ข้ามไปเนื้อหา

พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และ 2ฯ

จาก วิกิซอร์ซ
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
เล่ม ๔๒น่า ๑
ราชกิจจานุเบกษา

ตราราชโองการ
ตราราชโองการ
พระราชกฤษฎีกา
ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ ๑ และ ๒ ที่ได้ตรวจชำระใหม่

มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า

จำเดิมแต่ได้ออกประกาศประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑ และ ๒ แต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ เปนต้นมา ได้มีความเห็นแนะนำมากหลาย เพื่อยังประมวลกฎหมายนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

และเมื่อได้พิจารณาโดยถ่องแท้แล้ว เห็นเปนการสมควรให้ตรวจชำระบทบัญญัติในบรรพ ๑ และ ๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นใหม่

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า บทบัญญัติเดิมในบรรพ ๑ และ ๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้แต่ณวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๖ นั้น ให้ยกเลิกเสียสิ้น และใช้บทบัญญัติที่ได้ตรวจชำระใหม่ต่อท้ายพระราชกฤษฎีกานี้แทนสืบไป

ประกาศมาณวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๘ เปนปีที่ ๑๖ ในรัชกาลปัตยุบันนี้

สารบัญ
ข้อความเบื้องต้น
ลักษณ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณ 2 บุคคล
หมวด 1 บุคคลธรรมดา
ส่วนที่ 1 สภาพบุคคล
ส่วนที่ 2 ความสามารถ
ส่วนที่ 3 ภูมิ์ลำเนา
ส่วนที่ 4 สาบสูญ
หมวด 2 นิติบุคคล
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ส่วนที่ 2 มูลนิธิ
ลักษณ 3 ทรัพย์
ลักษณ 4 นิติกรรม
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 2 แสดงเจตนา
หมวด 3 โมฆะและโมฆียะกรรม
หมวด 4 เงื่อนไขและเงื่อนเวลาเริ่มต้นฤๅเวลาสิ้นสุด
ลักษณ 5 ระยะเวลา
ลักษณ 6 อายุความ
ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หมวด 1 วัดถุแห่งหนี้
หมวด 2 ผลแห่งหนี้
ส่วนที่ 1 การไม่ชำระหนี้
ส่วนที่ 2 รับช่วงสิทธิ
ส่วนที่ 3 การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้
ส่วนที่ 4 เพิกถอนการฉ้อฉล
ส่วนที่ 5 สิทธิยึดหน่วง
ส่วนที่ 6 บุริมะสิทธิ
(1) บุริมะสิทธิสามัญ
(2) บุริมะสิทธิพิเศษ
(ก) บุริมะสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
(ข) บุริมะสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์
(3) ลำดับบุริมะสิทธิ
(4) ผลแห่งบุริมะสิทธิ
หมวด 3 ลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายคน
หมวด 4 โอนสิทธิเรียกร้อง
หมวด 5 ความระงับหนี้
ส่วนที่ 1 การชำระหนี้
ส่วนที่ 2 ปลดหนี้
ส่วนที่ 3 หักกลบลบหนี้
ส่วนที่ 4 แปลงหนี้ใหม่
ส่วนที่ 5 หนี้เกลื่อนกลืนกัน
ลักษณ 2 สัญญา
หมวด 1 ก่อให้เกิดสัญญา
หมวด 2 ผลแห่งสัญญา
หมวด 3 มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ
หมวด 4 เลิกสัญญา
ลักษณ 3 จัดการงารนอกสั่ง
ลักษณ 4 ลาภมิควรได้
ลักษณ 5 ลเมิด
หมวด 1 ความรับผิดเพื่อลเมิด
หมวด 2 ค่าสินไหมทดแทนเพื่อลเมิด
หมวด 3 นิรโทษกรรม


มาตรากฎหมายนี้ให้เรียกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตราให้ใช้ประมวลกฎหมายนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนมกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๘ เปนต้นไป

มาตราตั้งแต่วันที่ใช้ประมวลกฎหมายนี้สืบไป ให้ยกเลิกบันดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายนี้ ฤๅซึ่งแย้งกับบทแห่งประมวลกฎหมายนี้



มาตราอันกฎหมายนั้น ท่านว่า ต้องใช้ในบันดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรฤๅตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ

เมื่อใดไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น

ถ้าและไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ท่านให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนี้ก็ไม่มีด้วยไซร้ ท่านให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

มาตราในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ท่านว่า บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต

มาตราท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต

มาตราถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และดอกเบี้ยนั้นมิได้กำหนดอัตราไว้โดยนิติกรรมฤๅโดยบทกฎหมายอันใดอันหนึ่งชัดแจ้งไซร้ ท่านให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

มาตราคำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี ไม่มีใครจะอาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสพฤๅใกล้จะต้องประสพเหตุนั้นจะได้จัดการรมัดรวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลนั้นในฐานะเช่นนั้น

มาตราเมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเปนหนังสือไซร้ ท่านว่า บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเปนต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น

ถ้าบุคคลผู้ใดใช้ตราประทับแทนลงลายมือชื่ออยู่เปนปรกติ การประทับตราเช่นนั้น ท่านว่า เสมอกับลงลายมือชื่อ

ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ฤๅเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นก็ดี ทำลงในเอกสาร หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้ว ท่านว่า เสมอกับลงลายมือชื่อ

มาตรา๑๐เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้เปนสองนัย นัยไหนจะทำให้เปนผลบังคับได้ ท่านให้ถือเอาตามนัยนั้น ดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล

มาตรา๑๑ในกรณีที่มีข้อสงสัย ท่านให้ตีความไปในทางที่เปนคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเปนผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น

มาตรา๑๒ลงจำนวนเงินฤๅปริมาณในเอกสารด้วยตัวอักษรและตัวเลข ถ้าตัวอักษรกับเลขทั้งสองอย่างนั้นไม่ตรงกัน และศาลมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ไซร้ ให้ฟังเอาจำนวนเงินฤๅปริมาณซึ่งเขียนเปนตัวอักษรนั้นเปนประมาณ

มาตรา๑๓ถ้าจำนวนเงินฤๅปริมาณได้แสดงไว้เปนตัวอักษรหลายแห่งฤๅตัวเลขหลายแห่ง แต่ที่แสดงไว้หลายแห่งนั้นไม่ตรงกัน และศาลมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ไซร้ ให้ฟังเอาจำนวนเงินฤๅปริมาณน้อยที่สุดเปนประมาณ

มาตรา๑๔ถ้าเอกสารทำขึ้นไว้เปนสองภาษา เปนภาษาไทยภาษาหนึ่ง ภาษาอื่นภาษาหนึ่ง แต่ข้อความในสองภาษานั้นแตกต่างกัน และศาลมิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะให้ใช้ภาษาใดบังคับไซร้ ท่านถือเอาภาษาไทยบังคับ




มาตรา๑๕สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเปนทารก และสุดสิ้นลงเมื่อตาย

ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถจะมีสิทธิต่าง ๆ ได้ หากว่าภายหลังเกิดมารอดอยู่

มาตรา๑๖ถ้าเปนพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้วันเกิดของบุคคลผู้ใด ท่านให้นับอายุบุคคลผู้นั้นตั้งแต่วันต้นแห่งปีประดิทินหลวงซึ่งเปนปีที่บุคคลผู้นั้นเกิด

มาตรา๑๗ถ้าบุคคลหลายคนถึงชีวิตันตรายในเหตุภยันตรายร่วมกัน และเปนการพ้นวิสัยจะกำหนดได้ว่าคนไหนถึงชีวิตันตรายก่อนหลังไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ตายพร้อมกัน

มาตรา๑๘สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี ฤๅบุคคลผู้เจ้าของนามนั้นต้องเสื่อมเสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อยู่มาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจให้ใช้ได้ก็ดี ท่านว่า บุคคลผู้เจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลอื่นนั้นระงับความเสียหายก็ได้ ถ้าและเปนที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้องขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้


มาตรา๑๙เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะ

มาตรา๒๐ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำเมื่อฝ่ายชายผู้เยาว์มีอายุสิบเจ็ดปี และฝ่ายหญิงผู้เยาว์มีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว

มาตรา๒๑อันผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน บันดาการใด ๆ อันผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้น ท่านว่า เปนโมฆียะ เว้นแต่ที่จะกล่าวไว้ในมาตราทั้งสี่ต่อไปนี้

มาตรา๒๒ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเปนเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง ฤๅเปนการเพื่อให้หลุดพ้นจากน่าที่อันใดอันหนึ่ง

มาตรา๒๓ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้นซึ่งเปนการต้องทำเองเฉภาะตัว

มาตรา๒๔ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้นซึ่งเปนการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเปนการอันจำเปนเพื่อเลี้ยงชีพตามสมควร

มาตรา๒๕ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรม์ได้เมื่อมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์

มาตรา๒๖ถ้าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ผู้เยาว์จำหน่ายทรัพย์สินเพื่อการอันใดอันหนึ่งอันได้ระบุให้ ท่านว่า ผู้เยาว์จะจำหน่ายทรัพย์สินนั้นเปนประการใดภายในขอบของการที่ระบุให้นั้น ก็ทำได้ตามใจสมัค อนึ่งถ้าได้รับอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินโดยมิได้ระบุว่าเพื่อการอันใด ผู้เยาว์ก็จำหน่ายได้ตามใจสมัค

มาตรา๒๗ผู้เยาว์จะขออนุญาตผู้แทนโดยชอบธรรมเพื่อทำกิจการค้าขายรายหนึ่งฤๅหลายรายก็ได้ ถ้าผู้แทนโดยชอบธรรมไม่อนุญาต และผู้เยาว์ร้องขอต่อศาล ๆ จะมีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้เยาว์ทำกิจการค้าขายก็ได้ เมื่อเห็นว่าการนั้นจะเปนคุณประโยชน์แก่ผู้เยาว์

มาตรา๒๘ผู้เยาว์ได้รับอนุญาตให้ทำกิจการค้าขายรายหนึ่งฤๅหลายรายแล้ว ในความเกี่ยวพันกับกิจการค้าขายอันนั้น ท่านว่า ผู้เยาว์ย่อมมีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วฉนั้น

ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้เยาว์ไม่สามารถจัดการค้าขายนั้นได้ ผู้แทนโดยชอบธรรมฤๅศาลจะกลับถอนคืนอนุญาตเสียก็ได้ สุดแล้วแต่กรณี

มาตรา๒๙บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าภริยาสามีก็ดี ผู้บุพการี กล่าวคือบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดาน กล่าวคือลูก หลาน เหลน ลื้อก็ดี ผู้อนุบาลฤๅผู้พิทักษ์ก็ดี ฤๅพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลแล้ว ศาลจะสั่งให้บุคคลผู้นั้นเปนคนไร้ความสามารถก็ได้

คำสั่งศาลอันนี้ให้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๓๐บุคคลผู้ซึ่งศาลได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถนั้น ท่านว่า ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล

มาตรา๓๑การใด ๆ อันบุคคลผู้ซึ่งศาลได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถได้ทำลง การนั้นท่านว่า เปนโมฆียะ

มาตรา๓๒การใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตได้ทำลง แต่หากบุคคลนั้นศาลยังมิได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถไซร้ ท่านว่า การนั้นจะเปนโมฆียะต่อเมื่อพิศูจน์ได้ว่าได้ทำลงในเวลาซึ่งบุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วว่าผู้ทำเปนคนวิกลจริต

มาตรา๓๓ถ้าเหตุอันทำให้ไร้ความสามารถได้สุดสิ้นไปแล้ว และเมื่อตัวบุคคลผู้นั้นเองฤๅบุคคลใด ๆ ดังกล่าวมาในมาตรา ๒๙ นั้นร้องขอต่อศาล ก็ให้ศาลถอนคำที่ได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถนั้นให้

คำสั่งของศาลถอนคำสั่งเดิมนี้ให้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๓๔บุคคลผู้ใดไม่สามารถจะจัดทำการงารของตนเองได้ เพราะกายพิการฤๅจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบก็ดี เพราะความประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเปนอาจิณก็ดี เพราะเปนคนติดสุรายาเมาก็ดี เมื่อบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดดังระบุไว้ในมาตรา ๒๙ ร้องขอต่อศาล ศาลจะสั่งให้บุคคลผู้นั้นเปนคนเสมือนไร้ความสามารถ และสั่งให้ผู้นั้นอยู่ในความพิทักษ์ก็ได้

คำสั่งศาลนี้ให้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๓๕บุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวต่อไปนี้ได้ คือ

(๑)รับฤๅใช้เงินทุน

(๒)ทำสัญญากู้ยืม ฤๅรับประกัน

(๓)ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาฤๅปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ฤๅในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า

(๔)ทำการอันหนึ่งอันใดเกี่ยวด้วยคดีความในศาล เว้นแต่การร้องขอถอนผู้พิทักษ์

(๕)ให้โดยเสนหา ฤๅปรานีปรานอมยอมความ ฤๅทำความตกลงให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาคดี

(๖)รับฤๅบอกสละความเปนทายาท

(๗)บอกปัดไม่รับเมื่อเขาได้ให้โดยเสนหา ฤๅไม่รับส่วนทรัพย์มรดก ฤๅรับเอาทรัพย์เขาให้ฤๅทรัพย์มรดกอันมีค่าภาระติดพัน

(๘)ก่อสร้าง ปลูกสร้างซ่อมแปลง ฤๅขยายโรงเรือนให้ใหญ่ขึ้น ฤๅทำการซ่อมแซมอย่างใหญ่

(๙)เช่าฤๅให้เช่าทรัพย์สินเปนสังหาริมทรัพย์มีกำหนดนานกว่าหกเดือน ฤๅเปนอสังหาริมทรัพย์มีกำหนดนานกว่าสามปี

อนึ่งในพฤติการณ์อันสมควร ศาลจะสั่งว่าบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนเพื่อทำการอื่นใดนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นอีกก็ได้

การใดอันกระทำลงฝ่าฝืนบทบัญญัติทั้งหลายซึ่งกล่าวข้างบนนี้ ท่านว่า เปนโมฆียะ

มาตรา๓๖ถ้าเหตุอันทำให้เปนบุคคลเสมือนไร้ความสามารถนั้นได้สุดสิ้นไปแล้ว ท่านให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๓ มาใช้บังคับตามแต่กรณี

มาตรา๓๗หญิงมีสามีนั้น ในส่วนที่เกี่ยวด้วยสินส่วนตัว ย่อมมีฐานะอย่างบุคคลผู้บรรลุนิติภาวะ

มาตรา๓๘ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติทั้งหลายต่อไปนี้ หญิงมีสามี ถ้ามิได้รับอนุญาตของสามี หาอาจทำการอันหนึ่งอันใดที่จะผูกพันสินบริคณห์ได้ไม่

การใดอันกระทำลงฝ่าฝืนบทบัญญัติอันนี้ ท่านว่า เปนโมฆียะ

มาตรา๓๙ในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ หญิงมีสามีย่อมทำการอันผูกพันส่วนของตนในสินบริคณห์ได้โดยมิพักต้องได้รับอนุญาตของสามี คือ

(๑)เมื่อเปนการไม่แน่นอนว่าสามียังมีชีวิตอยู่ฤๅตายแล้ว

(๒)เมื่อสามีได้สละละทิ้งตน

(๓)เมื่อสามีถูกศาลสั่งแสดงให้เปนคนไร้ความสามารถฤๅเสมือนไร้ความสามารถ

(๔)เมื่อสามีวิกลจริตต้องเข้าอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อพิทักษ์รักษา

(๕)เมื่อสามีต้องคำพิพากษาลงอาญาจำคุกปีหนึ่งขึ้นไป ฤๅอาญาแรงกว่านั้น และกำลังรับโทษอยู่

มาตรา๔๐หญิงมีสามีอาจทำพินัยกรรม์ว่าด้วยส่วนของตนในสินบริคณห์ได้ มิพักต้องได้อนุญาตของสามี

มาตรา๔๑ถ้าหญิงมีสามีได้รับอนุญาตของสามีให้ทำกิจการค้าขายอันใดอันหนึ่งแยกเปนส่วนหนึ่งต่างหากแล้ว จะทำนิติกรรมและอรรถคดีอย่างใด ๆ ภายในขอบแห่งกิจการค้าขายอันนั้น ก็หาจำเปนต้องมีอนุญาตของสามีอีกชั้นหนึ่งไม่

ถ้าหญิงนั้นทำกิจการค้าขายเช่นนั้นด้วยความรู้เห็นของสามี และสามีก็มิได้ทักท้วงประการใดไซร้ ท่านให้ถือว่า สามีได้อนุญาตแล้วโดยปริยาย

อนึ่งกรณีจะเปนอย่างไรก็ตาม หญิงมีสามีจะทำการผูกพันถึงสินบริคณห์ได้แต่เฉภาะเพียงที่เปนส่วนของตนเท่านั้น

มาตรา๔๒สามีจะถอนคืนฤๅจำกัดข้ออนุญาตอันตนได้ให้ไว้นั้นก็ได้ แต่การถอนคืนฤๅจำกัดเช่นว่านี้หาอาจจะยกขึ้นเปนข้อต่อสู้บุคคลผู้ทำการโดยสุจริตได้ไม่

มาตรา๔๓ถ้าสามีหน่วงฤๅถอนการอนุญาตโดยปราศจากเหตุอันสมควร หญิงมีสามีจะร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งอนุญาตให้ตนจัดการแก่ส่วนของตนในสินบริคณห์ก็ได้

เวลาพิจารณาคำร้อง ต้องเรียกสามีมาสู่ศาลด้วย

เมื่อศาลเห็นว่าการนั้นจะเปนคุณประโยชน์แก่หญิงนั้น จะออกคำสั่งอนุญาตก็ได้ และศาลจะถอนคืนฤๅจำกัดข้อคำสั่งอนุญาตนั้นก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร


มาตรา๔๔ภูมิ์ลำเนาของบุคคลธรรมดาได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เปนแหล่งสำคัญ

มาตรา๔๕ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไปก็ดี ฤๅมีหลักแหล่งที่ทำการเปนปรกติต่างแห่งหลายแห่งก็ดี ท่านให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งดังกล่าวมาก่อนและหลังนั้นว่า เปนภูมิ์ลำเนาของบุคคลนั้น

มาตรา๔๖ถ้าภูมิ์ลำเนาไม่ปรากฎ ท่านให้ถือว่า ถิ่นที่อยู่เปนภูมิ์ลำเนา

มาตรา๔๗บุคคลธรรมดาซึ่งเปนผู้ไม่มีที่อยู่ปรกติเปนหลักแหล่งก็ดี ฤๅเปนผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากสำนักหลักแหล่งที่ทำการงารก็ดี พบตัวในถิ่นไหน ท่านให้ถือเอาว่า ถิ่นนั้นเปนภูมิ์ลำเนาของบุคคลนั้น

มาตรา๔๘ภูมิ์ลำเนาย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาปรากฎว่าจงใจจะเปลี่ยนภูมิ์ลำเนา

มาตรา๔๙ถ้าได้เลือกเอาถิ่นใดเปนภูมิ์ลำเนาแต่เฉภาะการเพื่อจะทำการอันใดอันหนึ่ง ท่านให้ถือว่า ถิ่นนั้นเปนภูมิ์ลำเนาในการอันนั้น

มาตรา๕๐หญิงมีสามีถือเอาภูมิ์ลำเนาของสามี ถ้าสามีไปตั้งภูมิ์ลำเนาในถิ่นต่างประเทศและหญิงนั้นมิได้ตามไปอยู่ด้วย และไม่จำต้องตามไปอยู่ด้วยไซร้ ท่านว่า หญิงนั้นย่อมมิได้ถือเอาภูมิ์ลำเนาของสามี

ตราบใดสามียังไม่มีภูมิ์ลำเนาฤๅไม่มีใครรู้ว่ามีภูมิ์ลำเนาแห่งใด ฤๅหญิงมีสามีมิได้ถือเอาภูมิ์ลำเนาของสามีไซร้ ตราบนั้นฝ่ายหญิงจะถือเอาภูมิ์ลำเนาต่างหากจากสามีก็ได้

มาตรา๕๑ภูมิ์ลำเนาของผู้เยาว์ ฤๅของบุคคลผู้ไร้ความสามารถนั้น ได้แก่ภูมิ์ลำเนาของผู้แทนโดยชอบธรรม

มาตรา๕๒ข้าราชการทั้งปวงนั้น ท่านถือว่า ย่อมมีภูมิ์ลำเนาณถิ่นอันเปนที่ทำการตามตำแหน่งน่าที่ หากมิใช่เปนตำแหน่งน่าที่ชั่วคราวชั่วระยะเวลา ฤๅเปนเพียงแต่งตั้งไปเฉภาะการครั้งหนึ่งครั้งเดียว


มาตรา๕๓ถ้าบุคคลใดไปเสียจากภูมิ์ลำเนาฤๅถิ่นที่อยู่ ทั้งมิได้ตั้งตัวแทนมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าเปนตายร้ายดีอย่างไรไซร้ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่ง ฤๅพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล ๆ จะสั่งการให้ทำพลางตามที่จำเปนเพื่อจัดการทรัพย์สินของบุคคลนั้นก็ได้

อนึ่งเมื่อเวลาได้ล่วงไปปีหนึ่งแล้วนับแต่วันที่บุคคลนั้นไปเสียจากภูมิ์ลำเนาฤๅถิ่นที่อยู่ ไม่มีใครได้รับข่าวคราวประการใดเลยก็ดี ฤๅปีหนึ่งนับแต่วันมีผู้ได้พบเห็นฤๅได้ทราบข่าวมาเปนครั้งหลังที่สุดก็ดี ศาลจะตั้งแต่งผู้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้นั้นขึ้นก็ได้

มาตรา๕๔ถ้าผู้ไม่อยู่นั้นได้ตั้งตัวแทนมอบอำนาจทั่วไปไว้ แต่หากการมอบอำนาจนั้นถึงที่สุดลงก็ดี ฤๅปรากฎว่าการที่ตัวแทนจัดทรัพย์สินนั้นเกลือกจะเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่ก็ดี ท่านให้นำบทบัญญัติตามความในมาตราก่อนนี้มาใช้

มาตรา๕๕เมื่อผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งฤๅพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไปให้จัดการทำบาญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นขึ้นก็ได้

มาตรา๕๖ถ้าเปนการจำเปนที่ตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไปจะต้องทำการอันใดอันหนึ่งเกินขอบอำนาจที่ได้รับไว้ เมื่อขออนุญาตต่อศาลได้แล้ว จะทำการเช่นนั้นก็ได้

มาตรา๕๗ผู้จัดการที่ศาลได้ตั้งแต่งขึ้นต้องทำบาญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ในขณะเมื่อเข้าจัดการ บาญชีทรัพย์สินนี้ต้องทำต่อหน้าพยานสองคน และให้ลงลายมือชื่อพยานในบาญชีนั้นด้วย

มาตรา๕๘ผู้จัดการนั้นมีอำนาจอย่างตัวแทนซึ่งได้รับมอบอำนาจทั่วไป เมื่อจะทำการใด ๆ เกินขอบอำนาจ ต้องได้รับอนุญาตของศาลก่อน แล้วจึงทำได้

มาตรา๕๙ถ้าผู้ไม่อยู่ได้ตั้งแต่งตัวแทนมอบอำนาจเฉภาะการอันใดไว้ ผู้จัดการหาอาจจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการที่เปนอำนาจเฉภาะการเช่นนั้นได้ไม่ แต่ถ้ามาพิจารณาเห็นปรากฎว่าการที่ตัวแทนจัดทำอยู่นั้นเกลือกจะเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่ไซร้ ก็อาจจะร้องขอให้ศาลถอดถอนตัวแทนนั้นเสียได้

มาตรา๖๐ศาลจะสั่งเองในขณะใด ๆ ฤๅจะมีคำสั่งเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียฤๅพนักงานอัยการร้องขอขึ้นในการเหล่านี้ ก็สั่งได้ คือ

(๑)ให้ผู้จัดการหาประกันให้ไว้เพื่อการที่จัดทำ และเพื่อส่งคืนทรัพย์สินที่มอบไว้

(๒)ให้ผู้จัดการแจ้งรายงารให้ทราบว่าทรัพย์สินที่ว่ามาแล้วนั้นเปนอยู่อย่างไร ๆ

(๓)ถอดถอนผู้จัดการออกเสียโดยมีเหตุอันสมควร และตั้งแต่งผู้อื่นให้จัดการแทนผู้นั้นต่อไป

มาตรา๖๑ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้จัดการได้รับสินจ้างคิดจ่ายจากทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้

มาตรา๖๒อำนาจของผู้จัดการนั้นย่อมสุดสิ้นลงในกรณีดังกล่าวต่อไปนี้ คือ

(๑)เมื่อผู้ไม่อยู่นั้นกลับมา

(๒)เมื่อได้หลักฐานเปนแน่ชัดว่าผู้ไม่อยู่นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ฤๅถึงแก่ความตาย

(๓)เมื่อผู้จัดการลาออกฤๅถึงแก่ความตาย

(๔)เมื่อศาลมีคำสั่งแสดงความสาบสูญ

(๕)เมื่อศาลถอดถอนผู้จัดการ

มาตรา๖๓กฎหมายลักษณตัวแทนดังกล่าวไว้ในลักษณ ๑๕ แห่งบรรพ ๓ นั้น ท่านให้ใช้บังคับในการจัดทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่เพียงที่ไม่ขัดขวางฤๅไม่แย้งกับความในส่วนนี้

มาตรา๖๔ถ้าบุคคลได้ไปจากภูมิ์ลำเนาฤๅถิ่นที่อยู่ และตราบเท่าเจ็ดปีไม่มีใครทราบแน่ว่าเปนตายร้ายดีอย่างไร เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียฤๅพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล ๆ จะสั่งให้บุคคลเช่นนั้นเปนคนสาบสูญก็ได้

วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงบุคคลซึ่งได้ไปถึงสมรภูมิ์แห่งสงคราม ฤๅไปตกอยู่ในเรือเมื่ออับปาง ฤๅไปตกต้องในฐานที่จะเปนภยันตรายแก่ชีวิตประการอื่นใด หากนับแต่เวลาเมื่อสงครามได้สิ้นสุดลงแล้ว ฤๅนับแต่เมื่อเรืออับปาง ฤๅนับแต่เมื่อภยันตรายประการอื่น ๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้วนั้น ได้เวลาถึงสามปียังไม่มีใครทราบว่าบุคคลนั้นเปนตายร้ายดีอย่างไร

มาตรา๖๕บุคคลอันศาลได้มีคำสั่งให้เปนคนสาบสูญแล้วนั้น ท่านให้ถือว่า ถึงความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังได้ระบุไว้ในมาตราก่อนนั้น

มาตรา๖๖ถ้าพิศูจน์ได้ว่าบุคคลที่สาบสูญนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ก็ดี ฤๅว่าตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดังระบุไว้ในมาตราก่อนนั้นก็ดี เมื่อบุคคลผู้นั้นเอง ฤๅผู้ใดผู้หนึ่งผู้มีส่วนได้เสีย ฤๅพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล ๆ จะต้องถอนคำสั่งแสดงความสาบสูญนั้นให้ แต่การถอนคำสั่งนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริตในระวางเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งแสดงความสาบสูญจนถึงเวลาถอนคำสั่งนั้นแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

อนึ่งบุคคลผู้ได้ทรัพย์สินมาเนื่องแต่การที่ศาลที่สั่งแสดงสาบสูญ แต่ต้องเสียสิทธิของตนไปเพราะศาลสั่งถอนคำสั่งแสดงสาบสูญนั้น จำต้องส่งคืนทรัพย์สินแต่เพียงเท่าที่ยังได้เปนลาภแก่ตนอยู่เท่านั้น

มาตรา๖๗คำสั่งศาลแสดงสาบสูญก็ดี คำสั่งถอนคำสั่งนั้นก็ดี ท่านให้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษา



มาตรา๖๘อันว่านิติบุคคลนั้นจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งบทบัญญัติทั้งหลายของประมวลกฎหมายนี้ฤๅกฎหมายอื่น

มาตรา๖๙นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและน่าที่ต่าง ๆ ต้องตามบทบัญญัติทั้งปวงแห่งกฎหมายภายในขอบวัดถุที่ประสงค์ของตนดังมีกำหนดไว้ในข้อบังคับฤๅตราสารจัดตั้ง

มาตรา๗๐ภายในบังคับแห่งบทมาตราก่อนนี้ นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและน่าที่เหมือนบุคคลธรรมดา เว้นเสียแต่สิทธิและน่าที่ซึ่งว่าโดยสภาพจะพึงมีพึงเปนได้เฉภาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น

มาตรา๗๑ภูมิ์ลำเนาของนิติบุคคลนั้นได้แก่ถิ่นที่สำนักงารแห่งใหญ่ ฤๅที่ตั้งทำการ ฤๅถิ่นที่ได้เลือกเอาเปนภูมิ์ลำเนาเฉภาะการตามข้อบังคับฤๅตราสารจัดตั้ง

อนึ่งถิ่นที่มีสาขาสำนักงารจะจัดว่าเปนภูมิ์ลำเนาในส่วนกิจการอันทำณที่นั้นด้วยก็ได้

มาตรา๗๒จำพวกที่กล่าวต่อไปนี้ย่อมเปนนิติบุคคล คือ

(๑)ทบวงการเมือง

(๒)วัดวาอาราม

(๓)ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว

(๔)บริษัทจำกัด

(๕)สมาคม

(๖)มูลนิธิได้รับอำนาจแล้ว

มาตรา๗๓ทบวงการเมืองนั้นคือกระทรวงและกรมในรัฐบาล เทศาภิบาลปกครองท้องที่ และประชาบาลทั้งหลาย

มาตรา๗๔การจัดควบคุมทบวงการเมืองและวัดวาอารามย่อมเปนไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งปวงที่ว่าด้วยการนั้น

มาตรา๗๕อันความประสงค์ของนิติบุคคลนั้นย่อมแสดงปรากฎจากผู้แทนทั้งหลายของนิติบุคคลนั้น

มาตรา๗๖ผู้จัดการทั้งหลายก็ดี ผู้แทนอื่น ๆ ก็ดี ของนิติบุคคล หากทำการตามน่าที่ได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่บุคคลอื่นไซร้ ท่านว่า นิติบุคคลจำต้องเสียค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น แต่มีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ตัวผู้เปนต้นเหตุทำความเสียหายได้ภายหลัง

ถ้าและความเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้นเกิดแต่ทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งมิได้อยู่ภายในขอบวัดถุที่ประสงค์แห่งนิติบุคคลนั้นไซร้ ท่านว่า สมาชิกฤๅผู้จัดการทั้งหลายเหล่านั้นบันดาที่ได้ออกเสียงลงมติให้ทำการเช่นนั้น กับทั้งผู้จัดการและผู้แทนอื่น ๆ ทั้งหลายบันดาที่ได้เปนผู้ลงมือทำการ จะต้องรับผิดร่วมกันออกใช้ค่าสินไหมทดแทน

มาตรา๗๗ถ้ามีผู้จัดการหลายคน และมิได้มีข้อกำหนดไว้เปนประการอื่นในข้อบังคับฤๅตราสารจัดตั้งก็ดี มิได้บัญญัติไว้เปนประการอื่นโดยกฎหมายก็ดี การจะทำความตกลงต่าง ๆ ในทางอำนวยกิจการของนิติบุคคลนั้น ท่านให้เปนไปตามเสียงข้างมากในหมู่ผู้จัดการหลายด้วยกัน

มาตรา๗๘ข้อจำกัดฤๅแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจของผู้จัดการทั้งหลายในการเปนผู้แทนนิติบุคคลนั้นอย่างใด ๆ ก็ดี ท่านว่า หาอาจจะยกขึ้นเปนข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตได้ไม่

มาตรา๗๙ถ้ามีตำแหน่งว่างลงในจำนวนผู้จัดการ และมีเหตุควรวิตกว่าทิ้งตำแหน่งว่างไว้ช้าไปเกลือกจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ไซร้ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งฤๅพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล ๆ จะตั้งแต่งผู้จัดการชั่วคราวขึ้นก็ได้

มาตรา๘๐ในการอันใดถ้าประโยชน์ทางได้ทางเสียของนิติบุคคลฝ่ายหนึ่งกับของตัวผู้จัดการอีกฝ่ายหนึ่งเปนปฏิปักษ์แก่กัน ท่านว่า ในการอันนั้นผู้จัดการเปนอันไม่มีอำนาจเปนผู้แทนได้ ในกรณีเช่นนี้ต้องตั้งแต่งผู้แทนขึ้นเฉภาะการนั้นตามบทบัญญัติมาตราก่อนนี้


มาตรา๘๑มูลนิธินั้นได้แก่ทรัพย์สินอันจัดสรรไว้เปนแพนกเพื่อบำเพ็ญทาน การศาสนา วิทยาศาสตร์ วรรณคดี ฤๅเพื่อสาธารณประโยชน์อื่น ๆ และไม่ได้หมายค้ากำไร

มาตรา๘๒มูลนิธินั้นจะต้องก่อตั้งขึ้นด้วยทำตราสารลงไว้ มีข้อความสำคัญตามรายการต่อไปนี้

(๑)ชื่อของมูลนิธิ

(๒)วัดถุที่ประสงค์ของมูลนิธิ

(๓)สำนักงารของมูลนิธิ แม้จะพึงมี

(๔)ข้อกำหนดว่าด้วยทรัพย์สินของมูลนิธิ

(๕)ข้อกำหนดว่าด้วยการตั้งแต่งและถอดถอนผู้จัดการทั้งหลายของมูลนิธิ

มาตรา๘๓ถ้ามูลนิธิก่อตั้งขึ้นด้วยนิติกรรมทำยกให้แต่ยังมีชีวิต ท่านให้ใช้บทบัญญัติทั้งหลายในลักษณให้ อนุโลมตามควรแก่บท

ถ้ามูลนิธิก่อตั้งขึ้นด้วยพินัยกรรม์ ท่านให้ใช้บทบัญญัติทั้งหลายในลักษณมรดก อนุโลมตามควรแก่บท

มาตรา๘๔ถ้าผู้ตั้งมูลนิธิตายเสียแต่ยังมิทันได้ทำข้อกำหนดว่าด้วยชื่อฤๅสำนักงารของมูลนิธิ ฤๅว่าด้วยวิธีตั้งแต่งและถอดถอนผู้จัดการของมูลนิธิไซร้ การเหล่านี้เมื่อผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งฤๅพนักงานอัยการร้องขอต่อศาล ก็ให้ศาลกำหนดให้

มาตรา๘๕มูลนิธินั้นจะจัดตั้งขึ้นเปนนิติบุคคลด้วยรัฐบาลให้อำนาจเช่นนั้นก็ได้

อนึ่งภายในเวลาสิบสี่วันนับแต่รัฐบาลได้ให้อำนาจแล้ว ให้เสนาบดีผู้เปนเจ้าน่าที่จัดการให้เก็บใจความแห่งข้อสำคัญของมูลนิธินั้นโฆษนาในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา๘๖การให้อำนาจแก่มูลนิธินั้นย่อมสุดแล้วแต่อำเภอใจของรัฐบาล และจะบังคับให้มีข้อไขอย่างไร ๆ แล้วจึงอนุญาตตามที่เห็นควรก็ได้

มาตรา๘๗ในกรณีที่เปนมูลนิธิอันได้รับอำนาจแต่รัฐบาล ท่านว่า ทรัพย์สินอันได้จัดสรรไว้โดยนิติกรรมทำยกให้แต่ยังมีชีวิตนั้นย่อมตกเปนของมูลนิธิตั้งแต่เวลาที่รัฐบาลให้อำนาจเปนต้นไป

มาตรา๘๘ในความเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอกมูลนิธิที่ได้รับอำนาจแล้ว มีผู้จัดการทั้งหลายเปนผู้แทนของมูลนิธินั้น

มาตรา๘๙ในส่วนความเกี่ยวพันระวางมูลนิธิที่ได้รับอำนาจกับผู้จัดการทั้งหลายของมูลนิธินั้นเองก็ดี ระวางผู้จัดการเหล่านั้นกับบุคคลภายนอกก็ดี ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ลักษณตัวแทน

มาตรา๙๐มูลนิธิทุกรายย่อมตกอยู่ในบังคับความดูแลตรวจตราของรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้ใดอันรัฐบาลได้ตั้งแต่งไปเพื่อการนั้นแล้ว ให้เข้าดูสมุดหนังสือกับบาญชีของมูลนิธิได้ในเวลาใด ๆ อันสมควร เจ้าพนักงานผู้นั้นอาจจะสอบสวนผู้จัดการและตัวแทนฤๅลูกจ้างในมูลนิธิด้วยข้อความใด ๆ ที่เกี่ยวกับมูลนิธินั้นได้

มาตรา๙๑ถ้าผู้จัดการทั้งหลายจัดการผิดพลาดเสื่อมเสียก็ดี ทำการฝ่าฝืนข้อความแห่งตราสารก่อตั้งมูลนิธินั้นก็ดี เมื่อพนักงานอัยการฤๅผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอต่อศาล ๆ จะถอดถอนผู้จัดการและตั้งแต่งผู้จัดการขึ้นใหม่คนหนึ่งฤๅหลายคนก็ได้

มาตรา๙๒มูลนิธินั้นย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุประการใดประการหนึ่งดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(๑)เลิกตามบทบัญญัติที่กล่าวไว้ในตราสารตั้งมูลนิธินั้น

(๒)เมื่อวัดถุที่ประสงค์แห่งมูลนิธินั้นสำเร็จบริบูรณ์แล้วฤๅกลายเปนการพ้นวิสัย

(๓)เมื่อมูลนิธินั้นล้มละลาย

(๔)เมื่อมีคำสั่งของศาลตามข้อความในมาตราต่อไปนี้

มาตรา๙๓เมื่อพนักงานอัยการฤๅผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียด้วยยื่นคำร้องต่อศาล ๆ จะมีคำสั่งให้เลิกมูลนิธินั้นเสีย และตั้งแต่งผู้ชำระบาญชีคนหนึ่งฤๅหลายคน ในกรณีที่กล่าวต่อไปนี้อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ คือ

(๑)ถ้ามูลนิธินั้นได้ก่อตั้งขึ้นขัดต่อบทบัญญัติในส่วนนี้ ฤๅว่ามูลนิธินั้นทำการขัดต่อกฎหมายก็ดี ฤๅขัดต่อความสงบเรียบร้อยฤๅศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ด้วยเหมือนกัน

(๒)ถ้าว่าเปนอันจะจัดการมูลนิธินั้นให้ดำเนินอยู่ต่อไปอีกไม่ได้ ไม่เลือกว่าเพราะเหตุประการใด ๆ

(๓)ถ้ามูลนิธิทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติในตราสารตั้งมูลนิธินั้นเอง ฤๅฝ่าฝืนข้อไขซึ่งรัฐบาลได้ให้อำนาจไว้

อนึ่งศาลจะสั่งถอดถอนผู้จัดการทั้งหลายและแต่งตั้งผู้จัดการขึ้นใหม่คนหนึ่งฤๅหลายคนแทนสั่งเลิกมูลนิธิก็ได้

มาตรา๙๔ภายในเวลาสิบสี่วันนับแต่มูลนิธิอันได้รับอำนาจจากรัฐบาลได้ถึงที่สิ้นสุดลงนั้น ผู้จัดการทั้งหลายต้องทำหนังสือแจ้งความนั้นแก่ทบวงการเจ้าน่าที่ และให้เจ้าน่าที่นำความออกประกาศโฆษนาในราชกิจจานุเบกษาภายในสิบสี่วันนับแต่เมื่อได้รับแจ้งความ

มาตรา๙๕ในการชำระบาญชีของมูลนิธินั้น ให้ใช้บทบัญญัติในกฎหมายว่าด้วยการชำระบาญชีห้างหุ้นส่วนและบริษัทบังคับ อนุโลมตามควรแก่บทนั้น ๆ

มาตรา๙๖เมื่อมูลนิธิสิ้นสุดลง ทรัพย์สินของมูลนิธินั้นให้โอนไปยังนิติบุคคลตามที่จะพึงระบุไว้ในตราสารตั้งมูลนิธินั้น

เมื่อไม่มีความกล่าวไว้ถึงนิติบุคคลเช่นว่านี้ ถ้าพนักงานอัยการฤๅผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนได้เสียด้วยมีคำร้องของต่อศาลไซร้ ศาลจงสั่งจัดสรรทรัพย์สินนั้นให้แก่นิติบุคคลซึ่งปรากฎว่ามีวัดถุที่ประสงค์ใกล้ชิดกับวัดถุเดิมของมูลนิธินั้น

ถ้าหากว่าจัดสรรทรัพย์สินอย่างนี้มิอาจจะทำได้ก็ดี ฤๅว่ามูลนิธินั้นต้องบังคับให้เลิกเสียเพราะเหตุเปนการขัดต่อกฎหมายฤๅขัดต่อความสงบเรียบร้อยฤๅศีลธรรมอันดีแห่งประชาชนก็ดี ศาลจะสั่งให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกไปเปนของแผ่นดินก็ได้

มาตรา๙๗ข้อบังคับสำหรับการให้อำนาจ การจดทะเบียน และการดูแลตรวจตรามูลนิธิตามความที่กล่าวไว้ในส่วนนี้ ให้เสนาบดีผู้รับผิดชอบในการปกครองท้องที่เปนผู้ออกกฎข้อบังคับ

ให้เสนาบดีจัดการให้มีบาญชีรายนามมูลนิธิทั้งหลายอันได้ให้อำนาจแล้วนั้นรักษาไว้พร้อมทั้งรายการข้อสำคัญอันได้โฆษนาในราชกิจจานุเบกษา


มาตรา๙๘อันว่าทรัพย์นั้น โดยนิตินัยได้แก่วัดถุมีรูปร่าง

มาตรา๙๙ทรัพย์สินนั้น ท่านหมายความรวมทั้งทรัพย์ ทั้งวัดถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาได้และถือเอาได้

มาตรา๑๐๐อสังหาริมทรัพย์ได้แก่ที่ดิน กับทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินนั้น ฤๅประกอบเปนอันเดียวกับที่ดินนั้น อนึ่งคำว่าอสังหาริมทรัพย์ท่านหมายรวมถึงสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วย

มาตรา๑๐๑สังหาริมทรัพย์ได้แก่ทรัพย์ทั้งหลายอันอาจขนเคลื่อนจากที่แห่งหนึ่งไปแห่งอื่นได้ ไม่ว่าเคลื่อนด้วยแรงเดินแห่งตัวทรัพย์นั้นเอง ฤๅเคลื่อนด้วยกำลังภายนอก อนึ่งคำว่าสังหาริมทรัพย์ท่านหมายรวมทั้งกำลังแรงแห่งธรรมชาติอันอาจถือเอาได้ และทั้งสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวด้วยสังหาริมทรัพย์ด้วย

มาตรา๑๐๒สังกมะทรัพย์ได้แก่สังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปรกติอาจใช้ของอื่นอันเปนประเภทและชนิดเดียวกันมีปริมาณเท่ากันแทนได้ อสังกมะทรัพย์ได้แก่สังหาริมทรัพย์อันมิอาจจะใช้ของอื่นแทนเช่นนั้นได้

มาตรา๑๐๓โภคยทรัพย์ได้แก่สังหาริมทรัพย์ซึ่งเมื่อใช้ย่อมเสียภาวะเสื่อมสลายไปในทันใดเพราะการใช้นั้น ฤๅซึ่งใช้ในที่สุดย่อมสิ้นเปลืองหมดไป

มาตรา๑๐๔ทรัพย์แบ่งได้นั้นคือทรัพย์อันอาจจะแยกออกจากกันเปนส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว

มาตรา๑๐๕ทรัพย์แบ่งไม่ได้คือทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะแห่งทรัพย์ กับทั้งทรัพย์ซึ่งตามกฎหมายท่านถือว่าแบ่งไม่ได้

มาตรา๑๐๖ทรัพย์นอกพาณิชย์ได้แก่ทรัพย์เช่นที่ไม่สามารถจะถือเอาได้ และทรัพย์ซึ่งไม่โอนให้กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา๑๐๗ส่วนควบของทรัพย์นั้นคือส่วนซึ่งว่าโดยสภาพแห่งทรัพย์ฤๅโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นย่อมเปนสาระสำคัญในความเปนอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจจะแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ฤๅทำบุบสลาย ฤๅทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรง

ใครเปนเจ้าของทรัพย์อันใด ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในบันดาส่วนควบทั้งหลายของทรัพย์อันนั้น

มาตรา๑๐๘ไม้ยืนต้นนับว่าเปนส่วนควบกับที่ดินที่ปลูกไม้นั้น

ไม้ล้มลุกและธัญญชาติอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งฤๅหลายคราวต่อปี ย่อมไม่เปนส่วนควบกับที่ดิน และนับว่าเปนสังหาริมทรัพย์ด้วย

มาตรา๑๐๙ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินฤๅติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราวย่อมไม่กลายเปนส่วนควบ วิธีอย่างเดียวกันนี้ย่อมใช้บังคับแก่โรงเรือนฤๅการปลูกสร้างอย่างอื่นอันผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกทำลงไว้ในที่ดินนั้น

มาตรา๑๑๐เครื่องอุปกรณ์ได้แก่สังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปรกตินิยมเฉภาะถิ่นฤๅโดยเจตนาชัดแจ้งแห่งผู้เปนเจ้าของทรัพย์เปนประธานย่อมเปนของใช้ประจำอยู่กับทรัพย์เปนประธานนั้นเปนอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การที่จะจัดดู แลฤๅใช้สอย ฤๅรักษาทรัพย์เปนประธานนั้นเอง และเจ้าของทรัพย์ได้นำมาสู่ทรัพย์เปนประธานด้วยนำมาติดต่อ ฤๅปรับเข้าไว้ ฤๅทำโดยประการอื่นในฐานะเปนเครื่องใช้ประกอบกับตัวทรัพย์เปนประธานนั้น

เครื่องอุปกรณ์เช่นว่านี้ ถึงจะแยกออกจากทรัพย์เปนประธานชั่วคราว ก็ยังไม่ขาดจากเปนเครื่องอุปกรณ์ของทรัพย์เปนประธานนั้น

อนึ่งเครื่องอุปกรณ์ย่อมตกติดไปกับทรัพย์เปนประธาน เว้นไว้แต่จะได้ตกลงกันจำหน่ายเปนพิเศษประการอื่น

มาตรา๑๑๑ดอกผลทั้งหลายของทรัพย์นั้นมีความหมายดังนี้

(๑)ดอกผลธรรมดา กล่าวคือว่าบันดาสิ่งทั้งปวงซึ่งได้มาเพราะใช้ของนั้นอันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมัน ดังเช่นว่าผลไม้ น้ำนม ขน และลูกของสัตว์ เหล่านี้ย่อมสามารถจะถือเอาได้เวลาเมื่อขาดตกออกจากสิ่งนั้น ๆ

(๒)ดอกผลนิตินัย กล่าวคือว่าดอกเบี้ย กำไร ค่าเช่า ค่าปันผล ฤๅลาภอื่น ๆ ที่ได้เปนครั้งเปนคราวแก่เจ้าทรัพย์จากผู้อื่นเพื่อที่ได้ใช้ทรัพย์นั้น ดอกผลเหล่านี้ย่อมคำนวณและถือเอาได้ตามรายวัน



มาตรา๑๑๒อันว่านิติกรรมนั้นได้แก่การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัค มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระวางบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ฤๅระงับซึ่งสิทธิ

มาตรา๑๑๓การใดมีวัดถุที่ประสงค์เปนการต้องห้ามขัดแจ้งโดยกฎหมายก็ดี เปนการพ้นวิสัยก็ดี เปนการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยฤๅศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี การนั้นท่านว่า เปนโมฆะกรรม

มาตรา๑๑๔การใดเปนการผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายใด ๆ ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฤๅศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว เพียงแต่เหตุเท่านั้นท่านว่า การนั้นหาเปนโมฆะไม่

มาตรา๑๑๕การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่มีกฎหมายบังคับไว้ การนั้นท่านว่า เปนโมฆะ

มาตรา๑๑๖การใดมิได้เปนไปตามบทบังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นท่านว่า เปนโมฆียะกรรม


มาตรา๑๑๗การแสดงเจตนาใด แม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ตนได้แสดงออกมานั้นก็ดี ท่านว่า หาเปนมูลทำให้การแสดงเจตนานั้นตกเปนโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น

มาตรา๑๑๘การแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านว่า เปนโมฆะ แต่ข้อไม่สมบูรณ์อันนี้ ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเปนข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายแต่การแสดงเจตนาลวงนั้น

ถ้านิติกรรมอันหนึ่งทำด้วยเจตนาจะอำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งไซร้ ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยนิติกรรมอำพราง

มาตรา๑๑๙การแสดงเจตนา ถ้าทำด้วยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเปนสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ท่านว่า เปนโมฆะ แต่ถ้าความสำคัญผิดนั้นเปนเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดงเจตนาไซร้ ท่านว่า บุคคลผู้นั้นหาอาจจะถือเอาความไม่สมบูรณ์นั้นมาใช้เปนประโยชน์แก่ตนได้ไม่

มาตรา๑๒๐การแสดงเจตนาถ้าทำด้วยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลฤๅทรัพย์ซึ่งตามปรกติย่อมนับว่าเปนสาระสำคัญนั้นไซร้ แสดงเจตนาอย่างนี้ท่านว่า เปนโมฆียะ

มาตรา๑๒๑การแสดงเจตนาอันได้มาเพราะกลฉ้อฉลก็ดี เพราะข่มขู่ก็ดี ท่านว่า เปนโมฆียะ

ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งได้แสดงเจตนาเพราะกลฉ้อฉลของบุคคลภายนอก การจะเปนโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้ฤๅควรจะได้รู้กลฉ้อฉลนั้น

ถ้าทำกลฉ้อฉลลวงให้เขาบอกล้างการแสดงเจตนา การบอกล้างเช่นนั้นท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเปนข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต

มาตรา๑๒๒การอันจะเปนโมฆียะกรรมเพราะกลฉ้อฉลนั้นต่อเมื่อถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลเช่นนั้นการอันนั้นก็คงจะมิได้ทำขึ้นเลย

มาตรา๑๒๓ถ้ากลฉ้อฉลนั้นเปนแต่เพื่อเหตุ กล่าวคือว่าเพียงได้จูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับเอาซึ่งข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่เขาจะยอมรับโดยปรกติไซร้ ท่านว่า คู่กรณีนั้นได้แต่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน จะบอกล้างการอันนั้นเสียทีเดียวหาได้ไม่

มาตรา๑๒๔ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงฤๅข้อคุณสมบัติอันใดอันหนึ่งอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้นั้น ท่านถือว่า เปนการฉ้อฉล หากพิศูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้นนิติกรรมอันนั้นก็คงจะมิได้ทำขึ้นเลย

มาตรา๑๒๕ถ้าคู่กรณีต่างได้ทำการด้วยกลฉ้อฉลทั้งสองฝ่ายด้วยกัน ท่านว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะหยิบยกข้อฉ้อฉลนั้นขึ้นอ้างเพื่อบอกล้างการนั้นฤๅเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนหาได้ไม่

มาตรา๑๒๖การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเปนโมฆียะนั้นจะต้องเปนอันถึงขนาดที่จะจูงใจผู้ถูกข่มขู่ให้มีมูลต้องกลัวจะเกิดความเสียหายเปนภัยแก่ตนเอง แก่สกุลแห่งตน ฤๅแก่ทรัพย์สินของตน เปนภัยอันใกล้จะถึงและอย่างน้อยร้ายแรงเท่ากับที่จะพึงกลัวต่อการอันเขากรรโชกเอานั้น

มาตรา๑๒๗การขู่ว่าจะใช้สิทธิอันใดอันหนึ่งตามปรกตินิยมก็ดี เพียงแต่ความกลัวเพราะนับถือยำเกรงก็ดี ท่านหาจัดว่าเปนการข่มขู่ไม่

มาตรา๑๒๘การข่มขู่ย่อมทำให้นิติกรรมเสื่อมเสีย แม้ถึงบุคคลภายนอกจะเปนผู้ข่มขู่

มาตรา๑๒๙ในการวินิจฉัยคดีข้อสำคัญผิดก็ดี กลฉ้อฉลก็ดี ข่มขู่ก็ดี ท่านให้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ อนามัย และนิสสัยใจคอของผู้เจ้าทุกข์ ตลอดถึงพฤติการณ์อื่นทั้งปวงอันอาจเปนน้ำหนักแก่การนั้นด้วย

มาตรา๑๓๐การแสดงเจตนาทำให้แก่บุคคลผู้อยู่ห่างโดยระยะทางย่อมมีผลนับแต่เวลาที่ไปถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นเปนต้นไป แต่ถ้าบอกถอนไปถึงผู้นั้นก่อนแล้วฤๅพร้อมกันไซร้ แสดงเจตนานั้นก็ย่อมตกเปนอันไร้ผล

อนึ่งเมื่อเจตนาได้ส่งไปแล้ว ถึงแม้ว่าในภายหลังผู้แสดงเจตนาจะตายฤๅตกเปนคนไร้ความสามารถก็ตาม ท่านว่า หาเปนเหตุให้ความสมบูรณ์แห่งการแสดงเจตนานั้นเสื่อมเสียไปไม่

มาตรา๑๓๑ถ้าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเมื่อได้รับซึ่งการแสดงเจตนานั้นเปนผู้เยาว์ก็ดี เปนผู้ที่ศาลได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถก็ดี การแสดงเจตนานั้นท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเปนข้อต่อสู้กรณีนั้น แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากปรากฎว่าผู้แทนโดยชอบธรรมได้รู้ด้วยแล้ว

มาตรา๑๓๒ในการตีความแสดงเจตนานั้น ท่านให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร


มาตรา๑๓๓อันความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้น ท่านว่า บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะกล่าวอ้างขึ้นก็ได้

มาตรา๑๓๔โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้

มาตรา๑๓๕ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเปนโมฆะ ท่านว่า นิติกรรมนั้นย่อมตกเปนโมฆะด้วยกันทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า คู่กรณีได้เจตนาจะให้ส่วนที่สมบูรณ์นั้นแยกออกหากจากส่วนที่ไม่สมบูรณ์ได้

มาตรา๑๓๖การใดเปนโมฆะกรรม แต่เข้าแบบเปนนิติกรรมอย่างอื่น โมฆะกรรมนั้นท่านว่า ย่อมเปนอันสมบูรณ์โดยฐานเปนนิติกรรมอย่างอื่นนั้น หากเปนที่พึงสันนิษฐานได้ว่า ถ้าเดิมทีคู่กรณีได้รู้ว่าการตามจำนงนั้นไม่สมบูรณ์ก็คงจะได้ตั้งใจให้สมบูรณ์เปนอย่างหลังนี้

มาตรา๑๓๗โมฆียะกรรมนั้น ท่านว่า บุคคลดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือผู้ไร้ความสามารถก็ดี ฤๅผู้ได้ทำการแสดงเจตนาโดยวิปริตก็ดี ฤๅผู้แทนโดยชอบธรรม ฤๅผู้พิทักษ์ ฤๅทายาทของบุคคลเช่นว่านั้นก็ดี จะบอกล้างเสียก็ได้

โมฆียะกรรมอันหญิงมีสามีได้ทำลงนั้น ท่านว่า สามีจะบอกล้างเสียก็ได้

มาตรา๑๓๘โมฆียะกรรม เมื่อบอกล้างแล้ว ท่านให้ถือว่า เปนโมฆะมาแต่เริ่มแรก

ถ้าบุคคลใดได้รู้ฤๅควรจะได้รู้ว่าเปนโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้ว ท่านให้ถือว่า บุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นไม่สมบูรณ์

ในการนี้ให้ผู้เปนคู่กรณีได้กลับคืนยังฐานะเดิม และถ้าเปนพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน

มาตรา๑๓๙ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดดังระบุไว้ในมาตรา ๑๓๗ ให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม ท่านให้ถือว่า การนั้นเปนอันสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก แต่ข้อนี้หาอาจจะกระทบกระทั่งถึงสิทธิทั้งหลายของบุคคลภายนอกได้ไม่

มาตรา๑๔๐ถ้าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแห่งโมฆียะกรรมนั้นเปนบุคคลมีตัวกำหนดแน่นอน การนั้นท่านว่า ย่อมบอกล้างฤๅให้สัตยาบันได้ด้วยแสดงเจตนาต่อบุคคลผู้นั้น

มาตรา๑๔๑ในการให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้น ท่านว่า สัตยาบันจะสมบูรณ์ก็แต่เมื่อทำให้ภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เปนโมฆียะนั้นได้สูญสิ้นไปแล้ว

บุคคลผู้ที่ศาลได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถ ถ้าได้มารู้เห็นซึ่งโมฆียะกรรมเช่นว่านี้เมื่อตนได้กลับเปนผู้มีความสามารถแล้ว จะให้สัตยาบันได้ต่อภายหลังเวลาที่ได้รู้เช่นนั้น

บทบัญญัติที่ว่ามาในสองวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้ถึงกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมฤๅผู้พิทักษ์เปนผู้ให้สัตยาบัน

มาตรา๑๔๒ถ้าในภายหลังเวลาอันจะพึงให้สัตยาบันได้ตามความในมาตราก่อนนั้นมีข้อความจริงอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยโมฆียะกรรมไซร้ ถ้ามิได้แสดงแย้งสงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใด ท่านให้ถือว่า เปนการให้สัตยาบัน ทั้งนี้คือเช่นว่า

(๑)ได้มีการชำระหนี้อันหากก่อขึ้นด้วยโมฆียะกรรมนั้นแล้วสิ้นเชิงฤๅแต่บางส่วน

(๒)ได้มีการเรียกทวงให้ชำระหนี้ตามโมฆียะกรรมนั้นแล้ว

(๓)ได้มีการแปลงหนี้ใหม่

(๔)ได้มีการวางประกันเพื่อหนี้นั้น

(๕)ได้มีการโอนซึ่งสิทธิฤๅความรับผิดอันเกิดแต่โมฆียะกรรมนั้นสิ้นเชิงฤๅแต่บางส่วน

มาตรา๑๔๓อันโมฆียะกรรมนั้น ท่านห้ามมิให้บอกล้างเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่จะอาจให้สัตยาบันได้ อนึ่งถ้าเวลาได้ล่วงไปถึงสิบปีนับแต่เมื่อได้ทำโมฆียะกรรมนั้นแล้ว ก็เปนอันจะบอกล้างไม่ได้ดุจกัน


มาตรา๑๔๔ข้อความใดอันบังคับไว้ให้นิติกรรมเปนผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอน ข้อความเช่นนั้นท่านเรียกว่าเงื่อนไข

มาตรา๑๔๕นิติกรรมใดมีเงื่อนไขเปนเงื่อนบังคับก่อน นิติกรรมนั้นย่อมเปนผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

นิติกรรมใดมีเงื่อนไขเปนเงื่อนไขบังคับหลัง นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว

ถ้าคู่กรณีแห่งนิติกรรมได้แสดงเจตนาไว้ด้วยกันว่า ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนสำเร็จ ก็ให้เปนไปตามเจตนาเช่นนั้น

มาตรา๑๔๖ในระวางที่เงื่อนไขยังมิได้สำเร็จนั้น คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแห่งนิติกรรมอันอยู่ในบังคับเงื่อนไขจะต้องงดเว้นไม่ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เปนที่เสื่อมเสียประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้แต่ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น

มาตรา๑๔๗ในระวางที่เงื่อนไขยังมิได้สำเร็จนั้น สิทธิและน่าที่ต่าง ๆ ของคู่กรณีมีอย่างไร จะจำหน่าย จะรับมรดก จะจัดการป้องกันรักษา ฤๅจะทำประกันไว้ประการใดตามกฎหมาย ก็ย่อมทำได้

มาตรา๑๔๘ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเปนทางให้คู่กรณีฝ่ายไหนเสียเปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นเข้าป้องปัดขัดขวางเสียมิให้สำเร็จได้ด้วยเจตนาทุจริตไซร้ ท่านให้ถือว่า เงื่อนไขอันนั้นเปนอันได้สำเร็จแล้ว

ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเปนทางให้คู่กรณีฝ่ายไหนได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นขวนขวายจัดทำให้เงื่อนไขนั้นสำเร็จขึ้นด้วยเจตนาทุจริตไซร้ ท่านให้ถือว่า เงื่อนไขนั้นเปนอันมิได้สำเร็จเลย

มาตรา๑๔๙ถ้าเงื่อนไขได้สำเร็จแล้วแต่ในเวลาทำนิติกรรม หากว่าเปนเงื่อนไขบังคับก่อน ท่านว่า นิติกรรมนั้นเปนอันสมบูรณ์ปราศจากเงื่อนไข หากว่าเปนเงื่อนไขบังคับหลัง ท่านว่า นิติกรรมนั้นเปนโมฆะ

ถ้าในเวลาทำนิติกรรมเปนที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้ หากว่าเปนเงื่อนไขบังคับก่อน ท่านว่า นิติกรรมนั้นเปนโมฆะ หากว่าเปนเงื่อนไขบังคับหลัง ท่านว่า นิติกรรมนั้นเปนอันสมบูรณ์ปราศจากเงื่อนไข

ในกรณีดังกล่าวมาในสองวรรคก่อนนี้ ตราบใดคู่กรณียังไม่รู้ว่าเงื่อนไขได้สำเร็จแล้วฤๅมิอาจจะสำเร็จได้ ตราบนั้นท่านให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๔๖ และ ๑๔๗ บังคับ แล้วแต่กรณี

มาตรา๑๕๐นิติกรรมใดมีเงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี ขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยฤๅศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี นิติกรรมนั้น ท่านว่า เปนโมฆะ

มาตรา๑๕๑นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน และเงื่อนไขนั้นเปนการอันพ้นวิสัย ท่านว่า นิติกรรมนั้นเปนโมฆะ

นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลัง และเงื่อนไขนั้นเปนการอันพ้นวิสัย ท่านว่า นิติกรรมนั้นเปนอันสมบูรณ์ปราศจากเงื่อนไข

มาตรา๑๕๒นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน และเปนเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้ฤๅไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้เท่านั้นไซร้ นิติกรรมนั้นท่านว่า เปนโมฆะ

มาตรา๑๕๓ถ้านิติกรรมมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ท่านห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมก่อนถึงเวลากำหนด

ถ้านิติกรรมมีเงื่อนเวลาสุดสิ้นกำหนดไว้ ท่านว่า นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลากำหนด

มาตรา๑๕๔อันเงื่อนเวลาเริ่มต้นฤๅเวลาสุดสิ้นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ย่อมกำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะปรากฎโดยเนื้อความแห่งตราสารฤๅโดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า ได้ตั้งใจจะให้เปนประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหนี้ฤๅแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยกัน

อนึ่งประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นฝ่ายใดจะสละเสียก็ได้ แต่การสละนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้รับแต่เงื่อนเวลานั้น

มาตรา๑๕๕ในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านห้ามมิให้ฝ่ายลูกหนี้ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนไขเวลาเริ่มต้นฤๅเวลาสุดสิ้น คือ

(๑)ถ้าลูกหนี้ถูกศาลสั่งให้เปนคนล้มละลาย

(๒)ถ้าลูกหนี้ได้ทำลายฤๅทำให้ลดน้อยถอยลงซึ่งประกันอันได้ให้ไว้

(๓)ถ้าลูกหนี้ไม่ให้ประกันในเมื่อจำต้องให้


มาตรา๑๕๖วิธีการกำหนดนับระยะเวลาทั้งปวง ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งลักษณนี้ เว้นแต่จะมีกำหนดไว้เปนประการอื่นโดยกฎหมายฤๅกฎข้อบังคับ โดยคำสั่งศาล ฤๅโดยนิติกรรม

มาตรา๑๕๗ระยะเวลานั้นท่านให้คำนวณเปนวัน

ถ้าระยะเวลานับเปนชั่วโมง ท่านว่า ระยะเวลาย่อมเริ่มต้นในทันใดนั้น

มาตรา๑๕๘ถ้าระยะเวลานับเปนวันก็ดี สัปดาหะก็ดี เดือนฤๅปีก็ดี ท่านมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมคำนวณเข้าด้วย เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่เวลาอันเปนกำหนดเริ่มทำการงารกันตามประเพณี

มาตรา๑๕๙ถ้าระยะเวลานับเปนสัปดาหะก็ดี เดือนฤๅปีก็ดี ท่านให้คำนวณตามประดิทินในราชการ

ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาหะก็ดี วันต้นแห่งเดือนฤๅปีก็ดี ท่านว่า ระยะเวลาย่อมสุดสิ้นลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาหะ เดือน ฤๅปีสุดท้ายอันเปนวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะเวลานับเปนเดือนฤๅปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ท่านว่า วันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเปนวันสุดสิ้นระยะเวลา

มาตรา๑๖๐ระยะเวลานั้นถ้าผ่อนออกไป ท่านให้นับเอาวันซึ่งต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมนั้นเปนวันต้นแห่งระยะเวลาซึ่งผ่อนออกไป

มาตรา๑๖๑ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเปนวันหยุดซึ่งตามประเพณีงดเว้นการงาร ท่านให้นับวันที่เริ่มทำงารใหม่เข้าด้วย

มาตรา๑๖๒ในทางความ ในทางราชการ และทางการค้าขายนั้น วันหมายความว่าเวลาทำการงารตามปรกติ


มาตรา๑๖๓อันสิทธิเรียกร้องอย่างใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับเสียภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ ท่านว่า ตกเปนอันขาดอายุความ ห้ามมิให้ฟ้องร้อง

มาตรา๑๖๔อันอายุความนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เปนอย่างอื่น ท่านให้มีกำหนดสิบปี

มาตรา๑๖๕สิทธิเรียกร้องดังจะกล่าวต่อไปนี้มีกำหนดอายุความสองปี คือ

(๑)บุคคลผู้เปนพ่อค้า ผู้ประกอบหัดถกรรม ผู้เปนช่างฝีมือ และบุคคลจำพวกประกอบศิลปะอุตสาหะกรรม เรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของ ทำของ และค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป เว้นแต่เปนการที่ได้ทำเพื่ออุตสาหะกรรมของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง

(๒)บุคคลผู้ประกอบกสิกรรมฤๅการป่าไม้เรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบสิ่งอันเปนผลแห่งกสิกรรมฤๅป่าไม้เพียงที่เปนการสำหรับใช้สอยในบ้านเรือนของฝ่ายลูกหนี้

(๓)บุคคลผู้ขนส่งทางรถไฟ ผู้รับบันทุกของ คนเรือ คนขับรถจ้าง และคนเดินหนังสือ เรียกเอาค่าโดยสาร ค่ารวาง ค่าเช่า ค่าธรรมเนียม รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป

(๔)บุคคลผู้เปนเจ้าสำนักโรงแรม และบุคคลจำพวกที่ค้าในการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เรียกเอาค่าที่ได้จัดที่พักอาศัยและจัดอาหารให้ ฤๅค่าการงารอย่างอื่นอันได้ทำให้แก่แขกอาศัยเพื่อสำเร็จความต้องการ รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปด้วย

(๕)บุคคลจำพวกที่ขายตั๋วสลากกินแบ่งเรียกเอาค่าที่ได้ขายตั๋ว เว้นแต่เปนการที่ได้ส่งมอบตั๋วเพียงสำหรับให้ขายต่อไป

(๖)บุคคลจำพวกที่ค้าในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่า

(๗)บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ในอนุมาตรา (๑) แต่เปนผู้ค้าในการดูแลกิจการของผู้อื่นฤๅรับทำการงารต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปด้วย

(๘)บุคคลผู้รับจ้างใช้การงารส่วนบุคคลเรียกเอาเงินจ้าง ค่าจ้าง ฤๅสินจ้างชนิดอื่นเพื่อการงารที่ทำ รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปด้วย กับทั้งนายจ้างเรียกเอาเงินเช่นที่ว่านั้นอันตนได้จ่ายล่วงน่าให้ไปแล้วนั้นก็ด้วยเหมือนกัน

(๙)คนงาร ผู้ช่วยงาร ลูกมือฝึกหัด คนประจำโรงงาร หัดถกรรม กรรมกรรายวัน และช่างฝีมือ เรียกเอาเงินจ้าง และเงินอื่นอันได้ตกลงกันว่าจะจ่ายให้แทนฤๅให้เปนส่วนหนึ่งของเงินจ้าง รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป กับนายจ้างเรียกเอาเงินเช่นที่ว่านั้นอันตนได้จ่ายล่วงน่าให้ไปแล้วนั้นก็ด้วยเหมือนกัน

(๑๐)ครูผู้สอนลูกมือฝึกหัดเรียกเอากำนลและค่าการงารอย่างอื่นตามที่ได้ตกลงกันไว้โดยสัญญาลูกมือฝึกหัด รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปแทนลูกมือฝึกหัดนั้นด้วย

(๑๑)สาธารณสถานที่ศึกษา ที่ฝึกสอน ที่พิทักษ์รักษาคนเจ็บไข้ และเจ้าของสถานของเอกชนอันเปนที่ทำการทำนองเช่นว่ามานั้น เรียกเอาค่าศึกษา ค่าที่ได้ทำการพิทักษ์รักษาคนเจ็บไข้ และค่าที่ได้ออกเงินไปเกี่ยวกับการนั้น ๆ

(๑๒)บุคคลจำพวกที่รับคนเข้าไว้บำรุงเลี้ยงฤๅฝึกสอนเรียกเอาค่าการงารที่ได้ทำไปและค่าที่ได้ออกเงินจ่ายไปทำนองเช่นระบุไว้ในอนุมาตรา ๑๑

(๑๓)ครูอาจารย์เรียกเอาค่าสอน

(๑๔)บุคคลผู้ประกอบการแพทย์ รวมทั้งศัลยแพทย์ สูติแพทย์ ทันตแพทย์ และช่างฟัน และสัตวแพทย์ กับทั้งนางผดุงครรภ์ นางพยาบาล เรียกเอาค่าการงารที่ได้ทำ รวมทั้งค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปด้วย

(๑๕)หมอความ ทนายความ รวมทั้งบันดาบุคคลที่ทางราชการได้ตั้งแต่งฤๅอนุญาตให้จัดกิจการเฉภาะบางอย่าง เรียกเอาค่าธรรมเนียมและค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปเพียงที่มิใช่เปนเงินอันอยู่ในประเภทจะต้องส่งเข้าท้องพระคลัง

(๑๖)บุคคลผู้เปนคู่ความเรียกเอาเงินที่ได้จ่ายล่วงน่าให้แก่ทนายความของตน

(๑๗)บุคคลผู้เปนพยานและผู้เชี่ยวชาญเรียกเอาค่าธรรมเนียมและค่าที่ได้ออกเงินทดรองไป

สิทธิเรียกร้องเช่นระบุไว้ในวรรค ๑ อนุมาตรา ๑, ๒ และ ๕ นั้น อย่างใดไม่เข้าอยู่ในบังคับอายุความสองปี ท่านให้มีกำหนดอายุความห้าปี

มาตรา๑๖๖ในการเรียกเอาดอกเบี้ยค้างส่งก็ดี เรียกเอาจำนวนเงินอันพึงส่งนอกจากดอกเบี้ยเพื่อผ่อนทุนคืนเปนงวด ๆ นั้นก็ดี ในการเรียกเอาค่าเช่าทรัพย์สินค้างส่งนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๕ วรรค ๑ อนุมาตรา ๖ นั้นก็ดี ในการเรียกเอาเงินค่าจ่าย คือเงินปี เงินเดือน เงินเบี้ยบำนาญ เงินค่าบำรุงรักษา และเงินอื่น ๆ บันดาที่มีกำหนดจ่ายเปนระยะเวลานั้นก็ดี สิทธิเรียกร้องเหล่านี้ ท่านให้มีกำหนดอายุความห้าปี

มาตรา๑๖๗สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากร ท่านให้มีกำหนดอายุความสิบปี เรียกเพื่อหนี้อย่างอื่น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติสามมาตราก่อนนี้

มาตรา๑๖๘สิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาชั้นที่สุดของศาลก็ดี โดยคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการก็ดี โดยปรานีปรานอมยอมความก็ดี ท่านให้มีกำหนดอายุความสิบปี แม้ทั้งที่เปนประเภทอันอยู่ในบังคับอายุความกำหนดน้อยกว่านั้น

มาตรา๑๖๙อันอายุความนั้น ท่านให้นับเริ่มแต่ขณะที่จะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เปนต้นไป ถ้าเปนสิทธิเรียกร้องเพื่อให้งดเว้นการอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านให้นับอายุความเริ่มแต่เวลาแรกที่ละเมิดสิทธินั้นเปนต้นไป

มาตรา๑๗๐ถ้าเจ้าหนี้อยู่ในฐานที่จะทวงถามให้ชำระหนี้มิได้จนกว่าจะได้บอกกล่าวแก่ลูกหนี้ก่อนไซร้ ท่านให้นับอายุความเริ่มแต่เวลาแรกที่จะอาจส่งคำบอกกล่าวได้

ถ้าลูกหนี้ยังไม่จำต้องชำระหนี้จนกว่าระยะเวลาอันหนึ่งอันใดจะได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่เวลาที่ได้บอกกล่าวนั้นไซร้ ท่านยังมิให้เริ่มนับอายุความจนกว่าระยะเวลาอันนั้นจะได้สิ้นไปแล้ว

มาตรา๑๗๑ถ้าสิทธิเรียกร้องจะเกิดมีขึ้นได้ต่อเมื่ออาศัยการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิบอกล้างอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ท่านให้นับอายุความเริ่มแต่ขณะแรกที่จะอาจบอกล้างได้

มาตรา๑๗๒ถ้าลูกหนี้รับสภาพต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยทำหนังสือรับสภาพให้ก็ตาม ด้วยใช้เงินให้บางส่วน ด้วยส่งดอกเบี้ยฤๅด้วยให้ประกันก็ตาม ฤๅทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันปราศจากเคลือบคลุมสงสัยตระหนักเปนปริยายว่ายอมรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องนั้นก็ตาม ท่านว่า อายุความย่อมสดุดหยุดลง

มาตรา๑๗๓ถ้าเจ้าหนี้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องก็ดี เพื่อให้ใช้หนี้ตามที่เรียกร้องก็ดี ฤๅทำการอื่นใดอันนับว่ามีผลเปนอย่างเดียวกัน เช่นยื่นคำร้องขอพิศูจน์หนี้ในคดีล้มละลาย ฤๅมอบคดีให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาก็ดี ท่านว่า อายุความย่อมสดุดหยุดลง

มาตรา๑๗๔การฟ้องคดี ท่านไม่นับว่าเปนเหตุให้อายุความสดุดหยุดลง หากว่าคดีนั้นได้ถอนเสีย ละทิ้งเสีย ฤๅต้องยกฟ้อง

มาตรา๑๗๕เมื่อฟ้องคดียังศาลแล้ว อายุความย่อมสดุดหยุดอยู่จนกว่าคดีนั้นจะได้วินิจฉัยถึงที่สุดฤๅเสร็จไปเปนประการอื่น

มาตรา๑๗๖ถ้าศาลยกคดีเสียเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล และกำหนดอายุความสิ้นไปแล้วในระวางพิจารณาก็ดี ฤๅจะสิ้นลงในระวางหกเดือนภายหลังที่ได้พิพากษาคดีถึงที่สุดก็ดี ท่านให้ขยายอายุความนั้นออกไปถึงหกเดือนภายหลังคำพิพากษานั้น

มาตรา๑๗๗การยื่นคำร้องขอพิศูจน์หนี้ในคดีล้มละลาย ท่านไม่นับว่าเปนเหตุให้อายุความสดุดหยุดลง หากว่าใบพิศูจน์หนี้นั้นได้ถอนเสีย ละทิ้งเสีย ฤๅต้องยกเสียแล้ว

มาตรา๑๗๘ในการพิศูจน์หนี้ในคดีล้มละลายนั้น อายุความสดุดหยุดอยู่จนกว่าจะยกเลิกการล้มละลายฤๅจนกว่าจะเฉลี่ยทรัพย์รายได้เปนครั้งที่สุด

ถ้ามีจำนวนเงินใดยึดไว้เพราะข้อพิศูจน์หนี้ฤๅสิทธิเรียกร้องยังเปนที่โต้แย้งอยู่ อายุความก็คงสดุดหยุดอยู่จนกว่าจะได้วินิจฉัยข้อพิศูจน์ฤๅสิทธิเรียกร้องนั้นเสร็จถึงที่สุด

มาตรา๑๗๙ในกรณีที่มอบให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา ท่านให้ใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๗๕ และ ๑๗๖ บังคับอนุโลมตามควร

มาตรา๑๘๐เจ้าหนี้ผู้จะได้รับใช้เงินเปนคราว ๆ ตามมูลแห่งหนี้มีสิทธิที่จะให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ในเวลาหนึ่งเวลาใดก่อนอายุความครบบริบูรณ์เพื่อเปนหลักฐานว่าอายุความสดุดหยุดลง

มาตรา๑๘๑เมื่ออายุความสดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ได้ล่วงไปก่อนนั้นย่อมไม่นับเข้าในอายุความ

เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสดุดหยุดลงนั้นสุดสิ้นเวลาใด ท่านให้เริ่มนับอายุความขึ้นใหม่แต่เวลานั้นสืบไป

มาตรา๑๘๒อันอายุความ เมื่อครบกำหนดบริบูรณ์แล้ว ย่อมให้ผลย้อนหลังขึ้นไปถึงวันที่เริ่มนับอายุความ

มาตรา๑๘๓ถ้าเวลาหนึ่งเวลาใดในหกเดือนก่อนอายุความครบกำหนดนั้น ผู้เยาว์ก็ดี ฤๅบุคคลวิกลจริตอันศาลจะได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถฤๅหาไม่ก็ดี มิได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมไซร้ ท่านว่า อายุความอันให้โทษแก่บุคคลเช่นนั้นยังไม่ครบบริบูรณ์จนกว่าจะสิ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ ฤๅนับแต่เวลาเมื่อความที่ขาดตัวผู้แทนโดยชอบธรรมอยู่นั้นได้สิ้นไปแล้ว

มาตรา๑๘๔ในส่วนสิทธิของผู้เยาว์ ฤๅของบุคคลวิกลจริตไม่ว่าศาลจะได้สั่งให้เปนคนไร้ความสามารถฤๅหาไม่ อันจะว่ากล่าวเอาแก่ผู้แทนโดยชอบธรรมของตนนั้น อายุความไม่ครบบริบูรณ์จนกว่าจะพ้นปีหนึ่งภายหลังบุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ ฤๅจนกว่าจะได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมขึ้นใหม่

วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงสิทธิของบุคคลผู้เสมือนไร้ความสามารถอันจะว่ากล่าวเอาแก่ผู้พิทักษ์ของตนด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๑๘๕สิทธิเรียกร้องระวางสามีภริยา อายุความไม่ครบบริบูรณ์จนกว่าจะขาดจากสามีภริยากันแล้วปีหนึ่ง

มาตรา๑๘๖อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่เปนคุณฤๅเปนโทษแก่บุคคลเมื่อเวลาตายนั้น ถ้าจะขาดลงภายในเวลาต่ำกว่าปีหนึ่งนับแต่วันตายไซร้ ท่านให้ขยายอายุความนั้นออกไปเปนปีหนึ่งนับแต่วันตาย

มาตรา๑๘๗ถ้าในเวลาที่อายุความจะสุดสิ้นลงนั้น มีเหตุสุดวิสัยมากีดกันมิให้เจ้าหนี้สามารถทำให้อายุความสดุดหยุดลงได้ไซร้ ท่านว่า อายุความนั้นยังไม่ครบบริบูรณ์จนกว่าจะพ้นเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่อุปสรรคเช่นนั้นได้สูญสิ้นไป

มาตรา๑๘๘เมื่อกำหนดอายุความได้ล่วงพ้นไปแล้ว ฝ่ายลูกหนี้ชอบที่จะบอกปัดการชำระหนี้ได้

ถ้ามีการชำระหนี้อย่างใด ๆ ไปตามสิทธิเรียกร้องอันขาดอายุความแล้วเปนราคามากน้อยเท่าใด ท่านว่า จะเรียกคืนหาได้ไม่ ถึงแม้ว่าการชำระหนี้นั้นจะได้ทำไปเพราะไม่รู้กำหนดอายุความก็เรียกคืนไม่ได้

วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการรับสภาพความรับผิดชอบโดยสัญญาและการที่ลูกหนี้ให้ประกันด้วย

มาตรา๑๘๙เหตุที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความย่อมไม่ห้ามผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ฤๅผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สิน ฤๅเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินอันตนได้ยึดถือไว้ในการที่จะใช้สิทธิบังคับจากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ ฤๅยึดถือไว้นั้น แต่เมื่อใช้สิทธิอันนี้ท่านห้ามมิให้เจ้าหนี้คิดเอาดอกเบี้ยที่ค้างกว่าห้าปีขึ้นไป

มาตรา๑๙๐เมื่อสิทธิเรียกร้องในส่วนที่เปนประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ส่วนที่เปนอุปกรณ์อันต้องอาศัยส่วนที่เปนประธานนั้นก็ตกเปนอันขาดอายุความตามกันไปด้วย แม้ถึงว่าอายุความอันพึงใช้เฉภาะแก่สิทธิเรียกร้องส่วนอุปกรณ์อันนั้นจะยังไม่ครบบริบูรณ์ก็ตาม

มาตรา๑๙๑อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น ผู้ใดหาอาจจะขยายออกฤๅย่นเข้าได้ไม่

มาตรา๑๙๒ประโยชน์แห่งอายุความนั้นจะอาจละเสียได้ต่อเมื่ออายุความครบบริบูรณ์แล้ว แต่การที่ละเสียเช่นนี้ย่อมไม่ลบล้างสิทธิของบุคคลภายนอก

อนึ่งการที่ลูกหนี้ชั้นต้นละเสียซึ่งอายุความนั้นย่อมไม่ลบล้างสิทธิของผู้ค้ำประกัน

มาตรา๑๙๓เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเปนข้อต่อสู้ ท่านว่า ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเปนมูลยกฟ้องไม่ได้




มาตรา๑๙๔ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ อนึ่งการชำระหนี้ด้วยงดเว้นการอันใดอันหนึ่งก็ย่อมมีได้

มาตรา๑๙๕เมื่อทรัพย์ซึ่งเปนวัดถุแห่งหนี้นั้นได้ระบุไว้แต่เพียงเปนประเภท และถ้าตามสภาพแห่งนิติกรรมฤๅตามเจตนาของคู่กรณีไม่อาจจะกำหนดได้ว่าทรัพย์นั้นจะพึงเปนชนิดอย่างไรไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง

ถ้าลูกหนี้ได้กระทำการอันตนจะพึงต้องทำเพื่อส่งมอบทรัพย์สิ่งนั้นทุกประการแล้วก็ดี ฤๅถ้าลูกหนี้ได้เลือกกำหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบแล้วด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้ก็ดี ท่านว่า ทรัพย์นั้นจึงเปนวัดถุแห่งหนี้จำเดิมแต่เวลานั้นไป

มาตรา๑๙๖ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เปนเงินต่างประเทศ ท่านว่า จะส่งใช้เปนเงินสยามก็ได้

การเปลี่ยนเงินนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินณสถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน

มาตรา๑๙๗ถ้าหนี้เงินจะพึงส่งใช้ด้วยเงินตราชนิดหนึ่งชนิดใดโดยเฉภาะ อันเปนชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้วในเวลาที่จะต้องส่งเงินใช้หนี้นั้นไซร้ การส่งใช้เงินท่านให้ถือเสมือนหนึ่งว่ามิได้ระบุไว้ให้ใช้เปนเงินตราชนิดนั้น

มาตรา๑๙๘ถ้าการอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่าง แต่จะต้องกระทำเพียงการใดการหนึ่งแต่อย่างเดียวไซร้ ท่านว่า สิทธิที่จะเลือกทำการอย่างใดนั้นตกอยู่แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันกำหนดไว้เปนอย่างอื่น

มาตรา๑๙๙การเลือกนั้นท่านให้ทำด้วยแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง

การชำระหนี้ได้เลือกทำเปนอย่างใดแล้ว ท่านให้ถือว่า อย่างนั้นอย่างเดียวเปนการชำระหนี้อันกำหนดให้กระทำแต่ต้นมา

มาตรา๒๐๐ถ้าจะต้องเลือกภายในระยะเวลาอันมีกำหนด และฝ่ายที่มีสิทธิจะเลือก มิได้เลือกภายในระยะเวลานั้นไซร้ ท่านว่า สิทธิที่จะเลือกนั้นย่อมตกไปอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่ง

ถ้ามิได้กำหนดระยะเวลาให้เลือกไซร้ เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ฝ่ายที่ไม่มีสิทธิจะเลือกอาจกำหนดเวลาพอสมควรแก่เหตุ แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายโน้นใช้สิทธิเลือกภายในเวลาอันนั้น

มาตรา๒๐๑ถ้าบุคคลภายนอกจะพึงเปนผู้เลือก ท่านให้กระทำด้วยแสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ และลูกหนี้จะต้องแจ้งความนั้นแก่เจ้าหนี้

ถ้าบุคคลภายนอกนั้นไม่อาจจะเลือกได้ก็ดี ฤๅไม่เต็มใจจะเลือกก็ดี ท่านว่า สิทธิที่จะเลือกตกไปอยู่แก่ฝ่ายลูกหนี้

มาตรา๒๐๒ถ้าการอันจะพึงต้องทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่าง และอย่างใดอย่างหนึ่งตกเปนอันพ้นวิสัยจะทำได้มาแต่ต้นก็ดี ฤๅกลายเปนพ้นวิสัยในภายหลังก็ดี ท่านให้จำกัดหนี้นั้นไว้เพียงการชำระหนี้อย่างอื่นที่ไม่พ้นวิสัย อนึ่งการจำกัดอันนี้ย่อมไม่เกิดมีขึ้น หากว่าการชำระหนี้กลายเปนพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายที่ไม่มีสิทธิจะเลือกนั้นต้องรับผิดชอบ



มาตรา๒๐๓ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้ ฤๅจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน

ถ้าได้กำหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเปนที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนถึงเวลานั้นหาได้ไม่ แต่ฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นก็ได้

มาตรา๒๐๔ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ไซร้ ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

ถ้าได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งประดิทิน และลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้ตกเปนผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ต้องบอกกล่าวล่วงน่าก่อนการชำระหนี้ ซึ่งได้กำหนดเวลาลงไว้อาจคำนวณนับได้โดยประดิทินนับแต่วันที่ได้บอกกล่าว

มาตรา๒๐๕ตราบใดการชำระหนี้นั้นยังมิได้กระทำลงเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ตราบนั้นลูกหนี้ยังหาได้ชื่อว่าผิดนัดไม่

มาตรา๒๐๖ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลลเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำลเมิด

มาตรา๒๐๗ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ตกเปนผู้ผิดนัด

มาตรา๒๐๘การชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเปนอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เปนอย่างนั้นโดยตรง

แต่ถ้าเจ้าหนี้ได้แสดงแก่ลูกหนี้ว่า จะไม่รับชำระหนี้ก็ดี ฤๅเพื่อที่จะชำระหนี้จำเปนที่เจ้าหนี้จะต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนก็ดี ลูกหนี้จะบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ว่า ได้เตรียมการที่จะชำระหนี้ไว้พร้อมเสร็จแล้ว ให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้นั้นเท่านี้ก็นับว่าเปนการเพียงพอแล้ว ในกรณีเช่นนี้ท่านว่า คำบอกกล่าวของลูกหนี้นั้นก็เสมอกับคำขอปฏิบัติการชำระหนี้

มาตรา๒๐๙ถ้าได้กำหนดเวลาไว้เปนแน่นอนเพื่อให้เจ้าหนี้กระทำการอันใด ท่านว่า ที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้นั้นจะต้องทำก็แต่เมื่อเจ้าหนี้ทำการอันนั้นภายในเวลากำหนด

มาตรา๒๑๐ถ้าลูกหนี้จำต้องชำระหนี้ส่วนของตนต่อเมื่อเจ้าหนี้ชำระหนี้ตอบแทนด้วยไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้จะได้เตรียมพร้อมที่จะรับชำระหนี้ตามที่ลูกหนี้ขอปฏิบัตินั้นแล้วก็ดี หากไม่เสนอที่จะทำการชำระหนี้ตอบแทนตามที่จะพึงต้องทำ เจ้าหนี้ก็เปนอันได้ชื่อว่าผิดนัด

มาตรา๒๑๑ในเวลาที่ลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้นั้นก็ดี ฤๅในเวลาที่กำหนดไว้ให้เจ้าหนี้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐๙ นั้นก็ดี ถ้าลูกหนี้มิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ยังหาผิดนัดไม่

มาตรา๒๑๒ถ้ามิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ก็ดี ฤๅถ้าลูกหนี้มีสิทธิที่จะชำระหนี้ได้ก่อนเวลากำหนดก็ดี การที่เจ้าหนี้มีเหตุขัดข้องชั่วคราวไม่อาจรับชำระหนี้ที่เขาขอปฏิบัติแก่ตนได้นั้น หาทำให้เจ้าหนี้ตกเปนผู้ผิดนัดไม่ เว้นแต่ลูกหนี้จะได้บอกกล่าวการชำระหนี้ไว้ล่วงน่าโดยเวลาอันสมควร

มาตรา๒๑๓ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้

เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัดถุแห่งหนี้เปนอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัดถุแห่งหนี้เปนอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้

ส่วนหนี้ซึ่งมีวัดถุเปนอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายน่าด้วยก็ได้

อนึ่งบทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่

มาตรา๒๑๔เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย

มาตรา๒๑๕เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ไซร้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้

มาตรา๒๑๖ถ้าโดยเหตุผิดนัด การชำระหนี้กลายเปนอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะบอกปัดไม่รับชำระหนี้และจะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ก็ได้

มาตรา๒๑๗ลูกหนี้จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายบันดาที่เกิดแต่ความประมาทเลินเล่อในระวางเวลาที่ตนผิดนัด ทั้งจะต้องรับผิดชอบในการที่การชำระหนี้กลายเปนพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระวางเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้น ถึงแม้ว่าตนจะได้ชำระหนี้ทันเวลากำหนดก็คงจะต้องเกิดมีอยู่นั่นเอง

มาตรา๒๑๘ถ้าการชำระหนี้กลายเปนพ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้ต้องรับผิดชอบไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าหนี้เพื่อค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้นั้น

ในกรณีที่การชำระหนี้กลายเปนพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน ถ้าหากว่าส่วนที่ยังเปนวิสัยจะทำได้นั้นจะเปนอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จะไม่ยอมรับชำระหนี้ส่วนที่ยังเปนวิสัยจะทำได้นั้นแล้ว และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้เสียทั้งหมดทีเดียวก็ได้

มาตรา๒๑๙ถ้าการชำระหนี้กลายเปนพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้เปนอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น

ถ้าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้วนั้น ลูกหนี้กลายเปนคนไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ไซร้ ท่านให้ถือเสมือนว่าเปนพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเปนอันพ้นวิสัยฉนั้น

มาตรา๒๒๐ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตนกับทั้งของบุคคลที่ตนใช้ในการชำระหนี้นั้นโดยขนาดเสมอกับว่าเปนความผิดของตนเองฉนั้น แต่บทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๗๓ หาใช้บังคับแก่กรณีเช่นนี้ด้วยไม่

มาตรา๒๒๑หนี้เงินอันต้องเสียดอกเบี้ยนั้น ท่านว่า จะคิดดอกเบี้ยในระวางที่เจ้าหนี้ผิดนัดหาได้ไม่

มาตรา๒๒๒การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปรกติย่อมเกิดขึ้น แต่การไม่ชำระหนี้นั้น

เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นฤๅควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงน่าก่อนแล้ว

มาตรา๒๒๓ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่า หนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เปนประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเปนผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร

วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้แม้ทั้งที่ความผิดของฝ่ายผู้ที่เสียหายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้ให้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหายอันเปนอย่างร้ายแรงผิดปรกติ ซึ่งลูกหนี้ไม่รู้ฤๅไม่อาจจะรู้ได้ ฤๅเพียงแต่ละเลยไม่บำบัดปัดป้อง ฤๅบรรเทาความเสียหายนั้นด้วย อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๒๐ นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๒๔หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระวางเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระวางผิดนัด

การพิศูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกกว่านั้น ท่านอนุญาตให้พิศูจน์ได้

มาตรา๒๒๕ถ้าลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัดถุอันได้เสื่อมเสียไประวางผิดนัดก็ดี ฤๅวัดถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระวางผิดนัดก็ดี ท่านว่า เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนที่จะต้องใช้เปนค่าสินไหมทดแทนคิดตั้งแต่เวลาอันเปนฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นก็ได้ วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่ลูกหนี้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ราคาวัดถุตกต่ำ เพราะวัดถุนั้นเสื่อมเสียลงในระวางเวลาที่ผิดนัดนั้นด้วย


มาตรา๒๒๖บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบันดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ รวมทั้งประกันแห่งหนี้นั้นได้ในนามของตนเอง

ช่วงทรัพย์ได้แก่เอาทรัพย์สินอันหนึ่งเข้าแทนที่ทรัพย์สินอีกอันหนึ่ง ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน

มาตรา๒๒๗เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็มตามราคาทรัพย์ฤๅสิทธิซึ่งเปนวัดถุแห่งหนี้นั้นแล้ว ท่านว่า ลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะเปนผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์ฤๅสิทธินั้น ๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย

มาตรา๒๒๘ถ้าพฤติการณ์ซึ่งทำให้การชำระหนี้เปนอันพ้นวิสัยนั้น เปนผลให้ลูกหนี้ได้มาซึ่งของแทนก็ดี ฤๅได้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อทรัพย์อันจะพึงได้แก่ตนนั้นก็ดี ท่านว่า เจ้าหนี้จะเรียกให้ส่งมอบของแทนที่ได้รับไว้ฤๅจะเข้าเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเสียเองก็ได้

ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพราะการไม่ชำระหนี้ และถ้าใช้สิทธินั้นดังได้ระบุไว้ในวรรคต้นไซร้ ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงใช้แก่เจ้าหนี้นั้นย่อมลดจำนวนลงเพียงเสมอราคาแห่งของแทนซึ่งลูกหนี้ได้รับไว้ ฤๅเสมอจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ลูกหนี้จะเรียกร้องได้นั้น

มาตรา๒๒๙การรับช่วงสิทธิย่อมมีขึ้นด้วยอำนาจกฎหมายและย่อมสำเร็จเปนประโยชน์แก่บุคคลดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(๑)บุคคลซึ่งเปนเจ้าหนี้อยู่เอง และมาใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้อีกคนหนึ่งผู้มีสิทธิจะได้รับใช้หนี้ก่อนตน เพราะเขามีบุริมสิทธิ ฤๅมีสิทธิจำนำ จำนอง

(๒)บุคคลผู้ได้ไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์ใด และเอาเงินราคาค่าซื้อใช้ให้แก่ผู้รับจำนองทรัพย์นั้นเสร็จไป

(๓)บุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกันผู้อื่น ฤๅเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนี้นั้น และเข้าใช้หนี้นั้น

มาตรา๒๓๐ถ้าในการที่เจ้าหนี้นำบังคับยึดทรัพย์อันหนึ่งอันใดของลูกหนี้นั้น บุคคลผู้ใดจะต้องเสี่ยงภัยเสียสิทธิในทรัพย์อันนั้นเพราะการบังคับยึดทรัพย์ไซร้ ท่านว่า บุคคลผู้นั้นมีสิทธิจะเข้าใช้หนี้เสียแทนได้ อนึ่งผู้ครองทรัพย์อันหนึ่งอันใด ถ้าจะต้องเสี่ยงภัยเสียสิทธิครองทรัพย์นั้นไปเพราะการบังคับยึดทรัพย์ ก็ย่อมมีสิทธิจะทำได้เช่นเดียวกับที่ว่ามานั้น

ถ้าบุคคลภายนอกผู้ใดมาใช้หนี้แทนจนเปนที่พอใจของเจ้าหนี้แล้ว บุคคลผู้นั้นย่อมเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ แต่สิทธิเรียกร้องอันนี้จะบังคับให้เปนที่เสื่อมเสียแก่เจ้าหนี้หาได้ไม่

มาตรา๒๓๑ถ้าทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ ฤๅอยู่ในบังคับบุริมสิทธิประการอื่นนั้น เปนทรัพย์อันได้เอาประกันภัยไว้ไซร้ ท่านว่า สิทธิจำนอง จำนำ ฤๅบุริมสิทธิอย่างอื่นนั้น ย่อมครอบไปถึงสิทธิที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ประกันภัยด้วย

ในกรณีที่เปนอสังหาริมทรัพย์ ถ้าผู้รับประกันภัยได้รู้ ฤๅควรจะได้รู้ว่ามีจำนอง ฤๅบุริมสิทธิอย่างอื่นไซร้ ท่านยังมิให้ผู้รับประกันภัยใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัย จนกว่าจะได้บอกกล่าวเจตนาเช่นนั้นไปยังผู้รับจำนอง ฤๅเจ้าหนี้มีบุริมสิทธิคนอื่นแล้ว และมิได้รับคำคัดค้านการที่จะใช้เงินนั้นมาภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันบอกกล่าว แต่สิทธิอย่างใด ๆ ที่ได้จดทะเบียนณหอทะเบียนที่ดินนั้น ท่านให้ถือว่า เปนอันรู้ถึงผู้รับประกันภัย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการจำนองสังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้นั้นด้วย

ในกรณีที่เปนสังหาริมทรัพย์ ผู้รับประกันภัยจะใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยตรงก็ได้ เว้นแต่ตนจะได้รู้ฤๅควรจะได้รู้ว่าทรัพย์นั้นตกอยู่ในบังคับจำนำ ฤๅบุริมสิทธิอย่างอื่น

ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ ถ้าทรัพย์สินอันได้เอาประกันภัยไว้นั้นได้คืนมา ฤๅได้จัดของแทนให้

วิธีเดียวกันนี้ท่านให้อนุโลมใช้บังคับแก่กรณีบังคับซื้อกับทั้งกรณีที่ต้องใช้ค่าเสียหายอันควรจะได้แก่เจ้าของทรัพย์สิน เพราะเหตุทรัพย์สินทำลายฤๅบุบสลายนั้นด้วย

มาตรา๒๓๒ถ้าตามความในมาตราก่อนนี้เปนอันว่าจะเอาเงินจำนวนหนึ่งให้แทนทรัพย์สินที่ทำลายฤๅบุบสลายไซร้ เงินจำนวนนี้ท่านยังมิให้ส่งมอบแก่ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ฤๅเจ้าหนี้มีบุริมสิทธิคนอื่น ก่อนที่หนี้ซึ่งได้เอาทรัพย์นี้เปนประกันไว้นั้นจะถึงกำหนด และถ้าคู่กรณีไม่สามารถจะตกลงกับลูกหนี้ได้ไซร้ ท่านว่า ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้นำเงินจำนวนนั้นไปวางไว้ณสำนักงารวางทรัพย์เพื่อประโยชน์อันร่วมกัน เว้นแต่ลูกหนี้จะหาประกันให้ไว้ตามสมควร


มาตรา๒๓๓ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องฤๅเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เปนเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เปนการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้

มาตรา๒๓๔เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีนั้นด้วย

มาตรา๒๓๕เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเงินเต็มจำนวนที่ยังค้างชำระแก่ลูกหนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนก็ได้ ถ้าจำเลยยอมใช้เงินเพียงเท่าจำนวนที่ลูกหนี้เดิมค้างชำระแก่เจ้าหนี้นั้น คดีก็เปนเสร็จกันไป แต่ถ้าลูกหนี้เดิมได้เข้าชื่อเปนโจทก์ด้วย ลูกหนี้เดิมจะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาต่อไปในส่วนจำนวนเงินที่ยังเหลือติดค้างอยู่ก็ได้

แต่อย่างไรก็ดี ท่านมิให้เจ้าหนี้ได้รับมากไปกว่าจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนนั้นเลย

มาตรา๒๓๖จำเลยมีข้อต่อสู้ลูกหนี้เดิมอยู่อย่างใด ๆ ท่านว่า จะยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ข้อต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยื่นฟ้องแล้ว


มาตรา๒๓๗เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเปนทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฎว่าในขณะที่นิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเปนผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเปนทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเปนการทำให้โดยเสนหา ท่านว่า เพียงแต่ลูกหนี้เปนผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัดถุเปนสิทธิในทรัพย์สิน

มาตรา๒๓๘การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนั้น ไม่อาจกระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอน

อนึ่งความที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าสิทธินั้นได้มาโดยเสนหา

มาตรา๒๓๙การเพิกถอนนั้นย่อมได้เปนประโยชน์แก่เจ้าหนี้หมดทุกคน

มาตรา๒๔๐การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเปนมูลให้เพิกถอน ฤๅพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น


มาตรา๒๔๑ผู้ใดเปนผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเปนคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ ท่านว่า ผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้ แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ เมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด

อนึ่งบทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าการที่เข้าครอบครองนั้นเริ่มมาแต่ทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา๒๔๒สิทธิยึดหน่วงอันใด ถ้าไม่สมกับลักษณที่เจ้าหนี้รับภาระในมูลหนี้ก็ดี ไม่สมกับคำสั่งอันลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนฤๅให้ในเวลาที่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นก็ดี ฤๅเปนการขัดกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ดี สิทธิยึดหน่วงเช่นนั้นท่านให้ถือว่า หามีไม่เลย

มาตรา๒๔๓ในกรณีที่ลูกหนี้เปนคนสินล้นพ้นตัวไม่สามารถใช้หนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิจะยึดหน่วงทรัพย์สินไว้ได้ แม้ทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนดเรียกร้อง ถ้าการที่ลูกหนี้ไม่สามารถใช้หนี้นั้นได้เกิดเปนขึ้นฤๅรู้ถึงเจ้าหนี้ต่อภายหลังเวลาที่ได้ส่งมอบทรัพย์สินไซร้ ถึงแม้ว่าจะไม่สมกับลักษณที่เจ้าหนี้รับภาระในมูลหนี้ไว้เดิม ฤๅไม่สมกับคำสั่งอันลูกหนี้ได้ให้ไว้ก็ดี เจ้าหนี้ก็อาจจะใช้สิทธิยึดหน่วงได้

มาตรา๒๔๔ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะใช้สิทธิของตนแก่ทรัพย์สินทั้งหมดที่ยึดหน่วงไว้นั้นจนกว่าจะชำระหนี้สิ้นเชิงก็ได้

มาตรา๒๔๕ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะเก็บดอกผลแห่งทรัพย์สินที่ยึดหน่วงไว้ และจัดสรรเอาไว้เพื่อการชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้คนอื่นก็ได้

ดอกผลเช่นว่านี้จะต้องจัดสรรเอาชำระดอกเบี้ยแห่งหนี้นั้นก่อน ถ้ายังมีเหลือจึ่งให้จัดสรรใช้ต้นเงิน

มาตรา๒๔๖ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจำต้องจัดการดูแลรักษาทรัพย์สินที่ยึดหน่วงไว้นั้นตามสมควร เช่นจะพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะเช่นนั้น

อนึ่งทรัพย์สินซึ่งยึดหน่วงไว้นั้น ถ้ามิได้รับความยินยอมของลูกหนี้ ท่านว่า ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหาอาจจะใช้สอยฤๅให้เช่า ฤๅเอาไปทำเปนหลักประกันได้ไม่ แต่ความที่กล่าวนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับไปถึงการใช้สอยเช่นที่จำเปนเพื่อจะรักษาทรัพย์สินนั้นเอง

ถ้าผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติใดที่กล่าวมานี้ ท่านว่า ลูกหนี้จะเรียกร้องให้ระงับสิทธินั้นเสียก็ได้

มาตรา๒๔๗ถ้าผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงต้องเสียค่าใช้จ่ายไปตามที่จำเปนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอันตนยึดหน่วงไว้นั้นเพียงใด จะเรียกให้เจ้าทรัพย์ชดใช้ให้ก็ได้

มาตรา๒๔๘ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๑๘๙ การใช้สิทธิยึดหน่วงหาทำให้อายุความแห่งหนี้สดุดหยุดลงไม่

มาตรา๒๔๙ลูกหนี้จะเรียกร้องให้ระงับสิทธิยึดหน่วงด้วยหาประกันให้ไว้ตามสมควรก็ได้

มาตรา๒๕๐การครองทรัพย์สินสูญสิ้นไป สิทธิยึดหน่วงก็เปนอันระงับสิ้นไปด้วย แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ทรัพย์สินอันยึดหน่วงไว้นั้นได้ให้เช่าไปฤๅจำนำไว้ด้วยความยินยอมของลูกหนี้


มาตรา๒๕๑ผู้ทรงบุริมะสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ฤๅบทกฎหมายอื่น

มาตรา๒๕๒บทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๔๔ นั้น ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงบุริมะสิทธิด้วยตามแต่กรณี


มาตรา๒๕๓ถ้าหนี้มีอยู่เปนคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมะสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้คือ

(๑)ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกัน

(๒)ค่าปลงศพ

(๓)ค่าภาษีอากร

(๔)ค่าจ้างเสมียน คนใช้ และคนงาร

(๕)ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเปนประจำวัน

มาตรา๒๕๔บุริมะสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันนั้น ใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายอันได้เสียไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้หมดทุกคนร่วมกัน เกี่ยวด้วยการรักษา การชำระบาญชี ฤๅการเฉลี่ยทรัพย์สินของลูกหนี้

ถ้าค่าใช้จ่ายนั้นมิได้เสียไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้หมดทุกคนไซร้ บุริมะสิทธิย่อมจะใช้ได้แต่เฉภาะต่อเจ้าหนี้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการนั้น

มาตรา๒๕๕บุริมะสิทธิในมูลค่าปลงศพนั้น ใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายในการปลงศพตามควรแก่ฐานานุรูปของลูกหนี้

มาตรา๒๕๖บุริมะสิทธิในมูลค่าภาษีอากรนั้น ใช้สำหรับเอาบันดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สิน ฤๅค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง

มาตรา๒๕๗บุริมะสิทธิในมูลค่าจ้างเสมียน ฤๅคนใช้ เพื่อการงารที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้นั้น ใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือน แต่ไม่ให้เกินสามร้อยบาทต่อเสมียน ฤๅคนใช้คนหนึ่ง ๆ

บุริมะสิทธิในมูลค่าจ้างคนงารนั้น ใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปสองเดือน แต่ไม่ให้เกินร้อยห้าสิบบาทต่อคนงารคนหนึ่ง ๆ

มาตรา๒๕๘บุริมะสิทธิในมูลค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเปนประจำวันนั้น ใช้สำหรับเอาค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งยังค้างชำระอยู่นับถอยหลังขึ้นไปหกเดือน เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม โคมไฟ ฟืน ถ่าน อันจำเปนเพื่อการทรงชีพของลูกหนี้ และบุคคลในสกุลซึ่งอยู่กับลูกหนี้และซึ่งลูกหนี้จำต้องอุปการะ กับทั้งคนใช้ของลูกหนี้ด้วย


มาตรา๒๕๙ถ้าหนี้มีอยู่เปนคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมะสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉภาะอย่างของลูกหนี้ คือ

(๑)เช่าอสังหาริมทรัพย์

(๒)พักอาศัยในโรงแรม

(๓)รับขนคนโดยสาร ฤๅของ

(๔)รักษาสังหาริมทรัพย์

(๕)ซื้อขายสังหาริมทรัพย์

(๖)ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ ฤๅปุ๋ย

(๗)ค่าแรงงารกสิกรรม ฤๅอุตสาหะกรรม

มาตรา๒๖๐บุริมะสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์และหนี้อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่า และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ของผู้เช่าซึ่งอยู่ในฤๅบนอสังหาริมทรัพย์นั้น

มาตรา๒๖๑บุริมะสิทธิของผู้ให้เช่าที่ดินนั้นมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายอันผู้เช่าได้นำเข้ามาไว้บนที่ดินที่ให้เช่า ฤๅนำเข้ามาไว้ในเรือนโรงอันใช้ประกอบกับที่ดินนั้น และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์เช่นสำหรับที่ใช้ในที่ดินนั้น กับทั้งเหนือดอกผลอันเกิดจากที่ดินซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เช่านั้นด้วย

บุริมะสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงย่อมมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้เช่านำเข้ามาไว้ในเรือนโรงนั้นด้วย

มาตรา๒๖๒ถ้าการเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้โอนไปก็ดี ฤๅได้ให้เช่าช่วงก็ดี บุริมะสิทธิของผู้ให้เช่าเดิมย่อมครอบไปถึงสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้รับโอน ฤๅผู้เช่าช่วงได้นำเข้ามาไว้ในทรัพย์สินนั้นด้วย ความที่กล่าวนี้ท่านให้ใช้ได้ตลอดถึงเงินอันผู้โอนฤๅผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนฤๅผู้เช่าช่วงนั้นด้วย

มาตรา๒๖๓ในกรณีที่ผู้เช่าต้องชำระบาญชีเฉลี่ยทรัพย์สินทั่วไปนั้น บุริมะสิทธิของผู้ให้เช่าย่อมมีอยู่แต่เฉภาะสำหรับเอาใช้ค่าเช่าและหนี้อย่างอื่นเท่าที่มีในระยะกำหนดส่งค่าเช่าเพียงสามระยะ คือปัจจุบันระยะหนึ่ง ก่อนนั้นขึ้นไประยะหนึ่ง และต่อไปภายน่าอีกระยะหนึ่งเท่านั้น และใช้สำหรับเอาค่าเสียหายซึ่งเกิดขึ้นในระยะกำหนดส่งค่าเช่าปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกระยะหนึ่งด้วย

มาตรา๒๖๔ในการเรียกร้องของผู้ให้เช่า ถ้าผู้ให้เช่าได้รับเงินประกันไว้ ผู้ให้เช่าย่อมมีบุริมะสิทธิแต่เพียงในส่วนที่ไม่มีเงินประกัน

มาตรา๒๖๕บุริมะสิทธิในมูลพักอาศัยในโรงแรมนั้น ใช้สำหรับเอาเงินบันดาที่ค้างชำระแก่เจ้าสำนักเพื่อการพักอาศัยและการอื่น ๆ อันได้จัดให้สำเร็จความปรารถนาแก่คนเดินทาง ฤๅแขกอาศัย รวมทั้งการชดใช้เงินทั้งหลายที่ได้ออกแทนไปและมีอยู่เหนือเครื่องเดินทาง ฤๅทรัพย์สินอย่างอื่นของคนเดินทาง ฤๅแขกอาศัยอันเอาไว้ในโรงแรม โฮเต็ล ฤๅสถานที่เช่นนั้น

มาตรา๒๖๖ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ฤๅเจ้าสำนักโรงแรม โฮเต็ล ฤๅสถานที่เช่นนั้น จะใช้บุริมะสิทธิของตนบังคับทำนองเดียวกับผู้รับจำนำก็ได้ บทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับจำนำนั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา๒๖๗บุริมะสิทธิในมูลรับขนนั้น ใช้สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขนคนโดยสารฤๅของ กับทั้งค่าใช้จ่ายอันเปนอุปกรณ์ และเปนบุริมะสิทธิมีอยู่เหนือของและเครื่องเดินทางทั้งหมดอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง

มาตรา๒๖๘ในกรณีดังได้ปรารภไว้ในความแปดมาตราก่อนนี้นั้น ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ก็ดี เจ้าสำนักโรงแรมก็ดี ฤๅผู้ขนส่งก็ดี จะใช้บุริมะสิทธิของตนเหนือสังหาริมทรัพย์อันเปนของบุคคลภายนอกก็ได้ เว้นแต่ตนจะได้รู้ในเวลาอันควรรู้ได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเปนของบุคคลภายนอก

ถ้าอสังหาริมทรัพย์นั้นถูกลักฤๅสูญหาย ท่านให้บังคับตามบทกฎหมายว่าด้วยการแสวงคืนครองทรัพย์

มาตรา๒๖๙บุริมะสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสังหาริมทรัพย์ และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์อันนั้น

อนึ่งบุริมะสิทธินี้ยังใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายที่จำเปนอันได้เสียไปเพื่อที่จะสงวนสิทธิ ฤๅรับสภาพสิทธิ ฤๅบังคับสิทธิ อันเกี่ยวด้วยสังหาริมทรัพย์นั้นอีกด้วย

มาตรา๒๗๐บุริมะสิทธิในมูลซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาราคาซื้อขายและดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์อันนั้น

มาตรา๒๗๑บุริมะสิทธิในมูลค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ ฤๅปุ๋ยนั้น ใช้สำหรับเอาราคาค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ ฤๅปุ๋ย และดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนือดอกผลอันเกิดงอกในที่ดินเพราะใช้สิ่งเหล่านั้นภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ใช้

มาตรา๒๗๒บุริมะสิทธิในมูลค่าแรงงารเพื่อกสิกรรมและอุตสาหะกรรมนั้น ในส่วนบุคคลที่ได้ทำการงารกสิกรรม ใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปปีหนึ่ง และในส่วนบุคคลที่ได้ทำการงารอุตสาหะกรรม ใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปสามเดือน และเปนบุริมะสิทธิมีอยู่เหนือดอกผลฤๅสิ่งของที่ประดิษฐ์ขึ้นอันเกิดแต่แรงงารของบุคคลนั้น ๆ

มาตรา๒๗๓ถ้าหนี้มีอยู่เปนคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมะสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉภาะอย่างของลูกหนี้ คือ

(๑)รักษาอสังหาริมทรัพย์

(๒)จ้างทำของเปนการงารทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์

(๓)ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

มาตรา๒๗๔บุริมะสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาอสังหาริมทรัพย์ และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น

อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๖๙ วรรคสองนั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ด้วย

มาตรา๒๗๕บุริมะสิทธิในมูลจ้างทำของเปนการงารทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาสินจ้าง ค่าทำของเปนการงารอันผู้ก่อสร้าง สถาปนิก ฤๅผู้รับจ้างได้ทำลงบนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น

อนึ่งบุริมะสิทธินี้ย่อมเกิดขึ้นต่อเมื่ออสังหาริมทรัพย์นั้นมีราคาเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเพราะการที่ได้ทำขึ้นนั้น และมีอยู่เพียงเหนือราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

มาตรา๒๗๖บุริมะสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ใช้สำหรับเอาราคาอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยในราคานั้นและมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น


มาตรา๒๗๗เมื่อมีบุริมะสิทธิสามัญหลายรายแย้งกัน ท่านให้ถือว่า บุริมะสิทธิทั้งหลายนั้นมีลำดับที่จะให้ผลก่อนหลังดังที่ได้เรียงลำดับไว้ในมาตรา ๒๕๓

เมื่อมีบุริมะสิทธิสามัญแย้งกับบุริมะสิทธิพิเศษ ท่านว่า บุริมะสิทธิพิเศษย่อมอยู่ในลำดับก่อน แต่บุริมะสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันนั้นย่อมอยู่ในลำดับก่อนในฐานที่จะใช้สิทธินั้นต่อเจ้าหนี้ผู้ได้รับประโยชน์จากการนั้นหมดทุกคนด้วยกัน

มาตรา๒๗๘เมื่อมีบุริมะสิทธิแย้งกันหลายรายเหนือสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านให้ถือลำดับก่อนหลังดังที่เรียงไว้ต่อไปนี้ คือ

(๑)บุริมะสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ พักอาศัยในโรงแรมและรับขน

(๒)บุริมะสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้ามีบุคคลหลายคนเปนผู้รักษา ท่านว่า ผู้ที่รักษาภายหลังอยู่ในลำดับก่อนผู้ที่ได้รักษามาก่อน

(๓)บุริมะสิทธิในมูลซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ ฤๅปุ๋ย และค่าแรงงารกสิกรรมและอุตสาหะกรรม

ถ้าบุคคลผู้ใดมีบุริมะสิทธิอยู่ในลำดับเปนที่หนึ่ง และรู้อยู่ในขณะที่ตนได้ประโยชน์แห่งหนี้มานั้นว่า ยังมีบุคคลอื่นซึ่งมีบุริมะสิทธิอยู่ในลำดับที่สองฤๅที่สามไซร้ ท่านห้ามมิให้บุคคลผู้นั้นใช้สิทธิในการที่ตนอยู่ในลำดับก่อนนั้นต่อบุคคลอื่นเช่นว่ามา และท่านห้ามมิให้ใช้สิทธินี้ต่อผู้ที่ได้รักษาทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่บุคคลผู้มีบุริมะสิทธิในลำดับที่หนึ่งนั้นเองด้วย

ในส่วนดอกผล ท่านให้บุคคลผู้ได้ทำการงารกสิกรรมอยู่ในลำดับที่หนึ่ง ผู้ส่งเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ ฤๅปุ๋ย อยู่ในลำดับที่สอง และให้ผู้เช่าที่ดิน อยู่ในอันดับที่สาม

มาตรา๒๗๙เมื่อมีบุริมะสิทธิพิเศษแย้งกันหลายรายเหนืออสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านให้ถือลำดับก่อนหลังดังที่ได้เรียงลำดับไว้ในมาตรา ๒๗๓

ถ้าได้ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นสืบต่อกันไปอีกไซร้ ลำดับก่อนหลังในระวางผู้ขายด้วยกันนั้น ท่านให้เปนไปตามลำดับที่ได้ซื้อขายก่อนและหลัง

มาตรา๒๘๐เมื่อบุคคลหลายคนมีบุริมะสิทธิในลำดับเสมอกันเหนือทรัพย์อันหนึ่งอันเดียวกัน ท่านให้ต่างคนต่างได้รับชำระหนี้เฉลี่ยตามส่วนมากน้อยแห่งจำนวนที่ตนเปนเจ้าหนี้


มาตรา๒๘๑บุริมะสิทธิอันมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์นั้น ท่านห้ามมิให้ใช้ เมื่อบุคคลภายนอกได้ทรัพย์นั้นจากลูกหนี้ และได้ส่งมอบทรัพย์ให้กันไปเสร็จแล้ว

มาตรา๒๘๒เมื่อมีบุริมะสิทธิแย้งกับสิทธิจำนำสังหาริมทรัพย์ ท่านว่า ผู้รับจำนำย่อมมีสิทธิเปนอย่างเดียวกันกับผู้ทรงบุริมะสิทธิในลำดับที่หนึ่งดังที่เรียงไว้ในมาตรา ๒๗๘ นั้น

มาตรา๒๘๓บุคคลผู้มีบุริมะสิทธิสามัญต้องรับชำระหนี้เอาจากสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ก่อน ต่อเมื่อยังไม่พอจึ่งให้เอาชำระหนี้จากอสังหาริมทรัพย์ได้

ในส่วนอสังหาริมทรัพย์นั้น ก็ต้องรับชำระหนี้เอาจากอสังหาริมทรัพย์ อันมิได้ตกอยู่ในฐานเปนหลักประกันพิเศษเสียก่อน

ถ้าบุคคลใดมีบุริมะสิทธิสามัญและละเลยด้วยความประมาทเลินเล่อไม่สอดเข้าแย้งขัดในการแบ่งเฉลี่ยทรัพย์ตามความที่กล่าวมาในวรรคทั้งสองข้างบนนี้ไซร้ อันบุคคลนั้นจะใช้บุริมะสิทธิของตนต่อบุคคลภายนอกผู้ได้จดทะเบียนสิทธิไว้แล้ว เพื่อจะเอาใช้จนถึงขนาดเช่นที่ตนจะหากได้รับเพราะได้สอดเข้าแย้งขัดนั้น ท่านว่า หาอาจจะใช้ได้ไม่

อนึ่งบทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคทั้งสามข้างต้นนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากว่าเงินที่ขายอสังหาริมทรัพย์ได้นั้นจะพึงต้องเอามาแบ่งเฉลี่ยก่อนเงินที่ขายทรัพย์สินอย่างอื่นก็ดี ฤๅหากว่าเงินที่ขายอสังหาริมทรัพย์อันตกอยู่ในฐานเปนหลักประกันพิเศษนั้น จะพึงต้องเอามาแบ่งเฉลี่ยก่อนเงินที่ขายอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นก็ดุจกัน

มาตรา๒๘๔บุริมะสิทธิสามัญนั้น ถึงแม้จะมิได้ไปลงทะเบียนเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ก็ดี ย่อมจะยกขึ้นเปนข้อต่อสู้เจ้าหนี้ใด ๆ ที่ไม่มีหลักประกันพิเศษนั้นได้ แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้ไปถึงการต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้ไปลงทะเบียนสิทธิไว้

มาตรา๒๘๕บุริมะสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าหากว่าเมื่อทำการเพื่อบำรุงรักษานั้นสำเร็จแล้ว ไปบอกลงทะเบียนไว้โดยพลันไซร้ บุริมะสิทธิก็คงให้ผลต่อไป

มาตรา๒๘๖บุริมะสิทธิในมูลจ้างทำของเปนการงารทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น หากทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการไซร้ บุริมะสิทธิก็คงให้ผลต่อไป แต่ถ้าราคาที่ทำจริงนั้นล้ำราคาที่ได้ประมาณไว้ชั่วคราว ท่านว่า บุริมะสิทธิในส่วนจำนวนที่ล้ำอยู่นั้นหามีไม่

ส่วนการที่จะวินิจฉัยว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นมีราคาเพิ่มขึ้นเพราะการอันได้ทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์มากน้อยเพียงใดนั้น ท่านให้ศาลตั้งแต่งผู้เชี่ยวชาญขึ้นเปนผู้กะประมาณ ในเวลาที่มีแย้งขัดในการแบ่งเฉลี่ย

มาตรา๒๘๗บุริมะสิทธิใดได้ไปจดลงทะเบียนแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตราทั้งสองข้างบนนี้ บุริมะสิทธินั้นท่านว่า อาจจะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนอง

มาตรา๒๘๘บุริมะสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาฤๅดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมะสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไป

มาตรา๒๘๙ว่าถึงผลแห่งบุริมะสิทธิ นอกจากที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๑ ถึง ๒๘๘ นี้แล้ว ท่านให้นำบทบัญญัติทั้งหลายแห่งลักษณจำนองมาใช้บังคับด้วยตามแต่กรณี


มาตรา๒๙๐ถ้าการชำระหนี้เปนการอันจะแบ่งกันชำระได้ และมีบุคคลหลายคนเปนลูกหนี้ก็ดี มีบุคคลหลายคนเปนเจ้าหนี้ก็ดี เมื่อกรณีเปนที่สงสัย ท่านว่า ลูกหนี้แต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงเปนส่วนเท่า ๆ กัน และเจ้าหนี้แต่ละคนก็ชอบที่จะได้รับแต่เพียงเปนส่วนเท่า ๆ กัน

มาตรา๒๙๑ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน}}ก็ดี เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงฤๅแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง

มาตรา๒๙๒การที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เปนประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึงกระทำแทนชำระหนี้ วางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ และหักกลบลบหนี้ด้วย

ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนี้คนอื่น ๆ จะเอาสิทธิอันนั้นไปใช้หักกลบลบหนี้หาได้ไม่

มาตรา๒๙๓การปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมเปนไปเพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่ได้ปลดให้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันเปนอย่างอื่น

มาตรา๒๙๔การที่เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งนั้น ย่อมได้เปนคุณประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย

มาตรา๒๙๕ข้อความจริงอื่นใด นอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๙๒ ถึง ๒๙๔ นั้น เมื่อเปนเรื่องท้าวถึงตัวลูกหนี้ร่วมกันคนใดก็ย่อมเปนไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉภาะแก่ลูกหนี้คนนั้น เว้นแต่จะปรากฎว่าขัดกับสภาพแห่งหนี้นั้นเอง

ความที่ว่ามานี้ เมื่อจะกล่าวโดยเฉภาะก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คำบอกกล่าว การผิดนัด การที่หยิบยกอ้างความผิด การชำระหนี้อันเปนพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง กำหนดอายุความฤๅการที่อายุความสดุดหยุดลง และการที่สิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน

มาตรา๒๙๖ในระวางลูกหนี้ร่วมกันทั้งหลายนั้น ท่านว่า ต่างคนต่างต้องรับผิดเปนส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เปนอย่างอื่น ถ้าส่วนที่ลูกหนี้ร่วมกันคนใดคนหนึ่งจะพึงชำระนั้น เปนอันจะเรียกเอาจากคนนั้นไม่ได้ไซร้ ยังขาดจำนวนอยู่เท่าไรลูกหนี้คนอื่น ๆ ซึ่งจำต้องออกส่วนด้วยนั้นก็ต้องรับใช้ แต่ถ้าลูกหนี้ร่วมกันคนใดเจ้าหนี้ได้ปลดให้หลุดพ้นจากหนี้อันร่วมกันนั้นแล้ว ส่วนที่ลูกหนี้คนนั้นจะพึงต้องชำระหนี้ก็ตกเปนพับแก่เจ้าหนี้ไป

มาตรา๒๙๗ถ้าในสัญญาอันหนึ่งอันใดมีบุคคลหลายคนร่วมกันผูกพันตนในอันจะทำการชำระหนี้ไซร้ หากกรณีเปนที่สงสัย ท่านว่า บุคคลเหล่านั้นจะต้องรับผิดเช่นอย่างเปนลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่าเปนการอันจะแบ่งกันชำระหนี้ได้

มาตรา๒๙๘ถ้าบุคคลหลายคนมีสิทธิเรียกร้องการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนอาจจะเรียกให้ชำระหนี้สิ้นเชิงได้ไซร้ แม้ถึงว่าลูกหนี้จำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงแต่เพียงครั้งเดียว (กล่าวคือ เจ้าหนี้ร่วมกัน}}ก็ดี ท่านว่า ลูกหนี้จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แต่คนใดคนหนึ่งก็ได้ตามแต่จะเลือก ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ แม้ทั้งที่เจ้าหนี้คนหนึ่งจะได้ยื่นฟ้องเรียกชำระหนี้ไว้แล้ว

มาตรา๒๙๙การที่เจ้าหนี้ร่วมกันคนหนึ่งผิดนัดนั้น ย่อมเปนโทษแก่เจ้าหนี้คนอื่น ๆ ด้วย

ถ้าสิทธิเรียกร้องและหนี้สินนั้นเปนอันเกลื่อนกลืนกันไปในเจ้าหนี้ร่วมกันคนหนึ่ง สิทธิของเจ้าหนี้คนอื่น ๆ อันมีต่อลูกหนี้ก็ย่อมเปนอันระงับสิ้นไป

นอกจากนี้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๙๒, ๒๙๓ และ ๒๙๕ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม กล่าวโดยเฉภาะก็คือแม้เจ้าหนี้ร่วมกันคนหนึ่งจะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บุคคลอื่นไป ก็หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้คนอื่น ๆ ด้วยไม่

มาตรา๓๐๐ในระวางเจ้าหนี้ร่วมกันนั้น ท่านว่า ต่างคนชอบที่จะได้รับชำระหนี้เปนส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เปนอย่างอื่น

มาตรา๓๐๑ถ้าบุคคลหลายคนเปนหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่า บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน

มาตรา๓๐๒ถ้าการชำระหนี้เปนการอันจะแบ่งกันชำระมิได้ และมีบุคคลหลายคนเปนเจ้าหนี้ ถ้าบุคคลเหล่านั้นมิได้เปนเจ้าหนี้ร่วมกันไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้ได้แต่จะชำระหนี้ให้ได้ประโยชน์แก่บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดด้วยกัน และเจ้าหนี้แต่ละคนจะเรียกชำระหนี้ได้ก็แต่เพื่อได้ประโยชน์ด้วยกันหมดทุกคนเท่านั้น อนึ่งเจ้าหนี้แต่ละคนจะเรียกให้ลูกหนี้วางทรัพย์ที่เปนหนี้นั้นไว้เพื่อประโยชน์แห่งเจ้าหนี้หมดทุกคนด้วยกันก็ได้ ฤๅถ้าทรัพย์นั้นไม่ควรแก่การจะวางไว้ ก็ให้ส่งแก่ผู้พิทักษ์ทรัพย์ซึ่งศาลจะได้ตั้งแต่งขึ้น

นอกจากนี้ ข้อความจริงใดที่ท้าวถึงเจ้าหนี้คนหนึ่งเท่านั้น หาเปนไปเพื่อคุณฤๅโทษแก่เจ้าหนี้คนอื่น ๆ ด้วยไม่


มาตรา๓๐๓สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่า จะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธินั้นเองจะไม่เปิดช่องให้โอนกันได้

ความที่กล่าวมานี้ย่อมไม่ใช้บังคับ หากคู่กรณีได้แสดงเจตนาเปนอย่างอื่น การแสดงเจตนาเช่นว่านี้ ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเปนข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต

มาตรา๓๐๔สิทธิเรียกร้องเช่นใด ตามกฎหมายศาลจะสั่งยึดไม่ได้ สิทธิเรียกร้องเช่นนั้น ท่านว่า จะโอนกันหาได้ไม่

มาตรา๓๐๕เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจำนองฤๅจำนำที่มีอยู่เกี่ยวพันกับสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้นก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รับโอนด้วย

อนึ่งผู้รับโอนจะใช้บุริมะสิทธิใด ๆ ที่ตนมีอยู่เกี่ยวด้วยสิทธิเรียกร้องในกรณีบังคับยึดทรัพย์ฤๅล้มละลายนั้นก็ได้

มาตรา๓๐๖การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉภาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเปนหนังสือ ท่านว่า ไม่สมบูรณ์ อนึ่งการโอนหนี้นั้นท่านว่า จะยกขึ้นเปนข้อต่อสู้ลูกหนี้ฤๅบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ฤๅลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวฤๅความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่า ต้องทำเปนหนังสือ

ถ้าลูกหนี้ทำให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงิน ฤๅด้วยประการอื่นเสียแต่ก่อนได้รับบอกกล่าว ฤๅก่อนได้ตกลงให้โอนไซร้ ลูกหนี้นั้นก็เปนอันหลุดพ้นจากหนี้

มาตรา๓๐๗ถ้าพิพาทอ้างสิทธิในการโอนต่างราย โอนรายใดได้บอกกล่าวฤๅตกลงกันก่อน โอนรายนั้นมีสิทธิดีกว่าโอนรายอื่น ๆ

มาตรา๓๐๘ถ้าลูกหนี้ได้ให้ความยินยอมดังกล่าวมาในมาตรา ๓๐๖ โดยมิได้อิดเอื้อน ท่านว่า จะยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนนั้นหาได้ไม่ แต่ถ้าเพื่อจะระงับหนี้นั้น ลูกหนี้ได้ใช้เงินให้แก่ผู้โอนไปไซร้ ลูกหนี้จะเรียกคืนเงินนั้นก็ได้ ฤๅถ้าเพื่อการเช่นกล่าวมานั้นลูกหนี้รับภาระเปนหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นใหม่ต่อผู้โอน จะถือเสมือนหนึ่งว่าหนี้นั้นมิได้ก่อขึ้นเลยก็ได้

ถ้าลูกหนี้เปนแต่ได้รับคำบอกกล่าวการโอน ท่านว่า ลูกหนี้มีข้อต่อสู้ผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับคำบอกกล่าวนั้นฉันใด ก็จะยกขึ้นเปนข้อต่อสู้แก่ผู้รับโอนได้ฉันนั้น ถ้าลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องจากผู้โอน แต่สิทธินั้นยังไม่ถึงกำหนดในเวลาบอกกล่าวไซร้ ท่านว่า จะเอาสิทธิเรียกร้องนั้นมาหักกลบลบกันก็ได้ หากว่าสิทธินั้นจะได้ถึงกำหนดไม่ช้ากว่าเวลาถึงกำหนดแห่งสิทธิเรียกร้องอันได้โอนไปนั้น

มาตรา๓๐๙การโอนหนี้อันพึงต้องชำระตามเขาสั่งนั้น ท่านว่า จะยกขึ้นเปนข้อต่อสู้ลูกหนี้ฤๅบุคคลภายนอกคนอื่นได้ แต่เฉภาะเมื่อการโอนนั้นได้สลักหลังไว้ในตราสาร และตัวตราสารนั้นได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับโอนไปด้วย

มาตรา๓๑๐ในมูลหนี้อันพึงต้องชำระตามเขาสั่งนั้น ลูกหนี้มีสิทธิที่จะสอบสวนถึงตัวผู้ทรงตราสาร ฤๅสอบสวนความถูกต้องแท้จริงแห่งลายมือชื่อฤๅดวงตราของผู้ทรงได้ แต่ก็หามีความผูกพันที่จะต้องทำถึงเพียงนั้นไม่ แต่ถ้าลูกหนี้ทำการโดยทุจริตฤๅประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไซร้ การชำระหนี้นั้นก็ไม่เปนอันสมบูรณ์

มาตรา๓๑๑บทบัญญัติแห่งมาตราก่อนนี้ ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่มีกำหนดตัวเจ้าหนี้ระบุไว้ในตราสารซึ่งมีข้อความจดไว้ด้วยว่า ให้ชำระหนี้แก่ผู้ทรงตราสาร

มาตรา๓๑๒ในมูลหนี้อันพึงต้องชำระตามเขาสั่งนั้น ลูกหนี้จะยกข้อต่อสู้ซึ่งมีต่อเจ้าหนี้เดิมขึ้นเปนข้อต่อสู้ผู้รับโอนโดยสุจริตนั้นหาได้ไม่ เว้นแต่ที่ปรากฎในตัวตราสารนั้นเอง ฤๅที่มีขึ้นเปนธรรมดาสืบจากลักษณแห่งตราสารนั้น

มาตรา๓๑๓บทบัญญัติแห่งมาตราก่อนนี้ ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงหนี้อันพึงต้องชำระแก่ผู้ถือนั้นด้วย แล้วแต่กรณี



มาตรา๓๑๔อันการชำระหนี้นั้น ท่านว่า บุคคลภายนอกจะเปนผู้ชำระก็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้บุคคลภายนอกชำระ ฤๅจะขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้

บุคคลผู้ไม่มีส่วนได้เสียด้วยในการชำระหนี้นั้น จะเข้าชำระหนี้โดยขืนใจลูกหนี้หาได้ไม่

มาตรา๓๑๕อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัวเจ้าหนี้ฤๅแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์

มาตรา๓๑๖ถ้าการชำระหนี้นั้นได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฎแห่งสิทธิในมูลหนี้ ท่านว่า การชำระหนี้นั้นจะสมบูรณ์ก็แต่เมื่อบุคคลผู้ชำระหนี้ได้กระทำการโดยสุจริต

มาตรา๓๑๗นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในมาตราก่อน การชำระหนี้แก่บุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะได้รับนั้น ท่านว่า ย่อมสมบูรณ์เพียงเท่าที่ตัวเจ้าหนี้ได้ลาภงอกขึ้นแต่การนั้น

มาตรา๓๑๘บุคคลผู้ถือใบเสร็จเปนสำคัญ ท่านนับว่าเปนผู้มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้ ถ้าบุคคลผู้ชำระหนี้รู้ว่าสิทธิเช่นนั้นหามีไม่ ฤๅไม่รู้เท่าถึงสิทธินั้นเพราะความประมาทเลินเล่อของตน

มาตรา๓๑๙ถ้าศาลสั่งให้ลูกหนี้คนที่สามงดเว้นทำการชำระหนี้แล้ว ยังขืนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของตนเองไซร้ ท่านว่า เจ้าหนี้ผู้ที่ร้องขอให้ยึดทรัพย์จะเรียกให้ลูกหนี้คนที่สามนั้นทำการชำระหนี้อีกให้คุ้มกับความเสียหายอันตนได้รับก็ได้

อนึ่งข้อความซึ่งกล่าวมาในวรรคข้างต้นนี้หาเปนข้อขัดขวางในการที่ลูกหนี้คนที่สามจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่เจ้าหนี้ของตนเองนั้นไม่

มาตรา๓๒๐อันจะบังคับให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้แต่เพียงบางส่วน ฤๅให้รับชำระหนี้เปนอย่างอื่นผิดไปจากที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้นั้น ท่านว่า หาอาจจะบังคับได้ไม่

มาตรา๓๒๑ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ท่านว่า หนี้นั้นก็เปนอันระงับสิ้นไป

ถ้าเพื่อที่จะทำให้พอแก่ใจเจ้าหนี้นั้น ลูกหนี้รับภาระเปนหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นใหม่ต่อเจ้าหนี้ไซร้ เมื่อกรณีเปนที่สงสัย ท่านมิให้สันนิษฐานว่าลูกหนี้ได้ก่อหนี้นั้นขึ้นแทนการชำระหนี้

ถ้าชำระหนี้ด้วยออก - ด้วยโอน - ฤๅด้วยสลักหลังตั๋วเงิน ฤๅประทวนสินค้า ท่านว่า หนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินฤๅประทวนสินค้านั้นได้ใช้เงินแล้ว

มาตรา๓๒๒ถ้าเอาทรัพย์ก็ดี สิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอกก็ดี ฤๅสิทธิอย่างอื่นก็ดี ให้แทนการชำระหนี้ ท่านว่า ลูกหนี้จะต้องรับผิด เพื่อชำรุดบกพร่องและเพื่อการรอนสิทธิทำนองเดียวกับผู้ขาย

มาตรา๓๒๓ถ้าวัดถุแห่งหนี้เปนอันให้ส่งมอบทรัพย์เฉภาะสิ่ง ท่านว่า บุคคลผู้ชำระหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ตามสภาพที่เปนอยู่ในเวลาที่จะพึงส่งมอบ

ลูกหนี้จำต้องรักษาทรัพย์นั้นไว้ด้วยความรมัดรวังเช่นอย่างวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง จนกว่าจะได้ส่งมอบทรัพย์นั้น

มาตรา๓๒๔เมื่อมิได้มีแสดงเจตนาไว้โดยเฉภาะเจาะจงว่าจะพึงชำระหนี้ณสถานที่ใดไซร้ หากจะต้องส่งมอบทรัพย์เฉภาะสิ่ง ท่านว่า ต้องส่งมอบกันณสถานที่ซึ่งทรัพย์นั้นได้อยู่ในเวลาเมื่อก่อให้เกิดหนี้นั้น ส่วนการชำระหนี้โดยการประการอื่น ท่านว่า ต้องชำระณสถานที่ซึ่งเปนภูมิ์ลำเนาปัจจุบันของเจ้าหนี้

มาตรา๓๒๕เมื่อมิได้มีแสดงเจตนาไว้ในข้อค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ ท่านว่า ฝ่ายลูกหนี้พึงเปนผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่ถ้าค่าใช้จ่ายนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเจ้าหนี้ย้ายภูมิ์ลำเนาก็ดี ฤๅเพราะการอื่นใดเจ้าหนี้ได้กระทำก็ดี ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่าใดเจ้าหนี้ต้องเปนผู้ออก

มาตรา๓๒๖บุคคลผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเปนสำคัญจากผู้รับชำระหนี้นั้น และถ้าหนี้นั้นได้ชำระสิ้นเชิงแล้ว ผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับเวนคืนเอกสารอันเปนหลักฐานแห่งหนี้ ฤๅให้ขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย ถ้าและเอกสารนั้นสูญหาย บุคคลผู้ชำระหนี้ชอบที่จะให้จดแจ้งความข้อระงับหนี้ลงไว้ในใบเสร็จ ฤๅในเอกสารอีกฉบับหนึ่งต่างหากก็ได้

ถ้าหนี้นั้นได้ชำระแต่บางส่วนก็ดี ฤๅถ้าเอกสารนั้นยังให้สิทธิอย่างอื่นใดแก่เจ้าหนี้อยู่ก็ดี ท่านว่า ลูกหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จไว้เปนคู่มือ และให้จดแจ้งการชำระหนี้นั้นลงไว้ในเอกสาร

มาตรา๓๒๗ในกรณีชำระดอกเบี้ย ฤๅชำระหนี้อย่างอื่นอันมีกำหนดชำระเปนระยะเวลานั้น ถ้าเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อระยะหนึ่งแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพื่อระยะก่อน ๆ นั้นด้วยแล้ว

ถ้าเจ้าหนี้ออกใบเสร็จให้เพื่อการชำระต้นเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าหนี้ได้รับดอกเบี้ยแล้ว

ถ้าเอกสารอันเปนหลักฐานแห่งหนี้ได้เวนคืนแล้วไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า หนี้นั้นเปนอันระงับสิ้นไปแล้ว

มาตรา๓๒๘ถ้าลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เปนการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และถ้าการที่ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกรายไซร้ เมื่อทำการชำระหนี้ ลูกหนี้ระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเปนอันได้เปลื้องไป

ถ้าลูกหนี้ไม่ระบุ ท่านว่า หนี้สินรายไหนถึงกำหนด ก็ให้รายนั้นเปนอันได้เปลื้องไปก่อน ในระวางหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดนั้น รายใดเจ้าหนี้มีประกันน้อยที่สุด ก็ให้รายนั้นเปนอันได้เปลื้องไปก่อน ในระวางหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กัน ให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เปนอันได้เปลื้องไปก่อน ในระวางหนี้สินหลายรายที่ตกหนักแก่ลูกหนี้เท่า ๆ กัน ให้หนี้สินรายเก่าที่สุดเปนอันได้เปลื้องไปก่อน และถ้ามีหนี้สินหลายรายเก่าเท่า ๆ กัน ก็ให้หนี้ทุกรายเปนอันได้เปลื้องไปตามส่วนมากและน้อย

มาตรา๓๒๙ถ้านอกจากการชำระหนี้อันเปนประธาน ลูกหนี้ยังจะต้องชำระดอกเบี้ยและเสียค่าฤชาธรรมเนียมอีกด้วยไซร้ หากการชำระหนี้ในครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ได้ราคาเพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้ทั้งหมด ท่านให้เอาจัดใช้เปนค่าฤชาธรรมเนียมเสียก่อน แล้วจึ่งใช้ดอกเบี้ย และในที่สุดจึ่งให้ใช้ในการชำระหนี้อันเปนประธาน

ถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้เปนประการอื่น ท่านว่า เจ้าหนี้จะบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ก็ได้

มาตรา๓๓๐เมื่อขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว บันดาความรับผิดชอบอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ก็เปนอันปลดเปลื้องไป นับแต่เวลาที่ขอปฏิบัติการชำระหนี้นั้น

มาตรา๓๓๑ถ้าเจ้าหนี้บอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้ก็ดี ฤๅไม่สามารถจะรับชำระหนี้ได้ก็ดี หากบุคคลผู้ชำระหนี้วางทรัพย์อันเปนวัดถุแห่งหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้แล้ว ก็ย่อมจะเปนอันหลุดพ้นจากหนี้ได้ ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่บุคคลผู้ชำระหนี้ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิ ฤๅไม่รู้ตัวเจ้าหนี้ได้แน่นอนโดยมิใช่เปนความผิดของตน

มาตรา๓๓๒ถ้าลูกหนี้จำต้องชำระหนี้ต่อเมื่อเจ้าหนี้จะต้องชำระหนี้ตอบแทนด้วยไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้จะกำหนดว่าต่อเมื่อเจ้าหนี้ชำระหนี้ตอบแทนจึ่งให้มีสิทธิรับเอาทรัพย์ที่วางไว้นั้นก็ได้

มาตรา๓๓๓การวางทรัพย์นั้นต้องวางณสำนักงารวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้

ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายฤๅกฎข้อบังคับเฉภาะการในเรื่องสำนักงารวางทรัพย์ เมื่อบุคคลผู้ชำระหนี้ร้องขอ ศาลจะต้องกำหนดสำนักงารวางทรัพย์ และตั้งแต่งผู้พิทักษ์ทรัพย์ที่วางนั้นขึ้น

ผู้วางต้องบอกกล่าวให้เจ้าหนี้ทราบการที่ได้วางทรัพย์นั้นโดยพลัน

มาตรา๓๓๔ลูกหนี้มีสิทธิจะถอนทรัพย์ที่วางนั้นได้ ถ้าลูกหนี้ถอนทรัพย์นั้น ท่านให้ถือเสมือนว่ามิได้วางทรัพย์ไว้เลย

สิทธิถอนทรัพย์นี้เปนอันขาดในกรณีต่อไปนี้

(๑)ถ้าลูกหนี้แสดงต่อสำนักงารวางทรัพย์ว่าตนยอมละสิทธิที่จะถอน

(๒)ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อสำนักงารวางทรัพย์ว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น

(๓)ถ้าการวางทรัพย์นั้นได้เปนไปโดยคำสั่งฤๅอนุมัติของศาล และได้บอกกล่าวความนั้นแก่สำนักงารวางทรัพย์

มาตรา๓๓๕สิทธิถอนทรัพย์นั้น ตามกฎหมาย ศาลจะสั่งยึดหาได้ไม่

เมื่อได้ฟ้องคดีล้มละลายเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ท่านห้ามมิให้ใช้สิทธิถอนทรัพย์ในระวางพิจารณาคดีล้มละลาย

มาตรา๓๓๖ถ้าทรัพย์อันเปนวัดถุแห่งการชำระหนี้ไม่ควรแก่การจะวางไว้ก็ดี ฤๅเปนที่พึงวิตกว่าทรัพย์นั้นจะเกลือกจะเสื่อมเสีย ฤๅทำลาย ฤๅบุบสลายได้ก็ดี เมื่อได้รับอนุญาตจากศาล บุคคลผู้ชำระหนี้จะเอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาด แล้วเอาเงินที่ได้แต่การขายวางแทนทรัพย์นั้นก็ได้ ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ค่ารักษาทรัพย์จะแพงเกินควรนั้นด้วย

มาตรา๓๓๗ท่านไม่อนุญาตให้เอาทรัพย์ออกขายทอดตลาดจนกว่าจะได้บอกให้เจ้าหนี้รู้ตัวก่อน การบอกนี้จะงดเสียก็ได้ ถ้าทรัพย์นั้นอาจเสื่อมทรามลง ฤๅภัยมีอยู่ในการที่จะหน่วงการขายทอดตลาดไว้

ในการที่จะขายทอดตลาดนั้น ท่านให้ลูกหนี้บอกกล่าวแก่เจ้าหนี้โดยไม่ชักช้า ถ้าละเลยเสียไม่บอกกล่าว ลูกหนี้จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน

การบอกให้รู้ตัวและบอกกล่าวนี้ ถ้าไม่เปนอันจะทำได้ จะงดเสียก็ได้

เวลาและสถานที่ที่จะขายทอดตลาด กับทั้งคำพรรณนาลักษณแห่งทรัพย์นั้น ท่านให้ประกาศโฆษนาให้ประชาชนทราบ

มาตรา๓๓๘ค่าฤชาธรรมเนียมในการวางทรัพย์ฤๅขายทอดตลาดนั้น ให้ฝ่ายเจ้าหนี้เปนผู้ออก เว้นแต่ลูกหนี้จะได้ถอนทรัพย์ที่วาง

มาตรา๓๓๙สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้นั้นเปนอันระงับสิ้นไปเมื่อพ้นเวลาสิบปี นับแต่ได้รับคำบอกกล่าวการวางทรัพย์

อนึ่งเมื่อสิทธิของเจ้าหนี้ระงับสิ้นไปแล้วถึงแม้ลูกหนี้จะได้ละสิทธิถอนทรัพย์ ก็ยังชอบที่จะถอนทรัพย์นั้นได้


มาตรา๓๔๐ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่า หนี้นั้นก็เปนอันระงับสิ้นไป

ถ้าหนี้มีหนังสือเปนหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเปนหนังสือด้วย ฤๅต้องเวนคืนเอกสารอันเปนหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ฤๅขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย


มาตรา๓๔๑ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัดถุเปนอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากเปนการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเปนข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต

มาตรา๓๔๒หักกลบลบหนี้นั้น ทำได้ด้วยคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงเจตนาเช่นนี้ท่านว่า จะมีเงื่อนไขฤๅเงื่อนเวลาเริ่มต้นฤๅเวลาสิ้นสุดอีกด้วยหาได้ไม่

การแสดงเจตนาดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านว่า มีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เปนครั้งแรก

มาตรา๓๔๓การหักกลบลบหนี้นั้น ถึงแม้ว่าสถานที่ซึ่งจะต้องชำระหนี้ทั้งสองจะต่างกัน ก็หักกันได้ แต่ฝ่ายผู้ขอหักหนี้จะต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกิดแต่การนั้น

มาตรา๓๔๔สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่า หาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่ อนึ่งอายุความย่อมไม่ตัดรอนการหักกลบลบหนี้ แม้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้ว แต่ว่าในเวลาที่อาจจะหักกลบลบกันสิทธิเรียกร้องฝ่ายอื่นได้นั้น สิทธิยังไม่ขาด

มาตรา๓๔๕หนี้รายใดเกิดแต่การอันมิชอบด้วยกฎหมายเปนมูล ท่านห้ามมิให้ลูกหนี้ถือเอาประโยชน์แห่งหนี้รายนั้นเพื่อหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้

มาตรา๓๔๖สิทธิเรียกร้องรายใด ตามกฎหมาย ศาลจะสั่งยึดมิได้ สิทธิเรียกร้องรายนั้นหาอาจจะเอาไปหักกลบลบหนี้ได้ไม่

มาตรา๓๔๗ลูกหนี้คนที่สามหากได้รับคำสั่งศาลห้ามมิให้ใช้เงินแล้ว จะยกเอาหนี้ซึ่งตนได้มาภายหลังแต่นั้นขึ้นเปนข้อต่อสู้เจ้าหนี้ผู้ที่ขอให้ยึดทรัพย์นั้น ท่านว่า หาอาจจะยกได้ไม่

มาตรา๓๔๘ถ้าคู่กรณีต่างฝ่ายต่างมีสิทธิเรียกร้องหลายรายอันควรแก่การที่จะใช้หักกลบลบหนี้ได้ไซร้ ฝ่ายผู้ที่ขอหักหนี้จะระบุก็ได้ว่าพึงเอาสิทธิเรียกร้องรายใดบ้างเข้าหักกลบลบกัน ถ้าการหักกลบลบหนี้ได้แสดงโดยมิได้ระบุเช่นนั้นก็ดี ฤๅถ้าระบุ แต่อีกฝ่ายหนึ่งท้วงขัดข้องโดยไม่ชักช้าก็ดี ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๒๘ วรรค ๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ถ้าฝ่ายที่ขอหักกลบลบหนี้ยังเปนหนี้ค่าดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ นอกจากการชำระหนี้อันเปนประธานนั้นด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม


มาตรา๓๔๙เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเปนสาระสำคัญแห่งหนี้ไซร้ ท่านว่า หนี้นั้นเปนอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่

ถ้าทำหนี้มีเงื่อนไขให้กลายเปนหนี้ปราศจากเงื่อนไขก็ดี เพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขก็ดี เปลี่ยนเงื่อนไขก็ดี ท่านถือว่า เปนอันเปลี่ยนสิ่งซึ่งเปนสาระสำคัญแห่งหนี้นั้น

ถ้าแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้อง

มาตรา๓๕๐แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น จะทำเปนสัญญาระวางเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่

มาตรา๓๕๑ถ้าหนี้อันจะพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนี้ใหม่นั้นมิได้เกิดมีขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฤๅเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิรู้ถึงคู่กรณีก็ดี ท่านว่า หนี้เดิมนั้นก็ยังหาระงับสิ้นไปไม่

มาตรา๓๕๒คู่กรณีในการแปลงหนี้ใหม่อาจโอนสิทธิจำนำฤๅจำนองที่ได้ให้ไว้เปนประกันหนี้เดิมนั้นไปเปนประกันหนี้รายใหม่ได้ เพียงเท่าที่เปนประกันวัดถุแห่งหนี้เดิม แต่หลักประกันเช่นว่านี้ ถ้าบุคคลภายนอกเปนผู้ให้ไว้ไซร้ ท่านว่า จำต้องได้รับความยินยอมของบุคคลภายนอกนั้นด้วยจึงโอนได้


มาตรา๓๕๓ถ้าสิทธิและความรับผิดในหนี้รายใดตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกัน ท่านว่า หนี้รายนั้นเปนอันระงับสิ้นไป เว้นแต่เมื่อหนี้นั้นตกไปอยู่ในบังคับแห่งสิทธิของบุคคลภายนอก ฤๅเมื่อสลักหลังตั๋วเงินกลับคืนตามความในมาตรา ๙๑๗ วรรค ๓



มาตรา๓๕๔คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ท่านว่า ไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้

มาตรา๓๕๕บุคคลทำคำเสนอไปยังผู้อื่นซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทาง และมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนอง จะถอนคำเสนอของตนเสียภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองนั้น ท่านว่า หากอาจจะถอนได้ไม่

มาตรา๓๕๖คำเสนอทำแก่บุคคลผู้อยู่เฉภาะหน้า โดยมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น เสนอณที่ใดเวลาใดก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ณที่นั้นเวลานั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลคนหนึ่งทำคำเสนอไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ด้วย

มาตรา๓๕๗คำเสนอใดเขาบอกปัดไปยังผู้เสนอแล้วก็ดี ฤๅมิได้สนองรับภายในเวลากำหนดดังกล่าวมาในมาตราทั้งสามก่อนนี้ก็ดี คำเสนอนั้นท่านว่า เปนอันสิ้นความผูกพันแต่นั้นไป

มาตรา๓๕๘ถ้าคำบอกกล่าวสนองมาถึงล่วงเวลา แต่เปนที่เห็นประจักษ์ว่าคำบอกกล่าวนั้นได้ส่งโดยทางการซึ่งตามปรกติ ควรจะมาถึงภายในเวลากำหนดไซร้ ผู้เสนอต้องบอกกล่าวแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยพลันว่าคำสนองนั้นมาถึงเนิ่นช้า เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเช่นนั้นก่อนแล้ว

ถ้าผู้เสนอละเลยไม่บอกกล่าวดังว่ามาในวรรคต้น ท่านให้ถือว่า คำบอกกล่าวสนองนั้นมิได้ล่วงเวลา

มาตรา๓๕๙ถ้าคำสนองมาถึงล่วงเวลา ท่านให้ถือว่า คำสนองนั้นกลายเปนคำเสนอขึ้นใหม่

คำสนองอันมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด ฤๅมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วยนั้น ท่านให้ถือว่า เปนคำบอกปัดไม่รับทั้งเปนคำเสนอขึ้นใหม่ด้วยในตัว

มาตรา๓๖๐บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๓๐ วรรค ๒ นั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง ฤๅหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายฤๅตกเปนผู้ไร้ความสามารถ

มาตรา๓๖๑อันสัญญาระวางบุคคลซึ่งอยู่ห่างกันโดยระยะทางนั้น ย่อมเกิดเปนสัญญาขึ้นแต่เวลาเมื่อคำบอกกล่าวสนองไปถึงผู้เสนอ

ถ้าตามเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง ฤๅตามปรกติประเพณีไม่จำเปนจะต้องมีคำบอกกล่าวสนองไซร้ ท่านว่า สัญญานั้นเกิดเปนสัญญาขึ้นในเวลาเมื่อมีการอันใดอันหนึ่งขึ้น อันจะพึงสันนิษฐานได้ว่าเปนการแสดงเจตนาสนองรับ

มาตรา๓๖๒บุคคลออกโฆษนาให้คำมั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้ซึ่งกระทำการอันใด ท่านว่า จำต้องให้รางวัลแก่บุคคลใด ๆ ผู้ได้กระทำการอันนั้น แม้ถึงมิใช่ว่าผู้นั้นจะได้กระทำเพราะเห็นแก่รางวัล

มาตรา๓๖๓ในกรณีที่กล่าวมาในมาตราก่อนนี้ เมื่อยังไม่มีใครทำการสำเร็จดังบ่งไว้นั้นอยู่ตราบใด ผู้ให้คำมั่นจะถอนคำมั่นของตนเสียโดยวิธีเดียวกับที่โฆษนานั้นก็ได้ เว้นแต่จะได้แสดงไว้ในโฆษนานั้นว่าจะไม่ถอน

ถ้าคำมั่นนั้นไม่อาจจะถอนโดยวิธีดังกล่าวมาก่อน จะถอนโดยวิธีอื่นก็ได้ แต่ถ้าเช่นนั้นการถอนจะเปนอันสมบูรณ์ใช้ได้เพียงเฉภาะต่อบุคคลที่รู้

ถ้าผู้ให้คำมั่นได้กำหนดระยะเวลาให้ด้วยเพื่อทำการอันบ่งนั้นไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ให้คำมั่นได้สละสิทธิที่จะถอนคำมั่นนั้นเสียแล้ว

มาตรา๓๖๔ถ้าบุคคลหลายคนกระทำการอันบ่งไว้ในโฆษนา ท่านว่า เฉภาะแต่คนที่ทำได้ก่อนใครหมดเท่านั้นมีสิทธิจะได้รับรางวัล

ถ้าบุคคลหลายคนกระทำการอันนั้นได้พร้อมกัน ท่านว่า แต่ละคนมีสิทธิจะได้รับรางวัลเปนส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน แต่ถ้ารางวัลนั้นมีสภาพแบ่งไม่ได้ก็ดี ฤๅถ้าตามข้อความแห่งคำมั่นนั้น บุคคลแต่คนเดียวจะพึงรับรางวัลก็ดี ท่านให้วินิจฉัยด้วยวิธีจับสลาก

บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคทั้งสองข้างต้นนั้นท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าในโฆษนานั้นแสดงไว้เปนอย่างอื่น

มาตรา๓๖๕คำมั่นจะให้รางวัลอันมีความประสงค์เปนการประกวดชิงรางวัลนั้น จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้กำหนดระยะเวลาไว้ในคำโฆษนาด้วย

การที่จะตัดสินว่าผู้ประกวดคนไหนได้กระทำสำเร็จตามเงื่อนไขคำมั่นภายในเวลากำหนดฤๅไม่ก็ดี ฤๅตัดสินในระวางผู้ประกวดหลายคนนั้นว่าคนไหนดีกว่ากันอย่างไรก็ดี ให้ผู้ชี้ขาดซึ่งได้ระบุชื่อไว้ในโฆษนานั้นเปนผู้ตัดสิน ฤๅถ้ามิได้ระบุชื่อผู้ชี้ขาดไว้ ก็ให้ผู้ให้คำมั่นเปนผู้ตัดสิน คำตัดสินอันนี้ย่อมผูกพันผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยทุกฝ่าย

ถ้าได้คะแนนทำดีเสมอกัน ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๖๔ วรรค ๒ มาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี

การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ทำขึ้นประกวดนั้น ผู้ให้คำมั่นจะเรียกให้โอนแก่ตนได้ต่อเมื่อได้ระบุไว้ในโฆษนาว่าจะพึงโอนเช่นนั้น

มาตรา๓๖๖ข้อความใด ๆ แห่งสัญญาอันคู่สัญญาแม้เพียงฝ่ายเดียวได้แสดงไว้เปนสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อนั้น หากคู่สัญญายังไม่ตกลงกันได้หมดทุกข้ออยู่ตราบใด เมื่อกรณีเปนที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกัน การที่ได้ทำความเข้าใจกันไว้เฉภาะบางสิ่งบางอย่าง ถึงแม้ว่าจะได้จดลงไว้ก็หาเปนการผูกพันไม่

ถ้าได้ตกลงกันว่าสัญญาอันมุ่งจะทำนั้นจะต้องทำเปนหนังสือไซร้ เมื่อกรณีเปนที่สงสัย ท่านนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันจนกว่าจะได้ทำขึ้นเปนหนังสือ

มาตรา๓๖๗สัญญาใดคู่สัญญาได้ถือว่าเปนอันได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่แท้จริงยังมิได้ตกลงกันในข้อหนึ่งข้อใดอันจะต้องทำความตกลงให้สำเร็จ ถ้าจะพึงอนุมานได้ว่า ถึงหากจะไม่ทำความตกลงกันในข้อนี้ได้ สัญญานั้นก็จะได้ทำขึ้นไซร้ ท่านว่า ข้อความส่วนที่ได้ตกลงกันแล้วก็ย่อมเปนอันสมบูรณ์

มาตรา๓๖๘สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วย


มาตรา๓๖๙ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ฤๅขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด

มาตรา๓๗๐ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัดถุที่ประสงค์เปนการก่อให้เกิดฤๅโอนทรัพย์สิทธิในทรัพย์เฉภาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญฤๅเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่า การสูญฤๅเสียหายนั้นตกเปนพับแก่เจ้าหนี้

ถ้าไม่ใช่ทรัพย์เฉภาะสิ่ง ท่านให้ใช้บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้บังคับแต่เวลาที่ทรัพย์นั้นกลายเปนทรัพย์เฉภาะสิ่งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๙๕ วรรค ๒ นั้นไป

มาตรา๓๗๑บทบัญญัติที่กล่าวมาในมาตราก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าเปนสัญญาต่างตอบแทนมีเงื่อนไขบังคับก่อนและทรัพย์อันเปนวัดถุแห่งสัญญานั้นสูญฤๅทำลายลงในระวางที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ

ถ้าทรัพย์นั้นเสียหายเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้มิได้ และเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้โดยลดส่วนอันจะต้องชำระหนี้ตอบแทนนั้นลงฤๅเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ แล้วแต่จะเลือก แต่ในกรณีที่ต้นเหตุเสียหายเกิดเพราะฝ่ายลูกหนี้นั้น ท่านว่า หากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่

มาตรา๓๗๒นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในสองมาตราก่อน ถ้าการชำระหนี้ตกเปนพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้หามีสิทธิจะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่

ถ้าการชำระหนี้ตกเปนพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้ก็หาเสียสิทธิที่จะรับชำระหนี้ตอบแทนไม่ แต่ว่าลูกหนี้ได้อะไรไว้เพราะการปลดหนี้ก็ดี ฤๅใช้คุณวุฒิความสามารถของตนเปนประการอื่นเปนเหตุให้ได้อะไรมา ฤๅแกล้งละเลยเสียไม่ขวนขวายเอาอะไรที่สามารถจะทำได้ก็ดี มากน้อยเท่าไร จะต้องเอามาหักกับจำนวนอันตนจะได้รับชำระหนี้ตอบแทน วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่การชำระหนี้อันฝ่ายหนึ่งยังค้างชำระอยู่นั้นตกเปนพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นมิต้องรับผิดชอบ ในเวลาเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่รับชำระหนี้

มาตรา๓๗๓ความตกลงทำไว้ล่วงน่าเปนข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลฤๅความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนนั้น ท่านว่า เปนโมฆะ

มาตรา๓๗๔ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกไซร้ ท่านว่า บุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้

ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น

มาตรา๓๗๕เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติแห่งมาตราก่อนแล้ว คู่สัญญาหาอาจจะเปลี่ยนแปลงฤๅระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่

มาตรา๓๗๖ข้อต่อสู้อันเกิดแต่มูลสัญญาดังกล่าวมาในมาตรา ๓๗๔ นั้น ลูกหนี้อาจจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกผู้จะได้รับประโยชน์จากสัญญานั้นได้


มาตรา๓๗๗เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เปนมัดจำ ท่านให้ถือว่า การที่ให้มัดจำนั้นย่อมเปนพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่งมัดจำนี้ย่อมเปนประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย

มาตรา๓๗๘มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เปนอย่างอื่น ท่านให้เปนไปดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(๑)ให้ส่งคืน ฤๅจัดเอาเปนการใช้เงินบางส่วนในเมื่อชำระหนี้

(๒)ให้ริบ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ ฤๅการชำระหนี้ตกเปนพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ ฤๅถ้ามีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น

(๓)ให้ส่งคืน ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ ฤๅการชำระหนี้ตกเปนพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งฝ่ายนี้ต้องรับผิดชอบ

มาตรา๓๗๙ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเปนเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี ฤๅไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น

มาตรา๓๘๐ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นแทนการชำระหนี้ก็ได้ แต่ถ้าเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับฉนั้นแล้ว ก็เปนอันขาดสิทธิเรียกร้องชำระหนี้อีกต่อไป

ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นในฐานเปนจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ การพิศูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้น ท่านก็อนุญาตให้พิศูจน์ได้

มาตรา๓๘๑ถ้าลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เช่นว่าไม่ชำระหนี้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้เปนต้น นอกจากเรียกให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบนั้นอีกด้วยก็ได้

ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๘๐ วรรค ๒

ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้

มาตรา๓๘๒ถ้าสัญญาว่าจะทำการชำระหนี้อย่างอื่นให้เปนเบี้ยปรับ ไม่ใช่ใช้เปนจำนวนเงินไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๗๙ ถึง ๓๘๑ มาใช้บังคับ แต่ถ้าเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนก็เปนอันขาดไป

มาตรา๓๘๓ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเปนจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เปนอันขาดไป

นอกจากกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา ๓๗๙ และ ๓๘๒ ท่านให้ใช้วิธีเดียวกันนี้บังคับ ในเมื่อบุคคลสัญญาว่าจะให้เบี้ยปรับเมื่อตนกระทำฤๅงดเว้นกระทำการอันหนึ่งอันใดนั้นด้วย

มาตรา๓๘๔ถ้าการชำระหนี้ตามที่สัญญาไว้นั้นไม่สมบูรณ์ การที่ตกลงกันด้วยข้อเบี้ยปรับในการไม่ปฏิบัติตามสัญญานั้น ก็ย่อมไม่สมบูรณ์ดุจกัน แม้ถึงคู่กรณีจะได้รู้ว่าข้อสัญญานั้นไม่สมบูรณ์

มาตรา๓๘๕ถ้าลูกหนี้โต้แย้งการริบเบี้ยปรับโดยอ้างเหตุว่าตนได้ชำระหนี้แล้วไซร้ ท่านว่า ลูกหนี้จะต้องพิศูจน์การชำระหนี้ เว้นแต่การชำระหนี้อันตนจะต้องทำนั้นเปนการให้งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง


มาตรา๓๘๖ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาฤๅโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง

แสดงเจตนาดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ท่านว่า หาอาจจะถอนได้ไม่

มาตรา๓๘๗ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้

มาตรา๓๘๘ถ้าวัดถุที่ประสงค์แห่งสัญญานั้น ว่าโดยสภาพฤๅโดยเจตนาที่คู่สัญญาได้แสดงไว้ จะเปนผลสำเร็จได้ก็แต่ด้วยการชำระหนี้ณเวลามีกำหนดก็ดี ฤๅภายในระยะเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งกำหนดไว้ก็ดี และกำหนดเวลาฤๅระยะเวลานั้นได้ล่วงพ้นไปโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ชำระหนี้ไซร้ ท่านว่า อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้ มิพักต้องบอกกล่าวดังว่าไว้ในมาตราก่อนนั้นเลย

มาตรา๓๘๙ถ้าการชำระหนี้ทั้งหมดฤๅแต่บางส่วนกลายเปนพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้ได้ไซร้ เจ้าหนี้จะเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้

มาตรา๓๙๐ถ้าในสัญญาใดคู่สัญญาเปนบุคคลหลายคนด้วยกันอยู่ข้างหนึ่งฤๅอีกข้างหนึ่ง ท่านว่า จะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ก็แต่เมื่อบุคคลหลายคนเหล่านั้นทั้งหมดรวมกันใช้ ทั้งใช้ต่อบุคคลเหล่านั้นรวมหมดทุกคนด้วย ถ้าสิทธิเลิกสัญญาอันมีแก่บุคคลคนหนึ่งในจำพวกที่มีสิทธินั้นเปนอันระงับสิ้นไปแล้ว สิทธิเลิกสัญญาอันมีแก่คนอื่น ๆ ก็ย่อมระงับสิ้นไปด้วย

มาตรา๓๙๑เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เปนอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เปนที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เปนการงารอันได้กระทำให้และเปนการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ฤๅถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มาตรา๓๙๒การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น ให้เปนไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๓๖๙

มาตรา๓๙๓ถ้ามิได้กำหนดระยะเวลาไว้ให้ใช้สิทธิเลิกสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายที่มีสิทธิเลิกสัญญานั้นแถลงให้ทราบภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ว่าจะเลิกสัญญาฤๅหาไม่ ถ้ามิได้รับคำบอกกล่าวเลิกสัญญาภายในระยะเวลานั้น สิทธิเลิกสัญญาก็เปนอันระงับสิ้นไป

มาตรา๓๙๔ถ้าทรัพย์อันเปนวัดถุแห่งสัญญานั้นบุบสลายไปในส่วนสำคัญเพราะการกระทำฤๅเพราะความผิดของบุคคลผู้มีสิทธิเลิกสัญญาก็ดี ฤๅบุคคลนั้นได้ทำให้การคืนทรัพย์กลายเปนพ้นวิสัยก็ดี เปลี่ยนแปลงทรัพย์นั้นให้ผิดแผกไปเปนอย่างอื่นด้วยประกอบขึ้นฤๅดัดแปลงก็ดี ท่านว่า สิทธิเลิกสัญญานั้นก็เปนอันระงับสิ้นไป

แต่ถ้าทรัพย์อันเปนวัดถุแห่งสัญญาได้สูญหายฤๅบุบสลายไปโดยปราศจากการกระทำฤๅความผิดของบุคคลผู้มีสิทธิเลิกสัญญาไซร้ สิทธิเลิกสัญญานั้นก็หาระงับสิ้นไปไม่


มาตรา๓๙๕บุคคลใดเข้าทำกิจการแทนผู้อื่นโดยเขามิได้ว่าขานวานใช้ให้ทำก็ดี ฤๅโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำการงารนั้นแทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ดี ท่านว่า บุคคลนั้นจะต้องจัดการงารไปในทางที่จะให้สมประโยชน์ของตัวการ ตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ ฤๅตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ว่าเปนความประสงค์ของตัวการ

มาตรา๓๙๖ถ้าการที่เข้าจัดการงารนั้นเปนการขัดกับความประสงค์อันแท้จริงของตัวการก็ดี ฤๅขัดกับความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ก็ดี และผู้จัดการก็ควรจะได้รู้สึกเช่นนั้นแล้วด้วยไซร้ ท่านว่า ผู้จัดการจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตัวการเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่ที่ได้เข้าจัดการนั้น แม้ทั้งผู้จัดการจะมิได้มีความผิดประการอื่น

มาตรา๓๙๗ถ้าผู้จัดการทำกิจอันใดซึ่งเปนน่าที่บังคับให้ตัวการทำเพื่อสาธารณประโยชน์ก็ดี ฤๅเปนน่าที่ตามกฎหมายที่จะบำรุงรักษาผู้อื่นก็ดี และหากผู้จัดการมิได้เข้าทำแล้ว กิจอันนั้นจะไม่สำเร็จภายในเวลาอันควรไซร้ การที่ได้ทำขัดกับความประสงค์ของตัวการเช่นนั้น ท่านมิให้ยกขึ้นเปนข้อวินิจฉัย

มาตรา๓๙๘ถ้าผู้จัดการทำกิจอันใดเพื่อประสงค์จะปัดป้องอันตรายอันมีมาใกล้ตัวการ จะเปนภัยแก่ตัวก็ดี แก่ชื่อเสียงก็ดี ฤๅแก่ทรัพย์สินก็ดี ท่านว่า ผู้จัดการต้องรับผิดชอบแต่เพียงที่จงใจทำผิด ฤๅที่เปนความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น

มาตรา๓๙๙ผู้จัดการต้องบอกกล่าวแก่ตัวการโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ว่าตนได้เข้าจัดการงารแทน และต้องรอฟังคำวินิจฉัยของตัวการ เว้นแต่ภัยจะมีขึ้นเพราะการที่หน่วงเนิ่นไว้ นอกจากนี้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๘๐๙ ถึง ๘๑๑ อันบังคับแก่ตัวแทนนั้นมาใช้บังคับแก่น่าที่ของผู้จัดการด้วย โดยอนุโลม

มาตรา๔๐๐ถ้าผู้จัดการเปนผู้ไร้ความสามารถ ท่านว่า จะต้องรับผิดชอบแต่เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยค่าสินไหมทดแทนเพื่อลเมิด และว่าด้วยการคืนลาภมิควรได้เท่านั้น

มาตรา๔๐๑ถ้าการที่เข้าจัดการงารนั้นเปนการสมประโยชน์ของตัวการ และต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ ฤๅความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้นั้นไซร้ ท่านว่า ผู้จัดการจะเรียกให้ชดใช้เงินอันตนได้ออกไปคืนแก่ตนเช่นอย่างตัวแทนก็ได้ และบทบัญญัติมาตรา ๘๑๖ วรรค ๒ นั้น ท่านก็ให้นำมาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม

อนึ่งในกรณีที่กล่าวมาในมาตรา ๓๙๗ นั้น แม้ถึงว่าที่เข้าจัดการงารนั้นจะเปนการขัดกับความประสงค์ของตัวการก็ดี ผู้จัดการก็ยังคงมีสิทธิเรียกร้องเช่นนั้นอยู่

มาตรา๔๐๒ถ้าเงื่อนไขดังว่ามาในมาตราก่อนนั้นมิได้มี ท่านว่า ตัวการจำต้องคืนสิ่งทั้งหลายบันดาที่ได้มาเพราะเขาเข้าจัดการงารนั้นให้แก่ผู้จัดการ ตามบทบัญญัติว่าด้วยการคืนลาภมิควรได้

ถ้าตัวการให้สัตยาบันแก่การที่จัดทำนั้น ท่านให้นำบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทนมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี

มาตรา๔๐๓ถ้าผู้จัดการมิได้มีบุรพเจตนาจะเรียกให้ตัวการชดใช้คืน ผู้จัดการก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเช่นนั้น

การที่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย บำรุงรักษาผู้สืบสันดานเปนทางอุปการะก็ดี ฤๅกลับกันเปนทางปฏิการะก็ดี เมื่อกรณีเปนที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ไม่มีเจตนาจะเรียกให้ผู้รับประโยชน์ชดใช้คืน

มาตรา๔๐๔ถ้าผู้จัดการทำแทนผู้หนึ่งโดยสำคัญว่าทำแทนผู้อื่นอีกคนหนึ่งไซร้ ท่านว่า ผู้เปนตัวการคนก่อนผู้เดียวมีสิทธิและน่าที่อันเกิดแต่การที่ได้จัดทำไปนั้น

มาตรา๔๐๕บทบัญญัติทั้งหลายที่กล่าวมาในสิบมาตราก่อนนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลคนหนึ่งเข้าทำการงารของผู้อื่นโดยสำคัญว่าเปนการงารของตนเอง

ถ้าบุคคลใดถือเอากิจการของผู้อื่นว่าเปนของตนเองทั้งที่รู้แล้วว่าตนไม่มีสิทธิจะทำเช่นนั้นไซร้ ท่านว่า ตัวการจะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับโดยมูลดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๙๕, ๓๙๖, ๓๙๙ และ ๔๐๐ นั้นก็ได้ แต่เมื่อได้ใช้สิทธิดังว่ามานี้แล้ว ตัวการจะต้องรับผิดต่อผู้จัดการดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๐๒ วรรค ๑


มาตรา๔๐๖บุคคลใดได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี ฤๅได้มาด้วยประการอื่นก็ดี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเปนทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบไซร้ ท่านว่า บุคคลนั้นจำต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อนึ่งการรับสภาพหนี้สินว่ามีอยู่ฤๅหาไม่นั้น ท่านก็ให้ถือว่าเปนการกระทำเพื่อชำระหนี้ด้วย

บทบัญญัติอันนี้ท่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีที่ได้ทรัพย์มาเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้เปนขึ้น ฤๅเปนเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้วนั้นด้วย

มาตรา๔๐๗บุคคลใดได้กระทำการอันใดตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ท่านว่า บุคคลผู้นั้นหามีสิทธิจะได้รับคืนทรัพย์ไม่

มาตรา๔๐๘บุคคลดังจะกล่าวต่อไปนี้ไม่มีสิทธิจะได้รับคืนทรัพย์ คือ

(๑)บุคคลผู้ชำระหนี้อันมีเงื่อนเวลาบังคับเมื่อก่อนถึงกำหนดเวลานั้น

(๒)บุคคลผู้ชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความ

(๓)บุคคลผู้ชำระหนี้ตามน่าที่ศีลธรรม ฤๅตามควรแก่อัธยาศัยในสมาคม

มาตรา๔๐๙เมื่อบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมิได้เปนลูกหนี้ได้ชำระหนี้ไปโดยสำคัญผิด เปนเหตุให้เจ้าหนี้ผู้ทำการโดยสุจริตได้ทำลาย ฤๅลบล้างเสียซึ่งเอกสารอันเปนพยานหลักฐานแห่งหนี้ก็ดี ยกเลิกหลักประกันเสียก็ดี สิ้นสิทธิไปเพราะขาดอายุความก็ดี ท่านว่า เจ้าหนี้ไม่จำต้องคืนทรัพย์

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ไม่ขัดขวางต่อการที่บุคคลผู้ได้ชำระหนี้นั้นจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน ถ้าจะพึงมี

มาตรา๔๑๐บุคคลผู้ใดได้ทำการชำระหนี้โดยมุ่งต่อผลอย่างหนึ่ง แต่มิได้เกิดผลขึ้นเช่นนั้น ถ้าและบุคคลนั้นได้รู้มาแต่แรกว่าการที่จะเกิดผลนั้นเปนพ้นวิสัยก็ดี ฤๅได้เข้าป้องปัดขัดขวางเสียมิให้เกิดผลเช่นนั้นโดยอาการอันฝ่าฝืนความสุจริตก็ดี ท่านว่า บุคคลผู้นั้นไม่มีสิทธิจะได้รับคืนทรัพย์

มาตรา๔๑๑บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้ เปนการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายฤๅศีลธรรมอันดี ท่านว่า บุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่

มาตรา๔๑๒ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เปนลาภมิได้ควรได้นั้นเปนเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่า ต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิได้ควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

มาตรา๔๑๓เมื่อทรัพย์สินอันจะต้องคืนนั้นเปนอย่างอื่นนอกจากจำนวนเงิน และบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต ท่านว่า บุคคลเช่นนั้นจำต้องคืนทรัพย์สินเพียงตามสภาพที่เปนอยู่ และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายฤๅบุบสลาย แต่ถ้าได้อะไรมาเปนค่าสินไหมทดแทนเพื่อการสูญหายฤๅบุบสลายเช่นนั้นก็ต้องให้ไปด้วย

ถ้าบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยทุจริต ท่านว่า จะต้องรับผิดชอบในการสูญหายฤๅบุบสลายนั้นเต็มภูมิ แม้กระทั่งการสูญหายฤๅบุบสลายจะเกิดเพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิศูจน์ได้ว่าถึงอย่างไรทรัพย์สินนั้นก็คงต้องสูญหายฤๅบุบสลายอยู่นั่นเอง

มาตรา๔๑๔ถ้าการคืนทรัพย์ตกเปนพ้นวิสัยเพราะสภาพแห่งทรัพย์สินที่ได้รับไว้นั้นเองก็ดี ฤๅเพราะเหตุอย่างอื่นก็ดี และบุคคลได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ท่านว่า บุคคลเช่นนั้นจำต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

ถ้าบุคคลได้รับทรัพย์สินนั้นไว้โดยสุจริต ท่านว่า ต้องใช้ราคาทรัพย์สินนั้นเต็มจำนวน

มาตรา๔๑๕บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริตย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่

ถ้าผู้ที่ได้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อใด ให้ถือว่าผู้นั้นตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่เรียกคืนนั้น

มาตรา๔๑๖ค่าใช้จ่ายทั้งหลายอันควรแก่การเพื่อรักษาบำรุงฤๅซ่อมแซมทรัพย์สินนั้น ท่านว่า ต้องชดใช้แก่บุคคลผู้คืนทรัพย์สินนั้นเต็มจำนวน

แต่บุคคลเช่นว่านี้จะเรียกร้องให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายตามธรรมดาเพื่อบำรุง ซ่อมแซมทรัพย์สินนั้น ฤๅค่าภาระติดพันที่ต้องเสียไปในระวางที่ตนคงเก็บดอกผลอยู่นั้นหาได้ไม่

มาตรา๔๑๗ในส่วนค่าใช้จ่ายอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาในวรรคต้นแห่งมาตราก่อนนั้น บุคคลผู้คืนทรัพย์สินจะเรียกให้ชดใช้ได้แต่เฉภาะที่เสียไปในระวางที่ตนทำการโดยสุจริต และเมื่อทรัพย์สินนั้นได้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายนั้นในเวลาที่คืน และจะเรียกได้ก็แต่เพียงเท่าราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๑๕ วรรค ๒ นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วย แล้วแต่กรณี

มาตรา๔๑๘ถ้าบุคคลรับทรัพย์สินอันมิควรได้ไว้โดยทุจริต และได้ทำการดัดแปลงฤๅต่อเติมขึ้นในทรัพย์สินนั้น ท่านว่า บุคคลเช่นนั้นต้องจัดทำทรัพย์สินนั้นให้คืนคงสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองแล้วจึงส่งคืน เว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินจะเลือกให้ส่งคืนตามสภาพที่เปนอยู่ ในกรณีเช่นนี้เจ้าของจะใช้ราคาค่าทำดัดแปลงฤๅต่อเติม ฤๅใช้เงินจำนวนหนึ่งเปนราคาทรัพย์สินเท่าที่เพิ่มขึ้นนั้นก็ได้ แล้วแต่จะเลือก

ถ้าในเวลาที่จะต้องคืนทรัพย์นั้นเปนพ้นวิสัยจะทำให้ทรัพย์สินคืนคงสภาพเดิมได้ ฤๅถ้าทำไปทรัพย์สินนั้นจะบุบสลายไซร้ ท่านว่า บุคคลผู้ได้รับไว้จะต้องส่งคืนทรัพย์สินตามสภาพที่เปนอยู่ และไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นเพราะการดัดแปลงฤๅต่อเติมนั้นได้

มาตรา๔๑๙ในเรื่องลาภมิควรได้นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน ฤๅเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น



มาตรา๔๒๐ผู้ใดจงใจฤๅประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินฤๅสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำลเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา๔๒๑การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่า เปนการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา๔๒๒ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์ เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้นั้นเปนผู้ผิด

มาตรา๔๒๓ผู้ใดกล่าวฤๅไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เปนที่เสียหายแก่ชื่อเสียงฤๅเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี ฤๅเปนที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ฤๅทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้

ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเปนความไม่จริง หากว่าตนเองฤๅผู้รับข่าวสาส์นนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่า เพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่

มาตรา๔๒๔ในการพิพากษาคดีข้อความรับผิดเพื่อลเมิดและกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่า ศาลไม่จำต้องดำเนินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณอาญาอันว่าด้วยการที่จะต้องรับโทษ และไม่จำต้องพิเคราะห์ถึงการที่ผู้กระทำผิดต้องคำพิพากษาลงโทษทางอาญาฤๅไม่

มาตรา๔๒๕นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งลเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น

มาตรา๔๒๖นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อลเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น

มาตรา๔๒๗บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วย โดยอนุโลม

มาตรา๔๒๘ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระวางทำการงารที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเปนผู้ผิดในส่วนการงารที่สั่งให้ทำ ฤๅในคำสั่งที่ตนให้ไว้ ฤๅในการเลือกหาผู้รับจ้าง

มาตรา๔๒๙บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเปนผู้เยาว์ฤๅวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำลเมิด บิดามารดาฤๅผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิศูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความรมัดรวังตามสมควรแก่น่าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น

มาตรา๔๓๐ครูบาอาจารย์ นายจ้าง ฤๅบุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความสามารถอยู่เปนนิตย์ก็ดี ชั่วครั้งคราวก็ดี จำต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความสามารถในการลเมิดซึ่งเขาได้กระทำลงในระวางที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิศูจน์ได้ว่าบุคคลนั้น ๆ มิได้ใช้ความรมัดรวังตามสมควร

มาตรา๔๓๑ในกรณีที่กล่าวมาในสองมาตราก่อนนั้น ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๒๖ มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม

มาตรา๔๓๒ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นโดยร่วมกันทำลเมิด ท่านว่า บุคคลเหล่านั้นจะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีที่ไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าในจำพวกที่ทำลเมิดร่วมกันนั้น คนไหนเปนผู้ก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วย

อนึงบุคคลผู้ยุยงส่งเสริมฤๅช่วยเหลือในการทำลเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเปนผู้กระทำลเมิดร่วมกันด้วย

ในระวางบุคคลทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ท่านว่า ต่างต้องรับผิดเปนส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะวินิจฉัยเปนประการอื่น

มาตรา๔๓๓ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่า เจ้าของสัตว์ฤๅบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิศูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความรมัดรวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์ ฤๅตามพฤติการณ์อย่างอื่น ฤๅพิศูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความรมัดรวังถึงเพียงนั้น

อนึ่งบุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าฤๅยั่วสัตว์นั้นโดยลเมิด ฤๅเอาแก่เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าฤๅยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้

มาตรา๔๓๔ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนฤๅสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องก็ดี ฤๅบำรุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี ท่านว่า ผู้ครองโรงเรือนฤๅสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความรมัดรวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดเสียหายฉนั้นแล้ว ท่านว่า ผู้เปนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้นให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงความบกพร่องในการปลูกฤๅค้ำจุนต้นไม้ฤๅกอไผ่ด้วย

ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรคข้างต้นนั้น ถ้ายังมีผู้อื่นอีกที่ต้องรับผิดชอบในการก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วยไซร้ ท่านว่า ผู้ครองฤๅเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้นั้นก็ได้

มาตรา๔๓๕บุคคลใดจะประสพความเสียหายอันพึงเกิดจากโรงเรือนฤๅสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นของผู้อื่น บุคคลผู้นั้นชอบที่จะเรียกให้จัดการตามที่จำเปนเพื่อบำบัดปัดป้องภยันตรายนั้นเสียได้

มาตรา๔๓๖บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือนนั้น ฤๅเพราะทิ้งขว้างของไปตกในที่อันมิควร

มาตรา๔๓๗บุคคลใดครอบครองฤๅควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใด ๆ อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล บุคคลนั้นจะต้องรับผิดชอบเพื่อการเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิศูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย ฤๅเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง

ความข้อนี้ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงบุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตนซึ่งทรัพย์อันเปนของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ ฤๅโดยความมุ่งหมายที่จะใช้ ฤๅโดยอาการกลไกของทรัพย์นั้นด้วย


มาตรา๔๓๘ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งลเมิด

อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะลเมิด ฤๅใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

มาตรา๔๓๙บุคคลผู้จำต้องคืนทรัพย์อันผู้อื่นต้องเสียไปเพราะลเมิดแห่งตนนั้น ยังต้องรับผิดชอบตลอดถึงการที่ทรัพย์นั้นทำลายลงโดยอุบัติเหตุ ฤๅการคืนทรัพย์ตกเปนพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างอื่นโดยอุบัติเหตุ ฤๅทรัพย์นั้นเสื่อมเสียลงโดยอุบัติเหตุนั้นด้วย เว้นแต่เมื่อการที่ทรัพย์สินทำลาย ฤๅตกเปนพ้นวิสัยจะคืน ฤๅเสื่อมเสียนั้น ถึงแม้จะมิได้มีการทำลเมิด ก็คงจะต้องตกไปเปนไปอย่างนั้นอยู่เอง

มาตรา๔๔๐ในกรณีที่ต้องใช้ราคาทรัพย์อื่นได้เอาของเขาไปก็ดี ในกรณีที่ต้องใช้ราคาทรัพย์อันลดน้อยลงเพราะบุบสลายก็ดี ฝ่ายผู้ต้องเสียหายจะเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จะต้องใช้ คิดตั้งแต่เวลาอันเปนฐานที่ตั้งแห่งการประมาณราคานั้นก็ได้

มาตรา๔๔๑ถ้าบุคคลจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ เพราะเอาสังหาริมทรัพย์ของเขาไปก็ดี ฤๅเพราะทำของเขาให้บุบสลายก็ดี เมื่อใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลซึ่งเปนผู้ครองทรัพย์นั้นอยู่ในขณะที่เอาไป ฤๅขณะที่ทำให้บุบสลายนั้นแล้ว ท่านว่า เปนอันหลุดพ้นไปเพราะการที่ได้ใช้ให้เช่นนั้น แม้กระทั่งบุคคลภายนอกจะเปนเจ้าของทรัพย์ฤๅมีสิทธิอย่างอื่นเหนือทรัพย์นั้น เว้นแต่สิทธิของบุคคลภายนอกเช่นนั้นจะเปนที่รู้อยู่แก่ตนฤๅมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน

มาตรา๔๔๒ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๒๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา๔๔๓ในกรณีที่ทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเปนอย่างอื่น ๆ อีกด้วย

ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงารนั้นด้วย

ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่า บุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา๔๔๔ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายฤๅอนามัยนั้น ผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงารสิ้นเชิงฤๅแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันนั้นและในเวลาอนาคตด้วย

ถ้าในเวลาที่พิพากษาคดี เปนพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่าความเสียหายนั้นได้มีแท้จริงเพียงใด ศาลจะกล่าวในคำพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษานั้นอีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีก็ได้

มาตรา๔๔๕ในกรณีทำให้เขาถึงตาย ฤๅให้เสียหายแก่ร่างกายฤๅอนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ถ้าผู้ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำการงารให้เปนคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน ฤๅอุตสาหะกรรมของบุคคลภายนอกนั้นไซร้ ท่านว่า บุคคลผู้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงารอันนั้นไปด้วย

มาตรา๔๔๖ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายฤๅอนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาฤๅได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว

อนึ่งหญิงที่ต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำผิดอาญาเปนทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้

มาตรา๔๔๗บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหาย ฤๅทั้งใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้

มาตรา๔๔๘สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลลเมิดนั้น ท่านว่า ขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการลเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฤๅเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำลเมิด

แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเปนความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ


มาตรา๔๔๙บุคคลใดเมื่อกระทำการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี กระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หากก่อให้เกิดเสียหายแก่ผู้อื่นไซร้ ท่านว่า บุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่

ผู้ต้องเสียหายอาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้เปนต้นเหตุให้ต้องป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ฤๅจากบุคคลผู้ให้คำสั่งโดยลเมิดนั้นก็ได้

มาตรา๔๕๐ถ้าบุคคลทำบุบสลาย ฤๅทำลายทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อจะบำบัดปัดป้องกันภยันตรายซึ่งมีมาเปนสาธารณะโดยฉุกเฉิน ท่านว่า ไม่จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หากความเสียหายนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุภยันตราย

ถ้าบุคคลทำบุบสลาย ฤๅทำลายทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อจะบำบัดปัดป้องภยันตรายอันมีแก่เอกชนโดยฉุกเฉิน ผู้นั้นจะต้องใช้คืนทรัพย์นั้น

ถ้าบุคคลทำบุบสลาย ฤๅทำลายทรัพย์สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อจะป้องกันสิทธิของตนฤๅของบุคคลภายนอกจากภยันตรายอันมีมาโดยฉุกเฉินเพราะตัวทรัพย์นั้นเองเปนเหตุ บุคคลเช่นว่านี้หาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ หากว่าความเสียหายนั้นไม่เกินสมควรแก่เหตุ แต่ถ้าภยันตรายนั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของบุคคลนั้นเองแล้ว ท่านว่า จำต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้

มาตรา๔๕๑บุคคลใช้กำลังเพื่อป้องกันสิทธิของตน ถ้าตามพฤติการณ์จะขอให้ศาลฤๅเจ้าน่าที่ช่วยเหลือให้ทันท่วงทีไม่ได้ และถ้ามิได้ทำในทันใด ภัยมีอยู่ด้วยการที่ตนจะได้สมดังสิทธินั้นจะต้องประวิงไปมากฤๅถึงแก่สาบสูญได้ไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นหาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่

การใช้กำลังดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ท่านว่าต้องจำกัดครัดเคร่งแต่เฉภาะที่จำเปนเพื่อจะบำบัดปัดป้องภยันตรายเท่านั้น

ถ้าบุคคลผู้ใดกระทำการดังกล่าวมาในวรรคต้น เพราะหลงสันนิษฐานพลาดไปว่ามีเหตุอันจำเปนที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลอื่น แม้ทั้งการที่หลงพลาดไปนั้นจะมิใช่เปนเพราะความประมาทเลินเล่อของตน

มาตรา๔๕๒ผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ชอบที่จะจับสัตว์ของผู้อื่นอันเข้ามาทำความเสียหายในอสังหาริมทรัพย์นั้น และยึดไว้เปนประกันค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงต้องใช้แก่ตนได้ และถ้าเปนการจำเปนโดยพฤติการณ์ แม้จะฆ่าสัตว์นั้นเสียก็ชอบที่จะทำได้

แต่ว่าผู้นั้นต้องบอกกล่าวแก่เจ้าของสัตว์โดยไม่ชักช้า ถ้าและหาตัวเจ้าของสัตว์ไม่พบ ผู้ที่จับสัตว์ไว้ต้องจัดการตามสมควรเพื่อสืบหาตัวเจ้าของ

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"

Public domainPublic domainfalsefalse