สุวรรณสังขชาดก

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ปก ลง



Royal Council of Siam - Seal - 001.jpg


ปัญญาสชาดก ปัจฉิมภาค


ภาคที่ ๑๙


๓. สุวรรณสังขชาดก




พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ


อำมาตย์โท พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)


เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๗๑




พิมพ์ที่ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



หน้า ก–ง ขึ้นลง



คำนำ





ในงานปลงศพอำมาตย์โท พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) ซึ่งจะได้พระราชทานเพลิงในเดือนมีนาคม ปีนี้ เจ้าภาพมีความประสงค์จะพิมพ์หนังสือแจกเนื่องในงานนั้นสักเรื่องหนึ่ง จึ่งแจ้งความมายังราชบัณฑิตยสภา ขอให้กรรมการช่วยเลือกหนังสือและจัดการพิมพ์ให้ ข้าพเจ้าระลึกขึ้นถึงความหลังที่ได้คุ้นเคยเกี่ยวข้องมากับพระยาประเสริฐสุนทราศรัย ทั้งในฝ่ายที่เป็นคุณ และบางทีจะได้เคยเป็นความเดือดร้อนแก่พระยาประเสริฐฯ เพราะตัวข้าพเจ้ามีมาแต่ก่อนบ้าง ดังรายการอันจะมีแจ้งอยู่ในเรื่องประวัติต่อไปข้างหน้า กล่าวความโดยย่อ คือ พระยาประเสริฐฯ เมื่อยังเด็ก ได้เข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้จัดการโรงเรียน เริ่มแรกได้รู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อพระยาประเสริฐฯ เสร็จการเล่าเรียน เข้ารับราชการ เริ่มมีตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย ก็ประจวบเวลาข้าพเจ้าเป็นเสนาบดีรับราชการอยู่ในกระทรวงนั้น ได้เป็นเพื่อนราชการด้วยกันมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสใช้สอยบังคับบัญชามาตลอดถึงเวลาข้าพเจ้าออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในระหว่างนั้น พระยาประเสริฐฯ ได้รับราชการตั้งแต่เป็นตำแหน่งผู้น้อย และได้เลื่อนยศและตำแหน่งขึ้นด้วยความพยายามและความซื่อตรง เป็นความชอบโดยลำดับ จนได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดไปอยู่เมืองเลยอันนับว่าเป็นที่กันดารอย่างยิ่ง พระยาประเสริฐฯ ต้องทนความลำบากอยู่ถึงเก้าปี เพราะข้าพเจ้าหาตัวเปลี่ยนไม่ได้ จึ่งรู้สึกว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ทำให้พระยาประเสริฐฯ ได้ความเดือดร้อน แม้โดยมิได้เจตนา เมื่อพระยาประเสริฐฯ มาถึงอนิจกรรมลง และเจ้าภาพมาขอให้ช่วยเลือกหาเรื่องหนังสือ จึ่งเต็มใจที่จะทำให้ และกล่าวความที่เคยเกี่ยวข้องกันลงไว้ให้ปรากฏ เหมือนหนึ่งได้สนองคุณพระยาประเสริฐฯ บ้างเล็กน้อย ส่วนหนังสือที่จะพิมพ์นั้น ข้าพเจ้าได้เลือกปัญญาสชาดกให้พิมพ์ ด้วยเป็นหนังสือซึ่งกรรมการมุ่งหมายจะให้มีบริบูรณ์ในวรรณคดีของไทย อนุโลมเข้าในนิบาตชาดกอันพิมพ์ขึ้นโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

อันหนังสือปัญญาสชาดกนี้ คือ ประชุมนิทานเก่าแก่ที่เล่ากันในเมืองไทยแต่โบราณห้าสิบเรื่อง[1] พระสงฆ์ชาวเชียงใหม่รวบรวมแต่งเป็นชาดกไว้ในภาษาบาลี เมื่อพระพุทธศักราชประมาณราวในระหว่าง ๒๐๐๐ จนถึง ๒๒๐๐ ปี อันเป็นสมัยเมื่อพระสงฆ์ชาวประเทศนี้พากันไปเล่าเรียนมาแต่ลังกาทวีป มีความรู้ภาษามคธแตกฉาน เอาแบบอย่างของพระภิกษุสงฆ์ในลังกาทวีปมาแต่งหนังสือเป็นภาษามคธขึ้นในบ้านเมืองของตน แต่งเป็นอย่างอรรถาธรรมาธิบาย เช่น คัมภีร์มังคลัตถทีปนี เป็นต้นบ้าง แต่งเป็นเรื่องศาสนประวัติ เช่น คัมภีร์ชินกาลมาลินี เป็นต้น ตามอย่างเรื่องมหาวงศ์พงศาวดารลังกาบ้าง แต่งเป็นชาดก เช่น เรื่องปัญญาสชาดกนี้เอาอย่างนิบาตชาดกบ้าง โดยเจตนาจะบำรุงพระศาสนาให้ถาวร และจะให้หนังสือซึ่งแต่งนั้นเป็นหลักฐานมั่นคง ด้วยเป็นภาษาเดียวกับพระไตรปิฎก แต่หนังสือปัญญาสชาดกนี้ เห็นจะแต่งในตอนปลายสมัยที่กล่าวมา เพราะความรู้ภาษามคธดูทรามลงไม่ถึงหนังสือแต่งชั้นก่อน

หนังสือปัญญาสชาดกนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นคัมภีร์ลาน จำนวนรวมห้าสิบผูกด้วยกัน เดี๋ยวนี้เห็นจะมีอยู่แต่ในประเทศสยามกับที่เมืองหลวงพระบางและที่กรุงกัมพูชา ที่อื่นหามีไม่ มีเรื่องราวปรากฏว่าเคยได้ฉบับไปถึงเมืองพม่าครั้งหนึ่ง พม่าเรียกว่า "เชียงใหม่ปัณณาส" แต่พระเจ้าแผ่นดินพม่าองค์ใดองค์หนึ่งดำรัสว่า เป็นหนังสือแต่งปลอมพระพุทธวจนะ สั่งให้เผาเสีย ในเมืองพม่าจึ่งมิได้มีหนังสือปัญญาสชาดกเหลืออยู่ คำที่ติว่าแต่งปลอมพระพุทธวจนะนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินพม่าองค์นั้นหลงเชื่อว่า หนังสือนิบาตชาดก หรือที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า "เรื่องพระเจ้าห้าร้อยห้าสิบชาติ" เป็นพระพุทธวจนะ ซึ่งที่แท้หาเป็นเช่นนั้นไม่ ความจริงเป็นดังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชวิจารณ์ไว้ในพระราชนิพนธ์คำนำหนังสือนิบาตชาดกภาคต้นซึ่งโปรดให้พิมพ์เมื่อในรัชกาลที่ ๕ ว่า เรื่องนิบาตชาดกนั้น คงเป็นนิทานที่เล่ากันในพื้นเมือง มีมาแต่ก่อนพุทธกาลช้านาน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเวนัยสัตว์ ทรงยกเอาเรื่องนิทานมาแสดงเป็นอุปมาในพระธรรมเทศนาเนือง ๆ ก็ธรรมดาในเรื่องนิทานย่อมต้องมีตัวดีและตัวชั่ว ตัวดีจะเป็นคนก็ตาม จะเป็นสัตว์เดียรัจฉานก็ตาม ย่อมเรียกว่า "มหาสัตว์" มาเกินสมมติขึ้นต่อภายหลังพุทธกาลว่า มหาสัตว์ในเรื่องชาดกนั้นคือพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ครั้นเมื่อมาตบแต่งร้อยกรองพระไตรปิฎกกันในชั้นหลัง ๆ ผู้แต่งประสงค์จะปลูกศรัทธาให้มั่งคงตามความเชื่อถือของตน จึ่งแต่งประชุมชาดกประหนึ่งว่าพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า มหาสัตว์นั้น ๆ มาเกิดเป็นพระพุทธองค์ และบุคคลหรือสัตว์นั้น ๆ มาเป็นผู้นั้นผู้นี้ในปัจจุบันชาติ รูปเรื่องชาดกจึ่งเป็นเช่นปรากฏอยู่ในหนังสือนิบาตชาดก เพราะความเป็นดังอธิบายมานี้ ที่พระสงฆ์ชาวเชียงใหม่เอานิทานในพื้นเมืองมาแต่งเป็นชาดกเป็นแต่แต่งตามแบบอย่างหนังสือเก่าซึ่งพระคันถรจนาจารย์ได้แต่งมาแต่ปางก่อน หาได้ตั้งใจจะหลอกลวงผู้หนึ่งผู้ใดว่าเป็นพระพุทธวจนะไม่ พระเจ้าแผ่นดินพม่าหากเข้าพระทัยหลงไปเอง

นิทานในปัญญาสชาดกเป็นนิทานที่ไทยเรารู้กันอยู่ซึมทราบหลายเรื่อง เช่น เรื่องสมุทรโฆษ เรื่องพระสุธนนางมโนราห์ เรื่องสังข์ทอง เรื่องคาวี เรื่องพระรถเสน เป็นต้น เรื่องสุวรรณสังขชาดกที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ก็มีผู้เอามาแต่งเป็นกลอนอ่าน เรียกว่า เรื่องสังข์ทอง การที่เอาหนังสือปัญญาสชาดกมาแปลพิมพ์จะเป็นประโยชน์สอบสวนให้รู้ว่า นิทานเหล่านั้นเรื่องที่เขาเล่ามาแต่โบราณเป็นอย่างไร ที่เอามาแต่งเป็นโคลงฉันท์และบทละครกลอนอ่านเอามาแก้ไขเสียอย่างใดบ้าง และให้รู้เรื่องนิทานเก่าแก่ของประเทศนี้ซึ่งมิได้ปรากฏในที่อื่นก็อีกหลายเรื่อง เรื่องที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ชื่อ สุวรรณสังขชาดก (คือ เรื่องสังข์ทอง) เป็นเรื่องที่หนึ่งในปัจฉิมภาคแห่งปัญญาสชาดก

กรรมการราชบัณฑิตสภาขออนุโมทนาในกุศลบุญราศีทักษิณานุปทานซึ่งเจ้าภาพงานศพพระยาประเสริฐสุนทราศรัยได้บำเพ็ญเป็นปฏิทานมัยด้วยความกตัญญูกตเวที และที่ได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย



Damrong Rachanuphap - Sign - 001.jpg


นายกราชบัณฑิตยสภา
วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑



หน้าแทรก ขึ้นลง



อำมาตย์โท พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)


อำมาตย์โท พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)

พ.ศ. ๒๔๖๑–พ.ศ. ๒๔๗๑



หน้า (๑)–(๕) ขึ้นลง



ประวัติของอำมาตย์โท พระยาประเสริฐสุนทราศรัย





อำมาตย์โท พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) เกิดที่บ้านข้างสะพานยาว วัดจักรวรรดิราชาวาส จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นบุตรพระยาเพ็ชฎา (ดิศ สิงหเสนี) มารดาชื่อ โหมด

เมื่ออายุสิบสามปี ได้ศึกษาวิชาหนังสือไทยกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ณ โรงเรียนริมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และที่ตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง

เมื่อ พ.ศ. ๑๔๒๒ ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้น พ.ศ. ๒๔๒๖ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระพี่เลี้ยงสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปรับราชการเป็นผู้ช่วยข้าหลวงมณฑลนครราชสีมา พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้เป็นตำแหน่งจ่านายสิบ ในกองทัพของพระยาประสิทธิ์ศัลยการ (สะอาด สิงหเสนี) ที่จะยกไปเมืองสกลนคร และแก่งเจ๊ก ฝั่งแม่น้ำโขงฟากตะวันออก แต่ยังมิได้ยกไป ยังคงรับราชการอยู่จังหวัดนครราชสีมา มีหน้าที่ช่วยจัดการเกณฑ์คนและพาหนะส่งกองทัพ และมีหน้าที่จัดการสื่อสารในระหว่างมณฑลอุบล มณฑลอุดร กับทางกรุงเทพฯ ด้วยจนเสร็จราชการทัพ

ถึงวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้เป็นตำแหน่งเลขานุการของข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครราชสีมา และเป็นผู้ช่วยข้าหลวงมหาดไทย มณฑลนครราชสีมา อีกตำแหน่งหนึ่ง ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็นหลวงรังสฤษดิ์ศุภการ ถือศักดินา ๖๐๐ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ ๒๖ เมษายนนั้น และได้ทำการสมรสกับ ตุ่ม สิงหเสนี เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. นั้น

วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นตำแหน่งข้าหลวงมหาดไทย มณฑลนครราชสีมา ได้กราบถวายบังคมลาอุปสมบท ณ วัดกลาง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. นี้ หนึ่งพรรษา

ครั้นลาสิกขาแล้ว กลับมารับราชการตามเดิม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นพระนครภักดีศรีนครานุรักษ์ ถือศักดินา ๓,๐๐๐ ไร่ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๔ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ในมณฑลนครราชสีมาเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๐

ระหว่างเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์นั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหัวหน้าควบคุมคนและพาหนะ กับทั้งเป็นข้าหลวงฝ่ายสยามสมทบกับข้าหลวงฝรั่งเศสในการปักปันเขตแดนตั้งแต่เขตอรัญประเทศ แขวงจังหวัดกบินทร์บุรี มณฑลปราจีน ถึงบ่อไพริน มณฑลจันทบุรี ได้อยู่ประชุมปรึกษาหารือจนเสร็จการ

วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นปลัดมณฑลอุดร

วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้ไปเป็นผู้จัดการระงับปราบปรามพวกญวนที่คิดประทุษร้ายต่อประเทศฝรั่งเศสในเขตแขวงจังหวัดนครพนม สกลนคร

วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ในมณฑลอุดร ถึง พ.ศ. ๒๔๖๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาประเสริฐสุนทราศรัย ถือศักดินา ๓,๐๐๐ ไร่ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม

วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มณฑลจันทบุรี

ครั้นถึงวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๗ รู้สึกตัวว่าชรา พยาธิเบียดเบียน ร่างกายทุพพลภาพ ไม่สามารถที่จะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณตำแหน่งอันสำคัญนี้ได้ดังแต่ก่อนมา จึ่งได้กราบถวายบังคมลาจากราชการเพื่อพักผ่อนรักษาตัว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต และพระราชทานเบี้ยบำนาญมาจนตลอดอายุ

พระยาประเสริฐสุนทราศรัยได้พยายามรักษาตัวต่อมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ให้มีอาการอ่อนเพลียลงทุกที ได้ให้พระยาเวชสิทธิ์พิลาส พระยาอัศวินอำนวยเวช (หมอปัว) และพระวรสุนโทรสถ ตรวจเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์นั้น ปรากฏว่าเป็นโรคตับพิการ แม้แพทย์ได้พยายามรักษาเป็นลำดับมา อาการไม่ทุเลา มีแต่ทรงกับทรุด จนถึงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ส. ๒๔๗๑ อาการได้กำเริบขึ้น สุดความสามารถของแพทย์ที่จะเยียวยาไว้ได้ ได้ถึงอนิจกรรมในวันที่ ๒๒ นั้น เวลา ๐๗:๐๕ นาฬิกา รวมอายุได้ห้าสิบห้าปี สี่เดือน หกวัน

พระยาประเสริฐสุนทราศรัยได้รับราชการมาด้วยความดีความชอบ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นบำเหน็จมาเป็นลำดับดังนี้ คือ

๑.   ตราจัตุรถาภรณ์ ช้างเผือก

๒.   ตราจัตุรถาภรณ์ มงกุฎสยาม

๓.   เหรียญจักรพรรดิมาลา

๔.   เหรียญรัชฎาภิเษก

๕.   เหรียญทวีธาภิเษก

๖.   เหรียญรัชมงคล

๗.   เหรียญรัชมังคลาภิเษก ชุบทอง

๘.   เหรียญประภาสมาลา เงิน

๙.   เหรียญบรมราชาภิเษก เงิน รัชกาลที่ ๖

พระยาประเสริฐสุนทราศรัยมีบุตรและธิดา คือ

ที่    ธิดา   คุณหญิงนครราชเสนี (เจือ สิงหเสนี)

ที่    ธิดา   เจริญ สิงหเสนี

ที่    บุตร   หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)

ที่    ธิดา   จำรัส สิงหเสนี (ภรรยานายเทียบ สิงหเสนี)

ที่    ธิดา   จวง สิงหเสนี

ที่    บุตร   นายประกอบ สิงหเสนี

ที่    ธิดา   พวง สิงหเสนี

ที่    ธิดา   กระจับ สิงหเสนี

ที่    บุตร   นายดาบจำเนียร สิงหาเสนี

ที่   ๑๐   บุตร   นายประจง สิงหเสนี

ที่   ๑๑   บุตร   นายกระจาย สิงหเสนี

ที่   ๑๒   บุตร   นายประพันธ์ สิงหเสนี

ที่   ๑๓   บุตร   นายนุช สิงหเสนี

ที่   ๑๔   บุตร   นายกระเจิ่น สิงหเสนี

ที่   ๑๕   บุตร   นายจำนง สิงหเสนี

ที่   ๑๖   บุตร   นายสมพงศ์ สิงหเสนี

ที่   ๑๗   ธิดา   พิศ สิงหเสนี

ที่   ๑๘   ธิดา   เพลินจิตร์ สิงหเสนี (ถึงแก่กรรมเมื่ออายุห้าปี)

สิ้นประวัติย่อของพระยาประเสริฐสุนทราศรัยเพียงเท่านี้



หน้า ๑–๖๒ ขึ้นลง



ปัญญาสชาดก ปัจฉิมภาค


สุวรรณสังขชาดก




หลวงธำรงเจดีย์รัฐ (เทศ วิริยรัต) เปรียญ ๔ ประโยค


แปล





สจฺจํ กิเรวมาหํสูติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม อตฺตโน วราย ปริสกนฺตํ อารพฺภ กเถสี

สตฺถา สมเด็จพระบรมศาสนา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันอันเป็นอารามของอนาถปิณฑิกคฤหบดี ทรงพระปรารภภิกษุเทวทัตผู้ขวนขวายอยู่เพื่อจะปลงพระชนม์ของพระองค์เป็นมูลเหตุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มว่า สจฺจํ กิเรวมาหํสุ ดังนี้ เป็นอาทิ ดำเนินความในนิทานวจนะว่า

กิร ดังได้สดับฟังมาว่า ภิกษุเทวทัตนั้นเป็นโอรสแห่งสุปพุทธสากยราช ครั้นบรรพชาในพุทธศาสนาแล้ว พยายามคอยจะฆ่าพระผู้มีพระภาคเจ้า คราวหนึ่ง พระภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากัน ณ โรงธรรมสภาดังนี้ ว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเทวทัตเป็นผู้หยาบช้าสาหัสนัก คิดจักพยายามฆ่าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทรงสดับกถาเรื่องนั้นด้วยทิพโสตธาตุ จึ่งเสด็จออกจากคันธกุฎีไปประทับ ณ บวรพุทธาสน์ แล้วตรัสถามว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายประชุมพูดกันด้วยเรื่องอะไร พระภิกษุทั้งหลายจึ่งกราบทูลว่า ข้าพระบาททั้งหลายประชุมพูดกันด้วยเรื่องเทวทัตพยายามจะฆ่าพระองค์อย่างนี้ จึ่งมีพุทธดำรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเทวทัตจะได้พยายามฆ่าตถาคตแต่ในเดี๋ยวนี้ก็หาไม่ ถึงในกาลปางก่อน เธอก็พยายามตามฆ่าตถาคตมาแล้ว ตรัสดังนี้แล้ว จึ่งนำเรื่องราวที่ภพน้อยใหญ่กำบังไว้มาอ้าง ดังปรากฏต่อไปนี้ว่า




อตีเต ภิกฺขเว พฺรหฺมนคเร ฯลฯ รชฺชํ กาเรสิ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในกาลที่ล่วงมาแล้วนาน มีพระราชองค์หนึ่ง พระนามว่า พรหมทัต ดำรงราชสมบัติอยู่ ณ พรหมนคร พระเจ้ากรุงพรหมทัตนั้นมีราชกัญญาเป็นอัครมเหสีซ้ายขวาสององค์ มเหสีขวานั้นพระนามว่า จันทาเทวี มเหสีซ้ายนั้นยังไม่ปรากฏว่านามใด ราชกัญญาซ้ายขวานั้นเป็นที่โปรดปรานของพระราชายิ่งกว่านารีอื่น ๆ คราวนั้น พระบรมโพธิสัตว์ยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสารวัฏ จุติจากเทวโลกแล้วได้เกิดในครรภ์แห่งมเหสีขวาของพระเจ้ากรุงพรหมทัต

วันที่พระโพธิสัตว์มาปฏิสนธินั้น พระนางจันทาเทวีบรรทมหลับอยู่ ณ แท่นที่สิริไสยาสน์ พอเวลาจวนจะใกล้รุ่ง นางทรงพระสุบินไปว่า พระอาทิตย์เปล่งรัศมีแผ่ไปในทิศานุทิศ แล้ววนเวียนสิเนรุบรรพตสามรอบ มาตกต้องพระทรวงของพระนางจันทาเทวี พระนางจันทาเทวีก็ตกพระทัยตื่น ครั้นเวลาราตรีสว่างแล้ว พระนางจันทาเทวีจึ่งสรงน้ำชำระกาย เสร็จแล้วก็เข้าไปสู่ที่เฝ้า ถวายบังคม แล้วทูลเล่าความฝันนั้นให้ทรงทราบ ในคืนวันเดียวกันนั้น พระมเหสีซ้ายบรรทมหลับเหนือที่สิริไสยาสน์ พอเวลาจวนจะใกล้สว่าง นางก็ทรงสุบินไปว่า ท้าววาสพ เจ้าพิภพดาวดึงส์ ทรงประทานดอกจำปาทองให้แก่นางเทวี แล้วก็เสด็จกลับไป นางเทวีรับดอกจำปาทองนั้นไว้ แล้วก็เชยชมชื่นชูพระทัย นางเทวีตื่นขึ้นแล้วสรงน้ำชำระกาย เสร็จแล้วจึ่งเข้าไปสู่ที่เฝ้า ถวายบังคม แล้วทูลเล่าเรื่องความฝันนั้นให้ทรงทราบ พระเจ้ากรุงพรหมทัตทรงสดับความฝันของราชเทวีทั้งสองนั้นแล้ว รับสั่งให้หาตัวเนมิตกาจารย์เข้ามาเฝ้า เล่าลักษณะความฝันสองเรื่องนั้นให้ฟัง เนมิตกาจารย์จึ่งพยากรณ์ถวายว่า ซึ่งพระนางจันทาเทวีฝ่ายขวาฝันเห็นพระอาทิตย์เปล่งรัศมีวนเวียนสิเนรุบรรพตสามรอบ แล้วกลับมาตกต้องพระทรวงพระราชเทวี พระสุบินข้อนี้ส่อให้เห็นว่า พระราชเทวีจักได้ราชโอรส ทรงพระรูปโฉมงามเลิศหาผู้ใดจะเสมอมิได้ ก็ส่วนพระราชเทวีซ้ายนั้นฝันเห็นพระอินทร์ประทานดอกจำปาทองให้เทวี ความฝันข้อนี้ส่อให้เห็นว่า พระราชเทวีซ้ายจักได้พระราชธิดาทรงรูปสิริโสภาหานารีอื่นจะเสมอเหมือนมิได้ แต่นั้นมา พระราชเทวีซ้ายนั้นจึ่งมีนามปรากฏว่า สุวรรณจัมปากเทวี ด้วยประการฉะนี้แล

พระเจ้ากรุงพรหมทัตทรงพระโสมนัส ตรัสประทานเรือนหลวงเป็นที่สบายให้แก่ราชเทวีสององค์ ด้วยพระประสงค์จะให้ราชเทวีรักษาครรภ์ไว้ให้ดี ต่อนั้นมา พระเจ้ากรุงพรหมทัตมีพระประสงค์จะให้สร้างเบญจกกุธภัณฑ์ไว้ท่า สำหรับจะได้ทำราชาภิเษกพระราชบุตร (ต่อเมื่อมีชันษาอันสมควร) แล้วพระองค์รำพึงต่อไปอีกว่า กุมารที่มาเกิดนี้จักได้สืบวงศ์สกุลต่อไป ทรงดำริแล้ว จึ่งรับสั่งให้พนักงานจัดสร้างเบญจกกุธภัณฑ์ไว้พร้อมเสร็จทุกอย่าง

คราวนั้น สุวรรณจัมปากเทวี มเหสีฝ่ายซ้าย เมื่อได้สดับคำเนมิตกาจารย์ทำนายสุบินว่า ตนจะได้ราชธิดา กลับมานอนตรึกตรองไปว่า ทำอย่างไรเราจะให้พระราชาขับไล่นางจันทาเทวีเสียได้หนอ เราคนเดียวไม่มีคู่คิด ที่ไหนจะอาจคิดอุบายเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ คิดแล้วจึ่งไปหาท่านปาลกเสนาบดี เล่าความเรื่องนั้นให้เสนาบดีฟังว่า เนมิตกาจารย์เขาทำนายไว้ว่า นางจันทาเทวีตั้งครรภ์แล้ว สัตว์อยู่ในครรภ์นั้นจะเป็นราชโอรส ส่วนดีฉันตั้งครรภ์แล้ว ทารกซึ่งอยู่ในครรภ์นั้นจะเป็นราชธิดา ถ้าว่าเป็นจริงเหมือนดังว่านี้ไซร้ พระราชาจักทำความรักใคร่นางจันทาเทวีมากกว่าดีฉันถึงร้อยเท่าพันเท่า ดีฉันจักไม่เป็นที่เอิบอาบพระหฤทัยของพระราชา ดีฉันจักทำอุบายอย่างไรดี จึ่งจะตั้งอยู่ในขัตติยวงศ์และดำรงอยู่ในราชสมบัติ เมื่อใดดีฉันจักมีอิสริยยศปรากฏแล้ว เมื่อนั้นตัวท่านก็จักได้เป็นที่มหาเสนาบดี ท่านจงช่วยคิดหาอุบายให้ดีฉันด้วย ทำไฉนจักให้พระราชาขับไล่นางจันทาเทวีไปเสียจากราชนิเวศน์ได้ ดีฉันได้เป็นอิสระในขัตติยวงศ์แล้ว ดีฉันจักอุปถัมภ์ให้ท่านได้ยศและกิตติศัพท์อย่างสูงสุด ปาลกเสนาบดีจึ่งทูลสนองราชเทวีฝ่ายซ้ายว่า พระนางเธออย่าพรั่นพรึงเลย ข้าพเจ้าจะหาอุบายให้พระราชาขับไล่นางจันทาเสียให้ได้ การที่จะขับไล่นางจันทานี้ไม่ยากเลย เรื่องนี้เป็นภารธุระของข้าพเจ้าเอง นางสุวรรณจัมปากเทวีปรึกษาตกลงกันแล้ว จึ่งกลับมายังที่อยู่ของตนตามเดิม

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านปาลกเสนาบดีเข้าไปสู่ที่เฝ้าพระเจ้าพรหมทัต ถวายบังคม แล้วจึ่งกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระนางจันทาเทวีจะมีใจซื่อตรงต่อพระองค์ก็หาไม่ ย่อมไปเสพกามคุณกับชนชาติต่ำช้า พระนางจันทาเทวีนั้นประพฤติการหาสมควรไม่ เมื่อลับหลังพระองค์ไปแล้ว ประพฤติอนาจารเหมือนหญิงรุ่น ๆ สาวบ้าง เหมือนหญิงหม้ายบ้าง และหาเกรงกลัวพระราชอาชญาฝ่าพระบาทไม่ เห็นว่า พระนางจันทานั้นไม่ควรจะให้อยู่ในราชนิเวศน์ต่อไป เมื่อท่านปาลกเสนาบดีทูลยุยงอย่างนี้แล้วก็กลับไป พระนางสุวรรณจัมปากเทวีจึ่งสวรเข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคม แล้วทูลยุยงเสริมคำเสนาบดีอีกว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้อยคำของปาลกเสนาบดีที่กราบทูลนั้นหาเหลวไหลไม่ จริงทีเดียว นางจันทาเทวีนั้นจะตั้งใจบำเรอพระองค์ตามธรรมดาหามิได้ มักทำกรรมลามกด้วยบุรุษคนเลว นางจันทาเทวีมีครรภ์นั้นจะได้เกิดด้วยอำนาจสัมภวะของพระองค์เดียวหามิได้ ย่อมสาธารณ์ทั่วไปกับบุรุษชาวเมืองด้วยกัน พระเจ้ากรุงพรหมทัตทรงสดับถ้อยคำปาลกเสนาบดีและนางสุวรรณจำปากเทวีทูลบรรยายนั้น หาทรงวิจารณ์โทษของนางจันทาเทวีให้ได้ความเท็จจริงก่อนไม่ ทรงกริ้วกราดเป็นกำลัง จึ่งรับสั่งให้ขับไล่นางจันทาเทวีให้ไปเสียจากราชนิเวศน์เรือนหลวง

พระนางจันทาเทวีนั้นหาที่พึ่งบมิได้ ดำเนินพลางทางกรรแสงไห้ว่า แต่ก่อนเราทำอกุศลกรรมสิ่งใดไว้ จึ่งได้มาเสวยความทุกข์อย่างใหญ่ฉะนี้ พวกนักสนมและพนักงานทั้งหลายสดับฟังสำเนียงพระนางจันทาเทวีปริเทวนาดำเนินจากอิฏฐาคารกาลครั้งนั้น พากันร้องไห้ล้มกลิ้งเกลือกอยู่ไปมาเหมือนไม้รังอันถูกลมยุคันตวาตพัดผันให้ล้มระเนนไปฉะนั้น พระนางจันทาเทวีจึ่งทำอัญชลีกรแก่เทพดาผู้รักษาราชนิเวศน์ แล้วจึ่งมีเสาวนีย์ตรัสแก่พวกหญิงผู้สัมพันธวงศ์ของตนว่า ท่านทั้งหลาย จงอยู่ดีกินดี และอย่ามีความประมาท ดีฉันขอลาท่านทั้งหลายไปเสวยมหันตทุกข์ตามกรรมที่เราทำไว้ นางกล่าวล่ำลาดังนี้ แล้วดำเนินไปแต่ผู้เดียวอนาถา หาที่พึ่งและเพื่อนมิได้

น่าสมเพชเวทนา พระนางจันทาเทวี เมื่อครั้งยังอยู่ในราชนิเวศน์อันสะพรั่งพร้อมด้วยอิฏฐาคาร พระนางเธอเคยทรงสุวรรณปาทุกาและสีวิกากาญจน์ อนึ่งเล่า พระนางเธอเคยประพรมสรีรกายด้วยน้ำหอมและจุณจันทน์ และเสยสางสระเกศด้วยน้ำมันหอมประดับกายงามสง่า ตั้งแต่นางถูกขับไล่ออกมา หามีเครื่องหอมประปรุงไม่ มีกายอันเหม็นสาบ เหงื่อไหลอาบทั่วสรีราพยพ ขะมุกขะมอมไปด้วยผงธุลี ดำเนินพลางปริเทวนาไปจนได้พบตายายสองคนเข้า

ตายายสองคนนั้น ครั้นเห็นพระนางจันทาเทวี จึ่งพากันเข้าไปใกล้ ไต่ถามว่า แน่ะ นางผู้เจริญ แม่อยู่ที่ไหน ทำไมจึ่งอนาถามาคนเดียว นี่จะไปไหนต่อไหน พระนางจันทาเทวีจึ่งบอกว่า ข้าแต่ท่านตายาย ดีฉันเป็นมเหสีฝ่ายขวาของพระเจ้าพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตโปรดปรานข้าพเจ้ามาก นางสุวรรณจัมปาก มเหสีฝ่ายซ้าย เห็นดีฉันเป็นที่โปรดปรานของพระราชา แกล้งทูลยุยงให้พระราชาขับไล่ดีฉันเสียราชนิเวศน์ ตายายทราบเหตุแล้วนึกสมเพชและนึกดีใจ จึ่งพาพระนางจันทาเทวีมาเลี้ยงไว้ยังเรือน พระนางจันทาเทวีอาศัยกับตายายอยู่ต่อมาจนทรงครรภ์ได้หกเดือน

ครั้งนั้นแล พระบรมโพธิสัตว์ เมื่ออยู่ในครรภ์พระมารดา พิจารณาดูมารดา เห็นพระมารดาเสวยความทุกข์มากนัก จึ่งดำริว่า พระมารดาของเราพลัดพรากจากเมืองมา เป็นผู้อนาถาหาญาติพี่น้องมิได้ น่ากรุณานัก ถ้าหากว่าเราจะพึงเกิดด้วยสัณฐานเป็นรูปทองไซร้ พระมารดาจักเลี้ยงเราลำบากกว่าก่อนได้ร้อยเท่าพันส่วน ถ้ากระไร เราควรจักแปลงกายให้เป็นรูปหอยสังข์เสียเถิด คิดแล้วก็ทำสัจจาธิษฐานกลายไปเป็นรูปสังข์ทอง เมื่ออยู่ในครรภ์มารดาครบสิบเดือนแล้ว รูปสังข์ทองนั้นจึ่งออกด้วยวารี แล้วจึ่งรักษาพระมหาสัตว์อยู่สิ้นกาลนาน

วันหนึ่ง จึ่งพระนางจันทาเทวีเสด็จไปสู่ป่าด้วยกิจอันหนึ่ง พระสุวรรณสังข์โพธิสัตว์ออกจากรูปหอยสังข์ แล้วทำการปัดกวาเรือนและที่นอนของมารดา แล้วก็เข้าไปยังที่อยู่แห่งรูปหอยสังข์ตามเดิม ครั้นพระนางจันทาเทวีกลับจากป่า เห็นเรือนอันกวาดปัดไว้ดี มีจิตโสมนัส จึ่งกำหนดนิ่งไว้ในหทัย หาได้บอกให้ใคร ๆ รู้ไม่ วันหนึ่ง จึ่งนางจันทาเทวีเสด็จไปป่าด้วยกิจอันหนึ่งอีก พระบรมโพธิสัตว์จึ่งออกจากรูปหอยสังข์ ปัดกวาดที่นอนในห้องเรือน และเก็บงำสิ่งของที่กระจาย ลำดับไว้ในที่อันสมควร แล้วก็กลับเข้าไปยังที่อยู่ของตน พระนางจันทาเทวีเมื่อกลับมาเห็นดังนั้นก็อัศจรรย์ใจ ไม่รู้จักเหตุที่โอรสกระทำไว้ให้ จึ่งดำริว่า นี่อัศจรรย์นัก อะไรจักมีแก่เรา คิดแล้วก็หาได้บอกให้ใครรู้ไม่ วันหนึ่ง จึ่งพระนางจันทาเทวีทำอาการเหมือนจะไปป่า แง้มประตูเรือนไว้หน่อยหนึ่งแล้วก็ไป แล้วนางหวนกลับมาซ่อนตัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง เพื่ออยากจะรู้ซึ่งเหตุนั้น

คราวนั้น พระสุวรรณสังข์เห็นมารดาไปแล้ว จึ่งออกจากที่อยู่ของตนไปปัดกวาดเรือนและที่นอนของมารดา พระนางจันทาเทวีเห็นโอรสออกจากรูปสังข์แล้วกวาดที่เรือนอยู่ ทรงรูปโฉมงามยวดยิ่ง หาคนอื่นเสมอมิได้ เกิดความดีใจ วิ่งมาโดยเร็ว ตรงเข้ากอดจุมพิตโอรส แล้วตรัสว่า พ่อสุวรรณสังขกุมาร พ่อเป็นโอรสของพระราชา พระราชบิดาของพ่อมีมเหสีสองนาง พระเทวีราชมารดาเลี้ยงนั้นอิจฉามารดา ทูลยุยงให้พระราชาขับไล่มารดาเสียจากราชนิเวศน์ พระนางจันทาเล่าเรื่องราวให้โอรสฟัง แล้วดำริว่า ถ้าหากว่าโอรสของเราจักเป็นหอยสังข์อยู่อย่างนี้ คนเราจักพูดกันไปต่าง ๆ นานา คิดแล้วจึ่งเอาหอยสังข์นั้นทุบเสียให้แตก เก็บเอาเปลือกเผาไฟเสีย

พระสุวรรณสังขกุมารเห็นมารดาทำอย่างนั้น จึ่งพูดว่า ข้าแต่พระมารดา เหตุไรพระมารดาจึ่งทุบสังข์ซึ่งมีของทิพย์อยู่ภายในเสียเล่า ถ้าหากว่าภัยจักมีแก่ข้าพเจ้าไซร้ ใครจักเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าได้ พระนางจันทาจึ่งชี้แจงเรื่องราวให้โอรสฟังว่า พ่อบุตรสุดที่รักของมารดา ตัวพ่อพร้อมด้วยรูปลักษณะมีบุญมากนัก ใคร ๆ จักไม่อาจผจญพ่อได้ เพราะเหตุไรเล่า เพราะเหตุว่า เมื่อแรกพ่อมาปฏิสนธิ มารดาได้ฝันเห็นเป็นเครื่องมั่นใจ นางจึ่งเล่าความฝันตั้งต้นจนถึงเนมิตกาจารย์ทำนายทายไว้แล้ว พระนางเธอจึ่งตรัสปลอบใจโอรสว่า พ่อมีรูปงามสูงสุดเป็นยอดเยี่ยม มนุษย์ใคร ๆ จักไม่ชนะพ่อไปได้ จำเดิมแต่นั้นมา พระนางจันทาเทวีก็ตั้งใจถนอมเลี้ยงพระบรมโพธิสัตว์ไว้มิให้อนาทร

คราวนั้น ประชาราษฎรเห็นสังขราชกุมารผู้รูปงามหาคนอื่นจะเหมือนมิได้ พากันสรรเสริญยกย่องว่าประเสริฐในโลก กิตติศัพท์นั้นก็เลื่องลือไปถึงพระกรรณพระเจ้ากรุงพรหมทัต พระเจ้ากรุงพรหมทัตทรงพระโสมนัส จึ่งตรัสบังคับพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงประดับม้าสินธพด้วยสรรพาภรณ์ แล้วพร้อมด้วยพลนิกร ออกไปรับโอรสกับราชเทวีของเราเข้ามา ณ บัดนี้ อำมาตย์ทั้งหลายจึ่งพากันออกไปจัดการเสร็จตามกระแสรับสั่ง พระนางจันทาเทวีเสด็จมาถึงพร้อมด้วยพระสุวรรณสังข์ ก็เสด็จประทับอยู่ ณ ราชวังเหมือนดังก่อนเก่า พระเจ้ากรุงพรหมทัตรับสั่งให้เชิญพระสุวรรณสังข์เข้ามาเฝ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ ทรงกอดรัด และให้ประทับบนพระเพลา จุมพิตเศียรเกล้า แล้วภิรมย์ชมเชยยิ่งนักหนา

ส่วนสุวรรณจัมปากเทวี เห็นพระราชาทรงปรีดาภิรมย์ด้วยราชโอรส นางก็มีจิตริษยา ตั้งหน้าพยายามแสวงหาโทษแก่พระโพธิสัตว์และนางจันทาเทวี ประสงค์จะให้ถึงความพินาศ วันหนึ่ง นางสุวรรณจัมปากเทวีทราบว่า พระโพธิสัตว์เกิดภายในหอยสังข์ นากนึกขึ้นได้ว่า ได้อุบายเรื่องนี้มีแก่เราล่ะ แล้วนางก็เข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่เทวดา นางจันทาเทวีเป็นหญิงกาลกิณี ออกลูกเป็นหอยสังข์ ฝ่ายปาลกเสนาบดีก็ทูลซ้ำใส่โทษต่าง ๆ แก่พระนางจันทาเทวีต่อหน้าพระที่นั่งอีก

พระเจ้ากรุงพรหมทัตหามีปรีชาไม่ หลงเชื่อถ้อยคำเสนาบดีและนางสุวรรณจัมปากเทวี ทรงพระพิโรธอย่างใหญ่ จึ่งบังคับรับสั่งอำมาตย์ว่า พวกอำมาตย์ จงช่วยกันผูกแพให้ใหญ่ เอานางจันทากับกุมารใส่ไว้ในแพ ไปลอยเสียในแม่น้ำคงคา ฝ่ายพระนางจันทาเทวีและชนชาวบุรีทราบเหตุนั้นแล้วก็พากันร่ำร้องไห้ยกใหญ่

เตน วุตฺตํ เพราะเหตุนั้น พระบรมศาสดาพระองค์ได้ถึงสัมโพธิญาณแล้ว จึ่งนำเหตุเรื่องมาแสดงธรรมแก่พระสารีบุตร อันมีในจริยาปิฎกปกรณ์ว่า ดูกร ธรรมเสนาบดีสารีบุตร เมื่อกาลครั้งก่อน เราผู้ตถาคตยังแสวงหาพระโพธิญาณอยู่ ได้เกิดเป็นราชโอรสแห่งพระเจ้าพรหมทัต ณ พรหมบุรีพระนคร พระราชานั้นหลงเชื่อถ้อยคำราชเทวีผู้ใจบาป นำเรา ตถาคต กับพระมารดา ไปลอยแพเสียในกระแสน้ำคงคา คราวนั้น พวกอำมาตย์และราษฎรทั้งหลายประชุมกัน ณ หน้าพระลายหลวง พากันทูลขอพระบรมโพธิสัตว์ไว้ พระราชาก็มิได้ประทานให้ พากันร้องไห้ล้มลง ณ พื้นปถพี เหมือนป่ารังอันถูกลมยุคันตวาตพัดให้ล้มลงฉะนั้น กาลเมื่อใดพวกอำมาตย์เข้าจับเรา ตถาคต กับมารดา ใส่เข้าไว้ในแพใหญ่ กาลเมื่อนั้น มหัศจรรย์ก็เกิดเป็นโกลาหล เมทินีดลอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็เกิดหวั่นไหวปานประหนึ่งว่าจะโศกเศร้า พระยาเขาสิเนรุเป็นที่พึ่งของโลกก็อ่อนเอนอยู่ไปมาเปรียบดังยอดหวายฉะนั้น ฝนก็ตกลงมาแต่เบื้องบน สาครก็คำรนร้องก้องสนั่นเหมืองดังช้างอันเมามันฉะนั้น บรรดาหมู่สัตว์ดิรัจฉานทั้งปวงก็เกิดความกรุณาใหญ่ด้วยประการฉะนี้[ก]

โส อุลุมฺโป ความว่า แพนั้นลอยไปตามกระแสน้ำคงคาช้านาน ด้วยบุรพอกุศลกรรมของพระราชเทวีและพระโพธิสัตว์ มีลมพายุใหญ่พัด ทำให้แพแตกออกไป พระนางจันทาเทวีได้ไม้ที่แพแตกนั้นท่อนหนึ่งเกาะลอยไป ทอดพระเนตรเห็นไม้ต้นหนึ่งตั้งอยู่ริมฝั่ง มียอดประลงมาใกล้น้ำ นางจึ่งพยายามว่ายไปด้วยกำลังแรง จับยอดไว้นั้นไว้ได้มั่น ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปถึงคบไม้ นั่งนึกถึงโอรส แล้วทางโศกายกใหญ่ นางก็เลยนั่งอยู่ ณ ต้นไม้ที่ฝั่งคงคาใกล้มัทราชบุรี[ก]

คราวนั้น เศรษฐีคนหนึ่งนามว่า ธนญชัย มีสมบัติมาก อยู่ในมัทราชบุรี วันนั้น ทาสีของธนญชัยเศรษฐีไปเที่ยวตามฝั่งคงคาด้วยกิจธุระอย่างหนึ่ง ไปพบพระนางจันทาเทวีร้องไห้อยู่บนคบไม้ จึ่งเดินเข้าไปใกล้ ร้องถามว่า แม่ทำไมจึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่นี้

แน่ะแม่ ดีฉันเป็นมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต เจ้าเมืองพรหมบุรี นางเทวีจึ่งเล่าเรื่องราวทั้งปวงให้ทาสีนั้นฟังตามลำดับแต่ต้นมา ทาสีนั้นทราบเรื่องแล้วจึ่งรับพระราชเทวีนำมายังมัทราชบุรี ครั้นถึงจึ่งเล่าเรื่องราวให้ธนญชัยเศรษฐีนายของตนฟัง ธนญชัยเศรษฐีสดับทราบความแล้ว บอกให้ทาสีพาตัวพระราชเทวีมา แล้วทำความต้อนรับด้วยวาจาน่ารักใคร่ ชวนให้พระราชเทวีอยู่ด้วยกันกับตน พระนางจันทาเทวีรับรองว่า สาธุ แล้วก็อยู่ในเรือนเศรษฐีนั้นต่อไป ธนญชัยเศรษฐีจึ่งตั้งพระราชเทวีให้เป็นแม่ครัวของตน แต่นั้นมา พระนางจันทาเทวีอาศัยเศรษฐีนั้นเลี้ยงชีพอยู่เป็นสุขทุกทิวาราตรี

คราวนั้น พระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธเจ้า เมื่อลอยมากับแพถูกลมร้ายพัดแพแตกแล้ว ได้พลัดจากกันกับมารดา เสวยทุกขเวทนาอยู่ในมหาสมุทร ด้วยเดชบุญของพระมหาบุรุษนั้น นาคพิภพแสดงความร้อนปรากฏขึ้น พระยานาคเจ้าของพิภพขึ้นจากนาคพิภพไปยังมหาสมุทร นิรมิตเรือทองขึ้นลำหนึ่ง จัดแจงแต่งเรือนมียอดเจ็ดยอด (บุษบก) ไว้ในท่ามกลางเรือทอง นำเรือนั้นไปใกล้พระมหาสัตว์ อุ้มพระมหาสัตว์ขึ้นเรือได้ ให้นั่งอยู่ในกุฎาคาร แล้วปล่อยให้เรือนั้นลอยไป สุวรรณนาวาลอยไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง เกาะนั้นมีต้นไม้ดกดาษไปด้วยดอกและผลน่ารื่นรมย์ ระงมไปด้วยเสียงมยุรโกญจาเสนาะเพราะจับใจ อาจเปลื้องความโศกออกเสียได้เมื่อมีผู้มาเห็น

พระสุวรรณสังขกุมารขึ้นจากสุวรรณนาวาได้แล้ว ดำเนินชมไม้ต่าง ๆ ออกจากที่นั้นไป เห็นสระแห่งหนึ่ง สะพรั่งไปด้วยบัวแดงและบัวขาว ฝูงเต่าปลาแหวกว่ายอยู่คลาคล่ำ ชมดอกไม้ที่ริมฝั่งนที แล้วดำเนินแต่นั้นไป จึ่งได้พบพระฤษีองค์หนึ่งนั่งเจริญจตุพรหมวิหารอยู่ ณ อาศรม จึ่งดำเนินเข้าไปใกล้ ยกหัตถ์ไหว้นั่งอยู่ส่วนหนึ่ง พระฤษีนั้นครั้นเห็นสุวรรณกุมารก็ดีใจ จึ่งซักถามว่า พ่อมาณพคนเดียวโดดอนาถามาธุระสิ่งไรหรือ

พระโพธิสัตว์ทำการปราศรัยแล้วแจ้งว่า ข้าแด่พระฤษีผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสพระเจ้าพรหมทัต ณ พรหมบุรีนคร พระราชานั้นจับข้าพเจ้ากับมารดาใส่ในแพใหญ่ลอยเสียในคงคา เมื่อแพลอยมาถูกลมพัด แพแตก พลัดกับมารดาลอยมาตามกระแสคงคา พระยานาคมีความกรุณา มายกข้าพเจ้าขึ้นไว้ในเรือทอง ข้าพเจ้ามาถึงสำนักพระผู้เป็นเจ้าด้วยเรือทองลำนั้น ถ้าหากว่ามรรคาที่จะเดินไปยังเมืองทั้งปวงมีอยู่ไซร้ พระผู้เป็นเจ้าจงโปรดบอกมรรคานั้นให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

พระดาบสจึ่งพูดว่า ถ้าหากว่าพ่อจักไปทางเมืองพาราณสี มรรคาก็มีไป แต่มรรคานั้นเป็นที่อยู่ของหมู่ยักษ์

พระดาบสผู้เจริญ ถ้ามรรคาใดไปสวัสดีไซร้ ขอท่านบอกมรรคานั้นให้ข้าพเจ้า

พ่อมานพผู้เจริญ ถ้าหากว่าพ่อจะไปเมืองพาราณสีไซร้ พ่อจงไปตามทางกระแสน้ำก่อน แล้วพ่อจักไปพบเมืองยักษิณีในระหว่างทาง ยักษิณีเหล่านั้นพบพ่อแล้วจักลงมาจับเอาพ่อไป แต่ไม่อาจทำอันตรายแก่พ่อได้ บอกแล้วจึ่งพร้อมด้วยพระโพธิสัตว์ไปถึงเรือทองซึ่งจอดอยู่ท่าน้ำ ให้พระโพธิสัตว์นั่งในกุฎาคารแล้วปล่อยลอยไป สุวรรณนาวาลอยไปตามกระแสคงคา ไม่นานนักก็บรรลุถึงเมืองยักษ์ ในรัฐประเทศนั้น พระยายักษ์เจ้านายของพวกยักษ์ทำกาลกิริยาไปแล้ว นางยักษิณีผู้เทวีได้รักษาเมืองอยู่กับยักษิณีบริวาร พวกยักษิณีเหล่านั้นพบพระโพธิสัตว์ลอยมาตามกระแสคงคา จึ่งพากันลงน้ำ เพื่อจะจับเอาพระโพธิสัตว์มากิน แต่หาอาจกินพระโพธิสัตว์ได้ไม่ มหานทีก็กำเริบเป็นคลื่นใหญ่ ท่วมทับยักษิณีทั้งหลายให้กระเด็นไปไกลได้พันวา (ถึงความตายเสียเป็นอันมาก) นางยักษิณีพวกที่เหลือจากตายสะดุ้งตกใจกลัวนัก พากันไปสู่สำนักยักขเทวี แล้วบอกเล่าว่า พระแม่เจ้า สุวรรณนาวากับกุมารน้อยลอยมาในคงคา พวกข้าพเจ้าทั้งปวงรีบลงน้ำ จะไปจับกุมารนั้น ปรารถนาจะให้แก่แม่เจ้า น้ำในคงคากำเริบเป็นคลื่นใหญ่ พวกยักษิณีจมน้ำตายเสียเป็นอันมากด้วยกำลังน้ำพัดไป

ยักษิณีเทวีนั้น ครั้นได้ฟังแล้วจึ่งคิดว่า เมื่อก่อน ๆ ราชสามีของเรายังครองราชสมบัติอยู่ ไม่เคยมีอัศจรรย์เลย เมื่อราชสามีทิวงคตไปแล้วมีอัศจรรย์ขึ้นได้ ควรเราจักไปที่ท่าน้ำตรวจดูเหตุการณ์นั้นดู คิดแล้วก็ไปยังท่าน้ำ เห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ณ กุฎาคาร สมบูรณ์ด้วยสิริวิลาส หาผู้อื่นจะเสมอมิได้ นางยักษิณีมีความรักใคร่เหมือนลูกอันเกิดในอุทร จึ่งโดดลงไปในคงคา รับเอาพระโพธิสัตว์นำมาเลี้ยงไว้ในราชนิเวศน์สิ้นกาลช้านาน

วันหนึ่ง ยักขเทวีเคล้าคลึงบุตรเลี้ยงให้นั่งเหนือตัก แล้วปลอบว่า พ่อลูกรักของมารดา มารดาเลี้ยงพ่อไว้ ให้ประดับเครื่องประดับเหล่านี้ และจะให้สตรีพันนางอภิบาลพ่อไว้ในราชนิเวศน์เป็นนิตย์ มิได้คิดจะให้พ่อไปที่อื่น พูดดังนี้แล้วจึ่งเก็บสมบัติทั้งปวงที่มีอยู่ ณ ปราสาทซ่อนไว้เสียให้ดี จึ่งส่งสุวรรณวลัยกับแหวนก้อยให้พระโพธิสัตว์ประดับ แล้วกล่าวว่า พ่อลูกรักของมารดา พ่อจงเจริญสิริสวัสดิ์อยู่ในเมืองยักษ์จนถึงอายุได้ร้อยยี่สิบปีเถิด มารดาไม่เห็นคนอื่นนอกจากพ่อผู้เดียวแล้วที่จะรับกเฬวรากของมารดาไว้ได้ แต่นั้นมา ยักขเทวีให้โอวาทแก่พระโพธิสัตว์ว่า พ่อลูกรักของมารดา พ่ออย่าไปภายนอกปราสาทและมรรคาสวนทิศอุดร พ่ออย่ไปจรไปเล่น ณ ปราสาทชั้นบนเลยเป็นอันขาด แล้วเรียกสตรีทั้งหลายมาสั่งว่า เราจักไปป่า พวกเจ้าอยู่ข้างหลัง จงระวังลูกเราให้ดี สั่งแล้วก็ลงจากปราสาทไปสู่ป่า จับสัตว์ต่าง ๆ กินเป็นอาหาร

พระสุวรรณสังขกุมาร เมื่อยักขเทวีผู้มารดาเลี้ยงไปแล้ว จึ่งดำริว่า มารดาเราห้ามไม่ให้เราไป ณ ปราสาทชั้นบนด้วยเหตุอย่างไร กับสั่งไว้ไม่ให้เราไปสวนด้วยเหตุอย่างไร คิดดังนี้แล้ว ครั้นถึงเวลาเย็นก็ดำเนินไปชมสวนเล่น เห็นกระดูกที่ยักษิณีกินเนื้อแล้วกองอยู่เกลื่อนกลาด ก็เกิดความสลดจิตยิ่งนัก พระโพธิสัตว์กลับจากสวนแล้วก็เลยขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน เห็นบ่อเงินบ่อทองล้วนเป็นน้ำทิพย์ใส และได้เห็นเกือกทองทั้งคู่ กับเกราะรูปคนป่า (รูปเงาะ) อันน่าเกลียดน่ากลัว กับเห็นพระขรรค์ด้ามแก้ว แล้วคิดว่า ทิพาภรณ์ที่เราประดับนี้เป็นของเลว คิดแล้วจึ่งสวมรูปเงาะป่าเข้ากับกาย แล้วเหน็บพระขรรค์เข้าเอว เอาเกือกทองสวมเข้ากับเท้า ทำเหมือนท่ากุมารเหาะเล่นในปราสาทนั้น เมื่อจะกลับจึ่งเปลื้องเครื่องประดับเสีย แล้วเดินออกมาทางเก่า จึ่งเอานิ้วก้อยจุ่มลงในบ่อน้ำทอง นิ้วก้อยนั้นก็เป็นสีทองไป ขัดสีเท่าใดก็หาหายสีทองไม่ ยิ่งถูก็ยิ่งผ่องหนักไป พระโพธิสัตว์จึ่งเอาผ้าขี้ริ้วพันนิ้วก้อยไว้ ประสงค์จะไม่ให้คนอื่นรู้ แล้วก็ลงจากปราสาทชั้นบน ไปยังที่อยู่ของตน

ครั้นถึงเวลาเย็น ยักขเทวีกลับมาแต่ป่า จึ่งถามสตรีพี่เลี้ยงว่า แน่ะ พวกสาวใช้ เมื่อเราไปแล้ว กุมารลูกของเราไปเที่ยวที่ไหนบ้างหรือไม่

ข้าแต่แม่เจ้า กุมารนี้กล้าหาญนัก ตั้งแต่แม่เจ้าไปแล้ว ก็เที่ยวไปในที่ต่าง ๆ กุมารนี้เกรงกลัวแม่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น พวกข้าพเจ้าห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังเสียง นางยักขเทวีจึ่งเรียกพระสุวรรณสังข์เข้ามา เห็นนิ้วก้อยพันผ้าขี้ริ้วอยู่ จึ่งถามว่า เหตุไรพ่อจึ่งเอาผ้าขี้ริ้วพันนิ้วก้อยไว้

นิ้วของข้าพเจ้าถูกมีดน้อยบาด จึ่งเอาผ้าขี้ริ้วพันไว้

ไหนจงแก้ออกดูที ความทุกขเวทนาอันใดมี เราจักพิจารณาดูทุกขเวทนานั้น พูดแล้ว นางยักขเทวีจึ่งแก้ผ้าพันออก เห็นนิ้วก้อยนั้นมีสีเป็นทอง นางจึ่งถ่มน้ำลายรดนิ้วก้อย นิ้วก้อยที่เป็นสีทองนั้นก็หายไปทันที

ตั้งแต่นั้นมา นางยักขเทวีพร่ำสอนพระโพธิสัตว์ให้ตั้งอยู่ในโอวาท และตั้งใจอภิบาลบำรุงไว้สิ้นกาลนานนักหนา จนนางมีกายาซูบผอม เพราะอดอยากลำบากด้วยไม่ค่อยได้เนื้อสดมากิน วันหนึ่ง จึ่งยักขเทวีเรียกพระโพธิสัตว์มาสั่งว่า พ่อลูกรักของมารดา มารดาจะไปป่า เที่ยวหาอาหาร พ่อจงอยู่เป็นสุขเถิดหนา พ่ออย่าเที่ยวซนไป สอนสั่งแล้วก็ไปป่าแสวงหาเนื้อเพื่อเป็นอาหาร

คราวนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อยักขินีไปป่าแล้ว จึ่งคิดว่า เมื่อเราอยู่ที่นี้จะมีประโยชน์อะไร เราจักประดับกายด้วยทิพาภรณ์แล้วหนีมารดาเลี้ยงไปเสียดีกว่าอยู่ คิดแล้วจึ่งขึ้นไปบนปราสาทชั้นบน ลงอาบน้ำทิพย์ในบ่อทองสกล กายก็ผุดผ่องเป็นทองไปหมด แล้วสวมเกราะรูปเงาะป่าเข้ากับกาย เหน็บพระขรรค์ด้ามแก้ว แล้วสอดเท้าเข้าในเกือกทอง จึ่งเหาะออกไปตามช่องสีหบัญชรลอยไปในอากาศ จนบรรลุถึงแว่นแคว้นแดนเมืองตักสิลา ได้เห็นบรรณศาลาหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง ณ ฝั่งฟากโน้น ใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง จึ่งเหาะข้ามนทีไปอาศัยอยู่ ณ บรรณศาลานั้น

นางยักขเทวีแสวงหาอาหารในป่า ถึงเวลาเย็นก็กลับมายังปราสาทของตน ไม่เห็นสุวรรณสังข์ บุตรเลี้ยง แล้วถามว่า แน่ะ สาวใช้ ลูกของเราหายไปไหน

ข้าแต่แม่เจ้า พวกข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากุมารไปข้างไหน

ยักขเทวีสดับคำสาวใช้บอกดังนั้น มีหฤทัยเร่าร้อน ไม่อาจดำรงกายอยู่ได้ ร้องไห้หาไปในอุทยาน แล้วกลับมาขึ้นค้นที่ปราสาทชั้นบนก็มิได้เห็น นางนึกว่า ลูกของเราเห็นจักหนีเราไปแล้ว นางจึ่งตรวจดูของทิพย์สามอย่าง คือ เกราะรูปเงาะป่า ๑ เกือกทองทั้งคู่ ๑ พระขรรค์ด้ามแก้ว ๑ หายไปมิได้เห็น จึ่งเข้าใจชัดว่า ลูกรักของเราหนีไปจริงแล้ว นางทั้งรักทั้งแค้นแสนอาลัย ร้องไห้หา แล้วเหาะติดตามมาทางอากาศ จนถึงฝั่งนที (คือ ฟากนี้เป็นแดนของยักษ์) นางมองไป เห็นพระสุวรรณสังข์เธอนั่งอยู่ศาลาฝั่งน้ำโน้น (คือ ฝั่งโน้นเป็นแดนมนุษย์เมืองตักสิลา) ยักขเทวีก็มิอาจเหาะข้ามแม่น้ำนั้นได้ นั่งอยู่ในฝั่งนทีฟากนี้ แล้วปลอบลูกด้วยปิยวาจาว่า พ่อลูกรักของแม่ดังดวงใจ เชิญพ่อกลับมาไปกับมารดาเถิด พ่อโกรธเคืองมารดาด้วยข้อไรจึ่งได้หนีมา มารดาตั้งใจรับรองกเฬวรากของพ่อไว้ และตั้งใจจะยกสรรพสมบัติและสาวใช้ทั้งปวงให้แก่พ่อ พ่อจะได้ดำรงวงศ์ประเพณีของมารดาต่อไป

ในที่นี้ มีคำถามเข้ามาว่า ยักขเทวีมีฤทธิ์มาก เหตุไรจึ่งไม่อาจเหาะข้ามนทีไปได้ มีคำแก้ว่า ยักขเทวีนั้นเหาะไปได้เท่าที่เขตแดนของตนเท่านั้น ไม่อาจเหาะไปนอกเขตแดนของตนได้ นางจึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่ฝั่งนทีฟากนี้ พระสุวรรณสังขกุมารได้สดับเสียงยักขมารดาร้องไห้และวิงวอนให้พระองค์กลับ พระองค์จึ่งร้องตอบว่า ข้าแต่มารดา ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่กับมารดาได้ เชิญมารดากลับเสียเถิด ข้าพเจ้าเคยมาเป็นบุตรของมารดาเท่านี้เอง ถ้าหากว่าข้าพเจ้ากลับไป ก็จักได้ความละอายในสำนักพวกสาวใช้ มารดาจงกลับไปเสวยสมบัติปกครองชาวรัฐวาสีให้เป็นสุขสำราญเถิด ข้าพเจ้าจักไม่กลับไปกับมารดาจริงแล้ว

พ่อลูกรักของแม่ ถ้าหากว่าพ่อไม่กลับไปกับแม่ไซร้ แม่ก็จักตายอยู่ที่นี้ พ่อจงมาเรียนเอาทิพมนต์ไป แม่จะให้ทิพมนต์แก่พ่อ จะได้เอาไว้เป็นที่พึ่งต่อไปภายหน้า

พระสุวรรณสังขกุมารสดับฟังมารดาบอกให้เรียนทิพมนต์ก็ดีใจ จึ่งให้ยักขเทวีบอกคัมภีร์มนต์ เรียนได้แล้วจึ่งถามว่า มนต์นี้มีประโยชน์อย่างไร

ดูกร พ่อ มนต์นี้มีอิทธิวิธีวิเศษนัก ถ้าหากว่าพ่อต้องการปลาหรือเนื้อไซร้ พ่อจงร่ายมนต์เป่าไปอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด จะเป็นปลาก็ดี เนื้อก็ดี บรรดามีในน้ำและในป่า สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ถ้าว่ามีกรรมได้ทำไว้แล้ว จงมาสู่สำนักเรา ถ้าว่าไม่ได้ทำกรรมไว้แล้ว และไม่ควรจะตาย จงพากันหนีไปเสียที่อื่น พระสุวรรณสังขกุมารเรียนมนต์ได้ ก็บอกลายักขเทวีผู้มารดาว่า ข้าแต่มารดา เชิญมารดากลับไปเมือง จงมีอายุเจริญยิ่งนาน ข้าพเจ้าจักพรากจากมารดาแล้ว แต่นี้ไปนาน ลูกแก้วจักไม่ได้กลับมาเห็นมารดาอีกต่อไป พระสุวรรณสังขกุมารลามารดาแล้วก็เหาะลอยไปในอากาศ

ยักขเทวีเห็นพระสุวรรณสังข์กำลังเหาะไป เกิดความโศกใหญ่จนถึงตายไปในที่นั้น ครั้นตายแล้วก็ได้ไปเกิดในวิมาน ณ ดาวดึงสสถานเทวโลก ในที่นี้ มีคำถามว่า ยักขเทวีนั้นประพฤติลามกฆ่าสัตว์กินจนตลอดชีวิต ตายแล้วได้ไปเกิดในเทวโลกเพราะเหตุไร พระอรรถกถาจารย์กล่าวแก้ว่า ยักขเทวีนั้นมีบุญได้ทำไว้ในปางก่อน และได้มาสโมสรกับพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสาธุสัปปุรุษผู้บำเพ็ญบารมี และยักขเทวีผูกพันฉันสิเน่หากับพระโพธิสัตว์มั่นคงถึงวันตาย เพราะเหตุนั้น ยักขเทวีจุติจากอัตภาพยักษ์แล้ว จึ่งไปบังเกิดในดาวดึงสเทวโลกด้วยประการฉะนี้

คราวนั้น พระโพธิสัตว์เห็นยักขินีมารดาตายแล้ว จึ่งกลับมาดู รู้ว่าตายจริง จึ่งเก็บเอาฟืนทำจิตกาธาน ยกศพมารดาขึ้นบนจิตกาธาน แล้วจึ่งเอาไฟเผากเฬวรากของมารดาจนไหม้ ทำปทักษิณสามรอบเสร็จก็เสด็จลอยไปในอากาศ ทรงตรวจดูเมืองน้อยใหญ่ เห็นเมืองพาราณสีเกษมสุขด้วยโภชนาหารดี จึ่งลงจากอากาศดำเนินไปถึงบ้านบ้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เมืองพาราณสี เข้าไปหานายคามโภชกในบ้านนั้น นายคามโภชกเห็นพระโพธิสัตว์มีรูปเหมือนเงาะป่า จึ่งถามว่า แน่ะ หลานน้อย พ่อมาแต่ไหน

ข้าแต่นายคามโภชก ข้าพเจ้าหาที่พึ่งมิได้ เที่ยวมาหาเลี้ยงชีพ

แน่ะ หลานน้อย พ่ออย่าไปที่อื่นเลย จงอยู่กับเรา เราจะรับเลี้ยงพ่อไว้

นายคามโภชกจัดแจงโภชนะให้พระโพธิสัตว์บริโภคแล้ว จึ่งห่อข้าวให้พระสุวรรณสังขกุมารห่อหนึ่ง แล้วให้ไปเลี้ยงโคกับเด็กเลี้ยงโคทุกวัน พวกเด็กเลี้ยงโคเห็นพระสุวรรณสังขกุมารรูปแปลกเหมือนเงาะป่า บางคนก็หมิ่นประมาท บางคนก็กล่าวท้าทายว่า เจ้ามาณพรูปชั่วช้า เจ้าจงมาเล่นขลุบกับพวกเรา พวกเด็กเลี้ยงโคเล่นขลุบอยู่กับพระโพธิสัตว์ แม้แต่คนหนึ่งก็ไม่อาจทำให้พระโพธิสัตว์แพ้ได้ ครั้นเวลาเย็น พากันมาบ้าน แล้วไปชวนพระโพธิสัตว์เล่นขลุบอีก ต้องการจะให้พวกตนชนะ เมื่อเล่นขลุบกัน ก็ไม่อาจทำให้พระโพธิสัตว์แพ้ได้ ก็เกิดโทมนัสน้อยใจทุกคน

วันหนึ่ง พวกเด็กเลี้ยงโคไปหาพระโพธิสัตว์พูดว่า เจ้าฉลาดในการเล่นขลุบ ขอให้พวกเราเรียนบ้าง พวกเราเรียนได้ชำนาญแล้ว แต่นี้ไป เราไปเลี้ยงโคแล้วจะให้ข้าวห่อเจ้ากินทุกวัน ๆ พระโพธิสัตว์นั้นยอมให้โคปาลทารกเรียนวิชาเล่นขลุบ ทำให้ฉลาดดี โคปาลทารกก็ดีใจ เมื่อไปยังที่เลี้ยงโคแล้วจึ่งแบ่งห่อข้าวของตนให้เป็นสองส่วน แล้วให้พระโพธิสัตว์บริโภคส่วนหนึ่งทุก ๆ วัน

คราวนั้นแล พระราชาองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ ณ เมืองพาราณสี สมบูรณ์เกียรติยศและบริวารยศ หาพระราชาองค์อื่นจะเสมอมิได้ พระราชานั้นมีพระราชธิดาเจ็ดนาง ทรงรูปโฉมงามเลิศล้ำนารี พระเชษฐราชธิดาหกนางนั้นมีภัสดาแล้ว แต่พระกนิษฐธิดาสุดท้องนั้นยังหามีภัสดาไม่ พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงดำริว่า ธิดาของเราหกนางมีภัสดาไปหมดแล้ว แต่นางคันธาเทวี ลูกสุดท้องของเรา ยังหามีภัสดาไม่ เราจักทำอาวาหมงคลให้นางคันธาเสีย และจักทำชนชาวนครและชนบทปราศจากมลทิน (คือ จะไม่ให้ใครนินทาต่อไปในภายหน้าได้) ดำริแล้วจึ่งรับสั่งให้หาตัวมหาเสนาและราชโอรสราชนัดดาท้าวพระยาบรรดาอยู่ในราชอาณาจักรมาประชุมกัน แล้วจึ่งดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงประดับกายให้เหมือน ๆ กัน พาพวกเสนาพลนิกายออกจากนครต่าง ๆ มาประชุมกัน ณ หน้าพระลานที่เมืองนี้ (เราจัดให้ราชธิดาเลือกภัสดาเอาตามชอบใจ)

มหาชน มีราชโอสเป็นต้น ก็มีความโสมนัสหรรษาปรารถนาจะได้ราชเทวีเป็นมเหสี ต่างก็ตกแต่งประดับกายแล้วมาประชุมกัน ณ หน้าพระลานหลวง พระเจ้ากรุงพาราณสีให้เชิญราชธิดาคันธาเทวีมากับนารีบริวารแล้วรับสั่งให้เลือกสามีตามชอบใจ ราชธิดาคันธาเทวี เมื่อจะเลือกสามีนั้น เห็นมหาชน มีราชโอรสเป็นต้น ก็ไม่ชอบใจตน จึ่งทูลพระราชบิดาว่า ข้าแต่เทวดา มหาชนบรรดาที่มาประชุมกันเหล่านี้หาเป็นที่รักใคร่อายใจของหม่อมฉันไม่ พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงฟังดังนั้นก็กริ้วยกใหญ่ ตรัสตวาดว่า อีหญิงทมิฬหีนชาติ เราปรารถนาจะทำอาวาหมงคลให้ ได้เรียกมหาชน มีราชโอรสเป็นต้น มีรูปร่างโสภณ มามากมาย เจ้าจะเลือกเอาสักคนหนึ่งก็ไม่ได้เจียวหรือ

พระเจ้ากรุงพาราณสีจึ่งตรัสถามพวกชาวเมืองว่า พวกชาวเมืองได้เห็นและได้รู้ว่าบุรุษคนใดคนหนึ่งซึ่งมาแต่ที่อื่นมาอยู่เมืองนี้มีบ้างหรือไม่

ข้าแต่พระมหาราช มีทุคตบุรุษคนหนึ่ง รูปผิดมนุษย์ธรรมดา สกลกายาวิกลน่าชัง รูปเหมือนเงาะป่า บัดนี้ อาศัยนายคามโภชก เลี้ยงชีวิตด้วยกิจรับจ้างเลี้ยงโค

พระเจ้ากรุงพาราณสีจึ่งตรัสบอกกะราชธิดาว่า ดูกร คันธาเทวี เดี๋ยวนี้มีบุรุษคนหนึ่ง รูปร่างพิกลน่าชัง อาศัยนายคามโภชกเลี้ยงชีวิต ถ้าเจ้าไม่ชอบใจมหาชน มีราชโอรสเป็นต้นไซร้ เราจะให้นำเจ้าเงาะป่านั้นมาทำให้เป็นภัสดาของเจ้า จะเอาหรือไม่ ราชธิดาคันธาเทวีสดับโองการดังนั้น ให้มีจิตรักใคร่ในพระโพธิสัตว์ จึ่งตอบโองการว่า ขอพระองค์จงให้รับตัวเจ้าเงาะป่ามาเถิดพระเจ้าข้า พระราชาจึ่งสั่งอำมาตย์ว่า พวกเจ้าจงไปนำเอาตัวเจ้าเงาะป่ามาให้เรา ณ บัดนี้ อำมาตย์ถวายบังคมแล้วก็พากันไป

ในกาลเมื่ออำมาตย์จะไปรับเอาตัวพระโพธิสัตว์มา คืนวันนั้น เวลาจะใกล้รุ่ง พระโพธิสัตว์ฝันเห็นว่า พระองค์ได้ลงไปอาบน้ำในสระอโนดาต พระโพธิสัตว์ตื่นขึ้นแล้วก็คิดว่า ความฝันที่เราเห็นแล้วนี้เป็นมงคลดีนักหนา พวกอำมาตย์พากันไปถึงบ้านนั้นแล้วจึ่งเข้าไปหานายคามโภชก แจ้งว่า แน่ะ นายคามโภชก พระราชรับสั่งให้นำตัวเจ้าเงาะป่าลูกจ้างของท่านไป จะทรงให้ราชธิดาเลือกหาสามีเอาตามชอบใจ ใช่จะให้ตัวเงาะป่าไปแต่คนเดียวก็หาไม่ ชาวเมืองนี้และราชโอรสราชนัดดาท้าวพระยาทั้งปวงก็รับสั่งให้ไปประชุมเลือกด้วย

พระสุวรรณสังขกุมารได้ฟังอำมาตย์พูดดังนั้น จึ่งตอบว่า ข้าพเจ้าผู้อนาถา ถึงซึ่งความอันผู้อื่นจะกรุณาและหามารดาบิดาญาติสาโลหิตบมิได้ ทั้งรูปร่างก็พิกลเหลือเดนมนุษย์ ไม่ควรจะเอาไปเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน

ดูกร พ่อรูปทรพล ชื่อว่าพระราชามีอำนาจร้ายกาจนัก ท่านไม่ควรจะปฏิเสธว่าตัวเป็นเดนบุรุษดังนี้ ท่านจงมาไปกับพวกเราเถิด

พระโพธิสัตว์นึกถึงความฝัน แล้วดำริว่า ภัยหน่อยหนึ่งหามีแก่เราไม่ ดำริแล้วก็รับคำว่าจะไปกับพวกอำมาตย์ นายคามโภชกร้องห้ามพระโพธิสัตว์ไว้ว่า พ่อรูปทรพล พ่อไปกับเขาแล้ว เขาก็จักไม่ทำประโยชน์ให้แก่พ่อได้ เมื่อพ่ออยู่ในที่นี้ จักเลี้ยงชีพให้เป็นสุขด้วยรับจ้างเลี้ยงโค พระสุวรรณสังขกุมารจะได้ฟังคำคามโภชกก็หาไม่ แล้วไปยังนครกับด้วยพวกอำมาตย์

คราวนั้น เป็นเวลาราตรีกาล นางคันธาราชเทวีไสยาสน์หลับไป ได้ฝันเห็นว่า มีเทพบุตรองค์หนึ่งนำเอาผลไม้ทิพย์มาให้ราชเทวี ผลไม้ทิพย์นั้นมีกลิ่นหอมแค่น ๆ ไม่เป็นที่พอใจของนรชน ราชเทวีจึ่งผ่าทิพยผลด้วยมีด ทิพยผลนันก็ปรากฏเป็นแก้วเจ็ดประการ ราชเทวีจึ่งนำเอาแก้วนั้นประดับกาย ราชเทวีตื่นแล้วก็สรงพักตร์ แล้วเสวยกระยาสุทธาโภชน์ พินิจนึกถึงเรื่องฝันว่า น่าอัศจรรย์ ความฝันข้อนี้จักให้สำเร็จผลแก่เราแน่ คิดแล้วก็เผยพระแกล แลไปเห็นรูปเงาะเดินตามอำมาตย์มา ณ หน้าพระลานหลวง ทรงสำรวลหน่อยหนึ่ง จึ่งเกิดความเยื่อใยในพระโพธิสัตว์เหลือเกิน

ในกาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เหลือบแลไปเบื้องบนปราสาทเห็นนางคันธาเทวี ก็มีจิตรักใคร่ ทำยิ้มย่องต้องหฤทัย แท้จริงในกาลปางก่อน พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญกุศลร่วมกับนางคันธาเทวีไว้มากแล้ว แต่พอมาเห็นซึ่งกันและกันเข้า ก็มีจิตปฏิพัทธ์ต่อกัน นางคันธาเทวีนั้นเห็นพระโพธิสัตว์แล้ว จึ่งดำริว่า คืนนี้เราฝันไป เราจักได้ราชสามีอันรอบรู้ศิลปศาสตร์หาผู้อื่นจะเทียมถึงบมิได้ พระโพธิสัตว์ดำเนินมาถึงหน้าพระลานหลวงแล้ว จึ่งถวายบังคมพระราชา พระราชาตรัสว่า วันพรุ่งนี้เช้า เจ้าจงมารับพวงมาลาที่นี้ แล้วจึ่งตรัสถามต่อไปว่า เจ้ามาณพมาแต่ไหน ประมาณกี่วันจึ่งมาถึงเมืองเรา

ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระบาทมาไกลประมาณเดือนหนึ่ง จึ่งมาถึงเมืองของพระองค์ พระโพธิสัตว์กราบทูลแล้วก็ถวายบังคมลาไปยังที่ตนอยู่

คราวนั้น พระราชารับสั่งกะอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านจงให้พนักงานเอานันทเภรีไปตีประกาศว่า วันพรุ่งนี้เช้า พระราชาจะให้นางคันธาเทวีโยนพวงมาลาเสี่ยงทายหาราชสามี ถ้าหากว่าพวกมาลานั้นลอยไปสวมมือบุรุษคนใด พระราชาจะอภิเษกบุรุษคนนั้นกับราชธิดา ให้เป็นราชภัสดาและพระชายาซึ่งกันและกัน พวกอำมาตย์รับราชดำรัสแล้ว ก็พากันไปจัดการเสร็จตามกระแสรับสั่ง ครั้นรุ่งเช้า ชาวนครทั้งหลาย มีอำมาตย์เป็นต้น พากันจัดแจงแต่งตนด้วยสรรพาภรณ์ออกจากเรือนของตน ไปประชุมพร้อมกัน ณ หน้าพระลานหลวง

พระราชารับสั่งให้หาตัวนางคันธาเทวีมา แล้วตรัสว่า แน่ะ แม่ลูกรักของบิดา เธอจงโยนพวงมาลาไปในอากาศ ถ้าหากว่าในกาลปางก่อน บุรุษคนใดเคยได้ทำบุญสมภารไว้กับเธอ ขอให้พวงมาลานั้นไปสวมในมือของบุรษคนนั้น บิดาจักทำอภิเษกบุรุษคนนั้นกับเธอ ให้เป็นภัสดาและชายาซึ่งกันและกัน นางคันธาเทวีรับราชดำรัสว่า สาธุ กระนี้แล้วประทับนั่ง ณ ที่อันสมควร ส่วนพระโพธิสัตว์รูปเหมือนเงาะป่าเข้ามานั่งเฝ้าพระราชาอยู่ส่วนหนึ่ง จึ่งพวกมหาชนทั้งหลายพากันตวาดพระโพธิสัตว์ว่า เจ้าอย่ามานั่งตรงนี้ ที่ตรงนี้เราจะนั่ง พระราชเทวีเธอจักโยนพวงมาลา ถ้าหากว่าพระราชเทวีเห็นเจ้าแล้ว เธอจักทรงพระสรวล และจักไม่ทำสัจจาธิษฐาน เจ้าจงหลีกไปนั่งเสียที่อื่น พระโพธิสัตว์ถูกมหาชนบ่นว่าดังนั้น เธอก็นั่งนิ่งอยู่ในที่นั้น

พระนางคันธารีเทวีจึ่งทำสัจจาธิษฐานต่อหน้าพระที่นั่ง และต่อหน้ามหาชน ว่า ข้าแต่ฝูงเทพดาผู้เจริญ ท่านทั้งหลาย คือ คนธรรพ์ และนาค ครุฑ ก็ดี ท้าวโกสีย์ และมหาพรหมก็ดี เทพดาผู้รักษาแผ่นดินและรักษาพระนครก็ดี จงมาพร้อมกันสดับฟังสัจกิริยวาจาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักทำเสี่ยงทายด้วยพวงมาลานี้ ถ้าหากว่าบุรุษคนใดเคยได้อยู่ร่วมกับข้าพเจ้ามาในกาลปางก่อนไซร้ ขอให้พวงมาลานี้จงลอยไปสวมหัตถ์ของบุรุษคนนั้นเถิด นาทำสัจกิริยาแล้ว ก็ยกพวงมาลาขึ้นทูนเศียร แล้วก็โยนไปในอากาศ พวงมาลานั้นลอยไปทำประทักษิณปราสาทสามรอบ แล้วก็ลอยลงจากอากาศเข้าไปสวมหัตถ์ขวาของพระมหาสัตว์ด้วยประการฉะนี้ มหาชนทั้งหลาย มีอำมาตย์เป็นต้น เห็นพวงมาลาลอยมาสวมหัตถ์พระโพธิสัตว์ดังนั้น พากันเข้าไปจะแย่งเอาพวงมาลานั้นก็ไม่อาจแย่งเอาไปได้ พากันร้องติเตียนพระนางคันธาเทวีว่า พวงมาลานี้สวมมือเจ้าเงาะป่าเสียแล้ว ในชาติปางก่อนพระราชเทวีอาศัยกรรมที่เธอทำไว้ จึ่งมาได้สามีรูปทุรพล

พระราชาทอดพระเนตรเห็นพวงมาลาสวมหัตถ์พระโพธิสัตว์แล้ว ตรัสว่า ตามบุญตามกรรมของลูกเราเขาทำไว้แล้วในกาลปางก่อน พระองค์จึ่งให้เตรียมพิธีสรงน้ำราชาภิเษกตามเยี่ยงอย่างที่เคยมีมา แล้วจึ่งบังคับพระโพธิสัตว์จะให้สรงน้ำราชาภิเษก พระโพธิสัตว์จึ่งดำริว่า ถ้าเราจักสรงน้ำราชาภิเษกไซร้ มหาชนเห็นร่างกายของเราเป็นสีทองแล้ว ก็จักรู้ว่าเรามีบุญสมภารมาก ดำริแล้วก็มิได้สรงน้ำราชาภิเษก ถึงพระราชาจะอ้อนวอนสักเท่าใดก็ไม่สรง พระราชาทรงกริ้วยกใหญ่ จึ่งขับไล่สองกษัตริย์นั้นไปเสีย

คราวนั้น พระนางคันธาเทวีกับพระโพธิสัตว์ไม่อาจขัดรับสั่งพระราชาได้ ชวนกันออกไปจากนคร หาทาสและทาสีที่จะตามไปบมิได้ ไปอาศัยที่แห่งหนึ่งอยู่ส่วนหนึ่งต่างหาก พระโพธิสัตว์กับนางคันธาเทวี เมื่ออยู่ในที่นั้น ชาวเมืองทั้งหลายไม่มีใครไปหาเลย พระสุวรรณสังขกุมารกับนางคันธาเทวีอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น เหมือนมนุษย์ผู้อนาถาหาที่พึ่งมิได้

คราวนั้น ภัสดาของราชธิดาทั้งหกพากันติเตียนด้วยเหตึต่าง ๆ ว่า บุรุษผู้นี้ รูปร่างชั่วช้าลามก ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบของมหาชน ทำความครหาให้เกิดขึ้นแก่พวกเรา ท้าวสามนตราชทั้งหลายพากันนำดอกไม้เงินทองมาถวายพระราชาของเรา เขาเห็นบุรุษทุรพลคนนี้เข้า เขาจักติเตียนได้ กิตติศัพท์ก็จักระบือไปต่าง ๆ แม้พระนครก็จักถึงความพินาศไป พากันติเตียนดังนี้แล้วก็ชวนกันไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ผัวของนางคันธาเทวีรูปชั่วลามกไม่เหมือนคนเมืองนี้เลย (เป็นกาลกิณี) แม้พระนครจักถึงความพินาศไปเพราะผัวนางคันธาเทวี

พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงสดับดังนั้น จึ่งตรัสว่า พ่อเขยทั้งหก เราจักคิดทำอย่างไรกะเจ้าบุรุษรูปพิกลผัวลูกสาวเรา

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์จงขับไล่ผัวเมียสองคนไปอยู่เสียไกล ๆ

พระราชาก็ให้ขับไล่พระโพธิสัตว์กับนางคันธาเทวีไปตามถ้อยคำอำมาตย์กราบทูล กษัตริย์ภัสดาและชายาทั้งสองพากันไปอยู่ที่ไกลเมืองออกไปมาก เมื่ออาศัยอยู่ที่นั้นได้ความคับใจและถึงทุกขเวทนามากนัก พระโพธิสัตว์จึ่งปลอบนางคันธาเทวีด้วยปิยวาจาว่า แน่ะ ท้าวนางผู้เจริญ พระนางอย่าโทมนัสน้อยใจเลย พระนางเสวยทุกขเวทนาก็เพราะอาศัยกุศลากุศลกรรมที่ทำไว้ พี่หาใช่คนชั่วช้าลามกไม่ พี่สมบูรณ์แล้วด้วยบุญญาธิการไม่ มหาชนทั้งปวงหารู้จักเราไม่

ครั้งนั้น พระเจ้ากรุงพาราณสีนึกถึงพระโพธิสัตว์ขึ้นมา ให้ละอายพระทัยนัก จึ่งดำริว่า มาณพรูปทรพลคนชั่วช้าผู้นี้ เมื่อยังอยู่กับธิดาของเรา เราขายหน้าประชาชนนัก ถ้าเราจักฆ่ามันเสียเงียบ ๆ ความครหาก็มักมีแก่เรา เราจักทำอุบายให้โทษผิดปรากฏขึ้นแล้วจึ่งฆ่าเสีย ดำริแล้วจึ่งปรึกษากับราชบุตรเขยทั้งหกว่า เราจักคิดอุบายแกล้งฆ่าเจ้าเงาะป่าเสีย ท่านทั้งหลายจะเห็นอย่างไร

ข้าแต่สมมติเทวดา พระองค์จงทำพวกข้าพระบาทเหมือนจะไม่ปรานีเช่นดังเจ้าเงาะป่า จึ่งจะพ้นความครหา

พระราชาทรงฟังดังนั้น จึ่งรับสั่งให้หาตัวเงาะป่าเข้ามาเฝ้า แล้วบังคับราชบุตรเขยทั้งเจ็ดว่า เราอยากจะกินเนื้อมฤค ท่านทั้งเจ็ดจงไปจับเนื้อมาให้เราคนละตัว ถ้าหากว่าท่านทั้งเจ็ดหาเนื้อมาให้เราไม่ได้ไซร้ เราจะฆ่าเสียสิ้น

ฝ่ายราชบุตรเขยทั้งเจ็ดรับราชดำรัสว่า สาธุ แล้วถวายบังคมลามาบ้านเรือนของตน บุตรเขยทั้งหกนั้นหารือกันว่า พวกเรามีบริวารมาก ทั้งอาวุธก็มีพร้อม จักหาเนื้อได้ดี หารือกันแล้วก็ชวนกันไปป่า เที่ยวเสาะหาเนื้อสิ้นวันยังค่ำก็ไม่พบเนื้อ เหน็ดเหนื่อยเข้าแล้ว จึ่งชวนกันหยุดพักเสวยอาหาร แล้วหารือกันอีกว่า ถ้าหากว่าพวกเราไม่ได้เนื้อไปถวายพระราชาไซร้ พระราชาจักฆ่าพวกเราเสีย (เราจักแก้ไขอย่างไรดี)

พระโพธิสัตว์กลับจากเฝ้าแล้วเดินนึกไปว่า เราจักหาเนื้อถวายพระราชาให้จงได้ ครั้นมาถึงที่พักแล้วจึ่งบอกกะคันธาเทวีว่า บัดนี้ พระราชบิดารับสั่งหาตัวพี่ไปเฝ้า บังคับให้พี่หาเนื้อถวาย พระราชบิดาจะพระราชทานทรัพย์ให้เป็นรางวัล ถ้าหากว่าพี่หาเนื้อถวายไม่ได้ พระราชบิดาจักให้ฆ่าพี่เสีย พี่จะลานางน้องไปป่าเที่ยวหาเนื้อถวายพระราชบิดาให้ได้

ข้าแต่ภัสดา พระภัสดาจักไปป่าองค์เดียวกระไรได้ ธรรมดาว่าป่ามากไปด้วยเสือและช้าง ภูตปิศาจอันตรายก็มีมาก หม่อมฉันขอตามพระองค์ไปเป็นเพื่อนด้วย

นางน้องอย่าไปกับพี่เลย พี่จะได้กลัวเสือช้างภูตปิศาจก็หาไม่ พระน้องอย่าไปกับพี่เลย ฟังพี่ว่า

เมื่อพระโพธิสัตว์ห้ามดังนี้แล้ว จึ่งทรงฉลองพระบาททองและพระขรรค์แก้ว แล้วสวมเกราะรูปเงาะป่ากับกายเหาะไปในอากาศ งามราวกะว่าสุวรรณราชหงส์เสด็จไปถึงป่า จึ่งลงประทับนั่งเหนือแผ่นศิลาแห่งหนึ่ง เปลื้องรูปเงาะป่าออกวางไว้ พระฉวีวรรณสรีกายงามผ่องใสดุจทองคำ รัศมีนั้นแผ่ซ่านสว่างไปทั่วป่า ทรงร่ายทิพมนต์ซึ่งนางยักขินีมารดาเลี้ยงให้ไว้ เรียกฝูงเนื้อทั้งหลายมาประชุมกัน แล้วอธิษฐานว่า เนื้อเหล่าใดยังไม่ถึงอนิจกรรม เนื้อเหล่านั้นจงหนีไปเสีย เนื้อเหล่าใดถึงอนิจมรณะแล้ว เนื้อเหล่านั้นจงตายเฉพาะหน้าเรา ครั้งนั้น เนื้อเหล่าใดยังไม่ถึงมรณะ เนื้อเหล่านั้นก็พากันหนีไป เนื้อเหล่าใดถึงอนิจมรณะแล้ว เนื้อเหล่านั้นก็ถึงมรณะเฉพาะหน้าพระโพธิสัตว์ ด้วยอำนาจอธิษฐานบารมี

ทีนั้น ราชบุตรเขยหกองค์เที่ยวเสาะหามฤคไปในป่า จะได้พบเนื้อแม้ตัวหนึ่งก็หาไม่ เที่ยวต้นไปข้างทิศอุดร เห็นพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ณ แผ่นศิลา เปล่งรัศมีงามดุจทองคำ ก็พากันสะดุ้งตกใจกลัว ปรึกษากันว่า ผู้นี้หาใช่มนุษย์ไม่ จักเป็นเทพดาแน่ทีเดียว ปรึกษากันแล้วจึ่งเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ กราบไหว้ แล้วถามว่า ท่านเป็นพรหมินทร์ หรือครุฑ นาค และคนธรรพ์ ไฉนท่านมาอยู่ที่นี้เล่า ท่านจงกรุณาให้เนื้อแก่พวกข้าพเจ้าคนละตัวเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายจะนำไปถวายพระราชา ถ้าหากว่าได้เมตตาให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักได้รางวัลเป็นมากแต่ราชสำนัก ถ้าหากว่าท่านไม่เมตตาให้เนื้อแก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าจักถึงซึ่งความตายเที่ยงแท้

พระโพธิสัตว์จึ่งตรัสว่า ตัวเราหาใช่ท้าวสักกะ หาใช่คนธรรพ์ไม่ เราเป็นมนุษย์ อยู่แว่นแคว้นเมืองพาราณสี พวกท่านมาขอเนื้อกะเรา เราจักให้แก่พวกท่าน พวกท่านจักบูชาเราด้วยสิ่งอันใด

พวกข้าพเจ้าจะบูชาท่านด้วยแก้วเจ็ดประการบ้าง ด้วยโคและกระบือทั้งหลายบ้าง

เราไม่ต้องการสิ่งของเหล่านั้น เราต้องการใบหูของท่านคนละหน่อย

ท่านจะให้พวกข้าพเจ้าตัดใบหูบูชา พวกข้าพเจ้าไม่อาจอดกลั้นทุกขเวทนาได้

ถ้าหากว่าพวกท่านทำไม่ได้อย่างนั้นไซร้ เราก็ให้เนื้อแก่พวกท่านไม่ได้เหมือกัน

กุมารราชบุตรเขยทั้งหกจึ่งปรึกษากันว่า ถ้าหากว่าพวกเราไม่ให้ใบหูแก่เขา เขาก็ไม่ให้เนื้อแก่พวกเรา เราพร้อมยอมกันให้ใบหูแก่เขาเถิด ปรึกษากันแล้วก็ตัดใบหูออกคนละหน่อยส่งให้พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็ปล่อยฝูงเนื้อให้กุมารทั้งหก กุมารทั้งหกได้เนื้อแล้วนำมาถวายพระราชา

พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรกุมารทั้งหกนำเนื้อมาถวายแล้วตรัสถามว่า พวกท่านทั้งหกได้เนื้อที่ไหนมา

ข้าแต่สมมติเทวดา พวกข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวเสาะหาเนื้อไปในป่าทางทิศอุดร พบพระอินทร์นั่งอยู่ ณ แผ่นศิลา พร้อมกันขอต่อพระอินทร์ พระอินทร์ท่านประทานเนื้อให้คนละตัว พวกข้าพระพุทธเจ้าจึ่งได้เนื้อมาถวายพระองค์ พระราชาทรงทราบแล้วก็โสมนัส ตรัสชมเชยกุมารทั้งหกโดยอเนกปริยาย

ฝ่ายพระโพธิสัตว์นึกแต่ในใจว่า บัดนี้ หกกษัตริย์จักไปถึงพระนครเข้าเฝ้าพระราชา เราก็จักไปเฝ้าพระเจ้ากรุงพาราณสีบ้าง นึกแล้วจึ่งใส่รองพระบาททอง สวมเกราะรูปเงาะ เหน็บสอดพระขรรค์ แล้วร่ายมนต์เรียกฝูงเนื้อให้มาสู่สำนักของตน ฝูงเนื้อก็พากันไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึ่งเลือกคัดจับเนื้อตัวหนึ่งผูกมั่นคงแล้วจูงมายังพระนคร ผูกไว้ในที่ใกล้ปราสาท แล้วเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระบาทได้เนื้อตัวหนึ่งมาถวาย ผูกไว้ใกล้ปราสาท พระองค์จงโปรดให้ราชบุรุษไปผูกเสียให้มั่นคง พระโพธิสัตว์ก็ถวายบังคมลากลับไปยังที่อยู่ของตน

พระเจ้ากรุงพาราณสีสดับคำพระโพธิสัตว์ทูลดังนั้น นึกอัศจรรย์พระทัย รับสั่งให้อำมาตย์ไปตรวจดูเนื้อที่พระโพธิสัตว์นำมาถวายนั้น อำมาตย์ทั้งหลายพากันไปตรวจดูตามกระแสรับสั่ง เนื้อตัวนั้นเห็นราชบุรุษมากมาย ก็ตื่นตกใจกลัว เพราะไม่เคยเห็นพวกมนุษย์ จึ่งโดดทะลึ่งด้วยกำลังแรง เชื่อที่ผูกไว้ก็ขาด เลยวิ่งหนีเข้าป่าใหญ่ไปได้

พระเจ้ากรุงพาราณสีแกล้งใส่โทษแก่พระโพธิสัตว์ไม่ได้แล้ว จึ่งคิดหาอุบายอีกต่อไป เราจักฆ่าเจ้าเงาะป่าด้วยอุบายบังคับให้หาสุกรมาให้เราเถิด ดำริแล้วจึ่งรับสั่งให้หกกษัตริย์ (คือบุตรเขยทั้งหก) เข้ามาบังคับว่า เธอทั้งหกจงไปหาสุกรมาให้เราคนละตัว ถ้าหากว่าหามาให้เราไม่ได้ไซร้ เราจะให้ลงราชอาชญาแก่พวกเธอ ตรัสกะหกกษัตริย์แล้ว จึ่งรับสั่งให้หาราชบุรุษไปบอกแก่พระโพธิสัตว์เหมือนกะที่บังคับหกกษัตริย์ไว้แล้วนั้น หกกษัตริย์เรียกบริวารมาพร้อมแล้วผูกสอดเบญจาวุธเสร็จเสด็จไปสู่ป่า ก็ไม่พบสุกรที่จะนำไปถวายแต่สักตัวหนึ่งเลย

พระโพธิสัตว์นึกว่า เวลานี้เป็นเวลาควรที่เราจะไปป่า จึ่งทรงปาทุกาและพระขรรค์แก้ว แล้วเหาะไป ครั้นถึงป่าใหญ่ ได้ลงนั่งประทับเหนือแผ่นศิลา งามโสภาเหมือนรูปหล่อด้วยทองคำทั้งแท่ง สังวัธยายมนต์อันวิเศษชื่อ มณีจินดา เรียกฝูงสุกรให้มาสู่สำนักของตน ฝูงสุกรก็พากันมหาสู่สำนักพระโพธิสัตว์พร้อมกัน พระโพธิสัตว์จึ่งทำสุกรเป็นและสุกรจะตายให้อยู่เป็นแผนกกัน ด้วยอำนาจสัจกิริยาเหมือนนัยดังกล่าวมาแล้วนั้น

หกกษัตริย์ (คือเขยทั้งหก) เหล่านั้น ครั้นเที่ยวหาสุกรไปตามป่า ได้พบพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ณ แผ่นศิลา เปล่งรัศมีงามดุจทองคำ จึ่งพากันเข้าหาพระโพธิสัตว์ กราบไหว้วิงวอนขอสุกร พระโพธิสัตว์ถามหกกษัตริย์ว่า ท่านทั้งหลายอยากได้สุกรไปทำอะไร

ข้าแต่เทวดา ข้าพเจ้าทั้งหลายอยากได้สุกรไปถวายพระราชา พระราชาต้องประสงค์จะฆ่าเจ้าเงาะป่า ทรงบังคับข้าพเจ้าทั้งหลายให้มาหาสุกรกับเจ้าเงาะป่า เมื่อพวกข้าพเจ้าไม่ได้สุกรไปถวายพระราชา พระราชาจักฆ่าพวกข้าพเจ้าเสีย

ถ้าหากพวกท่านต้องการสุกรจริงไซร้ เราจักให้สุกรแก่พวกท่าน พวกท่านจักบูชาเราด้วยสักการะอะไร

ท่านต้องการสิ่งใด พวกข้าพเจ้าจักบูชาท่านด้วยสิ่งนั้น

เราต้องการนิ้วมือของท่านทุกคน

หกกษัตริย์ปรึกษาเห็นพร้อมกัน ยอมให้นิ้วมือของตน จึ่งตัดนิ้วมือของตนคนละหน่อย ทำบูชาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็ให้สุกรแก่หกกษัตริย์ไปคนละตัว หกกษัตริย์นำสุกรไปถวายพระราชา

เมื่อหกกษัตริย์ไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึ่งนำเอาสุกรซึ่งตายแล้วตัวหนึ่งไปทูลถวายพระราชยังพระนครทีหลังหกกษัตริย์ พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า เจ้าได้สุกรมาด้วยอาการอย่างไร

ข้าแต่สมมติเทวดา ข้าพระบาทเที่ยวไปในป่า พบสุกรตัวนี้เข้า จึ่งนำเอามาถวายพระองค์ พระโพธิสัตว์กราบทูลแล้วก็ทูลลากลับไป ในที่นี้มีคำถามว่า เหตุไรพระโพธิสัตว์จึ่งกราบทูลพระราชาง่ายดายอย่างนี้เล่า มีคำแก้ว่า พระโพธิสัตว์กราบทูลพระราชง่ายดายอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้เห็นบุญสมภารของพระองค์มีมากด้วยประการฉะนี้

พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงรำพึงไปว่า เราคิดอุบายจะให้เจ้าเงาะป่าตายถึงสองครั้งแล้วก็ไม่สมประสงค์ ทีนี้เราจะบังคับให้เจ้าเงาะป่าไปหาปลา ความปรารถนาของเราจักสำเร็จแน่ เพราะเหตุไรเล่า เพราะเหตุว่าเจ้าเงาะป่าไม่รู้จักดำน้ำหาปลา ครั้นรุ่งขึ้นเข้า หกกษัตริย์มาเข้าเฝ้า จึ่งบังคับว่า วันนี้เธอทั้งหกจงไปหาปลาให้ได้คนละมาก ๆ มาให้เรา ถ้าหากว่าพวกเธอไม่ได้ปลามาให้เรา เราจักลงราชอาชญาแก่พวกเธอ ตรัสกะหกกษัตริย์แล้วจึ่งรับสั่งให้ราชบุรุษนำราชดำรัสไปบอกแก่พระโพธิสัตว์เหมือนนัยที่กล่าวมาแล้ว ฝ่ายหกกษัตริย์รับราชดำรัสแล้วพร้อมด้วยบริวารมากด้วยกันไปยังนทีแห่งหนึ่ง จึ่งเที่ยวเสาะหาปลาในทิศานุทิศตามลำนที สิ้นวันยังค่ำก็หาพบปะปลาไม่ จึ่งได้ประชุมกันในที่หนึ่งทำพลีกรรมแก่เทพดาว่า ข้าแต่เทวราช ขอเทวราชจงประทานปลาให้พวกข้าพเจ้าเถิด

ฝ่ายพระโพธิสัตว์รับราชดำรัสแล้ว ถึงเวลาอันสมควร ก็ด่วนแต่งกายด้วยสรรพาภรณ์เสร็จ เหาะไปตามฝั่งนทีลงประทับนั่ง ณ ศิลาปัฏน์ใกล้ ๆ หกกษัตริย์ ร่ายมหาจินดามนต์กระซิบเรียกฝูงปลาและอธิษฐานว่า ปลาเหล่าใดยังไม่ถึงอนิจภาพความตาย ปลาเหล่านั้นจงหนีไปเสียให้พ้น ปลาเหล่าใดควรถึงความตายแล้ว ปลาเหล่านั้นจงมาตายอยู่ในที่นี้ หกกษัตริย์เที่ยวหาปลาไปตามกระแสน้ำข้างบน พบพระโพธิสัตว์นั่งอยู่ ณ ศิลาปัฏน์ริมฝั่งนที เปล่งรัศมีงามดุจทองคำ นึกแปลกใจว่า บุรุษผู้นี้เป็นพระอินทร์แน่ เมื่อคราวก่อนเคยให้เนื้อและสุกรแก่พวกเรา พวกเราจักขอปลาต่อพระอินทร์อีกจะดี คิดตกลงกันแล้ว จึ่งเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ กราบไหว้วิงวอนขอปลา พระโพธิสัตว์ถามหกกษัตริย์ว่า เราจะให้ปลาแก่พวกท่าน พวกท่านจะให้อะไรแก่เราบ้าง

ท่านต้องการสิ่งใด พวกข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้นแก่ท่าน

เราต้องการนาสิกของพวกท่านคนละนิด พวกท่านจะพร้อมใจกันให้ได้หรือไม่ หกกษัตริย์พร้อมใจยอมตัดปลายนาสิกของตนคนละนิดให้พระโพธิสัตว์ แล้วหาบเอาปลากลับมายังนคร ทูลถวายปลาแก่พระเจ้าพาราณสี

พระเจ้าพาราณสีทรงตรัสถามหกกษัตริย์ว่า เธอได้ปลามาแต่ที่ไหน

ข้าพระพุทธเจ้าขอต่อพระอินทร์ จึ่งได้ปลามาถวาย พระอินทร์ได้ประทานเนื้อและสุกรกับปลาแก่พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งสามครั้ง

พระราชาทรงฟังก็โสมนัสตรัสสรรเสริญหกกษัตริย์ว่า บุตรเขยของเราทั้งหกมีบุญ ได้ไปพบท้าวอินทราทั้งสามหน ครั้งนั้น ราชธิดาหกนางเห็นหกกษัตริย์มีใบหู และนิ้วมือ และปลายจมูกขาดไป หาได้ถามกะตัวหกกษัตริย์เองไม่ ไพล่ไปถามพวกอำมาตย์เมื่อไปตามหกกษัตริย์มาว่า หกกษัตริย์ถูกตัดใบหู และนิ้วหัตถ์ และนาสิกด้วยเหตุอะไร

ข้าแต่แม่เจ้า หกกษัตริย์ภัสดาของแม่เจ้า เมื่อไปหาเนื้อก็ถูกตัดใบหูครั้งหนึ่ง เมื่อไปหาสุกรก็ถูกตัดนิ้วหัตถ์มาครั้งหนึ่ง เมื่อไปหาปลาก็ถูกตัดนาสิกมาครั้งหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นทั้งสามครั้ง แต่ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร

คราวนั้น เมื่อหกกษัตริย์กลับจากหาปลาแล้ว พระโพธิสัตว์หาบเอาปลาไปถวายพระราชาเหมือนกับหกกษัตริย์ แล้วก็กลับไปยังที่พักของตน พระเจ้ากรุงพาราณสีจึ่งปรึกษากับอำมาตย์ว่า เราบังคับให้เจ้าเงาะหาเนื้อ หาสุกร หาปลามาให้ เจ้าเงาะก็หามาได้ทุกอย่างสมประสงค์ของเรา บัดนี้ เราจักฆ่าเจ้าเงาะป่าด้วยอุบายอย่างไรดี อำมาตย์ก็ไม่รู้จะทูลอย่างไร

คราวครั้งนั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แห่งท้าวสักเทวราชก็แสดงอาการร้อนผิดปกติ ท้าวเทวราชทรงใคร่ครวญก็รู้เหตุนั้นสิ้น จึ่งทรงดำริว่า พระเจ้ากรุงพาราณสีหาอุบายจะใคร่ฆ่าพระโพธิสัตว์ ถ้ากระไร เราจะไปมนุษย์โลก แล้วถามปัญหากะพระราชา จะข่มขี่พระราชาเสีย แล้วยกย่องพระโพธิสัตว์ แล้วจึ่งกลับมา ดำริแล้วออกจากวิมานมาประดิษฐานอยู่ ณ อากาศใกล้สีหบัญชรของพระราชา ถามปัญหาสองข้อกะพระราชาดังนี้ว่า พระเจ้าพาราณสีราช ข้าพเจ้าคือท้าวอินทรา จักถามปัญหาแก่พระองค์สองข้อ ข้อที่หนึ่ง แสงสว่างอย่างยิ่งจะได้แก่สิ่งอะไรในโลกนี้ ข้อที่สอง ความมืดมัวอย่างยิ่งจะได้แก่สิ่งอะไรในโลกนี้ พระองค์จงแก้ปัญหาสองข้อนี้ให้ได้ภายในเจ็ดวัน ถึงวันคำรบเจ็ด พระองค์จงเหาะมาตีคลีกับข้าพเจ้ากลางอากาศ ถ้าหากว่าพระองค์ไม่อาจแก้ปัญหาสองข้อได้ และไม่อาจตีคลีกับข้าพเจ้ากลางอากาศได้ไซร้ พระองค์จงเสาะหาคนอื่นให้เขาแก้ปัญหาและตีคลีแทนพระองค์จงได้ ถ้าหากว่าพระองค์เองไม่อาจแก้ปัญหาและไม่อาจตีคลีได้ ทั้งไม่อาจให้คนอื่นแก้ปัญหาและตีคลีกลางอากาศได้ไซร้ ในวันคำรบเจ็ด เวลาตะวันเที่ยง ข้าพเจ้าจักประหารพระเศียรพระองค์ด้วยค้อนเหล็ก ท้าวสักเทวราชขู่ตวาดพระราชา แล้วก็กลับไปยังที่อยู่ของพระองค์

พระเจ้ากรุงพาราณสีสดับเทวราชดำรัสแล้วสะดุ้งตกพระทัยยิ่งนักหนา ครั้นรุ่งขึ้นเช้า จึ่งรับสั่งให้หาตัวเสนาคุตอำมาตย์และราชกุมารทั้งหกเข้ามาเฝ้า ตรัสเล่าเรื่องราวทั้งปวงนั้นให้ราชเสวกมีหกกษัตริย์เป็นต้นฟัง แล้วตรัสถามว่า ใครจะอาจเหาะไปแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์ในอากาศได้บ้าง ราชเสวกมีหกกษัตริย์เป็นต้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ใคร ๆ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาสองข้อนี้ได้เลย เพราะอะไรจึ่งไม่มีใครแก้ปัญหานี้ เพราะเหตุว่าชนทั้งปวงยังหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลสกามและวัตถุกามมากนัก เพราะเหตุนั้นจึ่งจักไม่มีใครแก้ปัญหานี้ได้ เว้นไว้ก็แต่บรรชิตท่านผู้ลุญาณวิเศษแล้วนั่นแหละ ท่านอาจเหาะไปแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์บนอากาศได้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะสนองพระเดชพระคุณได้ก็เพียงชั้นพื้นดินเท่านั้นพระเจ้าข้า

พระเจ้ากรุงพาราณสีสดับถ้อยคำราชเสวกมีอำมาตย์เป็นต้นทูลดังนั้น มีหฤทัยเร่าร้อนเหมือนถูกไฟเผา จึ่งรับสั่งให้อำมาตย์นำเนื้อความไปบอกแก่ชาวนครและชาวนิคมชนบทให้รู้ทั่วกันดังนี้ว่า ใครคนใดอาจเหาะไปแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์บนอากาศได้ เราจะให้ราชสมบัติแก่ผู้นั้นทั้งหมด อำมาตย์ได้จัดการตามรับสั่งแล้ว จะหาใครคนหนึ่งอาจเข้ามารับอาสาก็มิได้มี พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงทราบว่าหาคนรับอาสาไม่ได้ ก็เศร้าพระหฤทัย จึ่งไปปรับทุกข์กับอัครมเหสีว่าถึงวันคำรบเจ็ดพี่ก็จักต้องตาย เพราะเสาะหาคนที่จะแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์บนอากาศไม่ได้ ตรัสแล้วก็ทรงพิลาปร่ำไรอยู่ในปราสาท

พระราชเทวีจึ่งกราบทูลพระราชสามีว่า ข้าแต่สมมติเทวา พระองค์ทรงพิลาปไปทำไม หาควรไม่ พระองค์ให้ไปเรียกตัวเจ้าเงาะป่าเข้ามาหารือดู เจ้าเงาะป่านั้นเขามีบุญฤทธิ์จริง ๆ พระองค์ทรงบังคับให้เขาเอาเนื้อ และสุกร และปลามาให้ เจ้าเงาะป่าตัวคนเดียวเขายังหามาถวายได้ เจ้าเงาะป่าเขาฉลาดในอุบายปัญญา สามารถจะแก้ปัญหาและรบกับพระอินทร์ได้แท้ หกกษัตริย์และพวกอำมาตย์ก็พากันหัวเราะแล้วทูลทัดทานขึ้นต่อหน้าพระที่นั่งว่า พระแม่เจ้าข้า เจ้าเงาะป่าเป็นมนุษย์เหมือนรูปหุ่น ไม่สามารถจะแก้ปัญาหาและรบกับพระอินทร์ได้เลย พระราชเทวีมีเสาวนีย์ตรัสว่า พ่อพวกอำมาตย์ เจ้าเงาะป่ามีฤทธิ์มาก ท่านอย่าห้ามไว้เลย จงรีบไปตามตัวมาประชุมเดี๋ยวนี้ พระราชาทรงฟังเสาวนีย์เทวีตรัสดังนั้น จึ่งบังคับพวกอำมาตย์ว่า พวกท่านจงไปเรียกตัวเงาะป่าให้มาพร้อมกับนางคันธาเทวี ณ บัดนี้ พวกอำมาตย์รับราชดำรัสแล้วก็รีบไปนำตัวพระโพธิสัตว์กับนางคันธาเทวีมาถวายพระราชา

พระราชากับราชเทวีทอดพระเนตรพระโพธิสัตว์แล้วตรัสว่า ดูกร ลูกรักของบิดา บิดาไม่มีความสุขเลย เพราะเหตุพระอินทร์มาถามปัญหา และท้าให้บิดาตีคลีกันบนอากาศ บิดาและประชาชนก็หมดความสามารถที่จะแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์ได้ ถึงวันคำรบเจ็ด พระอินทร์ก็จะเสด็จตีศีรษะบิดาด้วยค้อนเหล้ก พระราชาเล่าเนื้อความของปัญหาสองข้อและเหตุการณ์ทั้งปวงให้พระโพธิสัตว์ฟังถ้วนถี่ทุกประการ แล้วตรัสว่า ถ้าหากพ่ออาจช่วยเปลื้องเหตุการณ์ที่บิดาเล่าให้ฟังนี้ได้ไซร้ บิดาจะยกราชสมบัติให้พ่อ พระราชายังดูหมิ่นพระโพธิสัตว์อยู่ แต่รับสั่งอย่างนี้ด้วยยำเกรงต่อพระราชเทวีเท่านั้น พระโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าหากว่าใคร ๆ เขาไม่อาจทำปฏิการะแด่พระองค์ได้ไซร้ ข้าพระบาทอาจแก้ปัญหาและเหาะไปตีคลีกับพระอินทร์บนอากาศสนองพระคุณได้ พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย วันนั้นเป็นวันคำรบหกเวลาเย็น พระโพธิสัตว์จึ่งถวายบังคมลากลับไปยังที่พักของตนก่อน ฝ่ายหกกษัตริย์กับมหาชนมีอำมาตย์เป็นต้นพากันกล่าวว่า เจ้าเงาะป่ากล้ารับอาสาแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์ได้ น่าอัศจรรย์นัก แล้วพากันสรรเสริฐพระโพธิสัตว์โดยประการต่าง ๆ ด้วยประกาฉะนี้

ครั้นรุ่งขึ้นเช้า เป็นวันที่คำรบเจ็ด พระเจ้ากรุงพาราณสีมีหฤทัยหวาดเสียวราวกะว่าจะแตกออกไปได้เจ็ดภาค จึ่งบังคับอำมาตย์ผู้หนึ่งให้ไปเรียกเจ้าเงาะมาเร็ว ๆ อำมาตย์ผู้นั้นรับราชดำรัสแล้วก็ไปบอกพระโพธิสัตว์ว่ พระราชารับสั่งให้หาตัวท่านไปเดี๋ยวนี้ พระโพธิสัตว์คิดว่า เวลานี้ควรเราจะเข้าไปเฝ้าพระราชา จึ่งบอกกะนางคันธาเทวีว่า เวลานี้ พี่จะไปเฝ้าพระราชบิดา จึ่งพานางคันธาเทวีมาเฝ้าด้วยกัน แล้วนั่งอยู่ ณ ที่อันสมควรส่วนหนึ่ง พระเจ้ากรุงพาณาสีทอดพระเนตรพระโพธิสัตว์นั่งอยู่พร้อมกับนางคันธาเทวีแล้ว ตรัสว่า พ่อเงาะจงแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์แทนเรา ถ้าพ่อยังช้าเกินเวลาไปอีกนิดเดียว บิดาก็จักตายเดี๋ยวนี้

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าว่าพระองค์ทรงบังคับให้ข้าพระพุทธเจ้าแก้ปัญหาและตีคลีกับพระอินทร์ไซร้ พระองค์จงบอกให้พวกอำมาตย์และประชาชนให้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ก่อน พระราชาจึ่งให้พนักงานเอาเภรีไปตีประกาศให้พวกอำมาตย์และประชาชนมาประชุมพร้อมกันตามคำพระโพธิสัตว์ เมื่อพวกอำมาตย์และชาวประชาชนมาประชุมกันแล้ว พระโพธิสัตว์จึ่งร้องประกาศแก่พวกอำมาตย์และชาวประชาชนว่า บัดนี้ ไม่มีผู้ใดอาจจะรับธุระแทนพระราชาได้ พระราชาทรงเจาะจงตัวเราให้ช่วยทำธุระแทนพระองค์ ถ้าหากพระอินทร์แพ้เราไซร้ พระราชาจะยกราชสมบัติให้แก่เราสิ้น มหาชนจงรู้เห็นเป็นพยานแก่เราด้วย ประกาศแล้วก็ถอดรูปเงาะป่าออกจากกาย ทรงฉลองพระบาททิพรัตน์ และทรงจับพระขรรค์แก้วด้วยหัตถ์เบื้องขวา เหาะขึ้นบนอากาศ งามโอภาสดังสุวรรณราชหงส์ ทรงประทับลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ พวกอำมาตย์และอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเห็นพระโพธิสัตว์ทำอาการอย่างนั้นพากันประนมมือและให้สาธุการชมเชยพระโพธิสัตว์โดยอเนกปริยาย

ท้าวมัฆวานจึ่งเข้าใกล้พระโพธิสัตว์ ถามปัญหาว่า แน่ะ พ่อปราชญ์ สภาวธรรมสิ่งไรย่อมทำให้มืดในโลกนี้และโลกหน้า พ่อปราชญ์จงวิสัชนาความข้อนี้ให้แจ้งชัดแก่พวกเทวดาและมนุษย์ซึ่งมาประชุมกัน ณ พื้นดินถึง ณ พื้นอากาศ พระโพธิสัตว์เมื่อจะกล่าวแก้ปัญหา จึ่งทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักเทวราช บุทคลผู้ใดทำโทษแก่ผู้อื่นที่ไม่มีความผิด ทำคนอื่นให้วิวาทซึ่งกันและกัน และทำปัญจานันตริยกรรม มีฆ่ามารดาเป็นต้น ไม่ฟังธรรมคำสอนของนักปราชญ์ กอปรด้วยปาปจิต บุทคลผู้นั้นชื่อว่าทำความมืดในโลกนี้และโลกหน้า ข้าแต่เทวราช พระองค์จงทราบเนื้อความอย่างนี้แล ทีนั้น สรรพเทวามีท้าวสักกะเป็นต้นทำบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยข้าวตอกและดอกไม้ และให้สาธุการเสียงสนั่นหวั่นไหว

ท้าวสหัสนัยน์จึ่งถามปัญหาที่สองว่า แน่ะ พ่อปราชญ์ สภาวธรรมสิ่งไรเป็นแสงสว่างในโลกนี้และโลกหน้า พ่อปราชญ์จงวิสัชนาความข้อนี้ให้แจ้งชัด พระโพธิสัตว์จึ่งทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักเทวราช บุทคลผู้ใดตั้งอยู่ในศีลห้าศีลแปด และบริจาคทานแก่ยาจก หมั่นสดับธรรมคำสอนของนักปราชญ์ มีจิตเมตตาปรานีแก่สัตว์ทั่วไป ตั้งอยู่ในคุณพระรัตนตรัย ตลอดถึงมรรคและผล บุทคลผู้นั้นชื่อว่าสว่างไพโรจน์ในโลกนี้และโลกหน้า อนึ่ง บุทคลผู้ใดเจริญจตุพรหมวิหารได้เป็นนิตย์ มิได้ปลงชีวิตสัตว์ให้ตกไป บุทคลผู้นั้นชื่อว่าสว่างไพโรจน์ในโลกทั้งสอง คือ โลกนี้ และโลกหน้า เมื่อพระโพธิสัตว์แก้ปัญหาที่สองจบลงครั้งนั้น เทพดาและมนุษย์ทำบูชาและให้สาธุการเหมือนนัยหนหลัง

พระโพธิสัตว์วิสัชนาปัญหาสองข้อเสร็จแล้ว จึ่งตีคลีบกับพระอินทร์ ณ อากาศ รัศมีแห่งท้าวสักเทวราชและพระโพธิสัตว์ทั้งสองก็แผ่ซ่านสว่างทั่วไปทั้งอากาศ เหมือนดังหยาดน้ำตาอันไหลจากนัยนาฉะนั้น สรรพเทพดาและมนุษย์เห็นแล้วก็ทำเสียงสาธุการแก่พระโพธิสัตว์เป็นโกลาหล โถมนาการเชยชมตลอดถึงพรหมโลกเป็นที่สุด ท้าวสุชัมบดีตีคลีกับพระโพธิสัตว์แพ้แล้วก็หนีไปยังเทวโลก พระโพธิสัตว์โล่ตามพระอินทร์ไปหน่อยหนึ่ง จึ่งกลับลงมาถวายบังคมพระราชา ประชาราษฎรและอำมาตย์ราชกุมารทั้งหกได้เห็นพระโพธิสัตว์กอปรด้วยสิริวิลาส มีอังคาพยพงามโอภาสเหมือนรูปหล่อด้วยทองคำทั้งแท่ง จึ่งซุบซิบพูดกันว่า เงาะป่ารูปร่างน่าเกลียดชังนักกลับมีบุญญานุภาพมากได้ เงาะป่านี้หลอกลวงพวกเราเพื่อจะเอาราชสมบัติของพระราชา

พระโพธิสัตว์สดับพจนกถาหกกษัตริย์ จึ่งตรัสว่า แน่ะ ท่านหกกษัตริย์ เมื่อพระราชบิดารับสั่งให้พวกเราไปหาเนื้อถวาย ท่านทั้งหกพบเรานั่งอยู่ ณ แผ่นศิลา ขอเนื้อกะเรา แล้วตัดใบหูบูชาเราคนละหน่อย เราก็ให้เนื้อแก่พวกท่านคนละตัว วันหนึ่ง ท่านทั้งหกไปหาสุกรในป่า พบเราเข้าอีก ได้ตัดนิ้วมือคนละหน่อยบูชาเรา เราก็ให้สุกรแก่พวกท่านคนละตัว วันหนึ่ง ท่านทั้งหกไปหาปลา พบเราเข้า ได้ตัดปลายจมูกคนละหน่อยบูชาเรา เราจึ่งให้ปลาแก่พวกท่าน ข้อเหล่านี้จริงหรือหาไม่

ข้าพเจ้าทั้งหกได้บูชาแก่ท่านจริง

พระโพธิสัตว์จึ่งนำใบหูและนิ้วมือจมูกออกให้ดู แสดงให้ปรากฏแก่พระราชาและราชกุมารทั้งเสนาบดี

พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรสิ่งของมีใบหูเป็นต้น ทรงกริ้วหกกษัตริย์ยกใหญ่ ขู่ว่า เมื่อก่อนเธอทั้งหกบอกแก่เราว่าไปพบพระอินทร์ พระอินทร์ท่านประทานเนื้อ และสุกร กับปลาให้ จึ่งได้นำมาให้เรา เธอทั้งหกช่างหน้าด้านหาความละอายมิได้ ราชธิดาหกนางสดับคำพระโพธิสัตว์แล้วก็อายใจ ขึ้งโกรธภัสดาของตน แล้วต่อว่า เธอทั้งหกเป็นอันธพาล ลวงหม่อมฉันด้วยอ้างเหตุต่าง ๆ พากันทำได้ ช่างไม่อับอายขายหน้าบ้างเลย หกกษัตริย์สดับปราศรัยวาจาก็ยิ่งอายใหญ่ พากับหมอบลงแทบบาท ทูลพระโพธิสัตว์ขอษมาโทษโดยนัยต่าง ๆ

พระโพธิสัตว์มากด้วยความกรุณา ให้โอวาทสั่งสอนแด่มหาชน มีพระราชาและอำมาตย์เป็นต้น ซึ่งประชุมกันอยู่ที่นั้นว่า แน่ะ ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงทำจิตให้เลื่อมใสในกุศลธรรม มีทานและศีลเป็นต้น จงเป็นผู้เคารพนับถือผู้ใหญ่ในตระกูลที่ควรเคารพ มีมารดาบิดาเป็นอาทิ บุญกุศลย่อมให้สำเร็จผลในโลกนี้และโลกเบื้องหน้า อนึ่ง นรชนเหล่าใดสมาทานศีลห้ามั่น นรชนเหล่านั้นย่อมมีสวรรค์เป็นเบื้องหน้า มหาชนมีพระราชาและเสนาบดีเป็นต้นสดับธรรมของพระโพธิสัตว์ มีจิตโสมนัสเลื่อมใส ยกมือไหว้ให้สาธุการชมเชยโดยอเนกนัย

พระเจ้ากรุงพาราณสีรับสั่งให้มหาเสนาและราชปุโรหิตเป็นต้นมาประชุมพร้อมกัน ณ ปราสาท จึ่งเชิญพระโพธิสัตว์กับนางคันธาเทวีให้ขึ้นนั่งเหนือรัตนราศีกองแก้ว แล้วสรงน้ำมุรธาภิเษกมอบราชสมบัติ แล้วอวยพรชัยว่า เธอทั้งสองผู้มีบุญมาก จงเป็นอิสรภาพทั่วสากลทวีป และจงขอให้มีชนมายุยืนนานนิราศโรคภัย บิดามารดาจะขออาศัยพึ่งโพธิสมภารอยู่เป็นสุขต่อไป พระโพธิสัตว์ได้ดำรงราชสมบัติ ณ พาราณสีนคร พระนามปรากฏว่า สุวรรณสังขราชา มีเกียรติยศและเกียรติคุณแผ่ไปในสากลทวีป ตั้งแต่ครั้งนั้นมาเมืองพาณาสีบริบูรณ์ไปด้วยวัตถาภรณ์ อุดมไปด้วยข้าวกล้า ฝนฟ้าก็ตกตามฤดูกาล ทั้งบริบูรณ์ด้วยแก้วเจ็ดประการ ทวยราษฎรก็เบิกบานอยู่เป็นสุข มีการมหรสพครึกครื้นทุกคืนวัน

เมื่อพระมหาสัตว์ครองราชสมบัติอยู่เป็นสุขสำราญ ทรงระลึกถึงพระมารดาขึ้นมา จึ่งดำริว่า เราพลัดพรากจากมารดามานาน ยังไม่ทราบเหตุว่ามารดายังทรงชนมชีพอยู่หรือสิ้นชนมชีพเสียแล้ว ถ้ากระไร เราจักไปสืบถามตามนิคมและราชธานี เมื่อพบประพระชนนีแล้วจะได้รับกลับมาเสวยราชย์เป็นสุขต่อไป ดำริแล้วจึ่งตรัสกะนางคันธาเทวีว่า บัดนี้ พี่กับน้องนางเสวยราชสมบัติอยู่เป็นสุขแล้ว แต่พระมารดาของพี่ท่านจะสิ้นชีพเสียแล้ว หรือยังจะอยู่ที่ไหน พี่ไม่ทราบเลย พระน้องนางจงอยู่เสวยราชสมบัติไปก่อน พี่จะขอลาไปสืบหาพระมารดา พบแล้วจะได้พาท่านกลับมาเสวยราชสมบัติ ณ เมืองนี้ด้วยกัน พระโพธิสัตว์ลาพระนางคันธาเทวีแล้วเสด็จลงจากปราสาทไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสีทูลเล่าเหตุนั้นให้ทราบ แล้วทูลลาออกจากนคร สัญจรไปตามมรรคา จนบรรลุถึงมัทราชธานี พระองค์เสด็จเข้าไปในนคร สืบถามชาวเมืองก็หาได้ความไม่ จึ่งดำเนินต่อไปถึงบ้านธนญชัยเศรษฐี

ธนญชัยเศรษฐีเห็นพระโพธิสัตว์เจ้าผู้กอปรด้วยสิริวิลาส นึกประหลาดใจ จึ่งถามว่า พ่อมานพรูปงาม พ่อมาแต่ไหน จึ่งได้มาถึงบ้านข้าพเจ้า จะต้องการอะไรหรือ

ท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้ามาหาท่าน ประสงค์จะพบพระนางจันทาเทวี มารดาข้าพเจ้า ท่านรู้จักตัวพระนางจันทาเทวีบ้างหรือไม่

ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระนางจันทาเทวีเลย

ธนญชัยเศรษฐีนึกแต่ในใจว่า มานพผู้นี้รูปร่างดี หาใช่คนเลวไม่ จักเป็นคนมีตระกูล จึ่งบอกกับแม่ครัวว่า ท่านจงจัดแจงหาโภชาหารมาให้มานพนี้บริโภค พวกแม่ครัวมีพระนางจันทาเทวีเป็นหัวหน้าพากันจัดแจงหาอาหาร เสร็จแล้วยกมาให้เศรษฐี เศรษฐีจึ่งเชิญให้พระโพธิสัตว์เสวยอาหาร พระโพธิสัตว์เสวยอาหารมีโอชารสกลิ่นหอมฟุ้งเหมือนทิพาหาร พระองค์จึ่งสันนิษฐานว่า พระมารดาของเราจักเป็นแม่ครัวอยู่ในเรือนเศรษฐีนี้แน่แล้ว ถามเศรษฐีนั้นว่า ใครเป็นผู้สำหรับจัดแจงอาหารให้ท่าน อาหารชนิดนี้น่าจักเป็นของอันคนอิสรภาพบังคับให้ทำ อาหารอย่างนี้จึ่งมีโอชารสยิ่งนักหนา

พ่อมานพรูปงาม หญิงผู้หนึ่งมาแต่อื่นได้อาศัยอยู่กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้เขาเป็นแม่ครัวจัดหาอาหารให้

ท่านมหาเศรษฐี ข้าพเจ้าอยากเห็นตัวแม่ครัวของท่าน

ธนญชัยเศรษฐีให้หาตัวแม่ครัวผู้มารดาของพระโพธิสัตว์นั้นมาให้พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตร

พระโพธิสัตว์เห็นพระมารดานั่งอยู่ก็จำไม่ได้ เพราะพลัดพรากจากกันมานานแต่เมื่อพระองค์ยังเด็กเล็กนัก พระองค์จึ่งถามว่า แม่อยู่เมืองไหน จึ่งได้มาเป็นแม่ครัวของเศรษฐี พระนางจันทาเทวีจึ่งเล่าความหลังให้ฟังว่า พ่อมานพรูปงาม ตัวดีฉันอยู่เมืองพรหมบุรี เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต มีโอรสนามปรากฏว่า สุวรรณสังข์ นางสุวรรณจัมปากะ มเหสีฝ่ายซ้าย คบคิดกับปาลกเสนาบดีแกล้งทูลยุงยงแด่พระราชาว่า ราชโอรสเป็นอุบาทว์เมือง ไม่ควรจะให้อยู่ในเมือง ให้เอาโอรสใส่แพกับมารดาลอยน้ำเสีย พระเจ้าพรหมทัตหลงเชื่อ จึ่งเอาตัวดีฉันกับโอรสใส่แพลอยน้ำไป ภายหลังแพก็แตก ดีฉันกับโอรสก็พลัดกัน ดีฉันขึ้นฝั่งน้ำได้ แล้วจึ่งเลยมาเป็นแม่ครัวของเศรษฐีอยู่ที่นี้ แต่สุวรรณสังขกุมารโอรสนั้นจะเป็นหรือตายดีฉันไม่ทราบเลย

พระสุวรรณสังขราชาทราบชัดว่าเป็นมารดาของพระองค์แน่แล้ว จึ่งตรัสว่า พระมารดาเจ้าข้า หม่อมฉันนี่แหละเป็นโอรสของมารดา มีนามว่า สุวรรณสังข์ พระนางจันทาเทวีทรงฟังดังนั้น ก็ตรงเข้าสวมกอดพระโอรส ไต่ถามถึงความทุกข์ยากแล้วพิลาปร่ำไร เมื่อสองกษัตริย์บรรเทาความโศกเสียได้แล้ว พระสุวรรณสังขราชาจึ่งรับสั่งกับเศรษฐีว่า ท่านมหาเศรษฐี เราจะขอลาเอามารดาของเราไป ให้ท่านเสวยราชสมบัติในเมืองพาราณสี

ข้าแต่พระสุวรรณสังขราช พระมารดาของพระองค์มาอยู่กับข้าพระบาท ข้าพระบาทมิได้รู้ว่าเป็นพระมารดาของพระองค์เลย พระองค์จงรับพระมารดาไปตามพระทัยพระสงค์เถิดพระเจ้าข้า

พระสุวรรณสังขราชาอำลาเศรษฐีแล้ว พาพระมารดามาจนถึงเมืองพาราณสี ทรงเสวยราชสมบัติกับพระมารดาเป็นบรมสุขด้วยประการฉะนี้

พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์พาพระมารดามาถึงแล้ว ทรงพระโสมนัส ตรัสเรียกอำมาตย์และเสนาบดีมาสั่งว่า บัดนี้ สุวรรณสังขราชกุมาร โอรสของเรา เขาตามหามารดาพบแล้ว พามาถึงราชธานี บัดนี้ เราจักอภิเษกพระนางจันทาเทวีสถาปนาให้เป็นพระราชชะนีพันปีหลวง ดำรัสแล้วจึ่งพร้อมด้วยพระโพธิสัตว์ให้พระนางจันทาเทวีสรงน้ำมุรธาภิเษกสถาปนาไว้ในอัครสถานที่ราชชนนีพันปีหลวง

พระสุวรรณสังขราชาเสวยราชสมบัติเป็นสุขสถาพร ทรงสั่งสอนมหาชนนีอำมาตย์เป็นต้นให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม มหาชนตั้งอยู่ในราโชวาท ทรงไว้ซึ่งจตุพรหมวิหารธรรมและกุเลเชฏฐาปจายิกกรรม มิได้ละเลยล่วงราโชวาท พระสุวรรณสังขราชาครองราชย์สมบัติ ณ เมืองพาราณสีประเสริฐเลิศยิ่งกว่าพระราชาอื่น ๆ ในพื้นชมพูทวีป พระนครพาราณสีนั้นเกษมรื่นรมย์อุดมไปด้วยหิรัญสุวรรณรัตน์เสมอด้วยสมบัติเทวนคร ฝูงอาณาประชาราษฎรทุกถ้วนหน้าพากันสรรเสริญคุณของพระราชา กิตติศัพทกถาก็ปรากฏไปถึงพรหมบุรีของพระเจ้าพรหมทัตซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระสุวรรณสังขราชา

ประชาชนชาวเมืองพรหมบุรีทราบเหตุนั้น แล้วคิดปรึกษากันว่า พระสุวรรณสังขราชกุมารยังไม่สิ้นชีพ กลับได้เป็นยอดกษัตริย์ครองราชสมบัติเมืองพาราณสี ถ้าหากว่าพวกเราขืนอยู่เมืองนี้ต่อไปไซร้ ก็จักถึงวินาศไม่ต้องสงสัย พระราชาหาตั้งอยู่ในราชธรรมไม่ ช่างเอาพระปิโยรสของพระองค์ลอยแพเสียได้ พวกเราไม่ควรอยู่ด้วยเลย พวกเราพากันหนีไปเสียจากเมืองนี้เถิด ปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้วก็พาบุตรภรรยาไปเมืองพาราณสีอาศัยพึ่งโพธิสมภารของพระโพธิสัตว์อยู่เป็นสุขทุกทิวาราตรี

ยังมีอำมาตย์ข้าละอองพระบาทของพระเจ้าพรหมทัตผู้หนึ่ง เที่ยวตรวจตราพระนคร เห็นประชาชนราษฎรร่วงโรยน้อยไป จึ่งนึกว่า พระนครพรหมบุรีนี้ปราศจากสิริสุขสมบัติด้วยเหตุไร ด้วยเหตุว่าพระราชาหลงเชื่อถ้อยคำปาลกเสนาบดีและนางจัมปากเทวี มเหสีฝ่ายซ้าย ทูลยุยงปรักปรำว่าพระสังขราชกุมารเป็นกาลกิณี จึ่งเอาพระโอรสกับมารดาใส่แพลอยน้ำเสีย แต่นั้นมา พระนครพรหมบุรีจึ่งเสื่อมโทรมไป มีมนุษย์อยู่น้อยนัก ไม่เหมือนแต่ก่อน พระนครน่าจักวินาศเสียเป็นแน่ เราจะทูลเรื่องนี้กะพระราชา ให้ไปไปรับพระราชกุมารกลับมาให้เสวยราชสมบัติที่เมืองนี้ เมืองนี้ก็จะเจริญรุ่งเรืองเหมือนดังแต่ก่อน คิดแล้วก็เข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระบาทไปตรวจการทั่วไป ได้เห็นพระนครเกือบจะพินาศเสียแล้ว เพราะเหตุไร เพราะเหตุพระองค์ให้เอาพระโอรสใส่แพลอยน้ำเสีย พระโอรสนั้นก็หาถึงสิ้นพระชมน์ไม่ บัดนี้ ได้เสวยราชสมบัติ ณ เมืองพาราณสี หามีพระราชาองค์อื่นจะเสมอมิได้ คนชาวเมืองนี้ชักชวนกันไปเมืองพาราณสีเสียมากนักหนา บัดนี้ เมืองพาราณสีคับคั่งไปด้วยหญิงชายมากมายนัก ขอเชิญพระองค์เสด็จไปเมืองพาราณสีรับเอาพระโอรสกลับมาให้เสวยราชสมบัติเมืองนี้เถิด พระนครของพระองค์ก็จะเกิดเกียรติยศเกียรติคุณอยู่เกษมสุขด้วยเดชานุภาพบุญสมภารแห่งพระโอรส

อำมาตย์นั้น เมื่อจะปลอบพระราชาให้ชอบพระหฤทัย จึ่งทูลพรรณนาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระมหาราช ถ้าหากว่าพระองค์ปราศจากพระโอรสเสียแล้วไซร้ ชื่อเสียงอันดีก็จะไม่ปรากฏทั่วไป อุปมัยเหมือนแม่น้ำอันปราศจากวารี ก็หาเป็นที่พึ่งแก่ชายหญิงได้ไม่ ถ้าพระองค์ปราศจากพระโอรสเสียแล้ว พระราชอาชญาก็หาปรากฏไม่ อุปมัยเหมือนฝูงช้างอันปราศจากพระยามาตังคกุญชรแล้ว ก็ไม่อาจจะย่ำยีหมู่ปัจจามิตรได้ ฉะนั้น ถ้าหากว่าพระองค์ไม่ทำตามดังกราบทูลนี้แล้ว พระนครของพระองค์ก็จักสูญสิ้นไป พระองค์ไม่ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้วหรือเสด็จทิวงคตเสียก็ดี ก็จักหามีใครสืบต่อราชสันตติวงศ์ไม่

อนึ่ง ข้าแต่พระมหาราช พระสุวรรณสังขราชโอรสเกิดแต่อุระของพระนางจันทาเทวีแท้ หาใช่เกิดโดยผู้อื่นไม่ พระองค์จงวินิจฉัยนึกถึงต้นเหตุก่อน เดิมพระองคหวังจะหาโอรส ตั้งพระทัยไว้ว่า ถ้าพระโอรสเกิดแต่พระเทวีไซร้ เราจักยกราชสมบัติให้แก่พระโอรสองค์นั้น ครั้นพระราชโอรสไม่เกิดดังพระประสงค์ พระองค์กับพระนางจันทาเทวีทรงสมาทานศีลแปด อธิษฐานขอให้ได้พระโอรส พระนางจันทาเทวีบรรทมหลับไปในราตรี ทรงพระสุบินว่า พระสุริยะลอยมาตกต้องพระกายาพระนางจันทเทวี พระนางจันทาเทวีตื่นบรรทมแล้วจึ่งทูลเล่าพระสุบินให้พระองค์ทรงฟัง พระองค์รับสั่งให้เนมิตกาจารย์พยากรณ์ เนมิตกาจารย์พยากรณ์ว่าพระนางจันทาเทวีจะได้พระราชโอรสอันประเสริฐเลิศในสากลทวีปดังนี้ พระองค์ยังมาหลงเชื่อว่าพระราชโอรสเป็นกาลกิณีอย่างไรได้

พระเจ้าพรหมทัตทรงสดับดังนั้น เกิดความเยื่อใยในราชโอรสขึ้นมา ทรงปริเทวนายกใหญ่ ครั้นบรรเทาความโศกเสียได้จึ่งตรัสตอบขอบใจอำมาตย์นั้นว่า แน่ะ พนาย ท่านมาพูดทักท่วงขึ้นนี้ ขอบคุณของท่านนักหนา หาที่เปรียบมิได้ เราจะให้ไปรับโอรสมาให้ครองราชสมบัติในเมืองนี้ตามคำของท่าน ครั้นรุ่งเช้า พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งให้เรียกอำมาตย์ราชปุโรหิตเข้ามาปรึกษาว่า จะให้เสนาบดีผู้ใหญ่ไปเมืองพาราณสีขอรับเอาราชโอรสกับอัครมเหสีมาให้ครองราชสมบัติ ณ พรหมบุรี อำมาตย์ราชปุโรหิตทั้งปวงยินดีพร้อมกันทุกถ้วนหน้า พระราชาจึ่งให้พนักงานเอาเภรีไปตีประกาศให้ข้าทูลละอองพระบาทและราษฎรให้ทราบทั่วกันว่า เราจักให้ไปรับราชโอรสมาครองราชสมบัติ ณ เมืองนี้ และว่า ให้พนักงานเตรียมจตุรงคเสนาสี่เหล่ากับเครื่องราชาภิเษกไว้ให้เสร็จ กับให้จัดหาเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงพาราณสี มหาชนมีอำมาตย์เป็นต้นมีความโสมนัส พากันจัดจตุรงคเสนาและจัดหาบรรณาการที่จะถวายพระราชาไว้เสร็จทุกสิ่งสรรพ

ครั้งถึงวันกำหนดที่จะไปรับราชโอรส พระราชาจึ่งรับสั่งให้หาเนมิตกาจารย์มาคำนวณศุภฤกษ์ แล้วจึ่งรับสั่งให้มหาเสนาบดีเป็นประธานกำกับไป มหาเสนาบดีรับราชดำรัสแล้วก็ให้พวกพลนิกายถือบรรณาการเคลื่อนจากนครไปจนกระทั่งถึงเมืองพาราณสี จึ่งเข้าเฝ้าถวายราชบรรณาการพระเจ้าพาราณสี แล้วต่างทำปฏิสันถารรับตอบซึ่งกันและกันตามประเพณี เมื่อเสร็จการต้อนรับกันแล้ว พระเจ้าพาราณสีรับสั่งให้หาพระโพธิสัตว์มาพร้อมกับพระราชชนี จึ่งรับสั่งถามเสนาบดีว่า ท่านมาครั้งนี้เพื่อประสงค์อะไร

มหาราช พระเจ้าพรหมทัต ราชบิดาของพระสุวรรณสังขราชกุมาร รับสั่งใช้ให้ข้าพระพุทธเจ้านำราชบรรณาการมาถวายพระองค์ ประสงค์จะให้ข้าพระพุทธเจ้าขอรับราชกุมารกับทั้งราชมารดาไป จะให้ครองราชสมบัติ ณ พรหมบุรี ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานให้เถิดพระเจ้าข้า

สุวรรณสังขราชกุมารและพระนางจันทาเทวีนี้เป็นกาลกิณี พระราชาของท่านขับไล่เสียแล้ว เหตุไรจะให้มารับเอาไปอีกเล่า เราให้สองกษัตริย์นี้ไปไม่ได้ เราจักให้ครองราชย์สมบัติอยู่เมืองเรา

มหาเสนาบดีผู้นั้นฉลาดในการทูลตอบ จึ่งทูลว่า พระมหาราช ถ้าหากพระองค์ไม่ยอมส่งสองกษัตริย์ให้ไปกับข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจักกลับไปแต่ผู้เดียว ถ้าว่าพระราชบิดามิได้เห็นพระโอรส ก็จักทรงพระกำสรดโศกาลัย พระหฤทัยจักแตกออกเป็นสองภาค ทิวงคตไป เมื่อพระราชาของข้าพระพุทธเจ้าทิวงคตไปด้วยความสิเน่หาในพระโอรสอย่างนี้ บาปกรรมอันนั้นก็จักติดตามพระองค์ไปในปรโลกเป็นแน่

พระเจ้ากรุงพาราณสีสดับคำเสนาบดีทูลดังนั้น มีพระกรุณาเป็นกำลังต่อพระเจ้าพรหมทัต จึ่งตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจะยอมให้สองกษัตริย์ไปกับท่าน มหาเสนาบดีมีความโสมนัส จึ่งทูลสองกษัตริย์ว่า สมมติเทวา บัดนี้ พระราชบิดาใช้ให้ข้าพระพุทธเจ้ามาเชิญพระองค์เสด็จไป และจะให้ครองราชย์สมบัติ

ท่านมหาเสนาบดี พระราชบิดาของเรายังทรงพระสำราญนิราศโรคาพยาธิ และอาณาประชาราษฎรยังบริบูรณ์หรือประการใด

สมมติเทวา พระราชบิดาของพระองค์ทรงพระสำราญ หาโรคาพยาธิมิได้ แต่ทรงพระอาลัยระลึกถึงพระองค์ ทรงปริเทวนาการเป็นนิตย์ทุกวันมิได้ขาด สองกษัตริย์ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงรับว่าจะเสด็จไปด้วยเสนาบดี

พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงโสมนัส จึ่งรับสั่งพนักงานให้จัดพาหนะมีช้างม้าเป็นต้น แล้วมอบให้สองกษัตริย์เสร็จ คราวนั้น กษัตริย์สามพระองค์ คือ พระนางจันทาเทวี และพระสุวรรณสังข์ กับพระนางคันธาเทวี จึ่งพร้อมกันกราบทูลถวายบังคมลาพระเจ้าพาราณสี พระเจ้าพาราณสีทรงพระอาลัยในสองโอรสนัก มิใคร่จักให้จากไป ทรงพิลาปร่ำไรแล้วประทานพรชัยว่า พระโอรสจงเสด็จไปครองราชย์สมบัติให้เป็นสุขแก่ชาวรัฐวาสี และรักษาขัตติยประเพณีโดยสุจริตเถิด สามกษัตริย์รับพระพรชัยแล้วถวายบังคม ออกมาบอกลามหาชนมีข้าหลวงชาวอภิรมย์เป็นต้นบรรดาที่มาคอยส่งเสด็จ ครั้นถึงฤกษ์งามตามเนมิตกาจารย์คำนวณถวายแล้ว จึ่งพร้อมกันเสด็จขึ้นประทับ ณ ราชอาสน์ เหล่าเสนามาตย์เหล่าจตุรงคเสนามีมหาเสนาบดีเป็นต้นพร้อมกันแห่นำตามเสด็จเป็นขบวนหน้าและหลัง โดยเสด็จแต่เมืองพาราณสีไปกระทั่งถึงพรหมบุรีรัฐ จึ่งได้ให้หยุดพวกพลนิกรจัดทำราชนิเวศนาสน์เสด็จประทับอยู่ในที่นั้น

ครั้นแล้ว มหาเสนาบดีจึ่งเข้าไปเฝ้ากราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า พระมหาราช บัดนี้ พระราชโอรสของพระองค์เสด็จมาถึงรัฐประเทศนี้แล้วพระเจ้าข้า พระเจ้าพรหมทัตทรงพระโสมนัส ดำรัสสั่งให้พนักงานเอาเภรีไปตีประกาศว่า บัดนี้ พระสุวรรณสังขกุมาร โอรสของเรา มาถึงนครรัฐแล้ว เราจักออกไปรับโอรสให้เข้ามาครองราชสมบัติ ณ เมืองนี้ ชาวเมืองพาราณสีจึ่งพากันประดับมรรคาซึ่งจะเสด็จมาด้วยพวงดอกไม้เงินทองและพวงสุคนธมาลา สองฟากมรรคาก็ปักธงและแผ่นผ้ากับทั้งต้นกล้วยและอ้อยลำ ผูกขัดจัดประจำตามระวางเป็นจังหวะแลไสว ครั้นแล้ว พระเจ้าพรหมทัตพร้อมด้วยราชบริวารเสด็จออกไปต้อนรับสามกษัตริย์ยังที่ประทับ ณ พลับพลา สามกษัตริย์ทอดพระเนตรพระราชาเสด็จมาถึงพร้อมกันต้อนรับแล้วถวายบังคม

สี่กษัตริย์ คือ พระราชาพรหมทัต พระสุวรรณสังขราช พระนางจันทาเทวี และนางคันธาราชบุตรี มาพร้อมกันแล้ว ก็ทรงพระกรรแสงไห้ ครั้นระงับความโศกได้แล้วก็ชวนกันเสด็จกลับเข้าพระนคร แล้วประทับ ณ มหาปราสาท พระเจ้าพรหมทัตจึ่งดำรัสสั่งอำมาตย์ให้เอานันทเภรีไปตีประกาศให้ชาวประชาราษฎรทราบทั่วกันว่า อำมาตย์และราษฎรทั้งหลายจงมาพร้อมกัน เราจักทำอภิเษกราชกุมารกับนางคันธาเทวีให้ครองราชสมบัติ ณ เมืองนี้ ครั้นมหาชนมีอำมาตย์เป็นต้นมาประชุมพร้อมกันแล้ว เมื่อถึงยามศุภนักษัตร พระเจ้าพรหมทัตจึ่งอภิเษกสองกษัตริย์และอวยพรชัยให้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพระองค์

เมื่อเสร็จการมังคลาภิเษกแล้ว พระนางจันทาเทวีจึ่งกราบทูลพระราชสามีว่า พระมหาราช หม่อมฉันจักขออนุญาตอยู่ผู้เดียวกับราชโอรส พระองค์อย่าทรงอภิเษกหม่อมฉันเลย หม่อมฉันไม่ขอเป็นมเหสีของพระองค์ต่อไปอีกแล้ว

พระท้าวนางผู้เจริญ พี่ได้ล่วงเกินผิดไปแลเว หาทันที่จะพิจารณ์ไม่ พระน้องนางอย่าถือโทษโกรษพี่เลย แต่นี้ต่อไป พี่จะไม่ทำโทษสิ่งไรให้เป็นอันขาด

ซึ่งฝ่าพระบาทตรัสประภาษมานี้ พระบารมีเป็นที่ยิ่ง ถึงกระนั้น ถ้าหากว่าหม่อมฉันตายเสียได้วันนี้ นับว่าดีกว่าอยู่สู้ทนให้คนนินทาว่าเป็นกาลกิณีต่อไป

พระเจ้าพรหมทัตทรงฟังดังนั้น จึ่งตรัสถามนางจัมปากเทวีซ้ายว่า สุวรรณสังขราชกุมารและนางจันทาเทวี ใครมีโทษและไม่มีโทษ

นางจันทาเทวีนี้แหละมีโทษ เป็นกาลกิณี

พระนางจันทาเทวีสดับคำนางจัมปากเทวีทูลดังนั้น ทรงเสียพระทัยยิ่งนักหนา จึ่งทูลว่า พระมหาราช หม่อมฉันหาเป็นกาลกิณีไม่ ใครเล่าอยากจะเห็นความสัตย์จริงกับหม่อมฉันบ้าง ถ้าหากพระองค์จะทรงเห็นความชั่วร้ายของผู้ใดไซร้ จงรับสั่งให้ผู้นั้นแสดงโทษของตนด้วยวิธีลุยไฟเป็นทิพยพยาน ณ กาลบัดนี้ พระเจ้าพรหมทัตจึ่งตรัสใช้อำมาตย์ให้ก่อกองไฟขึ้น ณ หน้าพระลาน รับสั่งกะนางจันทาเทวีว่า พระนางน้องจงอธิษฐานสัจกิริยาแล้วเข้าไปในกองเพลิง ทำให้ปรากฏแก่ตามหาชน

พระนางจันทาเทวีสดับโองการตรัสดังนั้น จึ่งถวายบังคมบาทพระราชสามีแล้ว เมื่อจะประกาศแก่เทวดา จึ่งทำสัจจาธิษฐานว่า ข้าแต่เทพดารักษาเศวตฉัตร และเทพดาซึ่งสถิตอยู่ ณ ต้นไม้และหย่อมหญ้า ขอเทพดาทั้งหลายจงฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเป็นกาลกิณีสมจริงของนางจัมปากะว่าไซร้ ขอเทวดาทั้งหลายจงอย่ารักษาชีวิตข้าพเจ้าไว้เลย ขอให้ข้าพเจ้าตายเสียในขณะลุยไฟ ถ้าหากว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นกาลกิณีไซร้ ขอให้เทวดารักษาข้าพเจ้าไว้ให้ปราศจากชีวิตันตราย นางอธิษฐานแล้วก็เข้าไปนั่งในกองไฟ ทันใดนั้น มีดอกบัวทองผุดขึ้นมารองรับพระนางจันทาเทวีไว้ เปลวอัคคีก็มิได้ไหม้สรีรกายา อุปมาเหมือนนั่งอยู่ ณ ปราสาท นังตรัสประภาษอยู่กับหมู่อำมาตย์ ดูก็เป็นที่น่าประหลาดใจ พระเจ้าพรหมทัตทรงพระโสมนัสตรัสเรียกให้พระนางจันทาเทวีออกมาเสียจากกองอัคคี พระราชเทวีก็ออกมานั่งอยู่ ณ ปัญตาสน์โดยผาสุกภาพ ทีนั้น อกุศลเข้าดลใจนางจัมปากเทวีให้นางดีใจอยากจะลุยไฟ จึ่งตั้งสัจจาธิษฐานเหมือนพระนางจันทาเทวี แล้วเข้าไปยังกองอัคคี กองอัคคีก็เผาผลาญทำกาลตายไปเกิดในอเวจีนรก นางกระทำการลามกเห็นประจักษ์แก่ตามนุษย์ทั้งหลาย นางจันทาเทวีก็พ้นความครหาว่าชั่วร้าย

เตน วุตฺตํ เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ท่านจึ่งได้กล่าวสอนไว้ว่า บุทคลผู้ใดกล่าวทำเท็จไม่จริงด้วยตน และยังคนอื่นให้กล่าวคำเท็จเพื่อจะแกล้งให้เขาตาย บุทคลผู้นั้นย่อมจะถึงความพินาศ และจะไปเสวยมหาทุกขเวทนาในอเวจีนรก ด้วยผลแห่งวจีทุจริตกรรมเหมือนนางจัมปากเทวีฉะนั้น

เมื่อนางจัมปากเทวีทำกาลตายไปแล้ว พระเจ้าพรหมทัตจึ่งตั้งนางจันทาเทวีไว้ในที่พระอัครมเหสี พระสุวรรณสังขราชกุมารและพระนางจันทาเทวีได้ครองราชสมบัติ ณ พรหมบุรีนครเป็นบรมสุขสถาพรยิ่งนัก พระสุวรรณสังขราชาจึ่งทูลเล่าความทุกขวิโยคถวายพระราชบิดาว่า พระมหาราช เมื่อพระองค์ได้เอาข้าพระพุทธเจ้ากับพระมารดาใส่แพลอยไปในคงคา แพนั้นครั้นถูกลมพัดกล้าก็แตกกระจายไป ข้าพระพุทธเจ้ากับมารดาก็พลัดกัน พระมารดานั้นเกาะไม้ได้ท่อนหนึ่ง ลอยไปถึงฝั่งน้ำเขตมัทราชธานี พระชนนีขึ้นฝั่งได้เซซังไปรับจ้างทำครัวอยู่กับธนญชัยเศรษฐี พระมหาราช ส่วนข้าพระบาทอาศัยเรือพระยานาคนิรมิตให้ แล้วลอยไปพบพระดาบสองค์หนึ่งท่านกรุณาพาส่งข้ามไปฝั่งอื่น ข้าพระพุทธเจ้าลอยเรือเลียบตามฝั่งนั้นมาพบยักขินีตนหนึ่งริมฝั่งนที ยักขินีนั้นพามาเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ข้าพระพุทธเจ้าหนีจากเมืองยักษ์มาถึงบ้านคนเลี้ยงโคแห่งหนึ่ง จึ่งอาศัยอยู่กับนายคามโภชก รับจ้างเขาเลี้ยงโคเลี้ยงชีพอยู่ที่นั่นนาน ภายหลังจึ่งได้ราชบุตรีพระเจ้าพาราณสีเป็นชายา ต่อเมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้เป็นลูกเขยพระเจ้าพาราณสีจึ่งมีความสุขมาก ข้าพระพุทธเจ้าระลึกถึงพระมารดาขึ้นมา จึ่งเที่ยวติดตามถามหา ได้พบพระมารดาที่เรือนธนญชัยเศรษฐี จึ่งรับพระมารดามาเสวยรัชสุข ณ เมืองพาราณสีอยู่ตราบเท่าพระองค์ส่งมหาเสนาบดีให้ไปรับมา ความวิโยคทุกข์ยากของลูกกับพระมารดาหากเป็นถึงเพียงนี้ นี่หากว่ากุศลหนหลังยังมี จึ่งได้มาประสบพบฝ่าพระบาทราชบิดา

พระเจ้าพรหมทัตจึ่งตรัสปลอบว่า บิดาหลงเชื่อคำคนอันธพาล ทำโทษให้พ่อเป็นนักหนา พระโอรสจงอดโทษให้บิดาผู้หาวิจารณปัญญามิได้ พระโพธิสัตว์อดโทษให้พระราชบิดาแล้ว แต่นั้นมา พระองค์ได้เสวยราชสมบัติเป็นอัครราชา ตั้งอยู่ในทศธรรม ชักนำประชาชนให้ตั้งอยู่ในทศกุศลธรรมบถและศีลห้าเป็นต้น

ทีนี้ จะกล่าวถึงปาลกเสนาบดีต่อไป ใจความว่า เมื่อสุวรรณสังขราชกุมารเสด็จเข้ามาถึงพรหมบุรี ปาลกเสนาบดีนึกสะดุ้งจิตคิดไปว่า พระสุวรรณสังขราชกุมารมาได้ผ่านราชสมบัติ ณ เมืองนี้ จักทรงพิโรธทำโทษแก่เรา เราจักหนีไปเสีย ณ เมืองอื่น จักพาเอาพลโยธามาจับพระสุวรรณสังขราชกุมารกับพระมารดาฆ่าเสียจงได้ ปาลกเสนาบดีคิดเสร็จแล้วก็หนีไปเมืองปัญจาลธานี เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปัญจาลราช ทูลด้วยปิสุณาวาทว่า สมมติเทวา บัดนี้ พระสุวรรณสังขราชกุมารผ่านราชสมบัติเป็นเอกราชแล้ว จัดเตรียมโยธาไว้มากมาย จักยกมาตีเมืองพระองค์แย่งสมบัติเมืองนี้อีก ข้าพระพุทธเจ้าทราบเกล้าแล้วจึ่งมาเฝ้ากราบทูลให้ทรงทราบฝ่าพระบาท

พระเจ้าปัญจาลราชทรงฟังดังนั้นสำคัญว่าจริง ทรงพระโกรธาเป็นอันมาก จึ่งรับสั่งอำมาตย์ให้เอาเภรีไปตีประกาศให้พลเมืองมาประชุมพร้อมกัน ชาวพระนครประมาณเจ็ดอักโขเภณีได้มาประชุมพร้อมกัน ณ หน้าพระลานหลวง พระราชาทรงเล่าความทั้งปวงให้มหาชนมีมหาอำมาตย์เป็นต้นฟัง แล้วจัดปาลกเสนาบดีผู้รับอาสาให้คุมเสนาพยุหะเป็นทัพหน้ายกไปก่อน จึ่งจัดมหาอำมาตย์ของพระองค์เป็นแม่ทัพใหญ่ให้คุมเสนาพยุหะยกตามไปภายหลัง แม่ทัพนายกองได้เดินกองทัพไปถึงพรหมบุรีตามลำดับ เสนาเจ็ดอักโขเภณีจึ่งพร้อมกันล้อมเมืองเข้าไว้ถึงเจ็ดชั้น เสียงโยธาโห่สนั่นหวั่นไหวปานประหนึ่งว่าปฐพีและพระนครจะทรุดหักทำลายไป โยธาบางพวกก็พากันร้องว่า พวกเราจงช่วยกันพังกำแพงเมืองเข้าไป โยธาบางพวกก็พากันร้องว่า พวกเราจักคิดอย่างไรจึ่งจะพ้นภัยได้ พระสุวรรณสังขราชกุมารก็ตกพระหฤทัยกลัวต่อข้าศึก จึ่งนึกถุงนางยักษิณีว่า นางยักษิณีมารดาเลี้ยงของเรา เดี๋ยวนี้ไปเกิดที่ไหน ดำริแล้วจึ่งร่ายทิพมนต์ที่มารดาให้ไว้ ก็ทราบชัดว่า นางยักษิณีนั้นไปเกิดในชั้นจาตุมหาราชิกเทวโลก พระองค์จึ่งทรงฉลองพระบาททองเหาะไปสู่สำนักเทวธิดา ทำอภิวันทน์ แล้วบอกว่า พระแม่เจ้าข้า เดี๋ยวนี้พวกข้าศึกมาล้อมเมืองไว้แน่นหนา ข้าพเจ้าไม่เห็นใครจะเป็นที่พึ่งได้ เห็นอยู่แต่มารดาผู้เดียวจะเป็นทีพึ่งแก่ข้าพเจ้า พระมารดาเจ้าจงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้ากับทั้งพวกชาวเมืองด้วยเถิด

นางเทวธิดานั้น ครั้นสดับทราบความแล้ว ก็ให้มีความเมตตาต่อพระสุวรรณสังขราชกุมาร จึ่งประทานพระขรรค์ทิพย์ชื่อ สิริชัย ให้แก่พระสุวรรณสังขราชกุมาร แล้วบอกว่า พ่อจงรับเอาพระขรรค์แก้วแล้วด้วยเทวฤทธิ์ที่มารดาให้นี้ไป ถ้าหากว่าปัจจามิตรมาข่มเหงแย่งราชสมบัติของพ่อไซร้ พ่อจงเหาะขึ้นบนอากาศ แล้วเอาพระขรรค์แก้วแกว่งบนศีรษะของพ่อไว้ หมู่ปัจจามิตรจะพ่ายแพ้กลับไปด้วยอำนาจรัตนขรรคาวุธ พ่อราชบุตรจงทำตามมารดาสั่งดังนี้

พระสุวรรณสังราชกุมารรับเอารัตนขรรคาวุธอันให้สำเร็จความปรารถนาจากเทวธิดาแล้ว ก็อำลากลับมายังสำนักราชบิดามารดา จึ่งพร้อมด้วยพลเสนาเสด็จออกจากพระนคร เหาะขึ้นบนอากาศ แล้วแกว่งทิพรัตนขรรคาวุธตามที่นางเทวธิดาบอกไว้ รัศมีพระขรรค์แก้วก็ลุกโพลงตกลงมาเสียงดังประเปรี้ยงเหมืองเสียงอสนี ประหนึ่งว่าจะทำมหาโยธาข้าศึกให้ตายไปหมดด้วยกัน พวกเสนานับได้เจ็ดอักโขเภณีประหนึ่งว่าจะมีศีรษะแตกออกไป พากันร้องขอชีวิตต่อพระโพธิสัตว์ว่า พระมหาราช ข้าพระบาททั้งหลายจะไม่คิดประทุษร้ายต่อพระองค์ พระองค์จงประทานชีวิตให้เถิดพระเจ้าข้า

ฝ่ายปาลกเสนาบดีก็ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ ด้วยอิทธานุภาพแห่งพระขรรค์แก้วสิริชัย จึ่งพลัดจากคอช้างตกลงไป ณ ปฐพี วิบากแห่งอกุศลความอกตัญญูให้ผล ปฐพีดลอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็เปิดช่องให้ ปาลกเสนาบดีก็จมลงไปไหม้อยู่ในอเวจีนรก

เตน วุตฺตํ เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ท่านได้กล่าวสอนไว้แล้วว่า บุทคลผู้ใดกล่าวมุสาวาทใส่โทษแก่ผู้อื่นก็ดี แก่ญาติเผ่าพันธุ์มิตรสหายก็ดี หรือใส่โทษแก่ครูอาจารย์และท่านผู้มีคุณแก่คนก็ดี บุทคลผู้นั้นครั้นตายแล้วก็จักไปเกิดในอเวจีนรกเหมือนปาลกเสนาบดีฉะนั้น

พระโพธิสัตว์ทรงพระกรุณาแก่มหาชนเป็นอันมาก จึ่งตรัสว่า พวกมหาโยธาทั้งหลาย พระเจ้ากรุงปัญจาลราชทรงเชื่อคำปาลกเสนาบดีคนลามก ให้ยกกองทัพมาทำสงครามกับเราผู้หาความผิดมิได้ และละสัปปุริสธรรม แล้วทำซึ่งอธรรมทางอบาย แต่นี้ไปท่านทั้งหลายจงอย่าทำบาปกรรมเช่นนี้ต่อไปเป็นอันขาด ทรงให้โอวาทต่อไปอีกว่า บุทคลผู้ใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทำปรทารกรรม กล่าวปด เสพสุราเมรัย บุทคลผู้นั้นจักถึงความพินาศเหมือนปาลกเสนาบดี อนึ่ง ฝ่ายกุศลธรรม คือ ศีล ทาน ธรรมสวนะ และเมตตา ภาวนา กุเลเชฏฐาปจายิกกรรม เหล่านี้มีคุณยิ่งใหญ่ ผู้ใดไม่ประมาทในธรรมที่เราสอนแล้วนี้ ผู้นั้นจุติจากโลกนี้แล้วจักไปเกิดในสวรรค์ด้วยกุศลธรรมอันนั้น ทรงให้โอวาทแล้วก็ส่งพวกโยธาให้กลับไปยังปัญจาลนคร ส่วนพระองค์ก็เสด็จคืนเข้าพระราชฐานของพระองค์

ฝ่ายพวกเสนาโยธากลับมาถึงปัญจาลนครแล้ว จึ่งเข้าเฝ้าพระราชา กราบบังคมทูลว่า พระมหาราช ข้าพระพุทธเจ้าเหล่าโยธามีปาลกเสนาบดีเป็นต้นซึ่งพระองค์ส่งไป ได้พร้อมกันเข้าล้อมเมืองไว้ถึงเจ็ดชั้น พระสุวรรณสังขราชกุมารมีบุญญาธิการมากนัก เหาะขึ้นบนอากาศ ทรงแกว่งพระแสงขรรค์แก้ว ณ ท่ามกลางโยธา ด้วยอานุภาพขรรคาวุธ เกิดเป็นแสงสว่างตกลงมาดังประเปรี้ยงเพียงดังสายฟ้า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมืดหน้ามัวตาหาสติมิได้ถึงปราชัยพ่ายแพ้ แต่ปาลกเสนาบดีพลัดจากคอช้างตกถึงแผ่นดิน แผ่นดินได้สูบปาลกเสนาบดีผู้อกตัญญูไม่รู้จักคุณเจ้านายของตนไปทั้งเป็น พระสุวรรณสังขราชกุมารเสด็จลงจากอากาศประทานโอวาทแก่ข้าพระพุทธเจ้าเหล่าโยธา แล้วส่งให้กลับมาเมืองนี้ ขอพระองค์จงทราบด้วยประการฉะนี้ พระเจ้ากรุงปัญจาลราชทรงฟังดังนั้น ทรงพระเกษมสันต์และสรรเสริญพระสุวรรณสังขราชกุมาร รับสั่งให้จัดเครื่องบรรณาการไปถวายเป็นอเนกประการ

พระสุวรรณสังขราชกุมารทรงทรมานพวกปัจจามิตรเสร็จ จึ่งเสด็จเข้าพระนคร ยังราษฎรให้ตั้งอยู่ในโอวาท ดำรงราชสมบัติโดยชอบธรรม มีพระเดชานุภาพและเกียรติยศปรากฏไปในนานาประเทศ มหาชนมีพระราชาเป็นต้นในนานาประเทศน้อมนำเครื่องบรรณาการมาถวายพระสุวรรณสังข์เป็นเนืองนิตย์ มหาชนมีพระราชาเป็นต้นตั้งอยู่ในราวาทแล้วก็ปราศจากภยุปัทวันตราย และพากันทำบุญมีทานเป็นต้น เมื่อสิ้นอายุของตนก็ได้ไปเกิดในเทวโลก ส่วนพระโพธิสัตว์เมื่อก่อสร้างโพธิสมภารอยู่ได้บำเพ็ญกุศลมีทานและศีลเป็นต้น สิ้นพระชนม์แล้วก็ไปอุบัติในเทวสถานด้วยประการฉะนี้




สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว เมื่อจะให้ภิกษุรู้แจ้งซึ่งกรรมที่พระองค์ทรงทำไว้ในชาติก่อน จึ่งตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราตถาคตยังท่องเที่ยวอยู่ในสงสาร เกิดเป็นสุวรรณสังขราชกุมาร โอรสพระเจ้าพรหมทัต ได้เสวยทุกขเวทนาสาหัสด้วยอกุศล อกุศลดลบันดาลให้พระเจ้าพรหมทัตราชบิดาเราหลงเชื่อถ้อยคำปาลกเสนาบดี ให้เอาเราใส่แพลอยคงคาเสีย ก็ด้วยอกุศลกรรมที่เราทำไว้ในชาติก่อน พระภิกษุทั้งหลายยังไม่ทราบเรื่องเบื้องบุพกรรม จึ่งกราบทูลขอให้พระองค์ทรงตรัสอดีตนิทาน พระบรมศาสดาทรงนำเรื่องราวซึ่งภพในระหว่างปิดบังไว้ มีความปรากฏต่อไปนี้ว่า




อตีเต ภิกฺขเว ตถาคโต ทุคฺคตกุเล ชาโต ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาลล่วงมานานแล้ว พระตถาคตเกิดเป็นทุคตบุรุษในตระกูลทุคตะ หาญาติพงศ์พันธุ์มิได้ วันหนึ่ง ทุคตบุรุษนั้นลงไปอาบน้ำที่ท่านที เห็นรูปูเข้า เอามือล้วงไปจับปูขึ้นมาได้ จึ่งแงะเอาดินเหนียวมาก้อนหนึ่ง ทำให้เป็นโพรง แล้วเอาปูนั้นใส่ไว้ในอุโมงค์ วางไว้บนแพ ปล่อยให้ลอยไปในมหาสมุทร เมื่อปูนั้นลอยไปยังหาทันตายไม่ แพนั้นลอยไปติดอยู่ริมฝั่งสมุทร อุโมงค์ดินนั้นครั้นถูกน้ำเปียกแล้วก็ละลายไป ปูตัวนั้นก็ไต่ขึ้นฝั่งน้ำไปได้ ด้วยผลกรรมอันนั้น ตถาคตจึ่งปรากฏอยู่ในหอยสังข์ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าพรหมทัตเชื่อคำนางจัมปากเทวีและปาลกเสนาบดี จับเราตถาคตใส่แพลอยไปในมหาสมุทรนั้น ด้วยกรรมที่ตถาคตจับปูใส่แพลอยน้ำ ปูตัวนั้นหาถึงความตายไม่ กรรมอันนั้นจึ่งไม่ทำให้เราตถาคตตาย เราตถาคตได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส ดูกร ภิกษุบริษัท ข้อซึ่งเราตถาคตยินดีอยู่ในรูปหอยสังข์และรูปเงาะนี้ เป็นกรรมที่ตถาคตจับปูใส่ไว้ในอุโมงค์ดิน ข้อซึ่งหกกษัตริย์ลูกเขยพระเจ้าพาราณสีเห็นรูปเงาะตถาคตแล้วติเตียนนี้ เป็นเวรกรรมที่ตถาคตทำไว้ในชาติก่อน ดังมีอุทาหรณ์ดังนี้ว่า




อหํ ภิกฺขเว ปุพฺเพ พาราณสิราชา อโหสิ ความว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในกาลปางก่อน ตถาคตเกิดเป็นพระราชาพาราณสี พระราชาพาราณสีนั้นประสงค์จะถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์ ทรงทราบว่า พวกพ่อค้าเขาเอาผ้าเนื้อดี ๆ มาจำหน่ายที่พระนครของพระองค์ จึ่งทรงตรัสใช้ให้อำมาตย์ไปซื้อผ้ามาจากพ่อค้า ผ้าผืนหนึ่งราคาถึงแสนกหาปณะ พระราชาทอดพระเนตรผ้าผืนนั้นแล้วทรงซื้อไว้ ประทานราคาให้เท่าน้ำหนักทองคำหนักหนึ่ง พวกพ่อค้าผ้าจึ่งปรึกษากันว่า พระราชาประทานให้ราคาเท่าน้ำหนักทองคำหนักหนึ่งนี้ หาคู่ควรแก่ราคาผ้าผืนนี้ไม่ พวกเราจักขอให้พระราชาประทานราคาให้สมควรแก่ผ้าผืนนี้ พระราชาทรงทราบความข้อนั้นแล้วก็ทรงกริ้วพวกพ่อค้ามาก พวกพ่อค้าผ้ารู้ว่าพระราชากริ้ว ก็ไม่อาจขอขึ้นราคาผ้าอีกได้ จึ่งพากันกลับไปยังเมืองที่อยู่ของตน พระเจ้าพาราณสีนั้น ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้มาเกิดเป็นสุวรรณสังขกุมาร และได้เป็นลูกเขยแห่งพระเจ้าพาราณสี พวกพ่อค้านั้น ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้มาเกิดเป็นหกกษัตริย์ลูกเขยพระเจ้าพาราณสี หกกษัตริย์นั้นชวนกันประทุษร้ายตถาคต ทูลยุยงให้พระราชาฆ่าตถาคต ด้วยบาปกรรมที่ตถาคตข่มเหงเขาซื้อผ้าลดราคาด้วยประการฉะนี้




สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึ่งประชุมชาดกว่า พระยานาคเอาเรือมารับสุวรรณสังขกุมารนั้น กลับชาติมาคือพระองคุลิมาลเถระ พระดาบสช่วยสุวรรณสังขกุมารนั้น กลับชาติมาคือพระสาริบุตรเถระ นางยักษิณี มารดาเลี้ยงสุวรรณสังขกุมารนั้น กลับชาติมาคือ นางอุบลวรรณาเถรี ท้าวสักเทวราชผู้อุปถัมภ์สุวรรณสังขกุมารกลับชาติมาคือ พระอนุรุทธเถระ มหาเสนาบดีผู้ไปเชิญเสด็จพระนางจันทาเทวีและสุวรรณสังขกุมารให้มาครองราชสมบัติ ณ พรหมบุรี กลับชาติมาคือ พระโมคคัลลานเถระ ธนญชัยเศรษฐีผู้ให้พระนางจันทาเทวีอยู่ด้วยนั้นกลับชาติมาคือ พระสีวลีเถระ นางสุวรรณจัมปากเทวีแกล้งใส่โทษแก่พระนางจันทาเทวี กลับชาติมาคือ นางจิญจมานวิกา ปาลกเสนาบดีผู้ผูกอาฆาตต่อสุวรรณสังขกุมาร กลับชาติมาคือ ภิกษุเทวทัต พระเจ้าพรหมทัต ราชบิดาสุวรรณสังขกุมาร กลับชาติมาคื สุทโธทนะ พุทธบิดา พระนางจันทาเทวีกลับชาติมาคือ พระนางสิริมหามายา พุทธมารดา พระนางคันธาเทวี อัครมเหสีของสุวรรณสังขกุมาร กลับชาติมาคือ ยโสธราพิมพาเทวี บริษัทซึ่งสวามิภักดิ์ต่อพระโพธิสัตว์ กลับชาติมาคือ พุทธบริษัท พระสุวรรณสังขราชากลับชาติมาคือ เรา ตถาคต มีพุทธพจน์ให้จบลงด้วยประการฉะนี้




จบสุวรรณสังขชาดก



ปกหลัง ขึ้น



พิมพ์ที่ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร


ตำบลถนนราชบพิธ จังหวัดพระนคร


วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑



เชิงอรรถ[แก้ไข]

เชิงอรรถต้นฉบับ[แก้ไข]

  1. หนังสือปัญญาสชาดกนี้ ตามที่ได้ตรวจฉบับ มีลักษณะแผกกันเป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งเรียกว่า "ปัญญาสชาดกบั้นปลาย" แต่ไม่ปรากฏว่ามี "บั้นต้น" อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า "ปัญญาสชาดกปฐมภาค (คือ ภาคแรก) คัมภีร์" ๑ "ปัญญาสชาดกปัจฉิมภาค (คือ ภาคหลัง) คัมภีร์" ๑ ปัญญาสชาดกบั้นปลายมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป แต่ปัญญาสชาดกปฐมภาคกับปัจฉิมภาคนั้นหาฉบับยาก แต่แรกอ่านดูเข้าใจว่า ปัญญาสชาดกบั้นปลายกับปัญญาสชาดกปัจฉิมภาคเป็นคัมภีร์เดียวกัน ครั้นตรวจสอบกันเข้า ตรงกันข้าม ปัญญาสชาดกบั้นปลายกลับตรงกับปัญญาสชาดกปฐมภาค ไปจบคัมภีร์เพียงห้าสิบนิทาน จึ่งสันนิษฐานว่า คงเป็นด้วยชั้นเดิมผู้แต่งปัญญาสชาดกบั้นปลายมุ่งหมายจะให้อนุโลมเข้าใจปัญญาสนิบาต ภายหลังมีผู้แต่งนิทานเพิ่มเข้าอีกยี่สิบห้าเรื่อง และมุ่งหมายจะให้เป็นหนังสือส่วนหนึ่งต่างหาก ไม่อนุโลมเข้าในนิบาท จึ่งเปลี่ยนชื่อ ปัญญาสชาดกบั้นปลาย เป็น ปัญญาสชาดกปฐมภาค ส่วนที่แต่งเติมเข้าใหม่เรียกว่า ปัญญาสชาดกปัจฉิมภาค

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

ย่อหน้านี้มาจาก จริยาปิฎก (เชิงอรรถต้นฉบับว่า "แต่หน้า ๑๐ บรรทัดที่ ๘ ถึงหน้า ๑๑ บรรทัดที่ ๒ เป็นความในจริยาปิฎก")




ขึ้น

งานนี้เป็นงานดัดแปลง (อาทิ งานแปลวรรณกรรม) ดังนิยามไว้ในมาตรา ๔ วรรค ๑๔ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ และบัดนี้ เป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์สิ้นอายุลงตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งว่า

"ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

"ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

"ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก"