๑ รวมเปน ๖ ชั่วด้วยกัน ประมาณ เปนปีได้ ๓๐๐ ปีเศษ ผู้ซึ่งเปนเจ้าเมืองไลสืบ ๆ กันมาตั้งแต่ฬ่อตายันเปนคนเดิมนั้น จนถึงท้าวไลบิดาคำสามคำล่าในปัตยุบันนี้มีแต่พวกจีนแซ่ฬ่อแซ่เดียว มิได้มีแซ่อื่นแซกแซงเข้ามาเปนเจ้าเมืองเลยแต่ครั้งหนึ่ง พวกจีนแต่แรกมาตั้งอยู่เมืองไลนั้น ก็ใช้หนังสือจีนอยู่ตาม เดิม ครั้นภายหลังพวกผู้ไทยขาว พวกผู้ไทยดำ ซึ่งอยู่ในแดนดิน

๓๗ สิบสองจุไทยใกล้กันนั้นมาอยู่ปะปนกัน แลพูดภาษาพวกผู้ไทยมาก แลพวกจีนเดิมเหล่านี้ได้หญิงพวกผู้ไทยขาวพวกผู้ไทยดำมาเปนภรรยาบ้าง การระคนปนกันไปมาดังนี้ ธรรมเนียมจีนแลภาษาจีนนั้นก็ใช้ พูดกันน้อยลง พูดเปนภาษาผู้ไทยไปเสียโดยมาก แลพวกจีนเดิม เหล่านั้นจึงได้ใช้หนังสือพวกผู้ไทยด้วย คนทั้งหลายก็เรียกพวกจีน เดิมเหล่านั้นว่าเปนพวกผู้ไทยขาวไปทั้งสิ้น ด้วยเห็นผิวขาวคล้าย ๆ กันแลธรรมเนียมก็ไม่ไกลกัน ตัวอักษรผู้ไทยขาวผู้ไทยดำนั้นก็มีเค้ามูลคล้ายกันกับตัว หนังสือฝ่ายลาวแลฝ่ายไทยอย่างโบราณ ดังจะมีสระพยัญชนะในต่อไป พวกจีนเมืองไลสืบต่อบุตรหลานเหลนลงมาหลายชั่วคนแล้ว ก็ใช้หนังสือผู้ไทยมากกว่าหนังสือจีน แลพูดเปนภาษาผู้ไทยไป ทั้งเมือง หนังสือจีนแลภาษาจีนเดิมนั้นก็ใช้กันแลพูดกันมีแต่ใน พวกแซ่ของตัว เมืองไลแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแท้ ฝั่งฟากตวันตกใน แดนดินลาวซึ่งเปนพระราชอาณาเขตรสยาม ครั้นภายหลังประมาณปีเท่าไรนั้นไม่รู้แน่ เจ้าเมืองไลจึงยกครอบครัวข้ามไปตั้งเมืองอยู่ใหม่ ในฟากตวันออกเปนแดนดินจีน แต่ที่นานั้นอยู่ในแดนดินลาวฝั่ง ฟากตวันตกโดยมาก พวกเมืองไลก็ข้ามมาทำนาในฝั่งฟากตวันตก อยู่เสมอทุกปี ตามที่ได้เคยทำมาแต่ก่อน ตำบลบ้านใหญ่น้อยต่าง ๆ ในเขตรแดนเมืองไล เมื่อราษฎร ตั้งอยู่ทำมาหากินเปนศุขเจริญมากขึ้นแล้ว เจ้าเมืองไลก็ยกตำบล

๓๘ บ้านต่าง ๆ เหล่านั้นขึ้นเปนหัวเมืองน้อย ขึ้นแก่เมืองไลสืบต่อเนื่อง ๆ มาหลายชั่วคนแล้ว จนถึงเวลาปัตยุบันนี้ จึงเปนหัวเมืองขึ้นของ เมืองไลมีชื่อต่าง ๆ มีบ้านเรือนแลราษฎรมากบ้างน้อยบ้างดังนี้ คือ หัวเมืองที่ตั้งอยู่ในแดนดินฝ่ายลาวฝั่งฟากตวันตกแม่น้ำแท้ นั้น คือ ๑ เมืองตุง มีบ้านเรือน ๒๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ ๒ เมืองจา มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๓ เมืองนาฮี มีบ้านเรือน ๒๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ ๔ เมืองตอง มีบ้านเรือน ๑๒ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๙๐ คนเศษ ๕ เมืองแหย มีบ้านเรือน ๑๔ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๑๐๐ คนเศษ ๖ เมืองภูฝาง มีบ้านเรือน ๓๐๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๕๐๐ คนเศษ รวม ๖ เมือง หัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ในแดนดินฝ่ายจีนฝั่งฟากตวันออกแม่น้ำแท้ข้างทิศเหนือจดแม่น้ำม้านั้น คือ

๓๙ ๑ เมืองโม้ มีบ้านเรือน ๒๕ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ ๒ เมืองบุม มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๓ เมืองแตะ มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๔ เมืองเจียงเหนือ มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎร ชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๕ เมืองปากตัน มีบ้านเรือน ๒๐ หลังคาเศษ มีราษฎร ชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ รวม ๕ เมือง หัวเมืองขึ้นเมืองไลตั้งอยู่ตามฝั่งแม่น้ำแท้ข้างทิศตวันออก เฉียงใต้ ตั้งแต่แม่น้ำม้าลงไปจดถึงแม่น้ำฟาในแดนดินฝ่ายญวนนั้น คือ ๑ เมืองน้ำม้า มีบ้านเรือน ๕๐ หลังคาเศษ มีราษฎร ชายหญิง ๖๐๐ คนเศษ เมืองนี้ยกตำบลบ้านเป้า ๑ บ้านาต่ำ ๑ รวม ๒ ตำบลขึ้น เปนเมือง รวมหัวเมืองขึ้นเมืองไลในแดนดินทั้ง ๓ ฝ่ายนั้น คือ เมือง ในแดนดิน ลาว ๖ จีน ๕ ญวน ๑ เปน ๑๒ เมืองด้วยกัน เจ้าเมืองไลแต่ก่อน ๆ มานั้น เจ้านครล้านช้างโปรดให้รับ ตราตั้งตำแหน่งยศเปนที่พระยาเหมือนอย่างยศเสนาบดีในเมืองนครล้านช้างนั้น แต่ในครั้งเจ้าแผ่นดินล้านช้าง พระองค์ใดเปนต้นเดิม

๔๐ แลศักราชเท่าไรนั้นไม่ได้ความแน่ ด้วยเมืองไลได้เคยเสียแก่ข้าศึก ต้องแตกหนีทิ้งบ้านเมืองเปนหลายครั้ง แลเมืองนครล้านช้าง ก็เคย แตกเสียแก่ข้าศึกมาหลายครั้ง กับทั้งครั้งนี้พวกฮ่อเอาเพลิงเผาบ้านเมืองยับเยินหนังสือสำหรับราชการบ้านเมืองแต่โบราณก็เสียสูญไป เสียโดยมาก จึงไม่ได้ความชัดทั้ง ๒ ฝ่าย ครั้นต่อล่วงมาเมื่อ ปู่ท้าวไลได้เปนเจ้าเมืองไลนั้น เจ้านครหลวงพระบางโปรดให้รับยศตราตั้งมีนามว่าเจ้าตนพระพรหมวงษา แลต่อมาถึงบิดาท้าวไลแล ตัวท้าวไลในปัตยุบันก็ได้รับตราตั้ง มีชื่อเดียวดังนี้ เปน ๓ ชั่วคนแล้ว เมืองสิบสองผู้ไทยนั้น คือเมืองพวกผู้ไทยขาว ๑ เมืองผู้ ไทยดำ ๑ เปน ๒ พวกด้วยกัน เมืองที่พวกผู้ไทยขาวอยู่นั้น คือ เมืองไล ๑ เมืองเจียน ๑ เมืองมุน ๑ เมืองบาง ๑ รวมเปน ๔ เมืองด้วยกัน เมืองที่พวกผู้ไทยดำอยู่นั้น คือ เมืองแถง ๑ เมืองควาย ๑ เมืองดุง ๑ เมืองม่วย ๑ เมืองลา ๑ เมืองโมะ ๑ เมืองหวัด ๑ เมืองซาง ๑ รวมเปน ๘ เมือง ๆ ผู้ไทยขาว ๔ เมืองผู้ไทยดำ ๘ เปน ๑๒ เมือง จึงเรียกว่าเมืองสิบสองผู้ไทย แต่บัดนี้เรียกว่า สิบสองจุไทยบ้าง เจ้าเมืองทั้งปวงตั้งแต่ฬ่อตายันเปนเจ้าเมืองไลคนเดิม แล บุตรหลานเหลนในแซ่ฬ่อนั้น ได้เปนเจ้าเมืองสืบต่อเปนลำดับกัน ลงมาจนถึงปู่แลบิดาของท้าวไล ซึ่งเปนบิดาคำสามคำล่าผู้ให้การ ข้อความนี้ ปู่ท้าวไลในปัตยุบันเปนเจ้าเมืองไลอยู่ได้ ๒๐ ปีก็ป่วยถึง

๔๑ แก่กรรม ฬ่อวุ่นงานผู้บุตรซึ่งเปนบิดาท้าวไลเปนเจ้าเมืองไลสืบมา อยู่ได้ ๑๐ ปีก็ป่วยถึงแก่กรรม ฬ่อวุ่นงาน มีบุตรชาย ๓ คน บุตรชายใหญ่ชื่อ ฬ่อวุ่นไท่ ๑ บุตรชายที่ ๒ ชื่อ ฬ่อวุ่นชิน ๑ บุตรชายที่ ๓ ชื่อ ฬ่อวุ่นต๋ง ๑ เปน ๓ คนพี่น้องด้วยกัน ฬ่อวุ่นไท่ผู้พี่ใหญ่กับฬ่อวุ่นต๋งผู้น้องน้อย ปฤกษากรมการแลญาติพี่น้องพร้อมกัน ยอมให้ฬ่อวุ่นชินผู้บิดาคำสาม คำล่าเปนเจ้าเมือง คือ ท้าวไลในปัตยุบันนี้ เมื่อฬ่อวุ่นชินได้เปนเจ้าเมืองไลนั้น อายุได้ ๑๙ ปี ได้รับ ตราตั้งต่อเจ้านครหลวงพระบางราชธานี เปนที่เจ้าตนพระพรหมวงษา ผู้รักษาเมืองไล ตามธรรมเนียมปู่แลบิดาสืบมาเหมือนแต่ก่อน ธรรมเนียมเจ้าเมืองไล ตั้งกรมการช่วยราชการบ้านเมืองมี ๑๒ คน คือ กวางขา ๑ ฮ่อโหลง ๑ ฮ่อจะแก๋ ๑ กวางจิ๋ง ๑ กวางโงน ๑ กวางหลิง ๑ กวางต๋า ๑ กวางวั่น ๑ กวางย่าน ๑ กวางถือ ๑ กวางเหว็น ๑ กวางเหลง ๑ รวม ๑๒ คน ไม่กำหนด ตำแหน่งว่าใครเปนใหญ่เปนน้อยกว่ากัน แลมิได้แบ่งปันว่าผู้ใดเปนฝ่ายทหารแลพลเรือน แลมิได้กำหนดให้ผู้ใดว่าการในตำแหน่งนั้น ๆ เปนนิตย์ ถ้าจะใช้ผู้ใดไปทำการฝ่ายทหารแลการพลเรือนอย่างไร ผู้นั้นก็ไปกระทำการตามสั่งได้ทุกทาง พวกกรมการเหล่านั้น เจ้าเมืองไลให้ที่นาสำหรับกิน ทุก ๆ คน กำหนดคน ๑ ได้ที่นาแห่ง ๑ ประมาณจะทำเข้า ๖

๔๒ ได้ ๒๐๐๐ ถัง ไม่กำหนดเปนไร่งานเหมือนฝ่ายไทยแลลาว แลให้ ที่แดนดินตามหัวเมืองสำหรับเก็บส่วยอิกทั้ง ๑๒ คน ตามโชคลาภ ของผู้ใด จะได้ที่ดินในหัวเมืองใด แลจะมีคนมากแลน้อยแลจะ เก็บส่วยได้เท่าใดนั้น พวกเมืองไลทำการหากินนั้น คือ นาเข้า ๑ ไร่เข้า ๑ ไร่ฝ้าย ๑ แล้วเอาสินค้าฝ้าย ๑ ลูกกระวานขาว ๑ ลูกกระวานดำ ๑ ครั่ง ๑ แลอื่น ๆ อิกเล็กน้อยไปขายทางเมืองจีนแลเมืองญวน แล ซื้อผ้าแลด้ายแลเกลือแลปลาแลเหล็กแลเครื่องใช้ต่าง ๆ แต่ เมืองจีนแลเมืองญวนมาแลกขายใช้กันที่เมืองไล แต่เข้านั้นพอทำ พอกินในบ้านเมือง มิได้ขายเปนสินค้าส่งไปเมืองอื่นเลย ธรรมเนียมใช้เงินที่เมืองไลนั้น ใช้เงินมุ่น เงินแท่ง เปนเงิน อย่างจีนแลอย่างญวนเปนพื้นเมืองมาแต่ก่อน ด้วยการค้าขายแลกซื้อระคนไปทั้งจีนทั้งญวนมาแต่เดิม แต่บัดนี้เงินบาทเงินเหรียญไทย แลเงินรูเปียแลเงินเหรียญฝรั่งแลเงินแท่งเงินก้อนใด ๆ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น เว้นแต่เลือกเงินปลอมดำแดง เหมือนอย่างธรรมเนียมเมือง ทั้งปวงนั้น เมื่อท้าวไลได้เปนเจ้าเมือง เจ้านครหลวงพระบางโปรดให้ รับตราตั้งตำแหน่งยศเปนเจ้าตนพระพรหมวงษาเสร็จแล้ว ฝ่ายจีน หาได้ให้ตราตั้งแก่ท้าวไลอิกไม่ ด้วยฬ่อวุ่นไท่ผู้เปนพี่ชายท้าวไล ได้ รับตราตั้งชื่อยศเปนฬ่อหูแย้ รับราชการฝ่ายจีนอยู่ที่เมืองไลนั้นแล้ว แต่ฝ่ายญวนตั้งให้ท้าวไลเปนที่กวานฟู ท้าวไลจึงให้บุตรชายทั้ง ๓ คน

๔๓ ช่วยราชการคนละฝ่าย ให้คำโหมช่วยราชการฝ่ายเมืองจีน ให้ คำสามช่วยราชการฝ่ายเมืองญวนให้คำล่าช่วยราชการฝ่ายเมืองลาว ถ้าฝ่ายใดมีราชการแลคำสั่งประการใดไปถึงเจ้าเมืองไล ก็ทำ ตามสั่งในฝ่ายนั้นให้สำเร็จข้อราชการมิได้ขัดขวาง ธรรมเนียมเจ้าเมืองไลเก็บส่วยแก่ราษฎรนั้น เก็บตามหลังคาเรือนเหมือนธรรมเนียมเมืองหลวงพระบางเก็บส่วยแก่พวกข่าแจะฉนั้นเรือนหลัง ๑ มีคนแต่สองผัวเมียไม่เก็บ ถ้ามีชายตั้งแต่ ๒ คน แลมีภรรยาแล้วทั้ง ๒ คนจึงเก็บส่วย ๒ คน เปนเงิน ๕ สลึง ถ้าชายโสด ยังไม่มีภรรยาแลชายหม้ายภรรยาตายก็ไม่เก็บส่วย ถ้าเรือน ๑ มีคู่ผัวเมียอยู่ด้วยกันหลายครอบครัวก็เก็บส่วยรวมเปนเงิน ๕ บาท เท่านั้นเปนอย่างที่สุด จะเก็บส่วยมากกว่านี้ขึ้นไปอิกไม่มี ธรรมเนียมเก็บค่านานั้น ถ้าราษฎรทำนาในเนื้อที่เปนของสำหรับเมืองสืบมาแต่เดิม ก็เก็บตามจำนวนเข้าที่ราษฎรทำได้มาก แลน้อย กำหนดพันถัง คือ ๑๐ เกวียน เปนเงิน ๑๕ บาท สองพันถัง คือ ๒๐ เกวียน เปนเงิน ๓๐ บาท ถ้าราษฎรทำได้เข้ามากหลายพันถังขึ้นไปจนถึงหมื่นถังฤๅแสนถังก็ดี ก็เก็บเพียง ๓๐ บาทเปนที่สุดเท่านั้น ถ้าชาวนามีเพียรจะโก่นสร้างป่าดอน ทำที่นาต่อออกไปอิกมากน้อย เท่าใดก็มิได้ห้าม แลจะทำเข้าในที่เนื้อนาของตัวได้มากน้อยเท่าใด ก็มิได้เก็บค่านาเลย

๔๔ คนที่ทำนาแลเสียค่านาดังนี้แล้ว ถึงอยู่เรือนเดียวกันหลายครอบครัวก็มิได้เรียกส่วยอิกเลย แลมิได้เก็บภาษีอากรอย่างอื่นอิก เก็บแต่ส่วยแลค่านา ๒ อย่างเท่านี้ ที่เมืองไลแลตามหัวเมืองขึ้นเมืองไลนั้น มีพวกข่าก้อพวก ๑ ข่าอุ่นยี่พวก ๑ ข่าอาก้าพวก ๑ เปน ๓ พวกด้วยกัน อยู่ตามป่า แลภูเขา ทำไร่เข้าแลผักฟักแฟงแลสิ่งต่าง ๆ พอแลกขายกิน พวก ๑ ประมาณทั้งชายทั้งหญิง ๑๐๐ คนบ้าง ไม่ถึง ๑๐๐ คนบ้าง แต่ปลูกตูบแลกระท่อมอยู่เปนหมู่กันบ้าง อยู่ห่างไกลกันบ้าง ข่าทั้ง ๓ พวกนั้นประมาณไม่ถึง ๓๐๐ คน พูดภาษาต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คล้ายกับ ภาษาจีนป่าแต่เดิม มีคนเย้าพวก ๑ คนแม้วพวก ๑ ทั้ง ๒ พวกนี้ พวกละ ๑๐๐ เศษ แล ๒๐๐ เศษ ไม่ชอบอยู่ที่ป่าดินราบ ได้ยินเสียงกบเขียดร้องไม่ได้ ไม่สบาย ชอบอยู่ตามภูเขาสูง ๆ ฤดูฝนไม่ลงมาเที่ยวตามพื้นดิน น่าแล้งจึงลงมา คนเย้าคนแม้ว ๒ พวกนี้ผิวพรรณขาว ๆ คล้ายกัน กับคนจีนแลไว้ผมกระหมวดมวยบ้าง ปล่อยกระจายปรกไปข้างหลังบ้าง เหมือนอย่างพวกจีนเดิม ลางทีก็เรียกกันว่าพวกฮ่อป่า พวก ผู้หญิงกระหมวดผมข้างน่าแลตามข้าง ๆ ผู้ชายสวมเสื้อกางเกง สั้น ๆ กว้าง ๆ ผู้หญิงสวมเสื้อยาวถึงข้อเท้าเหมือนหญิงจีนแลหญิงญวน พวกเย้าพวกแม้วนี้มีความฉลาดกว่าพวกข่าก้อข่าวุ่นยี่ข่าอาก้าเหล่านั้น เอาต้นหญ้าแลเปลือกไม้มาปั่นพอทำเสื้อผ้าได้ แต่พวก ข่า ๓ พวกนั้นทำเสื้อผ้าใช้เองไม่ได้

๔๕ พวกเย้าพวกแม้วเหล่านี้เจ้าเมืองไลเกณฑ์มาใช้ช่วยราชการ รบศึกได้บ้างเปนคราว ๆ แต่มิได้รบกวนเกณฑ์ใช้การบ้านเมือง อย่างอื่น ๆ ถ้าเจ้าเมืองเบียดเบียนไม่ชอบใจก็หนีไปอยู่เสียตามภูเขาแขวงเมืองอื่น ๆ เจ้าเมืองกรมการจึงมิได้ข่มขี่แลเบียดเบียนให้ เดือดร้อนเลย ที่เมืองไลมีศาลเจ้าสำหรับไหว้เจ้า แลพวกเมืองไลก็นับถือ ไหว้เจ้าแลเส้นผีแลถือตรุศสารทขนมเข่งขนมอี๋ครบทุกอย่างเหมือน ธรรมเนียมจีน มิได้มีวัดพระพุทธรูป แลมิได้มีวัดหลวงจีน วัดหลวงญวนเลย ธรรมเนียมเมืองไลชำระคดีที่ราษฎรฟ้องหาความแก่กัน ตัด สินเกลี่ยไกล่เปนความเถ้าแก่โดยมาก ด้วยมิใคร่จะมีความมาถึง โรงศาล ถ้าชายใดประพฤติชั่ว ไปล่วงประเวณีผิดภรรยาผู้อื่น ชายผัวจับได้ก็ฆ่าเสียทั้งเมียแลชายชู้ แล้วนำศีศะไปให้เจ้าเมืองกรมการ ๆ ให้โบยชายผัวแต่เบา ๆ ๓๐ ทีเปนข้อละเมิดฆ่าคน มิได้มาฟ้องร้องตระลาการก่อน แต่ข้อที่ฆ่าคนร้ายในบ้านเมืองเสียได้นั้น เจ้าเมือง ให้รางวัลแพรแดงพับ ๑ เงินหนัก ๘ บาท แลการผิดผัวเมียดังนี้ บางทีถึงชั่วอายุ ๑ คน จึงจะได้พบสักครั้ง ๑ ความล่วงประเวณีผัวเมียนั้นมิใคร่จะเกิดมีปรากฎขึ้นเลย ความเรื่องผู้ร้ายแลความเทลาะ วิวาทแลอื่น ๆ ก็มีแต่เล็กน้อย

๔๖ ธรรมเนียมการศพพวกเมืองไลแลพวกผู้ไทยขาวที่อยู่หัวเมืองใกล้เคียงกันนั้น หาได้เผาศพไม่ ใช้นุ่งขาวห่มขาวในการศพ แลเส้นศพเหมือนอย่างธรรมเนียมจีนทุกประกา แลทำฮงซุ้ยเช่น กับจีนด้วย แต่พวกผู้ไทยดำทั้งปวงนั้น ใช้ธรรมเนียมเผาศพแลนุ่งดำ ห่มดำในการศพ แต่เมื่อเปนการจำเปนจะต้องฝังก็ใช้ฝังบ้าง เหมือน อย่างธรรมเนียมลาวแลไทยนั้น ได้รับพระราชทานเรียบเรียงความซึ่งพวกจีนมาอยู่เมืองไลเปนเดิมสิ้นความแต่เท่านี้ ?บัดนี้จะได้เรียงคำให้การคำสามคำล่าซึ่งให้การเวลาในอายุซึ่งตัวเกิดแล้วต่อมาจนถึงเวลานี้สืบต่อเปนอันดับไป ในคำให้การว่าครั้นเมื่อณปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๒๔ เจ้าเมืองแกวมีหนังสือ มาถึงหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย ให้เกณฑ์คนลงไปช่วย เมืองแกวรบศึกฝรั่งเศส เมืองใหญ่ให้เกณฑ์คนแต่ ๑๐๐ บิดาข้าพเจ้าจึงเกณฑ์คนผู้ไทยในเมืองไลได้ ๒๐๐ คน แต่งให้ท้าวโดยนำผู้ เปนอาว์บิดาข้าพเจ้าคุมคน ๒๐๐ คนนั้นลงไปช่วยเจ้าเมืองแกว ท้าวโดยนำไม่ยอมไป จึงหนีบิดาข้าพเจ้าไปอยู่ที่บ้านเดิม ในเมืองโม้ หัวเมืองขึ้นเมืองไล ทางไกลจากเมืองไลวัน ๑ บิดาข้าพเจ้าแจ้งว่า ท้าวโดยนำหลบหนีไปอยู่บ้านเดิมดังนั้น จึงมีหนังสือไปถึงท้าวโดยนำให้มาหา ท้าวโดยนำก็หามาหาบิดาข้าพเจ้าไม่ บิดาข้าพเจ้าจึง ใช้ท้าวเหลนผู้น้องซึ่งเปนอาว์ข้าพเจ้าอิกผู้ ๑ ไปตาม ท้าวโดยนำ

๔๗ ก็ชักชวนท้าวเหลนไว้ไม่ให้มาหาบิดาข้าพเจ้า ๆ เห็นช้า จึงให้ท้าว ตอมผู้อาว์ข้าพเจ้าอิกคน ๑ ไปตามท้าวโดยนำ ๆ ก็ชักชวนเอา ท้าวตอมไว้อิก หาให้มาหาบิดาข้าพเจ้าไม่ บิดาข้าพเจ้าเห็นท้าว โดยนำท้าวเหลน ท้าวตอม ไม่มาแน่แล้ว จะช้าอยู่ก็ไม่ได้ จึงให้อาว์ข้าพเจ้าอิกคน ๑ เดิมชื่อดุง เปนที่โทไล่ปลัดเมือง คือ เปนที่ ๒ บิดาข้าพเจ้า คุมคน ๒๐๐ คนลงไปยังเมืองแกว โทไล่คุม คน ๒๐๐ คนลงไปเมืองเต้งฮึง ทางตั้งแต่เมืองไลไปเมืองเต้งฮึง ทางเรือ ๘ วันถ้าไปทางบก ๑๕ วัน แต่โทไล่ คุมคนไปทางน้ำ ๘ วัน ถึงเมืองเต้งฮึง ซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองหลวงของแกว โทไล่ พักอยู่ช่วยราชการเจ้าเมืองเต้งฮึงได้เดือน ๑ ท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม จึงไปจ้างโปตึกเปนนายร้อยใหญ่ของพวกลื้ออยู่เมืองอู ในแขวงสิบสองปันนาให้ยกมาตีเมืองไล โปตึกผู้นี้เปนคนนักเลงใหญ่ ใจกว้าง ซ่องสุมคนลื้อคนตองซู่ไว้มาก เคยเที่ยวตีปล้นบ้านเล็ก เมืองน้อย เก็บริบเอาเงินทองแลเสบียงอาหารมาเลี้ยงพวกพล อยู่เนือง ๆ โปตึกจึงคุมกำลังพวกลื้อพวกตองซู่ประมาณ ๕๐๐ คน มาตีเมืองไล บิดาข้าพเจ้าก็คุมกำลังออกต่อสู้ต้านทานกำลังกองทัพพวกโปตึกไม่ได้ บิดาข้าพเจ้าจึงทิ้งเมืองเสีย แลอพยพครอบครัว หนีไปเมืองเต้งฮึง จึงฟ้องต่อเจ้าเมืองเต้งฮึงให้ชำระท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม เจ้าเมืองเต้งฮึงจึงแต่งให้นายทหารญวน ขึ้นมาเอาตัวท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม ลงไปว่ากล่าว เกลี่ยไกล่ให้สมัคสมานดีกันกับบิดาข้าพเจ้าเหมือนดังเก่า แล้วให้ทำ

๔๘ สัตย์สัญญาสาบาลต่อกันทั้ง ๒ ฝ่าย มิให้คิดร้ายอาฆาฏแก่กัน สืบไป ท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ยอมสมัคสมานดีกันกับ บิดาข้าพเจ้า เจ้าเมืองเต้งฮึงจึงตั้งให้ท้าวเหลนเปนที่ริเต๋งเปนผู้ช่วย ราชการเมืองไล เก็บค่าไร่ค่านาแก่ราษฎร แลตั้งให้ท้าวตอม เปนที่ทงไลช่วยราชการฝ่ายทางหนังสือจีน แต่ท้าวโดยนำนั้นให้ คงที่เปนนายทหาร ช่วยรักษาการบ้านเมืองไล บิดาข้าพเจ้า กับท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ลาเจ้าเมืองเต็งฮึงพากัน กลับมาอยู่บ้านเมืองดังเก่า ต่างปรกติดีกันไปทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่ได้ ๕-๖ เดือน ท้าวโดยนำคิดประทุษร้ายต่อบิดาข้าพเจ้าอิก จึงให้ ท้าวตอมไปหาเจ้าเมืองอูผู้เปนลื้ออยู่ในแดนดินสิบสองปันนา ขอจ้างเอากำลังมาตีเมืองไล เจ้าเมืองอูจึงจัดพลลื้อพลตองซู่ประมาณ ๖๐๐ - ๗๐๐ คน มอบให้ท้าวตอมคุมมาตีเมืองไล ทางเดินตั้งแต่ เมืองอูมาเมืองไล ๑๒ วัน บิดาข้าพเจ้าคุมกำลังเมืองไล ประมาณ๒๐๐ คน ข้ามแม่น้ำแท้ไปฟากข้างทิศใต้ ปะทะกองทัพ เมืองอูที่ทุ่งนาเมืองไล ได้สู้รบกัน ไพร่พลล้มตายลงด้วยกันทั้ง สองฝ่าย บิดาข้าพเจ้าได้สู้กองทัพเมืองอูอยู่ได้ ๑๐ วันเศษ ต้านทานกำลังกองทัพลื้อเมืองอูไม่ได้ บิดาข้าพเจ้าจึงได้แตกหนีพาไพร่พลอพยพครอบครัวไปฝากไว้กับเจ้าเมืองเจน ระยะทางเรือไกลจาก เมืองไล ๒ วัน บิดาข้าพเจ้าจึงพาคำโหม คำเหิน พี่ชายข้าพเจ้า กับบ่าวไพร่ ๒๐ คนเศษ ลงไปพึ่งอยู่กับเจ้านครหลวงพระบาง ใน เวลานั้นคำโหมพี่ชายใหญ่ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๘ ปี คำเหินพี่ชายรอง

๔๙ ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๖ ปี เจ้านครหลวงพระบางทำนุบำรุงบิดาข้าพเจ้า ให้อยู่เปนศุขได้ประมาณปีเศษ แล้วเจ้านครหลวงพระบางจึงแต่งให้ท้าววรรณา ๑ ท้าวภาพ ๑ ท้าวเซา ๑ กับบุตรชายพระยาอาจคน ๑ ผู้แทนพระยาอาจ ให้คุมกำลังกองทัพลาวประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ คน พาบิดาข้าพเจ้าไปส่งยังเมืองไล ขณะเมื่อบิดาข้าพเจ้าแตกหนีกองทัพเมืองอูลงไปอยู่เมืองหลวงพระบางนั้น ท้าวโดยนำตั้งตัวเปนเจ้า เมืองไล ท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ช่วยกันว่าการบ้านเมืองอยู่ แล ท้าวโดยนำก็ขอเอาคนลื้อเมืองอูไว้เปนกำลังรักษาตัวบ้าง ครั้น ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม รู้ว่าเจ้านครหลวงพระบางแต่ง กองทัพให้พาบิดาข้าพเจ้าขึ้นไปจะตีคืนเอาเมืองไลดังนั้น ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม เห็นจะสู้ไม่ได้ก็พาครอบครัวแลบ่าวไพร่ หนีไปอยู่เมืองภูฝาง ๆ นั้นต่อแดนเมืองอู แต่เปนหัวเมืองขึ้น ของเมืองไล ระยะทางเดินเท้าจากเมืองไล ๘ วัน กองทัพเมือง หลวงพระบางตั้งจัดการในเมืองไล ให้บิดาข้าพเจ้ารักษาเมืองไล ดังเก่าเรียบร้อยแล้ว ก็ยกกองทัพกลับลงไปยังเมืองหลวงพระบาง บิดาข้าพเจ้ารักษาเมืองไลมาได้เดือน ๑ ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ชักนำเอาพวกลื้อพวกตองซู่พวกเก่านั้น คุมกันเข้าได้ประมาณ ๒๐๐ คน ยกกลับมาตีเมืองไลอิก บิดาข้าพเจ้าไม่มีกำลัง จะต่อสู้ ด้วยกองทัพเมืองหลวงพระบางก็กลับลงมาเสียแล้ว แล บ่าวไพร่ผู้คนแต่ก่อนก็แตกซ่านเซนไปในที่ต่าง ๆ โดยมาก บิดา ๗

๕๐ ข้าพเจ้าจึงพาบุตรภรรยาแลบ่าวไพร่ที่สนิทหนีลงไปตั้งอยู่ที่บ้านน้ำม้าริมฝั่งแม่น้ำแท้ ไกลจากเมืองไลวัน ๑ บ่าวไพร่พวกพ้องที่แตก ระบาดอยู่แต่ก่อน ครั้นรู้ก็ติดตามลงไปอยู่กับบิดาข้าพเจ้ามากขึ้น ทุกวัน บิดาข้าพเจ้าจึงให้ตั้งค่ายขึ้นแลรวบรวมคนได้ประมาณ ๒๐๐ คนเศษ เข้าอยู่ในค่ายหมายเปนที่มั่น ฝ่ายท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ก็เข้าตั้งอยู่ในเมืองไล แลเมื่อบิดาข้าพเจ้า ลงไปตั้งมั่นอยู่ที่บ้านน้ำม้านั้นได้ประมาณ เดือน ๑ เกิดขบถพวก แม้วทั่วไปในแดนดินสิบสองจุไทย พวกแม้วนั้นอาไศรยอยู่ตาม หัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย เหมือนอย่างพวกข่าแจะซึ่งหามี บ้านเมืองไม่ อาไศรยอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ดังนั้น พวกแม้ว เหล่านี้ที่อาไศรยอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในแดนดินสิบสองจุไทย ทั้งสิ้นนั้น รวมเปนคนประมาณ ๓๐๐๐๐ เศษ พวกแม้วไม่อยาก จะยอมอยู่ในอำนาจพวกผู้ไทยแลพวกอื่น ๆ อยากจะตั้งกันเปน เจ้านายฝ่ายพวกของตน แลหาบ้านเมืองอยู่ จึงได้เปนขบถขึ้น คุมพวกกันเปนกองเปนเหล่าเที่ยวตีปล้นบ้านเล็กเมืองน้อยในสิบสอง จุไทย หัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย ต่างเมืองก็มีหนังสือบอกลง ไปทูลเจ้าแกว บิดาข้าพเจ้าก็บอกหนังสือลงไปยังเมืองแกวเหมือนกันกับหัวเมืองต่าง ๆ เจ้าแกวจึงแต่งให้ขุนนางนายทหารชื่อกวานเหลง คุมทหารญวนประมาณ ๒๐๐ คน ขึ้นมาตั้งอยู่ที่เมืองเจน แล้วยกไป ตีพวกแม้วขบถที่เมืองบาง พวกแม้วขบถสู้ไม่ได้ยอมเข้าทู้ต่อกวาน เหลงทั้งสิ้น แลพวกแม้วขบถในหัวเมืองอื่น ๆ ก็สงบราบคาบลง

๕๑ กวานเหลงก็ยกทหารกลับไปเมืองแกว เมื่อกวานเหลงไปรบพวกแม้วขบถที่เมืองบางนั้น ได้มีหนังสือบอกมาถึงบิดาข้าพเจ้าให้ยกไปช่วย บิดาข้าพเจ้าได้คุมคน ๑๐๐ คนเศษ ไปช่วยกวานเหลงตีพวกแม้วขบถ ที่เมืองบาง ยังหากลับมาไม่ ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ไปจ้างเอาพวกป่อง คือ ตองซู่ที่เมืองลามาตีค่ายบิดาข้าพเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่น้ำม้า เมืองลานั้นขึ้นกับเมืองจีน เจ้าเมืองแลราษฎร เปนพวกผู้ไทยขาว ระยะทางเดินเท้าจากเมืองไลไปเมืองลา ๔ วัน พวกป่องนั้นมาเปนทหารอยู่กับเจ้าเมืองลามาก ท้าวโดยนำ แล ท้าวเหลน ท้าวตอม ได้กำลังพวกป่องแล้วก็ยกเข้าตีค่ายน้ำม้า คน ซึ่งอยู่รักษาค่ายมีแต่น้อย ด้วยบิดาข้าพเจ้ารวบรวมเอาคนกำลัง ไปเสียโดยมาก หามีผู้จะช่วยต่อสู้ไม่ คนในค่ายก็พากันทิ้งค่ายเสีย หนีลงไปรวบรวมกันอยู่ที่บ้านท่าแฮะ ใต้ค่ายน้ำม้าลงไปทางเรือ ๒ วัน ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอมก็เข้าพักอยู่ในค่ายน้ำม้า ครั้น บิดาข้าพเจ้ายกกลับมา รู้ว่าท้าวโดยนำ กับท้าวเหลน ท้าวตอม ยกมาตีค่ายน้ำม้าแตกแล้ว แลไพร่พลแตกหนีลงไปอยู่ตำบลท่าแฮะ บิดาข้าพเจ้าก็ยกตามลงไปตั้งรวมกำลังอยู่ที่ตำบลท่าแฮะนั้น ท้าว โดยนำรู้ว่าบิดาข้าพเจ้าลงไปตั้งอยู่ที่นั้นแล้ว จึงแต่งให้กวานกือ กรมการเมืองไลผู้เข้ากับท้าวโดยนำนั้นคุมคน ๑๐๐ คนเศษ ยกลงไปรบบิดาข้าพเจ้า ๆ ต่อสู้ไม่ได้ จึงพาครอบครัวแลบ่าวไพร่หนีไป อยู่เมืองลา บิดาข้าพเจ้าฝากครอบครัวไว้กับเจ้าเมืองลาแล้ว ก็พา บ่าวไพร่ลงไปฟ้องเจ้าเมืองแกว ๆ จึงแต่งให้นายทหาร ชื่อองหลิว ๑

๕๒ องโดย ๑ สองนายคุมคนแกวประมาณ ๕๐๐ คน ให้นำบิดาข้าพเจ้าขึ้นมาส่งยังเมืองไล แลจะชำระท้าวโดยนำ ๆ รู้ตัวตกใจกลัวหนีไป อยู่เมืองแตหัวเมืองขึ้นของเมืองไล ระยะทางเดินเท้าประมาณ ๗ วัน แต่ท้าวเหลน ท้าวตอมนั้น มาอ่อนน้อมยอมเข้าทู้ต่อองหลิวองโดย แลจะขอปรองดองดีกันกับบิดาข้าพเจ้า องหลิวองโดยก็ให้ท้าวเหลน ท้าวตอมสมัคสมานกับบิดาข้าพเจ้าเรียบร้อยแล้ว แลเห็นว่าท้าว โดยนำจะไม่อาจมาคิดร้ายต่อบิดาข้าพเจ้าอิกแล้ว องหลิวองโดย จึงยกกำลังกลับไปเมืองแกว บิดาข้าพเจ้าก็อยู่ปรกติมาได้ ๒ - ๓ ปี อยู่มาณปีมโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ พวกป่องซึ่ง ตั้งซ่องสุมเปนโจรอยู่เมืองภูฝาง ตัวนายชื่อโปเหลงเจ้าฟ้า โปคำผาย โปเล็ก พ่อเติน รวม ๔ คน มีไพร่พลประมาณ ๔๐๐ คนยกมาตี เมืองแถง จับกวานฟูเจ้าเมืองฆ่าเสีย รู้ไปถึงเจ้าเมืองแกว ๆ จึงแต่ง ให้กวานเหลงนายทหารคุมคนแกว ๒๐๐ คน ยกมาเกณฑ์คนใน หัวเมืองสิบสองจุไทยเพิ่มเติมอิก เปนเมืองละ ๑๐๐ คน รวมคนประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ คน ขึ้นมารบพวกป่องที่เมืองอั้ง รบกันอยู่ได้ ๕ เดือน กวานเหลงนายทหารป่วยตาย ขุนทัพนายกองจึงบอก หนังสือลงไปยังเจ้าเมืองแกว ๆ จึงมีหนังสือมาถึงบิดาข้าพเจ้า ให้ยกไปช่วยรบศึกพวกป่องให้ชนะ บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งให้คำโหมพี่ข้าพเจ้า กับท้าวต่อมคุมกำลัง ๑๐๐ ยกไปรบพวกป่องที่เมืองอั้ง ได้รบ กัน ๒ ครั้ง โปเหลงเจ้าฟ้าถูกระสุนปืนตายในที่รบ พวกป่องสู้ไม่ได้ จึงออกมาอ่อนน้อมต่อคำโหม ๆ จึงจับเอาตัวโปคำผาย โปเล็ก

๕๓ พ่อเติน จำตรวนมอบให้องโดยนายทหารคุมลงไปให้เจ้าแกว พวกป่องไพร่พลก็หนีกระจัดกระจายกันไปอยู่เมืองภูฝาง อยู่มาณปีมแมตรีศก ๑๒๓๓ ท้าวโดยนำหนีไปตั้งอยู่เมืองแต จึงไปคบคิดกันกับพระยาโลงกงแก้ว ผู้เปนนายพวกป่องตั้งอยู่เมือง ภูฝางนั้นให้ยกมาตีเมืองไลอิก พระยาโลงกงแก้วจึงยกกำลังพวกป่องประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ คนมาตีเมืองไล บิดาข้าพเจ้าก็คุมกำลังออกต่อสู้ต้านทานอยู่ได้เดือนเศษ บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือลงไปถึงเจ้าแกว ขอให้แต่งกำลังขึ้นมาช่วย เจ้าแกวจึงแต่งให้องหลิวผู้เปนคนฮ่อมา เปนนายทหารอยู่ที่เมืองแกว ให้คุมกำลังฮ่อธงดำประมาณ ๔๐๐ คน ขึ้นมารบพระยาโลงกงแก้ว ๆ สู้ไม่ได้ก็แตก พาไพร่พลที่เหลือตาย หนีไปพ้นเขตรแดนเมืองสิบสองจุไทย แต่ท้าวโดยนำนั้นหนีไปอยู่ เมืองแกว ปลายเขตรแผ่นดินจีน องหลิวก็คุมกำลังกลับไป เมืองแกว บิดาข้าพเจ้าจึงตั้งให้ท้าวเหลนเปนท้าวโดยเหลนแทนที่ ท้าวโดยนำ อยู่มาณปีวอกจัตวาศก ๑๒๓๔ เกิดศึกฮ่อธงเหลือง ตัวนายชื่อพนันสีอยู่เมืองฮ่อยางในระหว่างเขตรแดนจีนกับแดนญวนต่อกัน พนันสีเจ้าเมืองฮ่อยางนั้นมีไพร่พลฮ่ออยู่หลายพัน จึงแต่งให้ขุนทัพนายกองคุมกำลังพวกฮ่อธงเหลืองมาประมาณหมื่นเศษเที่ยวแยกย้ายกันไปตีหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย เว้นแต่เมืองไลเมืองเดียว พวกนั้นเสียแก่พวกฮ่อธงเหลืองทุกเมือง นายพวกฮ่อธงเหลืองผู้ ๑ ชื่อ มันยี ตั้งอยู่ที่เมืองเติก มีกำลังประมาณ ๔๐๐ คน นายทัพ

๕๔ ผู้ ๑ ชื่อ ลิวกิว ตั้งอยู่เมืองทาน มีไพร่พลฮ่อประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษ แต่ตันซือฉาง ๑ แลวสือ ๑ กอมุง ๑ นายทัพฮ่อ ๓ คนนี้ตั้งอยู่ เมืองซอ มีคนฮ่อประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษตั้งอยู่ฟากน้ำแท้ข้างทิศเหนือด้วยกันทั้ง ๓ แห่ง แต่ในฝั่งฟากแม่น้ำแท้ข้างทิศใต้นั้น นายทัพฮ่อ ผู้ ๑ ชื่อ แยต้า ตั้งอยู่ที่เมืองลา มีไพร่พลฮ่อประมาณ ๒๐๐๐ คนเศษ แยต้าจึงให้ว้องซับนายฮ่อรองผู้ ๑ ไปตั้งอยู่เมืองหวัด มีคนฮ่อ ๑๐๐๐ คนเศษ แลให้ว้องจงนายฮ่อรองผู้ ๑ ไปตั้งอยู่เมืองมก มีไพร่ฮ่อประมาณ ๒๐๐ คน แลให้ลุงตุงไต ๑ กอสู ๑ กอเจิง ๑ นายฮ่อรองทั้ง ๓ คนนี้ ไปตั้งอยู่เมืองแอดในแดนดินเมืองหัวพันทั้งหก มี ฮ่อไพร่พลประมาณ ๖๐๐ คน แลให้แมวยี ๑ แจยี ๑ แจลก ๑ นายฮ่อรอง ๓ คนนี้ ตั้งอยู่ที่เมืองม่วยเมืองควาย มีฮ่อไพร่พล ประมาณ ๔๐๐ คน ให้ลิวลกตั้งอยู่ที่เมืองจีนในแดนดินสิบสองจุไทย มีฮ่อไพร่พลประมาณ ๑๐๐ คนเศษ ลอหลีนายฮ่อรองผู้ ๑ ตั้งอยู่ เมืองแถง มีคนฮ่อประมาณ ๒๐๐ คน เจ้าเมืองมกนั้นว้องจงฆ่าเสีย เจ้าเมืองลาหนีไปเมืองแกว เจ้าเมืองม่วยนั้นแยต้าจัยเอาไปฆ่าเสีย ที่เมืองลา บุตรชายเจ้าเมืองม่วยหนีมาอยู่เมืองไลกับบิดาข้าพเจ้า เจ้าเมืองเจนแลท้าวซอเมืองซอก็หนีมาอยู่เมืองไล อยู่มาณเดือน ๙ ปีเดียวนั้น มาฮ่อลิวกิวตั้งอยู่เมืองทาน นั้น จึงยกมารบคำโหมพี่ข้าพเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำม้า คำโหม ยกกำลังออกต่อสู้อยู่ได้ ๒ - ๓ วันนายฮ่อลิวกิวสู้ไม่ได้ก็แตกหนี กลับไปเมืองทานที่อยู่

๕๕ อยู่มาณวัน ๑๑ ค่ำ ปีเดียวนั้น ตันซือฉางกับพอมุงนายฮ่อ ๒ คน ยกทัพมาตีบ้านปักตันตำบล ๑ บ้านตาพินตำบล ๑ ในเขตรแดนเมืองไล ได้ทั้ง ๒ ตำบล แล้วพากันเข้าตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านตาพิน บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งให้คำโหมคุมคน ๒๐๐ คน มารบตันซือฉางกับกอมุง สู้รบกันอยู่ได้ ๓ เดือน ตันซือฉางกับกอมุงทานกำลังไม่ได้ ก็แตก หนีพากันไปอยู่เมืองซอ ฝ่ายแยต้าซึ่งตั้งอยู่เมืองลา แต่งให้ จางตงม่านนาย ๑ ฮุยเหลือ ๑ กอทิม ๑ นายฮ่อรอง ๓ คน คุม กำลังฮ่อประมาณ ๒๐๐ คนมาตีตำบลบ้านห้วยจาในแดนเมืองไล บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งให้คำโดยผู้เปนบุตรเขยยกกำลังประมาณ ๑๐๐ ออกไปสู้รบนายฮ่อทั้ง ๓ นั้น รบกันอยู่ได้ ๒ - ๓ วัน นายฮ่อทั้ง ๓ นั้นก็แตก หนีไป อยู่มาณเดือน ๑ ปีรกาเบญจศก ๑๒๓๕ บิดาข้าพเจ้าจึง ปฤกษากับพวกข้าพเจ้าผู้เปนบุตรว่า ถ้าจะไม่คิดไปรบพวกฮ่อธงเหลือง เสียก่อน พวกฮ่อก็จะยกมารบเมืองไล จึงให้คำโหมคุมคนประมาณ ๒๐๐ คน ยกไปตีพวกฮ่อทางเมืองซอ ให้คำโดยคุมกำลัง ๑๐๐ คนเศษ ยกไปตีพวกฮ่อทางเมืองบางเมืองมุน ตีได้เมืองมุนคืน นายฮ่อชื่อ ตูเซียแตกหนีไปทางเมืองควาย คำโหมตั้งสู้รบกับตันซือฉางแล กอมุงอยู่ ๒ ปี ตันซือฉางกับกอมุงสู้ไม่ได้ก็แตกหนีพาไพร่พลไป ทางเมืองทานเมืองจัน คำโหมก็ได้เมืองซอคืน จึงบอกหนังสือลงไป ยังเจ้าเมืองแกว ด้วยเมืองซอเคยขึ้นกับเมืองแกว เจ้าแกวจึงมี หนังสือขึ้นมาตั้งบิดาข้าพเจ้าให้เปนกวานฟูเจ้าเมืองแถง ให้คิดอ่าน

๕๖ รบไล่พวกฮ่อไปเสียให้พ้นเขตรแดนสิบสองจุไทย ถ้าได้เมืองใดก็ให้ เอาเมืองนั้นเปนเมืองขึ้นของตัว คำโหมนั้นให้เปนเจ้าเมืองไล ด้วย เมืองแถงนั้นพวกป่องฆ่าเจ้าเมืองเสียแล้ว เมืองว่างเปล่าอยู่ อยู่มาณเดือนอ้าย ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ที่เมืองแถงนั้นพวกฮ่อ ลอหลีตั้งอยู่ มีคนฮ่อไพร่พลอยู่ ๑๐๐ คนเศษ เจ้านครหลวงพระบาง จึงแต่งกองทัพลาวขึ้นไปรบพวกฮ่อลอหลี พวก่อลอหลีสู้ไม่ได้ แตกหนีไปทางเมืองลา กองทัพเมืองหลวงพระบางก็กลับลงมา จึง เกิดพวกข่าเจือง คือ พวกข่าแจะ เปนขบถทั่วไปในหัวเมืองสิบสอง จุไทย แลเมืองหัวพันทั้งหก ตัวนายข่าแจะ ชื่อล่าแสงแสนเหิน ตั้งอยู่ที่เมืองแตน พวกแม้วก็กลับกำเริบเปนขบถขึ้นเข้ากันกับข่าแจะ ตัวนายแม้วชื่อยั่งเล่าเบ๊ะ ๑ นายรองชื่อ พ่านแสนแย้ ๑ ตั้งอยู่ที่ แดนดินเมืองเมินขึ้นกับเมืองแถง บิดาข้าพเจ้ายังอยู่เมืองไล หาได้ขึ้นมาเมืองแถงไม่ จึงให้กวานตูข้าหลวงแกวขึ้นมาตั้งอยู่ เมืองแถงก่อน ครั้นเกิดพวกข่าแจะเปนเจือง กวานตูก็หนีมาอยู่ เมืองไล บิดาข้าพเจ้าจึงให้กวานตูไปว่ากล่าวกับยั่งเล่าเบ๊นายแม้ว ที่เมืองเมิน มิให้คิดการเปนขบถต่อพวกผู้ไทย ยั่งเล่าเบ๊นายแม้ว ก็ให้เอากวานตูขังไว้ ไม่ปล่อยให้กลับมา กวานตูจึงมีหนังสือมา ถึงบิดาข้าพเจ้าว่า ยั่งเล่าเบ๊นายแม้วคุมตัวไว้ บิดาข้าพเจ้าจึงให้ คำโหมคำสามคุมกำลัง ๓๐๐ คน ไปรบพวกข่าเจืองพวกแม้วเจือง ที่ตำบลบ้านน้ำเหมิกบ้านน้ำจิม ในแดนดินเมืองหลวงพระบางกับแดนเมืองแถงต่อกัน แลให้คำโดยผู้บุตรเขยคุมกำลัง ๑๐๐ เศษยกไปตี

๕๗ พวกแม้วที่เมืองเมิน ได้ตัวกวานฟูคืนมา แลพากันกลับมาตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านนาเก็ต ณวัน ๑ ค่ำปีเดียวนั้น ครั้นถึงณวัน ๑ ค่ำ มีคนแกวชื่อทงหาว เปนชาวเมืองเมินเสียแก่พวกแม้วขบถ นำว้องม่านซึ่งเปนพระสวามิภักดิสยามเขตร อยู่เดี๋ยวนี้เข้ามาหาคำโดยแจ้งความว่า ว้องม่านเปนจีนชาวเมืองกวาง ตุ้งกวางไซ มาเที่ยวค้าขายขาดทุน แล้วมาได้หญิงหม้ายที่เมืองแจง เปนภรรยา หญิงนั้นเปนหม้ายผัวตาย แต่เปนคนยังมีเงินทองอยู่พอ มีกิน เมืองแจงนั้นขึ้นกับเมืองมกในแดนดินสิบสองจุไทย แล้วพาภรรยามาตั้งอยู่กับพระยาอาจที่ตำบลน้ำงาต่อแดนเมืองแถง พระยา อาจนั้นเปนคนจีน เจ้านครหลวงพระบางตั้งให้เปนผู้ใหญ่อยู่ที่บ้านนั้น พระยาอาจถึงแก่กรรมแล้ว ตาแสงเมืองขวาได้ว่ากล่าวตำบลบ้านน้ำงา จึงตั้งให้ว้องม่านเปนเพี้ยใหม่อยู่ที่บ้านน้ำงา พวกลอหลียกไปตีบ้าน น้ำงา ว้องม่านไม่มีกำลังจะต่อสู้จึงพาบุตรภรรยาหนีขึ้นไปเมืองเมิน พวกแม้วจึงจับตัวว้องม่านกับเติงโพลีเพื่อนว้องม่าน ๒ คนด้วยกัน ว้องม่านให้เงินทองไถ่ตัวแล้ว พวกแม้วก็ปล่อยตัวเสีย แต่เติงโพลีนั้นไม่มีเงินทองจะไถ่ตัว พวกแม้วก็ฆ่าเสีย ว้องม่านแจ้งความดังนี้แล้ว ก็ว่าจะขออยู่ด้วยคำโดย ๆ ก็ยอมให้ว้องม่านอยู่ด้วย แล้วคำโดยจึงให้ ว้องม่านนำไปรบพวกแม้วที่จับตัวว้องม่าน พวกแม้วนั้นก็แตกหนี เข้าป่าไป โดยนำจึงให้เวี้ยเปากรมการพาตัวว้องม่านไปหาคำโหม ๘

๕๘ ที่บ้านน้ำเหมิก น้ำจิม แล้วคำโหมก็ยกพวกพลไปตั้งที่เมืองเมิน ว้องม่านก็ตามไปอยู่กับคำโหม ๆ จึงใช้คนมาบอกคำโหมที่บ้านนาเก็ตให้คำโดยคุมกำลังยกไปรบพวกแม้วขบถ คำโดยคุมกำลัง ๒๐๐ คน ไปรบพวกแม้ว ๆ ทานกำลังไม่ได้แตกหนีเข้าป่าไป คำโดยจับ ยั่งเล่าเบ๊ะนายใหญ่ ๑ พ่านแสนแย้นายรอง ๑ ได้แล้วก็นำตัวไปให้ คำโหมที่เมืองเมิน นายแม้ว ๒ คนยอมทู้ทำสัญญาไม่กำเริบเปนขบถ ต่อไปแล้ว คำโหมก็ปล่อยตัวไปให้ตั้งอยู่ตามเดิม คำโหมคำโดย ให้กรมการรักษาอยู่ที่เมืองเมิน แล้วก็พากันยกกลับไปเมืองไล พาว้องม่านไปด้วย คำโหมจึงพาว้องม่านเข้าหาให้รู้จักบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงตั้งให้ว้องม่านเปนโดยงิด คือนายทหารสำหรับเมืองแถง แล้วให้ ไปรับบุตรภรรยาที่เมืองเมินไปอยู่ที่เมืองแถง ครั้นณเดือน ๓ ปีชวดอัฐศก ๑๒๓๘ บิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโหมคำสาม ๒ คนคุมกำลัง ๓๐๐ คน ยกไปรบข่าเจืองที่เมืองแถง แลให้ตั้งรักษาอยู่ที่เมืองแถงด้วย คำโหมคำสามจึงยกกำลังไปตั้ง อยู่ที่ตำบลนาเคย แล้วยกกำลังเที่ยวปราบปรามพวกข่าเจืองหลายตำบลในแดนเมืองแถงสงบราบคาบแล้ว แต่พวกข่าเจืองในหัวเมือง อื่น ๆ นอกนั้นยังไม่ราบคาบ ครั้นจวนตรุศจีนคำโหมคำสามก็กลับมาทำการตรุศจีนที่ค่ายบ้านนาเคย ฝ่ายท้าวล่าแสงแสนเหินนายข่าเจืองซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแตนเมืองย่าคุมกำลังพวกข่าแจะประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษมาตีค่ายบ้านนาเคย คำโหมคำสามก็คุมกำลังออกต่อสู้อยู่ได้ ๒ - ๓ ชั่วโมง ท้าวล่าแสงแสนเหินก็แตกหนี คำโหมคำสามก็คุม

๕๙ กำลังไล่ตีกองทัพพวกล่าแสงแสนเหินแตกกระจัดกระจายกันไปพ้นตำบลบ้านสามหมื่นนอกเมืองแถง ครั้นณเดือน ๔ ปีเดียวนั้น คำโหมคำสามจึงแต่งให้ว้องม่าน กับกรมการเมืองไล ๒ คน คุมกำลังประมาณ ๒๐๐ คนยกไปตีพวก ล่าแสงแสนเหินทางเมืองแตนเมืองย่า แล้วคำโหมคำสามคุมกำลังประมาณ ๑๘๐ คน ยกไปทางเมืองฮึบในหัวพันทั้งหก ซึ่งขึ้นกับเมืองหลวงพระบาง คำโหมคำสามได้ต่อรบกับพวกข่าเจืองที่เมืองฮึบ ตัวนายข่าแจะ ชื่อ พระยาลิ้นกา ๑ เพี้ยคำ ๑ พระยาพระ ๑ สามคน พวกข่าเจืองเหล่านั้นสู้ไม่ได้ก็แตกหนีเข้าป่าไป ฝ่ายกองทัพว้องม่าน ซึ่งยกไปรบพวกล่าแสงแสนเหินทางเมืองแตนเมืองย่านั้น พวก ล่าแสงแสนเหินสู้ไม่ได้ก็แตกหนีเข้าป่าไปเหมือนกัน ฝ่ายคำโหมคำสาม ก็ถอยกองทัพไปตั้งอยู่ที่หาดเนาในลำน้ำ นัว แต่ว้องม่านกับกรมการ ๒ นาย ซึ่งรบชนะพวกข่าเจืองทาง เมืองแตนเมืองย่านั้นแล้ว ก็ยกไปตั้งอยู่สบขบเมืองวา ฝ่ายเจ้าอุปราชาเมืองหลวงพระบางยกขึ้นไประงับพวกข่าเจืองตั้งอยู่ที่เมืองงอย จึงใช้คนให้ไปหาตัวคำโหมคำสามให้ยกมาช่วยรบพวกข่าเจือง คำโหมคำสามไม่มีผู้จะไว้ใจให้อยู่รักษาค่าย จึงให้ หลีสือแย้นายทหารคน ๑ หลียันนายทหารคน ๑ คำเคมผู้น้องชาย คำโหมคำสาม ๑ คุมกำลัง

๖๐ คน มาเฝ้าเจ้าอุปราช จะช่วยรบ พวกข่าเจืองที่เมืองงอย พวกข่าเจืองสู้กองทัพเจ้าอุปราชไม่ได้ก็แตก กระจัดกระจายหนีเข้าป่าไป ๖๐ ฝ่ายคำโหมคำสามคิดเห็นจะอยู่ช้าไม่ได้ จึงรีบขึ้นไป เกลี้ยกล่อมพวกไพร่พลซึ่งแตกหนีอยู่ป่าดงนั้น ให้รวบรวมกันเข้ามา อยู่ยังเมืองแถงโดยปรกติดังเก่า ฝ่ายเจ้าอุปราชก็พาพวกกองทัพเมืองไลที่คำโหมคำสามให้ยกลงไปช่วยนั้น ลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง ๆ ให้จัดเสบียงอาหารมาแจกจ่ายแก่พวกกองเมืองไลแล้ว ก็ส่งคืนให้กลับขึ้นไปยังบ้านเมือง ฝ่ายคำโหมคำสามรวบรวมคนที่แตกหนีให้เข้ามาอยู่เมืองแถงได้ประมาณ ๑๐๐ คนเศษ ไม่มีโคกระบือจะให้ทำนา แลไม่มี มีดขวานแลจอบเสียมจะใช้ พวกข่าแจะเก็บเอาไปเสียสิ้นแต่ก่อน แลไม่มีเสบียงอาหารจะแจกจ่ายผู้คน คำโหมคำสามจึงให้ไปขอบิดาข้าพเจ้า ให้ส่งกระบือมาให้ ๓๐ กระบือ แลมีดขวานจอบเสียม รวม ๑๙๕ เล่ม มาแจกจ่ายไพร่พลแลให้คิดอ่านทำไร่นา กับเข้า ปลูกหนัก ๔๐๐๐ ชั่งจีน เปนเข้าเปลือกประมาณ ๔๐๐ ถัง เกลือ หนัก ๕๐๐ ชั่งจีน เปน ๑๐ กระทอ แจกจ่ายให้แก่ไพร่พลเหล่านั้น บิดาข้าพเจ้านับถือรักใคร่ว้องม่านเปนบุตรเลี้ยง จึงให้ว้องม่านเปน กายโตงที่ ๓ อยู่รักษาเมืองแถง แต่เดิมบิดาข้าพเจ้าจะให้คำสาม เปนกายโตงอยู่ครองเมืองแถง คำสามไม่ยอมอยู่ บิดาข้าพเจ้าจึง ให้หลีตงชาวเมืองแถงเปนผอต๋งที่ ๔ พระยาน้อยสามหมื่นเปนริเติ๋ง ที่ ๕ กวานตูนั้นก็ให้กลับมาอยู่เมืองแถงเปนที่ ๒ ที่ ๑ นั้น คือ บิดาข้าพเจ้า รวมทั้ง ๕ นายนี้เปนผู้ช่วยกันรักษาเมืองแถง


๖๑ อยู่มาณเดือน ๑ ปีฉลูนพศก ๑๒๓๙ พวกอูยีชาติ ๑ ซึ่งไว้ผมเปียคล้ายกันกับพวกแม้วตั้งอยู่ที่เมืองมูกาปลายแดนเมืองไล แต่เดิมเปนเมืองสองส่วยขึ้นกับเมืองไลบ้าง ขึ้นกับเมืองจีนบ้าง พวกอูยี กำเริบเปนขบถขึ้นต่อเมืองไล นายใหญ่ชื่อชินจิ๋นปาง มีไพร่พลประมาณ ๒๐๐๐ เศษ ยกเข้าตีหัวเมืองเล็กน้อยต่าง ๆ ซึ่งขึ้นแก่ เมืองไลได้หลายเมืองแล้ว ชินจิ๋นปางยกไพร่พลมาตีเมืองจา ยังทาง อิก ๒ วันจะถึงเมืองไล บิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโหมคำสามคุมกำลัง ๓๐๐ คน ยกไปทางเมืองบุมเมืองแตะทาง ๑ แลให้หลีสือแย้นาย ๑ เกียวกอนาย ๑ กับกรมการ ๒ นายคุมกำลัง ๒๐๐ คนยกไปทาง เมืองจาทาง ๑ ให้ช่วยกันตีพวกอูยี กองทัพเมืองไลทั้ง ๒ กอง ช่วยกันรบตีพวกอูยีซึ่งยกลงมาทั้ง ๒ ทางนั้น แตกหนีกลับไปเมืองมูกา กองทัพเมืองไลทั้ง ๒ กองก็ติดตามไปล้อมเมืองมูกาไว้ได้ประมาณ ๓ เดือน พวกอูยีอดอยากสิ้นกำลัง ชินจิ๋นปางนายอูยีจึงพาพวกพ้อง ออกมาอ่อนน้อมต่อกองทัพเมืองไล ฝ่ายท้าวโดยนำ ซึ่งหนีมาอยู่เมืองแตแต่ก่อนก็ออกมา อ่อนน้อมคำโหมคำสาม ว่าแก่ตัวแล้วจะไม่คิดขบถต่อบิดาข้าพเจ้า ต่อไป คำโหมคำสามก็รับท้าวโดยนำแลยกกองทัพกลับมาเมืองไลพร้อมกันทั้ง ๒ กอง บิดาข้าพเจ้าก็ปรกติดีกันไปกับท้าวโดยนำ เหมือนดังเก่า อยู่มาณ ๔ ค่ำ ปีเถาะเอกศก ๑๒๔๑ บิดาข้าพเจ้าจึงให้ คำโหม คำเหิน คำจี คุมกำลัง ๕๐๐ คน ยกไปทางเรือแล้ว

๖๒ ไปขึ้นบกที่เมืองซ้าย ให้ไปรบพวกฮ่อธงเหลืองที่เมืองม่วยเมืองลา แล้วให้คำสามกับกรมการ ๒ คน กับกายโตงเมืองแถงคุมคน เมืองแถงแลเมืองไล รวมกัน ๓๐๐ คนยกไปทางสบขบเมืองวา ไป รบพวกฮ่อที่ตั้งอยู่เมืองสบแอดทาง ๑ ให้คำโดยกับกรมการเมืองไล คน ๑ คุมกำลัง ๑๐๐ คนเศษยกไปทางเมืองควาย ให้ไปบรรจบ กันที่เมืองลาอิกทาง ๑ คำสามกับกายโตงไปรบพวกฮ่อธงเหลือง ที่เมืองสบแอดอยู่ได้ ๒ เดือนยังหาได้แพ้ชนะกันไม่ พอสิ้นลูกดินแล ขัดสนเสบียงอาหาร คำสามกับกายโตงจึงยกมาเข้าสมทบอยู่กับ กองทัพคำโหมที่เมืองม่วย ช่วยกันรบพวกฮ่อที่เมืองม่วย พวกฮ่อ แตกไปอยู่เมืองลา คำโหมคำสามกับกายโตงก็ยกตามไปล้อม เมืองลาไว้ปี ๑ คำโดยก็ยกมาช่วยล้อมเมืองลาด้วย ในครั้งนั้น เจ้าแกวจึงแต่งให้ขุนนางนายทหาร ชื่อกวานเดโง ๑ องเดหลิว ๑ สองนายคุมคนฮ่อแลแกวประมาณ ๒๐๐๐ มาช่วยคำโหมรบพวกฮ่อธงเหลืองที่เมืองลาแยต้านายฮ่อเห็นจะสู้ไม่ได้ จึงออกมาอ่อนน้อม ต่อกวานเดโง องเดหลิว องเดหลิวจึงกวาดเอาพวกฮ่อธงเหลือง ทั้งนายแลไพร่ทั้งหมดส่งไปไว้ยังเมืองเล่ากาย ซึ่งขึ้นกับเมืองแกว บิดาข้าพเจ้าจึงได้มาหาคำนับกวานเดโง องเดหลิว ที่เมืองลา พา พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ที่แตกหนีพวกฮ่อไปพึ่งอยู่เมืองไล นั้นมาคำนับนายทหารแกวทั้ง ๒ นั้นด้วย แล้วมอบเมืองต่าง ๆ ที่รบพวกฮ่อคืน ได้นั้น ให้แก่กวานเดโง องเดหลิว คือเมืองควาย ๑ เมืองม่วย ๑ เมืองเจน ๑ เมืองลา ๑ เมืองโมะ ๑ เมืองวัด ๑ รวม ๖ เมืองใน

๖๓ แดนดินสิบสองจุไทย กวานเดโงกับองเดหลิวจึงมอบให้เจ้าเมืองเก่า ที่ยังมีตัวคงรักษาอยู่ตามเดิม แต่เมืองโมะนั้นพวกฮ่อฆ่าเจ้าเมืองตายเสียแล้ว มีแต่บุตรชายยังเด็กอยู่ ว่าการบ้านเมืองยังมิได้ กวาน เดโงกับองเดหลิว จึงให้คำเหินช่วยรักษาไปก่อนสัก ๓ ปี พอบุตร เจ้าเมืองนั้นเจริญขึ้นพอรักษาบ้านเมืองได้แล้ว จึงมอบให้บุตร เจ้าเมืองนั้นรักษาเมืองต่อไป เมืองควายนั้นก็ยังหามีเจ้าเมืองไม่ กวานเดโงกับองเดหลิวก็มอบให้บิดาข้าพเจ้าช่วยดูแลอยู่ก่อน แล ช่วยดูแลรักษาเมืองอื่น ๆ ด้วยที่ตีคืนได้นั้น ฝ่ายกอเจืองเปนนายทหารพวกฮ่อผู้น้อยคน ๑ เปนพวกฮ่อธงเหลือง พวกเดียวกันกับแยต้าที่ต้องกวาดไปเมืองเล่ากายนั้น กอเจืองไม่ ยอมไป จึงพาไพร่พลประมาณ ๒๐๐ คน หนีไปตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ ฝ่ายนายฮ่อธงเหลืองผู้ ๑ ชื่อวิสาน ตั้งอยู่เมืองเติก มีไพร่พลประมาณ ๓๐๐ คน ยังไม่มีกองทัพใดไปรบ รู้ว่าแยต้านายฮ่อใหญ่ ยอมอ่อนน้อมต่อนายทหารแกวทั้ง ๒ นั้นแล้ว จึงมาอ่อนน้อมต่อ นายทหารแกวทั้ง ๒ นายทหารทั้ง ๒ จึงให้วิสานไปอยู่ช่วยรักษา เมืองวัด ครั้นนายทหารแกวทั้ง ๒ จัดการบ้านเมืองเสร็จแล้ว ก็ ยกกลับไปบ้านเมืองแกว ภายหลังวิสานฮ่อธงเหลืองซึ่งอยู่เมืองวัด คิดขบถยกพวกพลเข้าปล้นฆ่ากอเหาพ่อค้าเปนคนขององเดหลิว นายทหารแกวซึ่งมาตั้งอยู่ที่ท่าจานในแดนเมืองหมก เก็บริบเอาเข้าของ เงินทองได้แล้วก็มาแจกปันไพร่พล แลยกเข้าตีเมืองวัดได้ เจ้าเมือง หนีลงไปฟ้องเจ้าเมืองแกว ๆ จึงให้กวานเหลง กวานวาน นายทหาร

๖๔ ๒ คน คุมกำลังประมาณ ๑๐๐๐ คน ยกมาจับตัววิสาน ๆ พาไพร่พล หนีไปอยู่ยังเมืองแอด แล้ววิสานจึงมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมชักชวน กอเจือง จียี่ นายฮ่อธงเหลืองที่ตั้งอยู่ทุ่งเชียงคำนั้น ให้ยกไพร่พล มาอยู่รวมเปนพวกเดียวกันที่เมืองแอดแล้ว ก็พากันยกไปอยู่สบขบเมืองวา แดนดินสบขบเมืองวาเปนเขตรแดนของเมืองแถง บิดา ข้าพเจ้าจึงให้คำเหิน คำสาม คำกุ้ย คุมกำลังประมาณ ๒๐๐ คน ไปตั้งรักษาอยู่เมืองแถง ณเดือน ๑๐ ปีมเสงตรีศก ๑๒๔๓ คำเหิน คำสาม คำกุ้ย จึงยกไปตั้งรักษาอยู่เมืองแถง แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโดยกับกรมการเมืองไล ๒ คน กรมการเมืองควาย ๒ คน คุมกำลัง ๑๐๐ คนเศษ ยกไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองควาย ฝ่ายคำโหม คำสาม คำกุ้ย จึงมีหนังสือลงมาทูลเจ้านคร หลวงพระบาง ขอให้แต่งกองทัพขึ้นไปช่วยรบพวกฮ่อธงเหลือง ถ้า ไม่แต่งกองทัพขึ้นไปก็ขอให้ส่งอาวุธขึ้นไปช่วย เจ้านครหลวงพระบาง ก็หาได้แต่งกองทัพขึ้นไปช่วยไม่ แลหาได้ส่งอาวุธสิ่งใดขึ้นไปช่วยอุดหนุนกำลังคำเหิน คำสาม คำกุ้ยไม่ ฝ่ายท้าวควายเปนกรมการอยู่เมืองควาย คิดเอาใจออกหากเจ้าเมืองไล จึงทำหนังสือลอบให้คนเอาไปถึงวิสานนายฮ่อซึ่งตั้งอยู่ที่ สบขบเมืองวา ให้ยกพวกฮ่อขึ้นไปรบที่ค่ายเมืองควาย วิสานนายฮ่อ ก็ยกไพร่พลฮ่อประมาณ ๓๐๐ คน ไปล้อมค่ายเมืองควายเข้าไว้จะ จับตัวคำโดย ท้าวควายมีความโกรธแค้นหลีมิงผู้พี่ชายอยู่ จึง

๖๕ ลอบตัดศีศะหลีมิงได้แล้วก็นำออกไปให้วิสานณค่ายภายนอก คำโดยเห็นดังนั้นรู้ว่าท้าวควายเปนขบถก็ตกใจกลัว จึงพาพวกพลแตก หนีออกจากค่ายไปเมืองไล พวกฮ่อก็ไล่รบติดตามคำโดยไปจนถึงตำบลบ้านปากฮามยังทางวัน ๑ จะถึงเมืองไล คำโดยก็ตั้งค่าย อยู่ต่อสู้พวกฮ่อธงเหลืองที่บ้านปากฮาม บิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโหม คุมกำลัง ๑๐๐ คนยกไปช่วยคำโดย ได้ต่อสู้กันอยู่หลายวัน ฝ่ายคำเหิน คำสาม คำกุ้ย จึงให้กายโตงกับเพี้ยน้อย สามหมื่นอยู่รักษาเมืองแถง คำเหิน คำสาม คำกุ้ย ก็ยกกำลังมา ช่วยคำโหมคำโดยรบพวกฮ่อธงเหลืองที่บ้านปากฮาม ฝ่ายกายโตงคิดจะไม่ยอมอยู่ในอำนาจเจ้าเมืองไล จะไปรับพวกฮ่อกอเจืองจียี ซึ่งเปนนายฮ่อธงเหลืองอยู่ที่สบขบเมืองวานั้น ให้เข้ามาเมืองแถง เพี้ยน้อยสามหมื่นรู้จึงห้ามปรามกายโตง ๆ โกรธจึงฆ่าเพี้ยน้อยสามหมื่นเสียแล้ว จึงแต่งคนให้ไปรับกอเจืองจียีนายฮ่อธงเหลืองทั้ง ๒ ซึ่งมีไพร่พลรวมด้วยกัน ๖๐๐ คน เข้ามา ตั้งอยู่ยังเมืองแถง แล้วกายโตงจึงให้ว่องยี่ผู้เปนอาว์กายโตง นำ กองทัพกอเจืองจียียกไปตีเมืองไล ฝ่ายพวกกองทัพเมืองไลที่ยกไปช่วยกันรบกองทัพวิสานนายฮ่ออยู่ที่บ้านปากฮามนั้นก็อ่อนกำลัง พากันล่าถอยกองทัพเข้ามาตั้ง อยู่ที่ทุ่งนาเมืองไล พวกกองทัพวิสานก็ยกติดตามเข้ามาตั้งประชิด อยู่ที่ทุ่งนาเมืองไล ๙

๖๖ ฝ่ายกองทัพกอเจืองแลจียีก็ยกมาทันกันเข้าที่ทุ่งนาแห่งนั้นต่างสู้รบกันเปนสามารถ ไพร่พลล้มตายลงด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่พวก ฮ่อรวมกำลังกันเปน ๒ ทัพช่วยกันระดมตีกองทัพเมืองไล ๆ อ่อนกำลัง ก็ล่าถอยกลับเข้าไปตั้งมั่นในเมืองไล กองทัพฮ่อทั้ง ๒ กองก็ยก ติดตามเข้าไปล้อมเมืองไลไว้ ได้ต่อสู้กันอยู่ทุกวันประมาณ ๒ เดือน ในเมืองไลก็ขัดสนเสบียงอาหารไพร่พลอดอยากเปนอันมาก ฝ่ายท้าวโดยนำคนเก่าแลท้าวเหลนแลกรมการ ชื่อกวาง คือ ๑ กวางย่าน ๑ ๒ คนก็พากันคิดขบถเอาใจออกหากบิดาข้าพเจ้า แล้วพากันหนีออกจากค่ายเข้าป่าไป ไม่อยู่ช่วยรบศึก บิดาข้าพเจ้า กับพี่น้องทั้งสิ้นเห็นขัดสนเสบียงอาหาร จวนจะเสียทีแก่กองทัพ พวกฮ่ออยู่แล้ว ก็พากันอพยพครอบครัวออกจากเมืองไลหนีไป อยู่เมืองแตทั้งสิ้นด้วยกัน ฝ่ายกอเจืองจียีเข้าเมืองไลได้ก็ไม่ได้ทรัพย์สิ่งของอันใด เสบียงอาหารก็ไม่มี จึงยกกลับไปทวงเอาเงินค่าจ้างกับกายโตง ๆ ไม่มี เงินค่าจ้างจะให้แก่กอเจืองจียี จึงหนีลงไปเมืองแกว แล้วมีหนังสือ ขึ้นมาถึงบิดาข้าพเจ้า ว่ามิได้คิดขบถสิ่งใดต่อบิดาข้าพเจ้า บัดนี้ สู้พวกฮ่อไม่ได้ ก็หนีมาอยู่เมืองแกวแล้ว ๆ บิดาข้าพเจ้าก็มิได้ว่า ประการใด บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือลงไปทูลเกล้าเจ้าแกว ขอกองทัพขึ้นมาช่วยรบพวกฮ่อเอาบ้านเมืองคืน แลบอกหนังสือลงไปว่ากายโตงเปนบุตรเลี้ยง ได้ตั้งให้เปนกายโตงรักษาเมืองแถง เจ้าแกวจึงแต่ง ให้องว่าง องเหลง นายทหาร ๒ คนคุมคนประมาณ ๑๐๐๐ แลพา

๖๗ กายโตงมาด้วย ยกกำลังขึ้นมาช่วยรบพวกวิสานนายฮ่อที่เมืองควาย จับวิสานนายฮ่อได้แล้วก็ฆ่าเสีย แต่จียีซึ่งมาอยู่กับวิสานนั้น ออกมาอ่อนน้อมต่อองว่างองเหลง ๆ จับตัวเจิงพงซึ่งเปนท้าวควายอยู่ที่เมืองควาย แลคิดขบถฆ่าพี่ชายเสียนั้น เอามาจำตรวนขังไว้ ฝ่ายกอเจืองนายฮ่อซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแถงนั้น รู้ว่าจียีเข้า อ่อนน้อมต่อองว่างองเหลงแล้วก็กลัว จึงพาไพร่พลหนีไปทางเมือง ซ่อน องว่างจึงคุมกองทัพติดตามกอเจือง ๆ ก็หนีต่อไปตั้งอยู่ที่ทุ่ง เชียงคำ องว่างตามไปไม่ทัน จับได้แต่ไพร่พลฮ่อพวกกอเจืองที่ เมืองซ่อนก็ฆ่าเสียเปนอันมาก แล้วองว่างก็กลับมาตั้งอยู่ที่เมืองควาย คำโหมพี่ชายข้าพเจ้าก็ออกไปคำนับองว่างองเหลงที่เมืองควาย ฝ่ายท้าวควายนั้นก็มาอ่อนน้อมอ้อนวอนขอโทษตัวต่อองว่าง องเหลงจะไม่คิดขบถต่อไป องว่างองเหลงก็ให้ท้าวควายทำสัญญา สาบาลเสียแล้วก็ไว้ชีวิตปล่อยตัวไป องว่างองเหลงจึงถามจียีว่า เหตุใดจึงยกมารบเมืองไล จียีให้การว่าท้าวโดยนำคนเก่า ท้าว โดยเหลน กับกวางกือ กวางย่าน รวม ๔ คนมีหนังสือบอกไปให้จียี ยกมารบเมืองไล แล้วคนทั้ง ๔ นี้สัญญาว่า ถ้ารบเมืองไลได้แล้วจะ ให้เงินค่าจ้าง เปนเงิน ๓๐๐๐ เบี้ย เบี้ยละ ๑๐ สลึงไทย เปนเงิน ผู้ไทยได้ ๓๐๐๐๐ สลึง ๆ เปน ๗๕๐๐ บาทไทย ๆ เปนเงิน ๙๓ ชั่ง ๑๕ บาท ครั้นจียีตีได้เมืองไลแล้ว คนทั้ง ๔ คนนั้นก็หนีไปเสียทางเมือง หลวงพระบาง องว่างองเหลงจึงมีหนังสือไปถึงบิดาข้าพเจ้าว่า ท้าวโดยนำคนเก่า ท้าวโดยเหลน กับกวางกือ กวางย่าน ๔ คนนี้เปนขบถ

๖๘ ชั่วมาก หนีไปอยู่เมืองใดก็ให้บิดาข้าพเจ้ามีหนังสือไปขอเอาตัว มาฆ่าเสีย บิดาข้าพเจ้าสืบรู้ว่าคน ๓ คน คือ ท้าวโดยเหลน ๑ กวางกือ ๑ กวางย่าน ๑ หนีไปอยู่เมืองงอยเมืองขึ้นของเมือง หลวงพระบาง บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งคนให้ถือหนังสือลงไปถวายเจ้า นครหลวงพระบาง จะขอเอาตัวคนขบถ ๓ คนมาฆ่าเสีย คนถือ หนังสือลงไปถึงเมืองขวา ท้าวเม้าเปนคนหนีไปตามท้าวโดยเหลน ๑ ซองกวานกงคน ๑ รวม ๒ คนจับเอาคนถือหนังสือได้ รู้ความในหนังสือแล้ว ท้าวเม้ากับซองกวานกงจึงพากันไปลอบฆ่าท้าวโดยเหลนกับกวางย่านเสียที่เมืองงอย ท้าวเม้ากับซองกวานกงจึงเก็บเอา เงินทองท้าวโดยเหลนได้ชั่ง ๑ ม้าตัว ๑ กับทั้งหนังสือของเจ้าเมืองไล ลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง ๆ จึงให้ตัวจับตัวท้าวเม้าจำตรวนไว้ซองกวานกงจึงหนีขึ้นไปเมืองไลแจ้งความต่อบิดาข้าพเจ้าทุกประการ บิดาข้าพเจ้าจึงรู้ว่าท้าวโดยนำคนเก่าหาได้หนีไปทางเดียวกันกับท้าวโดยเหลนไม่ ฝ่ายท้าวโดยนำคนเก่าหนีไปอยู่ป่ากับพวกเย้า ๆ กลัวบิดาข้าพเจ้าจะเอาโทษ จึงมาแจ้งความต่อบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงให้กรมการ คุมคนไปจับตัวท้าวโดยนำคนเก่าผู้คิดขบถนั้นฆ่าเสียที่ในป่าตำบลบ้านพวกเย้าในแดนเมืองไล ฝ่ายองว่างองเหลง จึงบอกไปให้บิดาข้าพเจ้าไปตั้งอยู่ เมืองแถง บิดาข้าพเจ้าจึงว่าในเมืองไลนี้เรือนก็ยังไม่ได้ปลูก เสบียง

๖๙ อาหารก็ยังไม่มีจะเลี้ยงกัน จึงให้กายโตงกับกวานฟองขุนนางแกว ไปตั้งอยู่เมืองแถงก่อน องว่างองเหลงก็กลับไปเมืองแกว ฝ่ายกวานฟองไปตั้งอยู่เมืองแถงกับกายโตงซึ่งเปนพระสวามิภักดิสยามเขตรนั้น อยู่ได้ ๓ เดือนกวานฟองป่วยก็กลับไปยังเมืองแกว เจ้าเมืองแกวจึงมีหนังสือมาให้บิดาข้าพเจ้าไปอยู่ดูแลรักษาเมืองแถง ถ้าไม่ไปจะเอาโทษ บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือไปถึงกายโตงให้เกณฑ์ คนปลูกที่พักคอยรับแลให้จัดทางเสียให้เรียบร้อย แลให้กายโตง ไปรับด้วย กายโตงก็ไม่ไป ครั้นณเดือน ๑๒ ปีมแมเบญจศก ๑๒๔๕ บิดาข้าพเจ้าจึงพา คำล่า คำฮุย คำจี คำโดย ผู้บุตรแลบุตรเขยกับกรมการแลบ่าวไพร่ ๑๐๐ คนเศษ ยกออกจากเมืองไลจะไปตั้งอยู่เมืองแถง จึงไปพัก นอนอยู่ที่ทุ่งนาในแดนเมืองไล พอท้าวนรสิงห์กับไพร่ประมาณ ๒๐ คนซึ่งเจ้านครหลวงพระบางแต่งให้ขึ้นไปสืบข่าวเมืองไล ขึ้นไปพบกับ บิดาข้าพเจ้าที่ทุ่งนานั้น ท้าวนรสิงห์จึงแจ้งความต่อบิดาข้าพเจ้าว่า เจ้านครหลวงพระบางแต่งให้ท้าวนรสิงห์ขึ้นไปสืบว่าเมืองไลเสียแก่ฮ่อจริงฤๅประการใด แลนายฮ่อนั้นชื่อไรบ้าง แลไปตั้งอยู่ที่เมืองใด บิดาข้าพเจ้าก็ให้ท้าวนรสิงห์จดหมายเอาถ้อยคำซึ่งบิดาข้าพเจ้าบอก ข้อความเรื่องเมืองไลเสียแก่พวกฮ่อ แลนายฮ่อมีชื่อนั้น ๆ ไปตั้ง อยู่ที่ตำบลนั้นๆแจ้งความชัดทุกประการ แล้วส่งท้าวนรสิงห์กับบ่าวไพร่ให้ลงมาทูลถวายเจ้านครหลวงพระบาง แล้วบิดาข้าพเจ้าก็ยกไป เมืองแถง กายโตงก็มิได้ปลูกที่พักรับบิดาข้าพเจ้า แลมิได้ให้

๗๐ จัดทางแลมิได้มารับบิดาข้าพเจ้าตามที่บิดาข้าพเจ้าสั่งไปแต่ก่อน ครั้นบิดาข้าพเจ้ายกไปใกล้จะถึงเมืองแถง พวกกรมการเมืองแถง ประมาณ ๕-๖ คนพาบ่าวไพร่ออกมารับบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงถามว่ากายโตงไปแห่งใดจึงไม่ออกมารับ พวกกรมการบอกว่ากายโตงคอยรับอยู่ที่ บ้านในเมือง บิดาข้าพเจ้าก็ยกเข้าไปในเมืองแถง จึงให้คนไปหาตัว กายโตงก็หาพบไม่ ๆ รู้ว่ากายโตงหนีไปอยู่แห่งใด บิดาข้าพเจ้า รู้ว่ากายโตงหนีไปแล้วก็หาว่าประการใดไม่ บิดาข้าพเจ้าพักอยู่ดูแลรักษาเมืองแถงได้เดือน ๑ มีคนที่เมืองควายมาบอกแก่บิดาข้าพเจ้าว่ากายโตงหนีไปอยู่เมืองควาย บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือไปถึงกายโตง ให้มาหา กายโตงก็หามาหาบิดาข้าพเจ้าไม่ ครั้นณเดือน ๔ ปีเดียวกัน กายโตงกับเจิงทง ท้าวควาย ไปร่วมคิดกัน รวบรวมคนฮ่อได้ประมาณ ๒๐๐ คนยกมาตีเมืองแถง ครั้นถึงเมืองฝั่ง ยังอิกทาง ๓ ชั่วโมงจะถึงเมืองแถง กายโตงจึงมี หนังสือมาถึงบิดาข้าพเจ้าให้ออกไปรับที่เมืองฝั่ง กายโตงจะกลับมา อยู่กับบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงให้คำกุ้ยผู้พี่ข้าพเจ้าคุมคน ๒๐ คน ออกไปรับกายโตงที่ตำบลบ้านหินดำ พอกายโตงยกมาแลเห็นคำกุ้ยกับบ่าว ไพร่ออกไป ห่างกันประมาณ ๒ เส้น กายโตงจึงเรียกให้คำกุ้ย ไปรับหนังสือ คำกุ้ยให้คนใช้วิ่งไปรับ พอคนใช้เดินใกล้เข้าไป ประมาณ ๕ วา ๖ วา พวกฮ่อกับกายโตงก็เอาปืนยิงถูกคนใช้ชื่อ โป๑ กัน ๑ ทั้ง ๒ คน แต่หาถึงเปนอันตรายไม่ คำกุ้ยรู้ว่า กายโตงเปนขบถต่อบิดาแน่แล้ว จึงเร่งบ่าวไพร่ใหัยิงปืนต่อรบกัน

๗๑ ฝ่ายบิดาข้าพเจ้าอยู่ในเมืองแถงได้ยินเสียงปืนยิงอยู่หลายนัดดังนั้นก็แปลกใจ จึงให้คำฮุยกับกรมการคน ๑ คุมคน ๔๐ เศษ ยกออกไปดู ถ้าเห็นคำกุ้ยรบอยู่กับพวกใด ก็ให้เข้าช่วยคำกุ้ยรบ คำฮุยยกออกไปเห็นคำกุ้ยรบอยู่กับพวกกายโตงแลท้าวควาย ก็เร่ง บ่าวไพร่เข้าช่วยรบอยู่จนเวลาจวนค่ำ กายโตงกับท้าวควายสู้ไม่ได้ เสียทีแตกหนี กายโตงหนีไปทางเมืองโพนไทรซึ่งขึ้นกับเมือง หลวงพระบาง ท้าวควายพาบ่าวไพร่หนีไปทางเมืองควาย ในเวลา ที่คำกุ้ยคำฮุยรบกันกับกายโตงแลท้าวควายนี้ ท้าวนรสิงห์กับตาแสงเมืองขวา แสนกวานเมืองลา ๓ คนนี้ซึ่งเจ้านครหลวงพระบางแต่ง ให้ขึ้นไปหาตัวบิดาข้าพเจ้า ยังพักอยู่กับบิดาข้าพเจ้าที่เมืองแถง ได้รู้ข้อความนี้ตลอด แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงแต่งหนังสือให้กรมการ เมืองไล ๓ นาย ถือหนังสือลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง กับม้า ผู้ ๒ ม้า พร้อมกันกับท้าวนรสิงห์ แลตาแสงเมืองขวา แสนกวาน เมืองลา ข้าหลวงซึ่งขึ้นไปนั้น ใจความในหนังสือนั้นว่า บิดาข้าพเจ้ายังติดด้วยจัดการ บ้านเมืองไม่เรียบร้อย เมื่อการบ้านเมืองปรกติเรียบร้อยแล้ว บิดาข้าพเจ้าจะลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง แลบอกลงไปว่ากายโตง เปนขบถต่อบิดาข้าพเจ้า บัดนี้หนีลงไปอยู่เมืองโพนไทรหัวเมือง ขึ้นของเมืองหลวงพระบาง กรมการ ๓ นายถือหนังสือแลคุมม้าลงมา ถึงเมืองงอย ในเวลานั้นพระยาพิไชย (มิ่ง) กับเจ้าราชวงษ์เมือง หลวงพระบางยกกองทัพขึ้นไปเมืองงอย จะไปรบพวกฮ่อทุ่ง

๗๒ เชียงคำ กรมการ ๓ นายก็นำหนังสือแลม้าผู้ ๒ ม้า เข้าไปคำนับ พระยาพิไชยแลเจ้าราชวงษ์ที่ทำเนียบเมืองงอย พระยาพิไชยกับ เจ้าราชวงษ์รับหนังสือแลม้าของบิดาข้าพเจ้าไว้ แล้วว่าจะส่งหนังสือ ลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง แล้วให้กรมการ ๓ นายกลับขึ้นไป ยังเมืองแถง พระยาพิไชยกับเจ้าราชวงษ์ จึงแต่งให้ไปรับกายโตง ที่เมืองโพนไทรลงไปไว้ยังเมืองหลวงพระบาง ณเดือน ๕ ปีวอกยังเปนเบญจศก เจ้านครหลวงพระบาง จึงแต่งให้ท้าวนรสิงห์กับบ่าวไพร่ประมาณ ๑๗ คน ขึ้นไปหาบิดาข้าพเจ้า ในขณะนั้นบิดาข้าพเจ้ากลับมาอยู่เมืองไล ให้คำฮุยเปน บังเบียน คือ เปนผู้ช่วยที่ ๒ อยู่รักษาเมืองแถง ท้าวนรสิงห์ก็พา บ่าวไพร่ไปหาบิดาข้าพเจ้าที่เมืองไล แจ้งความว่าบัดนี้เจ้านครหลวงพระบางให้คนไปรับตัวกายโตงที่เมืองโพนไทร ลงมาอยู่ที่เมือง หลวงพระบางแล้ว ให้บิดาข้าพเจ้าลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง จะได้ชำระความกันให้เห็นเท็จแลจริง บิดาข้าพเจ้าจึงจัดได้ม้า ผู้ผ่านม้า ๑ ให้ท้าวนรสิงห์นำลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบางแลให้ กราบทูลว่า ณเดือน ๑๒ ปีรกาสัปตศก บิดาข้าพเจ้าจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้วจึงจะลงไปเฝ้า ท้าวนรสิงห์ก็นำม้าลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง แลกราบทูลตามคำบิดาข้าพเจ้านั้นทุกประการ ครั้น แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงแต่งคนให้ถือหนังสือลงไปทูลเจ้าแกวว่า เจิงทง ท้าวควายคิดขบถอิก คบคิดกับกายโตงยกไปรบเมืองแถง บัดนี้ กายโตงหนีลงไปอยู่ยังเมืองหลวงพระบาง แต่ท้าวควายตั้งอยู่ที่

๗๓ เมืองควายซ่องสุมพวกฮ่อไว้มาก เจ้าแกวจึงมีหนังสือตอบขึ้นมาว่า ให้บิดาข้าพเจ้าเกณฑ์กำลังเมืองสิบสองจุไทย ให้มาช่วยกันรบ ท้าวควาย ให้จับเปนจงได้ ถ้าจับเปนไม่ได้ก็ให้ฆ่าเสียทีเดียว แล้ว ตัดเอาศีศะส่งไปเมืองแกว บิดาข้าพเจ้าจึงบอกหนังสือไปถึงหัวเมือง ต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย ให้ยกกำลังมาช่วยกันรบท้าวควายที่เมือง ควาย ท้าวควายสู้ไม่ได้หนีเข้าป่าไป แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงบอกหนังสือ ไปยังเมืองแกวว่า ท้าวควายหนีไปจับตัวยังหาได้ไม่ เจ้าแกว จึงตั้งให้กวานแกวขุนนางญวนคน ๑ ขึ้นมาเปนเจ้าเมืองควาย แล ตั้งให้หลีตึบผู้เปนอาว์ท้าวควายนั้นเปนโพไล กรมการที่ ๒ รองเจ้าเมืองอยู่ได้เดือนเศษ ท้าวควายซึ่งหนีออกไปอยู่ป่านั้นยกกลับเข้ามาเมืองควาย จับโทไลผู้เปนอาว์ฆ่าเสีย แล้วจะจับกวานแกวผู้เปนเจ้าเมือง ฆ่าเสียด้วย กวานแกวเจ้าเมืองหนีได้จึงรอดตาย ท้าวควายก็คุม พวกฮ่อเข้าตั้งอยู่เมืองควาย ฝ่ายกวานแกวหนีลงไปฟ้องต่อเจ้าแกว ๆ จึงมีหนังสือขึ้นมาถึงบิดาข้าพเจ้า ให้คิดอ่านฆ่าท้าวควายผู้ขบถเสียให้ได้ ถ้าฆ่าไม่ได้ เจ้าแกวจะลงโทษแก่บิดาข้าพเจ้า ๆ จึงเกณฑ์กำลังเมืองไล แล เมืองขึ้นต่าง ๆ ของเมืองไลได้คน ๒๐๐ แต่งให้คำโดยกับกรมการ ๓ นายยกไปรบท้าวควายที่เมืองควาย ท้าวควายทานกำลังกองทัพ คำโดยไม่ได้ก็แตกหนีเข้าป่า เมื่อรบกันนั้นท้าวควายถูกกระสุนปืน แห่ง ๑ ที่ใต้ตาข้างซ้ายเจ็บลำบากอยู่ ญาติพี่น้องของท้าวควายผู้ ๑ ๑๐

๗๔ ชื่ออาน ซึ่งแตกหนีไปอยู่ป่าด้วย คิดเอาใจออกหากท้าวควาย จึงมาสารภาพลุแก่โทษแจ้งความทั้งนี้แก่คำโดย แลบอกให้ไป จับตัวท้าวควาย คำโดยจึงแต่งให้ท้าวนาไทรกับกรมการมีชื่อ อิก ๒ นายคุมคน ๓๐เศษ ไปล้อมจับท้าวควายที่ตำบลห้วยกาในป่าแดนเมืองควาย ได้ตัวท้าวควายแล้วก็ฆ่าเสีย ตัดเอาศีศะมาให้ แก่คำโดย ๆ ได้ศีศะท้าวควายแล้วก็ยกกลับไปเมืองไล จึงนำเอา ศีศะท้าวควายขึ้นให้แก่บิดาข้าพเจ้า ๆ จึงให้เอาศีศะท้าวควายใส่หีบแล้วแต่งให้กรมการคุมลงไปส่งยังบ้านเมืองแถว ครั้นณปีวอกฉศก ๑๒๔๖ พระยาเมืองซ้ายขุนนางเมืองหลวงพระบางกับบ่าวไพร่ ๒๐ คน ขึ้นไปหาบิดาข้าพเจ้าที่เมืองไล บอกว่าพระยาพิไชย กับคนฝรั่งซึ่งเปนพระวิภาคภูวดลขุนนางกรุงเทพ ฯ แลเจ้าราชวงษ์เมืองหลวงพระบางขึ้นมาพักอยู่ที่เมืองแถงแล้ว ให้บิดาข้าพเจ้าลงไปคำนับพระยาพิไชยแลเจ้าราชวงษ์ที่เมืองแถง บิดาข้าพเจ้าบอกต่อพระยาเมืองซ้าย ว่าตั้งแต่ชราลงหูก็ตึงกาก็มืดมัว ให้ป่วยไปทุกวัน ลงไปมิได้ จึงให้คำกุ้ย คำล่า กับกรมการ ๔ คน คุมม้าผู้ ๔ ม้า กับบ่าวไพร่ ๑๐ คน ลงไปคำนับพระยาพิไชยแล พระวิภาคภูวดล เจ้าราชวงษ์ที่เมืองแถง พร้อมด้วยพระยาเมืองซ้าย แต่ม้านั้นให้พระยาพิไชยม้า ๑ ถวายเจ้าราชวงษ์ม้า ๑ ให้พระวิภาคภูวดลม้า ๑ แต่ให้พระยาเมืองซ้ายนั้นม้า ๑ กับเงินมุ่นหนัก ๓๐ บาทแล้วพระวิภาคภูวดลจึงชักรูปคำกุ้ย คำล่า กับกวางถือ กวางเหลง ฟูแย้เปารวม ๕ คน แล้วพระยาพิไชย แลเจ้าราชวงษ์ พระวิภาคภูวดล

๗๕ บอกแก่คำกุ้ย คำล่าว่า ณเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ปีน่า จะให้พระยา เมืองซ้ายคุมเรือขึ้นไปที่เมืองแถง แลจะรับคำกุ้ย คำล่า กับ กรมการเมืองไลเมืองแถงบ้างลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง แล้ว พระยาพิไชย กับเจ้าราชวงษ์ พระวิภาคภูวดล ก็กลับลงมาเมือง หลวงพระบาง สิ้นคำให้การในตอนนี้

บานพแนก เมืองหลวงพระบางราชธานี ณวัน ๗ ฯ ๓ ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศก ๑๒๕๐ ? ข้าพเจ้า พระพลัษฎานุรักษ์ ปลัดทัพ ได้รับพระราชทาน หาตัวท้าวขุนกรมการแลผู้เถ้าผู้แก่ในเมืองแถง มาไล่เลียงตรวจ สอบด้วยต้นเดิมของเมืองแถงพอเปนเค้าเลา ๆ ความตามมูลเหตุเดิมเปนความปรำปรา ปู่เล่าย่าตาเล่ายายสืบกันมาบ้าง เปนเรื่องซึ่ง ในเวลาท้าวขุนได้ทราบการเห็นการเองบ้าง เก็บความร้อยกรองขึ้น พอเปนเค้าเลาความ จะเปนการถี่ถ้วนนักก็มิอาจจะสืบสวนได้ โดยถนัด เพราะด้วยในเมืองแถงเปนคนป่าดง ความที่จะจดจำ มั่นคงก็เปนท่อนเปนบั้น ฟั่นเฟือนแผกผันคลาศเคลื่อนไม่เปนต้นปลาย ด้วยเหตุนั้นความซึ่งจะบรรยายจึงไม่บริบูรณ์ถ้วนถี่ ถึงดังนั้นก็ดีพอเปนทางที่จะเห็นเค้าเงาเงื่อนได้บ้าง ซึ่งเปนต้นเดิมสืบมา ได้รับพระราชทานพิจารณาตรวจสอบโดยรอบคอบตามคำให้การ ความเดิมเบื้องต้นของพงษาวดารที่เปนความเลื่อนลอยผิดธรรมดา คือกล่าวถึง เมืองฟ้าแลเทพยดาลงมาเกิดเอากำเนิดเปนต้นชาติต้นแซ่ ความ ข้อนี้เปนแน่ที่จะหาเปนจริงดังนั้นไม่ เรียบเรียงไปตามคำให้การ มิได้เปนหลักฐานอ้างเหตุอันใด ย่อมเปนไปตามอัตโนมัติของคน ภายหลังหยิบยกมาตั้งพอเปนต้นที่จะได้เรียบเรียงต่อไป เปนอันดับ มาถึงในปัตยุบันบัดนี้

๗๗ ในข้อความซึ่งได้เรียบเรียงมีความเปนหลายประการ ที่จะเทียบเคียงพอเปนหลักฐานได้บ้าง ดังจะมีความต่อไปในภายหลัง แต่ข้อความนั้นเปนส่วนเหตุการณ์เฉภาะแต่ในเมืองแถง ความซึ่ง เมืองหลวงพระบางได้เกี่ยวข้องจัดการในเมืองแถงแต่เดิมมา แล ข้อความพิศดารด้วยเมืองแถงนี้ซึ่งเปนเดิมนั้น จะมีความแจ้งอยู่ ในพงษาวดารของเมืองหลวงพระบางเปนส่วน ๑ ส่วนของเมืองแถงนี้เปนเรื่องยืดยาวกล่าวด้วยบ้านเมืองยุคเข็ญ บางคาบญวนมาจัดการ บางคาบลาวไปจัดการ แลบางทีพม่าบ้าง ลาวพุงดำบ้างมาจัดการ คือตั้งเจ้าเมืองขึ้นเปนต้น กับข้อความซึ่งเกิดโจรผู้ร้ายมีข่าแจะเปน เจือง แลจีนโจรฮ่อมาปล้นบ้านเมือง ราษฎรทิ้งถิ่นที่เข้ามาตั้ง อยู่ในเมืองชั้นในบ้าง เข้าอยู่ในป่าดงบ้าง ตำบลบ้านทิ้งร้างว่างเปล่า มาหลายครั้งหลายหน แต่ชาติของชนผู้ไทยนั้นเปนคนตาหูสั้น เช่นสัตว์ เมื่อไม่มีอันตรายแล้วก็อพยพกันไปตั้งอิก ถือว่าเปนที่ เกิดเดิม เมื่ออันตรายคือโจรเปนต้นมีมาก็ล้มตายได้ยากแค้นระหก ระเหินต่อไป เมื่อสิ้นไภยกลับมาตั้งอยู่อิกเปนครั้งคราวดังนี้เสมอมา มิได้คิดต่อสู้ ได้รับพระราชทานเรียบเรียงข้อความแต่เบื้องต้นของเมืองแถงเปนอันดับมาจนถึงบัดนี้ ตามคำให้การของท้าวขุนเมืองแถงดังต่อไปนี้ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด