ข้ามไปเนื้อหา

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) (2502)/ผู้วายชนม์

จาก วิกิซอร์ซ
คำนำประวัติ

ประวัติ พลโท พระยากลาโหมราชเสนา ตามที่กล่าวมานี้เป็นข้อความที่พระยากสิภูมิพิทักษ์ (เจิม สาริกานนท์) รับฉันทะจากคุณหญิงกลาโหมราชเสนานำมาให้ข้าพเจ้าช่วยตรวจดูหรือจะแก้ไขอะไรบ้างก็แล้วแต่จะเห็นสมควร ข้าพเจ้ายินดีรับสนอง เพราะจะเป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าได้สำแดงความเคารพระลึกถึงเป็นปฏิการะแด่ท่านเจ้าคุณกลาโหมราชเสนาในฐานะที่ท่านเคยมีไมตรีจิตแก่ข้าพเจ้าซึ่งเป็นนิทัศนอุทาหรณ์อันดีของผู้ใหญ่ที่มีต่อผู้น้อย

ข้าพเจ้าได้อ่านประวัติพลโท พระยากลาโหมราชเสนา ตลอดแล้ว เห็นว่าเรียงไว้เรียบร้อยดี คงมีแก้และตกเติมบ้างก็เล็กน้อยเท่านั้น แต่ในประวัติมิได้กล่าวข้อความลางประการเกี่ยวกับพระยามหาเทพ (ทองปาน) ผู้ซึ่งเป็นปู่ของพลโท พระยากลาโหมราชเสนา และเป็นต้นสกุลปาณิกบุตร ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือพบเรื่องเกี่ยวกับพระยามหาเทพ (ทองปาน) ว่า เมื่อครั้งเป็นจมื่นราชามาตย์ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานมาก เพราะ “สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง” ซึ่งเป็นความจริง ในสมัยนั้นถึงกับมีผู้แต่งเพลงยาวค่อนแคะพระยามหาเทพ (ทองปาน) ว่า “มิเสียทีที่เขามีวาสนา แต่เห็น ๆ ที่ได้เป็นขุนนางมา ไม่เหมือนราชามาตย์ในชาตินี้” เป็นต้น อนึ่ง ข้าพเจ้าเคยกราบเรียนท่านถึงเรื่องวัดดาวดึงษ์ที่อยู่ใต้ปากคลองบางยี่ขัน จังหวัดธนบุรี ซึ่งพระยามหาเทพ (ทองปาน) เป็นผู้สร้างใหม่ในวัดเดิม ว่าชำรุดทรุดโทรมมาก น่าเสียดายภาพจิตรกรรมที่มีอยู่จะต้องเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา ท่านตอบว่า ท่านก็ทราบและหนักใจอยู่เหมือนกัน แต่การที่จะบูรณะให้คงสภาพของเดิมเห็นจะยาก ที่ท่านกล่าวนี้ข้าพเจ้าก็เห็นใจ เพราะเท่ากับบูรณะร่างกายที่เก่าชราคร่ำคร่าแล้วให้กลับมีสภาพเป็นหนุ่มกระชุ่มกระชวยอีก ถึงไม่ต้องบอกใคร ๆ ก็ทราบว่าทำไม่ได้

บัดนี้ท่านเจ้าคุณกลาโหมราชเสนาได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว สังขารซึ่งเป็นเครื่องปรุงแต่งเป็นรูปร่างของท่านเป็นร่างกายซึ่งเคยมีชีวิตและจิตใจ ก็กลายเป็นแต่สรีระร่างอย่างเดียว แต่คุณธรรมอันเป็นเกียรติประวัติของท่านจะคงอยู่ต่อไป เสมือนหนึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่มอบให้แก่อนุชนรุ่นหลังจะได้พยายามอนุวรรตตาม

สพฺเพเตว ชราธมฺมา เภทธมฺมา จ เกวสา
อจฺจยนฺติ จ สพฺเพเต สพฺเพสํว ปุนพฺภโว

(สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ย่อมทรุดโทรมไปเป็นธรรมดา ย่อมแตกทำลายไปเป็นธรรมดา

สิ่งทั้งหลายทั้งหมดนี้ย่อมเป็นไปล่วง ย่อมมีภพใหม่)

ด้วยอำนาจคุณงามความดีพร้อมทั้งกุศลบุญราศีที่คุณหญิงกลาโหมราชเสนาได้บำเพ็ญเป็นทักษิณานุปทานอุทิศให้ด้วยความอาลัยระลึกถึงนานัปการ จงรวมกันบันดาลให้พลโท พระยากลาโหมราชเสนา ประสบแต่อิฐวิบูลมนูญผลตลอดไปในภพใหม่ภพหน้าโน้นเทอญ.


พระยาอนุมานราชธน
ราชบัณฑิตยสถาน
วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพลโท พระยากลาโหมราชาเสนาเมื่อยังดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมกุฎราชกุมาร

รูปถ่ายเมื่อคราวตามเสด็จผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการไปทวีปยุโรป
(จากซ้าย) พระศัลยุทธวิธีกรร (ภายหลังต่อมาเป็นพระยาสุรเสนา)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
นายร้อยเอก เล็ก (พลโท พระยากลาโหมราชเสนา)
นายร้อยโท ฮวด (พระยาดำรงแพทยาคุณ)

พลโท พระยากลาโหมราชเสนา ถ่ายเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นประธานในพิธียืนชิงช้า พ.ศ. ๒๔๗๑

ประวัติ
พลโท พระยากลาโหมราชเสนา ป.ช., ป.ม., ท.จ.ว.

พลโท พระยากลาโหมราชเสนา (เล็ก ปาณิกบุตร) เป็นบุตรชายคนเล็กของพันโท พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (เทศ) และนางพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ปริก) เกิดที่บ้านริมวัดดุสิตาราม จังหวัดธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๒ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก ๖ คน คือ

  1. หม่อมละม้าย เกษมศรี ต.จ. ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ (ถึงแก่กรรม)
  2. เป็นหญิงชื่อละมุน (ถึงแก่กรรมเมื่อยังเยาว์)
  3. หม่อมเล็ก (ละม่อม) สุขสวัสดิ์ ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (ถึงแก่กรรม)
  4. เป็นชายชื่อแป๊ะ (ถึงแก่กรรม)
  5. พระนมจำเริญ เกษมศรี ในหม่อมเจ้าสมบัติสมบูรณ์เกษมศรี ได้รับหน้าที่เป็นพระนมในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ (ถึงแก่กรรม)
  6. หลวงศรีอาญัติ (พลอย) ข้าราชการกระทรวงยุตติธรรม (ถึงแก่กรรม)

ท่านบิดาของพระยากลาโหมราชเสนา คือ พันโท พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ เป็นบุตร พระยามหาเทพ (ทองปาน) ซึ่งเป็นบิดาท่านน้อย ภริยานายศัลวิไชย (ทองคำ) ซึ่งเป็นมหาดเล็กรับราชการมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ ด้วยอีกผู้หนึ่ง นายศัยวิไชย (ทองคำ) และท่านน้อยมีธิดาชื่อ สังวาล ซึ่งต่อมาได้ถวายตัวทำราชการฝ่ายใน ได้เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๔

พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ กับท่านน้อยจึงเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เจ้าจอมมารดาสังวาล ธิดาของท่านน้อยจึงนับเนื่องเป็นพี่ของพระยากลาโหมราชเสนา และมีความกรุณารักใคร่น้องเป็นอันดี พระยากลาโหมราชเสนา ได้ไปเยี่ยมเคารพเจ้าจอมมารดาสังวาลเสมอ และในยามว่างท่านก็ได้กรุณามาเยี่ยมถึงบ้าน เจ้าจอมมารดาสังวาลเป็นเจ้าจอมมารดาของเจ้านาย ซึ่งเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ

  1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
  2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
  3. พระองค์เจ้าชายเจริญรุ่งราษี (สิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์)
  4. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกาญจนากร

ด้วยเหตุนี้เจ้านายทั้ง ๓ พระองค์จึงทรงรู้จักคุ้นเคยกับพระยากลาโหมราชเสนา และทรงนับว่าเป็นพระญาติ

มีเรื่องที่ควรเล่าในที่นี้ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงพระเมตตาพระยากลาโหมราชเสนาเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งเมื่อพระยากลาโหมราชเสนาไปเฝ้าถวายน้ำสรงตามประเพณีในเทศกาลสงกรานต์ พระองค์ท่านตรัสว่า “เจ้าคุณไม่ต้องมารดน้ำฉัน เพราะนับตามสกุลก็มีศักดิ์เป็นน้าฉัน ถ้าเจ้าคุณตายก่อนฉัน เวลาเผาฉันจะนุ่งขาวให้”

พลโท พระยากลาโหมราชเสนา ได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยทหารบกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ขณะที่มีอายุได้ ๑๓ ปี การที่เข้าศึกษาในสถานศึกษาแห่งนี้ ก็โดยได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช ทรงฝากเข้าเป็นนักเรียนทหารของกรมยุทธนาธิการ ในสมัยนั้นเรียกว่า “คะเด๊ต” เนื่องจากคุณน้าของพระยากลาโหมราชเสนา คือ หม่อมชุ่ม สุขสวัสดิ์ เป็นหม่อมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้น และเป็นหม่อมมารดาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงมนัสสวาสดิ พระยากลาโหมราชเสนาได้ไปหาหม่อมน้าที่วังข้างวัดพระเชตุพน (วังเดิมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ) อยู่เสมอ และเมื่อได้ทรงฝากเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยแล้ว ก็ยังทรงห่วงใยเสด็จไปเยี่ยมและฝากฝังกับครูบาอาจารย์อยู่เสมอ ๆ ด้วย นับว่ามีคุณูปการแก่พระยากลาโหมราชเสนาอยู่เป็นอันมาก

การเล่าเรียนของพระยากลาโหมราชเสนา ได้เป็นผลสำเร็จอย่างดี ปรากฏตามประวัติซึ่งกระทรวงกลาโหมบันทึกไว้ดังนี้

แรกเข้ารับราชการเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก วันที่ ๑๔ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕) ในห้องชั้นเล็ก (ห้องดี) สอบไล่ในวิชาโรงเรียนนายร้อยทหารบก

ชั้น เล็ก เป็นที่ ปี ร.ศ. ๑๑๓ (พ.ศ. ๒๔๓๗)
๑๑๔ (พ.ศ. ๒๔๓๗)
๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙)
๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐)

ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรยศทหารตามลำดับดังนี้

ร้อยตรี วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๒
ร้อยโท วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๔
ร้อยเอก วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๕
พันตรี วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๘
พันโท วันที่ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๑
พันเอก วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๓
พลตรี วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕
พลโท วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙

ได้รับพระราชบรรดาศักดิ์ ดังนี้

หลวงศัลยุทธวิธิกรร วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๕
พระสุรเดชรณชิต วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒
พระยาเสนาภิมุข วันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๔
พระยาสีหราชฤทธิไกร วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘
พระยากลาโหมราชเสนา วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๑
ตำแหน่งราชการและเงินเดือน มีดังนี้
วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นพลนักเรียน เงินเดือน ๆ ละ
๔ บาท
พ.ศ. ๒๔๔๐
เป็นสิบตรี เงินเดือน ๆ ละ ๖ บาท
วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๑

เป็นว่าที่ร้อยตรี เงินเดือน ๆ ละ
๒๘ บาท ประจำกรมทหารม้าที่ ๑
(รักษาพระองค์)
เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๒
รับเงินเดือนอัตราร้อยตรีชั้น ๑
เดือนละ ๔๐ บาท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๓
รับเงินเดือน ๆ ๕๐ บาท (อัตรา
ร้อยโท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๔



เป็นองครักษ์ผู้บัญชาการกรม
ยุทธนาธิการ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช) และ
ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้ตามเสด็จ
ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการไป

ราชการ ณ ทวีปยุโรปด้วย รับเงินเดือน
เดือน ๆ ละ ๘๐ บาท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕

รับเงินเดือนร้อยเอก ชั้น ๓ เดือนละ
๑๒๐บาท คงดำรงตำแหน่งเป็นองครักษ์
ผู้บัญชากรมยุทธนาธิการ ตามเดิม
๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๖

เป็นปลัดกรมทหารราบที่ ๑ (มหาดเล็ก)
รับเงินเดือนร้อยเอก ชั้น ๑ เดือนละ
๑๔๐ บาท
๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๘

เป็นปลัดกรมบัญชาการกองพลที่ ๑
(รักษาพระองค์) รับเงินเดือนพันตรี
ชั้น ๓ เดือนละ ๑๖๐ บาท
๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๘

เป็นผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ ๑๔
เมืองเชียงราย รับเงินเดือนพันตรีชั้น ๑
เดือนละ ๒๐๐ บาท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๑
รับเงินเดือนพันโท ชั้น ๓ เดือนละ
๒๒๐ บาท
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑
เป็นรองผู้บังคับการทหารราบที่ ๑
(มหาดเล็ก)
เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๒
รับเงินเดือนพันโท ชั้น ๒ เดือนละ
๒๖๐ บาท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๓
รับเงินเดือนพันโท ชั้น ๑ เดือนละ
๓๐๐ บาท
๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๓



เป็นผู้รั้งผู้บัญชาการกองพลที่ ๖ มณฑล
นครสวรรค์ รับเงินเดือนพันเอก ชั้น ๓
เดือนละ ๓๒๐ บาท กับรับเงินตำแหน่ง
หัวหน้าอีก ๑๐๐ บาท รวมเป็นเดือนละ
๔๒๐ บาท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๔
รับเงินเดือนพันเอก ชั้น ๒ เดือนละ
๓๖๐ บาท
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๔
เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ (รักษา
พระองค์) มณฑลกรุงเทพ
เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕


รับเงินเดือนพลตรี ชั้น ๓ เดือนละ
๕๐๐ บาท กับเงินค่าตำแหน่งหัวหน้า
๒๐๐ บาท รวมเป็น ๗๐๐ บาท คง
ตามตำแหน่งเดิม
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๑

(รักษาพระองค์) เงินเดือนอัตราพลตรี
ชั้น ๒ เดือนละ ๘๐๐ บาท
ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ เป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ ๑
มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗
เป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ ๑
และผู้บัญชาการมณฑลกรุงเทพ
เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘
รับเงินเดือนอัตราพลตรี ชั้น ๑ เดือนละ
๙๐๐ บาท
เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
รับเงินเดือนอัตราพลโท ชั้น ๓ เดือนละ
๑,๑๐๐ บาท
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ ๓
๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕

ป็นแม่ทัพกองทัพน้อยทหารบกที่ ๓ รับ
อัตราเงินเดือนพลโท ชั้น ๒ เดือนละ
๑,๓๐๐ บาท
๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เป็นปลัดทูตฉลองกระทรวงกลาโหม
๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕

ออกเป็นนายทหารนอกราชการ กรม
ปลัดกระทรวงกลาโหม รับพระราชทาน
บำนาญ
๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕

เป็นนายทหารนอกราชการกองบังคับการ
กระทรวงกลาโหม เพราะเปลี่ยนแปลง
รูปโครงการกระทรวงกลาโหม
๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๙

เป็นเป็นนายทหารนอกราชการ สังกัด
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อ
ให้ตรงกับโครงการที่เปลี่ยนใหม่
๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘

เป็นนายทหารพ้นราชการ สังกัดกอง
บังคับการ สำนักงานปลัดกระทรวง
กลาโหม

การรับราชการเป็นองครักย์ของผู้บังคับบัญชาการกรมยุทธนาธิการนั้นเหตุเริ่มแรกเนื่องมาจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดข ได้เสด็จไปตรวจราชการที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกอยู่เนือง ๆ ครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาประทับเสวยอาหารกลางวัน มีรับสั่งให้ พระสุรวิเศษเดชาวุธ (ม.ร.ว. อรุณฉัตรกุล) ผู้บังคับบการโรงเรียนซึ่งภายหลังต่อมาเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต เลือกนักเรียนมาร่วมโต๊ะเสวยด้วยคนหนึ่ง พระยากลาโหมราชเสนา เป็นผู้ได้รับเลือกจึงเป็นเหตุให้ทรงรู้จักแต่บัดนั้น และต่อมาภายหลังเมื่อได้เข้ารับราชการในกรมทหารมหาดเล็กเป็นเวลาสองปี ก็โปรดให้รับตำแหน่งองครักษ์ของพระองค์ท่าน เสด็จในกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ทรงพระเมตตาพระยากลาโหมราชเสนาเป็นอันมาก โปรดให้ร่วมโต๊ะเสวยด้วยเสมอ และให้เข้าเผ้าเป็นประจำมิได้ขาด จึงเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ราชการบ้านเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านในชั้นหลังต่อมาเป็นอันมาก และยังโปรดให้ ไปรับราชการตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อให้รู้หลักการปฏิบัติราชการฝ่ายหัวเมืองอีกด้วย

หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/24หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/25หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/26หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/27หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/28หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/29หน้า:พงศาวดาร (จาด) - ๒๕๐๒.pdf/30เจ็บป่วย แม่ในงานพิธีอื่น ๆ ที่มีผู้เชิญมาก็พยายามไปตามคำเชิญเสมอ ถ้าขัดข้องไปมิได้ ก็มอบหมายให้ผู้อื่นไปแทน เพื่อเป็นการแสดงอัธยาศัยไมตรีตามสมควร มิให้ผู้เชิญเสียใจ

พระยากลาโหมราชเสนา เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ได้พยายามเกื้อกูลส่งเสริมด้วยการบริจาคทรัพย์ทำบุญให้ทาน สร้างวัดถาวรวัตถุ ให้อุปการะแก่กุลบุตร ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุ สามเณร และฟังเทศน์ในวันธรรมสวนะเสมอมามิได้ขาด

ตามปกติ พระยากลาโหมราชเสนา เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรงมีอนามัยดี จึงมีชนมายุยืนยาว เป็นที่พึ่งของหลานเหลนมาจนใกล้จะครบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ บรรดาผู้ซึ่งคุ้นเคยนับถือท่านซึ่งมีวัยใกล้เคียงกันก็ดี หรือที่อ่อนวัยกว่าท่านก็ดี ต่างพากันล่วงลับไปเสียก่อนเป็นอันมาก ต่อมาในระยะหลังนี้ ปรากฏว่าสุขภาพของท่านทรุดโทรมลงบ้าน เนื่องจากมีวัยอันชราและมีโรคทางหัวใจ รู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยง่ายและปวดเมื่อยอยู่เนือง ๆ แต่อาการทั่วไปมิได้เป็นที่น่าวิตกเท่าใดนัก เมื่อนายแพทย์ได้รักษาเยียวยาแล้วก็มักมีอาการดีขึ้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ อาการไม่สบายของท่านปรากฏขึ้นมากผิดปกติ นายแพทย์เห็นสมควรให้ไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อสะดวกในการใช้เครื่องมือตรวจวินิจฉัยโรคได้อย่างแน่ชัด โดยที่พระยากลาโหมราชเสนา ดำรงตำแหน่งกรรมการสภากาชาดไทยและเป็นสมาชิกกิตติมศักด์ของสภากาชาดไทยด้วย คุณหญิงกลาโหมราชเสนาจึงได้จัดให้ท่านไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในตอนบ่ายวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๑ นั้นเอง แต่อาการป่วยของท่านก็ยังคงทรงอยู่ มีอาการอ่อนเพลียเพิ่มขึ้นตามลำดับ ครั้นถึงวันจันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ เวลา ๗.๐๐ นาฬิกาเศษ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอาการอันสงบ ด้วยโรคเส้นโลหิตในหัวใจตีบ คำณวนอายุได้ ๗๖ ปี ๖ เดือน ๒๔ วัน เจ้าภาพได้จัดการรับศพท่านกลับมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้าน และในการนี้ได้รับพระราชทานน้ำอาบศพ และโกศแปดเหลี่ยมชั้นพระยานาหมื่น ประกอบเครื่องสูงงเป็นเกียรติยศ

ในการพระราชทานเพลิงศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จัดการรับพระราชทานเพลิงที่เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ และได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดเป็นการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ทั้งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้.